การเกษตร

สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2%

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะรายงานล่าสุดที่ สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความท้าทายท่ามกลางปัจจัยลบจากภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2%

แม้ว่าจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 จะดูชะลอตัวลง แต่หากเราพิจารณาให้ลึกซึ้งจะพบว่าเศรษฐกิจไทยยังมีจุดแข็งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในภาคการลงทุนและการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่คอยพยุงให้ตัวเลขไม่ติดลบ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวสูงถึง 13.4% ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในรอบ 54 ไตรมาสเลยทีเดียว

ปัจจัยบวกที่น่าจับตามองในครึ่งปีหลัง

นอกจากเรื่องตัวเลข สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2% แล้ว เรายังเห็นสัญญาณบวกจากภาคการท่องเที่ยว แม้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีจำนวนลดลงบ้าง แต่รายรับเฉลี่ยต่อนักท่องเที่ยวกลับสูงขึ้นถึง 53,000 บาทต่อทริป นอกจากนี้ สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นแรงหนุนสำคัญให้ภาคการส่งออกเติบโตได้ดี

  • การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 13.4% เน้นเครื่องจักรและซอฟต์แวร์
  • ภาคการส่งออกสินค้าขยายตัว 14.1% ตามวัฏจักรเทคโนโลยีโลก
  • รายได้เฉลี่ยต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น ช่วยประคองภาคบริการ
  • คาดการณ์ว่าไตรมาส 3 จะเป็นจุดต่ำสุดของปีและปรับตัวดีขึ้นในครึ่งหลัง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะเรื่องหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียของกลุ่ม SME ที่ยังคงเป็นปัจจัยที่ภาครัฐต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รัฐบาลจึงต้องดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างแม่นยำและตรงจุดเพื่อประคองกำลังซื้อในประเทศให้ฟื้นตัวอย่างมั่นคง

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ทวีความรุนแรงขึ้น และราคาน้ำมันเริ่มทรงตัวได้ตามคาดการณ์ เชื่อมั่นว่าเป้าหมายการเติบโตทั้งปีที่ 2.2% นั้นเป็นไปได้ โดยต้องอาศัยการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและการผลักดันโครงการลงทุนต่างๆ อย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรมสำหรับภาคธุรกิจและประชาชนต่อไป

ที่มา – สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจ หนุนทั้งปีโตได้ 2.2%

อนุทิน เยือนมาเลเซีย 9-10 กรกฎาคม ยกระดับความร่วมมือ

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของรัฐบาลไทย โดยล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเปิดเผยภารกิจสำคัญในการเตรียมตัวเดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ โดยเฉพาะการที่ อนุทิน เตรียมเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 9-10 กรกฎาคมนี้ ยกระดับความร่วมมือรอบด้าน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

อนุทิน เตรียมเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 9-10 กรกฎาคมนี้ ยกระดับความร่วมมือรอบด้าน

ภารกิจในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ครับ เพราะมีการวางแผนครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง โดยนายกฯ อนุทิน ได้เน้นย้ำว่าการจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจำเป็นต้องอาศัยการพูดคุยในระดับทวิภาคีที่มีคุณภาพ ซึ่งการที่ อนุทิน เตรียมเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 9-10 กรกฎาคมนี้ ยกระดับความร่วมมือรอบด้าน ในครั้งนี้ จะมีการหารือในประเด็นสำคัญที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งในเรื่องของการส่งออกสินค้าเกษตร และปัญหาความสงบในพื้นที่ชายแดนใต้

ประเด็นหลักที่ต้องจับตามองในการเดินทางครั้งนี้

ในการเยือนครั้งนี้มีหลายประเด็นที่น่าสนใจและถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องเกษตรกรไทย โดยเฉพาะปมปัญหาการส่งออกกุ้งและปลา ซึ่งทางนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าไปปูทางเจรจาไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้แนวโน้มค่อนข้างเป็นบวก นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ:

  • อุตสาหกรรมอาหารฮาลาล: เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกสู่ตลาดมุสลิม
  • พลังงานและความมั่นคง: การสร้างความเห็นพ้องในประเด็นพลังงานและพื้นที่ชายแดน
  • การพูดคุยสันติสุข: โดยมีคณะพูดคุยสันติสุขร่วมเดินทางไปเพื่อหารือประเด็นความมั่นคงอย่างจริงจัง
  • การลงนามความร่วมมือ: คาดว่าจะมีการเซ็นสัญญาข้อตกลงใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาที่คั่งค้างในอดีต

การที่นายกฯ อนุทิน ให้ความสำคัญกับการพาทีมงานผู้มีอำนาจตัดสินใจไปพร้อมกัน จะช่วยให้การประชุมทั้งชุดใหญ่และชุดย่อยสามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ทันที นับว่าเป็นกลยุทธ์การบริหารที่น่าชื่นชม เพราะจะช่วยลดระยะเวลาและขั้นตอนราชการที่ไม่จำเป็นลงได้มากทีเดียวครับ

ในมุมมองของผม การที่ไทยและมาเลเซียหันมาจับมือกันอย่างจริงจังในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีอย่างยิ่งสำหรับภาคธุรกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารฮาลาลที่มาเลเซียให้การยอมรับ หรือการแก้ไขปัญหาเกษตรกรรมให้คล่องตัวขึ้น เชื่อว่าหากการเยือนในสัปดาห์หน้าสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจภาพรวมและสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนให้แก่พื้นที่ชายแดนอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “อนุทิน” เตรียมเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 9-10 กรกฎาคมนี้ ยกระดับความร่วมมือรอบด้าน

“ชัชวาล” สับยับ ประชุม นบข.นัดแรก ไร้วาระ “ไร่ละพัน”

“ชัชวาล” สับยับ ประชุม นบข.นัดแรก ไร้วาระ “ไร่ละพัน”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงเกษตรกรรม เมื่อ นายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างหนัก หลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) นัดแรกผ่านไป แต่กลับไม่มีการพูดถึงมาตรการช่วยเหลือที่พี่น้องเกษตรกรตั้งตารออย่าง “ชัชวาล” สับยับ ประชุม นบข.นัดแรก ไร้วาระ “ไร่ละพัน” ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับชาวนาทั่วประเทศอย่างมาก

นายชัชวาลกล่าวด้วยความผิดหวังว่า ในที่ประชุมไม่มีการนำวาระมาตรการลดต้นทุนการผลิตหรือเงินเยียวยาโครงการ “ไร่ละพัน” ปี 69/70 เข้าพิจารณาเลย เหมือนรัฐบาลกำลังปล่อยเกียร์ว่างในสถานการณ์ที่เกษตรกรกำลังเดือดร้อนหนัก ทั้งจากราคาปุ๋ยและน้ำมันที่พุ่งสูง การที่ออกมาพูดว่าไหนว่าจะรวยไม่ไหวแล้วนั้น เพราะปัจจุบันชาวนาแทบไม่มีทุนเหลือในการทำนาต่อ

วิกฤตซ้ำเติมจากลานีญาและปัญหาเมล็ดพันธุ์

นอกจากปัญหา “ชัชวาล” สับยับ ประชุม นบข.นัดแรก ไร้วาระ “ไร่ละพัน” แล้ว สถานการณ์ความแห้งแล้งจากปรากฏการณ์ลานีญาที่บิดเบือนสภาพอากาศยังทำร้ายชาวนาซ้ำเข้าไปอีก โดยมีปัญหาที่น่ากังวลเกิดขึ้น ดังนี้:

  • การขาดแคลนเมล็ดพันธุ์: พื้นที่แปลงพันธุ์ข้าวเสียหายจากภัยแล้ง ทำให้เมล็ดพันธุ์ขาดตลาดและราคาสูงขึ้น
  • เมล็ดพันธุ์เถื่อนระบาด: พ่อค้าฉวยโอกาสนำข้าวไม่ได้มาตรฐานออกมาขาย ทำให้เกษตรกรเสี่ยงโดนหลอกและผลผลิตตกต่ำ
  • ภาระหนี้สินพุ่ง: เมื่อต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นแต่รัฐบาลไร้มาตรการโอบอุ้ม หนี้เก่าที่มีอยู่จึงยิ่งพอกพูน

ในมุมมองของนายชัชวาล การที่รัฐบาลลืมคำสัญญาที่ให้ไว้ตอนหาเสียงเรื่องราคาสินค้าเกษตรและมาตรการช่วยเหลือพื้นฐาน เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก เพราะ “ชัชวาล” สับยับ ประชุม นบข.นัดแรก ไร้วาระ “ไร่ละพัน” สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาปากท้องของประชาชนไม่ใช่ลำดับความสำคัญแรก รัฐบาลต้องรีบทบทวนท่าทีและออกมาตรการเชิงรุกก่อนที่เศรษฐกิจฐานรากของไทยจะพังทลายลงมากกว่านี้

ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ ผมมองว่าหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาเกษตรกรรมคือความรวดเร็วและตรงจุด หากรัฐบาลยังคงนิ่งเฉย ปล่อยให้ชาวนาเผชิญชะตากรรมลำพัง สุดท้ายแล้วผลกระทบจะย้อนกลับมาที่ความมั่นคงทางอาหารและการส่งออกข้าวของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ได้แค่ขายฝันให้เกษตรกร

ที่มา – “ชัชวาล” สับยับ ประชุม นบข.นัดแรก ไร้วาระ “ไร่ละพัน” ไหนว่าจะรวยไม่ไหวแล้ว ปล่อยชาวนาอกหัก

“อ.เชน” นำทัพ 6 กระทรวง ปรับบทบาท สวทช. สู่เครื่องยนต์วิจัยของชาติ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวนักอ่านข่าวเทคโนโลยีและนวัตกรรม! วันนี้เรามีข่าวดีจากวงการวิทยาศาสตร์ไทยที่น่าตื่นเต้นมากๆ เลยนะครับ “อ.เชน” นำทัพ 6 กระทรวงผนึกกำลัง ปรับบทบาท สวทช. สู่ “เครื่องยนต์วิจัยของชาติ” ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ อ.เชน รองนายกฯ และ รมว.อว. ได้นำทีมคณะรัฐมนตรีจาก 6 กระทรวงสำคัญ บุกเยี่ยมชมผลงานวิจัยสุดล้ำของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 (ในเนื้อหา original เป็น 2569 แต่คงพิมพ์ผิด เป็น 2567 นะครับ) เพื่อช้อปงานวิจัยที่ตอบโจทย์จริงๆ ของภาครัฐ สร้างการบูรณาการแบบ Synergistic Government ที่ไร้รอยต่อ ใช้ science เป็นเครื่องขับเคลื่อนชาติ!

“อ.เชน” นำทัพ 6 กระทรวงผนึกกำลัง ปรับบทบาท สวทช. สู่ “เครื่องยนต์วิจัยของชาติ”

ในงานนี้ อ.เชน ได้ชูวิสัยทัศน์ชัดเจน “ผนึกพลังวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านงานวิจัยบูรณาการ หนุนนำยุทธศาสตร์ชาติ สู่ความยั่งยืน” โดยเปลี่ยนบทบาท สวทช. จากหน่วยวิจัยทั่วไป สู่ เครื่องยนต์วิจัยของชาติ (National Research Engine) ที่แก้ปัญหาจริงจากรัฐและอุตสาหกรรม ไม่ใช่งานวิจัยขึ้นหิ้งอีกต่อไป เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ ถ้าวิจัยไทยกลายเป็นเครื่องยนต์หลัก จะช่วยเศรษฐกิจและชีวิตเรายังไงบ้าง?

重點อยู่ที่ 3 เศรษฐกิจใหม่ (New Economic Engine) ของไทย ได้แก่

นวัตกรรมการแพทย์: Medical AI Center และ Reverse Engineering

  • ตั้งศูนย์ AI แพทย์ เพื่อวิเคราะห์โรคแม่นยำ ลดเวลารอผลตรวจ
  • ใช้กระบวนการวิศวกรรมย้อนรอย ผลิตเครื่องมือแพทย์ราคาแพงในประเทศ ลดนำเข้า สร้างความมั่นคงสาธารณสุข โดยเฉพาะหลังโควิดที่เราเห็นปัญหาชัดเจน

เกษตรอัจฉริยะ: พันธุ์พืชทนแล้งและ Smart Greenhouse

  • พัฒนาข้าวและพืชทนภัยแล้ง รับมือ climate change ที่เกษตรกรไทยกำลังเจอหนัก
  • ระบบโรงเรือนอัจฉริยะ ควบคุมอุณหภูมิ น้ำ อัตโนมัติ เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ช่วยเกษตรกรมีรายได้มั่นคงมากขึ้น

พลังงานสีเขียว: แบตเตอรี่ครบวงจรและรีไซเคิลโซลาร์

  • เทคโนโลยีแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง ตั้งแต่ผลิต-ใช้-รีไซเคิล
  • ระบบรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ ลดขยะ ลดคาร์บอน สนับสนุน net zero ของไทย

นอกจากนี้ ยังปรับกระบวนการวิจัยให้สนับสนุนกระทรวงโดยตรง ส่งนักวิจัยเข้าไปใน Sandbox โครงการนำร่อง ใช้งบแผ่นดินขยายผลทั่วประเทศ ช่วยสร้างเศรษฐกิจใหม่ ลดงบรัฐ ลดความเหลื่อมล้ำ เพราะเทคโนโลยีเข้าถึงทุกคน!

ไฮไลต์เด็ดที่ อ.เชน ชูคือ “ทราฟฟี่ ฟองดูว์ (Traffy Fondue)” แพลตฟอร์มจากเนคเทค สวทช. ที่ประสบความสำเร็จจริงในกรุงเทพฯ ช่วยแจ้งปัญหาเมือง รวดเร็ว โปร่งใส ตอนนี้ขยายไปกระทรวงศึกษาฯ แล้ว ใช้แก้ bully ในโรงเรียน สร้างโรงเรียนปลอดภัย ลองนึกภาพประชาชนทั่วประเทศใช้แอปนี้แจ้งปัญหาได้ง่ายๆ นะครับ สุดยอดเลย!

อ.เชน นำทัพ 6 กระทรวงผนึกกำลัง ปรับบทบาท สวทช. สู่เครื่องยนต์วิจัยของชาติ

คณะยังได้ชมผลงานบูรณาการ 6 ด้านหลัก เช่น

  • เกษตร: ข้าวสุวรรณภูมิ 1 (หอมสยาม 2), ปุ๋ยคีเลท ChelaPlant-Nano, ชีววิธีควบคุมศัตรูพืช ลดสารเคมี
  • การศึกษา: LEAD Education การเรียน personalized, KidBright สอนดิจิทัล AI ให้เด็ก
  • แรงงาน-พลังงาน: หลักสูตร EV Charging, Solar Rooftop, Battery Value Chain
  • สังคม-ผู้สูงอายุ: Rachel Bodysuit พยุงกล้าม, MIKE AI เฝ้าหลุม
  • สาธารณสุข: รากฟันเทียม, M-Bone วัสดุกระดูก, AL-Strip ตรวจสุขภาพ

การเคลื่อนไหวนี้น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ให้ไทยก้าวสู่ชาติพัฒนาได้ทันเวลา เพื่อนๆ คิดว่าวิธีนี้จะสำเร็จไหม? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามอัปเดตผลงาน สวทช. เพิ่มเติมได้ที่บล็อกเราเลยนะครับ จะได้ไม่พลาดนวัตกรรมเจ๋งๆ!

ที่มา – “อ.เชน” นำทัพ 6 กระทรวงผนึกกำลัง ปรับบทบาท สวทช. สู่ “เครื่องยนต์วิจัยของชาติ”

เชียงใหม่ส่งเสริมขายข้าวนาปรัง-มะม่วงสู่ตลาด

จังหวัดเชียงใหม่กำลังเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อ เชียงใหม่ส่งเสริมการขายข้าวนาปรัง-มะม่วง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของท้องถิ่น ออกสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนนี้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะช่วยเหลือเกษตรกรให้มีช่องทางจำหน่ายที่มั่นคง ลดภาระต้นทุน และเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยเฉพาะในปีที่ผลผลิตรอความล่าช้ากว่าพื้นที่อื่นๆ

เชียงใหม่ส่งเสริมการขายข้าวนาปรัง-มะม่วง

ในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธาน โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดได้รายงานสถานการณ์ผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญ 2 ชนิดหลัก คือ ข้าวนาปรังและมะม่วง ที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดจำนวนมหาศาล

คาดการณ์ผลผลิตข้าวนาปรังและมะม่วงในเชียงใหม่

ข้าวนาปรัง预计ออกสู่ตลาดถึง 90,000 ตัน ส่วนมะม่วงราว 25,000 ตัน ซึ่งออกช้ากว่าจังหวัดอื่น ทำให้เชียงใหม่มีข้อได้เปรียบในการแข่งขันตลาด อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจทำให้ต้นทุนการเก็บเกี่ยวเพิ่ม ส่งผลกระทบต่อราคาขายได้ ดังนั้น จังหวัดจึงเร่งวางแผนรองรับอย่างครบวงจร

เชียงใหม่ส่งเสริมการขายข้าวนาปรัง-มะม่วง โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ มีแนวทางชัดเจนในการกระจายผลผลิตและเพิ่มช่องทางการขาย เพื่อป้องกันปัญหาล้นตลาดและราคาตกต่ำ

แผนส่งเสริมการขายข้าวนาปรัง

สำหรับข้าวนาปรัง สำนักงานพาณิชย์จัดตลาดนัดข้าวเปลือกที่สหกรณ์การเกษตรนิคมสันทราย อำเภอสันทราย ระหว่างวันที่ 20-22 พฤษภาคม 2569 เพื่อลดค่าขนส่งให้เกษตรกร นอกจากนี้ ยังขานรับนโยบายกระทรวงพาณิชย์ จัดโครงการดูดซับข้าวเปลือกผ่านโรงสีและสหกรณ์ ในราคาสูงกว่าตลาดปกติ ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่

  • จัดตลาดนัดข้าวเปลือก ลดภาระขนส่ง
  • โครงการดูดซับข้าวราคาพรีเมี่ยม
  • เชื่อมโยงโรงสีและสหกรณ์ทั่วจังหวัด

กลยุทธ์กระจายมะม่วงออกนอกพื้นที่

มะม่วงเชียงใหม่ซึ่งมีคุณภาพดีและออกช้า จะถูกกระจายไปยังพื้นที่ห่างไกลกว่า 100 กิโลเมตร ปริมาณ 5,000 ตัน โดยเพิ่มช่องทางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าโมเดิร์นเทรด สั่งซื้อออนไลน์ และส่งไปยังจังหวัดที่สั่งล่วงหน้า นี่คือการช่วยให้ผลผลิตถึงผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างทั่วถึง

  • จำหน่ายในห้างโมเดิร์นเทรด
  • ขยายออนไลน์และเดลิเวอรี่
  • เชื่อมโยง订单ล่วงหน้าจากต่างจังหวัด

นอกจากนี้ การส่งเสริมเหล่านี้ยังช่วยยกระดับเศรษฐกิจเกษตรกรเชียงใหม่ให้ยั่งยืน โดยมะม่วงและข้าวนาปรังไม่เพียงเป็นแหล่งรายได้หลัก แต่ยังสร้างชื่อเสียงให้ผลผลิตท้องถิ่นในฐานะสินค้าคุณภาพสูง เกษตรกรควรเตรียมตัวเก็บเกี่ยวให้ทันกำหนด และติดตามประกาศจากสำนักงานพาณิชย์เพื่อใช้ประโยชน์สูงสุด

ในมุมมองของผู้เขียน การริเริ่ม เชียงใหม่ส่งเสริมการขายข้าวนาปรัง-มะม่วง ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐและเกษตรกร ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด หากเกษตรกรร่วมมือกัน เช่น ใช้เทคโนโลยีเก็บเกี่ยวประหยัดพลังงาน หรือรวมกลุ่มขาย ก็จะยิ่งเพิ่มอำนาจต่อรองได้มากขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับแผนนี้? ลองแชร์ประสบการณ์การปลูกข้าวนาปรังหรือมะม่วงในเชียงใหม่ของ您ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวเกษตรอัปเดตเพื่อไม่พลาดโอกาสสำคัญ!

ที่มา – เชียงใหม่เตรียมส่งเสริมการขาย “ข้าวนาปรัง-มะม่วง” พืชเศรษฐกิจสำคัญออกสู่ตลาด

“อนุทิน” ลั่นห้ามเข้าป่าสงวน หาของป่า เด็ดขาด

ปัญหาไฟป่าและหมอกควันในภาคเหนือกำลังเป็นวิกฤตที่ทุกคนตื่นตัว โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ล่าสุด “อนุทิน” ลั่นห้ามเข้าพื้นที่ป่าสงวน หาของป่า เด็ดขาด ป้องกันการเผา เพื่อหยุดยั้งการลักลอบเผาและบุกรุกป่า นโยบายนี้มาจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งแก้ปัญหา PM2.5 และอากาศเสียแบบเด็ดขาด

“อนุทิน” ลั่นห้ามเข้าพื้นที่ป่าสงวน หาของป่า เด็ดขาด ป้องกันการเผา

จากผลการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 ที่อาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ นายอนุทิน ได้มอบหมายภารกิจให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการ โดยเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกแห่งเป็น "ซิงเกิ้ลคอมมานด์" นำทีมบูรณาการทุกฝ่าย คณะรัฐมนตรีจะตั้งคณะกรรมการป้องกันภัยพิบัติภาคเหนือ โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ เป็นประธาน และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นเลขาธิการ

นายอนุทิน ยืนยันว่า "เราดำเนินการมาตลอด บังคับใช้กฎหมายเต็มที่" โดยยอดคดีลักลอบเผาป่าเกือบ 1,200 คดีแล้ว คดีบุกรุกและเผาป่าส่วนใหญ่เมื่อขึ้นศาลไม่รอลงอาญา สำหรับพื้นที่ป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติในภาคเหนือ ห้ามเข้าหาของป่าอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะช่วงนี้จะประกาศปิดพื้นที่เพื่อป้องกันการเผา จะบังคับใช้กฎหมาย 100% นอกจากนี้ ผลผลิตเกษตรจากเพื่อนบ้าน หากมาจากการเผา จะไม่ซื้อรับเข้า

มาตรการเด็ดขาด “อนุทิน” ลั่นห้ามเข้าพื้นที่ป่าสงวน หาของป่า เด็ดขาด

มาตรการนี้ครอบคลุมหลายมิติ ไม่เพียงห้ามเข้าป่า แต่ยังใช้เทคโนโลยีตรวจจับจุดเผา กระทรวงพาณิชย์จะปฏิเสธสินค้านำเข้าที่เกี่ยวข้องกับการเผา ไม่ต้องเจรจากับทุนใหญ่ เพราะมีกฎหมายและเทคโนโลยีรองรับ ปัญหาไฟป่าไม่ใช่แค่สิ่งแวดล้อม แต่กระทบสุขภาพประชาชน เศรษฐกิจท่องเที่ยว และการเกษตร โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน ที่ PM2.5 เกินมาตรฐานบ่อยครั้ง

  • ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้นำหลัก ซิงเกิ้ลคอมมานด์
  • ดำเนินคดีผู้เผ่าป่าและบุกรุกทันที ไม่รอลงอาญา
  • ปิดพื้นที่ป่าสงวน-อุทยาน ห้ามหาของป่า
  • ปฏิเสธสินค้านำเข้าจากการเผา ใช้เทคโนโลยีตรวจสอบ
  • ตั้งคณะกรรมการระดับชาติป้องกันภัยภาคเหนือ

หนุนเดินหน้า พ.ร.บ.อากาศสะอาด

นายอนุทิน ยังแสดงจุดยืนหนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ต่อเนื่องจากสภาชุดก่อน กฎหมายนี้มีประโยชน์ต่อประชาชน พรรคการเมืองทุกพรรคเห็นด้วย รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาล ตอนนี้รอส่ง สว. พิจารณา เมื่อถามว่านายกฯ สนับสนุนไหม ตอบกลับทันควันว่า "ไม่เห็นด้วยได้หรือ" พ.ร.บ.นี้จะช่วยกำหนดมาตรฐานอากาศสะอาด จัดการแหล่งกำเนิดฝุ่นควันอย่างเป็นระบบ

ปัญหาหมอกควันภาคเหนือเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การเผาในป่า การเผาไร่หมุนวน และข้ามชาตินำเข้า สถิติกรมควบคุมมลพิษชี้ PM2.5 สูงเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศีเมตรเกือบทุกปี ส่งผลให้โรงพยาบาลรับผู้ป่วยทางเดินหายใจพุ่ง 20-30% เศรษฐกิจเสียหายพันล้านจากท่องเที่ยวหยุดชะงัก

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งปลูกป่า เพิ่มจุดเฝ้าระวัง และรณรงค์ประชาชนงดเผาเศษวัสดุเกษตร ใช้เครื่องจักรไถกลบแทน เพื่อให้อากาศบริสุทธิ์ยั่งยืน

ในมุมมองผู้เขียน นโยบาย “อนุทิน” ลั่นห้ามเข้าพื้นที่ป่าสงวน หาของป่า เด็ดขาด ป้องกันการเผา เป็นก้าวสำคัญ หากบังคับใช้จริงจังร่วมกับ พ.ร.บ.อากาศสะอาด จะลดวิกฤตหมอกควันได้มาก คุณล่ะคิดอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตปัญหาสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน!

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นห้ามเข้าพื้นที่ป่าสงวน หาของป่า เด็ดขาด ป้องกันการเผา

“อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง”

ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจถดถอย “อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง” แก้เศรษฐกิจ-อุ้มกลุ่มเปราะบาง กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะจากปากของนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ที่ลุกขึ้นอภิปรายในรัฐสภาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569

“อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง” แก้เศรษฐกิจ-อุ้มกลุ่มเปราะบาง

นายอัครเดช ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้เลือกที่จะเข้ามาบริหารท่ามกลางวิกฤต แต่เมื่อประชาชนมอบความไว้วางใจ ก็ต้องทุ่มเททำหน้าที่ให้ดีที่สุด เขาเปรียบเทียบอย่างน่าสนใจว่า “คนเรานั้นเลือกเกิดไม่ได้ ฉันใดนั้น การเป็นรัฐบาลก็เลือกที่จะเป็นไม่ได้” ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายที่รัฐบาลต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบหลังโควิด-19 วิกฤตเศรษฐกิจ และล่าสุดคือวิกฤตพลังงานที่ทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเกษตรกรและแรงงานรายได้น้อย

จากนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา มี 5 นโยบายหลักครอบคลุมเศรษฐกิจ การเกษตร และการท่องเที่ยว นายอัครเดชจึงฝากหลักการ “4 ตรง” เพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่คือสูตรลับที่เขามั่นใจว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด

สูตร “4 ตรง” จาก “อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน

  • ตรงเป้า: คัดกรองกลุ่มเดือดร้อนที่สุด เช่น กลุ่มเปราะบาง เกษตรกร และผู้ใช้แรงงานรายได้น้อย ที่กำลังถูกวิกฤตพลังงานบีบคั้น ต้องช่วยเหลือคนที่ต้องการมากที่สุดก่อน
  • ตรงจุด: แก้ปัญหาให้ตรงความต้องการจริง เช่น ลดต้นทุนการผลิต ยกระดับราคาพืชผลเกษตร ทำให้เกษตรกรไม่ต้องขาดทุนจากน้ำมันแพงแต่ผลผลิตราคาตก
  • ตรงเวลา: มาตรการต้องรวดเร็ว ทันท่วงที เพราะวิกฤตพลังงานกำลังกระทบประชาชนเดี๋ยวนี้ อย่ารอช้าเดี๋ยวสถานการณ์ยิ่งแย่
  • ตรงไปตรงมา: ทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีการคอร์รัปชัน เพื่อให้เงินช่วยเหลือถึงมือผู้เดือดร้อนจริงๆ

นายอัครเดช เน้นย้ำว่า “วันนี้พี่น้องประชาชนเดือดร้อนจากวิกฤตพลังงาน ท่านต้องคัดเป้าหมายว่ากลุ่มไหนเดือดร้อนที่สุดก็นำกลุ่มนั้นมาดูแลก่อน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรที่ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นแต่ราคาพืชผลต่ำลง” คำพูดนี้ชัดเจนและเข้าถึงใจประชาชนที่กำลังลำบาก

นอกจากนี้ เขายังให้กำลังใจคณะรัฐมนตรีในการขับเคลื่อน 5 นโยบายหลักให้เกิดผลจริง และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะปราศจากการทุจริต สูตร “4 ตรง” นี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ทุกกระทรวงควรนำไปใช้ทันที เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

วิกฤตพลังงานครั้งนี้มาจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน ส่งผลให้ต้นทุนทุกอย่างแพงขึ้น โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรมาก รัฐบาลอนุทินจึงต้องเร่งมาตรการลดราคาพลังงานชั่วคราวควบคู่กับพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียนจากชีวมวลที่ไทยมีศักยภาพสูง นอกจากนี้ การอุ้มกลุ่มเปราะบางด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือเงินอุดหนุนตรง จะช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อ เพิ่มการหมุนเวียนในเศรษฐกิจ

ในมุมมองของผม สูตร “4 ตรง” ที่ “อัครเดช” ฝากไว้เป็นแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง หากรัฐบาลนำไปใช้จริง จะเห็นผลชัดเจนภายในปีนี้ โดยเฉพาะการช่วยเกษตรกรที่เป็นฐานรากของชาติ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อีกด้วย

คุณคิดอย่างไรกับสูตร “4 ตรง” นี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญนะครับ เชื่อว่านโยบายดีๆ แบบนี้จะช่วยให้ประเทศไทยผ่านวิกฤตไปได้!

ที่มา – “อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง” แก้เศรษฐกิจ-อุ้มกลุ่มเปราะบาง

“วีระยุทธ” จัดทัพ 30 สส. เปิดข้อมูล “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน พรุ่งนี้

“วีระยุทธ” จัดทัพ 30 สส. เปิดข้อมูล “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน พรุ่งนี้ เป็นข่าวสำคัญที่ทุกคนกำลังจับตามองท่ามกลางวิกฤตน้ำมันที่เกิดจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบหนักต่อภาคเกษตร ประมง และผู้ใช้บริการรายย่อยอย่างแท็กซี่หรือไรเดอร์ พรรคประชาชน โดยนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค เตรียมยื่นญัตติด่วนเพื่ออภิปรายในสภา วันที่ 25 มี.ค. 2569 นี้ เพื่อสะท้อนปัญหาและส่งข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล

“วีระยุทธ” จัดทัพ 30 สส. เปิดข้อมูล “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน พรุ่งนี้

วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ชาวนาชาวประมงต่างเดือดร้อนเพราะต้นทุนพุ่งสูง หาน้ำมันรายวันไม่ได้ส่งผลให้ขาดเครื่องมือทำมาหากิน นายวีระยุทธ ระบุว่ารัฐบาลส่งสัญญาณเปิดกว้างรับฟัง โดยจะมี สส. กว่า 30 คนร่วมอภิปราย เพื่อรวบรวมปัญหาจากทุกภาคส่วน แม้รัฐบาลจะพูดถึงการนำน้ำมันสำรองออกมาใช้หรือเพิ่มปริมาณในระบบ แต่ปัญหายังอยู่ที่การช่วยเหลือเฉพาะจุดสำหรับคนตัวเล็กตัวน้อย

ปัญหาเฉพาะจุดที่คนรายย่อยเผชิญ

การตรึงราคาน้ำมันแบบกว้างอาจไม่ตอบโจทย์ ชาวบ้านต้องการความช่วยเหลือตรงจุด เช่น เกษตรกรที่ขาดปุ๋ยเพราะต้นทุนสูง โครงการธงฟ้าธงเขียวช่วยได้เพียง 5 ล้านกิโลกรัม จากความต้องการทั้งประเทศ 5 ล้านตันต่อปี หรือแค่ 0.1% เท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีประเด็นไอ้โม่งกักตุนน้ำมันที่พรรคได้รับร้องเรียนหลายจุด ซึ่งจะเปิดข้อมูลชัดเจนในการอภิปรายพรุ่งนี้

  • ปัญหาหาน้ำมันรายวันไม่ได้ ส่งผลต่อการทำมาหากิน
  • ข้อมูลปั๊มน้ำมันไม่โปร่งใส ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก
  • แอพ Fuel Now ยังไม่พร้อมใช้งาน กรมพัฒนาธุรกิจพลังงานต้องเร่งรัด
  • ภาคเกษตรขาดปุ๋ย ต้นตอปัญหาที่รัฐต้องแก้ไขด่วน

นายวีระยุทธ ย้ำว่าการเปิดเผยข้อมูลสำคัญมาก จะช่วยให้ประชาชนวางแผนชีวิตและตรวจสอบช่องโหว่ได้ หากรัฐบาลมีน้ำมันสำรองกว่า 100 วันตามที่ยืนยัน การกระจายให้ทั่วถึงและโปร่งใสจะสร้างความเชื่อมั่น

ข้อเสนอทางออกจากพรรคประชาชน

ระยะสั้น: เร่งกระจายน้ำมันและเปิดข้อมูลปั๊มที่เติมได้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ สัญญาว่าสัปดาห์หน้าจะมีน้ำมันทุกปั๊ม แต่ต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลจริง ระยะยาว: แก้ปัญหาต้นตอปุ๋ยและพลังงานทางเลือก เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนซ้ำ

การอภิปรายครั้งนี้ช้าไปบ้างเพราะเสนอตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว แต่ดีที่รัฐบาลพร้อมรับฟัง ชวนทุกท่านติดตามมุมมองทั้งฝ่ายค้านและรัฐ เพื่อเห็นทางออกวิกฤตนี้

ในฐานะนักข่าวการเมือง มองว่าการเปิดข้อมูล “ไอ้โม่ง” จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากรัฐบาลตอบสนองเร็ว จะช่วยลดความตื่นตระหนกและฟื้นเศรษฐกิจฐานรากได้ทันที สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมรายงานปัญหาเพื่อความโปร่งใส

ที่มา – “วีระยุทธ” จัดทัพ 30 สส. เปิดข้อมูล “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน พรุ่งนี้

กลุ่มเกษตรกรร้องนายกฯ ขอซื้อน้ำมันใส่แกลลอน หวั่นผลผลิตเสียหาย

กลุ่มเกษตรกรร้องนายกฯ ขอซื้อน้ำมันใส่แกลลอน เหตุหวั่นผลผลิตเสียหาย เป็นข่าวที่กำลังได้รับความสนใจจากชาวเกษตรกรทั่วประเทศในช่วงนี้ ด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะในภาคกลางที่กำลังเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง

กลุ่มเกษตรกรร้องนายกฯ ขอซื้อน้ำมันใส่แกลลอน เหตุหวั่นผลผลิตเสียหาย

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 กลุ่มเกษตรกรจากหลายจังหวัด เช่น ระยอง ปทุมธานี สระบุรี นำโดยนายสิงห์ชัย์ เรืองขจร ประธานคณะทำงานผู้ประสานงานสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประจำภาคกลาง และนายเสถียร เสือขวัญ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดระยอง ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เวลา 13.30 น.

ปัญหาหลักคือเกษตรกรไม่สามารถหาน้ำมันเชื้อเพลิงได้เพียงพอจากสถานีบริการน้ำมัน เนื่องจากข้อจำกัดในการจำหน่าย ทำให้เครื่องจักรกลทางการเกษตร เช่น รถแทรกเตอร์ ปั๊มน้ำ ต้องหยุดชะงัก หากปล่อยไว้ ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะพืชไร่ พืชสวน และประมงเพาะเลี้ยง จะเสียหายหนัก ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรจำนวนมาก

กลุ่มเกษตรกรร้องนายกฯ ขอซื้อน้ำมันใส่แกลลอน

ข้อเสนอเร่งด่วนจากกลุ่มเกษตรกร

ในหนังสือร้องเรียน กลุ่มเกษตรกรเสนอแนวทางบรรเทาความเดือดร้อน 2 ข้อหลัก:

  • ข้อ 1: รัฐบาลจัดสรรน้ำมันเชื้อเพลิงให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน สามารถซื้อใส่แกลลอนเพื่อใช้ในเครื่องจักรกลเกษตร ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เหมาะสม
  • ข้อ 2: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ บูรณาการข้อมูลทะเบียนเกษตรกร เพื่อกำกับดูแลราคาน้ำมัน ลดต้นทุนภาคเกษตร

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกษตรกรเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทย หากผลผลิตเสียหาย จะกระทบต่อห่วงโซ่อาหารทั้งประเทศ สถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ ทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน เกษตรกรไทยต้องเผชิญต้นทุนสูงขึ้น 20-30% ในบางพื้นที่

เกษตรกรยื่นหนังสือร้องเรียน

นายสันติ ปิยะทัต รับปากว่าจะนำเรื่องแจ้งนายกรัฐมนตรีทันที รัฐบาลยืนยันมีน้ำมันสำรองกว่า 100 วัน ปัญหาอยู่ที่การขนส่ง จึงขอให้กระทรวงมหาดไทยผ่อนผันเวลาเดินรถ และขอความร่วมมือผู้ประกอบการไม่กักตุน รัฐบาลพร้อมดูแลเกษตรกรเต็มที่

นายสันติรับหนังสือจากเกษตรกร

ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลต้องมีแผนรับมือวิกฤตพลังงานระยะยาว เช่น ส่งเสริมพลังงานทดแทนในภาคเกษตร หรืออุดหนุนน้ำมันเฉพาะกลุ่ม ชาวเกษตรกรควรติดตามข่าวสารและขึ้นทะเบียนให้ครบถ้วน เพื่อรับสิทธิประโยชน์ หากคุณเป็นเกษตรกร ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เราจะช่วยกันติดตามความคืบหน้า!

ที่มา – กลุ่มเกษตรกรร้องนายกฯ ขอซื้อน้ำมันใส่แกลลอน เหตุหวั่นผลผลิตเสียหาย

Scroll to top