การเมืองไทย

มติพรรคกล้าธรรม งดออกเสียง โหวตประธานสภาฯ-รองประธาน

มติพรรคกล้าธรรม งดออกเสียง โหวตประธานสภาฯ-รองประธาน เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะหลังจากการประชุม ส.ส. ของพรรคที่เพิ่งมีขึ้น เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2569 ที่รัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้เผยมติสำคัญของพรรค ซึ่งส่งผลต่อการโหวตตำแหน่งสำคัญในสภา

มติพรรคกล้าธรรม งดออกเสียง โหวตประธานสภาฯ-รองประธาน

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่ห้อง 202 อาคารรัฐสภา เวลา 09.20 น. โดยมี ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ร่วมเป็นประธาน ส.ส.พรรคกล้าธรรมมาร่วมประชุมเพื่อหารือทิศทางการโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธาน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญยิ่งในการกำหนดทิศทางของสภาในสมัยใหม่

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวในที่ประชุมว่า วันนี้เป็นวันแรกที่ ส.ส.ทุกคนเข้าสู่บทบาทเต็มรูปแบบ หลังจากปฏิญาณตนเมื่อวานนี้ (14 มี.ค.) ทุกคนลำบากกว่าจะมาถึงจุดนี้ และต้องทำหน้าที่ให้ดีเพราะประชาชนกำลังจับตามองผ่านการถ่ายทอดสดทีวีรัฐสภา โดยเฉพาะการประชุมวันพุธ-พฤหัส ซึ่งเป็นวันหลัก ยกเว้นกรณีพิเศษอย่างการประชุมร่วมรัฐสภา

ท่านยังกำชับ ส.ส. ใหม่ให้ศึกษาข้อบังคับสภาให้ดี แม้ตัวเองเป็น ส.ส. 3 สมัยแล้วยังจำไม่ครบ เพราะการพูดในสภาต้องถูกต้องตามกฎ หากกดไมค์พูดผิดอาจถูกตำหนิได้ เน้นย้ำว่าประชาชนที่บ้านกำลังดูอยู่ ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่

รายละเอียดมติพรรคกล้าธรรมในการโหวต

หลังประชุมเสร็จ เวลา 09.25 น. ร.อ.ธรรมนัส เผยต่อสื่อว่า ที่ประชุมมีมติชัดเจนให้ งดออกเสียง ในการเลือกตั้งประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ซึ่งเป็นจุดยืนของพรรคกล้าธรรมในขณะนี้ การตัดสินใจนี้มาจากการหารืออย่างรอบคอบ เพื่อให้ ส.ส. แต่ละคนทำหน้าที่อย่างมีอิสระ แต่ยึดมติพรรค

  • มติงดออกเสียง: ไม่โหวตให้ผู้สมัครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  • เหตุผล: รักษาความเป็นกลางและศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน
  • ผลกระทบ: อาจส่งผลต่อการนับคะแนนในสภา

การตัดสินใจนี้สะท้อนถึงจุดยืนของพรรคกล้าธรรมที่ต้องการเป็นพรรคที่โปร่งใสและไม่ล็อบบี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในบริบทการเมืองไทยที่กำลังเข้มข้น โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการเลือกผู้นำสภา ซึ่งประธานสภาฯ มีบทบาทสำคัญในการควบคุมวาระการประชุมและความเป็นธรรม

นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรมยังเน้นย้ำกับ ส.ส. ว่าต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการอภิปรายครั้งต่อๆ ไป เพราะสภาจะมีการประชุมถี่ยิบ และทุกคำพูดจะถูกบันทึกและถ่ายทอดสด สร้างความรับผิดชอบสูงสุดต่อประชาชน

ความสำคัญของประธานสภาฯ และผลต่อการเมือง

ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นหัวใจสำคัญของสภา ดูแลการประชุมให้เป็นไปตามระเบียบ และตัดสินใจในประเด็นขัดแย้ง การโหวตครั้งนี้จึงเป็นที่จับตา โดยพรรคกล้าธรรมเลือกงดออกเสียงเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าสนับสนุนฝ่ายใดเป็นพิเศษ ซึ่งอาจช่วยรักษาฐานเสียงที่หลากหลายของพรรค

ในมุมกว้างขึ้น การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่หลังเลือกตั้ง ส.ส. ใหม่ๆ ต้องปรับตัวเข้ากับระบบสภา ร.อ.ธรรมนัส ในฐานะรุ่นพี่ ยังให้คำแนะนำเรื่องการศึกษาข้อบังคับ ซึ่งมีรายละเอียดซับซ้อน เช่น การยื่นญัตติ การอภิปราย และการลงมติ

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งโดยกลุ่มนักการเมืองที่มีประสบการณ์ เน้นนโยบายกล้าแกร่งและโปร่งใส มติครั้งนี้ยืนยันจุดยืนดังกล่าว หากคุณสนใจการเมืองไทย อย่าลืมติดตามการประชุมสภาผ่านทีวีรัฐสภา

สุดท้าย มติพรรคกล้าธรรมนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพในการตัดสินใจ หาก ส.ส.ทุกพรรคทำเช่นนี้ได้ การเมืองไทยจะก้าวหน้าขึ้นแน่นอน คุณคิดอย่างไรกับมติล่าสุดนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – มติพรรคกล้าธรรม งดออกเสียง โหวตประธานสภาฯ-รองประธาน

ประวัติ ไอติม พริษฐ์ ชิงประธานสภา

ประวัติ ไอติม พริษฐ์ กำลังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย เมื่อพรรคประชาชนเสนอชื่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า “ไอติม” ชิงตำแหน่งประธานสภา ผู้แทนราษฎร ในวันที่ 15 มีนาคม 2569 ในการประชุมสภาที่สำคัญนี้ เขาจะต้องแข่งขันกับนายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นตัวแทนสายตรงบ้านใหญ่ค่ายสีน้ำเงิน มาดูกันครับว่า ประวัติ ไอติม พริษฐ์ มีอะไรน่าสนใจบ้าง ที่ทำให้พรรคเลือกเขาในตำแหน่งสำคัญขนาดนี้

ประวัติ ไอติม พริษฐ์

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ เกิดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2535 หรือจะมีอายุครบ 34 ปีในปี 2569 เขาเป็นบุตรชายของศาสตราจารย์ นพ. สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ อาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสมาคมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นไทย กับศาสตราจารย์ พญ. อลิสา วัชรสินธุ หัวหน้าหน่วยจิตเวชเด็ก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คุณแม่ของเขายังเป็นพี่สาวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในปัจจุบัน และเป็นน้องสาวของนางสาวงามพรรณ เวชชาชีวะ นักเขียนรางวัลซีไรต์ด้วยนะครับ ครอบครัวนี้เลยเต็มไปด้วยบุคคลสำคัญทั้งในวงการแพทย์ การเมือง และวรรณกรรม

ไอติมมีพี่ชาย 1 คน คือ นายพศุตม์ วัชรสินธุ หรือ “อะตอม” ซึ่งจบด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรู้แบบนี้ ทำให้ไอติมเติบโตมาด้วยแรงบันดาลใจมหาศาลเลยครับ

ประวัติ ไอติม พริษฐ์ ในด้านการศึกษา

ด้านการศึกษา ประวัติ ไอติม พริษฐ์ นั้นโดดเด่นมาก เขาจบจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี และได้รับทุน King’s Scholarship เข้าเรียนที่โรงเรียนอีตัน (Eton College) แห่งอังกฤษ ซึ่งเป็นโรงเรียนชั้นนำของโลก จากนั้นศึกษาปริญญาตรีสาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE) ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ด้วยผลงานยอดเยี่ยม เขาได้รับเลือกเป็นประธานองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (President of the Oxford Union) ซึ่งเป็นคนไทยคนแรกและคนแรกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในตำแหน่งนี้ คุณลองนึกภาพเด็กไทยวัยรุ่นไปบริหารสโมสร辩論ดังระดับโลกดูสิครับ น่าทึ่งมาก!

เส้นทางการเมืองในประวัติ ไอติม พริษฐ์

เส้นทางการเมืองของไอติมเริ่มต้นตั้งแต่สมัยเรียนที่อังกฤษ เขาเป็นสมาชิกโครงการยุวประชาธิปัตย์ และยังฝึกงานที่สำนักนายกรัฐมนตรีสมัยนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ตอนอายุแค่ 16-17 ปีเท่านั้น! หลังจบปริญญาตรี ปี 2558 เขาเข้าทำงานที่ McKinsey & Company เป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการ รับผิดชอบโครงการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กว่า 3 ปี ก่อนหันมาเล่นการเมืองเต็มตัวกับพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2561

ไอติมเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม “NewDem” หรือคนรุ่นใหม่ประชาธิปัตย์ ร่วมกับเพื่อนๆ อย่างหมอเอ้ก นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์, ปลื้ม สุรบถ หลีกภัย, พรหม พรรณวิเชียร และอื่นๆ เพื่อปรับภาพลักษณ์พรรคให้ทันสมัย นำเสนอนโยบายเสรีนิยมก้าวหน้า เช่น ยกเลิกเกณฑ์ทหาร สิทธิ LGBTQ+ และกัญชาเสรีเพื่อการแพทย์ แต่ปี 2562 พรรคประชาธิปัตย์แพ้เลือกตั้ง เข้าร่วมรัฐบาลประยุทธ์ ทำให้กลุ่ม NewDem บางคนลาออก รวมถึงไอติมที่ยื่นลาออกพร้อมข้อความสุดซึ้ง “ผมขอโทษที่สิ่งที่ท่านได้ ไม่ใช่สิ่งที่ท่านเลือก” แล้วเว้นวรรคทางการเมือง

ต่อมา ไอติมก่อตั้ง StartDee EdTech Startup เพื่อขยายโอกาสการศึกษาให้เด็กไทย และตั้งกลุ่ม Re-Solution รณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ 2560 ยกเลิก สว. ทำให้สนิทกับนายธนาธรและปิยบุตร ปี 2565 เข้าเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล รับตำแหน่งผู้จัดการการสื่อสารและรณรงค์นโยบาย ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ หลังพรรคลั่นแหล่งชนะเลือกตั้ง

บทบาทสำคัญของเขาคือผลักดันนโยบายปฏิรูปกองทัพ (ยกเลิกเกณฑ์ทหาร) การศึกษา (เรียนฟรีจริง คืนครูให้นักเรียน ปฏิรูปหลักสูตรเน้นทักษะศตวรรษ 21) และแก้รัฐธรรมนูญให้ สสร.มาจากเลือกตั้ง 100% เขายังเป็นโฆษกพรรคก้าวไกลต่อจากรังสิมันต์ โรม และหลังพรรคยุบ มาเป็นโฆษกพรรคประชาชนต่อ

นี่คือ ประวัติ ไอติม พริษฐ์ ที่ครบเครื่องทั้งการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และวิสัยทัศน์การเมือง คุณคิดว่าเขาจะเหมาะสมกับเก้าอี้ประธานสภาไหม? ติดตามผลการเลือกตั้งและข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่นี่เลยครับ แสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง สนับสนุนไอติมหรือคู่แข่ง?

ที่มา – ประวัติ “ไอติม พริษฐ์” ผู้ถูกพรรคประชาชนเสนอชื่อชิงเก้าอี้ประธานสภา

ไพโรจน์ พร้อมทำหน้าที่ประธานชั่วคราว โหวตสภาฯ

ไพโรจน์ พร้อมทำหน้าที่ประธานชั่วคราว ในวันสำคัญของการเปิดสภาใหม่ นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ส.ส. อายุมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 วัย 90 ปี เตรียมรับผิดชอบหน้าที่นี้อย่างเต็มที่ เพื่อดำเนินการโหวตเลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภา คาดว่าการประชุมจะใช้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมงเท่านั้น

ไพโรจน์ พร้อมทำหน้าที่ประธานชั่วคราว

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 เวลา 08.00 น. ที่อาคารรัฐสภา นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างเป็นกันเอง โดยยืนยันความพร้อมในการทำหน้าที่ประธานการประชุมชั่วคราว สำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยวิสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นวาระสำคัญในการเลือกตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภา

ด้วยความอาวุโสสูงสุดในสภา นายไพโรจน์จึงได้รับมอบหมายให้เป็นประธานชั่วคราวตามธรรมเนียมปฏิบัติ เขาเปิดเผยว่า ได้เตรียมตัวมาอย่างดี โดยจะเริ่มต้นด้วยการปฏิญาณตนของส.ส. ทุกคนก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระหลัก การเตรียมความพร้อมนี้เป็นไปตามปกติของผู้ที่มีประสบการณ์ยาวนานในแวดวงการเมือง

ไพโรจน์ พร้อมทำหน้าที่ประธานชั่วคราว คาดโหวตเสร็จเร็ว

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงระยะเวลาการประชุม นายไพโรจน์ มองว่า แม้จะนานพอสมควร แต่โดยรวมคาดว่าจะไม่เกิน 3 ชั่วโมง หากมีการแข่งขันโหวต ผู้สมัครทั้งประธานสภาฯ และรองประธานจะต้องแสดงวิสัยทัศน์ก่อนการลงคะแนน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญเพื่อให้ส.ส. ได้รับฟังนโยบายและแนวทางการนำสภา

นอกจากนี้ นายไพโรจน์ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประชุมครั้งนี้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นของสภาชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งจะกำหนดทิศทางการเมืองไทยในปีข้างหน้า ด้วยประสบการณ์กว่า 90 ปี เขาเชื่อมั่นว่าการดำเนินการจะราบรื่นและเป็นไปตามระเบียบวุฒิสภาและรัฐธรรมนูญ

กระบวนการโหวตประธานสภาฯ และรองประธาน

เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจมากขึ้น กระบวนการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรมีดังนี้:

  • ปฏิญาณตน: ส.ส. ทุกคนต้องสาบานตนก่อนเข้าร่วมประชุม
  • เสนอชื่อผู้สมัคร: พรรคการเมืองเสนอชื่อประธานและรองประธาน (ปกติ 1 ประธาน 2 รอง)
  • แสดงวิสัยทัศน์: หากมีผู้สมัครมากกว่า 1 คน จะมีการนำเสนอวิสัยทัศน์
  • ลงคะแนน: โหวตลับหรือเปิดตามระเบียบ คาดผลออกภายในวันเดียว

ในสภาชุดที่ 27 พรรคเพื่อไทยมีที่นั่งนำ โดยนายไพโรจน์ในฐานะ ส.ส.อาวุโส ถือเป็นสัญลักษณ์ของความต่อเนื่องในวงการเมืองไทย

ประวัติศาสตร์และบทบาทของนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร

นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร เป็น ส.ส.รุ่นดึกดำบรรพ์ อายุ 90 ปีบริบูรณ์ เคยผ่านการเลือกตั้งหลายสมัยกับพรรคเพื่อไทย เคยทำหน้าที่ในสภาหลายชุดมาแล้ว ทำให้เขาได้รับความเคารพจากส.ส.ทุกพรรค การได้รับเลือกเป็นประธานชั่วคราวครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำถึงบทบาทของผู้ใหญ่ในสภาไทย

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่หลังการเลือกตั้ง แต่ด้วยประสบการณ์ของนายไพโรจน์ การโหวตครั้งนี้คาดว่าจะผ่านไปอย่างเรียบร้อย ไม่มีดราม่าหรือยืดเยื้อ

ในมุมมองของผู้เขียน การเริ่มต้นสภาชุดที่ 27 ด้วยประธานชั่วคราวอย่างไพโรจน์ จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความสามัคคีให้กับสภา ติดตามผลการโหวตและอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – “ไพโรจน์” พร้อมทำหน้าที่ประธานชั่วคราว โหวตประธานสภาฯ-รองประธาน คาดใช้เวลาไม่เกิน 3 ชม.

ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ นัดแรก โหวตประธานสภาฯ

ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ นัดแรกเริ่มแล้ว โหวตประธานสภาฯ และ 2 รองประธานสภาฯ

วันนี้ (15 มีนาคม 2569) เป็นวันสำคัญสำหรับแฟนการเมืองไทย เมื่อถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ นัดแรกเริ่มแล้ว โหวตประธานสภาฯ และ 2 รองประธานสภาฯ อย่างเป็นทางการ หลังจากรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาเมื่อวาน (14 มีนาคม) สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยวิสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ได้เริ่มต้นด้วยวาระเด็ดขาดนี้ ซึ่งทุกสายตาจับจ้องตัวเต็งจากพรรคใหญ่ๆ ที่คาดว่าจะไม่พลิกโผ

บรรยากาศในสภาเริ่มคึกคักตั้งแต่เช้า เวลา 09.00 น. นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วัย 90 ปี ผู้ถือเป็น ส.ส.อาวุโสสูงสุดของสภาชุดนี้ รับหน้าที่ประธานชั่วคราว ก่อนที่ ส.ส.ทุกคนจะปฏิญาณตนตามมาตรา 115 ของรัฐธรรมนูญ จากนั้นจึงเข้าสู่วาระเลือกตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร รองประธานคนที่ 1 และคนที่ 2 ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดทิศทางการทำงานของสภาในอนาคต

ตัวเต็งที่คาดว่าจะคว้าชัยในถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ นัดแรกเริ่มแล้ว โหวตประธานสภาฯ และ 2 รองประธานสภาฯ

พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ชัดเจนสุดๆ ในการเสนอชื่อ นายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ เป็นประธานสภาฯ ส่วน น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ส.ส.ลพบุรี รองประธานคนที่ 1 ขณะที่โควต้ารองประธานคนที่ 2 ตกเป็นของพรรคเพื่อไทย (พท.) กับ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ส.ส.เลย ทางพรรคประชาชน (ปชน.) ก็ไม่ยอมแพ้ มีมติส่งชื่อชิงประธานสภาฯ แต่ยังปิดบังตัวบุคคล ทำเอาสื่อและนักการเมืองต้องลุ้นกันตัวโก่ง

  • ประธานสภาฯ: นายโสภณ ซารัมย์ (ภท.) – ตัวเต็งอันดับ 1 จากประสบการณ์ยาวนาน
  • รองประธานคนที่ 1: น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช (ภท.) – ผู้หญิงแกร่งจากลพบุรี
  • รองประธานคนที่ 2: นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล (พท.) -ตัวแทนจากภาคอีสาน
  • พรรคประชาชน: ส่งชิงประธาน แต่ยังไม่เปิดชื่อ

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่สะท้อนสมดุลอำนาจระหว่างพรรคใหญ่ โดยเฉพาะภท.ที่ได้เปรียบจากจำนวน ส.ส. และดีลทางการเมืองที่แน่นปึ้ก

ขั้นตอนการโหวตแบบละเอียดในถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ

นายศิโรจน์ แพทยพันธุ์ เลขาธิการสภาฯ เผยขั้นตอนชัดเจน หากแต่ละตำแหน่งมีผู้เสนอชื่อเดียว ไม่ต้องโหวต แค่แสดงวิสัยทัศน์ 10 นาทีต่อคน เสร็จเร็วปรื๊ด แต่ถ้ามีแข่งกัน ต้องลงคะแนนลับตามข้อบังคับ ใช้เวลาโหวตตำแหน่งละ 2 ชม. 30 นาที ส.ส.เรียงตามตัวอักษร รับบัตรเข้าไปเขียนชื่อในคูหา หย่อนลงกล่อง แล้วคณะกรรมการจากทุกพรรคร่วมนับคะแนนแบบโปร่งใส

นอกจากนี้ ยังมีกติกาเรื่องคะแนนขั้นต่ำ ผู้สมัครต้องได้เสียงไม่ต่ำกว่า 1 ใน 3 ของ ส.ส.ทั้งหมด (ประมาณ 250 เสียงจาก 500 คน) ถ้าไม่ถึงต้องเลือกใหม่ สร้างความตื่นเต้นให้ผู้ชมถ่ายทอดสด

ทำไมวาระนี้ถึงสำคัญ? ประธานสภาฯ ควบคุมการประชุม กำหนดวาระ ลำดับพูด และตีความกฎระเบียบ ซึ่งจะส่งผลต่อการผลักดันนโยบายรัฐบาล การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และกฎหมายสำคัญๆ ในปีนี้ เช่น พ.ร.บ.งบประมาณ หรือปรับโครงสร้างภาษี การเลือกตั้งที่ดีจะช่วยให้สภาเดินหน้าสะดวก ไม่ติดขัด

จากประสบการณ์สภาชุดก่อนๆ การโหวตมักลุ้นดราม่า โดยเฉพาะถ้ามี ส.ส.อิสระหรือพรรคเล็กสลับขั้ว แต่คราวนี้คาดว่าตัวเต็งน่าจะผ่านฉลุย เพราะดีลพรรครองๆ แน่นหนา ผู้ชมถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ นัดแรกเริ่มแล้ว โหวตประธานสภาฯ และ 2 รองประธานสภาฯ สามารถติดตามแบบเรียลไทม์ได้ทางช่องข่าวต่างๆ

ในมุมมองผู้เขียน การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกให้ประชาชนมั่นใจในระบบประชาธิปไตยไทยมากขึ้น หากทุกฝ่ายยึดหลักธรรมาภิบาล อย่าลืมติดตามผลโหวตและแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง ชาวเน็ตคิดอย่างไรกับตัวเต็งเหล่านี้?

ที่มา – ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ นัดแรกเริ่มแล้ว โหวตประธานสภาฯ และ 2 รองประธานสภาฯ

เปิดประวัติ “วราวุธ ศิลปอาชา” ลูกไม้ใต้ต้น “บรรหาร”

ในวงการการเมืองไทย ตระกูลศิลปอาชาจากสุพรรณบุรีคือชื่อที่ใครๆ ก็รู้จัก โดยเฉพาะ "มังกรสุพรรณ" นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ ผู้ล่วงลับ วันนี้เราจะพาทุกท่านไป เปิดประวัติ “วราวุธ ศิลปอาชา” ลูกไม้ใต้ต้น “บรรหาร” ชายหนุ่มที่สืบทอดมรดกการเมืองมาสร้างผลงานให้หลายรัฐบาล ด้วยการศึกษาเข้มแข็งและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล

เปิดประวัติ “วราวุธ ศิลปอาชา” ลูกไม้ใต้ต้น “บรรหาร”

กำเนิดและรากฐานการศึกษา

นายวราวุธ ศิลปอาชา หรือที่รู้จักในชื่อ "ลูกท็อป" เกิดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2516 เป็นบุตรชายคนเล็กของนายบรรหาร ศิลปอาชา และคุณหญิงแจ่มใส ศิลปอาชา ชีวิตวัยเด็กของเขาเติบโตในครอบครัวนักการเมืองชื่อดัง ทำให้ซึมซับวัฒนธรรมการรับใช้ประชาชนตั้งแต่เยาว์วัย

ด้านการศึกษา วราวุธเริ่มต้นที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียลชื่อดังในกรุงเทพฯ ก่อนจะบินไปศึกษาต่อปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (BEng) จาก University College London (UCL) หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก จากนั้นคว้าปริญญาโท MBA สาขาการเงินจาก University of Wisconsin-Madison สหรัฐอเมริกา การศึกษาระดับสากลนี้ไม่เพียงมอบความรู้ทางวิชาการ แต่ยังฝึกทักษะการสื่อสารและความคิดเชิงระบบ ทำให้เขาโดดเด่นในฐานะนักการเมืองที่มีมุมมองทันสมัย

ก้าวย่างแรกสู่เส้นทางการเมือง

หลังจบการศึกษา วราวุธไม่รอช้า ก้าวเข้าสู่วงการการเมืองตามรอยบิดาด้วยการลงสมัคร ส.ส.สุพรรณบุรี สังกัดพรรคชาติไทยในปี พ.ศ. 2544 และได้รับชัยชนะอย่างงดงาม จากนั้นก้าวสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของลูกไม้ใต้ต้น

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของเขาไม่ง่าย ต้องเผชิญมรสุมจากการยุบพรรคชาติไทย ทำให้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี แต่แทนที่จะยอมแพ้ วราวุธหันไปทุ่มเทกับวงการกีฬา โดยรับตำแหน่งประธานสโมสรฟุตบอลสุพรรณบุรี เอฟซี นำทีมท้องถิ่นให้ประสบความสำเร็จ สร้างชื่อเสียงระดับประเทศ และรักษาความนิยมในหมู่ชาวสุพรรณบุรี

ผลงานเด่นในหลายรัฐบาล

เมื่อคืนสู่การเมืองในนามพรรคชาติไทยพัฒนา วราวุธได้รับความไว้วางใจครั้งใหญ่ คือตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผลงานที่โดดเด่นคือการรณรงค์แบนพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งเป็นนโยบายสีเขียวที่ช่วยลดปัญหาขยะทะเลและมลพิษ อีกทั้งยังผลักดันไทยในเวทีโลกร้อนระดับนานาชาติ ทำให้ไทยมีภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น

  • แบนพลาสติก: ลดการใช้ถุงพลาสติก ห่วงโซ่โฟม สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน
  • แก้โลกร้อน: เข้าร่วมประชุม COP และโครงการคาร์บอนต่ำ
  • อนุรักษ์ทรัพยากร: ปกป้องป่าไม้และแหล่งน้ำ

ต่อมาในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เขาย้ายมาดูแลกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยมุ่งเน้นกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และคนพิการ ผ่านโครงการช่วยเหลือ สวัสดิการ และการพัฒนาทักษะ ทำให้สังคมไทยแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ชีวิตครอบครัวที่สมดุล

นอกเหนือจากการเมือง วราวุธสมรสกับนางสุวรรณา ศิลปอาชา อดีตนักกีฬาและผู้บริหารด้านไอซ์สเก็ตของไทย มีบุตร 3 คน โดยลูกสาวคนโต "น้องเทมส์" ตามรอยแม่เป็นนักกีฬาฟิกเกอร์สเก็ตติ้งทีมชาติไทย ครอบครัวนี้จึงเป็นตัวอย่างของการผสมผสานระหว่างการเมือง กีฬา และครอบครัวอย่างลงตัว

วราวุธ ศิลปอาชา คือแบบอย่างของนักการเมืองรุ่นใหม่ที่สืบสานมรดกจาก "บรรหาร" แต่ปรับตัวเข้ากับยุคสมัย ด้วยผลงานที่จับต้องได้ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และกีฬา หากคุณชื่นชอบ เปิดประวัติ “วราวุธ ศิลปอาชา” ลูกไม้ใต้ต้น “บรรหาร” นี้ อย่าลืมแชร์บทความและแสดงความเห็นด้านล่างว่า คุณคาดหวังผลงานอะไรจากเขาต่อไป!

ที่มา – เปิดประวัติ “วราวุธ ศิลปอาชา” ลูกไม้ใต้ต้น “บรรหาร” สู่ขุนพลข้างกายหลายรัฐบาล

ประวัติ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ทายาทซ้อสมทรง

ประวัติ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ทายาทบ้านใหญ่ “ซ้อสมทรง” จากอยุธยา กำลังเป็นข่าวร้อนเมื่อมีโอกาสก้าวสู่ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในโผครม.อนุทิน 2 ของพรรคภูมิใจไทย วันนี้เราจะพาคุณไปส่องเส้นทางชีวิต การศึกษา การเมือง และผลงานที่ทำให้ชื่อนี้โดดเด่น

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

ประวัติ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล หรือชื่อเล่น “เอ” เกิดเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2519 ปัจจุบันอายุ 49 ปี เป็นบุตรชายของนายวีระชัย และนางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล หรือที่รู้จักกันในนาม “ซ้อสมทรง” นายก อบจ.พระนครศรีอยุธยา บ้านใหญ่แห่งอยุธยาที่มีอิทธิพลในวงการท้องถิ่น เขาสมรสกับนางอิสสริยา พันธ์เจริญวรกุล และมีครอบครัวที่อบอุ่น

ด้านการศึกษา สุรศักดิ์จบมัธยมจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ ประกาศนียบัตรวิชาชีพจาก มทร.สุวรรณภูมิ ศูนย์อยุธยา และปริญญาตรีบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการจากมหาวิทยาลัยรังสิต พื้นฐานที่แข็งแกร่งนี้ช่วยให้เขาเติบโตในเส้นทางธุรกิจและการเมือง

ภาพครอบครัวสุรศักดิ์

เส้นทางการเมืองของประวัติ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

เส้นทางการเมืองของสุรศักดิ์เริ่มจากสมาชิกอบจ.อำเภอวังน้อย ก่อนก้าวสู่ ส.ส.ครั้งแรกปี 2550 กับพรรคพลังประชาชน แทนพี่สาว “สุวิมล” อดีต ส.ส.ไทยรักไทย ต่อมาเลือกตั้ง 2554 กับเพื่อไทย, 2562 และ 2566 กับพรรคภูมิใจไทย ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้าพรรค

  • 2566: รัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาลเศรษฐา
  • 2568-ปัจจุบัน: รมว.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในรัฐบาลอนุทิน

ล่าสุด 14 มี.ค. 2569 โผครม.อนุทิน 2 ชี้ชื่อเขามีน่าจะนั่ง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา แม้เลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 จะลงบัญชีลำดับ 98 แต่เป็นกลยุทธ์รับตำแหน่ง เขาเคยเป็นประธาน กมธ.การท่องเที่ยว และ กมธ.วิสามัญคลองไทย

สุรศักดิ์ ในสภาภาพการเมืองสุรศักดิ์ รมว.กิจกรรม

ผลงานด้านกีฬาและท่องเที่ยว

สุรศักดิ์มีส่วนสำคัญกับสโมสรอยุธยา ยูไนเต็ด จากไทยลีก 3 สู่ไทยลีก 1 น้องชาย “บอสอี๊ด” อดิศักดิ์ เป็นประธาน เขาผลักดันกีฬาเป็นเครื่องมือท่องเที่ยว เชื่อมโยงอยุธยาเข้ากับเศรษฐกิจกีฬา

อยุธยา ยูไนเต็ด

ประวัติ สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล แสดงถึงคนรุ่นใหม่ที่ผสมผสานฐานะท้องถิ่นเข้ากับวิสัยทัศน์ระดับชาติ ด้วยประสบการณ์กีฬาและการเมือง เขาน่าจะนำพาการท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวได้ดีในยุคหลังโควิด

ติดตามโผครม.ล่าสุดและข่าวการเมืองอัพเดทได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ประวัติ “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” ทายาท “ซ้อสมทรง” อยุธยา สู่ว่าที่ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

ชุด “เต็มเหนี่ยว” บุกบางขุนเทียน ทลายคลังเถื่อน

ในวันที่ 13 มีนาคม 2567 ชุด “เต็มเหนี่ยว” บุกบางขุนเทียน อย่างเต็มกำลัง! นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งการชุดปฏิบัติการพิเศษนี้ ปูพรมตรวจสอบคลังสินค้าเถื่อนถึง 38 แห่ง ในย่านบางขุนเทียน ซึ่งเป็นจุดโลจิสติกส์สำคัญ เชื่อมต่อท่าเรือคลองเตยและแหลมฉบัง หลังจากมีข้อมูลว่าที่นี่เป็นแหล่งพักสินค้านำเข้าที่สุ่มเสี่ยงสูง

ชุด “เต็มเหนี่ยว” บุกบางขุนเทียน ทลายคลังสินค้าเถื่อน 38 แห่ง

ผลจากการบุกตรวจครั้งนี้พบของกลางสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ไร้เครื่องหมาย มอก. กว่า 300 รายการ โดยเฉพาะของเล่นเด็กและหมวกกันน็อกที่พร้อมกระจายสู่ตลาด สินค้าเหล่านี้หากหลุดไปถึงมือผู้บริโภค อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง เช่น ของเล่นที่มีสารพิษหรือหมวกกันน็อกที่ไม่ทนแรงกระแทก

รายละเอียดของกลางที่อายัดได้

  • หมวกกันน็อกกว่า 9,600 ใบ มูลค่าประมาณ 2.7 ล้านบาท ซึ่งตรวจสอบแล้วไม่ผ่านมาตรฐาน มอก.
  • ของเล่นเด็กและสินค้าอื่นๆ อีกกว่า 300 รายการ ไม่มีเครื่องหมายรับรองความปลอดภัย
  • สินค้าจากบริษัทเอกชนรายใหญ่ที่เคยถูกจับกุมซ้ำซากมาก่อน

นอกจากนี้ ยังมีการขยายผลตรวจสอบเพิ่มเติม พบประวัติการกระทำผิดเดิมของผู้ประกอบการบางราย ทำให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดในการติดตาม

ยอดอายัดสินค้าผิดกฎหมายพุ่งสูง

เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่าภายใน 5 เดือนล่าสุด ยอดอายัดสินค้าผิดกฎหมายทะลุ 51 ล้านบาทไปแล้ว สมอ. ประกาศยกระดับการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 142 ของ พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หากใครกล้าคิดเคลื่อนย้ายหรือทำลายสินค้าที่ถูกอายัด หรือเอกสารของเจ้าหน้าที่ จะโดนโทษทั้งจำคุกและปรับหนัก รัฐบาลย้ำชัดว่า อุตสาหกรรมในยุคนี้ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนไม่มีที่ยืนแน่นอน

ปฏิบัติการ ชุด “เต็มเหนี่ยว” บุกบางขุนเทียน ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การจับกุม แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลจริงจังกับการคุ้มครองผู้บริโภค เครื่องหมาย มอก. คือสิ่งที่รับประกันว่าสินค้ามีคุณภาพและปลอดภัย ช่วยลดความเสี่ยงอุบัติเหตุและปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะสินค้าเด็กที่ต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ

ย่านบางขุนเทียนเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านการขนส่งสินค้านำเข้า หากปล่อยให้เป็นแหล่งสินค้าเถื่อน ผลกระทบจะลุกลามไปทั่วประเทศ การตรวจสอบแบบปูพรมจึงจำเป็น เพื่อตัดวงจรการแพร่กระจายตั้งแต่ต้นทาง ผู้ประกอบการที่สุจริตต่างชื่นชมมาตรการนี้ เพราะช่วยสร้างความเป็นธรรมในตลาด

สำหรับผู้บริโภค ควรตรวจสอบเครื่องหมาย มอก. บนสินค้าทุกครั้งก่อนซื้อ โดยเฉพาะของเล่นและอุปกรณ์ป้องกันภัย หากสงสัยว่าสินค้าเถื่อน สามารถแจ้ง สมอ. ได้ทันทีที่สายด่วน 1166 เพื่อช่วยกันกำจัดภัยนี้

ปฏิบัติการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงอุตสาหกรรมในการสร้างตลาดสินค้าที่ปลอดภัย ผู้ประกอบการควรปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐาน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต ติดตามข่าวสารและเคล็ดลับการเลือกซื้อสินค้าปลอดภัยได้ที่บล็อกของเรา เพื่อปกป้องตัวคุณและครอบครัว

ที่มา – ชุด “เต็มเหนี่ยว” บุกบางขุนเทียน ทลายคลังสินค้าเถื่อน 38 แห่ง ของกลางไร้ มอก. เพียบ

เปิดประวัติ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ทายาทตระกูลโคราช

เปิดประวัติ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ทายาทตระกูลการเมืองชื่อดังแห่งโคราช หรือนครราชสีมา ที่กำลังจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สานต่อเจตนารมณ์ของบิดาได้อย่างงดงาม หลังจากประสบความสำเร็จในการเป็น ส.ส. เขต 9 อย่างต่อเนื่องมาหลายสมัย วันนี้เราจะพาคุณไปส่องประวัติศาสตร์ชีวิต การศึกษา และเส้นทางทางการเมืองของ “เต้ย” นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ที่อายุเพียง 25 ปีก็แจ้งเกิดในวงการเมืองแล้ว!

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ทายาทตระกูลการเมืองโคราช

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เต้ย” เกิดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2525 เป็นบุตรชายคนโตของว่าที่ร้อยตรี ไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ผู้ล่วงลับ และร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงอดีตนายก อบจ.นครราชสีมา ตระกูลสุวรรณฉวีถือเป็นตระกูลการเมืองรุ่นเก๋าแห่งโคราช โดยหลังจากที่ว่าที่ ร.ต. ไพโรจน์ เสียชีวิตในปี 2554 แม่ของนายพลพีร์ ซึ่งขณะนั้นเป็น ส.ส.นครราชสีมา ได้ประกาศสานต่อเจตนารมณ์ของสามี โดยส่งบุตรชายทั้ง 3 คนลงสู่สนามเลือกตั้ง ได้แก่ นายพลพีร์, นายพีรพร และนายณัฐวัชร์ สุวรรณฉวี แต่สุดท้ายคนที่ฝ่าฟันและยืนหยัดเคียงข้างประชาชนได้คือ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี เพียงคนเดียวเท่านั้น

เปิดประวัติ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ในด้านการศึกษา

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาศิลปศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำของไทย ต่อด้วยปริญญาโท Master of Arts in Marketing Communications จาก London College of Communication ประเทศสหราชอาณาจักร การศึกษาต่างประเทศช่วยให้เขาเปิดมุมมองกว้างไกล นำความรู้สมัยใหม่มาปรับใช้ในการเมือง โดยเฉพาะด้านการสื่อสารและการตลาดที่ช่วยให้เขาเชื่อมโยงกับประชาชนได้ดีเยี่ยม

ประวัติการทำงานการเมืองของ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี

เส้นทางทางการเมืองของนายพลพีร์เริ่มต้นอย่างโดดเด่นในปี พ.ศ. 2550 เมื่ออายุเพียง 25 ปี เขาได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา สังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน ถือเป็น ส.ส.รุ่นเยาว์ที่สร้างเซอร์ไพรส์ให้วงการ จากนั้นก็คว้าชัยชนะต่อเนื่องในปี 2554 (พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน), 2556 (เลือกตั้งโมฆะแต่ลงแข่ง), 2562, 2566 และล่าสุดปี 2569 สังกัดพรรคภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความนิยมจากชาวโคราชที่มอบความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง

  • พ.ศ. 2550: ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อแผ่นดิน
  • พ.ศ. 2554: ส.ส.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน
  • พ.ศ. 2562-2569: ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย (ต่อเนื่องหลายสมัย)

ตำแหน่งสำคัญในสภาผู้แทนราษฎร

ตลอดการทำงานในสภา นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญมากมายที่สะท้อนความสามารถหลากหลายด้าน:

  • รองประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ (พ.ศ. 2551-2554)
  • ผู้ช่วยเลขานุการอนุกรรมาธิการงบประมาณครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง
  • กรรมาธิการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2555
  • รองประธานคณะกรรมาธิการการกีฬาและการท่องเที่ยว
  • รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปี 2562
  • รองประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ปี 2566
  • รองประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปรับปรุงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของรัฐสภา
  • ประธานคณะอนุกรรมาธิการการศึกษาและสร้างระบบการจัดการประปาหมู่บ้านอย่างยั่งยืน
  • ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาและติดตามนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย
  • โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญ พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ. 2568
  • รองประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ 2567-2568

จากตำแหน่งเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่านายพลพีร์ สุวรรณฉวี มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านต่างประเทศ กีฬา ท่องเที่ยว งบประมาณ และโดยเฉพาะนโยบายท้องถิ่นของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับบทบาทว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในอนาคต

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งว่าที่ รมช.มหาดไทย ของนายพลพีร์ สุวรรณฉวี ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการทำงานหนัก สานต่อมรดกตระกูล และได้รับความไว้วางใจจากพรรคภูมิใจไทยและประชาชนชาวโคราช มันสะท้อนถึงยุคใหม่ของนักการเมืองรุ่นลูกที่ผสมผสานประสบการณ์ตระกูลเข้ากับวิสัยทัศน์สมัยใหม่ หากคุณกำลังตามข่าวการเมืองไทย ลองคิดดูสิว่าการเข้ามาของทายาทอย่างเขาจะนำพาการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในกระทรวงมหาดไทย?

ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตและบทวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว!

ที่มา – เปิดประวัติ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ทายาทตระกูลการเมืองโคราช ขึ้นชั้นว่าที่รมช.มหาดไทย

เปิดโปรไฟล์ “ผู้กำกับกบ” ภัทรพงศ์ ดาวรุ่งพิจิตร รมช.คมนาคม

วันนี้เรามาเปิดโปรไฟล์ “ผู้กำกับกบ” ภัทรพงศ์กันแบบละเอียดยิบ ดาวรุ่งจากจังหวัดพิจิตรที่กำลังมาแรงในวงการการเมืองไทย จากอดีตผู้กำกับการตำรวจนายหนึ่ง สู่การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และล่าสุดผงาดขึ้นนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในโผ ครม. “อนุทิน 2” ชื่อจริงของเขาคือ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ หรือที่แฟนๆ การเมืองเรียกติดปากว่า “สส.กบ” ทายาทสายตรงตระกูลดังแห่งเมืองชาละวัน (พิจิตร) ที่มีรากฐานทางการเมืองมานานหลายทศวรรษ

เปิดโปรไฟล์ “ผู้กำกับกบ” ภัทรพงศ์

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงครั้งนี้ของนายภัทรพงศ์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากพื้นฐานที่แข็งแกร่งทั้งด้านครอบครัว การศึกษา และประสบการณ์ทำงานจริง เริ่มจากตระกูลภัทรประสิทธิ์ที่เป็นที่รู้จักดีในพิจิตร บิดาของเขาคือ นายวิรัตน์ ภัทรประสิทธิ์ และเป็นหลานชายของ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตรัฐมนตรีมหาดไทยและนักการเมืองรุ่นเก๋าที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต พื้นเพเช่นนี้ทำให้เขามีเครือข่ายและความเข้าใจพื้นที่อย่างลึกซึ้ง

เส้นทางการศึกษาที่ปูทางสู่ความสำเร็จ

ด้านการศึกษา นายภัทรพงศ์เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียนชายล้วนชื่อดังที่ผลิตบุคคลสำคัญให้สังคมไทยมานับไม่ถ้วน จากนั้นเข้าศึกษารัฐศาสตร์ปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความสนใจในงานด้านการเมืองและการบริหาร หลังจบ เขาเลือกเส้นทางที่ท้าทายด้วยการสอบแข่งขันบุคคลภายนอกเพื่อเข้ารับราชการตำรวจใน “สายสัญญาบัตร” หรือที่เรียกกันว่า “ตำรวจสายวิชาการที่ไม่ได้จบโรงเรียนนายร้อยสามพราน” ด้วยความสามารถด้านสืบสวนสอบสวน เขาก้าวขึ้นเป็นผู้กำกับการในเวลาอันสั้น ภาพลักษณ์ของ “ผู้กำกับกบ” คือคนเด็ดขาด รวดเร็ว และทุ่มเทกับงาน

ไม่หยุดแค่นั้น เขายังคว้าปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์มาอีกใบ ซึ่งเป็นอาวุธลับที่ช่วยเสริมทักษะการบริหารจัดการองค์กรขนาดใหญ่ เหมาะสมอย่างยิ่งกับภารกิจในกระทรวงคมนาคมที่ต้องรับมือกับโครงการยักษ์ใหญ่ เช่น การพัฒนารถไฟความเร็วสูง สนามบินภูมิภาค และโครงข่ายถนนเชื่อมโยงทั่วประเทศ

จากสีกากีสู่เก้าอี้ สส. และรัฐมนตรีช่วย

เมื่อหันเหมาสู่การเมืองเต็มตัว นายภัทรพงศ์ลงสมัคร สส.พิจิตร เขต 1 สังกัดพรรคภูมิใจไทย และได้รับชัยชนะอย่างงดงาม ด้วยสไตล์การทำงานที่เข้าถึงประชาชน ใช้ประสบการณ์จากวงการตำรวจแก้ปัญหาในพื้นที่ได้ตรงจุด เช่น คดีอาชญากรรม การจัดการจราจร และภัยพิบัติ ล่าสุดในวันที่ 13 มีนาคม 2567 (ตามข้อมูลล่าสุด) เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ท่ามกลางความคาดหวังสูงจากทั้งพรรคและชาวพิจิตร

ประสบการณ์ที่โดดเด่นของผู้กำกับกบ

  • การศึกษา: ป.ตรี รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ป.โท รัฐประศาสนศาสตร์
  • อาชีพตำรวจ: ผู้กำกับการนักสืบ เน้นงานสืบสวนสอบสวนที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • การเมือง: สส.พิจิตร เขต 1 พรรคภูมิใจไทย, ผลงานเด่นด้านพัฒนาพื้นที่และแก้ปัญหาชาวบ้าน
  • ครอบครัว: ทายาทตระกูลนักการเมืองพิจิตร ประดิษฐ์-วิรัตน์ ภัทรประสิทธิ์
  • ตำแหน่งล่าสุด: รมช.กระทรวงคมนาคม รับผิดชอบโครงสร้างพื้นฐานแห่งชาติ

ด้วยโปรไฟล์ที่หลากหลายเช่นนี้ เปิดโปรไฟล์ “ผู้กำกับกบ” ภัทรพงศ์ จึงถูกมองว่าเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจทั้งระบบราชการ การเมืองท้องถิ่น และการบริหารระดับชาติ โดยเฉพาะในกระทรวงคมนาคมที่กำลังเผชิญความท้าทาย เช่น การเร่งรัดโครงการ EEC การขยายรถไฟฟ้าไปต่างจังหวัด และการปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะให้ทันสมัย ชาวพิจิตรและคนไทยหลายคนหวังว่าเขาจะนำความเด็ดขาดจากวันเป็นผู้กำกับ มาปรับใช้กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า

ในมุมมองของผม นี่คือตัวอย่างของนักการเมืองที่เริ่มจากพื้นฐานจริง ไม่ใช่แค่สมอง แต่มีประสบการณ์ภาคสนามมาสนับสนุน คาดว่านายภัทรพงศ์จะสร้างผลงานเด่นในด้านคมนาคมได้แน่นอน หากคุณชื่นชอบเรื่องราวแรงบันดาลใจแบบนี้ อย่าลืมแชร์บทความและติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองและพัฒนาประเทศต่อไปนะครับ!

ที่มา – เปิดโปรไฟล์ “ผู้กำกับกบ” ภัทรพงศ์ ดาวรุ่งพิจิตร จากสีกากีสู่เก้าอี้ รมช.คมนาคม

Scroll to top