การเมืองไทย

“พรรคประชาชน” จัดสัมมนาถอดบทเรียนพ่ายแพ้

“พรรคประชาชน” จัดสัมมนาใหญ่ถอดบทเรียนความพ่ายแพ้ ติวเข้ม สส. รับมือสถานการณ์การเมือง เป็นหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจจากนักการเมืองและประชาชนทั่วไป หลังจากพรรคประชาชนซึ่งเป็นกลุ่มที่สืบทอดอุดมการณ์จากพรรคก้าวไกล ได้จัดงานสัมมนาใหญ่เพื่อวิเคราะห์สาเหตุของความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา และเตรียมความพร้อมให้กับว่าที่ สส. และผู้สมัครในการรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนในอนาคต

“พรรคประชาชน” จัดสัมมนาใหญ่ถอดบทเรียนความพ่ายแพ้ ติวเข้ม สส. รับมือสถานการณ์การเมือง

การจัดสัมมนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร โดยเริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ มีผู้เข้าร่วมกว่า 500 คน ซึ่งประกอบด้วยว่าที่ สส. แบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต รวมถึงแกนนำพรรคและสมาชิกคณะก้าวหน้า งานนี้ไม่ใช่แค่งานประชุมธรรมดา แต่เป็นการถอดบทเรียนอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุว่าทำไมบางเขตถึงไม่สามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งได้

วิทยากรชื่อดังเข้าร่วมติวเข้ม

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการมี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า มาร่วมเป็นวิทยากร ทั้งสองท่านได้แบ่งปันประสบการณ์และวิสัยทัศน์ในการต่อสู้ทางการเมือง ท่ามกลางแรงกดดันจากสถาบันต่างๆ วิทยากรได้วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงหลังการยุบพรรคเพื่อไทย และผลกระทบต่อพรรคใหม่ๆ อย่างพรรคประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งกลุ่มย่อยตามเขตเลือกตั้งต่างๆ เพื่อให้ สส. และผู้สมัครได้จับเข่าคุยกันอย่างละเอียด สรุปบทเรียนจากความพ่ายแพ้ในบางพื้นที่ เช่น การสื่อสารนโยบายที่อาจไม่เข้าถึงประชาชนในท้องถิ่น การต่อต้านจากกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น หรือปัญหาคดีความที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

  • สาเหตุหลักของความพ่ายแพ้: การถูกตีตราจากสื่อกระแสหลัก
  • นโยบายปฏิรูปที่ยังไม่ได้รับการยอมรับจากผู้มีอำนาจ
  • การกระจายฐานเสียงที่ไม่ทั่วถึงในเขตชนบท
  • แรงกดดันทางกฎหมายต่อแกนนำพรรค

แผนเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อนาคต

สัมมนาไม่ได้หยุดอยู่แค่การวิจารณ์อดีต แต่เน้นการวางแผนอนาคต เช่น การฝึกทักษะการอภิปรายในสภา การสร้างเครือข่ายกับประชาชนในระดับท้องถิ่น และการเตรียมรับมือกับวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เช่น การตีความคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญหรือการเลือกตั้งล่วงหน้า พรรคประชาชนมุ่งมั่นที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนรุ่นใหม่ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง โดยยึดหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

จากข้อมูลในงาน พรรคได้ตั้งเป้าหมายในการเสริมสร้างทีมงาน สส. ให้มีศักยภาพสูงสุด เพื่อให้สามารถต่อกรกับพรรครัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงกลยุทธ์การหาเสียงแบบใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือหลัก เพื่อทะลุทะลวงกำแพงข้อมูลที่ถูกควบคุม

การจัดสัมมนาใหญ่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค พวกเขากำลังปรับตัวและเรียนรู้จากความผิดพลาด เพื่อกลับมาแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมในเวทีการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวเช่นนี้เป็นสัญญาณบวกสำหรับประชาธิปไตยไทย เพราะแสดงให้เห็นว่าพรรคฝ่ายค้านยังคงมีชีวิตชีวาและพร้อมสู้เพื่อประชาชน หากคุณสนใจการเมืองไทยและอยากติดตามพัฒนาการของพรรคประชาชน ลองแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่า คุณคิดว่าพรรคจะทำอย่างไรเพื่อพลิกเกมในการเลือกตั้งครั้งหน้า?

ที่มา – “พรรคประชาชน” จัดสัมมนาใหญ่ถอดบทเรียนความพ่ายแพ้ ติวเข้ม สส. รับมือสถานการณ์การเมือง

ไทยสร้างไทยยินดีไอติม พริษฐ์แก้ รธน.รายมาตรา ปราบโกง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองที่กำลังเป็นกระแสแรงมากๆ เลยนะครับ นั่นคือ พรรคไทยสร้างไทย ยินดี “ไอติม พริษฐ์” ตอบรับแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อปราบโกง ข่าวนี้ทำให้แฟนๆ การเมืองหลายคนยิ้มแก้มปริ เพราะมันแสดงให้เห็นถึงการร่วมมือข้ามพรรคเพื่อประโยชน์ของประชาชนจริงๆ ไม่ยึดติดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

จากที่นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาแถลงเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “ไอติม” โฆษกพรรคประชาชน ได้ตั้งคำถามและยืนยันว่าจะร่วมผลักดันนโยบายปราบโกงของไทยสร้างไทย โดยเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญแบบรายมาตรา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนในการถอดถอนองค์กรอิสระต่างๆ พรรคไทยสร้างไทยยืนยันว่าสิ่งนี้เป็นนโยบายหลักที่พวกเขาผลักดันมาตั้งแต่สภาชุดที่แล้ว แต่ครั้งนั้นยังไม่ได้รับการตอบสนองมากนัก

พรรคไทยสร้างไทย ยินดี “ไอติม พริษฐ์” ตอบรับแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อปราบโกง

โฆษกปริเยศ ย้ำชัดว่าพรรคไทยสร้างไทยพร้อมมาก ถ้าได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ร่างกฎหมายที่เตรียมไว้จะเข้าสภาได้ทันที โดยไม่ต้องยึดติดว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แม้ที่ผ่านมาเคยชวนพรรคประชาชน (เดิมคือก้าวไกล) แล้วแต่ไม่ได้รับการตอบรับในสภาชุดเก่า แต่ตอนนี้ในช่วงหาเสียง ได้เจอไอติมหลายเวที และได้รับคำยืนยันว่าจะทำควบคู่กับการร่างฉบับใหม่ นี่คือสัญญาณดีมากๆ เลยครับ!

นอกจากนี้ ยังชี้แจงว่าการที่ไทยสร้างไทยได้รับเชิญจากภูมิใจไทยให้สนับสนุนนายกฯ ไม่ได้หมายความว่าเสียจุดยืนปราบโกงนะครับ มันคือการทำงานร่วมกันด้วยดี และเชื่อว่าไอติมตั้งคำถามด้วยความห่วงใยเท่านั้น ทางพรรคจึงถือโอกาสยืนยันจุดยืนอีกครั้ง

ทำไมการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ถึงสำคัญต่อการปราบโกง

การแก้แบบรายมาตราเร็วกว่าการร่างใหม่ทั้งฉบับมากครับ เพราะสามารถเลือกแก้เฉพาะจุดที่เป็นปัญหา เช่น คืนอำนาจประชาชนให้เข้าชื่อถอดถอน สว. กรรมการ ป.ป.ช. หรือองค์กรอิสระอื่นๆ ที่ตอนนี้ประชาชนทำไม่ได้ ที่ผ่านมาฝ่ายค้านเน้นแก้ทั้งเล่ม แต่ไทยสร้างไทยเสนอให้ทำคู่กันไป ซึ่งตอนนั้นเสียงไม่พอ แต่ครั้งนี้มีโอกาสสูงเพราะพรรคประชาชนตอบรับแล้ว

  • คืนอำนาจประชาชน: ให้ประชาชน 5 หมื่นชื่อ ถอดถอนได้ทันที ไม่ต้องรอสภา
  • เพิ่มเครื่องมือปราบโกง: แก้กลไก ป.ป.ช. ให้โปร่งใสยิ่งขึ้น
  • เร่งด่วน: ไม่ต้องรอร่างใหม่ที่ใช้เวลานานหลายปี
  • ร่วมมือข้ามพรรค: ไม่แบ่งฝ่าย สร้างฉันทามติเพื่อชาติ

นี่คือก้าวสำคัญที่ไทยสร้างไทยผลักดันมาตลอด ตั้งแต่สมัยสุพรรณาหรือคุณหญิงสุดารัตน์นำพรรค พวกเขามุ่งเน้นปราบคอร์รัปชันให้สิ้นซาก เพื่อให้งบประมาณถึงประชาชนจริงๆ ไม่รั่วไหลไปกลางทาง

ในมุมมองของผม การที่ พรรคไทยสร้างไทย ยินดี “ไอติม พริษฐ์” ตอบรับแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อปราบโกง แบบนี้ แสดงให้เห็นว่านักการเมืองรุ่นใหม่เริ่มคิดเพื่อชาติมากขึ้น ไม่ใช่แค่ต่อสู้เพื่ออำนาจ ถ้าทุกพรรคร่วมมือได้ ปัญหาโกงกินที่เราพูดกันมานานจะลดลงแน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากเชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวสารการเมืองต่อไป และช่วยกันกดดัน ส.ส. ให้ผลักดันเรื่องนี้จริงจัง คุณมีมุมมองอย่างไรต่อการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ลองคอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วย จะได้สร้างแรงกดดันร่วมกัน!

ที่มา – พรรคไทยสร้างไทย ยินดี “ไอติม พริษฐ์” ตอบรับแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา เพื่อปราบโกง

“อภิสิทธิ์” เผย ปชป. ไม่ดิ้นรนเป็นรัฐบาล สวนพรรค 58 เสียง

“อภิสิทธิ์” เผย ปชป. ไม่ดิ้นรนเป็นรัฐบาล สวนพรรค 58 เสียง ทำไมไม่มีใครรุมจีบ เป็นประเด็นร้อนในวงการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งล่าสุด ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจนถึงจุดยืนของพรรค โดยย้ำว่าพรรคไม่จำเป็นต้องดิ้นรนแย่งชิงตำแหน่งในรัฐบาล แต่พร้อมเจรจาหากเงื่อนไขชัดเจนและปราศจากปัญหาทุนเทาและพรรคที่มีประเด็นจริยธรรม

“อภิสิทธิ์” เผย ปชป. ไม่ดิ้นรนเป็นรัฐบาล สวนพรรค 58 เสียง ทำไมไม่มีใครรุมจีบ

ในรายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 นายอภิสิทธิ์ ได้เปิดใจอย่างตรงไปตรงมาว่า พรรคประชาธิปัตย์จะไม่รีบประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านแบบหักหาญ เพราะเรื่องนี้เป็นอำนาจของกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส. ที่จะตัดสินใจร่วมกัน โดยเบื้องต้นพรรคเลือกที่จะอยู่เฉยๆ ก่อน แต่หากมีพรรคอื่นมาแสดงท่าทีประสาน ก็พร้อมนั่งคุย โดยยึดหลักการเดิมที่เคยให้คำมั่นกับประชาชน คือ ไม่มีพรรคกล้าธรรม ไม่มีทุนเทา ไม่มีการครอบงำ และไม่สร้างความแตกแยก

นายอภิสิทธิ์ เน้นย้ำว่า “ผมไม่ได้ดิ้นรนอะไร เพราะพรรคการเมืองต้องพร้อมทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะค้านหรือรัฐบาล ปชป. เป็นพรรคขนาดเล็กที่มี 22 เสียง แต่เรามีจุดยืนชัดเจน” การที่ยังไม่ประกาศชัดเจนนั้น เพื่อไม่ให้ดูหักหาญเกินไป และเปิดช่องให้เกิดการเจรจาที่เหมาะสม

วิเคราะห์การจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้

สำหรับภาพรวมการจัดตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ มองว่าพรรคภูมิใจไทยครองเสียงข้างมาก ทำให้รัฐบาลมีความเสถียรภาพสูง แม้ไม่มีพรรคที่มีปัญหาจริยธรรมร่วมด้วย ก็ยังรวบรวมเสียงได้กว่า 290 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมีเพียง 210 เสียง ต่างกันมาก หากจะดึงพรรคที่มี 58 เสียง (หมายถึงพรรคที่เคยโต้เถียงกันก่อนหน้า) เข้ามา ก็เพื่อป้องกันปัญหาจากพรรคเพื่อไทยที่มี 74 เสียง เพราะ 58 เสียงมีน้ำหนักมากกว่าประชาธิปัตย์ 22 เสียง สามารถใช้หักลบได้หากเกิดปัญหา

พรรคภูมิใจไทยไม่จำเป็นต้องรีบ เพราะไม่มีคู่แข่งในการจัดตั้งรัฐบาล และยังมีอำนาจต่อรองสูงสุดแม้จะอยู่นิ่งๆ ก็ตาม นี่คือมุมมองที่เฉียบคมจากอภิสิทธิ์ ที่แสดงให้เห็นถึงการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์การเมือง

  • เงื่อนไขร่วมรัฐบาลของ ปชป.:
  • ไม่มีพรรคกล้าธรรมหรือพรรคที่มีปัญหาจริยธรรม
  • ปราศจากทุนเทาและการครอบงำ
  • ไม่สร้างปมขัดแย้งหรือความแตกแยก
  • ยึดมั่นคำมั่นสัญญากับประชาชน

เมื่อถูกถามถึงการโต้เถียงกับพรรค 58 เสียงที่เคยบอก “คอยดูเถอะ” หลัง ปชป. ประกาศไม่จับมือ นายอภิสิทธิ์ สวนกลับอย่างเจ็บแสบว่า “ไม่เป็นไร คอยดูเถอะเช่นกัน พรรคที่มี ส.ส. ถึง 58 เสียง ทำไมไม่มีใครรุมจีบ?” เขายังยอมรับว่าการที่พรรคเคยโวว่าจะกำหนดทิศทางรัฐบาลก่อนเลือกตั้งนั้นทำไม่ได้จริง เพราะมีเสียงน้อย แต่พร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบเต็มที่

งานแรกที่ ปชป. จะทำในสภา คือการยื่นตรวจสอบจริยธรรมรัฐมนตรีที่มีประเด็น โดยไม่ใช่การกลั่นแกล้ง แต่เป็นการใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญ หากถูกชวนร่วมรัฐบาลแต่มีคนที่มีปัญหาอยู่ด้วย ก็จะไม่เข้าร่วม พรรคจะเป็นพลังตรวจสอบที่เอาจริง เพื่อยกระดับมาตรฐานการเมืองไทย

ดักคอรัฐบาล: อย่าเหลิงอำนาจแม้คุมเบ็ดเสร็จ

นายอภิสิทธิ์ ประเมินทิศทางการเมืองว่าหากเลือกตั้งเรียบร้อยหรือต้องลงใหม่ รัฐบาลตัวเลขคงไม่เปลี่ยน แต่จะอยู่ครบเทอมได้หรือไม่ ขึ้นกับว่ารัฐบาลจะไม่สะดุดขาตัวเอง ไม่ทำผิดพลาดใหญ่ หากหลีกเลี่ยงปัญหาจากองค์กรอิสระได้ ก็อยู่ได้ยาว

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่ารัฐบาลอย่าประมาท หากมีอำนาจเบ็ดเสร็จครอบคลุม สว. องค์กรอิสระ และศาล อาจถูกมองว่าใช้อำนาจเกินขอบเขต ไม่ว่ารัฐบาลฝ่ายใด ในที่สุดอาจกลายเป็นจุดพลิกผันนำไปสู่จุดจบได้

จากจุดยืนนี้ แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังคงยึดหลักธรรมาภิบาลและการตรวจสอบอย่างแท้จริง คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของอภิสิทธิ์? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เผย ปชป. ไม่ดิ้นรนเป็นรัฐบาล สวนพรรค 58 เสียง ทำไมไม่มีใครรุมจีบ

“ไผ่ ลิกค์” ลั่นไม่มีในโลก ให้โหวตนายกฯ ก่อนเกลี่ยกระทรวง

หลังการเลือกตั้งทั่วไปที่เพิ่งเสร็จสิ้นลง บรรยากาศการจัดตั้งรัฐบาลในไทยกำลังร้อนระอุ โดยเฉพาะท่าทีของพรรคเล็กๆ ที่ถูกเชิญมาร่วมรัฐบาล ล่าสุด “ไผ่ ลิกค์” ลั่นไม่มีในโลก ให้โหวตนายกฯ ก่อนเกลี่ยกระทรวง จากปากของนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ที่ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมกรรมการบริหารพรรค สะท้อนถึงความยืดหยุ่นและไม่มีเงื่อนไขของพรรคในการเจรจาเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย

“ไผ่ ลิกค์” ลั่นไม่มีในโลก ให้โหวตนายกฯ ก่อนเกลี่ยกระทรวง

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 สื่อมวลชนแห่จับตาการประชุมของพรรคกล้าธรรม ที่มีวาระสำคัญคือท่าทีต่อการเข้าร่วมรัฐบาล หลังกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยอาจไม่ให้เก้าอี้กระทรวงสำคัญ นายไผ่ ลิกค์ ว่าที่ ส.ส.กำแพงเพชร และเลขาธิการพรรค ได้ให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า พรรคพร้อมทุกอย่าง แต่ยังไม่ถึงขั้นโหวต เพียงรับฟังความเห็นจากว่าที่ ส.ส. และกรรมการบริหาร

นายไผ่ ยอมรับว่าการเจรจาครั้งนี้ยุ่งยากกว่าทุกครั้ง เนื่องจากสมการทางการเมืองซับซ้อน โดยเฉพาะกระแสที่พรรคภูมิใจไทยเสนอให้โหวตนายกรัฐมนตรีมาก่อนแล้วค่อยเกลี่ยกระทรวง ซึ่งนายไผ่ชี้ว่า ไม่มีในโลก ต้องพูดคุยกันก่อน และรอความชัดเจนจากปัญหาการนับคะแนนใหม่ บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง หรือแม้กระทั่งการเลือกตั้งใหม่ในบางพื้นที่

ย้ำกล้าธรรมไม่มีข้อต่อรองร่วมรัฐบาล

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นายไผ่ ลิกค์ ย้ำซ้ำๆ คือพรรคกล้าธรรมไม่มีข้อต่อรองหรือข้อแม้ใดๆ ในการเข้าร่วมรัฐบาล แม้กระทัสข่าวว่าร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค จะไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี นายไผ่ยืนยันว่า “ท่านธรรมนัสไม่ยึดติดเก้าอี้ใดๆ” และ “พรรคไม่ได้อยากได้กระทรวงอะไร พรรคภูมิใจไทยให้ทำอะไรก็พร้อม”

  • ไม่มีเงื่อนไข: พรรคกล้าธรรมพร้อมเป็นทุกอย่าง ไม่เรียกร้องกระทรวงสำคัญ
  • ธรรมนัสไม่ยึดติด: ยอมรับตำแหน่งใดก็ได้ หรือไม่มีก็ไม่เป็นไร
  • รอความชัดเจน: ปัญหาเลือกตั้งต้องแก้ก่อน ไม่ส่งสัญญาณใดๆ
  • การพูดคุยยังกลางๆ: ประสานกับเลขาฯ ภูมิใจไทย แต่เป็นฝ่ายน้อยกว่าต้องรอ

นายไผ่ ยังวิเคราะห์ว่าความยุ่งยากเกิดจากพรรคใหญ่ที่ประกาศไม่รวมกับบางพรรคก่อน โดยพรรคอันดับหนึ่งได้เสียงเยอะแต่สมการเปลี่ยนไป ทำให้การรวมตัวยากกว่าทุกสมัย นอกจากนี้ หากต้องเลือกระหว่างเป็นฝ่ายค้านหรือเลือกตั้งใหม่ นายไผ่ชี้ว่าฝ่ายค้านง่ายกว่า เพราะค่าใช้จ่ายผู้สมัครสูงถึง 1.5 ล้านบาทต่อคน และประชาชนเหนื่อย

ท่าทีของพรรคกล้าธรรมต่อปัญหาการจัดตั้งรัฐบาล

แม้จะมีข่าวลือว่าพรรคภูมิใจไทยอาจตั้งเงื่อนไขไม่เอาร.อ.ธรรมนัส นายไผ่โต้ว่า ท่านธรรมนัสยอมสละตำแหน่งแล้ว จะเอาอะไรอีก ขอเลิกเล่นการเมืองแบบเก่าแล้วเดินหน้าแทน นอกจากนี้ นายไผ่ยังแสดงความกังวลต่อ กกต. ที่ยังไม่รับรองผลเลือกตั้งเต็มรูปแบบ ทำให้ทุกอย่างไม่แน่นอน

พรรคกล้าธรรมที่ได้ ส.ส. ถึง 58 เสียง จากคะแนนฉันทามติประชาชน ขอบคุณทุกคนที่ไว้วางใจ และย้ำว่าประเทศต้องเดินหน้า ประชาชนรอความหวัง โดยเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญที่พรรคดีใจจะได้มีส่วน

ปิดท้ายการสัมภาษณ์ด้วยอารมณ์ขัน นายไผ่บอกว่าไม่เครียด จะไปเที่ยวต่างประเทศหลังประชุม เพราะหาเสียงเหนื่อย อยากพักผ่อน สะท้อน mindset สบายๆ ท่ามกลางพายุการเมือง

มุมมองอนาคตการเมืองไทย

จากท่าทีของ “ไผ่ ลิกค์” ลั่นไม่มีในโลก ให้โหวตนายกฯ ก่อนเกลี่ยกระทรวง เห็นได้ชัดว่าพรรคกล้าธรรมเลือกเล่นบทผู้น้อยที่ยืดหยุ่น เพื่อผลประโยชน์ชาติเหนือพรรคการเมือง แต่ความไม่แน่นอนยังลอยนวล รัฐบาลใหม่จะเกิดเมื่อไหร่ต้องรอติดตาม

การเมืองไทยครั้งนี้สอนให้เห็นว่าการเจรจาต้องมีมารยาท ไม่เหยียบหัวพันธมิตรเก่า สุดท้าย เราเชื่อว่าพรรคกล้าธรรมจะมีบทบาทสำคัญไม่ว่าจะฝ่ายใด เพราะหลักการชัดเจนไร้ข้อต่อรอง คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” ลั่นไม่มีในโลก ให้โหวตนายกฯ ก่อนเกลี่ยกระทรวง ย้ำกล้าธรรมไม่มีข้อต่อรองร่วมรัฐบาล

ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่หนุนอนุทินนายกฯ 281 เสียง

วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตกันครับ พรรคภูมิใจไทยกำลังเร่งรวบรวมพันธมิตรเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยล่าสุดมีการ เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ชัดเจนขึ้นมาก หลังจากผลเลือกตั้งออกมา พรรคใหญ่ๆ เริ่มจับมือกันเพื่อแก้ปัญหาประเทศ

เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 น. ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย คึกคักไปด้วยแกนนำพรรคเล็กๆ ที่เดินทางมาร่วมหารือ นำโดยนายราเชน ตระกูลเวียง หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และนายอุดมเดช รัตนเสถียร ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยสร้างไทย พวกเขามาพบปะกับนายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย และนายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้อำนวยการพรรค เพื่อคุยเรื่องร่วมรัฐบาลและสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี

หลังจากนั้น นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย พร้อมนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรค ได้แถลงข่าวความคืบหน้า บอกว่านายทรงศักดิ์ได้ประสานงานกับพรรคไทยสร้างไทยและทางเลือกใหม่แล้ว ให้มาร่วมเดินหน้าเลือกนายกฯ ไปด้วยกัน นี่คือการยืนยันชัดเจนของ เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง

เหตุผลที่พรรคเล็กๆ เลือกหนุนอนุทิน

นายอุดมเดช จากไทยสร้างไทย กล่าวว่าตนคุ้นเคยกับนายทรงศักดิ์จากกลุ่ม 16 พรรค และเห็นด้วยว่าประเทศไทยต้องการรัฐบาลเข้มแข็งเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงชายแดน ปัญหาเหล่านี้รุมเร้าเราอยู่ หากไม่มีรัฐบาลที่มั่นคงจะยิ่งแย่ ดังนั้นหลังนับคะแนนเสร็จ พวกเขาพร้อมสนับสนุนพรรคเสียงข้างมาก ซึ่งตอนนี้คือพรรคภูมิใจไทย

ส่วนนายราเชน หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ ย้ำว่าเคารพกติกาเสียงข้างมาก แม้พรรคตัวเองมีแค่ 1 เสียง แต่ยินดีโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ ตามหลักสากล นี่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพในวงการเมืองไทยยุคนี้

รายชื่อพรรคและจำนวนเสียงสนับสนุน

ตอนนี้รวมเสียงได้ 281 เสียงแล้ว ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร นี่คือรายละเอียด:

  • พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง
  • พรรคเพื่อไทย 74 เสียง
  • พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง
  • พรรคใหม่ 1 เสียง
  • พรรครวมใจไทย 1 เสียง
  • พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง
  • พรรครวมพลังประชาชน 1 เสียง
  • พรรคมิติใหม่ 1 เสียง
  • พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง
  • พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง
  • พรรคทางเลือกใหม่ 1 เสียง
  • พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง

ส่วนพรรคกล้าธรรมที่มี 58 เสียง ยังไม่ชัดเจน นายไชยชนกบอกว่ามีการคุยกับนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคแล้ว และนายอนุทินคุยกับนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคเบื้องต้น แต่รอสรุปอย่างเป็นทางการ พรรคกล้าธรรมจะประชุมบ่ายวันนี้ด้วย ทุกอย่างยังมีโอกาส และไม่มีเงื่อนไขอะไรชัดเจนจากพรรคเล็กๆ

โฆษกพรรคภูมิใจไทยยังบอกว่าจะมีแถลงข่าวต่อเนื่อง วันพรุ่งนี้ก็มีอีก การ เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้รัฐบาลใหม่ใกล้เกิดขึ้น

ในมุมมองของผม การรวมตัวแบบนี้แสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองไทยเริ่มจริงจังกับการแก้ปัญหาประเทศมากขึ้น ไม่ใช่แค่แย่งชิงอำนาจ รัฐบาลที่เข้มแข็งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและความมั่นคงได้จริง หากคุณสนใจข่าวการเมือง ลองติดตามต่อและแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำอะไรได้บ้างนะครับ!

ที่มา – เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง

ภท. ต้อนอีก 2 พรรคเล็กเข้าคอก ปัดดีลแบ่ง 3 กระทรวงให้ “กล้าธรรม”

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ พรรคภูมิใจไทย หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ภท. กำลังเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก ล่าสุดมีข่าวสำคัญที่ทำให้หลายคนสนใจ นั่นคือ ภท. ต้อนอีก 2 พรรคเล็กเข้าคอก ปัดดีลแบ่ง 3 กระทรวงให้ “กล้าธรรม” ซึ่งเป็นการยืนยันฐานอำนาจของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ภท. ต้อนอีก 2 พรรคเล็กเข้าคอก ปัดดีลแบ่ง 3 กระทรวงให้ “กล้าธรรม”

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 22.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพรรคภูมิใจไทยเตรียมแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้ (19 ก.พ.) เวลา 10.00 น. โดยนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค และน.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรค จะเปิดตัวพรรคเล็กอีก 2 พรรคที่มาร่วมรัฐบาล ได้แก่ พรรคไทยสร้างไทย (2 เสียง) และทางเลือกใหม่ (1 เสียง) ทำให้ได้ส.ส.เพิ่มอีก 3 เสียง รวมกับพรรคที่ประกาศก่อนหน้า รัฐบาลอนุทินจะมีส.ส.ในมือถึง 281 เสียง ซึ่งเป็นตัวเลขที่มั่นคงมากสำหรับการจัดตั้งรัฐบาล

ปฏิเสธข่าวลือดีลลับกับพรรคกล้าธรรม

ขณะที่ข่าวลือในโซเชียลมีเดียแพร่สะพัดว่าภท. ปิดดีลร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม โดยแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรี 3 กระทรวงใหญ่ ได้แก่ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงแรงงาน แหล่งข่าวระดับสูงจากภท. ออกโรงปฏิเสธทันทีว่า “ไม่เป็นความจริง” พรรคยืนยันว่าจะโหวตนายกรัฐมนตรีให้จบก่อน แล้วค่อยคุยสัดส่วนรัฐมนตรี

ฝั่งพรรคกล้าธรรมก็ยืนยันสอดคล้องกันว่า ตั้งแต่หลังเลือกตั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค ยังไม่เคยติดต่อหรือพบปะกับนายอนุทินหรือแกนนำภท. เลย สายตาทุกคู่จึงจับจ้องมติพรรคกล้าธรรมในวันพรุ่งนี้ว่าจะสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคสีน้ำเงินอย่างไร

บริบทการเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของภท. สะท้อนถึงกลยุทธ์ในการรวบรวมพรรคเล็กเพื่อเสริมกำลัง ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบบพรรคการเมืองไทยที่กระจัดกระจาย การได้พรรคไทยสร้างไทยและทางเลือกใหม่มาร่วม ทำให้ภท. มีฐานเสียงที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นนโยบายที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง เช่น สุขภาพ การเกษตร และเศรษฐกิจฐานราก

  • พรรคไทยสร้างไทย: 2 เสียง – เน้นนโยบายสร้างสรรค์เพื่อคนไทย
  • ทางเลือกใหม่: 1 เสียง – มุ่งทางเลือกใหม่ในการพัฒนาประเทศ
  • รวมส.ส. ภท. และพันธมิตร: 281 เสียง – มั่นคงสำหรับโหวตนายกฯ

นอกจากนี้ การปัดข่าวลือดีลกับกล้าธรรม ช่วยลดแรงกดดันจากฝ่ายค้านและสาธารณชนที่จับตาการแบ่งสรรอำนาจ ภท. ต้องการภาพลักษณ์ที่โปร่งใส โดยย้ำว่าการเจรจาจะเกิดหลังโหวตนายกฯ เท่านั้น

ผลกระทบต่อสถานการณ์การเมือง

หากภท. สามารถรวบรวมเสียงได้ครบตามเป้า รัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพสูง สามารถผลักดันนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การแก้ปัญหายาเสพติด การพัฒนาระบบสาธารณสุข และการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด แต่ก็ต้องระวังการเมืองภายในที่อาจเกิดจากการแข่งขันเก้าอี้รัฐมนตรี

สำหรับพรรคกล้าธรรมที่นำโดยร.อ.ธรรมนัส ซึ่งมีจุดยืนชัดเจนในประเด็นความมั่นคงและการปฏิรูป มติพรุ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง หากไม่เข้าร่วมรัฐบาล อาจกลายเป็นฝ่ายค้านที่แข็งแกร่ง

สรุปแล้ว ภท. ต้อนอีก 2 พรรคเล็กเข้าคอก ปัดดีลแบ่ง 3 กระทรวงให้ “กล้าธรรม” เป็นข่าวที่แสดงถึงความชาญฉลาดในการเมืองของอนุทินและทีมงาน ผู้สนใจควรติดตามแถลงพรุ่งนี้เพื่ออัพเดทเพิ่มเติม

คุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่ยาวหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – ภท. ต้อนอีก 2 พรรคเล็กเข้าคอก ปัดดีลแบ่ง 3 กระทรวงให้ “กล้าธรรม”

นายกฯ ทำท่าไอ – เจ็บคอ ปฏิเสธสัมภาษณ์ฮุนมาเนต

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกันอย่างมาก นั่นคือ นายกฯ ทำท่าไอ – เจ็บคอ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ หลังจากสื่อมวลชนถามถึงคำกล่าวของนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ออกมา “ฟ้อง” โลกบนเวทีประชุมสันติภาพในสหรัฐอเมริกา ว่าประเทศไทยรุกคืบยึดดินแดนของกัมพูชา สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านชายแดน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนที่ยืดเยื้อมานาน ทำให้หลายฝ่ายจับตาการตอบสนองของรัฐบาลไทยอย่างใกล้ชิด

นายกฯ ทำท่าไอ – เจ็บคอ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ หลังถาม “ฮุน มาเนต” ฟ้องโลกไทยรุกดินแดน

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 ณ บริเวณทำเนียบรัฐบาล หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางออกจากทำเนียบเพื่อกลับ ก่อนที่จะขึ้นรถยนต์ประจำตำแหน่ง ผู้สื่อข่าวที่รออยู่ต่างพากันตะโกนถามถึงประเด็นสำคัญจากที่ประชุมคณะกรรมการสันติภาพในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนายฮุน มาเนต ได้ขึ้นเวทีกล่าวหาว่าไทยยึดครองดินแดนของกัมพูชา ส่งผลกระทบต่อชีวิตชาวกัมพูชาอย่างหนัก

นายอนุทินหันมาทำท่าป้องหูเพื่อฟังคำถามจากสื่อที่ยืนอยู่ใกล้ทางขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ชั่วขณะนั้นดูเหมือนจะรับฟัง แต่ทันใดนั้นก็ยกมือชี้ไปที่คอของตัวเอง พร้อมทำท่าไอเบาๆ แล้วส่ายหน้าปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ ก่อนจะรีบขึ้นรถและขับออกไปทันที การกระทำนี้กลายเป็นภาพที่ถูกบันทึกและแพร่กระจายไปทั่วโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว

นายกฯ ทำท่าไอ – เจ็บคอ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์: เกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้?

ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมคณะกรรมการสันติภาพในสหรัฐฯ นายฮุน มาเนต ได้ใช้เวทีนี้เปิดโปงปัญหาชายแดน โดยชี้ว่าการกระทำของไทยทำให้ชาวกัมพูชาต้องเผชิญความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชายืดเยื้อมาแต่สมัยก่อนหน้า โดยเฉพาะกรณีปราสาทพระวิหารที่ศาลโลก (ICJ) ตัดสินเมื่อปี 2505 และ 2556 รวมถึงพื้นที่ทับซ้อนอื่นๆ เช่น เกาะกง และสามเหลี่ยมมรกต

รัฐบาลไทยยืนยันมาตลอดว่ายึดหลักสนธิสัญญาและเอกสารทางการ รวมถึงการเจรจาผ่านกลไกอาเซียน แต่ฝั่งกัมพูชามักนำเรื่องนี้ไปร้องศาลโลกหรือเวทีระหว่างประเทศเพื่อเรียกคะแนนจากประชาชนในประเทศ การที่ฮุน มาเนต ลูกชายของฮุน เซน ออกมาแถลงเช่นนี้ อาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองภายในกัมพูชาที่เพิ่งเปลี่ยนตัวนายกฯ เมื่อไม่นานมานี้

  • ประเด็นหลักที่ฮุนมาเนตกล่าวหา: การรุกดินแดนชายแดน ทำให้ชาวบ้านกัมพูชาเสียที่ดินทำกิน
  • การตอบสนองของไทยในอดีต: เจรจาทวิภาคีและส่งเรื่องให้อาเซียนไกล่เกลี่ย
  • สถานการณ์ปัจจุบัน: ชายแดนค่อนข้างสงบ แต่ยังมีจุดร้อน
  • บทบาทของสหรัฐฯ: จัดประชุมสันติภาพเพื่อส่งเสริมสันติภาพภูมิภาค

การที่ นายกฯ ทำท่าไอ – เจ็บคอ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ อาจเป็นเพราะสุขภาพไม่ดีจริงๆ หรือเพื่อหลีกเลี่ยงการให้คำตอบที่อาจถูกตีความผิดในช่วงเวลาที่อ่อนไหว แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ก็สะท้อนถึงความระมัดระวังของรัฐบาลไทยในการจัดการประเด็นนี้

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ความขัดแย้งนี้ควรแก้ไขด้วยการเจรจา ไม่ใช่การกล่าวหาทางการเมือง ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกอาเซียน ควรใช้หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน รัฐบาลไทยภายใต้นายอนุทินได้แสดงท่าทีเด็ดขาดในหลายเรื่อง แต่กับเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ยังคงเน้น diplomacy เพื่อรักษาความสัมพันธ์

นอกจากนี้ ยังมีกระแสในโซเชียลที่ชาวเน็ตแซวท่าทางของนายกฯ ว่าเหมือน “หลบเลี่ยงคำถามแบบเนียนๆ” แต่หลายคนก็เห็นใจเพราะประเด็นนี้ซับซ้อน ต้องอาศัยข้อมูลและข้อเท็จจริงมากมาย หากตอบผิดพลาดอาจจุดชนวนความตึงเครียด

สรุปแล้ว เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงปัญหาค้างคาเก่าแก่ที่ต้องเร่งแก้ไข รัฐบาลทั้งสองฝ่ายควรเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน ไม่เช่นนั้นอาจกระทบความร่วมมืออื่นๆ เช่น การค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชายแดน

จากมุมมองของผม เหตุการณ์ นายกฯ ทำท่าไอ – เจ็บคอ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพในการหลีกเลี่ยงการตอบโต้ที่อาจยืดเยื้อ หวังว่ารัฐบาลจะออกแถลงการณ์ชี้แจงอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ เพื่อคลายความสงสัยของประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คิดว่านายกฯ เจ็บคอจริงหรือเปล่า หรือมีกลยุทธ์อะไรซ่อนอยู่? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อติดตามข่าวการเมืองที่อัปเดตและเป็นกลาง!

ที่มา – นายกฯ ทำท่าไอ – เจ็บคอ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ หลังถาม “ฮุน มาเนต” ฟ้องโลกไทยรุกดินแดน

“อัครา” ยันกระทรวงเกษตรไม่ใช่ของ “กล้าธรรม”

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และว่าที่ ส.ส. พรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจนถึงประเด็นร้อนว่า “อัครา” ยันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่ของ “กล้าธรรม” ย้ำว่าการบริหารราชการแผ่นดินทั้งหมดขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีที่มอบหมายเท่านั้น สร้างความสนใจให้สื่อมวลชนและนักการเมืองติดตามอย่างใกล้ชิด

“อัครา” ยันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่ของ “กล้าธรรม”

การสัมภาษณ์เกิดขึ้นเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนายอัคราได้ยืนยันจุดยืนของพรรคอย่างหนักแน่น โดยเฉพาะเรื่องกระแสข่าวที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งเป็นพรรคได้ที่นั่งอันดับ 1 อาจจะยึดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม นายอัครากล่าวว่า "กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่ของพรรคกล้าธรรม มันเป็นแค่ข่าวลือ และไม่คิดว่าจะสร้างความตะขิดตะขวงใจระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล" เขาย้ำว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับการมอบหมายของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของพรรคใดพรรคหนึ่ง

อัครา พรหมเผ่า ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล

ท่าทีพรรคกล้าธรรมต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

นอกจากประเด็นกระทรวงเกษตรแล้ว นายอัครายังพูดถึงการประชุมพรรคกล้าธรรมในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. ซึ่งจะกำชับว่าที่ ส.ส. เข้าประชุมให้พร้อมเพรียง โดยยังไม่ทราบวาระแน่ชัด เพราะนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคยังไม่แจ้ง และยังไม่ได้คุยกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้เป็นบิดาและประธานที่ปรึกษาพรรค เมื่อถามถึงการยืนยันเข้าร่วมรัฐบาลและสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี นายอัคราตอบว่า ต้องเป็นไปตามนโยบายคณะกรรมการบริหารพรรค และเป็นมารยาททางการเมืองที่พรรคอันดับ 1 อย่างภูมิใจไทยต้องเชิญมาคุย

สำหรับดีลการเมืองที่ลือกันว่าจะจบในสัปดาห์นี้ นายอัครากล่าวว่า ยังไม่ทราบ ต้องรอหัวหน้าพรรคและเลขาธิการ แต่เชื่อมั่นว่าทุกพรรคจะขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์ประชาชน โดยเฉพาะในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่ประชาชนรอคอยการแก้ไขปัญหา

บริบทการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง 2569

สถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงจัดตั้งรัฐบาลผสม โดยพรรคภูมิใจไทยคว้าที่นั่ง ส.ส. อันดับ 1 ทำให้มีสิทธิ์เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีตามหลักการ พรรคกล้าธรรมซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิม กำลังถูกจับตาว่าจะต่อยอดพันธมิตรหรือไม่ ประเด็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นจุด敏感เพราะเกี่ยวข้องกับเกษตรกรผู้ใหญ่บ้านของประเทศ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของทั้งสองพรรค การออกมาพูดของนายอัครา ถือเป็นการลดความตึงเครียด และแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ

  • พรรคกล้าธรรมยังรอประสานกับภูมิใจไทย โดยเลขาธิการพรรคจะแจ้งในที่ประชุม
  • ยืนยันไม่ตะขิดตะขวงใจระหว่างพรรค เน้นมารยาทการเมือง
  • ทุกอย่างเพื่อประชาชนและเศรษฐกิจ โดยไม่ยึดติดตำแหน่ง

การยืนยันจุดยืนเช่นนี้ช่วยคลายกระแสข่าวลือ และทำให้ภาพรวมการเจรจารัฐบาลราบรื่นยิ่งขึ้น นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า พรรคเล็กอย่างกล้าธรรมมีโอกาสได้เก้าอี้รัฐมนตรี หากแสดงความยืดหยุ่น

ในมุมมองของผู้เขียน การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายอัครา แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในพรรคกล้าธรรม ที่ไม่ยึดติดผลประโยชน์ส่วนตัว แต่เน้นผลรวมของชาติ สิ่งนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลไทยชุดใหม่ที่มั่นคง หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการการเมืองเพิ่มเติม หรืออยากรู้วิเคราะห์เจาะลึก สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราได้เลยวันนี้ เพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – “อัครา” ยันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่ของ “กล้าธรรม” ย้ำงานบริหารอยู่ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

“กล้าธรรม” ลั่นไม่ไปหาใครก่อน ขออยู่นิ่ง ๆ ดู ภท. ตั้งรัฐบาล

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามีเรื่องราวสุดฮอตจากวงการการเมืองไทยมาอัพเดทกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ หัวข้อที่กำลังเป็นกระแสแรงสุดๆ เลยก็คือ “กล้าธรรม” ลั่นไม่ไปหาใครก่อน ขออยู่นิ่ง ๆ ดู ภท. ตั้งรัฐบาล ปัดดีลพรรคเล็กกดดัน เรื่องนี้มาจากปาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีเกษตรฯ และที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ที่ออกมาเคลียร์ข่าวลือมโนกันยกใหญ่ มาฟังกันว่ามีอะไรบ้าง

“กล้าธรรม” ลั่นไม่ไปหาใครก่อน ขออยู่นิ่ง ๆ ดู ภท. ตั้งรัฐบาล ปัดดีลพรรคเล็กกดดัน

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ร.อ.ธรรมนัส เดินออกมาพร้อมรอยยิ้มกว้างหลังสื่อรอสัมภาษณ์นานครึ่งวัน สยบข่าวที่ว่าพรรคเก็บตัวเงียบหายไปไหน เขาย้ำชัดว่าพรรคกล้าธรรมยังไม่เริ่มดีลจัดตั้งรัฐบาลกับใครทั้งนั้น ต้องรอให้ กกต. รับรองผลเลือกตั้ง 95% ก่อนเท่านั้นเองครับ เพื่อนๆ ลองคิดดูสิ ถ้าดีลกันก่อนเวลาก็เหมือนรีบร้อนเกินไป ไม่มีมารยาทการเมืองเลยนะ

ร.อ.ธรรมนัส บอกแบบชิลๆ ว่าจุดยืนพรรคยืนอยู่ตรงนี้แหละ ก้มมองบันไดกระทรวงเกษตรฯ แล้วพูดติดตลกว่า “จุดยืน ก็ยืนอยู่ที่นี่” สไตล์เขาไม่ใช่คนไปออกหน้าสู่ขอเก้าอี้ใคร มีมารยาทพอที่จะนิ่งๆ รอให้พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่เป็นแกนนำจัดการก่อน พรรคอื่นๆ ที่ไปหานายอนุทิน ชิดชอบ หัวหน้าภท. น่ะ เขามองว่าแค่ไปแสดงความยินดี ไม่ใช่ไปเดินเกมรวบพรรคเล็กมาคัดดันอย่างที่ข่าวลือปั่นกัน

จุดยืนพรรคกล้าธรรมชัดเจน รอ ภท. นำ

เมื่อสื่อถามถึงกระแสข่าวว่าภท. อึดอัดที่จะร่วมกับกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัส ย้อนถามกลับเลยครับว่า “ได้ยินมาจากใคร?” แล้วเปรียบเทียบว่าอย่าโจมตีพรรคอื่น บ้านเก่าอย่างพปชร. ก็มีตัวเสี้ยมเยอะเหมือนกัน ส่วนข่าวภท. อยากได้กระทรวงเกษตรให้ “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” มาบริหารน่ะ เขาบอกว่าเป็นสื่อปั่นเอง ถ้าไม่ได้ยินจากปากเขา หัวหน้าพรรค หรือเลขาฯ ก็ไม่จริงครับ

นักการเมืองสมัยนี้ต้องมีมารยาท ร.อ.ธรรมนัส ย้ำว่ายึดกระทรวงไม่ได้พรุ่งนี้เช้า ถ้าอยู่ต่อก็จะทำนโยบายหาเสียงต่อ แต่ถ้าภท. อยากเอาไปก็ไม่มีปัญหา ขอแค่ทำนโยบายต่อยอดให้ประชาชนประโยชน์ พรุ่งนี้เขาจะประชุมครม. และอาจทานข้าวกับนายอนุทินด้วย สัมพันธ์ยังปึ๊ก ไม่โกรธเคืองกัน ส่วนนายเนวิน ชิดชอบ ขออย่าลากมาเกี่ยว

เตือนสุญญากาศการเมือง ต้องระวัง!

ประเด็นกังวลสุดของ ร.อ.ธรรมนัส คือ “สุญญากาศการเมือง” ถ้าศาลตีว่ากกต. ผิดกฎหมายเลือกตั้ง หรือบัตรเขย่งจนต้องเลือกใหม่ บ้านเมืองจะเดินหน้าไม่ได้ ข้าราชการวางตัวลำบากแน่ แต่พรรคกล้าธรรมพร้อมลุยเลือกตั้งใหม่ คะแนนไม่ลดครับ ต่อมานายเอกราช ช่างเหลา รองหัวหน้าพรรค มาก็ยืนยันสั้นๆ ว่าพรรคต้องเป็นรัฐบาลตามความเห็นสมาชิก

  • สรุปจุดเด่นจากคำพูด ร.อ.ธรรมนัส:
  • ไม่ดีลเก้าอี้ รอ กกต.รับรอง
  • สัมพันธ์อนุทินยังดีมาก
  • นิ่งๆ มีมารยาท รอ ภท.นำ
  • ปัดข่าวปั่นจากสื่อ
  • กังวลสุญญากาศ แต่พร้อมลุยใหม่

สถานการณ์การเมืองตอนนี้ตึงเครียดแต่ก็น่าติดตามนะครับ พรรคกล้าธรรมแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ ไม่รีบร้อนแย่งชิง แต่อยู่นิ่งๆ รอจังหวะแบบนี้แหละที่ทำให้พรรคดูน่าเชื่อถือ ผมคิดว่าถ้าภท. จัดการได้เร็ว บ้านเมืองเราก็เดินหน้าต่อได้ไม่สะดุด คุณคิดยังไงล่ะ? คอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ หรือแชร์ประสบการณ์การเมืองที่ชอบที่สุด

ติดตามข่าวอัพเดทการเมืองไทยแบบเรียลไทม์ได้ที่บล็อกเราเลยนะครับ อย่าพลาด!

ที่มา – “กล้าธรรม” ลั่นไม่ไปหาใครก่อน ขออยู่นิ่ง ๆ ดู ภท. ตั้งรัฐบาล ปัดดีลพรรคเล็กกดดัน

Scroll to top