การเมืองไทย

“ชัยวุฒิ-อ.เจษฎ์” ลุยบ้านหนองจาน เยี่ยมชาวบ้าน-ทหาร ซัดพรรคส้มด้อยค่าทหาร

“ชัยวุฒิ-อ.เจษฎ์” ลุยบ้านหนองจาน เยี่ยมชาวบ้าน-ทหาร ซัดพรรคส้มด้อยค่าทหาร เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง เมื่อหัวหน้าพรรครักชาติและแคนดิเดตนายกฯ สองท่านลงพื้นที่ชุมชนชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อแสดงความห่วงใยประชาชนและกำลังพลที่ปกป้องอธิปไตยชาติ

ชัยวุฒิ-อ.เจษฎ์ ลุยบ้านหนองจาน

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 07.00 น. ที่บ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อม รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกฯ และผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ เดินทางเยี่ยมเยียนชาวบ้านและติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ชาวบ้านในพื้นที่สะท้อนว่าสถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจ หน่วยทหารและ ชรบ. ต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา

“ชัยวุฒิ-อ.เจษฎ์” ลุยบ้านหนองจาน เยี่ยมชาวบ้าน-ทหาร ซัดพรรคส้มด้อยค่าทหาร

หลังจากนั้น ทีมพรรครักชาติได้ให้กำลังใจทหารกองกำลังบูรพาที่ดูแลพื้นที่ชายแดน โดยกำลังพลทุกนายมีขวัญกำลังใจดีเยี่ยม การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่หาเสียง แต่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อชาติและประชาชน

เยี่ยมทหารชายแดน

อ.เจษฎ์ ซัดพรรคส้มและพรรคเพื่อไทยด้อยค่าทหารไทย

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า พรรครักชาติมาดูความเป็นอยู่ของประชาชนและทหาร ไม่ใช่หาเสียง จากข่าวการเลือกตั้งที่ชาวบ้านสงสัยว่าจะจัดได้หรือไม่ สะท้อนความไม่ไว้วางใจสถานการณ์ชายแดน อ.เจษฎ์ ชักชวนตั้งคำถามถึงพรรคประชาชน (พรรคส้ม) ที่ด้อยค่าทหารไทย แทนที่จะยกย่องคุณงามความดีของทหาร กลับโจมตีทหารผู้น้อยและทหารทั้งกองทัพ นอกจากนี้ยังชี้พรรคเพื่อไทยเป็นต้นเหตุความขัดแย้งชายแดนที่ทำให้มีผู้สูญเสีย

“แทนที่จะถามว่าทหารมีไว้ทำไม พรรครักชาติถามกลับว่านักการเมืองมีไว้ทำไม? มีไว้เกาะกินบ้านเมือง จับมือรวมผลประโยชน์ หรือผลาญภาษีราษฎร หากตอบไม่ได้ การเลือกพวกเขาอาจนำไปสู่การสิ้นชาติ”

ให้กำลังใจทหาร

ด้านนายชัยวุฒิ วิเคราะห์โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง หากผลโพลเป็นจริง บ้านเมืองอาจวุ่นวาย ไม่ไว้วางใจพรรคประชาชนที่มีแนวคิดปัญหา อ้างแก้ทุจริตแต่พรรคเองมีปัญหา และใกล้ชิดพรรคเพื่อไทยเหมือนพวกเดียวกัน อาจนำไปสู่รัฐบาลผสมส้มปนแดงที่ไร้ความจริงใจแก้ปัญหาชาติ

รณรงค์ “ขายเสียง = ขายชาติ” จี้ กกต. คุมเข้มคืนหมาหอน

นายชัยวุฒิ รณรงค์เรื่องขายเสียง โดยย้ำว่า ขายเสียงเท่ากับขายชาติ พรรครักชาติไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมนี้ กระแสซื้อเสียงช่วงโค้งสุดท้ายมีเงินสะพัดพันล้านบาท จี้ กกต. และนายแสวง บุญมี เลขาฯ กกต. ตื่นตัว ตรวจสอบแจกใบเหลืองใบแดงจริงจัง โดยเฉพาะ 2-3 วันก่อนเลือกตั้ง หรือ “คืนหมาหอน” ที่เงินไหลออกมา

  • เยี่ยมชาวบ้านและทหารชายแดน สร้างขวัญกำลังใจ
  • ซัดพรรคส้มด้อยค่าทหาร เรียกร้องให้ยกย่องผู้ปกป้องชาติ
  • เตือนภัยรัฐบาลผสมส้ม-แดง ไร้ความจริงใจ
  • รณรงค์ต่อต้านซื้อเสียง ปกป้องประชาธิปไตย

การลงพื้นที่ครั้งนี้ของ “ชัยวุฒิ-อ.เจษฎ์” ลุยบ้านหนองจาน เยี่ยมชาวบ้าน-ทหาร ซัดพรรคส้มด้อยค่าทหาร แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์พรรครักชาติที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและประชาชน การเมืองไทยในช่วงนี้เต็มไปด้วยความท้าทาย ชายแดนที่เปราะบาง การทุจริตเลือกตั้ง และพรรคการเมืองที่ขาดความรับผิดชอบ พรรครักชาติยืนหยัดปกป้องชาติ ด้วยนโยบายที่ชัดเจน เช่น เสริมแกร่งกองทัพ ลดทุจริต และพัฒนาชายแดนให้ยั่งยืน

ในมุมมองผู้เขียน การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสให้ประชาชนตัดสินใจเลือกผู้นำที่รักชาติจริง ไม่ใช่พวกที่เกาะกิน คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลที่ถูกต้อง หากสนับสนุนพรรครักชาติ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อชาติที่เข้มแข็ง

อ.เจษฎ์ ปราศรัย

ที่มา – “ชัยวุฒิ-อ.เจษฎ์” ลุยบ้านหนองจาน เยี่ยมชาวบ้าน-ทหาร ซัดพรรคส้มด้อยค่าทหาร

“มาร์ค” ขอคนใต้ทวงการเมืองสุจริต ซัดรัฐล้มน้ำท่วม

ในค่ำคืนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 หน้าลานโรบินสัน หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คึกคักไปด้วยพี่น้องชาวใต้กว่า 10,000 คน ที่มาร่วมฟังเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ นำทีมโดย “มาร์ค” หรือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ลำดับ 1 เขากลับมาทำการเมืองอีกครั้งหลังเว้นวรรค 2 ปี เพื่อทวงคืนการเมืองสุจริตให้แผ่นดินไทย โดยเฉพาะภาคใต้ที่ผูกพันกันมานานกว่า 30 ปี

“มาร์ค” ขอคนใต้ร่วมทวงการเมืองสุจริต ซัดรัฐบาลล้มเหลวบริหารน้ำท่วม–เยียวยาล่าช้า

“มาร์ค” ขอคนใต้ร่วมทวงการเมืองสุจริต ซัดรัฐบาลล้มเหลวบริหารน้ำท่วม–เยียวยาล่าช้า อย่างชัดเจนในการปราศรัย เขาเล่าว่าตลอดชีวิตการเมืองมีพรรคเดียวคือประชาธิปัตย์ เหมือนเชียร์ทีมฟุตบอลทีมเดียว แม้มีคนทักว่า “อย่ากลับมา การเมืองไทยกลายเป็นเรื่องเงิน ทุนเทา ทุนดำ” แต่เขายืนยันว่าจะไม่ยอมให้การเมืองถูกครอบงำ ต้องกลับมาทวงคืนเพื่อประชาชนและชาติบ้านเมือง

“มาร์ค” ขอคนใต้ร่วมทวงการเมืองสุจริต จากประสบการณ์ 30 ปี

พรรคประชาธิปัตย์ยืนเคียงข้างคนใต้นาน 30 ปี ไม่เคยทิ้งกัน แม้อำนาจเงินกดดัน แต่ชาวใต้ไม่ยอม “มาร์ค” จวกบางพรรคโจมตีว่าภาคใต้มี ส.ส. ประชาธิปัตย์นานแต่ไม่พัฒนา ทั้งที่ ส.ส. ทำหน้าที่พิจารณางบและประสานงาน เช่น ผลักดันรถไฟรางคู่ตอนดูแลคมนาคม 2 ปี แต่บางพรรคคุมมานานไม่ทำ กลับขู่ “ไม่เลือกไม่มีโครงการ” ซึ่งคนใต้ไม่ยอมรับ การเมืองแบบนี้ต้องเปลี่ยน

ปัญหาการพัฒนาภาคใต้เป็นประเด็นร้อนมานาน ไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐาน แต่รวมถึงการกระจายงบประมาณที่โปร่งใส พรรคประชาธิปัตย์เน้นการเมืองสุจริต เพื่อให้โครงการเกิดประโยชน์จริง ไม่ใช่แลกเปลี่ยนคะแนน

รัฐบาลล้มเหลวบริหารน้ำท่วมหาดใหญ่–เยียวยาล่าช้า

“มาร์ค” ลงพื้นที่หาดใหญ่ช่วงน้ำท่วมใหญ่ พบความสับสนในการบริหาร สื่อสารไม่มีเอกภาพ ติดต่อหน่วยงานไม่ได้ ช่วยเหลือล่าช้า ขาดศูนย์สั่งการเดียว ประกาศฉุกเฉินยิ่งสับสน หลังน้ำลด ภาคธุรกิจรอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ฟื้นฟู แต่ยุบสภา ทำให้งบเยียวยาติด กกต. ชาวบ้านเดือดร้อนซ้ำ นายกฯ บอกยุบสภาเพราะไม่อยากตายคาสภา แต่เคยคิดถึงคนหาดใหญ่ไหม? ถ้าขออนุมัติงบ “มาร์ค” พร้อมสนับสนุน ให้เงินถึงมือเร็ว

หากประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล จะเร่งฟื้นฟูหาดใหญ่ทั้งระบบ:

  • ฟื้นกายภาพ เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว การค้า
  • ดึงทุกกระทรวงแก้ปัญหา
  • โครงการระยะยาว: ระบายน้ำลงทะเล วางผังเมืองพื้นที่สูง
  • ยกระดับหน่วยงานภัยพิบัติ: เอกภาพ เบอร์ชัด แผนอพยพซ้อมจริง

การเมืองสุจริตคือรากฐานเศรษฐกิจดี พรรคประชาธิปัตย์ผลักดันโปร่งใส โครงการเกิดประโยชน์สูงสุด ชาวใต้พิสูจน์พลังอีกครั้งในการเลือกตั้ง

จากเหตุการณ์นี้ เห็นชัดว่าปัญหาการเมืองไทยต้องการผู้นำสุจริตอย่าง “มาร์ค” ที่กล้าพูดกล้าแก้ คุณคิดว่าคนใต้จะร่วมทวงคืนการเมืองสุจริตได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “มาร์ค” ขอคนใต้ร่วมทวงการเมืองสุจริต ซัดรัฐบาลล้มเหลวบริหารน้ำท่วม–เยียวยาล่าช้า

อนุทินตั้งเป้ากวาด 200 สส. มั่นใจเป็นที่หนึ่ง

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุก่อนวันเลือกตั้งใหญ่ "อนุทินตั้งเป้ากวาด 200 สส." กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์อย่างมั่นใจเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568 ว่า พรรคของเขาพร้อมลุยเต็มที่เพื่อกวาดที่นั่ง สส. ให้ได้มากกว่า 200 ที่นั่ง และตั้งเป้าจะเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ไม่ยอมเป็นที่สองรองใครตามคำสอนของพ่อ

อนุทินตั้งเป้ากวาด 200 สส. ฝันไกลแต่ไปถึงแน่

อนุทินตั้งเป้ากวาด 200 สส. ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ แต่มาจากการวิเคราะห์ที่ชัดเจน พรรคภูมิใจไทยส่งผู้สมัครลงแข่งขันกว่า 300 เขตทั่วประเทศ โดยมีผู้สมัครที่เคยชนะเลือกตั้งมาแล้วถึง 160 เขต และอีกประมาณ 70 เขตที่เคยเกือบชนะ นอกจากนี้ยังคาดหวัง สส.แบบบัญชีรายชื่ออีก 10-15 ที่นั่ง เมื่อรวมกันแล้วตัวเลขเกิน 200 แน่นอน อนุทินหัวเราะเมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวที่คาดว่าพรรคจะได้ 180 ที่นั่ง บอกว่าตัวเองประเมินสูงกว่านั้นมาก

คำสอนพ่อที่จุดประกายอนุทินตั้งเป้ากวาด 200 สส.

สิ่งที่ทำให้อนุทินมั่นใจขนาดนี้ มาจากคำสอนของพ่อตั้งแต่เด็กว่า “แข่งขันอะไรต้องเป็นที่หนึ่ง อย่าเป็นที่สอง เพราะที่สองคนจะลืม” ถ้าเป็นที่หนึ่งของทั้งประเทศไม่ได้ ก็ต้องเป็นที่หนึ่งในขั้วการเมืองนั้นๆ ให้ได้ คำสอนนี้ถูกหยิบมาใช้เต็มๆ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยจึงคัดผู้สมัครเกรด A ทั้งสิ้น เพื่อให้มั่นใจว่าจะกวาดคะแนนได้ถล่มทลาย

นอกจากนี้ พื้นที่ stronghold อย่างภาคอีสาน โดยเฉพาะบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ ก็เป็นจุดหวังใหญ่ อนุทินวางแผนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่บุรีรัมย์ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ แล้วตระเวนพบปะประชาชนในพื้นที่ ก่อนกลับกรุงเทพฯ ค่ำนั้นเพื่อรอฟังผล คาดว่าประมาณ 20.00 น. จะเห็นภาพชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล

การจับมือพรรคอื่นหลังอนุทินตั้งเป้ากวาด 200 สส.

อนุทินตั้งเป้ากวาด 200 สส. แล้วจะจับมือกับใคร? กับพรรคประชาชน เขาบอกว่าไม่ถือเป็นฝ่ายตรงข้าม แม้หัวหน้าพรรคจะเคยบอกไม่ยกมือให้เป็นนายกฯ แต่ยังไม่เคยปฏิเสธพรรคภูมิใจไทย ขอรอดูตัวเลขและออปชันหลังเลือกตั้งก่อน สำหรับเงื่อนไขชัดเจน ไม่เอาสีเทา สีดำ ไม่ร่วมกับคนผิดกฎหมายหรือมีประวัติทุจริตที่กฎหมายยืนยัน และไม่ฝืนมติประชาชน แนวทางนี้แสดงถึงความโปร่งใสของพรรค

  • จุดแข็งผู้สมัคร: 160 เขตเคยชนะ, 70 เขตเกือบชนะ
  • สส.บัญชีรายชื่อ: คาด 10-15 ที่นั่ง
  • พื้นที่หลัก: อีสานตอนล่างอย่างบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ
  • หลักการ: สุจริต ไม่ฝืนประชาชน

การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยเตรียมพร้อมทุกด้าน ทั้งนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน เช่น การพัฒนาชนบท สุขภาพ และเศรษฐกิจฐานราก ที่ผ่านมา พรรคมีผลงานเด่นในรัฐบาลกึ่งกลาง ทำให้ฐานเสียงมั่นคง ขยายตัวได้ทั่วประเทศ

จากประสบการณ์การเมืองของอนุทินที่ยาวนาน ทั้งในฐานะ สส. นายกฯ ทำให้พรรคมีเครือข่ายแข็งแกร่ง ผู้สมัครแต่ละคนถูกคัดเลือกมาอย่างดี มีทั้งนักการเมืองรุ่นเก๋าและหน้าใหม่ไฟแรง คาดว่าจะดึงคะแนนจากทุกกลุ่มได้

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การตั้งเป้า 200 ที่นั่งของพรรคภูมิใจไทยไม่ใช่เรื่องเกินจริง หากพลิกเกมได้สำเร็จ อาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจการเมืองไทยไปเลย ประชาชนหลายคนเริ่มหันมามองพรรคนี้มากขึ้น เพราะนโยบายที่เป็นรูปธรรม

สุดท้ายแล้ว อนุทินตั้งเป้ากวาด 200 สส. จะเป็นจริงหรือไม่ ต้องรอผลเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ คุณคิดว่าพรรคภูมิใจไทยจะทำได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งของคุณนะ เพื่ออนาคตที่ bright กว่านี้!

ที่มา – “อนุทิน” ฝันไกลมั่นใจไปถึง ตั้งเป้ากวาด 200 สส. ขอเป็นที่หนึ่งไม่เป็นสองรองใคร

“อ.เชน” พาผู้สมัครแปดริ้วไหว้หลวงพ่อโสธรเอาฤกษ์เอาชัย

ในวันที่ 1 มกราคม 2569 เกิดเหตุการณ์ที่น่าประทับใจขึ้นที่ อ.เชน พาผู้สมัครแปดริ้วไหว้หลวงพ่อโสธรเอาฤกษ์เอาชัย ซึ่งเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความศรัทธาและกำลังใจจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดฉะเชิงเทรา นายยศชนัน วงศ์สวัส หรือที่รู้จักกันในชื่อ “อ.เชน” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ได้พาคณะผู้สมัคร ส.ส. เขตต่างๆ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า “แปดริ้ว” ไปสักการะหลวงพ่อโสธร พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัด เพื่อขอพรและเอาฤกษ์เอาชัยก่อนลงพื้นที่หาเสียง

“อ.เชน” พาผู้สมัครแปดริ้วไหว้หลวงพ่อโสธรเอาฤกษ์เอาชัย

บรรยากาศที่วัดโสธรวรารามวรวิหารคึกคักไปด้วยประชาชนผู้ศรัทธาที่มารอต้อนรับคณะของอ.เชน ตั้งแต่หน้าประตูวัด ประชาชนจำนวนมากต่างพากันห้อมล้อม ขอถ่ายภาพเซลฟี่ และมอบพวงมาลัยดอกดาวเรืองที่สดใส รวมถึงของดีประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้ ข้าวหลาม และผลไม้สดๆ อื่นๆ อ.เชนเองก็ยิ้มแย้มแจกจ่ายความสุข พูดคุยอย่างเป็นกันเองกับชาวบ้านที่มาร่วมทำบุญ และไม่พลาดที่จะขอคะแนนเสียงให้กับพรรคเพื่อไทยและผู้สมัครของพรรคในพื้นที่

คณะที่ไปในครั้งนี้ประกอบด้วยบุคคลสำคัญของพรรค เช่น นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย และผู้สมัคร ส.ส. ฉะเชิงเทราทั้ง 4 เขต ได้แก่ นางฐิติมา ฉายแสง, นายพันธุ์พงศ์ อัศวชัยโสภณ, นายศักดิ์ชาย ตันเจริญ และนายพิทักษ์ จารุสมบัติ ทุกคนต่างแต่งกายเรียบง่าย สุภาพเรียบร้อย สะท้อนถึงความใกล้ชิดกับประชาชน หลังจากไหว้หลวงพ่อโสธรเสร็จ คณะก็เตรียมตัวลงพื้นที่ช่วยหาเสียงต่อที่อำเภอพนมสารคามและอำเภอบางปะกง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของจังหวัด

เหตุผลที่เลือกไหว้หลวงพ่อโสธรเอาฤกษ์เอาชัย

หลวงพ่อโสธรเป็นพระพุทธรูปที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 400 ปี ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวฉะเชิงเทราและคนไทยทั่วไปให้ความเคารพนับถือ ชาวบ้านเล่าว่าพระองค์ปกป้องคุ้มครองให้แคล้วคลาดจากภัยพิบัติและนำพาความสำเร็จมาสู่ผู้ที่มากราบไหว้ การที่ อ.เชน พาผู้สมัครแปดริ้วไหว้หลวงพ่อโสธรเอาฤกษ์เอาชัย จึงไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่เป็นการแสดงถึงความเชื่อมั่นในพลังแห่งศรัทธาและการผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับการเมืองสมัยใหม่ ทำให้ภาพลักษณ์ของอ.เชนและทีมดูอบอุ่นและเข้าถึงใจชาวบ้านได้อย่างดีเยี่ยม

รายชื่อผู้สมัคร ส.ส. ฉะเชิงเทราพรรคเพื่อไทย

  • นางฐิติมา ฉายแสง – เขต 1 ผู้สมัครสาวแกร่งพร้อมทำงานเพื่อประชาชน
  • นายพันธุ์พงศ์ อัศวชัยโสภณ – เขต 2 นักพัฒนาท้องถิ่นที่มีวิสัยทัศน์
  • นายศักดิ์ชาย ตันเจริญ – เขต 3 ประสบการณ์ยาวนานในการรับใช้ชาวแปดริ้ว
  • นายพิทักษ์ จารุสมบัติ – เขต 4 สานต่อนโยบายเพื่อไทยให้เกิดผลจริง

กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างกำลังใจให้กับทีมผู้สมัครเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณว่าพรรคเพื่อไทยกำลังเร่งเครื่องหาเสียงในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างจริงจัง โดยเฉพาะจังหวัดฉะเชิงเทราที่มีบทบาทสำคัญในฐานะฐานเสียงเก่าแก่ของพรรค การมาร่วมกันแบบนี้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการใช้โอกาสปีใหม่เพื่อเชื่อมโยงกับจิตใจชาวบ้าน

นอกจากนี้ อ.เชนยังได้พูดคุยถึงนโยบายสำคัญของพรรค เช่น การแก้ปัญหาค่าครองชีพ การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนที่มาร่วม ชาวบ้านหลายคนบอกว่าดีใจที่ได้เห็นนักการเมืองที่ไม่ลืมศรัทธาและรากเหง้าท้องถิ่น กิจกรรม อ.เชน พาผู้สมัครแปดริ้วไหว้หลวงพ่อโสธรเอาฤกษ์เอาชัย จึงกลายเป็นข่าวที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้สนับสนุนทั่วประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยในยุคนี้ต้องการผู้นำที่เข้าใจหัวใจของประชาชน การเริ่มต้นด้วยการขอพรจากหลวงพ่อโสธรไม่ใช่แค่พิธี แต่เป็นการย้ำถึงค่านิยมไทยที่ผสมผสานศาสนากับการทำงานเพื่อสังคม หากคุณกำลังสนใจการเมืองท้องถิ่นหรืออยากติดตามพัฒนาการของพรรคเพื่อไทยในฉะเชิงเทรา ลองแวะมาอ่านบทความเพิ่มเติมในบล็อกของเรา หรือแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ!

ที่มา – “อ.เชน” พาผู้สมัครแปดริ้วไหว้หลวงพ่อโสธรเอาฤกษ์เอาชัย

“ชัยวุฒิ” นำทีมพรรครักชาติ บวงสรวงศาลหลักเมือง

“ชัยวุฒิ” นำทีมพรรครักชาติ บวงสรวงศาลหลักเมือง ขอทุกพรรคสร้างค่านิยมรักชาติ เป็นกิจกรรมที่สร้างความประทับใจให้กับประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้นำทีมผู้บริหารและผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างใกล้ชิด

“ชัยวุฒิ” นำทีมพรรครักชาติ บวงสรวงศาลหลักเมือง ขอทุกพรรคสร้างค่านิยมรักชาติ

กิจกรรมเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 07.00 น. ที่ตลาดเสาร์อาทิตย์ พัฒนาการคูขวาง เทศบาลนครนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง โดยมีนายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค และนายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค ร่วมเดินทาง ทีมงานขึ้นรถแห่เปิดเพลง “รักชาติ 35” ที่ดัดแปลงจากเพลงฮิต “เชฟบ๊ะ” ทำให้บรรยากาศคึกคัก ผู้คนมาร่วมให้กำลังใจจำนวนมาก

ไฮไลต์น่ารักเกิดขึ้นเมื่อเด็กชายฝาแฝด “น้องไข่ตุ๋น” และ “น้องไข่ต้ม” ที่เคยถ่ายรูปกับนายชัยวุฒิสมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จำหน้าได้ รีบวิ่งเข้ามาขอถ่ายรูปคู่กันอีกครั้ง สร้างรอยยิ้มให้ทุกคน

พิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

หลังลงพื้นที่ตลาด นายชัยวุฒิและทีมพรรครักชาติ เดินทางไปยังศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อประกอบพิธีบวงสรวงขอพรให้การหาเสียงราบรื่น สิริมงคล และประสบความสำเร็จในโค้งสุดท้าย พิธีนี้สะท้อนถึงความเคารพประเพณีท้องถิ่นและความเชื่อมั่นในพลังศรัทธา

ข้อเรียกร้องสร้างค่านิยมรักชาติในคนรุ่นใหม่

ในช่วงสัมภาษณ์ นายชัยวุฒิได้ตั้งคำถามถึงพรรคการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะที่ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่ ว่ามีแผนปลูกฝังค่านิยมรักชาติ รักบ้านเมือง และความเสียสละอย่างไร ชวนทุกพรรคร่วมกันสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นกำลังสำคัญในการดูแลชาติบ้านเมืองอนาคต

เขายังวิจารณ์ปรากฏการณ์ที่ทำให้ความภาคภูมิใจในชาติถูกลดทอน โดยกลุ่ม “ด้อม” “ไอโอ” และอินฟลูเอนเซอร์ที่สร้างความแตกแยก ย้ำว่าความมั่นคงชาติต้องอาศัยทุกคน โดยเฉพาะในยุคที่สงครามใกล้ตัวมากขึ้น

นโยบายพรรครักชาติเน้นการสร้างความสามัคคีและรักชาติ นี่คือตัวอย่าง:

  • ปลูกฝังค่านิยมรักชาติในเยาวชนผ่านการศึกษาและสื่อ
  • ส่งเสริมความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทย
  • เตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามภายนอกด้วยความสามัคคี
  • พัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนเพื่ออนาคตคนรุ่นใหม่

“ชัยวุฒิ” นำทีมพรรครักชาติ บวงสรวงศาลหลักเมือง ขอทุกพรรคสร้างค่านิยมรักชาติ จึงไม่ใช่แค่งานหาเสียง แต่เป็นการจุดประกายแนวคิดสำคัญ หากไม่มีแผ่นดินไทย สิทธิเสรีภาพก็ไร้ความหมาย นายชัยวุฒิกล่าวอย่างหนักแน่น

การกระทำเช่นนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์พรรครักชาติในฐานะพรรคที่ยึดมั่นหลักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้สนับสนุน โดยเฉพาะในภาคใต้ที่ประชาชนให้ความสำคัญกับประเพณีและความมั่นคง

ในมุมมองของผู้เขียน การปลูกฝังค่านิยมรักชาติต้องเริ่มจากผู้นำการเมืองทุกพรรค หากคนรุ่นใหม่เติบโตมาด้วยความรักชาติ สังคมไทยจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น คุณคิดอย่างไรกับแนวคิดนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อกระแสค่านิยมรักชาติให้แพร่หลาย

ที่มา – “ชัยวุฒิ” นำทีมพรรครักชาติ บวงสรวงศาลหลักเมือง ขอทุกพรรคสร้างค่านิยมรักชาติ

ศุภจี เล็งยึดเกษตรฯ แก้ราคาวัวตกต่ำ

“ศุภจี” อ้อนชาวอุบลฯ ขอสานต่อราคาข้าว-มันสำปะหลัง บอกราคาวัวร่วงเพราะภูมิใจไทยไม่ได้ดู บอกถ้าเลือกเยอะจะไปยึด เกษตรฯและอุตสาหกรรมมาดูแลเอง

วันที่ 27 มกราคม 2569 เวทีศรีเมืองใหม่แทบลุกเป็นไฟ เมื่อนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยครั้งแรกช่วย “น้องกานต์” สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ หาเสียงเขต 8 เปิดตัวด้วยภาษาอีสานหวานเจี๊ยบ “คิดฮอดหลายๆ” พร้อมโชว์ผลงานราคาข้าวและมันสำปะหลังพุ่งกระฉูด พร้อมทั้งย้ำถึงความสำเร็จจากการปิดด่านสกัดสินค้าเถื่อนตามสั่งการนายกรัฐมนตรี

งานนี้มีช็อตเด็ด เมื่อผู้สมัครกระซิบถามเรื่อง “ราคาวัวตกต่ำ” คุณศุภจีสวนทันควันว่า “ที่ราคาวัวเนือย (ร่วง) เพราะไม่ได้อยู่กับพาณิชย์ (ที่พรรคดูแล) ไงคะ” พร้อมประกาศกลางเวทีว่ารอบนี้ขอให้ชาวอุบลฯ กาพรรคสีน้ำเงินให้ถล่มทลายจะได้เข้าไปรวบดูแลกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงอุตสาหกรรมให้เบ็ดเสร็จ เพื่อจะจัดการราคาพืชผลทั้งวัวและอ้อยให้พุ่งแรงเหมือนราคาข้าว มั่นใจหาตลาดให้ได้ทั้งในและนอกประเทศแน่นอน

ศุภจี เล็งยึดกระทรวงเกษตรฯ แก้ราคาวัวตกต่ำ จริงหรือไม่?

จากกระแสข่าวที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย ได้ขึ้นเวทีปราศรัยที่จังหวัดอุบลราชธานี และได้กล่าวถึงปัญหาราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราคาวัวตกต่ำ ได้สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำกล่าวอ้างที่ว่า หากได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้น พรรคภูมิใจไทยจะเข้าไปดูแลกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร

คำถามที่ตามมาคือ คำกล่าวอ้างนี้มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด และจะสามารถแก้ไขปัญหา ราคาวัวตกต่ำ ได้จริงหรือไม่ การที่พรรคการเมืองหนึ่งให้คำมั่นสัญญาว่าจะเข้าไปดูแลกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งนั้น เป็นเรื่องปกติในการหาเสียง แต่การจะทำได้จริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ผลการเลือกตั้ง จำนวนที่นั่งในสภา และการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี

ผลกระทบจาก ราคาวัวตกต่ำ

ปัญหา ราคาวัวตกต่ำ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงวัว ทำให้รายได้ลดลง บางรายอาจต้องประสบกับภาวะขาดทุน หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจทำให้เกษตรกรหลายรายต้องเลิกอาชีพการเลี้ยงวัวไปในที่สุด ดังนั้น การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

การที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ออกมาให้ความมั่นใจว่าจะแก้ไขปัญหา ราคาวัวตกต่ำ ได้ หากพรรคภูมิใจไทยได้เข้าไปดูแลกระทรวงเกษตรฯ นั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่ประชาชนก็ควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความเป็นไปได้ และนโยบายของพรรคภูมิใจไทยในการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรอย่างละเอียด เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้ง

นอกจากนี้การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงเกษตรฯ เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ดังนั้น ในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ ประชาชนควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง รวมถึงความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

ที่มา – “ศุภจี” เล็งยึดกระทรวงเกษตรฯ แก้ราคาวัวตกต่ำ อ้อนเลือก ภท.ให้ถล่มทลาย

วิโรจน์โต้ชูวิทย์ ปชช. ไม่มีดีลลับบิ๊กโจ๊ก

“วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ไม่มีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก”

“วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก” นั่งรองนายกฯ เตรียมให้ฝ่ายกฎหมายร้อง กกต. เอาผิดใส่ร้ายป้ายสีทำพรรคเสื่อมเสีย ชี้อย่าใช้จินตนาการ ย้ำยังเคารพแต่จะแฉใครต้องมีหลักฐาน

วันที่ 19 มกราคม 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ แถลงข่าวกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ออกมากล่าวหาว่าพรรคประชาชนมีการทำดีลลับกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแลกกับการสนับสนุนให้พรรคได้รับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ภาคใต้จำนวน 10 ที่นั่ง และผลักดันให้ขึ้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นายวิโรจน์ ยืนยันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง และเป็นการกล่าวหาเกินขอบเขตของการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมายพรรค และจะดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายที่เหมาะสมกับนายชูวิทย์ ตนไม่ต้องการกล่าวหานายชูวิทย์ว่าไปรับงานใดๆ แต่เห็นว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเกินกว่าการแสดงอคติส่วนตัวหรือการวิจารณ์ทางการเมืองตามปกติ และเชื่อว่านายชูวิทย์ควรไตร่ตรองถึงผลกระทบของการกระทำดังกล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนไม่ต้องการใช้วิธีการเดียวกันกับการกล่าวหาใส่ร้ายผู้อื่นแบบนายชูวิทย์ แม้ว่าจะสามารถนำข้อมูลบางส่วนมาปะติดปะต่อเพื่อโจมตีตอบโต้ได้ แต่ด้วยมโนธรรมส่วนตัวและความเคารพที่มีต่อนายชูวิทย์ในฐานะบุคคลหนึ่ง ตนไม่ประสงค์จะกระทำเช่นนั้น พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกรณีอิทธิพลทางการเมือง อิทธิพลทางสังคม และตำแหน่งหน้าที่ของนายทหารระดับสูงบางรายในอดีต ซึ่งเป็นคนสนิทของนายชูวิทย์ ชื่อ “บิ๊ก ด.” ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งในช่วงรับราชการและหลังเกษียณ โดยระบุว่า หากมีภาพหรือพฤติกรรมที่แสดงความใกล้ชิดสนิทสนมกับบุคคลบางราย ประชาชนย่อมตั้งคำถามได้ถึงเหตุผลและผลประโยชน์ที่อาจเกี่ยวข้อง รวมถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลชาวต่างชาติคนหนึ่งคือนายเบน ซึ่งถูกระบุว่าเป็นที่ปรึกษาของสมเด็จฮุน เซน และอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์

ส่วนสาเหตุที่ออกมาแฉนายชูวิทย์ระบุว่า ต้องการ “สั่งสอน” พรรคประชาชน เพราะเป็นเด็กที่คิดการใหญ่และเห็นว่าพรรคอาจทำในสิ่งที่เกินความสามารถ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ในช่วงแรกของการวิพากษ์วิจารณ์ ตนไม่ได้ติดใจ เนื่องจากถือเป็นเรื่องปกติทางการเมือง แม้กระทั่งเรื่องการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ เรื่องนี้ นายชูวิทย์ก็มีความเห็นไม่แตกต่างจากสมาชิกพรรคเช่นกัน แม้สมาชิกพรรคบางส่วนจะมีความเห็นส่วนตัวแตกต่างกัน แต่ทุกคนเคารพมติพรรคและเข้าใจกลไกของพรรคการเมือง ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ของนายชูวิทย์ หากเป็นไปโดยสุจริตพรรคก็พร้อมน้อมรับ ต่อให้จะถูกนายชูวิทย์ด่าหรือจะทำด้วยอคติเราก็น้อมรับ

นายวิโรจน์ ระบุว่า ในระยะหลังการกล่าวหาของนายชูวิทย์มีลักษณะของการโยงข้อมูลและจับคู่เหตุการณ์โดยใช้จินตนาการมั่วที่สุด โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าพรรคประชาชนมีข้อตกลงกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพื่อให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่มั่วและไม่เป็นความจริง พร้อมตั้งคำถามว่า การนำข้อมูลจริงบางส่วนผสมกับข้อมูลเท็จ เพื่อทำให้ประชาชนคล้อยตาม และผลักภาระการพิสูจน์ไปยังผู้ถูกกล่าวหา เป็นพฤติกรรมที่เหมาะสมหรือไม่ พร้อมถามกลับว่าพฤติกรรมแบบนี้สมควรทำหรือไม่ โดยย้ำว่าการกล่าวหาเช่นนี้ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนพร้อมท้าให้เปิดหลักฐาน

นายวิโรจน์ยังกล่าวถึงการแถลงข่าวของนายชูวิทย์ ที่จะมีขึ้นในช่วงบ่ายวันนี้ (19 ม.ค.) ว่า คาดว่าจะเป็นลักษณะการแถลงข่าวรายวันเช่นเดียวกับที่เคยทำกับพรรคภูมิใจไทย โดยยืนยันว่าพรรคประชาชนจะไม่เสียเวลาโต้เถียงรายวัน และไม่ให้ค่า แต่จะชี้แจงต่อประชาชนเพื่อให้สังคมได้พิจารณาและตั้งคำถามด้วยวิจารณญาณของตนเอง ว่าควรให้คุณค่ากับข้อมูลที่นายชูวิทย์นำเสนอหรือไม่ และหากไม่มีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงรองรับ เชื่อว่าประชาชนย่อมตัดสินได้เอง

ส่วนในประเด็นที่นายชูวิทย์อ้างว่า ได้ยินข้อมูลเรื่องดีลลับจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ โดยตรง นายวิโรจน์กล่าวว่า ขอให้แสดงหลักฐานที่ชัดเจน พร้อมย้ำว่าพรรคไม่ต้องการใช้วิธีการตอบโต้ในลักษณะเดียวกัน แม้จะสามารถทำได้ แต่ไม่ประสงค์จะทำเช่นนั้น ทั้งนี้ แม้ยังคงให้ความเคารพต่อนายชูวิทย์ แต่กระบวนการทางกฎหมายจำเป็นต้องเดินหน้าต่อ เนื่องจากกรณีดังกล่าวเกินขอบเขตที่พรรคจะยอมรับได้ นายวิโรจน์ยังเปรียบกรณีนี้เป็นการเหมือนตนเองแย่งมีดมาจากมือนายชูวิทย์ “เมื่อผมแย่งมีดมาจากมือพี่ชูวิทย์ได้แล้วผมก็จะไม่นำมีดนั้นกลับไปแทงพี่ชูวิทย์อีก จะขอเก็บไว้ในที่ปลอดภัยไม่เอามีดกลับไปแทง” 

นายวิโรจน์ยังชี้แจงถึงกระบวนการรับข้อมูลของพรรคประชาชนว่า พรรคไม่ได้ปฏิเสธว่ารับข้อมูลจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง แต่ได้รับข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งจากข้าราชการและบุคคลที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานรัฐ

ส่วนเมื่อถามว่าเรื่องตั๋วช้างที่พรรคประชาชนออกมาแฉสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้ข้อมูลมาจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หรือไม่นั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า ก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายแหล่ง บางข้อมูลเป็นการส่งมาโดยไม่เปิดเผยตัวตนเป็นนิรนาม และพรรคจะนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาเปรียบเทียบ ตรวจสอบ และสอบเทียบผ่านกลไกของรัฐสภา หากเป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกันหรือเข้าข่ายใส่ร้ายเลื่อนลอย พรรคจะไม่นำมาใช้

นายวิโรจน์ยังกล่าวด้วยว่า “เหตุใดนายชูวิทย์จึงไม่สร้างเรื่องว่าพรรคประชาชนจะให้ตำแหน่งรองนายกฯ กับ บิ๊ก ด. ทำไมต้องเป็น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพราะบิ๊ก ด. เกลียดคนหนักแผ่นดินที่สุด ดังนั้นพวกที่มาฟอกเงินก็เป็นพวกหนักแผ่นดิน”

นายวิโรจน์กล่าวว่า ข้าราชการจำนวนมากให้ความไว้วางใจพรรคประชาชน เนื่องจากมั่นใจว่าพรรคจะไม่ใช้ข้อมูลไปในทางแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือเป็นการตบทรัพย์แบบนักการเมืองรุ่นเก่า เมื่อพรรคทำงานอย่างตรงไปตรงมา ข้าราชการที่มีเจตนาดีก็พร้อมส่งข้อมูลให้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นายชูวิทย์เปิดเผยรายชื่อนักการเมือง ส. ในพรรคประชาชน เกี่ยวข้องกับทุนสีเทานั้น นายวิโรจน์ระบุว่า พรรคไม่ได้หวั่นไหวกับสิ่งที่เรียกว่า “สงครามปั่นประสาทรายวัน” โดยพรรคได้กำหนดมาตรฐานการจัดการปัญหาไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะมีกรณีกี่รายก็จะใช้มาตรฐานเดียวกัน คือเคารพกระบวนการยุติธรรม และหากเกี่ยวข้องกับสมาชิกพรรค จะมีการเจรจาให้ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อให้คุณสมบัติการเป็นผู้สมัครสิ้นสุดลง ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและประชาชนอย่างเหมาะสม ต่อให้จะมีอีกกี่รายก็จะดำเนินการเช่นเดียวกัน พร้อมกับท้าให้เปิดหลักฐานออกมาได้เลย นายวิโรจน์ยังเปรียบเทียบด้วยว่าขณะเดียวกันยังมีผู้สมัคร สส.บางพรรค ถูกดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ และ ป.ป.ง.อายัดทรัพย์ แต่พรรคการเมืองนั้นก็ยังให้ลงสมัครต่อได้ รวมไปถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีบางพรรค ที่ถูกศาลต่างประเทศพิพากษาเรียบร้อยก็ยังเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้ รวมถึง ส.ส. อีกไม่น้อยที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลว่าทุจริตคอร์รัปชัน แต่พรรคการเมืองพรรคนั้นก็ยังส่งเป็นผู้สมัครต่อไปได้

ในส่วนของการดำเนินคดีกับนายชูวิทย์ นายวิโรจน์ระบุว่า จะดำเนินการในความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง กรณีใส่ร้ายและเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของฝ่ายกฎหมาย

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาชน จังหวัดตราด ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่แตกต่างจากกรณีสแกมเมอร์ แต่ทำไมพรรคไม่ดำเนินการก่อนหน้านี้ตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งเป็น สส. ในสภา ขณะเดียวกันนายรังสิมันต์ โรม ก็ได้ลงพื้นที่ไปปราบสแกมเมอร์ที่จังหวัดตราดมาแล้ว

นายวิโรจน์กล่าวว่า พรรคเราไม่โทษที่ตัวบุคคล เพราะหากโทษที่ตัวบุคคลจะทำให้เกิดความสั่นคลอน หาคนรับผิดชอบในพรรค เพราะถ้าอย่างนั้นก็คงออกกันทั้งพรรค แต่โทษไปยังระบบดีกว่าเพราะสังคมไทยเวลาเกิดปัญหาจะถามว่าใคร แต่พรรคเราจะถามว่าเกิดจากอะไร โดยพรรคได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ มีการรับเรื่องร้องเรียนและพยายามรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม แต่ยอมรับว่าพรรคไม่ใช่หน่วยงานรัฐ จึงตรวจสอบได้เพียงประวัติอาชญากรรม ไม่สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ อีกทั้งในบางกรณี ผู้ร้องเรียนให้ข้อมูลด้วยวาจาโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน ขณะที่ผู้ถูกร้องก็สามารถชี้แจงได้อย่างสมเหตุสมผล

ส่วนกรณีที่นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ออกมาระบุว่าหากเกิดกรณีเช่นนี้กับพรรคตนเอง หัวหน้าพรรคก็คงรับผิดชอบด้วยการลาออกไปแล้วนั้น นายวิโรจน์ย้อนว่า นายจตุพร ต้องย้อนไปดูประวัติการทำงานของตัวเองตั้งแต่สมัยเป็นข้าราชการประจำว่าการจัดซื้อจัดจ้างมีความโปร่งใสหรือไม่

เมื่อถามว่านายณัฐพงษ์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายกับนายชูวิทย์ เหมือนกรณีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ และนายเศรษฐา ทวีสิน ที่เคยถูกนายชูวิทย์แฉลักษณะนี้เช่นกันนั้น นายวิโรจน์ ยืนยันว่าจะดำเนินคดีแค่กฎหมายเลือกตั้ง พรรคไม่ได้ต้องการให้นายชูวิทย์หยุดวิพากษ์วิจารณ์ แต่ขอให้การวิจารณ์เป็นไปโดยตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช้จินตนาการหรือข้อมูลเท็จในการใส่ร้ายป้ายสี โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชน พร้อมฝากถึงประชาชนให้ใช้วิจารณญาณ ตั้งคำถามว่าการกระทำของนายชูวิทย์มีเป้าหมายเพื่อใคร หรือพรรคการเมืองใดได้ประโยชน์ และข้อกล่าวหามีหลักฐานรองรับเพียงใด โดยระบุว่า ข้อมูลที่เป็นความจริงย่อมมีคุณค่า ส่วนข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงก็จะด้อยค่าลงไปเองในสายตาของสังคม

วิเคราะห์สถานการณ์ “วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก”

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การที่นายวิโรจน์ออกมาโต้ตอบข้อกล่าวหาของนายชูวิทย์ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของพรรคประชาชนในการปกป้องชื่อเสียงของพรรค และความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จ การตอบโต้ดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาชนว่าพรรคประชาชนพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาและพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏ

อนาคตของพรรคประชาชนจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้นขึ้นอยู่กับการดำเนินการทางกฎหมายและการตอบสนองของประชาชนต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว การที่พรรคประชาชนเปิดเผยข้อมูลและพร้อมที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่กล่าวหา แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในความถูกต้องของตนเอง และความมุ่งมั่นที่จะรักษาความน่าเชื่อถือของพรรค

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคประชาชนถูกกล่าวหาถึงเรื่อง “วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก” อาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรคได้ ดังนั้น พรรคประชาชนจึงต้องพยายามชี้แจงข้อเท็จจริงและโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของพรรค

สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูลและพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะเชื่อมั่นในพรรคการเมืองใด การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลและติดตามการดำเนินงานของพรรคการเมือง จะช่วยให้การเมืองไทยมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งเรื่องของ “วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก” นี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – “วิโรจน์” แถลงโต้ ปชน. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก” เตรียมร้อง กกต. เอาผิด “ชูวิทย์” ใส่ร้ายพรรค

อนุทินย้ำชัด! “สีหศักดิ์ – ศุภจี – เอกนิติ” คนภูมิใจไทย

“อนุทิน” มั่นใจประชาชนอยากให้ทำงานรับใช้ ลั่นชัดเจนไม่รู้จะชัดยังไงแล้ว “สีหศักดิ์ – ศุภจี – เอกนิติ” คนพรรคน้ำเงิน ย้อนพรรคส้ม ย้อนฟังคำพูด“ปลัดตุ๋ม” พร้อมลาออก หากพัวพันสีเทา

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 18 ม.ค. 2569 นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการลงพื้นที่เป็นอย่างไรว่า การลงพื้นที่อบอุ่นทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ต้องขอบคุณประชาชน รู้สึกได้ว่าเขามั่นใจที่จะให้พรรคภูมิใจไทยทำงานรับใช้ในการบริหารบ้านเมือง สำหรับพื้นที่ กทม. เราคาดหวัง ไม่ใช่เฉพาะ กทม. แต่หวังทุกพื้นที่ให้เลือกทั้งแบบ สส.เขตและ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งการลงพื้นที่แบบนี้ไม่ได้มาหาเสียง แต่ถือว่ามาฟังเสียงประชาชนว่าเขาต้องการอะไร ยังขาดอะไรที่ไม่ได้ทำ และที่ทำไปแล้วจะต่อยอดอย่างไร โดยสิ่งที่เราจะโน้มน้าวให้คนเลือกพรรคภูมิใจไทยอย่างไรนั้น เราโน้มน้าวไม่ได้ แต่ต้องทำงานให้เขาเห็นและใช้วิจารณญาณในการมอบโอกาสให้พรรคภูมิใจไทย เมื่อถามว่าช่วงโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งอาจมีการสาดโคลนกันเพิ่มขึ้นเตรียมรับมืออย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสาดโคลนด้วยการใช้วาทกรรม ก็เอาที่สบายใจไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย

ลุยตลาดวังหลังชาวบ้านแห่ถ่ายภาพ

จากนั้นเวลา 12.30 น. นายอนุทิน และคณะลงพื้นที่ ตลาดวังหลัง เพื่อช่วย น.ส.ศุภิกา พัฒน์ธนันภู ผู้สมัคร สส.เขตบางกอกน้อย หาเสียง ได้รับความสนใจจากพ่อค้าแม่ค้า ขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึก และทวงโครงการคนละครึ่งพลัส รวมถึงได้รับความสนใจจากประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยเป็นอย่างมาก โดยนายอนุทิน ได้แนะนำนายสีหศักดิ์ รัฐมนตรีต่างประเทศและบอกว่า เอาไปสู้กับเขมร พร้อมสอบถามแม่ค้าว่า ให้เปิดด่านหรือไม่ โดยแม่ค้าบอกว่า ไม่เปิด ช่วงหนึ่งมีแม่ค้าบอกว่า “ตอนนั้นให้ลุงตู่” นายอนุทินจึงบอกว่า “ตอนนี้ให้น้องหนู”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตลาดวังหลังมี น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภรรยานายอนุทิน มาร่วมลงพื้นที่หาเสียงด้วย

จุดยืน ไม่แตะหมวด 1-2 ตลอดกาล

เมื่อเวลา 11.20 น. ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนในการแก้รัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับหมวด 1 หมวด 2 ว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เคยบังอาจไปก้าวล่วงพรรคอื่น พรรคภูมิใจไทยก็มีความชัดเจน ที่จะไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นมีขั้นตอน ถ้าเสียงประชามติของประชาชนเป็นอย่างไร เราก็ไม่ค้าน แต่หมวด 1 หมวด 2 ต้องดำรงพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ต้องไม่มีผลกระทบ ตอนนี้มีข่าวเฟคนิวส์ในโซเชียลว่าพรรคภูมิใจไทยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เราไม่ได้เป็นตัวตั้งตัวตี เราพอใจกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่เมื่อมีแคมเปญที่อยากได้รัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน อย่างแท้จริง ไม่ได้มาจากการร่างของ คสช. ก็ฟังว่ามีเหตุผลแต่หมวด 1 หมวด 2 ต้องดำรงอยู่ เมื่อถามว่า มีบางพรรคบอกว่า ไม่ต้องล็อก หมวด 1 หมวด 2 ไว้ ถ้าไม่ล็อกไว้จะทำให้กระทบกระเทือนต่อสถาบันหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า นี่ไงก็ไม่ได้ล็อกไว้ ก็ไม่รู้ จะมีการสอดแทรกหรือไม่ ควรจะพูดให้ชัดเจน เพราะทุกพรรคพูดชัดเจนหมดแล้ว เดี๋ยวจะหาว่าตนไปแทรกแซงพรรคอื่น ขอย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีเรื่องแตะหมวด 1 หมวด 2 และไม่แตะเรื่องพระราชอำนาจ เรื่องความมั่นคง เรื่องของสถาบัน ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ สามารถพูดคุยกันได้ เรื่องนี้ ประกาศมาตั้งแต่ปี 62 ปี 66 และปี 69 และปีต่อๆไปในอนาคต จนกว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่มีอยู่ในสารบบการเมือง

พร้อมลาออก หากพัวพันสีเทา

นายอนุทิน ยังกล่าวกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รายงาน หรือไม่ว่าจะมีการขยายผลเครือข่ายนักการเมืองเชื่อมโยงสแกมเมอร์ หลังมีการจับกุมผู้สมัคร สส. จ.ตาก พรรคประชาชน ว่า ตนบอกแล้วว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม ตนไม่รู้สึกยินดียินร้ายว่าใครจะโดนจับหรือไม่โดนจับ ตนรู้สึกยินดี ที่ประชาชนได้เห็นว่าสแกมเมอร์ สิ่งที่ทำผิดกฎหมาย อาจจะอาชญากรรมข้ามชาติ เว็บพนันเถื่อนถูกจับ ซึ่งตนรู้สึกยินดี เพราะทำให้เห็นว่าหน่วยงานด้านการปราบอาชญากรรมปฏิบัติตามนโยบายของตนอย่างเต็มที่ เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้เรียกร้องให้รับผิดชอบและจัดการคนในรัฐบาล ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา ตอนนี้จะเรียกร้องไปยังผู้บริหารพรรคประชาชนให้ รับผิดชอบบ้างหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ให้ไปดูที่นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ พูดในเวทีดีเบตโทรทัศน์ช่องหนึ่ง เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวทีดีเบต นายจตุพร ได้ตอบคำถามนายณัฐพงษ์ เรียงปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ถามว่าถ้าหลังจากนี้มีคนในพรรคเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทา จะทำอย่างไร โดยนายจตุพร ตอบว่า “ถ้าเป็นผม หัวหน้าพรรคต้องลาออก เพราะเป็นคนที่คัดเลือกเข้ามา”

“สีหศักดิ์ – ศุภจี – เอกนิติ” คนพรรคน้ำเงิน

นายอนุทิน  ให้สัมภาษณ์กรณีที่โพสต์ แนะ นายสุทธิชัย หยุ่น และ นายวีระ ธีรภัทร ที่วิเคราะห์ผ่านรายการหนึ่งว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ต้องแบกพรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน หันไปถามนายสีหศักดิ์ ที่ยืนอยู่ด้านข้างว่า “หนักไหมครับพี่อ้วน แบกพรรคภูมิใจไทย” ก่อนที่นายสีหศักดิ์ จะตอบว่า นโยบายตรงกัน และนโยบายที่วางร่วมกัน กับพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ได้หนักอะไร และคิดว่าสิ่งที่ทำมานั้นมาถูกทาง และได้รับการตอบรับจากประชาชน มีผลงานเป็นรูปธรรม

ย้ำจำเป็นต้องชี้แจงให้ชัด

ด้านนายอนุทิน กล่าวเสริม ว่า ที่ชี้แจงสวนไปในเฟซบุ๊ก เพราะว่ามีการให้ความเห็น ที่ไม่ใช่ความจริง มีการบอกว่า นางศุภจี นายเอกนิติ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย แต่พรรคภูมิใจไทย นำมาเป็นนายแบก นางแบก และบอกลักษณะประมาณว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีปัญญาทำ ซึ่งแน่นอนถ้าเราไม่มีปัญญาทำนู่นทำนี่ เราถึงต้องไปหาคนที่มีปัญญา คนที่ถูกต้อง คนที่มีความรู้ความสามารถมาทำ ส่วนนายสีหศักดิ์ ยิ่งกว่าเป็นสมาชิกพรรคเพราะเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรค ยิ่งกว่าชัดเจน ไม่รู้จะชัดยังไง ตนก็เกรงว่า หากมีการให้ข้อมูลผิดพลาดต่อประชาชน และยิ่งใกล้เลือกตั้งแล้วในฐานะหัวหน้าพรรคก็มีความจำเป็น ชี้แจงแถลงไขให้เกิดความชัดเจน

อนุทินชี้แจงชัดเจน “สีหศักดิ์ – ศุภจี – เอกนิติ” คนภูมิใจไทย

จากกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์, และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในพรรคภูมิใจไทย ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ย้ำถึงความชัดเจนว่าบุคคลทั้งสามคือคนของพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน

นายอนุทินยังกล่าวถึงการทำงานร่วมกันว่า บุคคลเหล่านี้มีความรู้ความสามารถและมีส่วนสำคัญในการผลักดันนโยบายของพรรคให้เป็นรูปธรรม การที่ออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยเฉพาะในช่วงใกล้การเลือกตั้งเช่นนี้ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและสร้างความกระจ่างในบทบาทของแต่ละบุคคลภายในพรรค

ดังนั้น ข้อสงสัยที่ว่า “สีหศักดิ์ – ศุภจี – เอกนิติ” เป็นใคร และมีความเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยอย่างไร จึงได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนจากหัวหน้าพรรคแล้วว่า ทั้งสามท่านคือบุคคลสำคัญที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพรรคภูมิใจไทยไปข้างหน้า

การที่นายอนุทินออกมาให้ความกระจ่างในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทยในการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลครบถ้วนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – “อนุทิน” ย้อน พรรคส้ม ให้ฟังคำพูด“ปลัดตุ๋ม” ย้ำชัด “สีหศักดิ์ – ศุภจี – เอกนิติ” คนพรรคน้ำเงิน

กกต. ยันไม่เปลี่ยนหน่วยเลือกตั้ง คิดมาดีเพื่อประชาชน

กกต. ยืนยัน ไม่เปลี่ยนรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง ย้ำคิดมาดีคำนึงสิทธิประชาชนและกฎหมาย เตือนพรรคการเมืองและผู้สมัคร สส. อย่าหาเสียงผิดกฎหมาย หลังพบการร้องเรียนใส่ร้ายและข่มขู่จำนวนมาก

เมื่อวันที่ 16 มกราคม เวลา 09.30 น. ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีทนายความยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครอง เรื่องรูปแบบหน่วยเลือกตั้งซ้ำซ้อนว่า ได้ทราบข่าวการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว และประชาชนมายื่นเรื่องที่สำนักงานเช่นกัน การจัดหน่วยออกเสียงประชามติของสำนักงานฯ ได้คำนึงถึงหลักกฎหมายและเจตจำนงของประชาชนในการออกเสียง หลักการแรกคือการรักษาเจตจำนงของประชาชนในการลงคะแนนให้เป็นไปตามเสียงของประชาชน หลักการที่สองคือการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน และหลักการที่สามคือการบริหารจัดการให้เกิดความเรียบร้อย ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราคำนึงถึงในการออกแบบหน่วยเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นข้อคิดเห็นที่ยื่นต่อศาลปกครองหรือที่สำนักงานฯ เราได้พิจารณาในทุกรูปแบบแล้ว และเห็นว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดคือการเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม และการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนระหว่างกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพราะเราใช้บังคับกฎหมาย 2 ฉบับพร้อมกัน ทั้งการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติในหน่วยเดียวกัน จึงคิดว่าการออกแบบเช่นนี้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว และขอยืนยันตามนี้

กกต. ยืนยัน ไม่เปลี่ยนรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง ย้ำคิดมาดีคำนึงสิทธิประชาชนและกฎหมาย

นายณรงค์ ยืนยันว่าการออกแบบหน่วยเลือกตั้งได้ผ่านการพิจารณาของสำนักงานฯ และคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบ แต่สุดท้ายเราก็เลือกแบบที่เผยแพร่ คือจัดหน่วยในบริเวณเดียวกัน โดยรับบัตรเลือก สส. ก่อน แล้วจึงไปลงประชามติ ซึ่งคิดว่าจะไม่เกิดความสับสน และเป็นการอำนวยความสะดวก และในกรณีที่มีการเลือก สส. ล่วงหน้าไปแล้ว และมารอทำประชามติอย่างเดียว เราจะมีช่องทางให้ทำประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยแยกไม่ต้องเดินผ่านตรงที่มีการเลือก สส. คิดว่ามีความชัดเจน และป้องกันการสับสน อีกทั้งเราทำแบบจำลองในการเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติแล้ว และจะเริ่มเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบ ทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น เชื่อว่าไม่ได้มีข้อยุ่งยากหรือเกิดความสับสนอะไร

กกต. ย้ำ ไม่เปลี่ยนรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง มั่นใจประชาชนไม่สับสน

สำหรับการหาเสียงเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ กกต. และสำนักงาน กกต. จะต้องดูบริบทของสังคม โดยประธาน กกต. กล่าวว่า มองว่ามีการแข่งขันที่สูงขึ้น ดูจากพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครจำนวนมาก ทาง กกต. ให้นโยบายในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อยากสื่อสารไปยังพรรคการเมืองว่า ในการหาเสียง ขอให้ท่านหาเสียงโดยนโยบาย หรือในเชิงบริหาร และเชิญชวนให้ประชาชนออกมาเลือกพรรคของตัวเอง การหาเสียงที่ผิดกฎหมายไม่เกิดประโยชน์และเกิดโทษกับท่านเอง เช่น การหาเสียงใส่ร้ายและการข่มขู่ ขณะนี้มีคนมาร้องเรียนแล้ว ซึ่ง กกต. กำลังดำเนินการอยู่ นอกจากนี้ กกต. ก็ได้ออกระเบียบ ซึ่งกรรมการและอนุกรรมการก็ได้ประชุมกันในเรื่องนโยบายพรรค ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินและงบประมาณ ซึ่งจะต้องส่งเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบ ในเรื่องประโยชน์และแหล่งที่มาของเงิน โดยภาพรวมก็ยังไม่ได้รับรายงานอะไรที่เป็นประเด็น และอยากให้คงการหาเสียงแบบนี้ไว้

เมื่อถามว่ามีการหาเสียงที่ดุเดือด กกต. จะมีมาตรการป้องกันอย่างไร นายณรงค์ กล่าวว่า ได้ประชุมกับผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั่วประเทศแล้ว โดยให้นโยบายว่าต้องทำงานเชิงรุก กฎหมายให้อำนาจ กกต. ในการสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความสุจริต ซึ่งคงจะต้องดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะเป็นหน้าที่อยู่แล้ว และเบื้องต้นก็ได้มีการตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งมีทุกจังหวัด จังหวัดละ 6-8 คน โดยทำหน้าที่ติดตามข่าวในเรื่องการหาเสียง ว่ามีการหาเสียงที่รุนแรงหรือผิดกฎหมายหรือไม่

นอกจากนั้น นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ยังกล่าวถึงการเลือกตั้ง การออกเสียงประชามติ และการนับคะแนนการออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ว่า คนไทยในต่างประเทศที่ไปใช้สิทธิที่จะถ่ายภาพการนับคะแนนและบรรยากาศการใช้สิทธิได้ เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพ แต่ต้องไม่ไปรบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งไม่ควรที่จะไปถ่ายภาพในลักษณะจ้องถ่ายที่ทำให้เจ้าหน้าที่รู้สึกว่าเหมือนถูกจับผิด นอกจากนี้ยังขอความร่วมมือในการรณรงค์ออกเสียงประชามติ กฎหมายประชามติให้การคุ้มครองเรื่องของการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่การแสดงความคิดเห็นนั้นจะต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ขณะนี้มีบรรยากาศการรณรงค์ที่เหมือนไปกดดันให้บุคคลตอบว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งถ้าเป็นบุคคลสาธารณะประชาชนก็ให้ความสนใจ แต่การจี้หรือไปบังคับให้เขาตอบอย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องพิจารณาว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลนั้นหรือไม่

นายแสวง ยังกล่าวถึงการรวมคะแนน การลงคะแนน และการประกาศผลว่า มีคนตั้งข้อสังเกตว่า กกต. อาจไม่โปร่งใสในช่วงของการลงคะแนน โดยหลักการทำงานของ กกต. มี 4 หลัก คือ 1. ความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ 2. อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน 3. หลักการมีประสิทธิภาพของการมีส่วนร่วม เงินฝากทุกสตางค์ที่มาจ่ายงบประมาณ 4. การมีส่วนร่วม ซึ่งประชาชนอาจไม่เห็นว่าเราทำอะไรแต่เราทำบนหลักนี้ทุกเรื่อง การรายงานผลคะแนนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงให้กับผู้สมัคร จะต้องลงให้ตรงกับที่เราไปประกาศผล นี่คือความโปร่งใสซึ่งจะมีขั้นตอนในการตรวจสอบ ในชั้นหน่วย เขต จังหวัด และ กกต. ว่าทุกคะแนนตรงกับเจตจำนงของประชาชนหรือไม่ ครั้งนี้เราได้ร่วมกับสื่อในการรายงานผล โดยจะรายงานตั้งแต่คะแนนแรกที่ออกมา ทั้ง สส. และประชามติ คาดว่าไม่เกิน 23.00 น. จะทราบผลอย่างไม่เป็นทางการ ยืนยันว่าเราทำงานด้วยความโปร่งใส และหน้าหน่วยก็จะมีการติดรายละเอียดการใช้สิทธิของผู้มีสิทธิในหน่วยนั้น และผลคะแนนที่นับได้ในหน่วยนั้นด้วย พร้อมกับจะมีการส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวเข้ามาที่จังหวัดและลงในระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ผู้สังเกตการณ์และพรรคการเมืองก็สามารถถ่ายรูปเอกสารดังกล่าว และสามารถตรวจสอบของหน่วยเลือกตั้งอื่นทั่วประเทศได้ในระบบคอมพิวเตอร์

กกต. ยืนยันว่าการดำเนินการทุกขั้นตอน คำนึงถึงสิทธิของประชาชนและความโปร่งใสเป็นสำคัญ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

ที่มา – กกต. ยืนยัน ไม่เปลี่ยนรูปแบบหน่วยเลือกตั้ง ย้ำคิดมาดีคำนึงสิทธิประชาชนและกฎหมาย

Scroll to top