การเมืองไทย

จุลพันธ์เชื่อเพื่อไทย คว้า 200 ที่นั่ง สส. ได้!

“จุลพันธ์” ชี้เป้า สส. 200 ที่นั่งท้าทาย แต่เพื่อไทยทำได้ จาก “ศักยภาพพรรค-บุคลากร-นโยบาย” เผย “เยาวภา” เบรก “ยศชนัน”กลับเข้าวงการเมือง

วันที่ 22 ธ.ค.2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการเปิดปากกับภาคภูมิ ถึงการสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 จะหนักที่สุดหรือไม่ว่า เป็นภาวะที่ไม่ปกติของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น หากถามว่ายากกว่าในอดีตหรือไม่ ขอบอกว่าหัวหน้าพรรคในอดีตหลายคนเผชิญกับภาวะที่วิกฤติกว่าตนมาก บางคนเจอการเลือกตั้งที่พ้นจากการปฏิวัติรัฐประหาร บางคนเจอกับสถานการณ์ที่มีเลือดไหลออก มีการยุบพรรคมาใหม่ จำได้ไหมครับ ดังนั้น ยุคตนไม่น่ายากกว่าคนอื่น เพียงแต่อาจเป็นครั้งแรกในรอบ 20 กว่าปี หลังจากการเลือกตั้งครั้งแรกที่เป็นไทยรักไทย ที่มีคุณทักษิณ นำพาพรรคครั้งแรก

ซึ่งครั้งนี้อาจเป็นครั้งแรกที่เราไม่ได้เป็นที่ 1 จากการเลือกตั้ง คนจึงประเมินว่าเราอาจไม่ได้เป็นเต็งหนึ่ง ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจกับประชาชนเดินหน้าสู่การเลือกตั้งต่อไป

เมื่อถามว่าจากไทยรักไทย มาพลังประชาชน และเพื่อไทย ไม่ว่าจะผ่านสถานการณ์อะไร ก็เป็นที่ 1 มาตลอด จนครั้งที่ 2 กลับมาเป็นนายกฯ ด้วยคะแนนเฉียดฉิวมาก จะเป็นศึกหนักของหัวหน้าพรรคหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งไม่เคยง่าย เพราะอยู่ที่มือประชาชน ก็เป็นภาระหน้าที่ของพรรคการเมืองที่จะทำความเข้าใจในการสื่อสาร แต่ตนมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยจะสามารถกลับมาอย่างแข็งแรงมาก

ส่วนที่พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าที่นั่ง สส. 200 คน นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นเป้าที่ท้าทาย ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ก็เป็นไปได้ ขนาดเพื่อไทยซึ่งเคยผ่านการเลือกตั้ง มีแลนด์สไลด์ก็ทำมาแล้ว เราเคยได้ถึง 377 สมัย นายกฯยิ่งลักษณ์มี 247 หรือ 249 สุดท้ายเราผ่านการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ซึ่งเราจะผิดพลาดในหลายประเด็น โดยเฉพาะการบริหารกระแสในช่วงท้าย เราก็ยังมีถึง 141 เสียง เพราะฉะนั้นเราไม่ใช่พรรคเล็ก ตนเชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพของพรรค ด้วยบุคลากรของพรรค รวมถึงนโยบายที่เราจะนำเสนอในครั้งนี้เรายังตั้งเป้า 200 จริงๆ

เมื่อถามว่า แม้จะเพิ่งผ่านเรื่องคลิปเสียง อังเคิล สถานการณ์ไทย-กัมพูชามานั้น “มันก็ผ่านมาทุกอย่างในมิติที่ดำเนินการมา คนเป็นรัฐเราก็ดำเนินการหลายอย่าง มีสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ถูกต้อง มันก็มีเหตุการณ์ที่เราทำแล้วประสบความสำเร็จอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายในอดีต เรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค เรื่องกองทุนหมู่บ้าน ก็ยังอยู่กับประชาชน แน่นอนว่าคนทำงานย่อมมีบาดแผล แต่เราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำมาเป็นประโยชน์กับประชาชน“ นายจุลพันธ์ กล่าว

เมื่อถามว่า เร็วไปไหม 2 ปี 6 เดือน ประเทศไทยมีนายกฯ 3 คนแล้วต้องเลือกตั้งใหม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในสภาฯ คุยกันเล่นๆ ว่า การเป็น สส. ครั้งนี้คุ้มมาก เพราะ สส. 2 ปีเศษ เลือกนายกฯ ไป 5 ครั้ง ไม่เคยมีมาก่อน ก็เป็นโจทย์ที่พวกเราต้องมานั่งคิดว่าคือสาเหตุ พรรคเพื่อไทยผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ เพราะเรามองว่ารัฐธรรมนูญ มีจุดบกพร่องอย่างมาก จุดเริ่มต้นผิด เนื้อหาภายในตั้งโจทย์ไม่ถูกต้อง สุดท้ายกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างความอ่อนแอให้กลไกประชาธิปไตยและพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นก็มีเหตุอันควรให้มีกระบวนการนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สุดท้ายแม้จะไปไม่ถึงฝั่งฝัน

พวกตนบอกตั้งแต่ต้นว่า MOA มันล้มเหลว สุดท้ายมันก็พิสูจน์ว่า พวกตนถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามโค้งสุดท้ายสภาฯ ได้ส่งคำถามที่ 1 ไปยังรัฐบาลคือให้ประชามติว่า ประชาชน อยากจะให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งส่งไปที่ กกต.เรียบร้อย ก็หวังว่าจะได้ลงประชามติ และคงได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนด้วย ในการที่จะเดินหน้ามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เมื่อถามว่าทำไม พรรคเพื่อไทยต้องมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นเพราะผูกพันกับตระกูลวงศ์สวัสดิ์หรือไม่ นายจุลพันธ์ ยืนยัน ไม่เกี่ยวกันต้องพยายามแยกออก เวลาคนรู้จักกันคงไม่ได้เริ่มถามนามสกุลก่อน เราดูคนที่เนื้อ ที่ศักยภาพของเขา ความรู้ความสามารถดีกว่า ที่จะไปดูว่าเป็นใครมาจากไหน เทือกเขาเหล่ากอ มันไม่เคยมีที่ใครจะต้องไปถามลักษณะนั้น

“นายยศชนัน ไม่ใช่คนใหม่ของเพื่อไทย เพราะเคยลงสมัคร สส.เชียงใหม่ มาแล้ว แต่การเลือกตั้งโมฆะ ก็ไปใช้ชีวิตในมุมอื่น เป็นศาสตราจารย์ อยู่ที่ ม.มหิดล ซึ่งจุดนี้พิสูจน์ชัดว่าคงไม่ได้ใช้นามสกุล เพราะมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น มหิดล คงไม่ได้ถามนามสกุลก่อนที่บรรจุเป็นตำแหน่ง อธิการบดี รองคณบดีต่างๆ ตรงนี้เป็นการพิสูจน์ผลงานเอง จนเมื่อปีเศษที่ผ่านมา ก็ได้กลับเข้ามาเพราะมีความรู้เรื่องการนำเทคโนโลยี มาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ก็เข้ามาช่วยงานที่บ้านพิษณุโลกในการให้ข้อแนะนำ ก่อนมาร่วมกับทางพรรคคิดนโยบาย เพราะฉะนั้น นโยบายแพคเกจที่นำเสนอในครั้งนี้ ซึ่งนายยศชนัน รู้มากกว่าตน เพราะอยู่ในกระบวนการตั้งแต่ต้น จนจบ ในเรื่องของนโยบาย

การมาของนายยศชนัน ไม่เกี่ยวว่าจะต้องมีคนตระกูลชินวัตร ตนได้คุยกับนายยศชนัน บอกว่า จริงๆแล้ว นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แม่ของนายยศชนัน เบรกไม่อยากให้เข้าสู่การเมืองอีกครั้ง เพราะอย่างที่เห็นมีสถานการณ์ที่มีอำนาจนอกสภา แทรกแซงองค์กรอิสระที่ดำเนินการอยู่ การอยู่ในการเมืองบางครั้งมีความเสี่ยง แต่พรรคก็ทำเต็มที่เพราะคืออาชีพของเรา เราต้องการทำบ้านเมืองให้มันดีขึ้น” นายจุลพันธ์ กล่าว

พร้อมระบุ สังเกตพรรคภูมิใจไทยตอนนี้ มีการเชิญเป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่ตกลงกันไม่ได้เพราะคนนอกบางทีไม่ได้อยากเข้ามา ถ้าเราต้องการสร้างการเมืองที่มี นิติรัฐ นิติธรรม โปร่งใส ตอบโจทย์ชาวบ้าน เพื่อให้คนที่มีศักยภาพจากด้านนอกเข้ามาทำการเมือง มาพัฒนาประเทศร่วมกับเรา เราต้องปรับโครงสร้างของสังคม โครงสร้างพื้นฐานประชาธิปไตย

จุลพันธ์ มั่นใจ เพื่อไทย ครอง 200 ที่นั่ง สส. ได้

อะไรที่ทำให้จุลพันธ์เชื่อมั่นว่าเพื่อไทยจะได้ 200 ที่นั่ง?

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แสดงความมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถคว้า 200 ที่นั่ง สส. ได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยให้เหตุผลถึงศักยภาพของพรรค ประสบการณ์ที่ผ่านมา และนโยบายที่จะนำเสนอต่อประชาชน

การตั้งเป้า 200 ที่นั่ง สส. ของพรรคเพื่อไทย ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากพรรคสามารถสื่อสารนโยบายและสร้างความเข้าใจกับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถานการณ์การเมืองที่ผ่านมาอาจส่งผลกระทบต่อความนิยมของพรรค แต่ด้วยประสบการณ์และความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทย ทำให้เชื่อมั่นว่าจะสามารถกลับมาได้อย่างแข็งแกร่ง

สรุป

โดยสรุปแล้ว นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของพรรค และตั้งเป้าที่จะนำพาพรรคไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยมีเป้าหมายคือการครอง 200 ที่นั่ง สส. ให้ได้สำเร็จ

ที่มา – “จุลพันธ์” เชื่อเพื่อไทยทำได้ ครอง 200 ที่นั่ง สส. เผย “เยาวภา” เบรก “ยศชนัน” กลับเข้าวงการเมือง

ภูมิใจไทยเปิดตัว! ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์

พรรคภูมิใจไทยเปิดตัว 100 รายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เตรียมจับตาเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ 24 ธันวาคมนี้! ใครจะได้เป็นตัวแทนพรรคลงชิงชัยในการเลือกตั้งครั้งหน้า มาร่วมติดตามข่าวสารไปพร้อมๆ กัน

ภูมิใจไทยเปิด 100 รายชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยได้เปิดเผยรายชื่อผู้แสดงความจำนงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ หรือที่เรียกกันว่าปาร์ตี้ลิสต์ ครบทั้ง 100 รายชื่อ โดยไม่ได้มีการจัดลำดับแต่อย่างใด ซึ่งในรายชื่อนั้นประกอบไปด้วยบุคคลที่มีชื่อเสียง ขุนพลทางการเมือง อดีตรัฐมนตรี และทายาทนักการเมืองที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ดังนี้

  1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
  2. นายกนก วงษ์ตระหง่าน
  3. นายกมล วิภาดาพิสุทธิ์
  4. นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ อดีตนายกเทศมนตรีธัญบุรี
  5. นางกษมา จิรภัคเสถียร
  6. นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน
  7. นายกิติศักดิ์ นาอ่อน
  8. นายเกรียงยศ สุดลาภา
  9. นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์
  10. นายโกวิทย์ นาพิมพ์
  11. นายไกรสร วิศิษฎ์วงศ์
  12. นายขจรศักดิ์ สีทองหลาง
  13. นายขวัญชัย สกุลทอง
  14. นายจักรกฤษณ์ การะเกด
  15. นายจักรวัฒน์ ฐิติพิทยา
  16. นายจำลอง ช่วยรอด
  17. นายจิณณา สืบสายไทย
  18. นางสาวจิณตภา ฐิติพิทยา
  19. นายชลัฐ รัชกิจประการ บุตรชายนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ
  20. นายชูเกียรติ น้ำเงิน
  21. นายเชน หมั่นเขตกิจ
  22. นายเชิง รักหาญ
  23. นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย บุตรชายนายเนวิน ชิดชอบ
  24. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
  25. นางสาวณัฐกฤตา วิบูลย์วุฒิวงศ์
  26. นายณัฐพล จรัสสุริยพงศ์
  27. นางสาวณัฐสุดา เจริญพันธุ์
  28. นางสาวณิชกานต์ สิงห์ขจร
  29. นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล
  30. นายทรงศักดิ์ ทองศรี
  31. นายธนกร วังบุญคงชนะ
  32. นายธนกฤต ชาติอนุลักษณ์
  33. นางสาวธนัชดา ตันจรารักษ์
  34. นายธนิศร์ ศรีประเทศ
  35. นายธรรมรงศักดิ์ รักงาม
  36. นายธานี เกสทอง
  37. นายนภินทร ศรีสรรพางค์
  38. นางสาวนันทนา สงฆ์ประชา
  39. นายนาวิน สังฆมาตร
  40. นายนิกร จำนง
  41. นายบุญเกิด ทรงรัมย์
  42. นายบุญอยู่ รอดพะดี
  43. นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร
  44. นายปารเมศ โพธารากุล
  45. นายปิติ ปิตุเตชะ
  46. นางสาวปิยพร ไพบูลย์
  47. นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์
  48. นายพงศกร อรรณนพพร
  49. นายพนม จันทร์ศรีทอง
  50. นางสาวพัชรนันท์ โกศลสมบัตินนท์
  51. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์
  52. นางพัทธนันท์ สมใจ
  53. นายพิกิฎ ศรีชนะ
  54. นางพิชชารัตน์ เลาหะพงศ์ชนะ
  55. นายพิเชฎฐ์ ชัยศรี
  56. นายพินิจ จันทรสุรินทร์
  57. นายพิบูลย์ รัชกิจประการ
  58. นายพิพัฒน์ชัย ภัครัชตานนท์
  59. นายพีรพร สุวรรณฉวี
  60. นายพีระเพชร ศิริกุล
  61. นางพูนสุข โพธิ์สุ
  62. นายภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์
  63. นายมงคลพัฒน์ สรรณ์ไตรภพ
  64. นายมนตรี สันติลักขณาวงศ์
  65. นายมานพ เกตุเมฆ
  66. นพ.มารุต มัสยวาณิช
  67. นายยุทธพล อังกินันท์
  68. นายยูฮัน บูละ
  69. นายร่มธรรม ขำนุรักษ์
  70. นายรังสิกร ทิมาตฤกะ
  71. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก
  72. นายราเชนทร์ มาลัยวงศ์
  73. นางสาวรินทร์ลิตา อดิษะ
  74. นายวราวุธ ศิลปอาชา
  75. นายวันชนะ แถมยิ้ม
  76. นายวีระยุทธ งามจิตร
  77. นางสาววีราภรณ์ เกียรติชัยพัฒนา
  78. นางสาวศศิธร กิตติธรกุล
  79. นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู
  80. นายศุภชัย ใจสมุทร
  81. นางสาวศุภมาศ อิศรภักดี
  82. นายสมนึก หาห้วยทราย
  83. นายสมฤกษ์ บัวใหญ่
  84. นายสรวิศ ธานีโต
  85. นายสวัสดิ์ อุทัยแสน
  86. นายสวาป เผ่าประทาน
  87. นายสัญญา คงสมบัติ
  88. นางสาวสัตตบุษย์ บุญเรือง
  89. นายสันติ พร้อมพัฒน์
  90. นายสิรภพ ดวงสอดศรี
  91. นายสุพิน บุญเลิศ
  92. นายสุรศักดิ์ เลิศรุจิกุล
  93. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล
  94. นางสุวณา ปิยะพิสุทธิ์
  95. นายอนุชา บูรพชัยศรี
  96. นายอรุณ พรหมคุณ
  97. นายอาทิตย์ ฉัตรชัยพลรัตน์
  98. นายอารี ไกรนรา
  99. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์
  100. นายเอกภพ เพียรวิเศษ

จับตา! ภูมิใจไทยเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ

ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ พรรคภูมิใจไทยนำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค จะจัดการประชุมเพื่อนนำเสนอนโยบายของพรรคในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ที่โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 500 คน นอกจากนี้ สิ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งคือการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยเปิดตัวทั้ง 3 รายชื่อ ซึ่งจะเป็นใครนั้น ต้องติดตามกันต่อไป!

การเปิดตัวรายชื่อผู้สมัคร สส. ปาร์ตี้ลิสต์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยในการสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ด้วยรายชื่อที่ผสมผสานทั้งคนรุ่นใหม่และนักการเมืองมากประสบการณ์ ทำให้พรรคมีความแข็งแกร่งและน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง การภูมิใจไทยเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญของการแข่งขันทางการเมืองที่กำลังจะทวีความเข้มข้นขึ้น

การที่พรรคภูมิใจไทยเปิดตัวรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ครบทั้ง 100 คน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมของพรรคในการเข้าสู่สนามเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ การมีทั้งนักการเมืองมากประสบการณ์และคนรุ่นใหม่ในบัญชีรายชื่อ ทำให้พรรคมีความน่าสนใจและสามารถดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชนได้หลากหลายกลุ่ม

ที่มา – ภูมิใจไทยเปิด 100 รายชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ จับตาเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ 24 ธ.ค.

จาตุรนต์ลาออก ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย

จาตุรนต์ลาออก ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ทุ่มรณรงค์ประชามติ

“จาตุรนต์” ลาออก ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย อ้างพรรคมียุทธศาสตร์อยู่แล้ว ขอทุ่มภารกิจรณรงค์ประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เคยผลักดัน

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 21 ธ.ค. 2568 นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ได้ทำหนังสือถึงหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพื่อขอลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคแล้ว ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า ตลอดช่วงที่ได้รับมอบหมายในตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ได้ทำหน้าที่ด้วยความยินดีและเป็นเกียรติ แต่เมื่อยุทธศาสตร์พรรคและยุทธศาสตร์การเลือกตั้งคืบหน้าไปมากแล้ว ขณะที่การยุบสภาเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน การปรับยุทธศาสตร์ในเวลาจำกัดอาจไม่เป็นผลดี จึงได้ขอลาออกจากตำแหน่งเพื่อให้แกนนำที่ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมานานแล้ว ได้ขับเคลื่อนงานต่อเนื่อง

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนได้มีส่วนร่วมผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาโดยตลอด และเห็นว่านี่เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับประเทศชาติ จึงขอทุ่มเทให้ภารกิจรณรงค์ “ประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” อย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการเลือกตั้ง ทราบว่าทางพรรคกำลังจะตั้งคณะกรรมการรณรงค์ในการออกเสียงประชามติในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งตั้งใจจะไปร่วมงานในส่วนนั้นต่อไป

ในหนังสือลาออกจากตำแหน่งยังระบุว่า การมอบให้ตนมาทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรคเปรียบเสมือน “การเปลี่ยนม้ากลางศึก” อาจไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่พรรคกำหนดไว้แล้ว ซึ่งจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เลือกตั้ง จึงเห็นว่าหากให้แกนนำพรรคที่ทำงานร่วมกันมาใกล้ชิดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาในการกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางของพรรค มาทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์จะเหมาะสมกว่า

สำคัญอีกประการหนึ่ง ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ส่งคำขอไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อให้จัดให้มีการลงประชามติ โดยมีคำถามว่าประชาชนจะเห็นชอบให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งการจัดให้มีการออกเสียงประชามติครั้งนี้คงจะเกิดขึ้นในวันเดียวกันกับการเลือกตั้ง การจัดทำประชามติในครั้งนี้จะผ่านความเห็นชอบของประชาชนหรือไม่เป็นเรื่องที่มีความหมายสำคัญอย่างมากต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า เมื่อตนได้มีส่วนร่วมในการผลักดันและดำเนินการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาโดยตลอด จึงเห็นว่าผมมีความจำเป็นในการมีส่วนร่วมชี้แจงและรณรงค์ให้การจัดทำประชามตินี้ผ่านความเห็นชอบของประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียง ซึ่งเป็นภารกิจหนึ่งที่สำคัญของพรรคนอกจากการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง “อาจจะทำให้ผมมีเวลาในการทำงานให้กับพรรคน้อยลงในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมจึงขอลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยตั้งแต่วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568 นี้เป็นต้นไป”

ท้ายหนังสือมีหมายเหตุว่า เนื่องจากในสัปดาห์นี้พรรคจะมีกิจกรรมสำคัญเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาต่อการสื่อสารและประชาสัมพันธ์งานการเมืองของพรรค ผมจึงยังจะไม่เปิดเผยหรือชี้แจงเรื่องการลาออกจากตำแหน่งฯ ของผมต่อสาธารณชนจนกว่าการจัดกิจกรรมสำคัญของพรรคในสัปดาห์นี้จะผ่านพ้นไปก่อน

ทำไมจาตุรนต์ลาออกจากตำแหน่ง ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย?

การลาออกของนายจาตุรนต์ ฉายแสง จากตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย สร้างความสนใจในวงการการเมืองอย่างมาก สาเหตุหลักมาจากความต้องการที่จะทุ่มเทเวลาและทรัพยากรทั้งหมดให้กับการรณรงค์ประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาผลักดันมาโดยตลอด

นอกจากนี้ นายจาตุรนต์ยังมองว่า การที่พรรคมียุทธศาสตร์ที่วางไว้แล้ว การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งในช่วงเวลาใกล้ยุบสภา อาจไม่เป็นผลดีเท่าที่ควร การลาออกจึงเป็นการเปิดทางให้ทีมงานเดิมที่ทำงานร่วมกันมาอย่างใกล้ชิด สามารถสานต่อยุทธศาสตร์ของพรรคได้อย่างราบรื่น

การตัดสินใจครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนายจาตุรนต์ในการผลักดันประเด็นรัฐธรรมนูญ และความใส่ใจในความเป็นเอกภาพของพรรคเพื่อไทย

โดยสรุปแล้ว การลาออกของ จาตุรนต์ลาออก ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้เขาสามารถโฟกัสกับการรณรงค์ประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อย่างเต็มที่ และเพื่อให้การดำเนินงานของพรรคเพื่อไทยเป็นไปอย่างราบรื่นในช่วงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง การสนับสนุนประชามติครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเขา

ที่มา – “จาตุรนต์” ลาออก ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ขอไปทุ่มเทภารกิจรณรงค์ประชามติ

ปชป. เปิดชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต

“สกลธี” เปิดชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต ย้ำผ่านกระบวนการคัดเลือกถูกต้อง คัดกรองชูทัศนคติและอุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกับแนวทางสุจริต

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะดูแลผู้สมัครลงเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขตเรียบร้อยแล้ว ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนจาก 150 คนเหลือ 33 คน ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ตั้งใจเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้สมัครของพรรค ทุกคนทำได้ดีมาก แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนที่ต้องเสียใจและผิดหวัง เพราะจำนวนคนที่เสนอตัวมีจำนวนมากกว่าจำนวนที่จะส่งลงเลือกตั้งหลายเท่าตัว

ขอเรียนว่าคณะกรรมการสรรหาและกรรมการบริหาร(กก.บห.)พรรค ได้พิจารณาในทุกๆด้าน อย่างดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นประวัติการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน บุคลิกภาพ ทัศนคติและอุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกับแนวทางสุจริต ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของพรรค

นายสกลธีบอกต่อว่า สำหรับคนที่ไม่ได้ไปต่อเชื่อว่าทุกคนมีความตั้งใจและมีคุณค่ามากสำหรับพรรคครับ ตนจะติดต่อดึงคนที่อยากทำงานต่อไปกับพรรคมาช่วยกันทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินต่อไป เพราะการทำงานการเมืองไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นผู้แทนราษฎรเท่านั้น ขอแสดงความยินดีกับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทั้ง 33 คนด้วยนะครับ…เราจะสู้ไปด้วยกันครับ และวันที่ 22 ธ.ค. เวลา 9.00 น. เชิญพบตัวเป็นๆ และประวัติของทุกคน ในการเปิดตัวผู้สมัครอย่างเป็นทางการ

ปชป. เปิดชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต

สำหรับรายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต พรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย

  • เขตเลือกตั้งที่ 1 นายพีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี
  • เขตเลือกตั้งที่ 2 ดร.เจษฎา เลิศธนสาร
  • เขตเลือกตั้งที่ 3 นายอภิมุข ฉันทวานิช
  • เขตเลือกตั้งที่ 4 นายพงศกร ขวัญเมือง
  • เขตเลือกตั้งที่ 5 นายนนธนัตถ์ บุนนาค
  • เขตเลือกตั้งที่ 6 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร
  • เขตเลือกตั้งที่ 7 นายพงศ์พล เตมีย์
  • เขตเลือกตั้งที่ 8 นายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา
  • เขตเลือกตั้งที่ 9 น.ส.วิเวียน จุลมนต์
  • เขตเลือกตั้งที่ 10 ดร.ชัยพร แก้ววาตะ
  • เขตเลือกตั้งที่ 11 น.ส.รมิดา อินทะแพทย์
  • เขตเลือกตั้งที่ 12 นางพิมชนก เก่าเจริญ
  • เขตเลือกตั้งที่ 13 นายภาณุพงศ์ ลักษณวิศิษฐ์
  • เขตเลือกตั้งที่ 14 รอ.ดร.นพ.พิชาญศักดิ์ บุญมาศ
  • เขตเลือกตั้งที่ 15 น.ส.ฐิตยากร พรโรจนากูร
  • เขตเลือกตั้งที่ 16 นายสุนันท์ มีนมณี
  • เขตเลือกตั้งที่ 17 นายฐิติวัชร์ ดีประเสริฐวงศ์
  • เขตเลือกตั้งที่ 18 นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์
  • เขตเลือกตั้งที่ 19 น.ส.กานต์ วนาดรวรวิศาล
  • เขตเลือกตั้งที่ 20 นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง
  • เขตเลือกตั้งที่ 21 ดร.กิตพล เชิดชูกิจกุล
  • เขตเลือกตั้งที่ 22 นายปรินต์ ทองปุสสะ
  • เขตเลือกตั้งที่ 23 น.ส.วีร์ ศรีวราธนบูลย์
  • เขตเลือกตั้งที่ 24 น.ส.มารีญา ฤกษ์ดี
  • เขตเลือกตั้งที่ 25 นายชยิน พึ่งสาย
  • เขตเลือกตั้งที่ 26 นายสาโรจน์ ซึ้งไพศาลกุล
  • เขตเลือกตั้งที่ 27 น.ส.มณฑาทิพย์ ทิพยชนาพัฒน์
  • เขตเลือกตั้งที่ 28 นายพร้อมพล ธรรมจินดา
  • เขตเลือกตั้งที่ 29 น.ส.ศิริขวัญ นิลกรณ์
  • เขตเลือกตั้งที่ 30 นายคณพล พงศ์พิทยา
  • เขตเลือกตั้งที่ 31 พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์
  • เขตเลือกตั้งที่ 32 ดร.วิสวัส ทองธีรภาพ
  • เขตเลือกตั้งที่ 33 นายเจตน์สฤษดิ์ เลิศธนสาร

ทำไมต้องจับตาดูผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ทั้ง 33 เขต?

การประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต ของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การคัดเลือกผู้สมัครที่ผ่านกระบวนการที่เข้มข้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรคในการนำเสนอตัวเลือกที่ดีที่สุดให้กับประชาชน

การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การทำความรู้จักและทำความเข้าใจกับผู้สมัครในแต่ละเขต จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสนใจ เพื่อให้สามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้

ที่มา – ปชป.เปิดชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต ย้ำคัดกรองมาอย่างดี มีอุดมการณ์และสุจริต

เลือกตั้ง 2569: ดร.เชน พร้อมชิงนายกฯ

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการเลือกตั้ง 2569 ที่หลายพรรคการเมืองต่างเตรียมพร้อมเสนอนโยบายและบุคคลากร หนึ่งในนั้นคือพรรคเพื่อไทยที่ได้เปิดตัว “ดร.เชน ยศชนัน” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองไม่น้อย ดร.เชนได้ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง โดยแสดงความมั่นใจว่าจะสามารถนำพานโยบายของพรรคไปสู่การปฏิบัติได้จริง

เลือกตั้ง 2569: ดร.เชน พร้อมชน ไม่กลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ดร.เชน ยศชนัน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวถึงประเด็นที่ถูกเปรียบเทียบกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าไม่ได้รู้สึกกังวลใจ แม้จะมีจุดเริ่มต้นทางการเมืองในวัยใกล้เคียงกัน โดยดร.เชนมองว่าการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่และการมีนโยบายที่ชัดเจน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง 2569 ที่จะเกิดขึ้น

“ผมเปรียบเทียบว่าถ้าเราขึ้นเวทีเวทีหนึ่ง ถ้าเรากลัวเราก็จะประหม่า คือการที่เราไม่ได้เตรียมความพร้อมมา” ดร.เชนกล่าว นอกจากนี้ยังเสริมว่าตนเองมีส่วนร่วมในการช่วยคิดค้นและสร้างนโยบายต่างๆ ของพรรค และมีความเข้าใจในกลไกการทำงานของภาครัฐเป็นอย่างดี ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมได้

ความพร้อมของ ดร.เชน ก่อนลงสนามเลือกตั้ง 2569

ดร.เชน ยศชนัน ยังกล่าวถึงกระแสตอบรับภายหลังการเปิดตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน มีผู้ให้กำลังใจและแนะนำแนวทางต่างๆ มากมาย ซึ่งตนเองพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นและนำไปปรับปรุงพัฒนาต่อไป

ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์กับ สส.กัมพูชา ซึ่งถูกนำมาเชื่อมโยงทางการเมือง ดร.เชนได้ชี้แจงว่า จุดยืนของตนคือการรักษาอธิปไตยของประเทศชาติเป็นสำคัญ และความสัมพันธ์ส่วนตัวของน้องสาวกับ สส.กัมพูชา เป็นเรื่องที่จบลงไปแล้ว จึงไม่ควรนำมาเป็นประเด็นทางการเมือง

“ประเทศไทยเราไม่น่าจะเอาเรื่องส่วนตัวมาเป็นประเด็นทางการเมือง” ดร.เชนกล่าว พร้อมทั้งย้ำว่าการต่อสู้ทางการเมืองควรมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชน และการสร้างสรรค์ประเทศให้ก้าวหน้า

การเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง ถือเป็นสนามการแข่งขันที่สำคัญของทุกพรรคการเมือง การเตรียมพร้อมทั้งในด้านนโยบาย บุคคลากร และการสร้างความเข้าใจกับประชาชน จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ ดร.เชน ยศชนัน จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้หรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป

ดร.เชนถือเป็นอีกหนึ่งนักการเมืองรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง ด้วยโปรไฟล์ที่น่าสนใจ ประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย และวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการพัฒนาประเทศ เชื่อว่าเขาจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง

การตัดสินใจเลือกใครเข้าไปบริหารประเทศนั้นขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของประชาชนแต่ละคน แต่อย่างไรก็ตามการมีข้อมูลที่รอบด้านและการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจะช่วยให้เราสามารถเลือกผู้แทนที่เหมาะสมและสามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : “ดร.เชน” แคนดิตนายกฯ เพื่อไทย ลั่นเตรียมตัวมาพร้อม ไม่กลัวจุดจบแบบ “ลุงทักษิณ”

จับตา “ศักดิ์สิทธิ์” ลูกชาย “เดชอิศม์” ซบกล้าธรรมเพิ่ม

จับตา “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ลูกชาย “เดชอิศม์” ซบพรรคกล้าธรรมเพิ่ม หลังเปิดตัวไปแล้ว 2 คน วานนี้

การเมืองสนามเลือกตั้งสงขลาเริ่มเข้มข้น! หลังจากเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา มีรายงานว่านายวงศ์วชร ขาวทอง และนายบารมี ขาวทอง สองบุตรชายของนายเดชอิศม์ ขาวทอง อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตัดสินใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคกล้าธรรม (กธ.) อย่างเป็นทางการ สร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองไม่น้อย

โดยนายวงศ์วชร ขาวทอง ถูกวางตัวให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.สงขลา เขต 5 แทนที่นายเดชอิศม์ผู้เป็นบิดา ส่วนนายบารมี ขาวทอง จะลงสมัคร สส.สงขลา เขต 6 แทนที่ น.ส.สุภาพร กำเนิดผล อดีต สส.สงขลา เขต 6 จากพรรคประชาธิปัตย์

แต่เรื่องราวไม่ได้จบเพียงเท่านั้น ล่าสุดมีข่าวออกมาว่า บุตรชายคนที่สามของนายเดชอิศม์ คือ นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ก็ตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมด้วยเช่นกัน ทำให้เกิดกระแส จับตา “ศักดิ์สิทธิ์” ลูกชาย “เดชอิศม์” ซบกล้าธรรมเพิ่ม อย่างใกล้ชิด

จับตา “ศักดิ์สิทธิ์” ลูกชาย “เดชอิศม์” ซบกล้าธรรมเพิ่ม

ตามรายงานข่าว แผนการนี้เป็นผลมาจากการหารือระหว่างแกนนำพรรคกล้าธรรมและนายเดชอิศม์ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม โดยมีข้อสรุปเพิ่มเติมว่า นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง อดีต สส.สงขลา เขต 9 จากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ลังเลว่าจะอยู่กับพรรคเดิมต่อไป ได้เปลี่ยนใจย้ายมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะลงสมัครในเขตเลือกตั้งเดิมของตนเอง

ปัจจัยที่ทำให้นายศักดิ์สิทธิ์ตัดสินใจย้ายพรรค

ถึงแม้จะยังไม่มีการเปิดเผยถึงเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้นายศักดิ์สิทธิ์เปลี่ยนใจ แต่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า น่าจะมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน

  • ความไม่แน่นอนภายในพรรคประชาธิปัตย์: หลังจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พรรคประชาธิปัตย์ประสบปัญหาภายในหลายประการ ทำให้สมาชิกหลายคนเริ่มมองหาทางเลือกใหม่
  • โอกาสในการเติบโตทางการเมือง: พรรคกล้าธรรมอาจเสนอนโยบายหรือตำแหน่งที่น่าสนใจให้กับนายศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งทำให้เขามองเห็นโอกาสในการเติบโตทางการเมืองที่มากขึ้น
  • การสนับสนุนจากครอบครัว: การที่พี่น้องทั้งสองคนเข้าร่วมพรรคกล้าธรรมไปก่อนหน้านี้ อาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของนายศักดิ์สิทธิ์

การย้ายพรรคของนายศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในสมรภูมิการเมืองสงขลา และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนกำลัง จับตา “ศักดิ์สิทธิ์” ลูกชาย “เดชอิศม์” ซบกล้าธรรมเพิ่ม เพราะเชื่อว่า การตัดสินใจครั้งนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงทิศทางทางการเมืองของตระกูลขาวทองในอนาคต

ผลกระทบต่อการเมืองสงขลา

การเข้ามาของนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ในพรรคกล้าธรรม ทำให้พรรคมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งขึ้นในจังหวัดสงขลาอย่างแน่นอน ด้วยชื่อเสียงและประสบการณ์ทางการเมืองของตระกูลขาวทอง พรรคกล้าธรรมจะกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับพรรคการเมืองอื่นๆ ในพื้นที่

นอกจากนี้ การที่นายศักดิ์สิทธิ์ลงสมัครในเขตเดิม ยังเป็นการท้าทายโดยตรงต่อผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการแข่งขันที่ดุเดือดมากยิ่งขึ้น และผลการเลือกตั้งในเขตนี้ ก็เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด

โดยรวมแล้ว การ จับตา “ศักดิ์สิทธิ์” ลูกชาย “เดชอิศม์” ซบกล้าธรรมเพิ่ม เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการเมืองสงขลา และการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นสนามรบที่น่าติดตามอย่างยิ่ง ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สิ่งที่แน่นอนคือ การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยความท้าทาย

การตัดสินใจของนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ในการย้ายไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญในเส้นทางอาชีพทางการเมืองของเขา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลดีหรือผลเสียต่ออนาคตของเขาและพรรคกล้าธรรม ก็ต้องติดตามดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – จับตา “ศักดิ์สิทธิ์” ลูกชาย “เดชอิศม์” ซบกล้าธรรมเพิ่ม

อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน

“ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์” อดีต สส.เชียงใหม่ ถอดเสื้อเพื่อไทยทิ้งหันมาสวมเสื้อพรรคประชาชนแทน ลั่นเลือกตั้งรอบนี้หากต้องการเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น ต้องไม่มีทางสายกลาง

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เปิดตัวลงสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อในนามพรรคประชาชนอย่างเป็นทางการ พร้อมแสดงจุดยืนทางการเมืองสุดเข้มข้น ชี้สถานการณ์บ้านเมืองถึงจุดเลวร้ายที่สุดจนถอยหลังไม่ได้อีกแล้ว

นางสาวทัศนีย์กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของประเทศ เพราะปัจจุบันไม่มีทางสายกลางหรือพื้นที่ตรงกลางให้เลือกอีกต่อไป ประชาชนจำเป็นต้องตัดสินใจให้แน่วแน่ว่าจะเลือกอยู่กับที่หรือจะเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น การใช้สิทธิ์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือก สส. แต่คือการเลือกอนาคตและเลือกรัฐบาลที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง รัฐบาลที่จะทำการเปลี่ยนแปลงได้จริงต้องชัดเจนและไม่ประนีประนอมกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

นางสาวทัศนีย์เปิดใจถึงการตัดสินใจทิ้งพรรคเก่าอย่างพรรคเพื่อไทยว่า เกิดขึ้นในวันที่พรรคตัดสินใจข้ามเส้น จุดยืนที่เคยประกาศไว้กับประชาชน เมื่อความเชื่อถือถูกทำลาย ตนจึงตัดสินใจเลือกเส้นทางอุดมการณ์ใหม่กับพรรคก้าวไกล (เดิม) จนมาถึงพรรคประชาชนในปัจจุบัน โดยมั่นใจว่าประชาชนเข้าใจเหตุผลที่ตนต้องย้ายค่ายในครั้งนี้

อดีต สส.เชียงใหม่ ยังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยว่า บริหารประเทศมานานกว่า 2 ปี แต่เรื่องสำคัญอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับไม่มีความคืบหน้า รวมถึงพรรคภูมิใจไทยที่เคยมีข้อตกลงร่วมกัน (MOA) ก็ยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ ยอมรับว่าที่ผ่านมาพรรคประชาชนอาจมีข้อผิดพลาดในการบริหารจัดการบ้าง แต่บทเรียนนั้นทำให้ตระหนักว่าไม่สามารถพึ่งพาปัจจัยอื่นได้นอกจากเสียงประชาชน จึงขอให้การเลือกตั้งครั้งหน้าประชาชนช่วยกันเลือกพรรคประชาชนเพียงพรรคเดียว เพื่อเข้าไปทำภารกิจแก้รัฐธรรมนูญและสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ให้สำเร็จ

“หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะไม่มีพื้นที่สีเทาในการบริหารประเทศ ทุกอย่างต้องโปร่งใส ชัดเจน และยืนอยู่ข้างประชาชนเป็นสำคัญ” นางสาวทัศนีย์ กล่าวทิ้งท้าย

อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน

การตัดสินใจครั้งสำคัญของนางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เชียงใหม่ ที่ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่ขออยู่ภายใต้ชายคาพรรคเพื่อไทยอีกต่อไป สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองอย่างมาก เพราะการย้ายพรรคครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนสีเสื้อ แต่เป็นการประกาศจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

เหตุผลที่ อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน

นางสาวทัศนีย์ ให้เหตุผลว่า การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจข้ามเส้นและผิดคำสัญญากับประชาชน เป็นสิ่งที่เธอรับไม่ได้ ทำให้เธอตัดสินใจเดินหน้าตามอุดมการณ์ของตนเอง โดยเลือกที่จะเข้าร่วมกับพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่เธอมองว่าจะสามารถผลักดันนโยบายที่ตั้งใจไว้ได้จริง

การย้ายพรรคของนางสาวทัศนีย์ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน เพราะเมื่อความเชื่อใจถูกทำลาย ความศรัทธาในตัวนักการเมืองก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้นักการเมืองหลายคนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินของตนเอง

การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล

นอกจากเหตุผลเรื่องอุดมการณ์แล้ว นางสาวทัศนีย์ยังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร รวมถึงการที่พรรคภูมิใจไทยไม่สามารถผลักดันข้อตกลงร่วมกันให้เป็นรูปธรรมได้

บทสรุปและมุมมองต่ออนาคต

การประกาศตัวของนางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ในฐานะผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นการแข่งขันที่เข้มข้นและดุเดือดอย่างแน่นอน เพราะแต่ละพรรคต่างก็พยายามที่จะนำเสนอนโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหาประเทศที่แตกต่างกัน เพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน

นางสาวทัศนีย์กล่าวทิ้งท้ายว่า หากพรรคประชาชนได้รับโอกาสในการบริหารประเทศ จะมุ่งเน้นการทำงานที่โปร่งใส ชัดเจน และยึดมั่นในผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยจะไม่มีพื้นที่สีเทาในการบริหารประเทศอย่างแน่นอน

สิ่งที่น่าสนใจคือ การตัดสินใจของอดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ที่ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้น และเป็นเครื่องเตือนใจให้นักการเมืองทุกคน ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน รวมถึงการบริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน บอกรับไม่ได้ผิดสัญญากับประชาชน

“เสธ.เปีย” ชิง สส.กาญจนบุรี พรรคพลังประชารัฐ

“เสธ.เปีย” นำทีมสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ชิงเก้าอี้ สส. 5 เขต กาญจนบุรี รับแข่งขันสูง แต่สู้เต็มที่

การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ จังหวัดกาญจนบุรี ถือเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะการลงชิงชัยเก้าอี้ สส. ของ “เสธ.เปีย” พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ อดีต สส.จากพรรคเพื่อไทย ที่วันนี้ได้นำทีมเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในทั้ง 5 เขตของจังหวัดกาญจนบุรี

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ หรือ เสธ.เปีย อดีต สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมว่าที่ผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี ทั้ง 5 เขต เปิดตัวลงสมัครในนามพรรคพลังประชารัฐอย่างเป็นทางการ สร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองในพื้นที่

พล.อ.สมชาย กล่าวถึงภาพรวมการแข่งขันในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ว่า เขต 1 มีการแข่งขันสูง ทุกพรรคต่างมีความหวังที่จะได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพี่น้องประชาชนเอง ซึ่งทีมงานจะลงพื้นที่ทำงานอย่างหนัก และทำให้ดีที่สุด ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐเอง ก็กำลังเร่งขับเคลื่อนการทำงานของผู้สมัคร โดยจะคัดเลือกผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถ และสามารถทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

เมื่อถูกถามถึงแนวทางการต่อสู้กับกระแสความนิยมของคนรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรงในพื้นที่ พล.อ.สมชาย กล่าวว่า แม้ว่าสังคมโดยทั่วไปจะมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ตนเองมองว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การบริหารงานและการพัฒนาประเทศยังคงต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ของคนรุ่นเก่า และความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่าอาจได้เปรียบในเรื่องของประสบการณ์ที่สั่งสมมา แต่คนรุ่นใหม่ก็มีความกระตือรือร้น และมีความเข้าใจในเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้สามารถนำมาผนวกเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่สังคมได้

นอกจากนี้ พล.อ.สมชาย ยังกล่าวถึงกระแสความนิยมของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่กำลังมาแรงและเป็นพรรคที่มีขนาดใหญ่ขึ้นว่า ตนเองไม่ได้รู้สึกกังวลแต่อย่างใด เพราะเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองต่างก็มีนโยบายและแผนงานที่เป็นของตนเอง และท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใดให้เข้ามาบริหารประเทศ

เมื่อถามถึงความมั่นใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ พล.อ.สมชาย กล่าวว่า ตนเองตั้งความหวังไว้สูงสุด และจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน แม้ว่าการแข่งขันจะค่อนข้างสูง แต่ก็เชื่อว่าด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริง จะสามารถเอาชนะใจประชาชนได้

สำหรับรายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี ทั้ง 5 เขต ประกอบด้วย พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ ชิง สส.กาญจนบุรี เขต 1, นายจิตรกร ว่องประเสริฐ เขต 2, นายเดชาธร ชมเพ็ชร เขต 3, นายเผ่าพันธุ์ ดอกมะลิป่า เขต 4, นายวันชัย สินประเสริฐ เขต 5

“เสธ.เปีย” ชิง สส.กาญจนบุรี พรรคพลังประชารัฐ

ใครคือ “เสธ.เปีย” ผู้ท้าชิง สส.กาญจนบุรี?

พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสธ.เปีย” ถือเป็นนักการเมืองมากประสบการณ์ในจังหวัดกาญจนบุรี เคยดำรงตำแหน่ง สส. ในนามพรรคเพื่อไทยมาแล้ว ก่อนที่จะตัดสินใจย้ายมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยประสบการณ์และความเข้าใจในพื้นที่เป็นอย่างดี ทำให้ “เสธ.เปีย” เป็นผู้สมัครที่น่าจับตามองในการชิง สส.กาญจนบุรี

การตัดสินใจของ “เสธ.เปีย” ในการย้ายพรรคครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในจังหวัดกาญจนบุรี และบ่งบอกถึงการแข่งขันที่ดุเดือดในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ พรรคพลังประชารัฐหวังเป็นอย่างยิ่งว่า “เสธ.เปีย” และทีมงาน จะสามารถนำพาความสำเร็จมาสู่พรรค และเป็นตัวแทนของประชาชนชาวกาญจนบุรีได้อย่างแท้จริง

การชิง สส.กาญจนบุรี ในครั้งนี้จึงเป็นการแข่งขันที่น่าติดตามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการขับเคี่ยวกันระหว่างผู้สมัครจากพรรคต่างๆ และการตัดสินใจของประชาชนที่จะเป็นผู้ตัดสินว่าใครจะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของพวกเขาในสภาผู้แทนราษฎร

ที่มา – “เสธ.เปีย” นำทีมสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ชิงเก้าอี้ สส. 5 เขต กาญจนบุรี

คุณากร ซบกล้าธรรม! อดีต สส.ส้ม นนทบุรี เปิดตัวแล้ว

กล้าธรรมเปิดตัว “คุณากร” อดีต สส.ส้ม นนทบุรี ลงสมัครบ้านเกิด กทม. “ไผ่ ลิกค์-อนุดิษฐ์” ผงาดคุมเมืองหลวง ลั่นส่งครบทุกเขต หวังปักธง

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 17 ธ.ค. 2568 ที่พรรคกล้าธรรม (กธ.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค พร้อมด้วย นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรค เปิดตัวนายคุณากร มั่นนทีรัย อดีต สส.นนทบุรี เขต 6 พรรคประชาชน (ปชน.) ลงสมัคร สส.กทม.เขต 8 ในนามพรรคกล้าธรรม พร้อมกับ ผู้สมัคร สส.กทม. ประกอบด้วย นายณรงค์ชัย เมืองครอง น.ส.ปวริศา คุณาวรนนท์ นายศุข ศักดิ์รงค์เดช นายณัฐดัย หลำแสงกุล นายเสฐียรพงษ์ สำแดงสุข นายเตชสิทธิ์ ดนตรีรักษ์ นายนรุตม์ชัย บุนนาค

นายไผ่ ลิกค์ กล่าวว่า ตนได้รับความไว้วางใจให้ดูแลการเลือกตั้งพื้นที่ กทม.ร่วมกับ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม โดยพรรคได้คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมทำงาน รวมถึงนายคุณากร ซึ่งถือเป็นคนรุ่นใหม่ มีประสบการณ์ทางการเมือง มีแนวทางการทำงานเดียวกันจริงๆ แล้วยังมีผู้สมัคร สส.กทม.อีกหลายคน ที่เป็นคนรุ่นใหม่ มาทำงานในภาค กทม. และเท่าที่ได้พูดคุย ตนรับประกันว่า ถ้าเปิดตัวมาว้าวแน่นอน เร็วๆ นี้จะเปิดตัว ซึ่งพรรคส่งทุกเขต

ด้านนายคุณากร กล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินใจย้ายมาพรรคกล้าธรรมว่า พรรคกล้าธรรม ไม่ได้แค่คิด แต่ลงมือทำเลย ฉะนั้น สิ่งที่อยากทำให้ประชาชนตนก็อยากทำเลย อยากให้ประชาชนไว้วางใจว่าพรรคกล้าธรรม ช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงใจ และทำมาดี จึงเป็นแนวคิดที่ทำให้ตนตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรค กล้าธรรม ซึ่งมีอุดมการณ์เดียวกันคือ คิดแล้วทำเลย

เปิดตัว “คุณากร” อดีต สส.ส้ม นนทบุรี ซบกล้าธรรม เผยอุดมการณ์เดียวกัน “คิดแล้วทำเลย”

การเปิดตัวนายคุณากร มั่นนทีรัย อดีต สส.ส้ม นนทบุรี ในครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมทัพที่สำคัญของพรรคกล้าธรรมในการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่พรรคตั้งเป้าหมายที่จะส่งผู้สมัครให้ครบทุกเขต

ทำไม “คุณากร” ถึงเลือกพรรคกล้าธรรม?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นายคุณากรตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม คืออุดมการณ์ที่ตรงกันในเรื่องของการ “คิดแล้วทำเลย” ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการทำงานที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การที่พรรคกล้าธรรมมีทีมงานที่แข็งแกร่งและมีประสบการณ์ทางการเมือง ก็เป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจที่สำคัญ ทำให้นายคุณากรเชื่อมั่นว่า พรรคกล้าธรรมจะเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เขาได้ใช้ความรู้ความสามารถในการทำงานเพื่อประชาชนได้อย่างเต็มที่

การย้ายเข้าสังกัดพรรคกล้าธรรมของ “คุณากร” ไม่เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของตัวเขาเอง แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานครและนนทบุรีอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคส้มเดิม ที่อาจหันมาให้ความสนใจกับพรรคกล้าธรรมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งหน้ายังคงเป็นสนามแข่งขันที่เปิดกว้าง และทุกพรรคการเมืองจะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อ завоевать ใจประชาชน การเข้ามาของคุณากรจะช่วยให้พรรคกล้าธรรมเข้าถึงประชาชนในพื้นที่นนทบุรีได้มากขึ้นหรือไม่ และการ “คิดแล้วทำเลย” จะเป็นนโยบายที่โดนใจคนกรุงเทพฯ หรือไม่ คงต้องติดตามดูกันต่อไป

การเปิดตัว “คุณากร” อดีต สส.ส้ม นนทบุรี ที่ซบพรรคกล้าธรรม และประกาศอุดมการณ์ “คิดแล้วทำเลย” เป็นสัญญาณที่น่าสนใจถึงการเปลี่ยนแปลงในวงการการเมืองไทย การตัดสินใจของเขาจะส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไร และพรรคกล้าธรรมจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – เปิดตัว “คุณากร” อดีต สส.ส้ม นนทบุรี ซบกล้าธรรม เผยอุดมการณ์เดียวกัน “คิดแล้วทำเลย”

Scroll to top