การเมืองไทย

อนุทินดัน “สีหศักดิ์” นั่งแคนดิเดตนายกฯ จริงหรือ?

จากกรณีที่สื่อมวลชนได้สอบถามถึงความเป็นไปได้ที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว จะได้รับการทาบทามให้ดำรงตำแหน่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ต้องออกมาแสดงท่าทีต่อเรื่องนี้ โดยการจับมือนายสีหศักดิ์ชูขึ้น ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน ประเด็นนี้จึงกลายเป็นที่จับตาว่า นายสีหศักดิ์ จะมีโอกาสเป็น “สีหศักดิ์” นั่งแคนดิเดตนายกฯ จริงหรือไม่

ในช่วงแรก นายสีหศักดิ์ได้กล่าวถึงการเดินทางมายังพรรคภูมิใจไทยว่า เป็นการมาถ่ายรูปเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลงสมัคร สส. ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบเขต นอกจากนี้ ยังระบุว่า พรรคมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว 2 คน และตนเองไม่ได้เป็นคนที่ 3 อย่างที่สื่อได้สอบถาม

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่จะเป็นแผนสำรอง หากมีผู้ถอนตัว นายสีหศักดิ์ตอบว่า ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น และผู้ที่พรรคมีอยู่แล้วก็มีความเหมาะสมดีอยู่แล้ว พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ถูกทาบทามให้ลงสมัคร สส. หรือเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด

เมื่อถามถึงความสนใจในเส้นทางการเมือง นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ไม่ได้สนใจ แต่ต้องการทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้ดีที่สุด ส่วนโอกาสที่จะได้ดำรงตำแหน่งเดิมหากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลนั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม

ถึงแม้จะไม่สนใจงานด้านการเมืองโดยตรง แต่นายสีหศักดิ์ก็ยอมรับว่า ปัจจุบันได้เข้ามาช่วยเหลือรัฐบาลในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นงานที่ถนัด แต่การเมืองจริงๆ อาจจะไม่ถนัดเท่าไหร่นัก

ขณะที่นายสีหศักดิ์กำลังให้สัมภาษณ์อยู่นั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เดินทางมาถึงพรรคภูมิใจไทย เพื่อเข้าร่วมประชุมว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ผู้สื่อข่าวจึงได้สอบถามถึงความเป็นไปได้ในการทาบทามนายสีหศักดิ์เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค นายอนุทินไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง แต่ได้จับมือนายสีหศักดิ์ชูขึ้น ก่อนจะจูงมือเข้าไปในพรรค พร้อมกล่าวว่า จะขึ้นไปคุยงานข้างบน

เพื่อคลายความสงสัย ผู้สื่อข่าวได้ถามย้ำว่า นายสีหศักดิ์เป็นแผนสำรองตามที่นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวไว้หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า นายสีหศักดิ์สามารถเป็นสำรองของใครก็ได้ พร้อมยืนยันว่า พรรคไม่มีแผนสำรอง มีแต่แผนหลักเท่านั้น

อนุทินดัน “สีหศักดิ์” นั่งแคนดิเดตนายกฯ จริงหรือ?

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวยังคงพยายามสอบถามถึงโอกาสที่นายสีหศักดิ์จะได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่นายอนุทินไม่ได้ให้คำตอบ เพียงแต่ยิ้มให้กับสื่อมวลชนและเดินขึ้นไปยังชั้นบนของที่ทำการพรรคทันที

### ความเป็นไปได้ที่ “สีหศักดิ์” นั่งแคนดิเดตนายกฯ

ถึงแม้ว่านายอนุทินจะไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน แต่การกระทำของเขา ทั้งการจับมือนายสีหศักดิ์ชูขึ้น และการกล่าวว่าไม่มีแผนสำรอง มีแต่แผนหลัก ก็อาจตีความได้ว่า พรรคภูมิใจไทยกำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการเสนอชื่อนายสีหศักดิ์เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ทั้งความเหมาะสมของตัวบุคคล สถานการณ์ทางการเมือง และการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารพรรค

การแสดงออกของนายอนุทินในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่เขามีต่อนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ถึงแม้ว่านายสีหศักดิ์จะไม่ได้แสดงความสนใจในงานการเมืองโดยตรง แต่ด้วยประสบการณ์และความสามารถในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่น่าจับตามองในแวดวงการเมือง

การที่นายอนุทินแสดงท่าทีสนับสนุน “สีหศักดิ์” นั่งแคนดิเดตนายกฯ นี้ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความต้องการที่จะขยายฐานเสียง และดึงดูดผู้สนับสนุนจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่อาจมองว่านายสีหศักดิ์เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และมีความเข้าใจในประเด็นปัญหาระดับนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจที่จะเสนอชื่อนายสีหศักดิ์เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทย

การที่พรรคภูมิใจไทยมีตัวเลือกที่หลากหลายเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในการแข่งขันทางการเมือง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคภูมิใจไทยสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอ การจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงทิศทางและแนวโน้มทางการเมืองได้ดียิ่งขึ้น

การที่อนุทินชูมือ “สีหศักดิ์” หลังถูกถามเรื่อง “สีหศักดิ์” นั่งแคนดิเดตนายกฯ นั้น เป็นเพียงแค่การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ หรือเป็นสัญญาณที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง? เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้

ที่มา – “อนุทิน” ชูมือ “สีหศักดิ์”หลังสื่อถามทาบทามนั่งแคนดิเดตนายกฯ

“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย

การตัดสินใจครั้งสำคัญของนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่ประกาศ“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย สร้างความฮือฮาในวงการการเมือง เธอให้เหตุผลว่าการทำหน้าที่รัฐมนตรีตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้เธอรู้สึกมีพลังและต้องการที่จะลงชิงตำแหน่งผู้แทนประชาชนอย่างเต็มตัว

“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการตัดสินใจลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีนั้นมีผู้สมัครเต็มจำนวนแล้ว การขยับมาลงในระบบบัญชีรายชื่อจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้

สิ่งที่น่าสนใจคือความรู้สึกของนางสาวซาบีดาต่อการก้าวเข้าสู่บทบาทสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มตัว เธอกล่าวว่า “จากการที่ได้ทำงานเพื่อประชาชนเกือบ 1 ปี มีพลังในการที่จะเป็นตัวแทนของประชาชน และคิดว่าน่าจะไปต่อได้” คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อส่วนรวม

แรงสนับสนุนและคำแนะนำจากคุณพ่อ ชาดา ไทยเศรษฐ์

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ย่อมหนีไม่พ้นที่จะกล่าวถึงคุณพ่อของเธอ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี ผู้มากประสบการณ์ในเวทีการเมือง เมื่อถูกถามถึงคำแนะนำที่คุณพ่อมอบให้ นางสาวซาบีดาตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “เรียนตามตรงว่าพ่อไม่ได้บอกอะไร บอกเพียงว่าต้องมีผลงาน” คำพูดสั้นๆ แต่มีความหมายนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เธอตั้งใจทำงานและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์

สิ่งที่นางสาวซาบีดาได้สั่งสมมาตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จะเป็นแรงผลักดันให้เธอประสบความสำเร็จในการเป็นผู้แทนราษฎรหรือไม่ เธอกล่าวว่า “เป็นความตั้งใจมากกว่า ส่วนผลตอบรับจะเป็นอย่างไรอยู่ที่ประชาชน ต้องทำให้ดีที่สุดในทุกๆ วัน” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างเต็มความสามารถ

การตัดสินใจของ“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทยในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางการเมืองของเธอ การได้รับโอกาสในการทำงานเพื่อประชาชนตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้เธอมีความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น และพร้อมที่จะนำประสบการณ์เหล่านั้นมาใช้ในการทำงานในฐานะผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ตาม การลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อย่อมมีความท้าทาย เนื่องจากต้องอาศัยคะแนนเสียงจากทั่วประเทศ การสร้างความน่าเชื่อถือและการทำให้ประชาชนเห็นถึงความตั้งใจจริงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การทำงานร่วมกับสมาชิกพรรคคนอื่นๆ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการร่วมมือกันจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การที่“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในศักยภาพของตนเองและความเชื่อมั่นในพรรคภูมิใจไทย การตัดสินใจครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการเมืองที่ยาวไกล และอาจนำพาเธอไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นในอนาคตก็เป็นได้

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ถือเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง ด้วยความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ และความมุ่งมั่นตั้งใจ เธออาจเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่เธอได้รับแรงสนับสนุนจากคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณพ่อ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ซึ่งเป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง การมีที่ปรึกษาที่ดีเช่นนี้ จะช่วยให้เธอสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ ไปได้อย่างราบรื่น

การที่“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าในวงการการเมืองไทย การมีนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีความสามารถและมุ่งมั่นตั้งใจ จะช่วยสร้างความหวังและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ดังนั้น การตัดสินใจของนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าติดตามและให้กำลังใจอย่างยิ่ง หวังว่าเธอจะสามารถทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรได้อย่างเต็มความสามารถและสร้างประโยชน์สุขให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย​ ทำหน้าที่รัฐมนตรี 1 ปี รู้สึกมีพลังลงชิงผู้แทนประชาชน

ปชช. วุ่น! อดีต สส. ลา แฉพรรคพวกมากลากไป

พรรคประชาชนวุ่นหนัก อดีต สส. ตัดใจลา ก่อนแฉพวกมากลากไป ไม่สนใจคนทำงาน

สถานการณ์ภายในพรรคประชาชนวุ่นหนัก หลัง “บ้านใหญ่” แห่ซบและแย่งชิงพื้นที่ ส.ส. แต่กลับเกิดปัญหาภายใน โดยเฉพาะที่ปราจีนบุรี เมื่ออดีตผู้สมัครออกมาแฉยับถึงการตั้งกลุ่มแบ่งมุ้งและพฤติกรรมพวกมากลากไปที่ไม่สนใจคนทำงาน

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าในการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตของพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งพบว่ามีกลุ่ม “บ้านใหญ่” จากตระกูลการเมืองชื่อดังหลายรายตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับปั่นป่วนเมื่อเกิดความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรงในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะในการคัดเลือกตัวแทนผู้ประสงค์ลงสมัคร ส.ส.

มีบุคคลจากตระกูลดังที่น่าสนใจหลายรายที่เข้ามาจองพื้นที่ ได้แก่ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ (อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม) จองพื้นที่นครราชสีมา เขต 7, นางสาวนัฏฐิกา โล่ห์วีระ จองพื้นที่ชัยภูมิ เขต 1 และนายธนวัช ภูเก้าล้วน จองพื้นที่กระบี่ เขต 1

ถึงกระนั้น พรรคยังมีงานหนักที่ต้องสะสางในอีก 5 เขตเลือกตั้งที่ยังไม่สามารถหาตัวผู้สมัครได้ ได้แก่ ขอนแก่น เขต 7, ชัยนาท เขต 2, ปราจีนบุรี เขต 1, อุดรธานี เขต 6 และที่สำคัญที่สุดคือ พะเยา เขต 1 ซึ่งเป็นฐานที่มั่นที่แข็งแกร่งของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่พรรคยังไม่สามารถหาผู้สมัครที่แข็งแกร่งพอที่จะลงแข่งได้

ปราจีนบุรีระอุ อดีตผู้สมัครลาออกแฉ พรรคประชาชนวุ่น

ในส่วนของพื้นที่ปราจีนบุรี ส่อแววความขัดแย้งรุนแรงขึ้นเมื่อนายไพทูรย์ นาคหิรัญ อดีตผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 ปราจีนบุรี (สมัยพรรคก้าวไกล) ได้โพสต์ประกาศยุติบทบาทกับ “พรรคประชาชน” พร้อมเปิดโปงเบื้องลึกเบื้องหลังที่ทำให้พรรคเสียหายอย่างมาก โดยแฉว่ามีผู้ประสานงานภาคล่อลวงให้ลงสมัครพร้อมชักชวนร่วมลงทุนธุรกิจสุรา (หุ้นลม) แต่เมื่อเกิดปัญหาและเป็นข่าวในช่วงเลือกตั้งซ่อมระยอง กลุ่มหุ้นส่วนกลับเงียบหาย ทิ้งหนี้สินและความเสียหายจากโรงงานให้ตนเองรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

นายไพทูรย์ยืนยันว่าตนพยายามช่วยเหลือ “ส.ส.แจ้” (วุฒิพงศ์ ทองเหลา) ในการตรวจสอบการเรียกรับผลประโยชน์จากโรงงานและการตั้งมุ้งของ NGO/นักเคลื่อนไหวนอกพื้นที่ แต่กลับถูกกลุ่มอำนาจในพรรคใช้พวกมากลากไปและโจมตีด้วยหลักฐานเท็จ พร้อมแฉว่าคนของพรรคทั้งในจังหวัดและภาคตะวันออกพยายามตั้งมุ้งเพื่อเลือกคนของตัวเองขึ้นมา โดยไม่ให้ความสำคัญกับสมาชิกที่ทำงานอย่างแท้จริง จนที่สุดต้องตัดสินใจลาออกพร้อมสมาชิกส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว

นายไพทูรย์กล่าวเพิ่มเติมว่านโยบายของพรรคดีทุกอย่าง แต่คนในพรรคบางกลุ่มอาจเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน พยายามตั้งมุ้งเพื่อเลือกคนของตัวเอง และต้องขอโทษประชาชนกว่า 3.1 หมื่นคะแนนที่มอบความไว้วางใจให้

สรุปได้ว่า ปัญหาภายในพรรคประชาชนวุ่น หนักครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการภายในพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพรรคต้องเผชิญกับการเข้ามาของกลุ่มการเมือง “บ้านใหญ่” ซึ่งอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างอำนาจและการจัดสรรผลประโยชน์ภายในพรรค การลาออกของอดีตผู้สมัคร ส.ส. และการออกมาแฉเบื้องหลัง อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของพรรคในสายตาของประชาชน

การที่พรรคไม่สามารถหาผู้สมัครในบางเขตได้ สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากในการดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความพร้อมที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พรรคมีฐานเสียงไม่แข็งแกร่งนัก พรรคจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกและผู้สนับสนุน และเพื่อเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ดังนั้น พรรคประชาชนวุ่น เรื่องนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่พรรคต้องนำไปปรับปรุงแก้ไขการทำงานภายใน เพื่อให้พรรคสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ หวังว่าพรรคจะรับฟังเสียงสะท้อนจากสมาชิกและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

ที่มา – พรรคประชาชนวุ่นหนัก อดีต สส. ตัดใจลา ก่อนแฉพวกมากลากไป ไม่สนใจคนทำงาน

วันนอร์-ทวี จัดทัพ! สู้ศึกเลือกตั้ง “พรรคหลัก”

“พรรคประชาชาติ” ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค สู้ศึกเลือกตั้ง 69 ประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก”ในระบอบนิติบัญญัติ โว “วันนอร์” ทำหน้าที่สมเกียรติ 2 สมัย

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก สำนักงานใหญ่พรรคประชาชาติว่า เมื่อเวลา 16.00 น.ที่ผ่านมา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร แกนนำพรรคประชาชาติ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ พร้อมพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ, นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการและอดีต สส. ยะลา พร้อม อดีต สส. ของพรรคประชาชาติ และคณะกรรมการบริหารพรรค ประชุมร่วมกัน ในวาระต่างๆ เช่น ประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. เพื่อหารือสถานการณ์ทางการเมืองและเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้กล่าวขอบคุณ อดีต สส., คณะกรรมการบริหารพรรค และบุคลากรของพรรคที่ทำให้ประชาชนทุกคนรู้ว่า พรรคประชาชาติยังอยู่

ขณะที่ พันตำรวจเอก ทวี กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรวมพลังในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านทางการเมือง โดยระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชาติ พร้อมประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก” ของประเทศ ซึ่งคำว่าพรรคหลัก ไม่ได้วัดกันที่จำนวนตัวเลขของผู้แทน ที่มีจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการทำหน้าที่เป็น “หลัก” ในสถาบันนิติบัญญัติตลอด 2 สมัยที่ผ่านมา

“ในระบอบนิติบัญญัติ พรรคประชาชาติ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สส. ของพรรคทุกคน ได้ทำหน้าที่เป็นหลักให้กับฝ่ายนิติบัญญัติอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอาจารย์วันนอร์ ที่ทำหน้าที่ประธานสภาฯ อย่างสมเกียรติ” พันตำรวจเอก ทวี กล่าว

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้หารือถึงการปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริหารพรรค มีความจำเป็นต้องคัดเลือกและแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ เพื่อให้การบริหารงานพรรคเป็นไปอย่างต่อเนื่องและถูกกฎหมาย เตรียมพร้อมขับเคลื่อนพรรคสู่สนามเลือกตั้งอย่างเต็มภาคภูมิ ภายใต้อุดมการณ์ “เติบโตด้วยศรัทธา ยั่งยืนเพื่อประชาชน”

พันตำรวจเอก ทวี ยังได้กล่าวปลุกพลังสมาชิกพรรคให้ร่วมกันสร้างพรรคประชาชาติให้เป็น “สถาบันทางการเมือง” ที่ยั่งยืน ข้ามพ้นวัฏจักรเดิมๆ ของการเมืองไทย

พรรคประชาชาติประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

พรรคประชาชาติภายใต้การนำของ วันนอร์ มะทา และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง กำลังเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง ด้วยการประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก” ในระบอบนิติบัญญัติ พวกเขาเน้นย้ำว่า ความเป็น “พรรคหลัก” ไม่ได้อยู่ที่จำนวน ส.ส. เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำหน้าที่อย่างมีคุณภาพและเป็นที่พึ่งของประชาชน

อะไรคือความหมายของการเป็น “พรรคหลัก” ในมุมมองของพรรคประชาชาติ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ได้อธิบายว่า การเป็น “พรรคหลัก” หมายถึงการทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพในสถาบันนิติบัญญัติ การเป็นปากเสียงให้กับประชาชน และการเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม พรรคประชาชาติเชื่อมั่นว่า พวกเขามีประสบการณ์และความพร้อมที่จะทำหน้าที่นี้ได้อย่างดีที่สุด

การปรับโครงสร้างภายในพรรคก็เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง โดยพรรคประชาชาติกำลังคัดเลือกและแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

พรรคประชาชาติยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ “เติบโตด้วยศรัทธา ยั่งยืนเพื่อประชาชน” และมุ่งมั่นที่จะสร้างพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งและยั่งยืน สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก” ของพรรคประชาชาติในการเลือกตั้งครั้งหน้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นของพรรคในการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ มาร่วมติดตามกันว่า พรรคประชาชาติจะสามารถทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้หรือไม่

ที่มา – “วันนอร์-ทวี” จัดทัพพรรคประชาชาติ สู้ศึกเลือกตั้ง 69 ประกาศตัวเป็น “พรรคหลัก” ในระบอบนิติบัญญัติ

ตรัยวรรธน์ ซัด! ตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง เมื่อ “ตรัยวรรธน์” ออกมาคัดค้านมติของเลขาธิการพรรคประชาชน ที่ตัดสินใจตัดสิทธิในการลงสมัคร สส.ของตนเองในเขตสมุทรปราการ เขต 8 งานนี้เจ้าตัวเตรียมเดินหน้าทวงความยุติธรรมอย่างถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานถึงความคืบหน้าในการคัดสรรผู้สมัคร สส.ของพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งแม้ว่าจะมีการคัดสรรผู้สมัคร สส.ครบทั้ง 400 เขตแล้ว และได้มีการประกาศรายชื่อเพื่อให้สมาชิกพรรคสามารถส่งข้อมูลหรือรายงานพฤติการณ์ของผู้สมัคร สส.แต่ละคนได้โดยตรง จนกว่าพรรคจะดำเนินการส่งรายชื่อผู้สมัครในช่วงวันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 ที่จะถึงนี้

ล่าสุด นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ อดีต สส.สมุทรปราการ เขต 8 จากพรรค ปชน. ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “เรียน พ่อแม่พี่น้องประชาชน และผู้สนับสนุนที่รักและเคารพทุกท่าน ผม นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ อดีต สส.สมุทรปราการ เขต 8 ขอเรียนว่าผมไม่สามารถยอมรับมติของเลขาธิการพรรคที่ได้ทำการตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม ในครั้งนี้”

ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคได้มีมติเสียงส่วนใหญ่ให้นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ เป็นผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ เขต 8 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 (เวลา 00.43 น. ของคืนวันที่ 15 ธันวาคม 2568) แต่ในเวลา 12.28 น. ของวันเดียวกัน เลขาธิการพรรคได้โทรศัพท์มาแจ้งกับตนว่าให้ถอนตัวจากการเป็นผู้สมัคร สส. ในครั้งนี้ ซึ่งเมื่อสอบถามถึงเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงมติของกรรมการบริหารพรรค เลขาธิการพรรคได้อ้างถึงสิทธิการวีโต้จากเลขาธิการพรรคและหัวหน้าพรรคเท่านั้น ที่สามารถเปลี่ยนแปลงมติของกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดได้

“ตรัยวรรธน์” ซัดเลขาธิการพรรคประชาชน ตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม

นายตรัยวรรธน์ มองว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้รับความเป็นธรรม และเป็นการใช้ระบบเผด็จการในการตัดสินพิจารณาตนเอง จึงขอยืนยันด้วยความสัตย์จริงต่อประชาชนที่ให้การสนับสนุนตนมาโดยตลอด ด้วยคะแนนเสียง 46,539 คะแนน จากประชาชนในอำเภอบางบ่อและอำเภอบางเสาธง ตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่เป็น สส. เป็นเวลา 2 ปี 7 เดือน ตนมีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ดังนั้นจึงขอเดินหน้าต่อในเส้นทางการเมืองเพื่อทวงสิทธิและคืนความยุติธรรมให้กับตนเอง และไม่ขอยอมรับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น

เรื่องนี้สอนอะไร

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในพรรคการเมือง และการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองได้ การตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม เช่นนี้ สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของพรรค

  • ความสำคัญของความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการตัดสินใจทางการเมือง
  • ผลกระทบของการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
  • บทบาทของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและพรรคการเมือง

การออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยและการเรียกร้องความเป็นธรรมของนายตรัยวรรธน์ ถือเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองต่างๆ ให้คำนึงถึงความถูกต้องและเป็นธรรมในการดำเนินงาน และรับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง

ในกรณีนี้ การถูกตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่านักการเมืองและพรรคการเมืองต้องยึดมั่นในหลักการของธรรมาภิบาล และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ หากขาดซึ่งคุณธรรมและความโปร่งใส ก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและการสูญเสียความไว้วางใจจากประชาชนได้

การที่นายตรัยวรรธน์ตัดสินใจที่จะเดินหน้าทวงความยุติธรรม ถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่พึงกระทำได้ และเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคมที่จะร่วมกันตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เพื่อให้การเมืองไทยเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนต่อไป

ที่มา – “ตรัยวรรธน์” ซัดเลขาธิการพรรคประชาชน ตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม

อนุทินเผย ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภท. คนเดียว

“อนุทิน” บอกใจไม่ถึงพอ ชิงจังหวะสงคราม เอาอธิปไตย-ชีวิตทหารแลกคะแนนเสียง ภท. ยึดสำนวนช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม บอกแคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย ตอบรับคนเดียวคือตนเอง

วันที่ 16 ธ.ค. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการเปิดตัว แคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย หลังพรรคเพื่อไทยชิงเปิดตัวไปแล้ววันนี้ว่า ยังมีเวลาอยู่ ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตอบรับ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังคุยกันอยู่ แต่ตอนนี้มีตอบรับเพียงคนเดียวคือ ตนเอง

ส่วนที่วันนี้พรรคเพื่อไทย เปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ครบทั้ง 3 คน ก็แสดงความยินดีกับทั้ง 3 คนด้วย ซึ่งตนรู้จักทั้งหมด อย่าง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ก็รู้จัก เคยหารือปรึกษาสมัยตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถสูงมาก จะถือว่าพรรคภูมิใจไทยจะช้าไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนก็ยึดถือคติ ซึ่งผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า ช้าๆได้พร้าเล่มงามใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า อืม เขาตอบแทนเเล้ว

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอื่นคนไหนน่ากลัวหรือไม่สำหรับพรรคภูมิใจไทย นายกรัฐมนตรี ส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า “ถามแล้วตอบยาก กลัวทุกคนล่ะครับ” เมื่อถามต่อว่า กลัวเด็กรุ่นใหม่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า “กลัวหมดละครับ” นายอนุทิน กล่าว

ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่า ภูมิใจไทยคาดหวัง 200 ที่นั่ง สส. นายอนุทิน ย้อนถามว่า ใครรายงาน ไม่ใช่ตน พร้อมยืนยันว่า เราทำดีที่สุดเท่าไหร่ก็เท่านั้น ประชาชนเป็นคนตัดสิน เราก็ต้องเลือกคนที่ดีที่สุด เหมาะสม มีความรู้ความสามารถ ถามมา 6 ปีคำตอบก็เหมือนเดิม

เมื่อถามว่า อยากได้สส.บัญชีรายชื่อเท่าใด นายอนุทิน กล่าวว่า อยากได้ 500 แต่ถ้าทำได้เท่าไหร่ก็อีกเรื่องหนึ่ง อยู่ที่ประชาชน ความอยากก็อยากได้เยอะ แต่ความเป็นจริงเราต้องทำการบ้านของเราให้ดี เลือกคนให้ดีทำนโยบายให้ดี สร้างความเชื่อมั่น ให้กับประชาชน และประชาชนเป็นคนตัดสินใจผมก็สไตล์แบบนี้

เมื่อถามว่ามั่นใจ ใช่หรือไม่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำให้พรรคภูมิใจไทยใหญ่ขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า ดูแล้วการเตรียมเลือกตั้งครั้งหน้า องค์ประกอบต่างๆ ไปในแนวโน้มที่พรรคจะใหญ่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามอยู่ที่ประชาชนจะเลือกหรือไม่

ส่วนจุดขายของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้น คือการทำงานตอบสนองคุณภาพชีวิต ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น เน้นในเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การเปิดกว้าง ให้มีที่ยืนในนานาชาติ ให้ความมั่นใจว่า ประเทศไทยสามารถที่จะเป็นที่มาท่องเที่ยว มาลงทุน สร้างรายได้ ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสหลายด้าน

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรี ได้วางกลไกหลายอย่าง ถ้าได้กลับมาจะได้ทำต่อให้ดีขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า เราได้ทำในสิ่งที่ พูดแล้วทำ ก็ยังไม่มีตรงไหนที่คั่งค้าง ส่วนจะเป็นพูดแล้วทำพลัสหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จะพลัสหรือไม่พลัสก็แล้วแต่

ส่วนความคาดหวัง สส.กทม. นายอนุทิน กล่าวว่า การเป็นพรรคการเมือง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเราส่งให้ครบทุกเขต ถ้าแพ้คนก็ยังหวังว่าจะได้พรรค ส่วนถ้าการเลือกตั้งครั้งหน้าภูมิใจไทยได้ที่ 2 จะชิงจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าเพิ่งคิดยาว ยังไม่ได้สมัคร สส. เลย

เมื่อถามว่าหลายคนวิเคราะห์ ให้พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับ 1 จะบอกได้หรือไม่ว่าทำไมประชาชนต้องเลือก นายอนุทิน กล่าวว่า มันไม่มีที่ประชาชนต้องเลือก แต่ถ้ามั่นใจว่าทำงานให้ได้ภายใต้สถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ การได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เป็นเรื่องที่ตนดีใจภูมิใจอยู่เงียบๆ ว่า การเข้ามาทำงานของตนทุกคน รู้วันมาและวันไปอย่างชัดเจน ทุกฝ่ายข้าราชการประจำกองทัพ ฝ่ายภาคเอกชน องค์กรอิสระ ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไม่ได้รู้สึกว่า ไม่ได้รับความร่วมมือจากใคร การขับเคลื่อนประเทศแม้จะมีระยะเวลาเพียง 3-4 เดือน แต่ก็สามารถขับเคลื่อนประเทศ ไปได้มากพอสมควร ทั้งระยะยาวการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการปกป้องอธิปไตยของประเทศเราทำด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายเป็นอย่างดี

ส่วนเสียงวิจารณ์ภูมิใจไทยชิงจังหวะสงคราม เกาะกระแสชาตินิยม สร้างคะแนนเสียงให้ตัวเอง นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนจะกล่าวว่า “ขออย่ามองโลกในแง่ร้าย ตนยังใจไม่ถึงพอที่จะเอาอธิปไตยของบ้านเมืองหรือเอาชีวิตของทหารของประชาชน มาแลกเพื่อให้ตัวเองได้คะแนนเสียงหรือได้ประโยชน์ คิดแบบนี้ไม่ถูก” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ไปพบกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พูดคุยเรื่องเลือกตั้ง ได้คิดเผื่อกรณีหาก สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชายังไม่จบ หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่าง ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ส่วนการตัดสินใจเป็นเรื่องของ กกต.

เมื่อถามว่าหากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลครั้งหน้าปัญหาชายแดนจะจบอย่างสิ้นเชิงใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็พยายามทำให้มันจบ โดยเร็วที่สุด

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมาบอกว่าหาก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะไม่เกิดปัญหา ชายแดนเช่นนี้ นายกรัฐมนตรีหัวเราะ ก่อนจะบอกว่า ลองไปเปิดคอมเม้นดู

ส่วนความกังวลที่ขณะนี้ใกล้จะมีการเลือกตั้ง นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ตนกังวลเรื่องสถานการณ์ชายแดน และกังวลว่าจะทำอย่างไรให้หาดใหญ่ฟื้นฟู ตอนนี้คนกลับบ้านได้แล้ว แต่ภาคธุรกิจยังต้องฟื้นฟู ซึ่งเมื่อสักครู่ได้เร่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในเรื่องของซอฟต์โลน เพื่อให้ประชาชนไปฟื้นฟู อย่างน้อยเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย หลังคาเรือนละ 100,000 บาท เป็นค่าซ่อมแซมบ้านเรือน และทรัพย์สินที่เสียหาย ต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้ เพราะแค่ 9,000 บาท จากการเยียวยานั้นไม่เพียงพอ

ส่วนกรณีค่าเงินบาทแข็งตัวสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปีครึ่ง ได้ให้นโยบายอย่างไรบ้าง เนื่องจากกระทบการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้บอก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้หารือกับแบงก์ชาติ

เมื่อถามว่าการประชุมครม. วันนี้ เป็นการประชุมนัดแรกหลังการยุบสภา ได้กำชับอะไรในที่ประชุมบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กำชับให้ขยันทำงาน เรื่องหาเสียงก็ทำไป แต่ต้องไม่ใช้เวลาราชการ สภาพความเป็นรัฐมนตรีก็ยังมีอยู่ จนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน ดังนั้น ยังอยู่กันอีกหลายสัปดาห์ ในการบริหารราชการแผ่นดินต้องไม่ชะงัก และจะต้องทำอย่างเต็มที่ ไม่ใช่คิดถึงแต่เรื่องหาเสียง เพราะนั่นเป็นเรื่องของตัวเอง แต่ต้องคิดถึงบ้านเมืองและภาพรวมเป็นหลัก

อนุทินเผย ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภท. คนเดียว

อนุทินตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย คนเดียวจริงหรือ

จากการสัมภาษณ์ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตนเองเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย เพียงคนเดียวที่ตอบรับในขณะนี้ ท่ามกลางกระแสการแข่งขันทางการเมืองที่กำลังร้อนแรง การประกาศนี้จะส่งผลต่อคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” เผยแคนดิเดตนายกฯ ภม.ตอบรับคนเดียวคือตนเอง บอกใจไม่ถึงพอ ชิงจังหวะสงครามแลกคะแนนเสียง

กล้าธรรมเปิดตัว “เฉลิมชัย” ชู “ธรรมนัส” นายกฯ

พรรคกล้าธรรมเตรียมเปิดตัวกลุ่ม “เฉลิมชัย” ในช่วงบ่ายวันนี้ พร้อมชู “ร.อ.ธรรมนัส” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่ง สร้างความฮือฮาในวงการการเมือง

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมนำอดีต สส. และสมาชิกในกลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคกล้าธรรมในวันนี้ โดยกล่าวว่า “ยอมรับว่ากลุ่มนายเฉลิมชัยจะมาสมัครวันนี้ ส่วนจะมากี่คนนั้นขอให้รอดูเที่ยงวันนี้ ซึ่งเราเชิญทุกพรรค โดยวันนี้จะเป็นการเปิดแค่กลุ่มของนายเฉลิมชัยก่อน”

การได้กลุ่มของนายเฉลิมชัยมาร่วมงาน จะส่งผลให้พรรคกล้าธรรมมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคใต้ นางนฤมลกล่าวว่า “แน่นอน รวมถึงภาคอื่นด้วย ซึ่งตอนนี้จะมีสมาชิกใหม่เข้ามาเรื่อยๆ และจะมีการทยอยเปิดตัวไป และเมื่อ กกต. เปิดรับสมัครแล้วก็คงจะมีความชัดเจนขึ้น” การขยายฐานเสียงครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคกล้าธรรมในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า

พรรคกล้าธรรมเปิดตัว “เฉลิมชัย” ชู “ธรรมนัส” นายกฯ

เมื่อถามถึงเป้าหมายจำนวน สส. ที่คาดว่าจะได้รับเพิ่มขึ้นหลังจากการมีสมาชิกใหม่เข้ามา นางนฤมลตอบว่า “น่าจะอยู่ในลักษณะเดิม ตัวเลขใกล้เคียงกับครั้งที่แล้ว” แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในฐานเสียงเดิมของพรรค และความคาดหวังที่จะรักษาจำนวนที่นั่ง สส. ไว้ได้

ในส่วนของการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรม นางนฤมลกล่าวว่า “ยังไม่ได้คุยกัน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 แน่นอน” การเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส เป็นแคนดิเดตนายกฯ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของ ร.อ.ธรรมนัส ที่จะนำพาพรรคกล้าธรรมไปสู่ความสำเร็จ

ร.อ.ธรรมนัส แคนดิเดตนายกฯ เบอร์หนึ่ง พรรคกล้าธรรม

นางนฤมลยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ตนเองจะได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วยว่า “ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน” และเมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครบทั้ง 3 คน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมือง นางนฤมลตอบว่า “คงไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น ดูที่ความเหมาะสมมากกว่า” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการตัดสินใจ และการพิจารณาถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เหมาะสม

การเปิดตัวกลุ่ม “เฉลิมชัย” เข้าพรรคกล้าธรรม และการเสนอชื่อ “ร.อ.ธรรมนัส” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของพรรคกล้าธรรมในการสร้างความน่าสนใจ และดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน โดยเฉพาะในภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน

การตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคกล้าธรรม จะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองอย่างไร และจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การแข่งขันทางการเมืองกำลังเข้มข้นขึ้น และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจในที่สุด

พรรคกล้าธรรมเปิดตัว “เฉลิมชัย” และชู “ธรรมนัส” เป็นแคนดิเดตนายกฯ เป็นเรื่องที่น่าจับตามองว่าจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้มากน้อยแค่ไหน การตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของพรรคและประเทศชาติ

ความเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรมในการเปิดตัวกลุ่ม “เฉลิมชัย” และเสนอชื่อ “ร.อ.ธรรมนัส” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการขยายฐานเสียงและเพิ่มโอกาสในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของพรรคยังคงขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากประชาชนและการตอบรับนโยบายของพรรค

ที่มา – พรรคกล้าธรรม จ่อเปิดตัวกลุ่ม “เฉลิมชัย” บ่ายนี้ ชู “ร.อ.ธรรมนัส” แคนดิเดตนายกฯ

บ้านใหญ่มาตามนัด! สุชาติ-วราวุธ ซบ ภท. สู้ศึกเลือกตั้ง 69

“ภูมิใจไทย” คึกคัก บ้านใหญ่มาตามนัด กลุ่ม “สุชาติ-วราวุธ-เอกนัฏ” มาครบ สมัครสมาชิกพรรค จับตา อดีต สส. เพื่อไทย-ปชป. จ่อร่วมทัพสู้ศึกเลือกตั้ง 2569

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 บรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทยในช่วงเช้าวันนี้ เป็นไปอย่างคึกคัก ถือเป็นวันแรกที่พรรคภูมิใจไทย เปิดรับสมัครสมาชิกพรรคที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เพื่อให้ทันกรอบระยะเวลา 30 วันที่ผู้สมัครต้องสังกัดพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา อดีต สส. และกลุ่มการเมืองต่างทยอยเดินทางเข้าสมัครสมาชิกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ที่น่าจับตา เช่น “กลุ่ม 16” นำโดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนายสุชาติ ยืนยันว่า อดีต สส.ในกลุ่มจะเดินทางมาสมัครครบทั้ง 16 คนในวันนี้

ขณะเดียวกัน นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้นำ สส. ในสังกัดเข้าร่วมสมัครกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในปี 2569 เช่นกัน

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ได้เดินทางเข้ามาที่พรรคภูมิใจไทย โดยเอกนัฏจะเข้ามารับผิดชอบพื้นที่เขตเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ นางสาวศุภมาส อิสรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ส่วนไฮไลต์อยู่ที่ช่วงเที่ยงวันนี้ เวลา 12:30 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา จะสลัดเสื้อสีชมพู มาสวมเสื้อสีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย สส. อีก 12 คน เข้าสังกัดพรรคอย่างเป็นทางการ

ส่วนในช่วงบ่ายวันนี้ พรรคภูมิใจไทยจะมีการประชุมพรรค ซึ่งถือเป็นการคิกออฟ สู่สนามการเลือกตั้งอย่างเต็มตัว โดยมีวาระสำคัญคือการเตรียมความพร้อมและคัดเลือกผู้สมัครที่จะลงรับเลือกตั้ง ซึ่งพรรคตั้งเป้าหมายจะต้องส่งผู้สมัครให้ครบ 500 คน แบ่งเป็น สส.เขต 400 คน และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ยังมีอดีต สส.กรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาชน ที่พรรคเดิมไม่ได้ส่งลงสมัครต่อ มาติดต่อขอเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทยด้วย

นอกจากนี้ นางสาวสุดารัตน์ พิทักษ์พรพันลภ อดีต สส.อุบลราชธานี และนางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร อดีต สส. ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย จะเดินทางมาแสดงเจตจำนงเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคภูมิใจไทยแล้ว ยังมีอดีต สส.พรรคเพื่อไทยอีกหลายคน จ่อตามมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยด้วย

บ้านใหญ่มาตามนัด กลุ่ม “สุชาติ-วราวุธ-เอกนัฏ” เข้าสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย สู้ศึกเลือกตั้ง 69

การย้ายพรรคครั้งใหญ่ของกลุ่ม “สุชาติ-วราวุธ-เอกนัฏ” ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า และเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ว่าการแข่งขันในสนามเลือกตั้งครั้งนี้จะดุเดือดอย่างแน่นอน การที่พรรคภูมิใจไทยสามารถดึงดูดนักการเมืองมากประสบการณ์และมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งเช่นกลุ่มนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความน่าสนใจของพรรคในการเป็นทางเลือกทางการเมือง

ทำไมการย้ายพรรคของกลุ่มนี้ถึงสำคัญต่อการเลือกตั้ง 69

การที่กลุ่มของนายสุชาติ ชมกลิ่น, นายวราวุธ ศิลปอาชา, และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ตัดสินใจเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยเพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง 69 นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองไทย ด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • เสริมสร้างความแข็งแกร่งของพรรคภูมิใจไทย: การได้นักการเมืองมากประสบการณ์และมีฐานเสียงที่มั่นคงเข้ามา จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของพรรคในการเลือกตั้ง
  • เปลี่ยนแปลงขั้วการเมือง: การย้ายพรรคของกลุ่มนี้อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในขั้วทางการเมือง และอาจนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสมในรูปแบบใหม่
  • สร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้ง: กลุ่มของนายสุชาติ, นายวราวุธ, และนายเอกนัฏ ต่างก็มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่ของตนเอง การเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยจะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับเลือกตั้ง

บ้านใหญ่มาตามนัด การย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยของกลุ่มใหญ่ จะส่งผลต่อการแข่งขันในการเลือกตั้ง 69 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งต่อไป

จับตาดูให้ดี! การเลือกตั้งครั้งหน้าสนุกแน่นอน มาร่วมกันติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และอย่าลืมออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงของท่านเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

ที่มา – บ้านใหญ่มาตามนัด กลุ่ม “สุชาติ-วราวุธ-เอกนัฏ” เข้าสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย สู้ศึกเลือกตั้ง 69

ศรีสุวรรณร้อง กกต. สอบ “ธนาธร-ปิยบุตร” ครอบงำพรรคส้ม

“ศรีสุวรรณ” ยื่นร้อง กกต. สอบ “ธนาธร-ปิยบุตร-พิธา-ชัยธวัช” ชี้อยู่เบื้องหลังคอยครอบงำพรรคส้ม หลังร่วมกิจกรรม “ปิกนิก พรรคประชาชน”

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายศรีสุวรรณ จรรยา ได้เดินทางไปยื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อให้ตรวจสอบกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายปิยบุตร แสงกนกกุล, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และนายชัยธวัช ตุลาธน ได้เข้าร่วมกิจกรรม “ปิกนิก พรรคประชาชนพบประชาชน ขอโทษจากใจ ขอไปต่อด้วยกัน” โดยนายศรีสุวรรณเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการควบคุม ครอบงำพรรคส้ม หรือชี้นำพรรคประชาชน

นายศรีสุวรรณให้เหตุผลว่า บุคคลทั้ง 4 เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และถูกห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ตามลำดับ ดังนั้น การที่บุคคลเหล่านี้กลับมามีบทบาทในพรรคประชาชนจึงอาจขัดต่อข้อบังคับพรรคประชาชน พ.ศ. 2567 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560

ศรีสุวรรณ จรรยา ร้อง กกต. สอบแก๊ง “ธนาธร-ปิยบุตร” ครอบงำพรรคส้ม หลังร่วม “ปิกนิก พรรคประชาชน”

นายศรีสุวรรณกล่าวเพิ่มเติมว่า การที่บุคคลทั้ง 4 กลับมาร่วมกิจกรรมและแสดงความคิดเห็นในเวทีของพรรคประชาชน แสดงให้เห็นว่าบุคคลเหล่านี้ยังคงให้การสนับสนุนและช่วยเหลือพรรคประชาชนอยู่เบื้องหลังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 และการสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการควบคุม ครอบงำพรรคส้ม หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคประชาชน ทั้งทางตรงและทางอ้อม

การกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อมาตรา 29 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ซึ่งกำหนดข้อห้ามไว้ และมีบทลงโทษตามมาตรา 108 คือ จำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 1 แสนบาทถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ พรรคประชาชนเองก็อาจมีความผิดฐานปล่อยให้บุคคลซึ่งมิใช่สมาชิกพรรคเข้ามาควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรค ซึ่งอาจนำไปสู่การยุบพรรคได้ตามมาตรา 92(3)

หาก กกต. ไม่รับพิจารณา?

นายศรีสุวรรณกล่าวว่า หาก กกต. ไม่รับพิจารณาคำร้อง โดยให้เหตุผลว่าหลักฐานไม่เพียงพอ ตนก็อาจจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องร้อง กกต. และนายทะเบียนพรรคการเมืองต่อ ป.ป.ช. ฐานทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนจริยธรรมต่อไป

ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับกฎหมายพรรคการเมือง และอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของพรรคประชาชน รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “ศรีสุวรรณ จรรยา” ร้อง กกต. สอบแก๊ง “ธนาธร-ปิยบุตร” ครอบงำพรรคส้ม หลังร่วม “ปิกนิก พรรคประชาชน”

Scroll to top