การเมืองไทย

ภูมิใจไทย ซัดกลับ การดี ปมแขวะ รมต.ลูกเทพ

เดือดสนั่นวงการเมืองไทยอีกครั้ง หลังจากที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กรณี ภูมิใจไทย ซัดกลับ การดี ปมแขวะ รมต.ลูกเทพ จนกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อนายพิชญุตม์ พอจิต สส. อุตรดิตถ์ จากพรรคภูมิใจไทย ออกมาตอบโต้คำวิจารณ์ของนางการดี เลียวไพโรจน์ สส. พรรคประชาธิปัตย์ อย่างดุเดือดเกี่ยวกับประเด็นการตั้งรัฐมนตรีกลุ่มลูกเทพ

ภูมิใจไทย ซัดกลับ การดี ปมแขวะ รมต.ลูกเทพ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่คุณการดีได้ออกมาตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและที่มาของรัฐมนตรี โดยระบุว่าควรวัดกันที่ความสามารถมากกว่าการใช้นามสกุลดังหรืออิทธิพลตระกูลใหญ่ ซึ่งทางฝั่งภูมิใจไทยมองว่านี่ไม่ใช่การตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่เป็นการประชดประชันที่สะท้อนถึงปมในใจของผู้พูดเอง

เปิดศึกแลกหมัด ทำไม ภูมิใจไทย ซัดกลับ การดี ปมแขวะ รมต.ลูกเทพ ถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่?

การโต้ตอบครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การปกป้องรัฐมนตรีในสังกัดเท่านั้น แต่ยังมีการเปิดประเด็นสั่นสะเทือนไปถึงพรรคคู่แข่งอีกด้วย ทางนายพิชญุตม์ได้ให้เหตุผลถึงเรื่องนี้ไว้ว่า:

  • เป็นการแสดงออกถึงคนที่ไม่สามารถทำอะไรให้สำเร็จได้ด้วยตัวเอง
  • การวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นคือเครื่องมือในการกลบปมด้อย
  • ต้องการลดความมั่นใจคนอื่นเพื่อหวังผลทางการเมือง

นอกจากนี้ นายพิชญุตม์ยังตั้งข้อสังเกตทิ้งท้ายอย่างเผ็ดร้อนถึงเส้นทางการเมืองของคุณการดีเอง ว่าได้รับการยอมรับจากคนในพรรคเดียวกันมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะการก้าวขึ้นสู่บัญชีปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 4 ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งเป็นคำถามที่สังคมยังต้องการคำตอบอยู่เช่นกันว่า นี่คือการเติบโตจากความสามารถจริงหรือมีเบื้องหลังที่มากกว่านั้น

ในมุมมองของนักสังเกตการณ์ทางการเมือง เรื่องราวที่ ภูมิใจไทย ซัดกลับ การดี ปมแขวะ รมต.ลูกเทพ ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงวัฒนธรรมการเมืองไทยที่ยังวนเวียนอยู่กับการสาดโคลนใส่กันมากกว่าการนำเสนอแนวนโยบายเพื่อประชาชน การที่พรรคการเมืองมุ่งเน้นแต่จะจับผิดนามสกุลหรือที่มาของกันและกัน อาจเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่าถึงเวลาแล้วที่การเมืองไทยต้องยกระดับการทำงานให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง แทนที่จะเสียเวลาไปกับการใช้คำพูดเชือดเฉือนเพื่อเอาชนะกันในเชิงวาทศิลป์เท่านั้น

ที่มา – “ภูมิใจไทย” ซัดกลับ “การดี” ปมแขวะ รมต.ลูกเทพ

พลพีร์ สวน การดี โวผลงานลูกเทพ ตัดค่าไฟฟ้าแฝงบิล

วงการการเมืองไทยกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้กรณีนางการดี เลียวไพโรจน์ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาวิจารณ์การทำงานของกลุ่มรัฐมนตรีที่ถูกเรียกว่า “ลูกเทพ” อย่างดุเดือด

พลพีร์ สวน การดี โวผลงานลูกเทพ ตัดค่าไฟฟ้าแฝงบิล

นายพลพีร์กล่าวว่า แม้จะโดนแซะว่าเป็นเพียง “ลูกเทพ” แต่ผลงานที่ผ่านมาในระยะเวลาไม่กี่เดือนนั้นชัดเจนมาก สิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันทำและทำสำเร็จคือการตัดค่าไฟฟ้าที่แฝงอยู่ในบิลของประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานานกว่า 30 ปี สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การที่นายกรัฐมนตรีเลือกคนกลุ่มนี้เข้ามาทำงานนั้นไม่ได้ไร้ความหมาย แต่เป็นการเลือกคนที่มีความสามารถเข้ามาขับเคลื่อนนโยบายเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ผลงานลูกเทพกับการแก้ปัญหาให้ประชาชน

นอกจากเรื่องค่าไฟฟ้าแล้ว นายพลพีร์ยังชูประเด็นการจัดการปัญหาทุจริตการสอบท้องถิ่น ซึ่งเป็นนโยบายที่นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กำลังดำเนินการอย่างจริงจัง นายพลพีร์ยังได้ตั้งคำถามกลับไปยังพรรคประชาธิปัตย์ว่า ในช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมาได้ทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันบ้าง ต่างจากรัฐบาลชุดนี้ที่แม้จะเข้ามาเพียงไม่กี่เดือน แต่ก็มีความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาโครงสร้างที่สะสมมานาน

  • จัดการปัญหาค่าไฟแฝงในบิลประชาชน
  • ปราบปรามการทุจริตการสอบท้องถิ่น
  • บูรณาการการทำงานข้ามกระทรวงเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

นายพลพีร์ระบุชัดเจนว่า พลพีร์ สวน การดี โวผลงานลูกเทพ ตัดค่าไฟฟ้าแฝงบิล นั้นไม่ใช่เพียงวาทกรรม แต่เป็นการทำงานที่เน้นบูรณาการกระทรวงพลังงานและมหาดไทยเข้าด้วยกัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาถึงมือนโยบายของรัฐบาลไปสู่ประชาชนได้รวดเร็วที่สุด เขายังทิ้งท้ายว่าอย่าเพิ่งรีบตัดสินผลงานในวันนี้ เพราะขนาดของงานที่ทำต่างกัน และขอให้รอดูผลลัพธ์ในอีก 15-30 วันข้างหน้า

การปะทะฝีปากครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างระหว่างนักการเมืองรุ่นใหม่และรุ่นเก่า ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้พิสูจน์เองว่าวาทกรรม “ลูกเทพ” จะเป็นเพียงคำนิยาม หรือจะเป็นชื่อเรียกขานผู้ที่มีผลงานจริงในการพัฒนาประเทศชาติครับ

ที่มา – “พลพีร์” สวน “การดี” โว “ตัดค่าไฟฟ้าแฝงบิล ปชช.- สางโกงสอบท้องถิ่น” ผลงาน “ลูกเทพ” ทั้งนั้น

“สุริยะ” เผยปิดดีลกุ้งกับมาเลเซียด้วยตัวเอง ไม่เกี่ยว “ทักษิณ” ช่วย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจ เมื่อมีการตั้งคำถามถึงเบื้องหลังความสำเร็จในการปลดล็อกการส่งออกกุ้งไทยไปมาเลเซีย โดยมีชื่อของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ล่าสุด “สุริยะ” เผยปิดดีลกุ้งกับมาเลเซียด้วยตัวเอง ไม่เกี่ยว “ทักษิณ” ช่วย เพื่อยืนยันความชัดเจนในการทำงานของรัฐบาลปัจจุบัน

“สุริยะ” เผยปิดดีลกุ้งกับมาเลเซียด้วยตัวเอง ไม่เกี่ยว “ทักษิณ” ช่วย

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีกระแสข่าวลือหนาหูว่า ความสำเร็จครั้งใหญ่ในการเจรจาการค้าเรื่องกุ้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียนั้น อาจมีบารมีหรือการช่วยเหลือจากนายทักษิณ ชินวัตร อยู่เบื้องหลัง อย่างไรก็ตาม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงว่า “สุริยะ” เผยปิดดีลกุ้งกับมาเลเซียด้วยตัวเอง ไม่เกี่ยว “ทักษิณ” ช่วย อย่างแน่นอน

รายละเอียดการเจรจาและการดำเนินงาน

  • กระทรวงเกษตรฯ ได้นัดหมายเจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ของมาเลเซียโดยตรง
  • กระบวนการทั้งหมดดำเนินการผ่านช่องทางปกติของรัฐบาล
  • เป็นการทำงานเชิงรุกเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจผ่านการส่งออกสินค้าเกษตรไทย

นายสุริยะให้เหตุผลว่า การนัดหมายหารือกับรัฐมนตรีมาเลเซียนั้นมีการวางแผนไว้อยู่แล้ว และสามารถหาข้อสรุปจนประสบความสำเร็จได้ด้วยการทำงานของทีมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง ส่วนการที่อดีตนายกฯ ทักษิณ เดินทางไปต่างประเทศในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น เป็นเหตุบังเอิญที่ผู้คนนำไปเชื่อมโยงกันเองทางการเมืองเท่านั้น โดยท่านรัฐมนตรีไม่ได้รู้สึกว่าการถูกกล่าวอ้างเช่นนี้เป็นการด้อยค่าการทำงานของตนแต่อย่างใด

ในมุมมองของการทำงานภาครัฐ การที่รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงลงมาลุยงานด้วยตัวเองถือเป็นเรื่องดีที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาให้เกษตรกรไทย ความชัดเจนที่นายสุริยะออกมาสื่อสารในครั้งนี้ถือเป็นการดึงสติสังคมให้โฟกัสที่ผลลัพธ์ของงานมากกว่าประเด็นการเมือง ซึ่งถือว่าส่งผลดีต่อภาพพจน์ของความร่วมมือระหว่างประเทศในระยะยาว

โดยสรุปแล้ว การส่งออกกุ้งไทยไปยังมาเลเซียถือเป็นโอกาสทองของเกษตรกรไทยที่จะได้รับอานิสงส์จากการเปิดตลาดใหม่ และควรได้รับการชื่นชมในฐานะความสำเร็จของนโยบายเกษตรมากกว่าการพยายามโยงเรื่องการเมืองมาลดทอนคุณค่าของความสำเร็จนี้ครับ

ที่มา – “สุริยะ” เผยปิดดีลกุ้งกับมาเลเซียด้วยตัวเอง ไม่เกี่ยว “ทักษิณ” ช่วย

ไหม ให้กำลังใจ ภาวุธ หลังดีเอสไอเตรียมขอหมายจับ

ไหม ให้กำลังใจ ภาวุธ หลังดีเอสไอเตรียมขอหมายจับ ปมคดีฟอเร็กซ์ มองเกมการเมืองเร่งรัดคดี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล หรือ “ไหม” ได้ออกมาแสดงความเห็นและให้กำลังใจ “ภาวุธ” สส.จากพรรคประชาชน กรณีที่ทางดีเอสไอเตรียมขอหมายจับในคดีฟอเร็กซ์ งานนี้เจ้าตัวมองว่ามีความเร่งรีบผิดปกติ และตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเกมการเมืองเพื่อสกัดคนทำงานหรือไม่

หากพูดถึงเหตุการณ์นี้ ประเด็นที่น่าสนใจคือความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม โดย น.ส.ศิริกัญญา ระบุว่า ไหม ให้กำลังใจ ภาวุธ หลังดีเอสไอเตรียมขอหมายจับ ปมคดีฟอเร็กซ์ มองเกมการเมืองเร่งรัดคดี เพราะนายภาวุธเองก็พร้อมให้ความร่วมมือตลอด ไม่ได้มีท่าทีจะหลบหนี ดังนั้นการออกหมายจับจึงดูเป็นเรื่องที่เกินกว่าเหตุไปสักนิดเมื่อเทียบกับหมายเรียกปกติ

มุมมองต่อคดีความและประเด็นการเมืองที่ซ่อนอยู่

นอกจากนี้ ในมุมมองของฝ่ายค้านยังตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่เปิดโปงโครงการของรัฐบาลอย่างต่อเนื่องหรือไม่ สำหรับกรณีสถานะทางการเมืองนั้น เชื่อว่านายภาวุธจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ และไม่ถึงขั้นต้องพ้นสถานะการเป็น สส. อย่างแน่นอน สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการเตรียมตัวพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองต่อไป

วิจารณ์นโยบายข้าวแกงและการใช้งบประมาณก้อนโต

ไม่เพียงแค่ประเด็นคดีความเท่านั้น แต่ “ไหม” ยังได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบาย “ข้าวแกง 40 บาท” ของกระทรวงพาณิชย์อย่างดุเดือด โดยมองว่าเป็นเพียงโครงการพีอาร์ที่มีไว้เพื่อประชาสัมพันธ์มากกว่าจะแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชนได้อย่างทั่วถึง เนื่องจาก:

  • งบประมาณมีจำกัด ทำให้เข้าถึงคนได้น้อย
  • ราคาสินค้าไม่ได้ลดลงอย่างจูงใจเมื่อเทียบกับราคาตลาด
  • ผลประโยชน์ตกอยู่กับกลุ่มคนกระจุกตัว ไม่ได้ครอบคลุมคนส่วนใหญ่

ในอีกประเด็นที่น่าจับตามองคือเรื่องของเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่ทางกระทรวงต่างๆ พยายามจะขอแบ่งเค้กกัน น.ส.ศิริกัญญา ยืนยันว่าแม้จะมีการยกเลิกแผนงานไปในรอบนี้ แต่ความพยายามครั้งหน้าจะต้องมีเงื่อนไขที่ซับซ้อนขึ้นอย่างแน่นอน ทางฝ่ายค้านต้องเกาะติดและขอบคุณพลเมืองดีที่ช่วยกันส่งข้อมูลความผิดปกติเข้ามาเพื่อให้การตรวจสอบดำเนินไปได้อย่างโปร่งใส

สุดท้ายแล้ว การเมืองไทยในยุคนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของตำแหน่งหน้าที่ แต่ยังเป็นการชิงไหวชิงพริบกันผ่านนโยบายและการใช้กลไกทางกฎหมาย ซึ่งประชาชนอย่างเราต้องร่วมกันจับตาดูว่าความจริงจะเป็นอย่างไร และโครงการต่างๆ ที่ออกมาจะมีผลประโยชน์ต่อชาวบ้านจริงๆ หรือเป็นเพียงแค่ตัวเลขสวยๆ บนหน้ากระดาษเท่านั้นครับ

ที่มา – “ไหม” ให้กำลังใจ “ภาวุธ” หลังดีเอสไอเตรียมขอหมายจับ ปมคดีฟอเร็กซ์ มองเกมการเมืองเร่งรัดคดี

“เท้ง” ชี้ 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร พบผู้นำอาเซียน ไม่เสียหาย

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนพูดถึงในแวดวงการเมือง เมื่อ “เท้ง” ชี้ 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร พบผู้นำอาเซียน ไม่เสียหาย หากสิ่งที่ทำนั้นก่อให้เกิดประโยชน์ต่อปากท้องของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่าหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นคนไป แต่ผลลัพธ์ต่างหากที่สำคัญที่สุด

“เท้ง” ชี้ 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร พบผู้นำอาเซียน ไม่เสียหาย

การเดินทางของอดีตนายกฯ ตระกูลชินวัตร ไม่ว่าจะเป็นคุณทักษิณ คุณยิ่งลักษณ์ หรือคุณแพทองธาร ไปยังประเทศอาเซียน ได้กระตุ้นให้สังคมตั้งคำถามถึงนัยทางการเมือง แต่ในมุมของฝ่ายค้านหากการเจรจานั้นช่วยส่งเสริมการค้าการลงทุน หรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ชาวบ้านได้ ก็นับเป็นเรื่องที่รับได้ เพราะสุดท้ายประโยชน์ต้องตกอยู่ที่ประชาชน

แนะ “อนุทิน” และรัฐบาลเร่งกระตือรือร้นแก้ปัญหา

นอกจากประเด็นเรื่องการพบปะผู้นำต่างประเทศแล้ว ผู้นำฝ่ายค้านยังได้ส่งสารถึงรัฐบาลโดยเฉพาะกรณีปัญหาการส่งออกกุ้งไปมาเลเซีย ซึ่งหากรัฐบาลไม่รีบเร่งแก้ไข เกษตรกรอาจได้รับผลกระทบหนักจนไม่สามารถฟื้นตัวได้ทัน โดย “เท้ง” ชี้ 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร พบผู้นำอาเซียน ไม่เสียหาย แต่ในเวลาเดียวกันก็แนะ “อนุทิน” และผู้ที่มีอำนาจบริหารให้มีความกระตือรือร้นและใส่ใจแก้ไขปัญหาให้รวดเร็วขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่

  • เร่งแก้ปัญหาส่งออกกุ้งเพื่อเกษตรกร
  • นายกฯ ควรให้ความสำคัญกับการตอบกระทู้สดในสภา
  • เน้นการทำงานเชิงรุกแทนการรอคอย

ความเห็นในครั้งนี้ถือเป็นการเตือนสติรัฐบาลว่า แม้การมีคอนเน็กชั่นที่ดีในต่างประเทศจะเป็นเรื่องดี แต่ภารกิจพื้นฐานในสภาและการตอบสนองต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในประเทศผ่านการตอบกระทู้ถามสดนั้น เป็นหน้าที่ที่เลี่ยงไม่ได้

บทสรุปของเรื่องนี้คงต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่า การขยับตัวของอดีตนายกฯ หรือการเร่งมือของรัฐบาลในปัจจุบัน สิ่งใดจะเห็นผลในทางปฏิบัติมากกว่ากัน การเมืองเป็นเรื่องของการพิสูจน์ด้วยผลงานครับ

ที่มา – “เท้ง” ชี้ 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร พบผู้นำอาเซียน ไม่เสียหาย แนะ “อนุทิน” กระตือรือร้นกว่านี้

“ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยเมื่อ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมืองฝีมือฉกาจ ออกมาเปิดประเด็นว่า “ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO ปั่นกระแสเอาใจนายใหญ่ โดยมองว่าข่าวลือที่แพร่สะพัดในโลกออนไลน์นั้นมีความพยายามในการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี แต่กลับกลายเป็นว่าเป็นการด้อยค่าการทำงานหนักของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุ่มเทกันมาอย่างเต็มที่เพื่อให้การเจรจาครั้งนี้บรรลุผลสำเร็จ

“ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO ปั่นกระแสเอาใจนายใหญ่

การเจรจาธุรกิจระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องที่จะให้ใครคนใดคนหนึ่งมาแอบอ้างผลงานได้โดยง่าย ซึ่งรศ.ดร.ธนพร ได้ย้ำชัดเจนว่ากรณีที่เป็นข่าวเรื่องการส่งออกกุ้งไปมาเลเซียนั้น เบื้องหลังความสำเร็จคือการทำงานร่วมกันของเจ้าหน้าที่เทคนิคจากทั้งสองประเทศตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนเต็ม ฝ่ายไทยมีการวางแผนและส่งเจ้าหน้าที่ไปจัดทำรายละเอียดการนำเข้าปลากะพงและตรวจสอบมาตรฐานฟาร์มกุ้งล่วงหน้า โดยทุกอย่างดำเนินการตามกรอบของอาเซียนอย่างเคร่งครัด

กระบวนการระดับสากลไม่ใช่เกมการเมือง

รศ.ดร.ธนพร ยังตั้งคำถามถึงกระแสข่าว “ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO ปั่นกระแสเอาใจนายใหญ่ ว่าขบวนการเหล่านี้กำลังทำร้ายจิตใจข้าราชการผู้ปฏิบัติงานจริง โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • ความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่รัฐ: ความสำเร็จเกิดจากทีมเทคนิคที่เดินทางไปกัวลาลัมเปอร์ก่อนใคร ไม่ใช่บารมีของบุคคลภายนอก
  • ความถูกต้องของกลไกการค้า: ประเทศคู่ค้าย่อมไม่ทำข้อตกลงระดับรัฐกับผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย
  • การตรวจสอบความจริง: การกล่าวอ้างเลื่อนลอยโดยไม่มีหลักฐานทางเอกสารสัญญานั้น ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างทางการเมืองได้

หลายคนมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นเพียงความพยายามของเหล่า IO ที่ต้องการฉวยโอกาสในช่วงที่กระแสนายใหญ่คัมแบ็ก เพื่อหวังสร้างซีนการเมืองให้ดูว่าทุกอย่างต้องผ่านมือผู้นำตัวจริง ทั้งที่ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องขับเคลื่อนด้วยกลไกของรัฐบาลชุดปัจจุบันและเจ้าหน้าที่ผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเท่านั้น

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เราเห็นว่า ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นทะลัก การเสพข่าวจากแหล่งที่เพียงแค่ต้องการปั่นกระแส “ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO ปั่นกระแสเอาใจนายใหญ่ อาจทำให้เรามองข้ามความทุ่มเทของเหล่าข้าราชการไทยที่ทำงานปิดทองหลังพระมาโดยตลอด ดังนั้น สังคมควรให้ค่ากับผลงานที่เป็นเนื้อเป็นหนังมากกว่าการเชื่อถือวาทกรรมทางการเมืองที่ไร้หลักฐานรองรับ

ที่มา – “ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO ปั่นกระแสเอาใจนายใหญ่

อนุทิน ลบโพสต์แชร์ผลงาน ทักษิณ ปิดดีลกุ้งไทยกับมาเลเซีย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลมีเดียเมื่อไม่นานมานี้ กับเหตุการณ์ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แชร์โพสต์จากเพจแฟนคลับพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับประเด็นการแก้ปัญหากุ้งไทยกับมาเลเซีย โดยในโพสต์ดังกล่าวมีการระบุถึงผลงานของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ว่าได้มีการช่วยปิดดีลไปแล้วก่อนที่ทางนายกฯ อนุทิน จะเดินทางไปถึง จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

อนุทิน ลบโพสต์แชร์ผลงาน ทักษิณ ปิดดีลกุ้งไทยกับมาเลเซีย

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในช่วงค่ำของวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เมื่อมีการพบเห็นว่านายอนุทินได้ทำการแชร์โพสต์ดังกล่าวลงบนหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งเนื้อหาในโพสต์นั้นพาดพิงถึงความสำเร็จของอดีตนายกฯ ทักษิณ และนายสุริยะ จึงทำให้หลายคนเกิดข้อสงสัยว่าเป็นการยอมรับผลงานทางการเมืองข้ามพรรคหรืออย่างไร แต่ไม่นานหลังจากนั้น นายอนุทินก็ได้ทำการลบโพสต์ดังกล่าวออกไปจากหน้าเพจของตัวเองทันที

เบื้องหลังการลบโพสต์และเหตุผลส่วนตัว

หลังจากเกิดกระแสเรียกร้องความชัดเจน นายอนุทินได้ชี้แจงถึงประเด็นเหตุการณ์ อนุทิน ลบโพสต์แชร์ผลงาน ทักษิณ ปิดดีลกุ้งไทยกับมาเลเซีย ว่าทุกอย่างเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิค โดยเจ้าตัวระบุสั้นๆ ว่า “เผลอกดแชร์ ไม่ได้ตั้งใจ” พร้อมกับกล่าวขอบคุณผู้สื่อข่าวที่โทรศัพท์ไปแจ้งเตือนจนทำให้ทราบถึงข่าวที่แชร์ไปดังกล่าว

หากเราวิเคราะห์ถึงความเคลื่อนไหวนี้ จะพบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การใช้โซเชียลมีเดียในระดับผู้นำประเทศต้องมีความระมัดระวังสูง
  • การสื่อสารทางการเมืองในปัจจุบันมีความรวดเร็วและตรวจสอบได้ง่าย
  • เหตุผลเรื่องการ “เผลอกด” เป็นคำตอบที่มักถูกใช้บ่อยในแวดวงการเมืองเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นการเจรจาปัญหากุ้งไทยกับมาเลเซียถือเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อปากท้องของเกษตรกรไทยโดยตรง การที่มีกระแสถึงความพยายามของหลายฝายในการร่วมมือกันนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ความชัดเจนในการสื่อสารคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน และทำให้เรื่อง อนุทิน ลบโพสต์แชร์ผลงาน ทักษิณ ปิดดีลกุ้งไทยกับมาเลเซีย ไม่กลายเป็นประเด็นที่บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงทางการค้าที่แท้จริง

ท้ายที่สุด การทำงานเพื่อประเทศชาติควรยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ผลักดันดีลดังกล่าว ความสำเร็จในการส่งออกกุ้งไทยไปยังมาเลเซียถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับเศรษฐกิจไทยในภาพรวม ทุกท่านคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ สามารถแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้นะครับ

ที่มา – “อนุทิน” ลบโพสต์แชร์ผลงาน “ทักษิณ” ปิดดีลกุ้งไทยกับมาเลเซีย

“วรศิษฎ์” ไม่ถอนตัว บอก เป็นแค่ระดับมอบนโยบาย ไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านกดดันให้ลาออกจากคณะกรรมการตรวจสอบทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยจุดเริ่มต้นมาจากข้อสงสัยที่มีชื่อบุคคลในครอบครัวของท่านเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบสวนของ ป.ป.ช.

“วรศิษฎ์” ไม่ถอนตัว บอก เป็นแค่ระดับมอบนโยบาย ไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบ

จากการให้สัมภาษณ์ล่าสุด นายวรศิษฎ์ยืนยันหนักแน่นว่า “วรศิษฎ์” ไม่ถอนตัว บอก เป็นแค่ระดับมอบนโยบาย ไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบ โดยชี้แจงว่าหน้าที่ของตนในฝ่ายบริหารนั้นเป็นการสั่งการเชิงนโยบายเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจไปลงรายละเอียดหรือแทรกแซงกระบวนการชี้ถูกผิดหรือการตรวจสอบของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) แต่อย่างใด

เหตุผลที่ “วรศิษฎ์” ไม่ถอนตัว บอก เป็นแค่ระดับมอบนโยบาย ไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบ

นอกจากนี้ นายวรศิษฎ์ยังตั้งคำถามกลับไปยังฝ่ายค้าน โดยเฉพาะกรณีที่สมาชิกพรรคประชาชนเคยมีข่าวพัวพันกับเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งในตอนนั้นไม่ได้มีการแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกแต่อย่างใด ดังนั้นการนำเรื่องส่วนตัวมาผูกกับหน้าที่การงานทางการเมืองจึงควรมีการแยกแยะให้ชัดเจน โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • การตรวจสอบเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการที่ทำอย่างโปร่งใสตามข้อเท็จจริง
  • การมีชื่อญาติเกี่ยวข้องไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นมีความผิดหรือมีการทุจริตในขั้นตอนของฝ่ายบริหาร
  • นายวรศิษฎ์พร้อมเข้าตอบกระทู้ถามในสภาเพื่อความกระจ่างแก่ประชาชน
  • การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่ไม่มีใครทำ เนื่องจากผลลัพธ์ย่อมย้อนกลับมาหาตัวผู้กระทำเอง

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยทิ้งท้ายว่า ตนไม่ได้รู้สึกกังวลกับการจับจ้องของฝ่ายค้าน เพราะภาระงานในความรับผิดชอบนั้นมีมากพออยู่แล้ว และการทำงานภายใต้นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันมีความชัดเจนว่าหากใครทำผิดก็ต้องรับผิดชอบไปตามกระบวนการกฎหมาย โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติเพื่อปกป้องใครทั้งสิ้น

บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้คือ การตรวจสอบทางการเมืองควรอยู่บนฐานของข้อเท็จจริงและความยุติธรรม มากกว่าการใช้ประเด็นส่วนบุคคลมาสร้างแรงกดดันทางการเมือง การมีส่วนร่วมตรวจสอบเป็นเรื่องดี แต่ต้องแยกแยะระหว่างหน้าที่บริหารกับความสัมพันธ์ส่วนตนให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กลายเป็นความขัดแย้งที่ไร้ทิศทางและไม่เกิดผลดีต่อประชาชน

ที่มา – “วรศิษฎ์” ไม่ถอนตัว บอก เป็นแค่ระดับมอบนโยบาย ไม่เกี่ยวกับการตรวจสอบ

สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม

สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในรัฐสภา เมื่อนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพรรคประชาชน (ปชน.) อย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะประเด็นการสื่อสารที่ถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข จนเกิดเป็นวิวาทะทางการเมืองที่น่าจับตามองในขณะนี้

นายพิสิษฐ์ได้ออกมาเน้นย้ำว่า การที่พรรคประชาชนออกมาให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนนั้นถือเป็นการกระทำที่คล้ายกับ IO ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองระดับประเทศ โดย สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ว่ามีการสร้างข้อมูลเท็จเกี่ยวกับบัญชีท้ายร่าง พ.ร.บ. ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด ทั้งที่ในความเป็นจริงทางวุฒิสภาแทบไม่ได้แก้ไขเนื้อหาในส่วนดังกล่าวเลย เว้นแต่เพียงส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการเดินอากาศเท่านั้น

อย่าใช้เยาวชนบังหน้าสร้างลัทธิปั่นหัวเด็ก

นอกจากประเด็นเรื่องการตีความกฎหมายแล้ว นายพิสิษฐ์ยังได้แสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่งเกี่ยวกับการนำเยาวชนมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยระบุว่าพรรคประชาชนมักใช้ประเด็นเรื่องมาตรา 112 มาเป็นเกราะกำบังในการเคลื่อนไหว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกระบวนการยุติธรรมสำหรับเยาวชนในปัจจุบันได้มีช่องทางช่วยเหลือและฟื้นฟูไว้อยู่แล้วผ่านศาลเยาวชนและครอบครัว

การที่ฝ่ายการเมืองพยายามนำเยาวชนมาบังหน้าเพื่อสร้างลัทธิปั่นหัวเด็กนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะ:

  • เยาวชนอาจขาดความเข้าใจบริบทที่แท้จริงและหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือน
  • มีการสร้างภาพจำผิดๆ ว่าการทำผิดกฎหมายคือวีรกรรมการต่อสู้
  • การผลักดันให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ที่ละเลยความสำคัญของสถาบันหลักของชาติ

นายพิสิษฐ์ย้ำว่า วุฒิสภามีความจำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายลุกลามไปยังรากฐานของสังคม การที่ สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ในครั้งนี้ จึงเป็นการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันมาพูดคุยด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการสร้างวาทกรรมเพื่อเรียกคะแนนนิยมหรือสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน

ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ทางการเมือง เราคงต้องจับตาดูว่าพรรคประชาชนจะมีท่าทีอย่างไรต่อข้อกล่าวหานี้ และสังคมไทยจะสามารถแยกแยะระหว่างการต่อสู้ทางการเมืองกับการบิดเบือนข้อเท็จจริงได้มากน้อยเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว การขับเคลื่อนประเทศต้องการความตรงไปตรงมาและการเคารพในกติกาของรัฐสภาอย่างแท้จริง มากกว่าการเน้นยอดไลก์ยอดแชร์เพียงชั่วคราว

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ลั่นอย่าใช้เยาวชนบังหน้า สร้างลัทธิปั่นหัวเด็ก

Scroll to top