การเลือกตั้ง

กล้าธรรมเปิดตัว! ว่าที่ผู้สมัคร สส.จชต. “ชนนพัฒน์”

พรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) อย่างคึกคัก โดยมีชื่อของ “ชนนพัฒน์” เป็นไฮไลท์ พร้อมด้วยภรรยาที่มาร่วมให้กำลังใจ เตรียมเปิดตัวผู้สมัครครบทั้งประเทศ 25 ธันวาคมนี้

กล้าธรรมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จชต. “ชนนพัฒน์”

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ร่วมกันเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคในหลายจังหวัดทั่วประเทศ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและการสนับสนุน

การเปิดตัวครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญในจังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ โดยมีรายชื่อที่น่าสนใจดังนี้:

  • จังหวัดนราธิวาส: นายลุตฟี หะยีอีแต, นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ, นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ และนายกอเซ็ง แซมะซู
  • จังหวัดปัตตานี: แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา, นายอับดุลบาซิม อาบู, นายมะรูดิง ยาโงะ, นายยูนัยดี วาบา และนายสนิท นาแว
  • จังหวัดยะลา: นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ, นายอับดุลฮาฟิซ หิเล และนายมูฮำหมัดสุกรี บุงา
  • จังหวัดสุรินทร์: นางฟาริดา สุไลมาน
  • จังหวัดพิษณุโลก: นายอาริฟ กุนนาบี
  • จังหวัดกระบี่: นายศรัญญู รักมิตร
  • จังหวัดภูเก็ต: นายทิวัตถ์ สีดอกบวบ และ น.ส.อรทัย เกิดทรัพย์
  • จังหวัดสงขลา: นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว, นายวงศ์วชร ขาวทอง, นายบารมี ขาวทอง และ น.ส.กฤตพร คงเคว็จ ภรรยาของนายชนนพัฒฐ์

ความพร้อมของพรรคกล้าธรรมและ “ชนนพัฒน์” ผู้สมัคร สส.จชต.

ร.อ.ธรรมนัส ย้ำถึงความพร้อมของพรรคกล้าธรรมในการสู้ศึกเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเน้นย้ำถึงการทำงานร่วมกันแบบพี่น้อง ไม่มีการแบ่งชนชั้น พร้อมชูว่าที่ผู้สมัคร สส. ที่มีความเข้าใจพื้นที่อย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังได้ประกาศกำหนดการเปิดตัวผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตครบทั้งประเทศ 400 คน และผู้สมัครบัญชีรายชื่ออีก 100 คน ในวันที่ 25 ธันวาคม ณ ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา

นายนัจมุดดิน กล่าวถึงสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังขาดตัวแทนที่แท้จริงของคนในพื้นที่ พร้อมขอบคุณ ร.อ.ธรรมนัส ที่ให้เกียรติชาวไทยมุสลิม และแสดงความเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ว่าพรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญกับประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

แพทย์หญิงเพชรดาว กล่าวถึงปัญหาที่สะสมมายาวนานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และคาดหวังว่าพรรคกล้าธรรมจะมีนโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนที่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชน

การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จชต. “ชนนพัฒน์” และผู้สมัครคนอื่นๆ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคกล้าธรรมในการเข้ามาแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคในระดับประเทศ การมีส่วนร่วมของบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและความเข้าใจในพื้นที่ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันนโยบายและการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

การตัดสินใจส่ง“ชนนพัฒน์” ลงสมัคร สส.จชต. นั้นน่าสนใจ และภรรยาของเขาก็มีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน นี่อาจเป็นสัญญาณที่ดีถึงความตั้งใจจริงในการทำงานเพื่อพื้นที่

การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จชต. “ชนนพัฒน์” ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคกล้าธรรม ในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – กธ. เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จชต. “ชนนพัฒน์” พาภรรยามาด้วย จ่อเปิดครบหมด 25 ธ.ค.

“ธรรมนัส” รับมี นักการเมืองเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไม่ขายฝัน

“ธรรมนัส” รับมีนักการเมืองผู้ใหญ่มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคกล้าธรรม ส่วนจะเป็นเบอร์ 1 เองหรือไม่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน แย้มมีบ้านใหญ่รอพาเหรดเข้าพรรคอีก ลั่นให้ดูที่ผลงาน นโยบายหาเสียงไม่ขายฝัน

เมื่อเวลา 15.35 น. วันที่ 17 ธันวาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ที่พรรค ถึงการวางผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ว่า ตอนนี้วางตัวได้ประมาณ 85% แล้ว โดยเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม กลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีความพร้อมได้มาเปิดตัวแล้ว จากนี้จะมีการทยอยเปิดตัว ขณะที่จะเปิดตัวได้ทั้งหมดเมื่อไหร่นั้น เนื่องจากตอนนี้ตนยังไม่ได้คุยกับคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ซึ่งจะได้มีการหารือกันถึงการเปิดตัว ส่วนกรณี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ระบุ ร.อ.ธรรมนัส เป็นแคนดิเดตนายกฯอันดับ 1 นั้น นางนฤมลพูดไปก่อน เดี๋ยวก็ต้องมานั่งคุยกัน ทำตามระบบพรรค

ผู้สื่อข่าวถามต่อ สมาชิกพรรคกล้าธรรมส่วนใหญ่เห็นว่า ร.อ.ธรรมนัส เหมาะสมที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ร.อ.ธรรมนัส เผยว่า ยังมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่ยังไม่เป็นข่าวจะเข้ามาอีกหลายคน ต้องรอกันก่อน ส่วนคำถามอีกว่าเป็นคนนอก-เป็นนักธุรกิจ ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับคนปัจจุบันนี้ เดี๋ยวเขาก็เข้ามา เมื่อถามย้ำ หมายความว่าไม่ต้องเป็นสมาชิกพรรค อาจจะเป็นนักธุรกิจหรือคนดัง พอเปิดตัวแล้วเป็นที่รู้จักของสังคมใช่หรือไม่ มีความชำนาญด้านใด ร.อ.ธรรมนัส เผยว่า “ก็เป็นนักการเมืองอยู่”

สำหรับกรณีกลุ่มวาดะห์จะเข้ามาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมนั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่ามีการพูดคุยกัน ในคำถามว่าคาดหวังที่จะปักธงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ทุกพรรคก็คาดหวังที่จะปักธงให้ได้ ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าตอนนี้พรรคกล้าธรรมคึกคัก มีอดีต สส. ไหลเข้ามาจำนวนมาก ตั้งเป้าในการเลือกตั้งครั้งนี้เท่าใด ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า เดี๋ยวตนขอดูรายชื่อจากคณะกรรมการสรรหาก่อน ขณะที่เมื่อถามถึงการจัดลำดับ สส.บัญชีรายชื่อ ร.อ.ธรรมนัส จะเป็นลำดับที่ 1 เลยหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส บอกว่า “เดี๋ยวดูอีกที”

ทางด้านคำถามว่าอดีต สส.พรรคเพื่อไทยก้อนใหญ่จะเริ่มเข้ามาเมื่อไหร่ ร.อ.ธรรมนัส เผยว่า กำลังคุยกันอยู่ ยังมีเวลาเหลืออยู่ ส่วนกรณีนางนฤมล ระบุจะมีกลุ่มบ้านใหญ่เข้ามาอีกนั้น ยอมรับว่าจะมีเข้ามาอีก แต่ว่าใครจะออกจากที่ไหนมา ตนก็มีมารยาทที่จะต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่องก่อน เมื่อถามย้ำว่าหากมาแล้วจะไม่ทับกันใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ย้ำว่า เราต้องแก้ปัญหาให้จบก่อน จะได้ไม่ต้องมาแก้ปัญหากันทีหลัง

ก่อนหน้านี้พรรคกล้าธรรมเหมือนตกเป็นเป้า มองว่ากระแสพรรครอบนี้จะสามารถสู้กับพรรคอื่นได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบประเด็นนี้ว่า “ก็อย่างที่เห็น เราเป็นพรรคทำงาน ไม่ต้องพูดมาก ต้องดูผลงาน กล้าพูดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าแม้จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ได้ไม่กี่เดือน ก็อย่างที่เห็นว่าผมทำงานอย่างไร” เมื่อถามย้ำพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เดี๋ยวต้องคุยกันก่อน

ในช่วงท้ายกับคำถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งครบทั้ง 400 เขตใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่าส่งครบทั้ง 400 เขต ส่วนวันรับสมัครรับเลือกตั้ง 27 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการบริหารพรรคจะพาผู้สมัครไปสมัคร นำโดยหัวหน้าพรรคกล้าธรรมและตน สำหรับเวทีหาเสียงนั้น เราจะไปทุกที่ แต่จะเป็นที่ใดที่แรกต้องวางยุทธศาสตร์ เพราะแต่ละคนก็ต้องช่วยกันปราศรัย ขณะที่เรื่องนโยบายที่ใช้หาเสียง เราอย่าไปขายฝัน เพราะถ้าขายฝันแล้วทำไม่ได้ก็เสียของ ส่วนสโลแกน ชื่อพรรคก็ชัดอยู่แล้วว่ากล้าทำ ขณะที่สโลแกนอื่นๆ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค กำลังคิดอยู่.

“ธรรมนัส” รับมี นักการเมืองเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไม่ขายฝัน

ธรรมนัสแย้ม! พรรคกล้าธรรมมีแคนดิเดตนายกฯ

การเปิดเผยของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่น่าสนใจถึงทิศทางและอนาคตของพรรคกล้าธรรมในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า การมีนักการเมืองผู้ใหญ่เข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกฯนั้น จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจและความน่าเชื่อถือให้กับพรรคได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามดูกันต่อไป

ที่มา – “ธรรมนัส” รับ มีนักการเมืองผู้ใหญ่มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ลั่น นโยบายหาเสียงไม่ขายฝัน

อนุทินดัน “สีหศักดิ์” นั่งแคนดิเดตนายกฯ จริงหรือ?

จากกรณีที่สื่อมวลชนได้สอบถามถึงความเป็นไปได้ที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว จะได้รับการทาบทามให้ดำรงตำแหน่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ต้องออกมาแสดงท่าทีต่อเรื่องนี้ โดยการจับมือนายสีหศักดิ์ชูขึ้น ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน ประเด็นนี้จึงกลายเป็นที่จับตาว่า นายสีหศักดิ์ จะมีโอกาสเป็น “สีหศักดิ์” นั่งแคนดิเดตนายกฯ จริงหรือไม่

ในช่วงแรก นายสีหศักดิ์ได้กล่าวถึงการเดินทางมายังพรรคภูมิใจไทยว่า เป็นการมาถ่ายรูปเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลงสมัคร สส. ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบเขต นอกจากนี้ ยังระบุว่า พรรคมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว 2 คน และตนเองไม่ได้เป็นคนที่ 3 อย่างที่สื่อได้สอบถาม

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่จะเป็นแผนสำรอง หากมีผู้ถอนตัว นายสีหศักดิ์ตอบว่า ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น และผู้ที่พรรคมีอยู่แล้วก็มีความเหมาะสมดีอยู่แล้ว พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ถูกทาบทามให้ลงสมัคร สส. หรือเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด

เมื่อถามถึงความสนใจในเส้นทางการเมือง นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ไม่ได้สนใจ แต่ต้องการทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้ดีที่สุด ส่วนโอกาสที่จะได้ดำรงตำแหน่งเดิมหากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลนั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม

ถึงแม้จะไม่สนใจงานด้านการเมืองโดยตรง แต่นายสีหศักดิ์ก็ยอมรับว่า ปัจจุบันได้เข้ามาช่วยเหลือรัฐบาลในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นงานที่ถนัด แต่การเมืองจริงๆ อาจจะไม่ถนัดเท่าไหร่นัก

ขณะที่นายสีหศักดิ์กำลังให้สัมภาษณ์อยู่นั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เดินทางมาถึงพรรคภูมิใจไทย เพื่อเข้าร่วมประชุมว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ผู้สื่อข่าวจึงได้สอบถามถึงความเป็นไปได้ในการทาบทามนายสีหศักดิ์เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค นายอนุทินไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง แต่ได้จับมือนายสีหศักดิ์ชูขึ้น ก่อนจะจูงมือเข้าไปในพรรค พร้อมกล่าวว่า จะขึ้นไปคุยงานข้างบน

เพื่อคลายความสงสัย ผู้สื่อข่าวได้ถามย้ำว่า นายสีหศักดิ์เป็นแผนสำรองตามที่นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวไว้หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า นายสีหศักดิ์สามารถเป็นสำรองของใครก็ได้ พร้อมยืนยันว่า พรรคไม่มีแผนสำรอง มีแต่แผนหลักเท่านั้น

อนุทินดัน “สีหศักดิ์” นั่งแคนดิเดตนายกฯ จริงหรือ?

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวยังคงพยายามสอบถามถึงโอกาสที่นายสีหศักดิ์จะได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่นายอนุทินไม่ได้ให้คำตอบ เพียงแต่ยิ้มให้กับสื่อมวลชนและเดินขึ้นไปยังชั้นบนของที่ทำการพรรคทันที

### ความเป็นไปได้ที่ “สีหศักดิ์” นั่งแคนดิเดตนายกฯ

ถึงแม้ว่านายอนุทินจะไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน แต่การกระทำของเขา ทั้งการจับมือนายสีหศักดิ์ชูขึ้น และการกล่าวว่าไม่มีแผนสำรอง มีแต่แผนหลัก ก็อาจตีความได้ว่า พรรคภูมิใจไทยกำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการเสนอชื่อนายสีหศักดิ์เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ทั้งความเหมาะสมของตัวบุคคล สถานการณ์ทางการเมือง และการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารพรรค

การแสดงออกของนายอนุทินในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่เขามีต่อนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ถึงแม้ว่านายสีหศักดิ์จะไม่ได้แสดงความสนใจในงานการเมืองโดยตรง แต่ด้วยประสบการณ์และความสามารถในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่น่าจับตามองในแวดวงการเมือง

การที่นายอนุทินแสดงท่าทีสนับสนุน “สีหศักดิ์” นั่งแคนดิเดตนายกฯ นี้ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความต้องการที่จะขยายฐานเสียง และดึงดูดผู้สนับสนุนจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่อาจมองว่านายสีหศักดิ์เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และมีความเข้าใจในประเด็นปัญหาระดับนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจที่จะเสนอชื่อนายสีหศักดิ์เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทย

การที่พรรคภูมิใจไทยมีตัวเลือกที่หลากหลายเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในการแข่งขันทางการเมือง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคภูมิใจไทยสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอ การจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงทิศทางและแนวโน้มทางการเมืองได้ดียิ่งขึ้น

การที่อนุทินชูมือ “สีหศักดิ์” หลังถูกถามเรื่อง “สีหศักดิ์” นั่งแคนดิเดตนายกฯ นั้น เป็นเพียงแค่การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ หรือเป็นสัญญาณที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง? เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้

ที่มา – “อนุทิน” ชูมือ “สีหศักดิ์”หลังสื่อถามทาบทามนั่งแคนดิเดตนายกฯ

กกต.เตือน! ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

กกต. ยืนยันความพร้อมจัดทำประชามติ ควบคู่ไปกับการลงคะแนนเลือกตั้งทั่วประเทศ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เตือนพรรคการเมืองว่าสามารถหาเสียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนเวทีประชามติต้องห้ามการหาเสียง หากไม่ระมัดระวังอาจเสี่ยงผิดกฎหมายเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดทำประชามติว่า รัฐบาลได้ส่งหนังสือมายัง กกต. เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม เรื่องการขอให้ กกต. จัดทำประชามติ ตามมาตรา 15 ของพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติ 2564 โดยมีรายละเอียดสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ เหตุผลความจำเป็น สาระสำคัญของเรื่องที่จะทำประชามติ และงบประมาณตามกฎหมายที่กำหนด เพื่อให้ กกต. เตรียมเอกสารที่จะส่งให้กับประชาชน

ทั้งนี้ กระบวนการประชามติยังไม่เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ 100% และต้องรออีก 15 วัน ตามที่กฎหมายกำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ประกาศวันออกเสียงประชามติ ซึ่งคาดว่าจะตรงกับวันเลือกตั้งที่ 8 กุมภาพันธ์ กกต. ได้ให้ข้อมูลกับรัฐบาลไปแล้วว่าสามารถจัดประชามติในวันเดียวกับการเลือกตั้งได้ กกต. มีความพร้อม แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาล

เลขาธิการ กกต. ยังได้อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งและการรณรงค์การออกเสียงประชามติ การหาเสียงคือการที่พรรคการเมืองหาคะแนนนิยมเพื่อให้ประชาชนเลือกผู้สมัครหรือพรรคของตนเอง แต่การทำประชามติคือการให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสาระสำคัญของประเด็นที่จะทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนพิจารณาว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หน่วยงานที่ให้ กกต. จัดทำประชามติ ได้ส่งข้อมูลมาเพื่อให้ กกต. เผยแพร่ให้กับประชาชนตามมาตรา 15 และจะมีการจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

นายแสวง กล่าวย้ำว่า การหาเสียงเป็นการเสนอแนวทางและนโยบายของพรรค แต่เวทีประชามติคือเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาของประเด็นที่จะทำประชามติ ไม่ใช่เวทีหาเสียง ข้อมูลที่ส่งมาตามมาตรา 15 ต้องเป็นกลาง และ กกต. จะต้องจัดเวทีแสดงความคิดเห็นให้มีความทัดเทียมกันทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

เมื่อถามถึงกรณีที่ผู้สมัคร สส. หรือตัวแทนพรรคการเมืองสามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ นายแสวงอธิบายว่าข้อมูลที่รัฐบาลส่งมา หรือข้อมูลที่สภาจัดทำ จะต้องไม่ชี้นำ แต่จะต้องให้ข้อมูลที่เป็นกลางเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของประเด็นประชามติ ตามมาตรา 15 ในขณะที่การให้ข้อมูลกับประชาชน ฝ่ายที่เห็นชอบก็จะให้ข้อมูลโน้มน้าวให้ประชาชนเห็นด้วย ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะให้ข้อมูลโน้มน้าวไปในอีกทางหนึ่ง

ดังนั้น ในส่วนของการทำประชามติ จะมี 2 ส่วน คือ ส่วนของข้อมูลและส่วนของความคิดเห็น ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติสากล ในการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้สมัคร สส. สามารถนำประเด็นประชามติไปใช้ในการหาเสียงได้ แต่หากเป็นเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำประชามติ กสทช. จะดูแลสื่อของรัฐและสื่อเอกชนให้แสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน และสำนักงาน กกต. จะทำความเข้าใจเรื่องนี้กับสื่อมวลชนและประชาชนไปพร้อมกัน

เมื่อถามว่า ในเวทีปราศรัยหาเสียง พรรคการเมืองสามารถบอกได้หรือไม่ว่าประชาชนควรจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับการทำประชามติ นายแสวง กล่าวว่า พรรคสามารถบอกได้ว่านโยบายของพรรคเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถือว่าเป็นการหาเสียง แต่ในเวทีประชามติ ผู้ที่พูดจะต้องไม่ใช่พรรคการเมือง แต่เป็นตัวแทนของฝ่ายที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับประเด็นประชามติ

หากพรรคการเมืองต้องการแสดงความคิดเห็นในเวทีประชามติ จะต้องลงทะเบียนเป็นฝ่ายเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายที่แตกต่างกัน ดังนั้น การหาเสียงของพรรคจึงทำได้เพียงการเสนอว่า พรรคมีนโยบายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร แต่ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ หากล้ำเส้นก็จะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย

“ผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องระมัดระวัง และต้องพิจารณาว่าขณะที่พูด กำลังอยู่ในเวทีกรอบกฎหมายเลือกตั้ง หรืออยู่ในเวทีกรอบการทำประชามติ” นายแสวง กล่าวย้ำ

เลขาธิการ กกต. ยังกล่าวถึงกรณี ครม. เตรียมหารือเรื่องคำถามที่จะใช้ในการทำประชามติว่า กกต. ขอเวลาพิจารณารายละเอียดในหนังสือที่ ครม. ส่งมาก่อน แต่โดยหลักกฎหมายแล้ว อำนาจในการกำหนดคำถามเป็นของหน่วยงานที่ส่งเรื่องมาให้ทำประชามติ ไม่ใช่ กกต.

ส่วนงบประมาณในการจัดทำประชามติ หากไม่รวมกับการจัดการเลือกตั้ง จะใช้งบประมาณใกล้เคียงกับการเลือกตั้ง เนื่องจากมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 53 ล้านคน หากแยกกันทำจะต้องใช้งบประมาณประมาณหมื่นล้านบาท แต่หากจัดพร้อมกัน จะใช้งบประมาณประมาณ 8 พันล้านบาท

กกต.เตือน! ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

สิ่งที่ผู้สมัคร สส. ต้องระวังเกี่ยวกับการแสดงความเห็นต่อประชามติ

จากคำเตือนของ กกต. นี้ ผู้สมัคร สส. และพรรคการเมืองควรระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจเข้าข่ายชี้นำประชาชนและผิดกฎหมายเลือกตั้ง การทำความเข้าใจข้อกำหนดและขอบเขตที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – กกต.เตือนผู้สมัคร สส. ห้ามชี้นำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ

“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย

การตัดสินใจครั้งสำคัญของนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่ประกาศ“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย สร้างความฮือฮาในวงการการเมือง เธอให้เหตุผลว่าการทำหน้าที่รัฐมนตรีตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้เธอรู้สึกมีพลังและต้องการที่จะลงชิงตำแหน่งผู้แทนประชาชนอย่างเต็มตัว

“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการตัดสินใจลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีนั้นมีผู้สมัครเต็มจำนวนแล้ว การขยับมาลงในระบบบัญชีรายชื่อจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้

สิ่งที่น่าสนใจคือความรู้สึกของนางสาวซาบีดาต่อการก้าวเข้าสู่บทบาทสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มตัว เธอกล่าวว่า “จากการที่ได้ทำงานเพื่อประชาชนเกือบ 1 ปี มีพลังในการที่จะเป็นตัวแทนของประชาชน และคิดว่าน่าจะไปต่อได้” คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อส่วนรวม

แรงสนับสนุนและคำแนะนำจากคุณพ่อ ชาดา ไทยเศรษฐ์

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ย่อมหนีไม่พ้นที่จะกล่าวถึงคุณพ่อของเธอ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี ผู้มากประสบการณ์ในเวทีการเมือง เมื่อถูกถามถึงคำแนะนำที่คุณพ่อมอบให้ นางสาวซาบีดาตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “เรียนตามตรงว่าพ่อไม่ได้บอกอะไร บอกเพียงว่าต้องมีผลงาน” คำพูดสั้นๆ แต่มีความหมายนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เธอตั้งใจทำงานและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์

สิ่งที่นางสาวซาบีดาได้สั่งสมมาตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จะเป็นแรงผลักดันให้เธอประสบความสำเร็จในการเป็นผู้แทนราษฎรหรือไม่ เธอกล่าวว่า “เป็นความตั้งใจมากกว่า ส่วนผลตอบรับจะเป็นอย่างไรอยู่ที่ประชาชน ต้องทำให้ดีที่สุดในทุกๆ วัน” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างเต็มความสามารถ

การตัดสินใจของ“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทยในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางการเมืองของเธอ การได้รับโอกาสในการทำงานเพื่อประชาชนตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้เธอมีความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น และพร้อมที่จะนำประสบการณ์เหล่านั้นมาใช้ในการทำงานในฐานะผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ตาม การลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อย่อมมีความท้าทาย เนื่องจากต้องอาศัยคะแนนเสียงจากทั่วประเทศ การสร้างความน่าเชื่อถือและการทำให้ประชาชนเห็นถึงความตั้งใจจริงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การทำงานร่วมกับสมาชิกพรรคคนอื่นๆ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการร่วมมือกันจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การที่“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในศักยภาพของตนเองและความเชื่อมั่นในพรรคภูมิใจไทย การตัดสินใจครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการเมืองที่ยาวไกล และอาจนำพาเธอไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นในอนาคตก็เป็นได้

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ถือเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง ด้วยความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ และความมุ่งมั่นตั้งใจ เธออาจเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่เธอได้รับแรงสนับสนุนจากคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณพ่อ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ซึ่งเป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง การมีที่ปรึกษาที่ดีเช่นนี้ จะช่วยให้เธอสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ ไปได้อย่างราบรื่น

การที่“ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าในวงการการเมืองไทย การมีนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีความสามารถและมุ่งมั่นตั้งใจ จะช่วยสร้างความหวังและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ดังนั้น การตัดสินใจของนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าติดตามและให้กำลังใจอย่างยิ่ง หวังว่าเธอจะสามารถทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรได้อย่างเต็มความสามารถและสร้างประโยชน์สุขให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ซาบีดา” รับลงสมัครปาร์ตี้ลิสต์ภูมิใจไทย​ ทำหน้าที่รัฐมนตรี 1 ปี รู้สึกมีพลังลงชิงผู้แทนประชาชน

ปชช. วุ่น! อดีต สส. ลา แฉพรรคพวกมากลากไป

พรรคประชาชนวุ่นหนัก อดีต สส. ตัดใจลา ก่อนแฉพวกมากลากไป ไม่สนใจคนทำงาน

สถานการณ์ภายในพรรคประชาชนวุ่นหนัก หลัง “บ้านใหญ่” แห่ซบและแย่งชิงพื้นที่ ส.ส. แต่กลับเกิดปัญหาภายใน โดยเฉพาะที่ปราจีนบุรี เมื่ออดีตผู้สมัครออกมาแฉยับถึงการตั้งกลุ่มแบ่งมุ้งและพฤติกรรมพวกมากลากไปที่ไม่สนใจคนทำงาน

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าในการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตของพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งพบว่ามีกลุ่ม “บ้านใหญ่” จากตระกูลการเมืองชื่อดังหลายรายตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับปั่นป่วนเมื่อเกิดความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรงในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะในการคัดเลือกตัวแทนผู้ประสงค์ลงสมัคร ส.ส.

มีบุคคลจากตระกูลดังที่น่าสนใจหลายรายที่เข้ามาจองพื้นที่ ได้แก่ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ (อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม) จองพื้นที่นครราชสีมา เขต 7, นางสาวนัฏฐิกา โล่ห์วีระ จองพื้นที่ชัยภูมิ เขต 1 และนายธนวัช ภูเก้าล้วน จองพื้นที่กระบี่ เขต 1

ถึงกระนั้น พรรคยังมีงานหนักที่ต้องสะสางในอีก 5 เขตเลือกตั้งที่ยังไม่สามารถหาตัวผู้สมัครได้ ได้แก่ ขอนแก่น เขต 7, ชัยนาท เขต 2, ปราจีนบุรี เขต 1, อุดรธานี เขต 6 และที่สำคัญที่สุดคือ พะเยา เขต 1 ซึ่งเป็นฐานที่มั่นที่แข็งแกร่งของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่พรรคยังไม่สามารถหาผู้สมัครที่แข็งแกร่งพอที่จะลงแข่งได้

ปราจีนบุรีระอุ อดีตผู้สมัครลาออกแฉ พรรคประชาชนวุ่น

ในส่วนของพื้นที่ปราจีนบุรี ส่อแววความขัดแย้งรุนแรงขึ้นเมื่อนายไพทูรย์ นาคหิรัญ อดีตผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 ปราจีนบุรี (สมัยพรรคก้าวไกล) ได้โพสต์ประกาศยุติบทบาทกับ “พรรคประชาชน” พร้อมเปิดโปงเบื้องลึกเบื้องหลังที่ทำให้พรรคเสียหายอย่างมาก โดยแฉว่ามีผู้ประสานงานภาคล่อลวงให้ลงสมัครพร้อมชักชวนร่วมลงทุนธุรกิจสุรา (หุ้นลม) แต่เมื่อเกิดปัญหาและเป็นข่าวในช่วงเลือกตั้งซ่อมระยอง กลุ่มหุ้นส่วนกลับเงียบหาย ทิ้งหนี้สินและความเสียหายจากโรงงานให้ตนเองรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

นายไพทูรย์ยืนยันว่าตนพยายามช่วยเหลือ “ส.ส.แจ้” (วุฒิพงศ์ ทองเหลา) ในการตรวจสอบการเรียกรับผลประโยชน์จากโรงงานและการตั้งมุ้งของ NGO/นักเคลื่อนไหวนอกพื้นที่ แต่กลับถูกกลุ่มอำนาจในพรรคใช้พวกมากลากไปและโจมตีด้วยหลักฐานเท็จ พร้อมแฉว่าคนของพรรคทั้งในจังหวัดและภาคตะวันออกพยายามตั้งมุ้งเพื่อเลือกคนของตัวเองขึ้นมา โดยไม่ให้ความสำคัญกับสมาชิกที่ทำงานอย่างแท้จริง จนที่สุดต้องตัดสินใจลาออกพร้อมสมาชิกส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว

นายไพทูรย์กล่าวเพิ่มเติมว่านโยบายของพรรคดีทุกอย่าง แต่คนในพรรคบางกลุ่มอาจเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน พยายามตั้งมุ้งเพื่อเลือกคนของตัวเอง และต้องขอโทษประชาชนกว่า 3.1 หมื่นคะแนนที่มอบความไว้วางใจให้

สรุปได้ว่า ปัญหาภายในพรรคประชาชนวุ่น หนักครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการภายในพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพรรคต้องเผชิญกับการเข้ามาของกลุ่มการเมือง “บ้านใหญ่” ซึ่งอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างอำนาจและการจัดสรรผลประโยชน์ภายในพรรค การลาออกของอดีตผู้สมัคร ส.ส. และการออกมาแฉเบื้องหลัง อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของพรรคในสายตาของประชาชน

การที่พรรคไม่สามารถหาผู้สมัครในบางเขตได้ สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากในการดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความพร้อมที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พรรคมีฐานเสียงไม่แข็งแกร่งนัก พรรคจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกและผู้สนับสนุน และเพื่อเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ดังนั้น พรรคประชาชนวุ่น เรื่องนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่พรรคต้องนำไปปรับปรุงแก้ไขการทำงานภายใน เพื่อให้พรรคสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ หวังว่าพรรคจะรับฟังเสียงสะท้อนจากสมาชิกและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

ที่มา – พรรคประชาชนวุ่นหนัก อดีต สส. ตัดใจลา ก่อนแฉพวกมากลากไป ไม่สนใจคนทำงาน

รู้จัก “ศิริกัญญา ตันสกุล” ว่าที่นายกฯ พรรคประชาชน

ชวนรู้จักประวัติ “ไหม – ศิริกัญญา ตันสกุล” แคนดิเดตนายกฯ หญิงคนเดียวของพรรคประชาชน นักเศรษฐศาสตร์สาว รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย เลือกตั้ง 2569 คราวนี้ มีลุ้นรัฐบาลพรรคเดียวหรือไม่

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 นับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ครั้งใหม่ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศแล้ว โดยจะเปิดรับสมัครในช่วงวันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 นี้แล้ว หลายพรรคการเมืองทยอยเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึงพรรคประชาชน ประกอบด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายนโยบาย แคนดิเดตลำดับที่ 2 และ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายยุทธศาสตร์การเมือง และที่ปรึกษาด้านนโยบาย แคนดิเดตลำดับที่ 3

ประวัติ “ศิริกัญญา ตันสกุล”

สำหรับประวัติของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ชื่อเล่น ไหม เกิดเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2524 อายุ 44 ปี (ณ พ.ศ. 2568) จบการศึกษาระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ระดับปริญญาตรีและโทจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยตูลูส ประเทศฝรั่งเศส เคยทำงานให้กับสถาบันอนาคตไทยศึกษา (Thailand Future Foundation) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

เส้นทางการเมืองของ ศิริกัญญา ตันสกุล

น.ส.ศิริกัญญา เข้ามาร่วมงานการเมืองกับพรรคอนาคตใหม่ ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย โดยการชักชวนจาก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น และลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 15 โดยได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สมัยแรก และยังได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจของสภาผู้แทนราษฎรไทย ชุดที่ 25 ด้วย. กระทั่งวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 7 ต่อ 2 เสียง ยุบพรรคอนาคตใหม่ พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค เป็นเวลา 10 ปี จากกรณีกู้ยืมเงินจากนายธนาธร จำนวน 191 ล้านบาท เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 72 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ในขณะนั้น น.ส.ศิริกัญญา พร้อมด้วย สส.ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจึงย้ายมาสังกัดพรรคก้าวไกล และที่ประชุมพรรคได้เลือกให้เป็นรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ผ่านมา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล มักมีบทบาทสำคัญ โดยรับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกล แต่ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคก้าวไกล เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ซึ่งในเวลาต่อมา สส. ต่างย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ คือ พรรคประชาชน ซึ่งภายหลังการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งแรกในนามพรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ชี้แจงว่าไม่มีความประสงค์ในการรับการเสนอชื่อเป็นหัวหน้าพรรคแข่งกับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จึงเป็นรองหัวหน้าพรรค และยังคงดูแลฝ่ายนโยบายของพรรคเช่นเดิม

ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 พรรคประชาชนเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 เสนอเพียง นายณัฐพงษ์ เพียงคนเดียวในบัญชี แต่ในการเลือกตั้ง 2569 ที่จะถึงนี้ พรรคตัดสินใจเสนอชื่อ 3 คน คือ นายณัฐพงษ์, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และ นายวีระยุทธ ที่เชื่อมั่นว่ามีศักยภาพมากพอ พร้อมกับแสดงวิสัยทัศน์และชูนโยบาย “ไทยไม่เทา – ไทยเท่ากัน – ไทยทันโลก” (อ่านเพิ่มเติม : “ณัฐพงษ์-ศิริกัญญา-วีระยุทธ” ไม่พลิกโผนั่ง 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน) หลังจากนี้คงต้องลุ้นกันต่อว่าการเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้ พรรคประชาชนจะได้เก้าอี้ตามที่คาดหวังว่าอยากจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวหรือไม่ รวมถึงคดี 44 สส. ที่ยังต้องลุ้นกันต่อ เนื่องด้วย น.ส.ศิริกัญญา และ นายณัฐพงษ์ ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย.

เจาะลึกประวัติ ศิริกัญญา ตันสกุล

การก้าวเข้าสู่สนามการเมืองของ ศิริกัญญา ตันสกุล นั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง จากนักเศรษฐศาสตร์ สู่ผู้แทนประชาชน และตอนนี้เป็นถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหญิงเพียงคนเดียวของพรรคประชาชน เส้นทางของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ประวัติ “ศิริกัญญา ตันสกุล” แคนดิเดตนายกฯ หญิงคนเดียวของพรรคประชาชน

ตรัยวรรธน์ ซัด! ตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง เมื่อ “ตรัยวรรธน์” ออกมาคัดค้านมติของเลขาธิการพรรคประชาชน ที่ตัดสินใจตัดสิทธิในการลงสมัคร สส.ของตนเองในเขตสมุทรปราการ เขต 8 งานนี้เจ้าตัวเตรียมเดินหน้าทวงความยุติธรรมอย่างถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานถึงความคืบหน้าในการคัดสรรผู้สมัคร สส.ของพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งแม้ว่าจะมีการคัดสรรผู้สมัคร สส.ครบทั้ง 400 เขตแล้ว และได้มีการประกาศรายชื่อเพื่อให้สมาชิกพรรคสามารถส่งข้อมูลหรือรายงานพฤติการณ์ของผู้สมัคร สส.แต่ละคนได้โดยตรง จนกว่าพรรคจะดำเนินการส่งรายชื่อผู้สมัครในช่วงวันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 ที่จะถึงนี้

ล่าสุด นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ อดีต สส.สมุทรปราการ เขต 8 จากพรรค ปชน. ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “เรียน พ่อแม่พี่น้องประชาชน และผู้สนับสนุนที่รักและเคารพทุกท่าน ผม นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ อดีต สส.สมุทรปราการ เขต 8 ขอเรียนว่าผมไม่สามารถยอมรับมติของเลขาธิการพรรคที่ได้ทำการตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม ในครั้งนี้”

ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคได้มีมติเสียงส่วนใหญ่ให้นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ เป็นผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ เขต 8 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 (เวลา 00.43 น. ของคืนวันที่ 15 ธันวาคม 2568) แต่ในเวลา 12.28 น. ของวันเดียวกัน เลขาธิการพรรคได้โทรศัพท์มาแจ้งกับตนว่าให้ถอนตัวจากการเป็นผู้สมัคร สส. ในครั้งนี้ ซึ่งเมื่อสอบถามถึงเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงมติของกรรมการบริหารพรรค เลขาธิการพรรคได้อ้างถึงสิทธิการวีโต้จากเลขาธิการพรรคและหัวหน้าพรรคเท่านั้น ที่สามารถเปลี่ยนแปลงมติของกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดได้

“ตรัยวรรธน์” ซัดเลขาธิการพรรคประชาชน ตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม

นายตรัยวรรธน์ มองว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้รับความเป็นธรรม และเป็นการใช้ระบบเผด็จการในการตัดสินพิจารณาตนเอง จึงขอยืนยันด้วยความสัตย์จริงต่อประชาชนที่ให้การสนับสนุนตนมาโดยตลอด ด้วยคะแนนเสียง 46,539 คะแนน จากประชาชนในอำเภอบางบ่อและอำเภอบางเสาธง ตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่เป็น สส. เป็นเวลา 2 ปี 7 เดือน ตนมีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ดังนั้นจึงขอเดินหน้าต่อในเส้นทางการเมืองเพื่อทวงสิทธิและคืนความยุติธรรมให้กับตนเอง และไม่ขอยอมรับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น

เรื่องนี้สอนอะไร

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในพรรคการเมือง และการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองได้ การตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม เช่นนี้ สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของพรรค

  • ความสำคัญของความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการตัดสินใจทางการเมือง
  • ผลกระทบของการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
  • บทบาทของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและพรรคการเมือง

การออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยและการเรียกร้องความเป็นธรรมของนายตรัยวรรธน์ ถือเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองต่างๆ ให้คำนึงถึงความถูกต้องและเป็นธรรมในการดำเนินงาน และรับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง

ในกรณีนี้ การถูกตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่านักการเมืองและพรรคการเมืองต้องยึดมั่นในหลักการของธรรมาภิบาล และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ หากขาดซึ่งคุณธรรมและความโปร่งใส ก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและการสูญเสียความไว้วางใจจากประชาชนได้

การที่นายตรัยวรรธน์ตัดสินใจที่จะเดินหน้าทวงความยุติธรรม ถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่พึงกระทำได้ และเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคมที่จะร่วมกันตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เพื่อให้การเมืองไทยเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนต่อไป

ที่มา – “ตรัยวรรธน์” ซัดเลขาธิการพรรคประชาชน ตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล: เส้นทางสู่แคนดิเดตนายกฯ

เปิดประวัติ “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 พรรคพลังประชารัฐได้ประกาศรายชื่อผู้ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ 2569 ซึ่งประกอบด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, น.ส.ตรีนุช เทียนทอง และ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศให้วันที่ 27-28 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครเลือกตั้ง และกำหนดวันเลือกตั้งทั่วประเทศในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ประวัติ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เกิดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2494 ปัจจุบันอายุ 74 ปี ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ เป็นบุตรของ ร้อยตรีถาวร ภูวนาถนรานุบาล และ นางมันทนา ภูวนาถนรานุบาล ธีระชัยสมรสกับนางวรรณพร ภูวนาถนรานุบาล มีบุตร 3 คน คือ ธนพร ภูวนาถนรานุบาล, คณิน ภูวนาถนรานุบาล และฐานิตา ภูวนาถนรานุบาล

การศึกษาของ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ระดับมัธยมปลาย จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เมื่อปี พ.ศ. 2512 ระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จาก London School of Economics and Political Sciences ประเทศอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2517 ต่อจากนั้นได้สำเร็จหลักสูตรประกาศนียบัตรสอบบัญชีชั้นสูง The Fellow of Chartered Accountants สถาบันการสอบบัญชีของประเทศอังกฤษ ในปี 2520 และหลักสูตร Senior Managers in Government ที่ John F. Kennedy School มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2544

หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและประกาศนียบัตรสอบบัญชีชั้นสูง ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ได้เข้าปฏิบัติงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2520 โดยเริ่มทำงานด้านกำกับและพัฒนาสถาบันการเงินในช่วงปี พ.ศ. 2534 – 2536 ได้ย้ายไปดูแลงานด้านการบริหารเงินทุนสำรองของประเทศ และในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจไทยปี พ.ศ. 2540 ได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ดูแลเรื่องการตรวจสอบและวิเคราะห์ธนาคารพาณิชย์ตามนโยบายเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน รวมถึงการสั่งระงับการดำเนินกิจการของสถาบันการเงิน 56 แห่ง

ในปี พ.ศ. 2541 ได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยสายนโยบายการเงิน และในปี พ.ศ. 2545 ได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าการเสถียรภาพการเงิน ก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2546 และต่อวาระการดำรงตำแหน่งอีก 1 สมัย เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 โดยได้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554

เส้นทางการเมือง

ต่อมาได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กระทั่งวันที่ 15 มีนาคม 2566 พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) และเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ทำการเปิดตัว นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเลือกตั้ง 2569 มีพรรคต่างๆ ทั้งเก่าและใหม่ลงสนามสู้ศึก หลังจากนี้เตรียมจับตาว่าในการเลือกตั้งใหญ่ พรรคการเมืองใดจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะเป็นใคร ใครจะเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และจะมีนโยบายอะไรบ้างที่น่าสนใจ เราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด เพราะผลการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศไทยในอนาคต

ที่มา – ประวัติ “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” แคนดิเดตนายกฯ พปชร. สู้ศึกเลือกตั้ง 2569

Scroll to top