การเลือกตั้ง

โฆษกยัน! กรอบเวลา**แก้ รธน. ตาม MOA**

โฆษกพรรคประชาชนเผยความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยืนยันกรอบเวลายังเป็นไปตามบันทึกความเข้าใจ (MOA) เน้นการออกแบบกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมสูงสุด นี่คือประเด็นสำคัญที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ รธน. ตาม MOA ว่า เมื่อวานนี้ (18 ก.ย. 68) คณะกรรมาธิการฯ ได้ประชุมร่วมกันโดยทั้งตัวแทนพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย ขณะที่พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วม แต่มีการหารือนอกรอบก่อนหน้าแล้ว โดยที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า จะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 15/1 เกี่ยวกับกลไกการจัดทำฉบับใหม่เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรภายในสัปดาห์หน้า ทั้งนี้ หากดำเนินการได้ตามกรอบเวลาจะสามารถพิจารณาในวาระแรกไม่เกินต้นเดือนตุลาคม และเข้าสู่วาระสองและวาระสามในเดือนธันวาคม เพื่อเปิดทางสู่การยุบสภาในเดือนมกราคม และจัดการเลือกตั้งพร้อมการทำประชามติรอบแรกในเดือนมีนาคมถึงเมษายน ซึ่งเป็นไปตามบันทึกความเข้าใจ (MOA) ที่ทำไว้ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย

โฆษกพรรคประชาชนยืนยันกรอบเวลาแก้ รธน.ตาม MOA เน้นออกแบบให้ประชาชนมีส่วนร่วมสูงสุด

สำหรับประเด็นสาระสำคัญ นายพริษฐ์ระบุว่า แต่ละพรรคมีจุดที่เห็นตรงกัน คือ เห็นว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรมีกลไกที่ยึดโยงกับประชาชน ต้องมีทั้งตัวแทนระดับพื้นที่และระดับประเทศ ในส่วนที่ยังเห็นไม่ตรงกันคือ พรรคประชาชนยืนยันว่ากลไกดังกล่าวต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมใกล้เคียงการเลือกตั้งทางตรงมากที่สุด ตลอดจนมีมาตรการป้องกันการผูกขาดในกระบวนการจัดทำ เช่น การคัดเลือกผู้ร่างต้องเป็นไปตามสัดส่วนของแต่ละพรรคการเมืองและสมาชิกวุฒิสภา มิใช่ด้วยเสียงข้างมากในสภาเพียงฝ่ายเดียว

เป้าหมายสำคัญ: แก้ รธน. ตาม MOA และการมีส่วนร่วมของประชาชน

การมีส่วนร่วมของประชาชนถือเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ รธน. ตาม MOA ครั้งนี้ พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการออกแบบกลไกที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงในการกำหนดอนาคตของประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งโดยตรง การแสดงความคิดเห็น หรือการเสนอแนะแนวทางต่างๆ พรรคฯ มุ่งมั่นที่จะสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังต้องมีมาตรการป้องกันการผูกขาดในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกภาคส่วนของสังคมได้รับการพิจารณาอย่างเท่าเทียมกัน การคัดเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นไปตามสัดส่วนของแต่ละพรรคการเมืองและสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสามารถครอบงำกระบวนการทั้งหมดได้

ในส่วนของท่าทีพรรคภูมิใจไทย แม้ไม่ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุม แต่ได้ให้คำมั่นว่าจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ตกลงในสัปดาห์หน้า ซึ่งหากดำเนินการตามที่กล่าวไว้ก็ถือว่ายังเป็นไปตาม MOA พร้อมกันนี้ นายพริษฐ์ยังได้เชิญชวนสมาชิกวุฒิสภาให้มีส่วนร่วมในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย และยืนยันว่าพรรคประชาชนพร้อมทำงานเชิงรุก พูดคุยกับทุกฝ่ายเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้บรรลุผลสำเร็จ

ขั้นตอนต่อไปในการแก้ รธน.

  • การยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อสภาผู้แทนราษฎรภายในสัปดาห์หน้า
  • การพิจารณาในวาระแรกไม่เกินต้นเดือนตุลาคม
  • การเข้าสู่วาระสองและวาระสามในเดือนธันวาคม
  • การยุบสภาในเดือนมกราคม
  • การจัดการเลือกตั้งพร้อมการทำประชามติรอบแรกในเดือนมีนาคมถึงเมษายน

การดำเนินการตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ใน MOA เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว การแก้ รธน. ตาม MOA จะนำไปสู่การสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริง เราเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยได้

ที่มา – โฆษกพรรคประชาชนยืนยันกรอบเวลาแก้ รธน.ตาม MOA เน้นออกแบบให้ประชาชนมีส่วนร่วมสูงสุด

“จักรภพ” เผยชัยชนะ “สง่า” สส. เชียงราย เกินคาด

“จักรภพ” วิเคราะห์ชัยชนะเลือกตั้งซ่อม สส. เชียงราย เขต 7 เกินความคาดหมาย เชื่อมาจาก “สง่า” ทำงานหนัก มี “ยงยุทธ-พิเชษฐ์” ช่วยเบื้องหลังเป็นระบบ เตือนอย่ามองข้ามคะแนนโนโหวตประท้วงเงียบ

วันที่ 15 ก.ย. 2568 นายจักรภพ เพ็ญแข รักษาการที่ปรึกษาของเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงชัยชนะของนายสง่า พรมเมือง ในการเลือกตั้งซ่อม สส. เชียงราย เขต 7 โดยทิ้งห่างคู่แข่งอย่างพรรคประชาชนกว่าเท่าตัวว่า หากให้วิเคราะห์น่าจะมาจาก 1. มาจากตัวผู้สมัครเอง ที่ทำงานหนัก และลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง 2. มาจากผลงานเดิมของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย 3. ความคาดหวังในตัวผู้สมัครที่เข้าใจความรู้สึกของชาวบ้าน ส่วนตัวรู้สึกว่าจังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่เฉพาะที่มีลักษณะเป็นเมืองนานาชาติที่มีการพัฒนาขึ้นในทุกวัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับประเทศจีน ลาว เมียนมา แต่องค์ประกอบหลายอย่างของจังหวัดเชียงรายยังไม่ได้จัดให้สอดคล้องกับความเป็นเมืองนานาชาติ

ไม่คิดผลคะแนนทะลุ 4 หมื่น

นายจักรภพ ยอมรับด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ทางพรรคเพื่อไทยตั้งความหวังว่า นายสง่าจะชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้คิดว่าผลคะแนนที่ได้จะสูงถึงขนาด 4 หมื่นกว่าคะแนน ซึ่งห่างจากผู้สมัครของพรรคประชาชนที่ได้ไม่ถึง 2 หมื่นคะแนน สิ่งที่ตนเองพูดนี้ไม่ได้หมายความถึงการฮึกเหิมและก้าวร้าวทางการเมือง แต่สิ่งที่จะต้องทำหลังจากนี้ คือจะต้องศึกษาวิธีที่ได้มาซึ่งคะแนนเสียง ว่าเพราะอะไรประชาชนถึงสนับสนุนพรรคเพื่อไทยด้วยคะแนนเสียงจำนวนมาก และเท่าที่ตนเองสังเกตนายสง่าพร้อมทั้งทีมงานทำงานหนักมาโดยตลอด และได้รับการสนับสนุนจากนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา ทั้งหมดนี้บ่งบอกถึงระบบที่เคยมีการบริหารการเมืองและการเข้าถึงประชาชนโดยผ่านกระบวนการตัวแทนต่างๆ ทั้งในระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่น ซึ่งจากการชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ตนเองยังตั้งข้อสังเกตว่า ชัยชนะที่ได้มาไม่ได้มาจากการที่จัดเวทีหาเสียงในลักษณะเวทีใหญ่ แต่เป็นการหาเสียงโดยใช้เวทีย่อยแต่ละหมู่บ้าน เมื่อผลออกมาว่าชนะการเลือกตั้งแสดงว่ากลยุทธ์และวิธีที่ได้ลงพื้นที่หาเสียงไปได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี คือประชาชนอยากได้ผู้สมัครที่เข้าถึงตัวและสามารถพูดจากันได้

เชื่อพท.ปรับกลยุทธ์ลุยเวทีย่อย

นายจักรภพกล่าวด้วยว่า จากนี้เชื่อว่า ทางผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยก็คงจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่ในฐานะที่ตนเองเป็นผู้ช่วยหาเสียงเขต 7 เชียงราย ในครั้งนี้ คิดว่าสามารถนำมาเป็นต้นแบบในการหาเสียงเขตอื่นๆ ได้ โดยมีวิธีการคือ 1. เข้าถึงประชาชนให้ได้มากที่สุด และให้ย้อนกลับไปคิดถึงตอนที่สร้างพรรคไทยรักไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ตอนนั้นประชาชนไม่รู้จักพรรคไทยรักไทยเลย ซึ่งเราจะต้องเอาตรงส่วนนี้มาถอดบทเรียนว่าทำอย่างไรจึงเข้าถึงประชาชน และได้รับการเลือกตั้งจนมาถึงปัจจุบันนี้ ตอนนี้ส่วนตัวคิดว่า ไม่ได้ต้องการเฉพาะที่จะได้แต่ชัยชนะ แต่ต้องปลุกฟื้นความศรัทธาของประชาชน เนื่องจากประชาชนเอือมระอาต่อการเมืองเป็นจำนวนมาก

วิเคราะห์ปัจจัยทำให้ชนะ

“ชัยชนะของคุณสง่า ในครั้งนี้ ผมมองว่าเป็นเพราะตัวคุณสง่า ที่ประกอบธุรกิจพืชไร่ในพื้นที่มาโดยตลอด จนเป็นที่รักของประชาชน จึงทำให้มีฐานคะแนนเดิมอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าคะแนนที่ได้มาทั้งหมดจะเป็นฐานคะแนนเก่าของคุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน และอีกส่วนประมาณ 40% ได้รับคะแนนสงสารคุณทักษิณ ที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและต้องเข้าไปจำคุกอยู่ในเรือนจำ และสิ่งสำคัญที่ผมคิดว่ามีส่วนทำให้ชนะ คือ คุณยงยุทธ ติยะไพรัช การนำคนเก่าๆ ที่มีบทบาทในพื้นที่เข้ามาช่วยเหลือ” นายจักรภพ กล่าวและว่า

ห่วงโนโหวตประท้วงการเมือง

แต่สำหรับอีกประเด็นที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ จำนวนบัตรที่กาช่องไม่ประสงค์เลือกบุคคลใดมีจำนวนเกือบหมื่นใบ นายจักรภพ กล่าวว่า ในส่วนนี้แสดงให้เห็นได้ชัดว่าคนเบื่อหน่ายการเมือง แต่ตัวเองก็ถือว่าเป็นประเด็นที่จะต้องนำมาคิดเนื่องจาก โนโหวต ไม่ได้แปลว่าเขาชอบหรือไม่ชอบทั้งเพื่อไทยและประชาชน และก็มองว่าผู้สมัครทั้ง 2 คนไม่มีใครเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์ แต่ในส่วนของพรรคประชาชนนั้น คนอาจจะผิดหวังที่ไปเข้าร่วมรัฐบาล ส่วนตัวจึงคิดว่าจะต้องให้ความสำคัญกับหมื่นคะแนนที่ โนโหวต ส่วนตัวมีความรู้สึกลึกๆ ว่า จำนวนที่ โนโหวต อาจจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็สะท้อนให้เห็นว่าเป็นคะแนนที่ประท้วงระบบการเมือง

ยุ “ทักษิณ”พ้นโทษ ถือธงนำเพื่อไทย

นอกจากนี้ยังคงมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตระกูลชินวัตร ว่า หลังจากนี้ต่อไปพรรคเพื่อไทยมีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีบุคคลในตระกูลชินวัตรเป็นผู้บริหารพรรค สำหรับประเด็นนี้ นายจักรภพมองว่า ตอนนี้คนในครอบครัวชินวัตร ก็คงมองอยู่ว่ามีบุคคลอื่นที่มีความรู้ความสามารถที่จะเข้ามาช่วยขยายอุดมการณ์ ในการร่วมขับเคลื่อนพรรค ต้องยอมรับว่าในระยะนี้คนคิดถึงนายทักษิณมากพอสมควร เนื่องจากนโยบายหลายอย่างที่นายทักษิณเคยทำไว้ตอนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ยังไม่เคยมีใครทำได้ที่เป็นรูปธรรมขนาดนี้ และที่สำคัญตนเองคิดว่าหลังจากที่คุณทักษิณพ้นโทษ ควรจะต้องกลับมาอยู่เบื้องหน้าของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากยังคงเป็นแบรนด์ของพรรคที่สำคัญ เพราะว่ายังคงมีคนที่ชื่นชอบในตัวคุณทักษิณอยู่อีกไม่น้อย และอีกประการเรื่องอายุขัยก็เป็นสิ่งสำคัญที่คุณทักษิณมีเวลาอีกไม่มากที่จะทำงาน เพราะฉะนั้นเมื่อประชาชนคิดว่าไม่อยากย่ำเท้าอยู่ที่เดิม ประกอบกับคุณทักษิณเองก็คิดว่าจะต้องพัฒนาก้าวไปข้างหน้าทั้ง 2 ส่วนนี้มารวมกันก็จะไปในทิศทางที่ดี และอีกประการหากนายทักษิณมาอยู่เบื้องหน้า ก็จะสามารถทำให้สร้างความมั่นใจให้กับ สส. ที่กำลังคิดว่าจะย้ายพรรค ปรับเปลี่ยนความคิดใหม่ก็อาจจะเป็นได้หลังพ้นโทษ

เบรกอย่ารีบ ต้องเรียนรู้บทเรียน

ส่วนคำถามที่ว่ามีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่นายทักษิณจะมีโอกาสมารับโทษนอกเรือนจำ นายจักรภพกล่าวว่า คิดว่าเราไม่ควรรีบร้อนที่จะทำอะไรแบบนั้น ยกเว้นเสียแต่ว่าเป็นสิทธิของผู้ต้องขังตามปกติ ซึ่งจะพิจารณาจากพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ เพราะฉะนั้นจึงคิดว่าจะใช้สิทธิ์ทางด้านอายุ อาการป่วย จนถึงขั้นพักโทษนั้น ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เราจะรีบเอาเรื่องนี้มาใช้เป็นสิทธิ ก็จะทำให้เกิดความคลางแคลงใจในอนาคต เราต้องเรียนรู้บทเรียนที่จะไม่ไปสร้างความระแวงของประชาชน เหมือนคราวที่ผ่านมา

“จักรภพ” เผยชัยชนะ “สง่า” ว่าที่สส. เชียงราย เกินความคาดหมาย เตือนอย่ามองข้ามโนโหวตประท้วงเงียบ

บทวิเคราะห์ของนายจักรภพ เพ็ญแข ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อม สส. เชียงราย เขต 7 โดยเน้นย้ำถึงการทำงานหนักของผู้สมัคร การสนับสนุนจากทีมงาน และความต้องการของผู้สมัครที่เข้าถึงประชาชน

สิ่งที่น่าสนใจจาก “จักรภพ” เผยชัยชนะ “สง่า” ว่าที่สส. เชียงราย เกินความคาดหมาย

สิ่งที่ได้จากบทสัมภาษณ์ของนายจักรภพ คือการมองถึงปัจจัยรอบด้านที่นำไปสู่ชัยชนะ ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้สมัครเอง ทีมงานเบื้องหลัง หรือแม้แต่กระแสความนิยมในอดีตของพรรคไทยรักไทย นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงประเด็นที่น่าสนใจคือจำนวนผู้ที่เลือก “ไม่ประสงค์ลงคะแนน” ซึ่งสะท้อนถึงความเบื่อหน่ายทางการเมืองที่อาจส่งผลต่อการเลือกตั้งในอนาคต

ชัยชนะของนายสง่า พรมเมือง ในการเลือกตั้งซ่อม สส. เชียงราย เขต 7 เป็นผลลัพธ์ของการทำงานอย่างหนัก ความเข้าใจในพื้นที่ และการสนับสนุนจากทีมงานที่มีประสบการณ์ นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเข้าถึงประชาชนและการสร้างความเชื่อมั่นทางการเมืองในระยะยาว

การวิเคราะห์ของนายจักรภพเป็นข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ติดตามการเมืองไทยและผู้ที่สนใจในการวางกลยุทธ์การเลือกตั้ง

ที่มา – “จักรภพ”เผยชัยชนะ“สง่า” ว่าที่สส. เชียงราย เกินความคาดหมาย เตือนอย่ามองข้ามโนโหวตประท้วงเงียบ

กกต. ตีตกคำร้อง ทักษิณครอบงำ 6 พรรค

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม โดยให้เหตุผลว่าไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าทั้ง 6 พรรคถูกควบคุม ชี้นำ จนขาดอิสระในการตัดสินใจ นอกจากนี้ กกต. ยังไม่รับคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ขอให้ตรวจสอบ “เท้ง-อิ๊งค์” ว่าถูกคนนอกครอบงำหรือไม่

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เผยแพร่ผลการพิจารณาคำร้องเพื่อยุบพรรคเพื่อไทย และ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ในข้อหาครอบงำพรรคการเมือง ตามคำร้องของกลุ่มบุคคลหลายราย ซึ่งอ้างว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ “ครอบงำ ชี้นำ และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพรรคการเมืองทั้ง 6 พรรค” แม้ว่านายทักษิณฯ จะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคใดๆ ก็ตาม

ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า นายทักษิณฯ ได้กระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง ในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมือง หรือสมาชิกขาดความอิสระ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 29 และพรรคการเมืองทั้ง 6 พรรคดังกล่าว ยินยอมให้บุคคลซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการดังกล่าว อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 28 และเป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมือง

นอกจากนี้ กกต. ยังได้พิจารณาคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี ที่ขอให้ตรวจสอบการกระทำของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อันอาจเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 92 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

นายทะเบียนพรรคการเมือง ได้พิจารณารายงานความเห็นของคณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานฯ ประกอบความเห็นของคณะอนุกรรมการที่ปรึกษานายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว โดยมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ยังไม่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคเพื่อไทยและทั้ง 6 พรรคการเมืองดังกล่าวกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองที่มีลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกพรรคการเมืองขาดอิสระ ตามมาตรา 28 หรือมาตรา 29

กกต. ตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม

ด้วยเหตุนี้ นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงพิจารณายกคำร้อง และไม่รับคำร้องไว้พิจารณากรณีนายสนธิญา สวัสดี ตามข้อ 6 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง พ.ศ. 2566 โดยได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทั้ง 6 ราย เรียบร้อยแล้ว

ทำไม กกต. ถึงตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรค?

เหตุผลหลักที่ กกต. ตีตกคำร้อง“ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ก็คือ การขาดหลักฐานที่ชัดเจน และน่าเชื่อถือ ที่จะบ่งชี้ว่านายทักษิณฯ ได้เข้าไปควบคุม ชี้นำ หรือมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพรรคการเมืองทั้ง 6 จริง และถึงขั้นทำให้พรรคการเมืองเหล่านั้นขาดความเป็นอิสระในการดำเนินงาน

การพิจารณาของ กกต. เป็นไปตามข้อกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นที่การรวบรวมข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะมีมติออกมา ทำให้ผลการพิจารณาเป็นที่ยอมรับ และน่าเชื่อถือ

  • ประเด็นที่น่าสนใจ: การตีตกคำร้องนี้ อาจส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาลเดิม
  • ข้อสังเกต: การที่ กกต. ไม่รับคำร้องของนายสนธิญา สวัสดี อาจสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดในการพิจารณาคำร้องที่เกี่ยวข้องกับการครอบงำพรรคการเมือง

การตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ถือเป็นบทสรุปของประเด็นทางการเมืองที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวอาจยังคงเป็นที่ถกเถียง และวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปในอนาคต

ที่มา – กกต.ตีตกคำร้อง “ทักษิณ”ครอบงำ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ให้เหตุผลไม่มีหลักฐานว่าถูกควบคุมขาดอิสระ

ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน

ผอ.พรรคประชาธิปัตย์-กรรมการบริหาร-โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงยัน “เฉลิมชัย” ลาออกเพราะปัญหาสุขภาพ ปัดขัดแย้ง “เดชอิศม์” ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน พร้อมจัดทัพลุยเลือกตั้งใหญ่

วันที่ 13 กันยายน 2568 นางสาวเจนจิรา รัตนเพียร โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายธนิตพล ไชยนันทน์ ผู้อำนวยการพรรค และนายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด กรรมการบริหารพรรค แถลงข่าวกรณีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค

นางสาวเจนจิรา กล่าวว่านายเฉลิมชัย ยื่นใบลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคเรียบร้อยแล้ว โดยมอบให้นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ประธาน สส.และรองหัวหน้าพรรคดำเนินการปฏิบัติหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรคแทนตามข้อบังคับพรรค โดยให้เหตุผลในการลาออกว่ามีปัญหาด้านสุขภาพ เกรงว่าจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ โดยพรรคจะดำเนินการตามระเบียบต่อไปว่าจะต้องมีการจัดประชุมใหญ่เลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ขึ้นมาภายใน 60 วัน

นางสาวเจนจิรา ยืนยันว่าไม่ได้มีความขัดแย้งภายในระหว่างหัวหน้าพรรคกับเลขาธิการพรรค เนื่องจากเป็นพี่น้องกันอยู่แล้ว เร็ว ๆ นี้ก็มีการไปรับประทานข้าวด้วยกัน ตนเองอยู่ในเหตุการณ์ก็เห็นว่าเป็นปกติอยู่ ไม่น่าจะใช่สาเหตุในการลาออกจากหัวหน้าพรรค ส่วนการนัดประชุมเพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ยังไม่มีการนัด เพราะเป็นเหตุกะทันหัน ไม่มีใครทราบว่านายเฉลิมชัยได้ไปยื่นใบลาออกแล้ว

เมื่อถามว่า การลาออกของนายเฉลิมชัย ไม่ได้พูดคุยกับใครใช่หรือไม่ นายธนิตพล กล่าวว่าเป็นจังหวะที่มีการตั้งรัฐบาล เป็นวิกฤตทางการเมืองของประเทศหลังจากที่เกิดเรื่อง เป็นช่วงที่พวกเราเหมือนเบา ๆ ลง เนื่องจากเรื่องจบหมดแล้วก็ไม่ได้พูดคุยกัน ตนเองและพรรคก็มาดูเรื่องการเตรียมการเลือกตั้ง เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนตกลงกันไว้ว่าจะมีการเลือกตั้งภายใน 4 เดือน เราจึงมีการเตรียมการเลือกตั้งจนกระทั่งเมื่อวานนี้ทราบข่าวจากเอกสาร จึงยังไม่ได้มีการพูดคุยกันกับนายเฉลิมชัย

ส่วนกรณีที่หัวเรือใหญ่ออกจะสร้างแรงกระเพื่อมให้ภายในพรรคหรือไม่ และจะเตรียมการเลือกตั้งทันภายใน 4 เดือนหรือไม่ นายธนิตพล ยืนยันว่า ทัน เราเลือกตั้งหัวหน้าพรรคกันมาหลายคนแล้ว จึงเป็นเรื่องปกติ พรรคเตรียมความพร้อมไว้พอสมควร การลาออกของนายเฉลิมชัยเป็นเรื่องปกติ เมื่อถามว่าเสียใจหรือไม่ก็นิดหนึ่ง หมดกำลังใจหรือไม่ ไม่มี เพราะถือว่าทุกคนยึดพรรคเป็นหลัก คนที่จะมาบริหารงานต่อก็จะเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

เมื่อถามว่าเป็นการลาออกเพื่อล้างไพ่หรือไม่ นางสาวเจนจิรา กล่าวว่าจากการที่ได้ถามท่าน ท่านเล่าให้ฟังตามตรงว่าท่านมีปัญหาด้านสุขภาพจริง ๆ เกรงว่าพอใกล้เลือกตั้งจะทำหน้าที่ได้ไม่เต็มความสามารถ จึงตัดสินใจลาออกก่อนการเลือกตั้ง ทั้งนี้ตามกระแสโซเชียลมีเดียบอกว่าหักล้างไพ่เลือดเก่าอาจจะกลับมาและเรียกศรัทธาได้นั้น ไม่ว่าเลือดเก่าเลือดใหม่ พรรคประชาธิปัตย์มีความสามารถเป็นเรื่องดีที่คนเก่า ๆ เข้ามาช่วยฟื้นฟูนำทัพ หรือดำเนินการก้าวหน้าไปข้างหน้า เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว

ทั้งนี้กรณีคนที่ลาออกไปแล้วจะมาชิงหัวหน้าพรรค สามารถเข้ามาได้เลยหรือไม่ นายธนิตพล กล่าวว่า หากจะกลับเข้ามาต้องทำตามกระบวนการ ต้องสมัครสมาชิกพรรค เมื่อเป็นสมาชิกพรรคก็มีสิทธิ์ทุกอย่าง ส่วนจะติดเงื่อนไขในการเป็นสมาชิก 5 ปี ตามข้อบังคับพรรคหรือไม่ ตอนนี้เหลือ 2 ปีแล้ว ตามข้อบังคับพรรค กำหนดเงื่อนไขไว้ 2 ข้อ ได้แก่ 1. ผู้สมัครกรรมการบริหารพรรคต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ 2. ต้องเป็นสมาชิกไม่น้อยกว่า 2 ปีติดต่อกัน โดยเงื่อนไขนี้ สามารถลงมติยกเว้นได้เหมือนกับกรณีของนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ และนางสาววทันยา บุนนาค อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะมีการกำหนดวันเลือกหัวหน้าพรรคใหม่ในเร็ววันนี้

ขณะนี้มีคนมองไปถึงชื่อของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกรณ์ จาติกวณิช ถือเป็นตัวเลือกที่ดีใช่หรือไม่ นายธนิตพล กล่าวว่าเป็นหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่ เพราะเรารอให้มีการประชุมใหญ่ซึ่งจะต้องมีการจัดใน 60 วัน หลังจากนั้นหากมีใครเสนอชื่อบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคก็ต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง เป็นเรื่องของที่ประชุมตอบแทนไม่ได้

นายธนิตพล ยอมรับว่ากังวล สส.ไหลออกใกล้เลือกตั้ง ซึ่งเป็นทุกสมัย ทุกพรรคมี สส.ไหลออกช่วงใกล้เลือกตั้ง ส่วนกรณีที่นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ มีการโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ยึดอุดมการณ์จะไม่มีวันตาย และขอให้นายชวน หลีกภัย กลับมานั้น นายเทพไทไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้ว การวิเคราะห์ของนายเทพไทเป็นการวิเคราะห์ของคนนอก

“แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว อยากให้กำลังใจสมาชิกทุกคน รวมถึงผู้ที่จะเข้ามาในอนาคต จะร่วมกันยึดในอุดมการณ์เดิม และเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไป โดยไม่ต้องกังวล”

ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน

ความเคลื่อนไหวล่าสุด: ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน จริงหรือไม่?

สถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเป็นที่จับตามอง หลังจากที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคอย่างกะทันหัน ท่ามกลางกระแสข่าวลือต่างๆ นานา ผู้นำพรรคหลายคนได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่าการลาออกเป็นเหตุผลด้านสุขภาพ และปฏิเสธความขัดแย้งภายในพรรค แต่สิ่งที่หลายคนให้ความสนใจคือความเป็นไปได้ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี อาจจะกลับคืนสู่พรรคอีกครั้ง เรื่องนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากทางพรรค ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน หรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

การลาออกของนายเฉลิมชัยและการที่ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน ส่งผลกระทบต่อพรรคอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของกำลังใจของสมาชิกพรรค หรือการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง อย่างไรก็ตาม ทางพรรคยังคงยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อไป และจะมีการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ภายใน 60 วัน

การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ และอาจจะนำมาซึ่งความหวังใหม่ๆ ให้กับพรรค แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความสามัคคีภายในพรรค หรือการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่มา – ประชาธิปัตย์ อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน ยัน “เฉลิมชัย” ลาออกปัดขัดแย้ง “เดชอิศม์”

เพื่อไทยยื่นแก้รัฐธรรมนูญใหม่สัปดาห์หน้า สภาตั้ง สสร.

พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งในสัปดาห์หน้า โดยเน้นให้รัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เอง พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองร่วมมือกันแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของประชาชน

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ไม่ให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวยังมีประเด็นที่สับสน โดยเฉพาะการปฏิเสธ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งขัดต่อหลักการที่ประชาชนมีอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญได้

แม้จะมีอุปสรรคเพิ่มขึ้นจากคำวินิจฉัย แต่พรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันที่จะผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย โดยจะดำเนินการดังนี้

  • แก้ไขหมวด 15 ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยให้รัฐสภาพิจารณาแก้ไข 3 วาระ และนำไปทำประชามติ ตามมาตรา 256(8)
  • เนื่องจากการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงอาจเป็นไปไม่ได้ พรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่าอาจใช้วิธีการเลือก สสร. ทางอ้อม โดยให้รัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้ง สสร. หรือตั้งคณะกรรมาธิการของสภาฯ ขึ้นมา

พรรคเพื่อไทยจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณารายละเอียดและนำเสนอแนวทางในการแก้ไขหมวด 15 ต่อรัฐสภาต่อไป นายชูศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำประชามติครั้งที่ 1 และ 2 จะดำเนินการเมื่อใด หรือจะรวมกันหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล โดยคำถามประชามติควรประกอบด้วย 1. เห็นสมควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และ 2. เห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่

เพื่อไทยยื่นแก้รัฐธรรมนูญใหม่สัปดาห์หน้า สภาตั้ง สสร.

นายชูศักดิ์ยังกล่าวถึงกระแสที่มองว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นการวัดใจรัฐบาลในการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ไม่ควรมองเช่นนั้น แต่ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการประชามติเมื่อใด และจะรวมการทำประชามติ 2 ครั้งเข้าด้วยกันหรือไม่ พรรคเพื่อไทยตั้งใจที่จะยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 ให้เร็วที่สุด คาดว่าจะเป็นสัปดาห์หน้า เนื่องจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเดิมที่มีอยู่ในสภาฯ ไม่สามารถใช้ได้แล้ว

นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะเสนอญัตติให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ใหม่ ให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคเพื่อไทยต้องการให้เกิดความร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ โดยไม่แบ่งเขาแบ่งเรา เพื่อแก้ไขมาตรา 256 ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ความร่วมมือเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่

นายจาตุรนต์เรียกร้องให้รัฐบาลใหม่และพรรคการเมืองต่างๆ ร่วมกันพิจารณาแนวทางการจัดทำประชามติทั้ง 2 ครั้ง รวมกันเป็นครั้งเดียว เพื่อประหยัดเวลาและงบประมาณ แต่จะต้องมีการหารือกันก่อนว่าจะแก้ไขมาตรา 256 อย่างไร เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลที่มีความตั้งใจจริงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การเพื่อไทยยื่นแก้รัฐธรรมนูญใหม่สัปดาห์หน้า ถือเป็นความพยายามอีกครั้งในการปลดล็อคข้อจำกัดทางกฎหมาย และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มากขึ้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

การผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนในสังคม

เพื่อไทยยื่นแก้รัฐธรรมนูญใหม่สัปดาห์หน้า โดยมุ่งหวังที่จะให้สภาตั้ง สสร. ขึ้นมาเพื่อดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการปฏิรูปการเมืองไทย และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงใจและเปิดใจรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เราก็สามารถสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้อย่างแน่นอน

ที่มา – เพื่อไทย ยื่นแก้รัฐธรรมนูญใหม่สัปดาห์หน้า ให้สภาตั้ง สสร. แนะทุกพรรคจับมือกัน

อนุทินตั้ง ไชยชนก หัวหน้าทีม ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดย “อนุทิน” ได้แต่งตั้ง “ไชยชนก” เป็นหัวหน้าคณะทำงานศึกษาการทำประชามติ และ “ภราดร” เป็นรองหัวหน้าคณะทำงาน เพื่อผลักดันการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ลงนามแต่งตั้งคณะทำงานเตรียมการพิจารณาการจัดทำประชามติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญของพรรคภูมิใจไทยที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ต้องผ่านกระบวนการออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พรรคภูมิใจไทยจึงได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อเตรียมการในการจัดทำประชามติ ถามความคิดเห็นจากประชาชนในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเร็ว โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้:

  • 1. นายไชยชนก ชิดชอบ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน
  • 2. นายภราดร ปริศนานันทกุล เป็นรองหัวหน้าคณะทำงาน
  • 3. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เป็นคณะทำงาน
  • 4. นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ เป็นคณะทำงาน
  • 5. นางสาวพิมพฤดา ตันจรารักษ์ เป็นคณะทำงาน
  • 6. นายธนิศร์ ศรีประเทศ เป็นคณะทำงานและเลขานุการ

คณะทำงานชุดนี้มีหน้าที่และอำนาจดังต่อไปนี้:

  1. ศึกษากระบวนการในการจัดทำประชามติตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ประกอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อเพิ่มช่องทางที่จะนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
  2. จัดทำรายละเอียดให้ชัดเจนในกระบวนการและยกร่างกรอบระยะเวลาที่ต้องดำเนินการแต่ละขั้นตอนในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ, พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง
  3. พิจารณายกร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยรัฐสภา
  4. เสนอคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยพิจารณาโดยเร็ว
  5. ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย
  6. หากมีปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ให้รายงานให้หัวหน้าพรรคทราบทันที

อนุทินตั้ง ไชยชนก หัวหน้าทีม  ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เป้าหมายของการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เป้าหมายหลักของการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ การสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยพรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และมุ่งหวังที่จะนำพาประเทศไปสู่การปกครองที่มั่นคงและยั่งยืน

การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง การแต่งตั้งคณะทำงานชุดนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทยในการผลักดันประเด็นดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม และเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ

อนาคตของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม การรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และการแสวงหาจุดร่วมเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ หวังว่ากระบวนการนี้จะเป็นไปอย่างราบรื่นและนำมาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง.

ที่มา – “อนุทิน” ตั้ง “ไชยชนก” นั่งหัวหน้าคณะทำงาน ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

แพทองธารย้ำ! รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่าเพื่อประชาชน

วันที่ 8 กันยายน 2568 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางออกจากพรรคโดยปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับโผคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่กำลังจะมีการแต่งตั้งโดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า แล้วแต่ท่านนายกฯ เขาจัดเลย ไม่มีคอมเมนท์อะไร

เมื่อถามว่า รัฐบาลชุดใหม่จะสามารถแก้ไขวิกฤตของประเทศได้ทันภายใน 4 เดือนหรือไม่ นางสาวแพทองธารกล่าวว่า รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่าอยู่แล้วจะนานเท่าไหร่ก็ตามก็ขอให้ทำเพื่อพี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตามไม่มีอะไรจะฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่เป็นพิเศษนอกเหนือจากคำว่าทำงานเต็มที่เท่านั้น

แพทองธารย้ำ รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่าเพื่อประชาชน

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การเข้ามาของรัฐบาลใหม่จึงเป็นที่จับตามองของประชาชนว่าจะสามารถนำพาประเทศชาติให้ก้าวข้ามพ้นวิกฤตเหล่านี้ไปได้อย่างไร นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะผู้นำทางการเมืองคนสำคัญ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยเน้นย้ำว่า รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่า และขอให้มุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเป็นสำคัญ

ความคาดหวังที่มีต่อรัฐบาลใหม่

ประชาชนชาวไทยต่างมีความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่เป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาปากท้อง การกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างความปรองดองในสังคม หรือการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ รัฐบาลจึงมีภารกิจที่ท้าทายในการตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ได้มากที่สุด

การบริหารประเทศให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รัฐบาลใหม่จึงควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และนำมาปรับใช้ในการกำหนดนโยบายและการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ

นอกจากนี้ การสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการบริหารงานก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะตอบคำถามและข้อสงสัยต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจและดำเนินงานต่างๆ ของรัฐบาล ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและการวางแผนพัฒนาประเทศ

รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่าจริงๆ เพราะทุกวินาทีมีความหมายต่อการพัฒนาประเทศและการแก้ปัญหาให้ประชาชน รัฐบาลจึงควรใช้เวลาทุกนาทีให้คุ้มค่า และมุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง

แม้ว่านางสาวแพทองธารจะไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลใหม่ แต่การที่เธอเน้นย้ำว่า รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่า และขอให้ทำงานเพื่อประชาชนนั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า เธอคาดหวังให้รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก และมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาของประเทศนั้น ไม่สามารถทำได้โดยรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม การที่ประชาชนทุกคนร่วมมือกันและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล จะช่วยให้ประเทศชาติสามารถก้าวข้ามพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างมั่นคง

ในท้ายที่สุด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลและประชาชนร่วมมือกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

การผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และการสร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถกลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งในเวทีโลก

ที่มา – ‘แพทองธาร’ บอกรัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่าขอให้ทำเพื่อประชาชน

วรวัจน์ไม่ห่วง ทักษิณกลับไทย ไม่กระทบเพื่อไทย

“วรวัจน์” ยืนยันพรรคเพื่อไทยอยากรู้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยกรณี MOA ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยอย่างไร ไม่ห่วง “ทักษิณ”กลับ-ไม่กลับประเทศไทย เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่ปกติ

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 7 กันยายน นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐทีวี เหตุผลที่ต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (3) ประกอบมาตรา 185 (1) และ (2) กรณีทำข้อตกลงในการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า เพราะอยากรู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเรื่องนี้ออกมาแบบไหน

นายวรวัจน์ กล่าวว่า เมื่อพรรคเพื่อไทยโดนคดีลักษณะนี้มาก่อน ก็เลยอยากรู้ว่าศาลจะวินิจฉัยออกมาแบบไหน เพราะความจริงก็คือความจริง ส่วนหากมีการเสนอชื่อรัฐมนตรีที่มีมลทินแล้ว ทางพรรคเพื่อไทยจะยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่นั้น นายวรวัจน์ กล่าวว่า หากอีกฝั่งหนึ่งทำอะไรได้ตามใจชอบ คิดว่าสังคมมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไร ทุกอย่างก็ควรทำให้มันชัดเจน

เมื่อถามว่าในฐานะคนเก่าแก่ของพรรคเพื่อไทยมองกรณีที่คุณทักษิณ ชินวัตร บินไปดูไบในช่วงนี้อย่างไร หลังหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าสุดท้ายแล้ว คุณทักษิณไม่กลับแน่ นายวรวัจน์ กล่าวว่า ไม่อยากพูดว่า ท่านจะกลับหรือไม่กลับ แต่ในฐานะสส.ยังมั่นใจว่าประชาชนยังให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทย เพราะเราคิดแก้ปัญหาให้กับประชาชนจริงๆ ทุกอย่างเป็นการตัดสินใจของคุณทักษิณและคิดว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย

“ถ้าท่านพิจารณาแล้วว่าจะเกิดมีปัญหา จะตัดสินใจอย่างไรไม่ต้องมาห่วงเลย เพราะสถานการณ์ขณะนี้มันไม่ปกติ” นายวรวัจน์ กล่าว

วรวัจน์ไม่ห่วง “ทักษิณ”กลับ-ไม่กลับประเทศไทย เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่ปกติ

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดคือเรื่องการกลับประเทศไทยของคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แม้จะมีกระแสข่าวและบทวิเคราะห์มากมายเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ท่านจะไม่กลับมา แต่เสียงจากภายในพรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของพรรคแต่อย่างใด นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ทำไมต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ MOA?

สิ่งที่น่าสนใจคือเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นายวรวัจน์ อธิบายว่าพรรคต้องการทราบแนวทางการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับที่พรรคเคยเผชิญมาก่อน เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นบรรทัดฐานในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง

นอกจากนี้ นายวรวัจน์ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอชื่อรัฐมนตรีที่มีมลทิน โดยย้ำว่าหากมีการกระทำที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น สังคมจะมองเห็นและทุกอย่างควรทำให้มันโปร่งใสและชัดเจน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการรักษาหลักการและความถูกต้องในการทำงานทางการเมือง

เมื่อถามถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ของคุณทักษิณ ชินวัตร ที่เดินทางไปดูไบในช่วงนี้ นายวรวัจน์กล่าวว่าไม่อยากแสดงความเห็นว่าท่านจะกลับหรือไม่กลับ แต่ในฐานะสส. เขายังคงมั่นใจว่าประชาชนยังคงให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคมีความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง และเชื่อว่าการตัดสินใจของคุณทักษิณจะไม่ส่งผลกระทบต่อพรรค

นายวรวัจน์ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “ถ้าท่านพิจารณาแล้วว่าจะเกิดมีปัญหา จะตัดสินใจอย่างไรไม่ต้องมาห่วงเลย เพราะสถานการณ์ขณะนี้มันไม่ปกติ” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การพิจารณาอย่างรอบคอบ และการตัดสินใจใดๆ จะคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การกลับมาหรือไม่กลับมาของทักษิณจึงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันว่าจะมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนต่อไป โดยไม่ปล่อยให้ประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของพรรค

จากคำกล่าวของนายวรวัจน์ เราได้เห็นถึงความเชื่อมั่นของพรรคเพื่อไทยในศักยภาพของตนเองและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน แม้ว่าจะมีปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อการทำงาน แต่พรรคก็พร้อมที่จะเผชิญหน้าและก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้ ความชัดเจนและโปร่งใสในการทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่พรรคให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

ดังนั้นการที่ วรวัจน์ไม่ห่วง “ทักษิณ”กลับ-ไม่กลับประเทศไทย เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่ปกติ จึงเป็นข้อความที่สะท้อนความเชื่อมั่นในสถานการณ์และเชื่อมั่นในการตัดสินใจของอดีตนายกฯ ทักษิณ

ที่มา – “วรวัจน์” ไม่ห่วง “ทักษิณ”กลับ-ไม่กลับประเทศไทย เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่ปกติ เชื่อไม่กระทบเพื่อไทย

ภูมิใจไทยเชื่อไม่ยุบสภา อนุทินไม่จับมือเพื่อไทย

โฆษกพรรคภูมิใจไทยเชื่อสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นต้องยุบสภา ยัน “อนุทิน” ไม่กลับไปจับมือกับเพื่อไทยแน่ แต่พรรคภูมิใจไทยเชื่อไม่ยุบสภาแน่นอน!

วันที่ 2 กันยายน 2568 นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการยุบสภาว่า ยังไม่มองว่าสถานการณ์การเมืองถึงทางตันจึงไม่ได้กังวลในเรื่องนี้ เนื่องจากทุกพรรคมีจุดยืนของตัวเอง พรรคภูมิใจไทยเองก็ยังคงทำงานตามกรอบกติกาที่วางไว้

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทยจะกล้าประกาศยุบสภาหรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาสถานการณ์ของพรรคอื่น แต่ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยได้เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์

สำหรับกระแสข่าวที่พรรคประชาชนอาจไม่เลือกทั้งสองพรรค โฆษกพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า ไม่ได้ใช้คำว่าเผื่อใจ แต่ให้ความสำคัญกับการให้เกียรติกันและมองว่ายังมีทางออกสำหรับปัญหาทางการเมือง ส่วนประเด็นที่ว่าพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยจะกลับมาจับมือกันอีกครั้งหรือไม่ นางสาวบุณย์ธิดายืนยันว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เน้นย้ำมาโดยตลอดว่าให้มองแค่ปัจจุบันและอนาคตเท่านั้น โดยไม่หวนไปมองอดีต และเชื่อว่าการเมืองไทยยังมีทางออกเสมอ

ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ตอบคำถามถึงกระแสข่าวการยุบสภา โดยย้อนถามกลับว่าสามารถทำได้หรือ ไม่น่าจะทำได้ ถ้านึกถึงประโยชน์ของประชาชนก็รอดูว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งตนยอมรับการตัดสินใจ ขณะนี้มีภัยหลายอย่างซึ่งตอนนี้น้ำท่วมมีอีกหลายจังหวัดที่น่าเป็นห่วง ตอนมีรัฐบาลอยู่ก็ยังบริหารจัดการไม่ดี แล้วถ้ายุบสภาไปจะเป็นอย่างไร

ภูมิใจไทยเชื่อไม่ยุบสภา ยัน “อนุทิน” ไม่กลับไปจับมือกับเพื่อไทย

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวนในปัจจุบัน หลายฝ่ายต่างจับตาดูความเป็นไปได้ในการยุบสภา หนึ่งในประเด็นร้อนแรงที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องคือท่าทีของพรรคภูมิใจไทยต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยล่าสุด โฆษกพรรคได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยเชื่อไม่ยุบสภาในเร็ว ๆ นี้ และยังคงมุ่งมั่นทำงานตามกรอบกติกาที่วางไว้

อนุทินย้ำ! ภูมิใจไทยไม่จับมือเพื่อไทย

นอกจากประเด็นเรื่องการยุบสภา อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัยคือความเป็นไปได้ที่พรรคภูมิใจไทยจะกลับไปจับมือกับพรรคเพื่อไทยอีกครั้งหรือไม่ ซึ่งนางสาวบุณย์ธิดา ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เน้นย้ำเสมอว่าให้มองไปข้างหน้าและไม่ย้อนกลับไปมองอดีต ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าโอกาสที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยจะกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งนั้นเป็นไปได้ยาก

เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย นายไชยชนก ชิดชอบ ยังได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกระแสข่าวการยุบสภา โดยตั้งคำถามกลับว่าการยุบสภานั้นสามารถทำได้จริงหรือไม่ และหากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาอุทกภัยในหลายจังหวัด

โดยรวมแล้ว พรรคภูมิใจไทยแสดงท่าทีชัดเจนว่ายังไม่เชื่อว่าสถานการณ์จะนำไปสู่การยุบสภา และยังคงมุ่งเน้นการทำงานเพื่อประชาชนต่อไป พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่มีแนวคิดที่จะกลับไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยในอนาคตอันใกล้นี้

การออกมาให้สัมภาษณ์ของโฆษกพรรคและเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังประชาชนและนักการเมืองทุกฝ่ายว่า พรรคภูมิใจไทยยังคงยึดมั่นในจุดยืนของตนเอง และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

พรรคภูมิใจไทยยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะมีความไม่แน่นอน แต่พรรคภูมิใจไทยเชื่อไม่ยุบสภาและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น แม้จะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ พรรคก็พร้อมที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – ภูมิใจไทยเชื่อไม่ยุบสภา ยัน “อนุทิน” ไม่กลับไปจับมือกับเพื่อไทย

Scroll to top