การแก้ไขกฎหมาย

ณัฐวุฒิ บี้สภาฯ ถก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับภาคประชาชน

ณัฐวุฒิ บี้สภาฯ ถก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับภาคประชาชน

กลายเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมกำลังจับตามอง เมื่อคุณณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาเรียกร้องให้ทางสภาผู้แทนราษฎรเร่งพิจารณา พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับภาคประชาชน ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของสมาชิกในครอบครัวและคุณภาพชีวิตของคนในสังคมไทย โดยกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่กระบวนการนำเสนอโดยประชาชนกว่า 20,000 รายชื่อ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องที่รอไม่ได้อีกต่อไป

ทำไมต้องเร่งผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับภาคประชาชน

หัวใจสำคัญของร่างกฎหมายที่ภาคประชาชนผลักดัน คือการยกเลิกกฎหมายฉบับเก่าตั้งแต่ปี 2550 ที่ใช้มาอย่างยาวนานและไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีการปรับปรุงนิยามความรุนแรงในครอบครัวให้ครอบคลุมและชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงการเพิ่มอำนาจให้พนักงานเจ้าหน้าที่และศาลเยาวชนและครอบครัวในการคุ้มครองสวัสดิภาพของผู้ถูกกระทำได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับภาคประชาชน จึงไม่ใช่เพียงแค่ตัวหนังสือ แต่คือเกราะป้องกันที่สำคัญสำหรับผู้ประสบชะตากรรมจากความรุนแรงในบ้านที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ประเด็นที่น่าสนใจที่คุณณัฐวุฒิย้ำคือ ไม่อยากให้สภาฯ ใช้เทคนิคดึงเกมหรือขอนำไปศึกษาก่อนเหมือนรัฐบาลในอดีต เพราะทุกนาทีที่กฎหมายล่าช้า หมายถึงโอกาสในการป้องกันเหตุร้ายที่อาจพรากชีวิตหรือทิ้งบาดแผลทางใจให้เหยื่ออีกจำนวนมหาศาล โดยร่างกฎหมายฉบับนี้มีสาระสำคัญหลายประการ ได้แก่:

  • การขยายนิยามความรุนแรงในครอบครัวให้สอดคล้องกับพฤติการณ์ในยุคปัจจุบัน
  • การเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่และศาลในการออกคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพทันที
  • การจัดระบบช่วยเหลือแบบสหวิชาชีพโดยคำนึงถึงความต้องการและสิทธิของผู้ถูกกระทำเป็นที่ตั้ง
  • การปรับปรุงกลไกการเยียวยาและคุ้มครองผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงอย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการพิจารณากฎหมายก่อนปิดสมัยประชุม สภาฯ ยังมีวาระเร่งด่วนอื่นๆ อีกหลายฉบับที่ต้องพิจารณา ทำให้ความกังวลเรื่องการพิจารณาไม่ทันกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกคนต้องช่วยกันกดดันให้สภาดำเนินการให้เร็วที่สุด เพราะปัญหาสังคมนี้ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงเศรษฐกิจและจริยธรรมของคนในชาติ ความหวังเดียวในตอนนี้คือการที่สภาจะให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนและเร่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อผลักดันให้กฎหมายนี้บังคับใช้ได้จริง

ในมุมมองของผู้เขียน หากสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจังในสมัยประชุมนี้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการตอบสนองต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนโดยตรง การอ้างเหตุผลทางกฎหมายเพื่อเลื่อนวาระออกไปเพียงเพราะความไม่พร้อมหรือผลประโยชน์ฝ่ายการเมือง คือสิ่งที่ประชาชนไม่อาจยอมรับได้อีกต่อไป เราขอส่งกำลังใจให้การผลักดันกฎหมายนี้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีกว่าของคนในสังคมไทย

ที่มา – “ณัฐวุฒิ” บี้สภาฯ ถก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับภาคประชาชน

“อภิสิทธิ์” จี้สภาฯ เร่งคลอด “พ.ร.บ.ล้มละลาย” ช่วยคนรากหญ้า

ในยุคที่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทาย ปัญหาหนี้สินครัวเรือนกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้าและผู้ประกอบการรายย่อย ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนไปยังสภาผู้แทนราษฎร โดยเรียกร้องให้เร่งผ่านร่างกฎหมายสำคัญอย่าง “อภิสิทธิ์” จี้สภาฯ เร่งคลอด “พ.ร.บ.ล้มละลาย” หวั่นยืดเยื้อทำคนรากหญ้าเสียโอกาสแก้หนี้ เพื่อเป็นทางรอดให้ผู้ที่มีภาระหนี้สินได้มีโอกาสตั้งหลักและเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง

“อภิสิทธิ์” จี้สภาฯ เร่งคลอด “พ.ร.บ.ล้มละลาย” หวั่นยืดเยื้อทำคนรากหญ้าเสียโอกาสแก้หนี้

การเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ถือเป็นการเร่งเร้าให้กรรมาธิการร่วมของทั้งสองสภาหาจุดร่วมเพื่อยุตอุปสรรคที่ค้างคามานาน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องกรอบเวลาชำระหนี้หรือสถานะของข้าราชการที่ตกอยู่ในภาวะล้มละลาย โดยนายอภิสิทธิ์เน้นย้ำว่า ความล่าช้าคือศัตรูตัวร้ายที่ทำให้คนรากหญ้าเสียโอกาสในการแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างแท้จริง

เหตุผลที่ต้องเร่งผ่าน “อภิสิทธิ์” จี้สภาฯ เร่งคลอด “พ.ร.บ.ล้มละลาย” หวั่นยืดเยื้อทำคนรากหญ้าเสียโอกาสแก้หนี้

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมกฎหมายฉบับนี้ถึงมีความสำคัญนัก เหตุผลหลักมีดังนี้ครับ:

  • โอกาสในการฟื้นตัว: กฎหมายนี้เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ช่วยให้คนตัวเล็กตัวน้อยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู แทนที่จะจมอยู่ในวังวนของการถูกฟ้องร้องจนไม่สามารถลุกขึ้นทำมาหากินได้
  • ลดปัญหาเหลื่อมล้ำ: มีการถกเถียงเรื่องสถานะข้าราชการอย่างเป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดภาพลักษณ์ของ “สองมาตรฐาน” ในสังคม
  • ความชัดเจนของมูลหนี้: การกำหนดเพดานหนี้ขั้นต่ำให้สอดคล้องกับความเป็นจริง จะช่วยลดภาระและป้องกันไม่ให้คนจนถูกตัดโอกาสเพียงเพราะยอดหนี้ไม่ถึงเกณฑ์

นายอภิสิทธิ์ยังได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปรับเงื่อนไขในร่างกฎหมาย โดยมองว่าอะไรที่สามารถถอยคนละก้าวเพื่อให้กฎหมายบังคับใช้ได้เร็วที่สุด ควรเป็นสิ่งที่ฝ่ายการเมืองต้องรีบดำเนินการ เพราะเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การเอาชนะกันในรายละเอียด แต่คือการช่วยให้ประชาชนรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจส่วนบุคคลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

สุดท้ายนี้ ในมุมมองของผม กฎหมายที่ดีต้องมีไว้เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การที่ “อภิสิทธิ์” จี้สภาฯ เร่งคลอด “พ.ร.บ.ล้มละลาย” หวั่นยืดเยื้อทำคนรากหญ้าเสียโอกาสแก้หนี้ ถือเป็นการตอกย้ำว่านักการเมืองต้องไม่ลืมหัวใจสำคัญของการทำงาน คือการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและเร่งคลี่คลายทุกข์ร้อนให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด หวังว่าสภาฯ จะเร่งหาข้อยุติเพื่อให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ได้โดยเร็วครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” จี้สภาฯ เร่งคลอด “พ.ร.บ.ล้มละลาย” หวั่นยืดเยื้อทำคนรากหญ้าเสียโอกาสแก้หนี้

“นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง

“นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความคืบหน้าของร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งล่าสุด นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลชัดเจนว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่มีการพ่วงประเด็นที่สังคมกังวลอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องการ “นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องย้ำไว้เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด

เหตุผลที่ต้องยืนหยัดในหลักการไม่ล้างผิด

นายนิกรได้อธิบายถึงขั้นตอนการพิจารณาในวุฒิสภาว่า ทุกอย่างยังคงเดินหน้าตามเจตนารมณ์เดิม คือมุ่งเน้นการสร้างความสันติสุขและปิดฉากความขัดแย้งทางการเมืองที่สั่งสมมาเกือบ 20 ปี โดยมีหลักการ 3 ข้อที่ห้ามแตะต้องเด็ดขาด ได้แก่:

  • การกระทำความผิดฐานทุจริตประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ
  • การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
  • ความผิดที่ส่งผลให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย รวมถึงความผิดต่อส่วนตัวที่ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง

ดังนั้น สังคมจึงมั่นใจได้ว่าคำกล่าวที่ว่า “นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง นั้นคือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในร่างกฎหมาย เพื่อให้การนิรโทษกรรมเป็นไปเพื่อผู้ที่มีแรงจูงใจทางการเมืองอย่างแท้จริงเท่านั้น

สำหรับการแก้ไขในชั้นวุฒิสภาเกี่ยวกับการตัดคำว่า “รัฐวิสาหกิจ” ออกและการจัดลำดับความผิดใหม่ในบัญชีแนบท้ายนั้น เป็นเพียงการจัดการทางเทคนิคและศักดิ์ของกฎหมาย ไม่ใช่การเพิ่มเนื้อหาหรือช่องโหว่แต่อย่างใด ส่วนกระแสข่าวเรื่องการล้างผิดคดีโกงเลือกตั้ง นายนิกรขอยืนยันหนักแน่นว่าเรื่องนี้ไม่มีทางเกิดขึ้น และหากสภาฯ เห็นชอบตามวุฒิสภา ก็คาดว่าเรื่องนี้จะได้ข้อสรุปในไม่ช้า

ท้ายที่สุด การผลักดันกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นความพยายามที่ยาวนานตั้งแตปี 2548 หากทุกฝ่ายเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไข ก็จะเป็นการปิดฉากปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน และถือเป็นการก้าวเดินหน้าประเทศไปสู่ความปรองดองที่ยั่งยืน การทำความเข้าใจให้ตรงกันในประเด็นนี้จึงสำคัญมากต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของไทยในอนาคต

ที่มา – “นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง

สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว.

สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นเดือดในแวดวงการเมืองไทยเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาโต้กลับนายสมชาย แสวงการ อดีต สว. กรณีที่ตั้งข้อสังเกตว่ามีการสอดไส้กฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อล้างผิดคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. โดยทางฝั่งนายพิสิษฐ์ยืนยันชัดเจนว่าไม่มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ประเด็นที่คนกำลังให้ความสนใจคือ สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. อย่างเผ็ดร้อน โดยระบุว่าข้อมูลที่นายสมชายนำมาพูดนั้นคลาดเคลื่อนและอาจเป็นการเสพข่าวแบบไม่ละเอียด พร้อมทั้งจี้ให้มีการแก้ไขข่าวให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนต่อสาธารณชน

รายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแก้กฎหมาย

ในการชี้แจงครั้งนี้ นายพิสิษฐ์ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการฯ ได้อธิบายว่า ร่าง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฉบับที่กำลังพิจารณานั้น ไม่ได้มีการแก้ไขประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเลือกตั้งแต่อย่างใด สาระสำคัญหลักที่มีการเพิ่มเติมมีเพียงเรื่อง พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศเท่านั้น ซึ่งเป็นไปเพื่อรองรับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เคยปิดสนามบิน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็น สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. อย่างที่ถูกกล่าวหา

  • การพิจารณากฎหมายเน้นความถูกต้องตามหลักการนิติบัญญัติ
  • ไม่ได้มีการสอดไส้ประเด็นฮั้วเลือกตั้งหรือทุจริตใดๆ
  • กระบวนการทางกฎหมายยังคงเดิมตามสิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรส่งมา

นายพิสิษฐ์ยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยความอัดอั้นใจว่า สว.พิสิษฐ์ สวน สมชาย ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. โดยเปรียบเปรยให้คนอ่านหนังสือให้ละเอียดเกินกว่า 8 บรรทัด เพื่อทำความเข้าใจบริบทของกฎหมาย แทนที่จะรีบนำข้อมูลที่ผิดพลาดออกมาวิพากษ์วิจารณ์จนทำให้ภาพลักษณ์ของ สว. ชุดปัจจุบันเสียหาย

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนการนำเสนอสู่สาธารณะ เพราะในยุคที่ข่าวสารกระจายตัวเร็ว การสื่อสารที่ผิดพลาดอาจสร้างความเข้าใจผิดที่ยากจะแก้ไข และกระทบต่อความเชื่อมั่นในองค์กรระดับประเทศได้ การพูดคุยด้วยข้อเท็จจริงจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้เป็นเหยื่อของข่าวปลอมที่สร้างความแตกแยกในสังคม

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” สวน “สมชาย” ปมสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. ซัดอ่านหนังสือไม่ถึง 8 บรรทัด จี้แก้ข่าวด้วย

พรรคประชาชน ยื่นร่างคุ้มครองความรุนแรงในครอบครัวเข้าสภาฯ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวสะเทือนขวัญเกี่ยวกับความรุนแรงในบ้านกันมาไม่น้อยใช่ไหมครับ? ล่าสุดประเด็นนี้ได้รับความสนใจอีกครั้ง เมื่อพรรคประชาชน ยื่นร่างคุ้มครองความรุนแรงในครอบครัวเข้าสภาฯ เพื่อผลักดันให้กฎหมายกลายเป็นเกราะป้องกันที่แท้จริง ไม่ใช่แค่กระดาษที่ซ่อนปัญหาไว้ใต้พรมเหมือนที่ผ่านมา

ทำไม พรรคประชาชน ยื่นร่างคุ้มครองความรุนแรงในครอบครัวเข้าสภาฯ จึงสำคัญ?

ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่มันคือวิกฤตที่ต้องได้รับการแก้ไขเชิงโครงสร้างครับ สถิติที่น่าสนใจคือมีผู้บาดเจ็บรุนแรงนับหมื่นคนต่อปี แต่กลับมีการแจ้งความดำเนินคดีน้อยมาก นั่นเป็นเพราะกฎหมายเดิมมุ่งเน้นแต่การ “ไกล่เกลี่ย” เพื่อประนีประนอมมากกว่าการคุ้มครองเหยื่อจริงๆ การที่ พรรคประชาชน ยื่นร่างคุ้มครองความรุนแรงในครอบครัวเข้าสภาฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณว่าเราต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การปกป้องชีวิตผู้ถูกกระทำเป็นลำดับแรก

จุดเด่นของร่างกฎหมายใหม่ที่น่าจับตามอง

  • นิยามที่ชัดเจนขึ้น: ครอบคลุมทั้งสถานะบุคคลและรูปแบบความรุนแรงในบริบทสังคมยุคใหม่
  • ยกเลิกการบังคับไกล่เกลี่ย: หยุดวงจรการไกล่เกลี่ยที่บีบบังคับเหยื่อให้ต้องทนอยู่กับความเจ็บปวด
  • แนวทางผู้ถูกกระทำสะสม (BPS): มีการพิจารณาบรรเทาโทษสำหรับผู้ที่ลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องตนเองหลังจากเผชิญความรุนแรงมาอย่างยาวนานจนจิตใจแตกสลาย
  • การสนับสนุนจากรัฐ: เน้นทั้งงบประมาณและบุคลากรเพื่อดูแลเหยื่ออย่างครบวงจร

ความพยายามของพรรคประชาชนในครั้งนี้ถือเป็นการทวงคืนความปลอดภัยให้กับคนที่ควรจะได้รับพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดอย่าง “บ้าน” ผมมองว่าการปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดสถิติความรุนแรง แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่รัฐต้องเข้ามามีบทบาทดูแลสวัสดิภาพของประชาชนอย่างเป็นระบบและจริงจังมากขึ้น

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การผลักดันกฎหมายฉบับนี้จะผ่านการคัดกรองจากสภาฯ ได้ราบรื่นแค่ไหน แต่ก้าวแรกของการกล้าที่จะหยิบปัญหาขึ้นมาพูดและวางนโยบายที่ก้าวหน้าเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นความหวังใหม่สำหรับผู้ที่เคยถูกทอดทิ้งในวงจรความรุนแรงครับ สำหรับใครที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้ อย่าลืมว่าคุณไม่ได้อยู่เพียงลำพัง และเสียงของคุณมีค่าเสมอครับ

ที่มา – พรรคประชาชน ยื่นร่างคุ้มครองความรุนแรงในครอบครัวเข้าสภาฯ ปักธงร่างใหม่ยกระดับความคุ้มครองทุกมิติ

จุติหนุนไทยเข้า OECD ล้างภาพเมืองหลวงธุรกิจสีเทา

ในยุคที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจโลกทวีความรุนแรง การก้าวไปสู่เวทีระดับนานาชาติคือหัวใจสำคัญ ล่าสุด นายจุติ ไกรฤกษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลังฯ ได้ออกมาแสดงวิสัยทัศน์สนับสนุนให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD โดยเชื่อว่านี่คือโอกาสครั้งสำคัญที่จะช่วย จุติหนุนไทยเข้า OECD ล้างภาพเมืองหลวงธุรกิจสีเทา และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติได้อย่างยั่งยืน

เหตุผลสำคัญที่จุติหนุนไทยเข้า OECD ล้างภาพเมืองหลวงธุรกิจสีเทา

การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องของการปรับมาตรฐานธรรมาภิบาลให้โปร่งใส ซึ่งนายจุติมองว่า การที่เราตั้งเป้ายื่นสมัครภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2570 จะเป็นแรงผลักดันให้เราต้องปฏิรูปโครงสร้างประเทศอย่างจริงจัง ประโยชน์ที่จะได้รับนั้นครอบคลุมตั้งแต่การยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ ไปจนถึงการกำจัดปัญหาคอร์รัปชันและยาเสพติดที่กัดกินสังคมไทยมานาน

โอกาสทองในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน

เมื่อประเทศไทยสามารถ จุติหนุนไทยเข้า OECD ล้างภาพเมืองหลวงธุรกิจสีเทา ได้สำเร็จ สิ่งที่จะตามมาคือความเชื่อมั่นที่เพิ่มสูงขึ้น หากตลาดทุนไทยมีความสะอาด โปร่งใส และมีมาตรฐานสากล เม็ดเงินมหาศาลจากนักลงทุนทั่วโลกจะไหลเข้าสู่ไทยผ่านตลาดหุ้นกู้และภาคธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันมูลค่าหุ้นกู้สะสมของไทยสูงถึง 18 ล้านล้านบาท ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและสร้างโอกาสงานให้คนไทยได้มหาศาล

  • ยกระดับธรรมาภิบาลในองค์กรภาครัฐและเอกชน
  • ล้างมลทินชื่อเสียงเมืองหลวงธุรกิจสีเทา ให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโปร่งใส
  • เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระดับโลก

ในมุมมองของฝ่ายนิติบัญญัติ ทางคณะกรรมาธิการจะทำหน้าที่ตรวจสอบและสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อให้การผลักดันครั้งนี้เห็นผลเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่การทำเพื่อฟอกตัว แต่เป็นการสร้างรากฐานให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ต่ำอย่างแท้จริง การเข้าสู่ OECD คือการตัดสินใจที่กล้าหาญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของคนไทยทุกคน หากรัฐบาลทำสำเร็จ ไทยจะเป็นหมุดหมายใหม่ที่ปลอดภัยและเติบโตในสายตานักลงทุน

ที่มา – “จุติ” หนุนรัฐดันไทยเข้า OECD ล้างภาพเมืองหลวงธุรกิจสีเทา ดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน

พรรคประชาชนร่วม Pride Month เชียงใหม่ ประกาศก้าวต่อไปวาระเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้เห็นบรรยากาศความคึกคักที่เชียงใหม่กันไปแล้ว เมื่อพรรคประชาชนได้ร่วมเดินขบวนในงาน Chiang Mai Pride Festival 2026 อย่างอบอุ่น เพื่อยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนสังคมให้เดินหน้าไปสู่ความเท่าเทียมอย่างแท้จริงครับ

พรรคประชาชนร่วม Pride Month เชียงใหม่ ประกาศก้าวต่อไปวาระเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

การมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสนับสนุนความหลากหลายทางเพศในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่ทางพรรคได้ประกาศชัดเจนถึง พรรคประชาชนร่วม Pride Month เชียงใหม่ ประกาศก้าวต่อไปวาระเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ อย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นย้ำว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียมที่ประกาศใช้ไปก่อนหน้านี้เป็นเพียงก้าวแรกที่สำคัญ แต่การเดินทางเพื่อความเสมอภาคยังไม่จบลงเพียงแค่นั้น

ผลักดันสังคมไทยสู่ความเท่าเทียมด้วยพรรคประชาชนร่วม Pride Month เชียงใหม่ ประกาศก้าวต่อไปวาระเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

ในการเดินขบวนครั้งนี้ ทีมงานพรรคประชาชนนำทัพโดย สส. หลายท่าน ได้ร่วมลงนามใน MOU “Inclusive City” เพื่อผลักดันเชียงใหม่ให้เป็นเมืองแห่งความเท่าเทียม โดยมีรายละเอียดงานที่เตรียมขับเคลื่อนดังนี้:

  • การแก้ไขกฎหมายสมรสเท่าเทียม: เร่งอุดช่องโหว่กฎหมายที่ยังจำกัดสิทธิของบุคคล รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ทุกเพศได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมกันจริงๆ
  • กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ: ผลักดันร่างกฎหมายเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครต้องสูญเสียโอกาสในการทำงานหรือบริการสาธารณะเพียงเพราะอัตลักษณ์ทางเพศ
  • การยุติความรุนแรง: แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุติความรุนแรงทางเพศและความรุนแรงในครอบครัวอย่างจริงจัง

พวกเราเชื่อมั่นว่า การทำงานทางความคิดควบคู่ไปกับการแก้ไขกฎหมายในสภาจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้สังคมไทยเปิดกว้างมากขึ้น ความเท่าเทียมไม่ใช่สิ่งที่ใครคนหนึ่งควรจะได้รับการหยิบยื่นให้ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนต้องเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน

ในฐานะประชาชน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการที่ พรรคประชาชนร่วม Pride Month เชียงใหม่ ประกาศก้าวต่อไปวาระเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ จะถูกสานต่อให้กลายเป็นนโยบายที่ได้รับการยอมรับและบังคับใช้เพื่อคนไทยทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ความรักและความเป็นมนุษย์ควรอยู่เหนือทุกข้อจำกัดครับ หากเพื่อนๆ มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการขับเคลื่อนในครั้งนี้ อย่าลืมแชร์ความคิดเห็นกันเข้ามานะครับ

ที่มา – พรรคประชาชนร่วม Pride Month เชียงใหม่ ประกาศก้าวต่อไปวาระเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ

ณัฐวุฒิ กระทุ้งรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายให้สอดรับ สมรสเท่าเทียม

เชื่อว่าหลายคนคงจำความตื่นเต้นตอนที่เราได้เห็นกฎหมายสมรสเท่าเทียมประกาศใช้กันได้นะครับ แต่ผ่านมาถึงวันนี้ 480 วันแล้ว กลับกลายเป็นว่าความก้าวหน้าในการปรับปรุงกฎหมายลูกให้สอดรับกับความเป็นจริงนั้นยังดูเชื่องช้าเหลือเกิน ล่าสุด คุณณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.จากพรรคประชาชน ได้ออกมาส่งเสียงแทนพี่น้องกลุ่มความหลากหลายทางเพศอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าสิทธิที่ควรจะได้นั้นจะไม่เป็นเพียงแค่ลมปาก

ณัฐวุฒิ กระทุ้งรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายให้สอดรับ สมรสเท่าเทียม อย่างเป็นรูปธรรม

การที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านการประกาศใช้เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ตามมาตรา 68 ของกฎหมายฉบับนี้ ได้กำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดภายใน 180 วัน ซึ่งแปลว่าเราเลยกำหนดการนั้นมานานโขแล้ว และการนิ่งเฉยของหน่วยงานรัฐก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตจริงของผู้คนครับ

ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขเพื่อให้ สมรสเท่าเทียม ใช้งานได้จริง

คุณณัฐวุฒิได้ชี้ให้เห็นกฎหมาย 3 ฉบับสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน หากไม่อยากให้คำว่าความเท่าเทียมเป็นเพียงภาพจำในเดือนไพรด์เท่านั้น:

  • ประมวลรัษฎากร: การจัดการสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ยังไม่ครอบคลุมคู่สมรสหลากหลายเพศเมื่อมีบุตร
  • พ.ร.บ.อุ้มบุญฯ: ปัจจุบันยังจำกัดสิทธิคู่ชาย-หญิงเท่านั้น ทำให้กลุ่ม LGBTQ+ เสียโอกาสในการสร้างครอบครัวอย่างถูกต้อง
  • พ.ร.บ.สัญชาติ: กฎหมายปัจจุบันมีเกณฑ์การแปลงสัญชาติสำหรับคู่สมรสเพศหลากหลายที่ยากกว่าปกติอย่างไม่เป็นธรรม

หลายคนมองว่าหน่วยงานรัฐอาจจะกังวลเรื่องการฉวยโอกาสหรือช่องโหว่ทางกฎหมาย แต่ในมุมมองของผู้สนับสนุนความเท่าเทียม เราเชื่อว่าการออกแบบกลไกป้องกันทำได้แน่นอนหากรัฐมีความตั้งใจจริง ไม่ใช่แค่บ่ายเบี่ยงด้วยการอ้างว่าอยู่ในขั้นตอนยกร่างฯ ไปวันๆ

เราคงไม่อยากเห็น Pride Month กลายเป็นแค่ช่วงเวลาของการจัดอีเวนต์โปรยปรายสีรุ้งในขณะที่กฎหมายภาคปฏิบัติยังเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน วันนี้จึงเป็นจังหวะที่สำคัญมากที่ภาคประชาชนต้องช่วยกันจับตาดูการทำงานของภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพราะความเท่าเทียมไม่ได้วัดกันที่คำพูด แต่พิสูจน์ได้ด้วยเนื้อหาของกฎหมายที่คุ้มครองทุกคนอย่างเท่าเทียมกันจริงๆ ครับ

ที่มา – “ณัฐวุฒิ” กระทุ้งรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายให้สอดรับ “สมรสเท่าเทียม” หลังผ่าน 480 วันยังไม่เสร็จ

“พริษฐ์” ชวนจับตาประชุม ครม. พรุ่งนี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวการเมืองที่น่าสนใจมากๆ มาอัปเดตกัน “‘พริษฐ์’ ชวนจับตาประชุม ครม.” นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กชวนทุกคนจับตาการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ 5 พ.ค. 2569 ว่ากฎหมายค้างจากสภาชุดที่แล้วจะได้ไปต่อหรือถูกปัดตกกันแน่ โดยเฉพาะกฎหมายที่พรรคประชาชนเคยเสนอเพื่อแก้ปัญหาชีวิตประจำวันของประชาชน

“พริษฐ์” ชวนจับตาประชุม ครม. พรุ่งนี้ กฎหมายไหนจะรอด?

ทำไม “‘พริษฐ์’ ชวนจับตาประชุม ครม.” ถึงสำคัญ? เพราะกฎหมายเหล่านี้ถ้าครบกำหนด 60 วันตามรัฐธรรมนูญ (ครบ 14 พ.ค. 2569) แล้วไม่ได้รับรอง ก็จะล้มหายตายจากไปหมดเลยนะครับ มันจะกระทบปัญหาหลายอย่างที่เรากำลังเจออยู่ เช่น ค่าโทรศัพท์แพง อากาศสกปรก สิทธิแรงงานน้อยนิด ฯลฯ มาดูกันว่ามีกฎหมายอะไรบ้างที่ต้องลุ้น

8 กฎหมายสำคัญที่ “พริษฐ์” ชวนจับตา

  1. พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า กฎหมายนี้จะช่วยแก้ปัญหาค่าโทรศัพท์มือถือที่แพงขึ้นทุกปี อินเทอร์เน็ตช้าแบบจงใจ และค่าบริการ GP สูงลิ่ว เพราะตลาดถูกผูกขาดโดยไม่มีการแข่งขันที่แท้จริง ถ้ากฎหมายนี้ไปต่อ ผู้บริโภคอย่างเราจะได้ประโยชน์เต็มๆ ลดภาระค่าใช้จ่ายได้เยอะเลยครับ
  2. พ.ร.บ.อากาศสะอาด / พ.ร.บ. PRTR ใครๆ ก็รู้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ทำให้ป่วยกันทั้งประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษแบบไม่ยั้ง กฎหมายนี้จะบังคับให้โรงงานรายงานและลดการปล่อยสารพิษ ถ้าไม่ผ่าน เราจะหายใจอากาศสะอาดได้ยากขึ้นไปอีก
  3. พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกทางธุรกิจ กระบวนการขอใบอนุญาตยุ่งยาก ซ้ำซ้อน ช้าเหยียด แถมยังเปิดช่องสินบนเจ้าหน้าที่ กฎหมายนี้จะทำให้ทุกอย่างโปร่งใส รวดเร็ว ลดคอร์รัปชัน เหมาะกับนักลงทุนและธุรกิจ SME มากๆ
  4. พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับใหม่) ปัญหาหนี้สินท่วมตัว แต่ปรับโครงสร้างหนี้ไม่ได้เพราะต้องรอฟ้องล้มละลายก่อน กฎหมายนี้ช่วยให้เจรจากับเจ้าหนี้ทุกคนพร้อมกัน ลดโอกาสล้มละลายจริง ช่วยชีวิตผู้ประกอบการและครอบครัวได้ไม่น้อย
  5. พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน แรงงานไทยลาได้น้อย พักผ่อนไม่พอ OT น้อยกว่ามาตรฐานสากล สัญญาจ้างเอาเปรียบเต็มๆ กฎหมายนี้จะยกระดับสิทธิให้เทียบเท่านานาชาติ ทำงานอย่างมีศักดิ์ศรีมากขึ้น
  6. พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศ-คำสั่ง คสช. ด้านการศึกษา โครงสร้างบุคลากรการศึกษาถูกบิดเบี้ยว ลดการมีส่วนร่วมของครู ถ้ากฎหมายนี้ผ่าน จะคืนอำนาจให้ครูและบุคลากร สร้างระบบการศึกษาที่ดีขึ้นให้ลูกหลาน
  7. พ.ร.บ.คืนความเป็นธรรมเรื่องที่ดิน ชาวบ้านทำกินที่ดินมานานแต่ไม่มีเอกสาร โดนฟ้องคดีเพียบ กฎหมายนี้ช่วยให้มีสิทธิ์ชัดเจน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดข้อพิพาทที่ดินที่เกิดขึ้นทุกวัน
  8. พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร ศาลทหารตัดสินคดีพลเรือนไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะคดีทุจริตหรือซ้อมทรมาน กฎหมายนี้จะทำให้ยุติธรรมเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ

หากครม. ปัดตก พรรคประชาชนพร้อมสู้ต่อ

นายพริษฐ์ย้ำชัด ถ้ากฎหมายที่พรรคเห็นว่าสำคัญไม่ได้รับรองใน “‘พริษฐ์’ ชวนจับตาประชุม ครม.” วันพรุ่งนี้ พรรคจะใช้กลไกวิปฝ่ายค้านซักถามเหตุผลจากสำนักเลขาฯ ครม. แล้วชงให้ทบทวนในการประชุม 12 พ.ค. ซึ่งยังทันกรอบ 60 วัน เรียกว่ารอผลได้เลยครับ

ในมุมมองผม การ “‘พริษฐ์’ ชวนจับตาประชุม ครม.” แบบนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังมีคนที่ใส่ใจประชาชนจริงๆ ถ้ากฎหมายเหล่านี้ไปต่อได้ จะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้มาก ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความยั่งยืนให้สังคมไทย คุณล่ะคิดว่ากฎหมายไหนสำคัญที่สุด? มาคอมเมนต์บอกกันหน่อย หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ จับตาด้วยนะครับ จะได้กดดันครม. ให้รับรองกฎหมายดีๆ เหล่านี้!

ที่มา – “พริษฐ์” ชวนจับตาประชุม ครม. พรุ่งนี้ กฎหมายฉบับไหน “ไปต่อ” หรือ ถูก “ปัดตก”

Scroll to top