ข่าวการเมือง

“สุริยะ” รับลูกนายกฯ เร่งลงพื้นที่น้ำท่วมน่าน ทันที

“สุริยะ” รับลูกนายกฯ เร่งลงพื้นที่น้ำท่วมน่าน ทันที

จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะที่จังหวัดน่าน ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง ล่าสุด “สุริยะ” รับลูกนายกฯ เร่งลงพื้นที่น้ำท่วมน่าน เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมความช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรอย่างเร่งด่วนที่สุด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัย โดยได้สั่งการให้รัฐมนตรีและตัวแทนรัฐบาลลงพื้นที่ทันทีเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ในการนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศยกเลิกภารกิจทั้งหมดเพื่อมุ่งหน้าสู่พื้นที่วิกฤต โดยเน้นย้ำถึงมาตรการการช่วยเหลือในด้านต่างๆ เช่น การอพยพประชาชน การจัดหาอาหารกล่องปรุงสุก รวมถึงการดูแลผลผลิตทางการเกษตรและสัตว์เลี้ยงของพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ

มาตรการเร่งด่วนหลัง “สุริยะ” รับลูกนายกฯ เร่งลงพื้นที่น้ำท่วมน่าน

นอกจากนี้ กรมชลประทานได้รายงานสถานการณ์ผ่านศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ว่ามีการเฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำน่านที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนายสุริยะได้กำชับให้โครงการชลประทานน่านเตรียมความพร้อมรับมือตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งจัดเตรียมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนี้:

  • ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 24 นิ้วในอำเภอเมือง และขนาด 8 นิ้ว จำนวน 11 เครื่องในอำเภอเวียงสา
  • ระดมรถแบ็กโฮและรถบรรทุก 7 คัน เพื่อเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำตามคอสะพาน
  • สนับสนุนยารักษาโรค เวชภัณฑ์ และเสบียงสำหรับปศุสัตว์แก่พื้นที่ที่เข้าถึงยาก

สถานการณ์น้ำท่วมน่านถือเป็นวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุด การที่ “สุริยะ” รับลูกนายกฯ เร่งลงพื้นที่น้ำท่วมน่าน ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความห่วงใย แต่ยังเป็นการสั่งการเชิงรุกเพื่อลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม ขอให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ริมน้ำคอยติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เพราะสภาพอากาศอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

เราขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวน่านทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว และหวังว่าการช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนจะช่วยบรรเทาความลำบากให้พี่น้องประชาชนได้โดยเร็วที่สุด

ที่มา – “สุริยะ” รับลูกนายกฯ เร่งลงพื้นที่น้ำท่วมน่าน สั่งทุกหน่วยช่วยประชาชน-เกษตรกรทันที

นายกฯ เยือนวัดไทยในต่างแดน ปลูกต้น แมกโนเลีย ไว้เป็นที่ระลึก

เป็นภาพที่อบอุ่นและน่าประทับใจอย่างมาก เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศออสเตรเลีย โดยได้ถือโอกาสแวะเยี่ยมชมวัดไทย พร้อมกับทำกิจกรรมสำคัญอย่าง นายกฯ เยือนวัดไทยในต่างแดน ปลูกต้น “แมกโนเลีย” ไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความผูกพันระหว่างไทยและออสเตรเลียที่แน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน

นายกฯ เยือนวัดไทยในต่างแดน ปลูกต้น “แมกโนเลีย” ไว้เป็นที่ระลึก

การเดินทางไปเยือนวัดธัมมธโร ณ กรุงแคนเบอร์ราครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมาพร้อมกับภริยา และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคณะผู้แทนของออสเตรเลีย รวมถึงพี่น้องชาวไทยที่อาศัยอยู่ในต่างแดน กิจกรรมที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการปลูกต้นแมกโนเลียสายพันธุ์ “Inspiration” ซึ่งสื่อความหมายถึงแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติ

ความหมายดีๆ จากกิจกรรม นายกฯ เยือนวัดไทยในต่างแดน ปลูกต้น “แมกโนเลีย” ไว้เป็นที่ระลึก

วัดธัมมธโรไม่เพียงแต่เป็นศาสนสถาน แต่ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยในออสเตรเลียที่ตั้งมั่นมากว่า 30 ปี การที่นายกฯ ได้มาเยือนและปลูกต้นไม้มงคลไว้ที่นี่ นับเป็นการสร้างความประทับใจให้กับพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับวัดแห่งนี้อีกมากมาย ดังนี้:

  • วัดธัมมธโรเป็นวัดไทยแห่งแรกและแห่งเดียวในแคนเบอร์รา
  • เป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมไทยที่สำคัญ
  • ได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลออสเตรเลียในการสนับสนุนกิจกรรมพหุวัฒนธรรม

นายกรัฐมนตรีได้เข้ากราบนมัสการเจ้าอาวาสและถวายสักการะพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนจะเดินหน้าปฏิบัติภารกิจกระชับความสัมพันธ์กับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียในช่วงค่ำวันเดียวกัน ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการนำพาประเทศไทยให้ก้าวไกลในเวทีโลก โดยมีรากฐานจากความศรัทธาและความเมตตาธรรมเป็นที่ตั้ง

ถือเป็นเรื่องราวดีๆ ที่แสดงให้เห็นว่าไม่ว่านายกฯ จะเดินทางไปที่ไหน หัวใจที่นึกถึงชาติและศาสนายังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเสมอ การปลูกต้นไม้นี้เปรียบเสมือนการปลูกความหวังและแรงบันดาลใจให้งอกงามในดินแดนห่างไกล เพื่อให้คนรุ่นหลังได้จดจำความสัมพันธ์อันดีนี้สืบไป

ที่มา – นายกฯ เยือนวัดไทยในต่างแดน ปลูกต้น “แมกโนเลีย” ไว้เป็นที่ระลึก

“กุสุมาลวตี” นำหมายศาลอาญา ขอสำนวนไต่สวนคดีฮั้ว สว. อนุฯ ชุดที่ 26 จาก กกต.

“กุสุมาลวตี” นำหมายศาลอาญา ขอสำนวนไต่สวนคดีฮั้ว สว. อนุฯ ชุดที่ 26 จาก กกต.

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อ “เจ๊แมว” นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท ได้เดินหน้าบุกสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อดำเนินการทางกฎหมายครั้งสำคัญ โดยการนำหมายศาลอาญามายื่นขอรับสำนวนการไต่สวนที่หลายคนรอคอย ซึ่งการที่ “กุสุมาลวตี” นำหมายศาลอาญา ขอสำนวนไต่สวนคดีฮั้ว สว. อนุฯ ชุดที่ 26 จาก กกต. ในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการรวบรวมหลักฐานสำคัญเพื่อใช้ในการต่อสู้คดีความที่กำลังดำเนินอยู่

เปิดเบื้องหลังการเคลื่อนไหว กุสุมาลวตี นำหมายศาลอาญา ขอสำนวนไต่สวนคดีฮั้ว สว. อนุฯ ชุดที่ 26 จาก กกต.

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ณ สำนักงาน กกต. โดยคุณกุสุมาลวตีได้เดินทางเข้าพบเลขาธิการ กกต. เพื่อขอรับเอกสารสำนวนของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ซึ่งเธออ้างว่าจำเป็นต้องรีบนำไปประกอบการพิจารณาคดีที่พรรคภูมิใจไทยได้ยื่นฟ้องเธอในข้อหาหมิ่นประมาท จากกรณีที่เธอเคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สว. ปี 2567 ที่ผ่านมา

ความสำคัญของสำนวนชุดนี้อยู่ที่:

  • เป็นข้อมูลคำวินิจฉัยของอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ทั้งหมด
  • เป็นหลักฐานที่ระบุถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกว่า 229 คน
  • ครอบคลุมเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับคดียุบพรรคและการเลือก สว.

นางกุสุมาลวตีเปิดเผยว่า หากทาง กกต. ไม่ส่งเอกสารชุดนี้ให้ศาล หรือเลือกส่งสำนวนของชุดอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง เธอและทีมกฎหมายก็พร้อมที่จะใช้มาตรา 144 เพื่อนำเอกสารชุดที่ 26 นี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยตนเอง เพื่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและสร้างความโปร่งใสให้กับกระบวนการตรวจสอบ โดยศาลได้กำหนดนัดพิจารณาคดีอีกครั้งในวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ซึ่งถือเป็นเดดไลน์สำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้น

การเคลื่อนไหวของเจ๊แมวในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการใช้ช่องทางกฎหมายเพื่อต่อสู้ในประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ การติดตามว่าผลของสำนวนชุดที่ 26 จะนำไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในคดีการเมืองอย่างไร เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องคอยติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าผลคดีจะออกมาเป็นอย่างไร นี่คือบทเรียนราคาแพงของการตรวจสอบนักการเมืองที่ต้องอาศัยทั้งความกล้าหาญและข้อเท็จจริงทางกฎหมายที่หนักแน่น

ที่มา – “กุสุมาลวตี” นำหมายศาลอาญา ขอสำนวนไต่สวนคดีฮั้ว สว. อนุฯ ชุดที่ 26 จาก กกต.

คปท.-สว.สำรอง จี้ กกต. อย่ายื้อสำนวนคดีฮั้ว สว. ต้องส่งศาลได้แล้ว

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเข้มข้นขึ้น เมื่อเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และกลุ่ม สว.สำรอง ได้รวมพลังออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งดำเนินการในคดีทุจริตการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาอย่างตรงไปตรงมา หลังจากมีความกังวลว่ากระบวนการล่าช้าอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

คปท.-สว.สำรอง จี้ กกต. อย่ายื้อสำนวนคดีฮั้ว สว. ต้องส่งศาลได้แล้ว

การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้มีประเด็นสำคัญคือ คปท.-สว.สำรอง จี้ กกต. อย่ายื้อสำนวนคดีฮั้ว สว. ต้องส่งศาลได้แล้ว เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม โดยนายพิชิต ไชยมงคล และคณะ ได้ระบุว่าจากการติดตามคดีฮั้ว สว. ที่มีผู้เกี่ยวข้องกว่า 229 คน กกต. กลับมีความพยายามที่จะดึงเรื่องหรือเลือกดำเนินการเพียงแค่ผู้เกี่ยวข้องบางส่วนเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

ทำไมการเร่งส่งศาลจึงเป็นเรื่องสำคัญ?

การที่ คปท.-สว.สำรอง จี้ กกต. อย่ายื้อสำนวนคดีฮั้ว สว. ต้องส่งศาลได้แล้ว นั้น ไม่ได้เป็นเพียงการกดดันการทำงาน แต่เป็นการย้ำเตือนให้องค์กรอิสระยึดมั่นในมติของอนุกรรมการชุดที่ 26 ที่มีความชัดเจนในหลักฐาน โดยกลุ่มผู้เรียกร้องกังวลว่าหาก กกต. ยังคงล่าช้า อาจกลายเป็นการเปิดช่องให้เกิดการช่วยเหลือกันเอง หรือที่เรียกว่า "การฮั้วกันเอง" ในหมู่ผู้มีอำนาจ ซึ่งจะกลายเป็นบทเรียนซ้ำรอยอดีตที่น่ากลัว

  • ความล่าช้าในการตรวจสอบที่กินเวลากว่า 2 ปี 2 เดือน
  • ความชัดเจนของสำนวนคดีที่มี สว. และนักการเมืองเกี่ยวข้องถึง 138 คน
  • ความต้องการให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้ชี้ขาดความถูกต้อง

กลุ่ม สว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ยังได้ยื่นหนังสือเพิ่มเติมไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อเร่งรัดคดีที่เกี่ยวกับข้อหาอั้งยี่และฟอกเงิน ซึ่งถือเป็นคดีพิเศษที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด การรวมกลุ่มกันครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ต้องการเห็นกระบวนการยุติธรรมไทยถูกแทรกแซงหรือยืดเยื้อจนเสียโอกาสในการสร้างความถูกต้อง

ในมุมมองของภาคประชาชน การที่ คปท.-สว.สำรอง จี้ กกต. อย่ายื้อสำนวนคดีฮั้ว สว. ต้องส่งศาลได้แล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องของการเลือก สว. แต่เป็นเรื่องของมาตรฐานทางจริยธรรมขององค์กรที่ดูแลการเลือกตั้ง หาก กกต. ต้องการรักษาเกียรติและป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ต้องเร่งส่งสำนวนให้ถึงมือศาลโดยเร็วที่สุดเพื่อให้ความจริงปรากฏต่อสาธารณชน

ที่มา – คปท.-สว.สำรอง จี้ กกต. อย่ายื้อสำนวนคดีฮั้ว สว. ต้องส่งศาลได้แล้ว

สื่อออสเตรเลียจับตาผลการเยือนของไทย ชี้เป็นหุ้นส่วนสำคัญทางเศรษฐกิจ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในเวทีโลก โดยล่าสุดสื่อออสเตรเลียจับตาผลการเยือนของไทย ชี้เป็นหุ้นส่วนสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ไม่เพียงแค่ในเชิงการทูตเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงมิติด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีอีกด้วย

สื่อออสเตรเลียจับตาผลการเยือนของไทย ชี้เป็นหุ้นส่วนสำคัญทางเศรษฐกิจ

รายงานจากสำนักข่าวชั้นนำในออสเตรเลียต่างวิเคราะห์ตรงกันว่า การเดินทางเยือนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นพันธมิตรยุทธศาสตร์ที่สำคัญในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ได้ชี้ให้เห็นว่า ไทยคือจุดหมายที่น่าสนใจในการกระจายโอกาสทางการค้า นอกเหนือไปจากการพึ่งพาตลาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสื่อออสเตรเลียจับตาผลการเยือนของไทย ชี้เป็นหุ้นส่วนสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด

ความร่วมมือรอบด้านเพื่ออนาคตที่มั่นคง

ในการเยือนครั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาหารือมีหลายมิติที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ: ทั้งสองประเทศเห็นพ้องร่วมกันในการยกระดับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
  • ความมั่นคงและกลาโหม: มีการตกลงจัดประชุมระดับรัฐมนตรีกลาโหมร่วมกันทุก 2 ปี เพื่อสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค
  • การขยายโอกาสทางธุรกิจ: เน้นการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและเข้มแข็งร่วมกัน

รัฐบาลไทยเน้นย้ำว่า พร้อมเดินหน้าผลักดันทุกข้อตกลงให้เกิดขึ้นจริง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนทั้งสองประเทศ การที่นานาชาติให้ความสำคัญกับเราเช่นนี้ ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าไทยมีศักยภาพในการเป็นผู้เล่นหลักในเวทีเศรษฐกิจโลกอย่างเต็มตัว

ในมุมมองของผู้เขียน มองว่านี่เป็นนิมิตหมายอันดีที่ประเทศไทยจะได้รับอานิสงส์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการลงทุนจากออสเตรเลีย ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว เราต้องคอยติดตามดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะสามารถเปลี่ยนความร่วมมือที่ตกลงกันไว้ให้กลายเป็นโครงการที่จับต้องได้จริงในเร็ววันอย่างไร เชื่อว่าหากทำได้สำเร็จ ประเทศไทยของเราจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงแน่นอนครับ

ที่มา – สื่อออสเตรเลียจับตาผลการเยือนของไทย ชี้เป็นหุ้นส่วนสำคัญทางเศรษฐกิจ

เปิ้ล นาคร ประสานทีม เตรียมพร้อมช่วยน้ำท่วมน่าน

เปิ้ล นาคร ประสานทีม เตรียมพร้อมช่วยน้ำท่วมน่าน

กลายเป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจและสร้างกำลังใจให้กับพี่น้องชาวไทยอย่างมาก สำหรับสถานการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในภาคเหนือ โดยเฉพาะเมื่อ เปิ้ล นาคร ศิลาชัย นักแสดงและพิธีกรชื่อดัง ได้ออกมาประกาศความพร้อมผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัวว่า กำลังเร่งระดมทีมงานมูลนิธิไทนาคาเพื่อลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ เปิ้ล นาคร ประสานทีม เตรียมพร้อมช่วยน้ำท่วมน่าน หลังจากที่ได้รับทราบข่าวความเดือดร้อนของชาวบ้านที่กำลังเผชิญกับมวลน้ำมหาศาล

ความเคลื่อนไหวจาก เปิ้ล นาคร ประสานทีม เตรียมพร้อมช่วยน้ำท่วมน่าน

ความมุ่งมั่นของพี่เปิ้ล นาคร ครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ เพราะเจ้าตัวถึงขั้นสั่งการให้ทีมงานเตรียมอุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำที่จำเป็นให้ครบถ้วน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด โดยเปิ้ลได้โพสต์ข้อความว่า “ออกจากโรงพยาบาล แล้วบินเลย เจอกันคับน่าน” พร้อมย้ำเตือนให้ชาวบ้านเตรียมของใช้ที่จำเป็นไว้ให้พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในช่วง 3 วันข้างหน้า ซึ่งถือเป็นการลงมือทำด้วยใจจริงและมีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

ทางด้านสถานการณ์ในพื้นที่ จังหวัดน่าน เองนั้น นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน และทีมงานเทศบาล ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เร่งดำเนินการหลายมาตรการเพื่อรับมือกับวิกฤต ดังนี้:

  • เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ในเขตบ้านน้ำล้อมเพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่เสี่ยง
  • มีการวางแนวกระสอบทรายในจุดที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น ชุมชนพระเนตร เพื่อป้องกันน้ำทะลักเข้าท่วมที่อยู่อาศัย
  • เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองน่านออกปฏิบัติการสำรวจและเฝ้าระวังระดับน้ำตลอด 24 ชั่วโมง

การร่วมมือกันระหว่างคนดังอย่าง เปิ้ล นาคร ประสานทีม เตรียมพร้อมช่วยน้ำท่วมน่าน กับหน่วยงานท้องถิ่น ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของพลังความสามัคคีที่ช่วยให้ผู้ประสบภัยรู้สึกอุ่นใจขึ้น แม้สถานการณ์ภัยพิบัติจะเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่การมีคนพร้อมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันแบบนี้ ทำให้รอยยิ้มและกำลังใจของคนในพื้นที่กลับมาได้เสมอ เราขอเป็นกำลังใจให้ทั้งทีมงานของเปิ้ล นาคร และเจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติภารกิจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ขอให้พี่น้องชาวน่านปลอดภัยและสถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – “เปิ้ล นาคร” ประสานทีม เตรียมพร้อมช่วยน้ำท่วมน่าน บอกชาวบ้านรออยู่

ยศชนัน เปลี่ยนภารกิจบินด่วนจากสุราษฎร์ธานี ขึ้นเหนือลุยช่วยน้ำท่วมน่าน

เรียกได้ว่าสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือปีนี้หนักหนาสาหัสจริงๆ ครับ โดยล่าสุดมีการเคลื่อนไหวสำคัญจากรัฐบาล เมื่อ ยศชนัน เปลี่ยนภารกิจบินด่วนจากสุราษฎร์ธานี ขึ้นเหนือลุยช่วยน้ำท่วมน่าน ทันทีหลังจากได้รับคำสั่งการด่วนจากท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งในขณะนั้นกำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรวดเร็วในการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสครับ

ยศชนัน เปลี่ยนภารกิจบินด่วนจากสุราษฎร์ธานี ขึ้นเหนือลุยช่วยน้ำท่วมน่าน

ภายหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในงาน ม.อ.วิชาการ และงานมหกรรมงานวิจัย ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ปรับแผนการเดินทางทันทีเพื่อมุ่งหน้าสู่ จ.น่าน ในเวลา 15.00 น. เพื่อลงพื้นที่ อ.ปัว อย่างเร่งด่วน โดยการที่ ยศชนัน เปลี่ยนภารกิจบินด่วนจากสุราษฎร์ธานี ขึ้นเหนือลุยช่วยน้ำท่วมน่าน ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงบทบาทของประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือที่ชัดเจนมากครับ

สถานการณ์ในพื้นที่ อ.ปัว จ.น่าน

บรรยากาศที่ อ.ปัว ตอนนี้ค่อนข้างตึงเครียดมากครับ เพราะฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดมวลน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือน ส่งผลให้เส้นทางคมนาคมหลายสายถูกตัดขาด นายยศชนันจึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้:

  • ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 24 นิ้ว ในเขตอำเภอเมือง และเครื่องสูบน้ำ 8 นิ้ว จำนวน 11 เครื่อง ในพื้นที่ อ.เวียงสา เพื่อระบายน้ำให้เร็วที่สุด
  • ระดมเครื่องจักรขนาดใหญ่ ทั้งรถแบ็กโฮและรถบรรทุกเทท้ายกว่า 7 คัน เพื่อกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำและคอสะพานที่ถูกน้ำพัดพามา
  • ประสานงานกับ พมจ.น่าน เพื่อเข้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ประสบภัยที่ติดค้างอยู่ตามจุดพักพิงต่างๆ อย่างเร่งด่วน

การทำงานเชิงรุกในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของพี่น้องชาวเหนือ และพร้อมที่จะลงพื้นที่จริงเพื่อแก้ปัญหาหน้างานทันที เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่านจะคลี่คลายลงในเร็ววัน และขอส่งกำลังใจให้ทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยทุกคนผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดีครับ

ที่มา – “ยศชนัน” เปลี่ยนภารกิจบินด่วนจากสุราษฎร์ธานี ขึ้นเหนือลุยช่วยน้ำท่วมน่าน

“เท้ง” ห่วงน้ำท่วมน่าน แนะรัฐบาลเร่งปรับรูปแบบสร้าง “ฝายธงน้อย” ในงบประมาณ 2570

“เท้ง” ห่วงน้ำท่วมน่าน แนะรัฐบาลเร่งปรับรูปแบบสร้าง “ฝายธงน้อย” ในงบประมาณ 2570

สถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่านกำลังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด ล่าสุด “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอปัว พร้อมเสนอแนะแนวทางสำคัญในการบริหารจัดการน้ำผ่านโครงการ “เท้ง” ห่วงน้ำท่วมน่าน แนะรัฐบาลเร่งปรับรูปแบบสร้าง “ฝายธงน้อย” ในงบประมาณ 2570 เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืนและตรงจุดมากที่สุด

จากการลงพื้นที่จริง นายณัฐพงษ์พบว่าเสียงสะท้อนจากชาวบ้านมีความต้องการให้รัฐบาลทบทวนโครงการปรับปรุงฝายธงน้อยใหม่ เนื่องจากรูปแบบเดิมอาจยังไม่ตอบโจทย์การป้องกันน้ำท่วมอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเขามองว่าการที่รัฐบาลกำลังเตรียมงบประมาณปี 2570 เป็นจังหวะที่เหมาะสมที่สุดในการปรับแผนงาน

ทำไมต้องปรับแบบ “เท้ง” ห่วงน้ำท่วมน่าน แนะรัฐบาลเร่งปรับรูปแบบสร้าง “ฝายธงน้อย” ในงบประมาณ 2570?

ปัญหาหลักที่พบคือโครงการเดิมอาจไม่ได้เน้นการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมอย่างแท้จริง นายณัฐพงษ์จึงได้เสนอแนวทางสำคัญดังนี้:

  • ขยายฝายให้เต็มลำน้ำ: เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บและระบายน้ำให้รองรับมวลน้ำได้ดียิ่งขึ้นในช่วงฤดูฝน
  • เน้นการชลประทานมากกว่าไฟฟ้า: จากข้อมูลหน้างานพบว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่เหมาะสมต่อการผลิตกระแสไฟฟ้า ดังนั้นการเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่การชลประทานจะช่วยให้เกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรง
  • ปรับรูปแบบให้ทันสมัย: การใช้เทคโนโลยีและการออกแบบทางวิศวกรรมที่ถูกต้องจะช่วยลดผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลากได้ดีกว่าการก่อสร้างรูปแบบเดิม

นายณัฐพงษ์ยังเน้นย้ำว่า “เท้ง” ห่วงน้ำท่วมน่าน แนะรัฐบาลเร่งปรับรูปแบบสร้าง “ฝายธงน้อย” ในงบประมาณ 2570 ไม่ใช่เพียงเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องเป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำของจังหวัดน่านให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ในระยะยาว เพราะหากรัฐบาลยอมรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่และปรับแบบให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศจริง เชื่อว่าปัญหาซ้ำซากจะลดลงได้อย่างแน่นอน

ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน การออกมาเสนอแนะในครั้งนี้ถือเป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบและผลักดันให้งบประมาณแผ่นดินถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด เราหวังว่ารัฐบาลจะนำข้อเสนอแนะนี้ไปพิจารณาอย่างจริงจัง เพื่อคืนความสุขและสร้างความปลอดภัยให้กับชาวน่านทุกคน

ที่มา – “เท้ง” ห่วงน้ำท่วมน่าน แนะรัฐบาลเร่งปรับรูปแบบสร้าง “ฝายธงน้อย” ในงบประมาณ 2570

นายกฯ สั่งด่วนช่วย น้ำท่วมน่าน กำชับอาหารต้องมีคุณภาพ

สถานการณ์วิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในจังหวัดน่านจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้เกิดเหตุการณ์ นายกฯ สั่งด่วนช่วย น้ำท่วมน่าน กำชับอาหารต้องมีคุณภาพ เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด แม้นายกรัฐมนตรีจะอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจที่ประเทศออสเตรเลีย แต่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของพี่น้องชาวไทยในพื้นที่ภาคเหนือ

นายกฯ สั่งด่วนช่วย น้ำท่วมน่าน กำชับอาหารต้องมีคุณภาพ

เหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้มีความรุนแรงจนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยต้องแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทีมงานบูรณาการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยเน้นย้ำถึงมาตรฐานของศูนย์พักพิงและคุณภาพอาหารเป็นพิเศษ ท่านได้กล่าวอย่างหนักแน่นว่าการจัดการต้องมีประสิทธิภาพ ไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยในอดีต โดยมี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่เพื่อบัญชาการเหตุการณ์ด้วยตนเอง

มาตรการเร่งด่วนเมื่อเกิด น้ำท่วมน่าน

รัฐบาลได้ประกาศให้จังหวัดน่านเป็นพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว เพื่อให้สามารถจัดสรรงบประมาณเยียวยาได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านส่วนกลาง โดยมีแนวทางการช่วยเหลือดังนี้:

  • การจัดตั้งศูนย์พักพิง: ดูแลความปลอดภัยและสุขอนามัยของประชาชนที่อพยพ
  • อาหารและสิ่งของบรรเทาทุกข์: นายกฯ กำชับว่าอาหารต้องมีคุณภาพเพียงพอและเหมาะสม
  • การเยียวยาหลังน้ำลด: เตรียมแผนซ่อมแซมบ้านเรือนและจ่ายเงินเยียวยาหากน้ำท่วมขังเกิน 3 วัน

ความห่วงใยที่นายกฯ ส่งตรงจากออสเตรเลียสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับหนึ่ง การทำงานแบบบูรณาการร่วมกับกองทัพและส่วนท้องถิ่นจะช่วยให้สถานการณ์ น้ำท่วมน่าน ครั้งนี้คลี่คลายลงโดยเร็วที่สุด เราเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน จะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดี ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ทำงานอย่างเสียสละและพี่น้องชาวน่านทุกครอบครัวครับ

ที่มา – นายกฯ สั่งด่วนจากออสเตรเลีย ช่วย “น้ำท่วมน่าน” กำชับดูแลศูนย์พักพิง-อาหารต้องมีคุณภาพ

Scroll to top