ข่าวการเมือง

บี้ถ่ายบั๊ก ขนมพื้นบ้านภูเก็ต คว้าแชมป์อาหารถิ่นปี 2569

บี้ถ่ายบั๊ก ขนมพื้นบ้านภูเก็ต คว้าแชมป์อาหารถิ่นปี 2569

ข่าวดีที่ทำให้ชาวภูเก็ตยิ้มแก้มปริ เมื่อเมนูขนมพื้นบ้านดั้งเดิมอย่าง บี้ถ่ายบั๊ก ได้รับคะแนนโหวตท่วมท้นจนคว้าตำแหน่งแชมป์อาหารถิ่นประเทศไทย ประจำปี 2569 ไปครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี ในโครงการ “รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste” ที่จัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เพื่อชูเสน่ห์อาหารไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

เปิดตำนานความอร่อยของ บี้ถ่ายบั๊ก

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับชื่อนี้ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่ยังไม่เคยลอง ต้องบอกเลยว่า บี้ถ่ายบั๊ก คือขนมที่มีเอกลักษณ์คล้ายกับลอดช่อง แต่มีความพิเศษอยู่ที่กรรมวิธีทำแบบโบราณ โดยการนำแป้งข้าวเจ้านวดกับน้ำอุ่น แบ่งเป็นสีขาวและสีแดง ก่อนจะกดผ่านพิมพ์ลงในน้ำเดือดจนสุกได้ที่ แล้วจึงนำไปแช่น้ำเย็นเพื่อให้เส้นมีความเหนียวนุ่มกำลังดี กินคู่กับน้ำเชื่อมใบเตยหอมละมุนและน้ำแข็งใส บอกเลยว่าคำแรกที่เข้าปากจะรู้สึกสดชื่นคลายร้อนได้เป็นอย่างดี

ความสำเร็จของ บี้ถ่ายบั๊ก ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการสะท้อนถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมการกินที่ผสมผสานระหว่างชาวจีนฮกเกี้ยนและชาวใต้ได้อย่างลงตัว ซึ่งนอกจากขนมชนิดนี้แล้ว ภาคใต้ของเรายังมีของดีอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • ข้าวมันหอยกระติบ จ.กระบี่
  • ทอดมันหัวปลีใส่เนื้อปู จ.ชุมพร
  • แกงคั่วเครื่อง จ.ตรัง
  • น้ำพริกลูกประ จ.นครศรีธรรมราช
  • ข้าวยำกรือหยา จ.นราธิวาส
  • ปูตูฮาลือบอ จ.ปัตตานี
  • หยิ่วหูฉ่า จ.พังงา
  • น้ำชุบพลก จ.พัทลุง
  • มาดูฆาตง จ.ยะลา
  • ฮู้เกี่ยมทึ้ง จ.ระนอง
  • แป้งแดง จ.สงขลา
  • แกงปัจรีสับปะรด จ.สตูล
  • แกงคั่วปลาเมงใบส้มแป้นขี้ม้า จ.สุราษฎร์ธานี

ภูเก็ตในฐานะเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหารจากยูเนสโก ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าอาหารไม่ใช่แค่สิ่งที่ไว้กินอิ่ม แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การรักษา หากใครมีโอกาสได้ไปเยือนจังหวัดภูเก็ต อย่าลืมไปตามหาขนมหวานแสนอร่อยเมนูนี้กันให้ได้ รับรองว่าคุณจะหลงรักรสชาติแบบฉบับเมืองเก่าภูเก็ตแน่นอนครับ

ที่มา – ชาวภูเก็ตปลื้ม “บี้ถ่ายบั๊ก” เมนูขนมพื้นบ้าน จ.ภูเก็ต คว้าแชมป์อาหารถิ่นประเทศไทย ประจำปี 2569

ไชยชนก รับเคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหลอกถึงห้องทำงาน

ไชยชนก รับเคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหลอกถึงห้องทำงาน

ถือเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาเปิดเผยเรื่องราวสุดเซอร์ไพรส์ว่า ตนเองก็เคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์เข้ามาหลอกถึงในห้องทำงานที่กระทรวงมาแล้ว!

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า ไชยชนก รับเคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหลอกถึงห้องทำงาน มากับตัว ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่ามิจฉาชีพเหล่านี้ไม่มีความเกรงกลัวกฎหมาย และพร้อมจะสุ่มโทรหาทุกคนไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไปหรือระดับรัฐมนตรีก็ตาม

กลยุทธ์ 8 เดือน ดีอีแก้ปัญหาลดฮวบ 50 %

แม้จะเคยถูกลองดี แต่ท่านรัฐมนตรีก็ได้ประกาศความสำเร็จว่า ตลอดระยะเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กระทรวงดีอีได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งธนาคาร และผู้ให้บริการเครือข่าย จนสามารถทำให้สถิติการหลอกลวงลดลงได้กว่า 50% ซึ่งถือเป็นผลงานที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา

  • เตือนประชาชน: อย่าหลงเชื่อความกลัวและความโลภที่มิจฉาชีพนำมาขู่
  • การบูรณาการ: หัวใจสำคัญคือการดึงทุกหน่วยงานมาทำงานร่วมกัน
  • ความเชื่อมั่น: รัฐมนตรีไม่หวั่นหากต้องเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ในการให้สัมภาษณ์ นายไชยชนกยังได้ย้ำว่า แม้จะมีกระแสเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจในประเด็นโครงการ TH-AI Passport แต่ตนก็ไม่ได้มีความกังวลใจแต่อย่างใด เพราะทุกอย่างทำตามกฎหมายและเน้นผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง พร้อมที่จะชี้แจงต่อสภาอย่างตรงไปตรงมา

สรุปแล้ว แม้ว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะยังมีอยู่ แต่การตื่นตัวของรัฐบาลและการให้ความรู้แก่ประชาชนคือวัคซีนที่ดีที่สุด หากเรามีสติและเท่าทันรูปแบบการหลอกลวง เราก็จะสามารถป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพเหล่านี้ได้อย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “ไชยชนก” รับเคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหลอกถึงห้องทำงาน โว 8 เดือน ดีอีแก้ปัญหาลดฮวบ 50 %

อนุทินแจงพบทักษิณ พูดคุยเคารพนับถือกันเป็นเรื่องปกติ

อนุทินแจงพบทักษิณ พูดคุยเคารพนับถือกันเป็นเรื่องปกติ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีภาพปรากฏว่าตนได้พบปะพูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในงานศพของคุณเกรียง กัลป์ตินันท์ โดยนายอนุทินยืนยันว่าการพบปะครั้งนี้เป็นเรื่องของการแสดงความเคารพนับถือตามปกติ ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดทางการเมืองแต่อย่างใด

เหตุผลที่อนุทินแจงพบทักษิณในงานพิธีสำคัญ

สำหรับประเด็นที่ถูกตั้งคำถามว่าการพบกันครั้งนี้จะเป็นนัยยะสำคัญทางการเมืองหรือไม่นั้น นายอนุทินได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า อนุทินแจงพบทักษิณ พูดคุยเคารพนับถือกันเป็นเรื่องปกติ โดยเขามองว่าเมื่อเป็นคนรู้จักและมีความเคารพซึ่งกันและกัน ยิ่งในฐานะที่เป็นรัฐบาลเดียวกันด้วยแล้ว การจะพบปะพูดคุยกันนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้และไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบังหรือหลบซ่อนแต่อย่างใด

นายอนุทินยังกล่าวเสริมว่า บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างเรียบง่ายและเป็นทางการตามงานศพทั่วไป ไม่ได้มีกิจกรรมพิเศษหรือการหารือลับตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ โดยเขาเน้นย้ำถึงจุดยืนในการทำงานว่า:

  • เป้าหมายหลักคือการทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ
  • ความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นเรื่องของกาลเทศะ
  • การทำงานร่วมกันในรัฐบาลมีความเหนียวแน่นและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทินได้แสดงความมั่นใจในเสียงของรัฐบาลว่ามีความเข้มแข็งและพร้อมชี้แจงทุกข้อซักถามจากฝ่ายค้าน เพราะเชื่อมั่นว่าการดำเนินการทุกอย่างที่ผ่านมาเป็นไปตามกฎหมายและเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

ก้าวต่อไปของรัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน

นอกจากเรื่อง อนุทินแจงพบทักษิณ พูดคุยเคารพนับถือกันเป็นเรื่องปกติ แล้ว นายอนุทินยังได้ฝากข้อคิดถึงการเมืองไทยในยุคปัจจุบันว่า ไม่ว่าจะฝ่ายไหนขอให้ยึดหลักผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง เอาเรื่องส่วนตัวไว้ข้างหลัง แล้วหันมาโฟกัสกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนให้สำเร็จตามนโยบายที่วางไว้ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานรัฐบาลชุดนี้

ในมุมมองของนักวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง การออกมาแสดงท่าทีที่ชัดเจนและเป็นกันเองของนายอนุทินในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นคงของเสถียรภาพรัฐบาล และความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองที่จะนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ โดยเน้นการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมากับประชาชน เพื่อลดความสับสนจากข่าวลือในโลกโซเชียลมีเดียที่อาจสร้างความเข้าใจผิดได้

หากเรามองข้ามเกมการเมืองไปที่ตัวผลงาน รัฐบาลชุดนี้กำลังเร่งขับเคลื่อนโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสัมผัสได้ถึงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว บทพิสูจน์ของการทำงานจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดว่าเป้าหมายที่วางไว้นั้นประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด

ที่มา – “อนุทิน” แจงพบ “ทักษิณ” พูดคุยแสดงความเคารพนับถือกันปกติ บอกเป็นรัฐบาลเดียวกันทำไมจะพบไม่ได้

นายกฯ เปิด Digital Shield สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การช้อปปิ้งออนไลน์ หรือการติดต่อสื่อสาร แต่เหรียญอีกด้านที่มาพร้อมกับความสะดวกสบายก็คือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ล่าสุดท่านนายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานเปิดโครงการ นายกฯ เปิด Digital Shield สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กับประชาชนไทยทุกคน

นายกฯ เปิด Digital Shield สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ เพื่อปกป้องทรัพย์สินประชาชน

การจัดงานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมทั่วไป แต่เป็นการรวมพลังครั้งสำคัญจากทั้งภาครัฐ ธนาคาร ค่ายมือถือ และแพลตฟอร์มดิจิทัลชั้นนำ เพื่อร่วมมือกันปิดช่องโหว่ที่มิจฉาชีพมักนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการฉ้อโกง โดยท่านนายกฯ ได้ย้ำชัดเจนว่า การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ แต่ต้องเน้นไปที่การป้องกันก่อนที่จะเกิดความสูญเสียทางทรัพย์สินขึ้นจริงๆ

เกราะป้องกันดิจิทัล: เครื่องมือสำคัญในการรับมือมิจฉาชีพ

กิจกรรม นายกฯ เปิด Digital Shield สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ เน้นการให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อให้เกิด “ภูมิคุ้มกัน” ในการใช้เทคโนโลยี โดยมีประเด็นสำคัญที่ทุกคนควรทราบ ดังนี้:

  • ตั้งสติก่อนเชื่อ: มิจฉาชีพมักใช้วิธีสร้างความตื่นตระหนก ไม่ว่าจะเป็นการอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ หรือการปลอมเสียงคนใกล้ชิด
  • ตรวจสอบทุกครั้ง: ก่อนโอนเงินทุกครั้ง ให้ตรวจสอบชื่อบัญชีและหน่วยงานปลายทางผ่านช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น
  • อย่ากดลิงก์แปลกปลอม: หลีกเลี่ยงการกดลิงก์จาก SMS หรือข้อความแชทที่ไม่รู้จัก เพราะอาจเป็นช่องทางในการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล

รัฐบาลมุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นตัวช่วยสำคัญในการจัดการกับปัญหาซิมม้า บัญชีม้า และเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการปิดกั้นเส้นทางการเงินของคนร้ายอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ การสร้างความตระหนักรู้ให้กับคนในครอบครัวเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากเราส่งต่อความรู้ที่ถูกต้องให้กับคนรอบข้าง ก็เท่ากับว่าเรากำลังช่วยกันสร้างเครือข่ายความปลอดภัยที่แข็งแกร่งให้กับสังคมไทย

ในฐานะประชาชน เราไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะมิจฉาชีพมีการพัฒนารูปแบบการหลอกลวงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารจากภาครัฐและเรียนรู้วิธีป้องกันตนเองอยู่เสมอคืออาวุธที่ดีที่สุด การที่ นายกฯ เปิด Digital Shield สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม เกราะป้องกันที่ดีที่สุดยังคงเป็น “สติ” ของเราทุกคนครับ

ที่มา – นายกฯ เปิด “Digital Shield” สร้างเกราะคนไทยสู้ภัยออนไลน์ ดึงแบงก์–ค่ายมือถือ ปิดช่องโหว่มิจฉาชีพ

ทวี ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อบรรดาแกนนำพรรคฝ่ายค้านได้ออกมาตั้งเวทีวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดล่าสุด โดยมองว่ามีความไม่ชอบมาพากลและอาจนำไปสู่การผูกขาดอำนาจในระยะยาว โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ทวี ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองว่า กกต. จะมีบทบาทอย่างไรในการแก้ไขปัญหานี้

ทวี ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ

ในการเสวนาที่จัดขึ้นโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พ.ต.อ.ทวี สอดสสงค์ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า กระบวนการที่ดูเหมือนเป็นการเลือกกันเองนั้น แท้จริงแล้วอาจมีการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก ซึ่งหากปล่อยให้เกิดขึ้นต่อไป จะส่งผลกระทบต่อกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลของประเทศอย่างรุนแรง พ.ต.อ.ทวี ย้ำว่า ทวี ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ และหาก กกต. ไม่กล้าตัดสินใจส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาตามหลักฐานที่มี ก็จะกลายเป็นคำถามถึงความเที่ยงธรรมขององค์กรอิสระ

ความเห็นจากฝ่ายค้านและเสียงสะท้อนเรื่องประชาธิปไตยผีดิบ

ทางด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวเสริมถึงความกังวลว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค ‘ประชาธิปไตยผีดิบ’ หรือ Zombie Democracy ที่มีโครงสร้างทางการเมืองอยู่ แต่ขาดจิตวิญญาณในการดูแลประชาชน เขาขู่เตือน กกต. ว่าพรรคประชาธิปัตย์เคยมีประสบการณ์ในการต่อสู้จนนำไปสู่การติดคุกของกรรมการการเลือกตั้งมาแล้ว ดังนั้นขออย่าให้มีการตัดตอนหรือเอาผิดแค่ผู้สมัครรายบุคคล แต่ต้องดูไปถึงตัวการใหญ่และพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง

  • ต้องปฏิรูปที่มาของ สว. ให้ยึดโยงกับประชาชน
  • กกต. ต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่แค่ทำตามอำเภอใจ
  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังการฮั้ว

นอกจากนี้ ยังมีการแฉข้อมูลจากอดีตผู้สมัคร สว. ที่ระบุว่ามีการบังคับให้เซ็นใบลาออกล่วงหน้า เพื่อการันตีว่าจะโหวตตามมติพรรคการเมือง ซึ่งหากข้อมูลเหล่านี้เป็นจริง ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าการเมืองไทยกำลังอยู่ในสภาวะที่น่ากังวล การจะก้าวข้ามปัญหาการ ‘กินรวบประเทศ’ นี้ได้ จำเป็นต้องอาศัยการตื่นรู้ของประชาชนและการตรวจสอบที่โปร่งใสจากทุกภาคส่วน

ในท้ายที่สุด ความจริงเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว. จะถูกเปิดเผยออกมาอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญขององค์กรที่เกี่ยวข้องว่าจะเลือกยืนข้างความถูกต้องหรือปล่อยให้วงจรนี้กัดกินประชาธิปไตยต่อไป นี่คือบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ที่สังคมต้องร่วมกันจับตาอย่างไม่กะพริบตา

ที่มา – “ทวี” ชี้โกง สว. จุดเริ่มต้นกินรวบประเทศ ขณะ “สาทิตย์” ขู่ ปชป.เคยทำ กกต. ติดคุกมาแล้ว

เจเศรษฐ์ สั่งลุยไฟป่าพรุควนเคร็ง ส่งเฮลิคอปเตอร์สยบเพลิง

เจเศรษฐ์ สั่งลุยไฟป่าพรุควนเคร็ง ส่งเฮลิคอปเตอร์สยบเพลิง

สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่พรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช กำลังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญอย่างมาก ล่าสุด นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงมาสั่งการด้วยตนเองให้เร่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องมือพิเศษเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์ เจเศรษฐ์ สั่งลุยไฟป่าพรุควนเคร็ง ส่งเฮลิคอปเตอร์สยบเพลิง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอชะอวดโดยเร็วที่สุด

มาตรการเร่งด่วนในการดับไฟป่าพรุควนเคร็ง

สำหรับการปฏิบัติการครั้งนี้ นายเจเศรษฐ์ได้กำชับให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จัดส่งทรัพยากรที่จำเป็นเข้าสู่พื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยมีรายละเอียดการสนับสนุนดังนี้:

  • รถดับไฟป่าประสิทธิภาพสูงจำนวน 1 คัน
  • รถน้ำช่วยดับเพลิงขนาดใหญ่ความจุ 10,000 ลิตร
  • รถบรรทุกเล็กเพื่อความคล่องตัวในการเข้าถึงพื้นที่
  • กำลังเจ้าหน้าที่จากศูนย์ ปภ. เขต 11 สุราษฎร์ธานี

นอกจากกำลังภาคพื้นดินแล้ว ยังมีการประสานงานร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำเฮลิคอปเตอร์สนับสนุนการทิ้งน้ำทางอากาศ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของปฏิบัติการครั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่ป่าพรุมีความยากลำบากในการเข้าถึง การที่ เจเศรษฐ์ สั่งลุยไฟป่าพรุควนเคร็ง ส่งเฮลิคอปเตอร์สยบเพลิง จึงเป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาดเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามขยายวงกว้าง

นายเจเศรษฐ์ได้เน้นย้ำกับทุกหน่วยงานว่า การปฏิบัติภารกิจต้องอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ พร้อมทั้งสั่งให้รายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์เพื่อให้สามารถประเมินและปรับเปลี่ยนแผนการรับมือได้ทันท่วงที นี่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอชะอวดที่ต้องเผชิญกับมลพิษจากควันไฟและความเสียหายทางธรรมชาติ

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการบูรณาการกำลังในครั้งนี้จะทำให้สถานการณ์ไฟป่าพรุควนเคร็งคลี่คลายลงได้ในเร็ววัน และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติงานอย่างหนักท่ามกลางความร้อนและอันตราย หากคุณอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ควรติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและครอบครัวครับ

ที่มา – “เจเศรษฐ์” สั่งลุยไฟป่าพรุควนเคร็ง ส่งเฮลิคอปเตอร์สยบเพลิง

พริษฐ์ เปิดแผนพวกยึดเสียงในวุฒิสภา เฉลยคลิปเสียงนายกฯ หนองคาย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่ต้องจับตามอง สำหรับกรณีที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแฉขบวนการทุจริตเลือก สว. ครั้งล่าสุด โดยเขาได้ทำการเปิดโปงแผนการและคลิปเสียงปริศนาที่ชี้เป้าไปถึงนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดหนองคาย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นกุญแจสำคัญในการไขคำตอบเรื่องความโปร่งใสของสภาสูงชุดนี้

พริษฐ์ เปิดแผนพวกยึดเสียงในวุฒิสภา เฉลยคลิปเสียงร่วมขบวนการฮั้ว สว. เป็นนายกท้องถิ่น จ.หนองคาย

ในการแถลงข่าวล่าสุด คุณพริษฐ์ได้อธิบายถึง 5 ฉากทัศน์ของขบวนการโกงที่เริ่มตั้งแต่การวางแผนยึดครองเสียงในวุฒิสภา การจัดตั้งเครือข่าย ไปจนถึงการใช้โพยควบคุมคะแนนเสียงในวันเลือกตั้งระดับประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นคำถามถึงความซื่อสัตย์ แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ปล่อยให้เกิดช่องโหว่มากมาย

เปิดหลักฐานเชื่อมโยง สว. กับคลิปเสียงนายกเทศมนตรี

นอกจากนี้ พริษฐ์ เปิดแผนพวกยึดเสียงในวุฒิสภา เฉลยคลิปเสียงร่วมขบวนการฮั้ว สว. เป็นนายกท้องถิ่น จ.หนองคาย โดยเขาระบุว่ามีหลักฐานเด็ดเป็นคลิปเสียงที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นนักการเมืองท้องถิ่นระดับนายกเทศมนตรีใน จ.หนองคาย หรือไม่? การเปรียบเทียบเสียงและภาพในคลิป รวมไปถึงหลักฐานการจองโรงแรมที่พักให้ผู้สมัคร สว. กลายเป็นสิ่งที่ กกต. ต้องออกมาทำความกระจ่างให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด

  • การวางแผนยึดครองเสียงในสภาสูงอย่างเป็นระบบ
  • การใช้โพยสั่งการในวันเลือกตั้งระดับประเทศ
  • ความเชื่อมโยงของสถานที่พักกับรายชื่อผู้สมัคร สว.
  • บทบาทของนักการเมืองท้องถิ่นในการจัดตั้งเครือข่าย

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? การมี สว. ที่มาจากการฮั้วเลือกตั้งนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวบุคคล แต่มันคือการทำลายหลักการตรวจสอบถ่วงดุลของสภาสูงอย่างสิ้นเชิง หาก พริษฐ์ เปิดแผนพวกยึดเสียงในวุฒิสภา เฉลยคลิปเสียงร่วมขบวนการฮั้ว สว. เป็นนายกท้องถิ่น จ.หนองคาย นี้เป็นเรื่องจริง ก็เท่ากับว่ากระบวนการสรรหาบุคลากรมาทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายระดับประเทศได้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

บทเรียนในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยยังคงต้องการการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น การปล่อยปละละเลยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจทำให้ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองดิ่งลงเหว เราในฐานะพลเมืองต้องช่วยกันจับตาดูว่าคดีนี้จะจบลงอย่างไร จะเป็นการหาพยานหลักฐานมามัดตัวผู้กระทำผิดได้จริง หรือสุดท้ายจะเป็นเพียงแค่อีกหนึ่งคดีที่ถูกยุติลงด้วยข้ออ้างว่าหลักฐานไม่เพียงพอ

ที่มา – “พริษฐ์” เปิดแผนพวกยึดเสียงในวุฒิสภา เฉลยคลิปเสียงร่วมขบวนการฮั้ว สว. เป็นนายกท้องถิ่น จ.หนองคาย

ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว.

ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว.

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดประเด็นร้อนแรงทางการเมืองขึ้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อบรรดาแกนนำฝ่ายค้านนำโดย “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้จัดเวทีเสวนา “แนวทางปฏิรูปสถาบันทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ขึ้นใจกลางพื้นที่ที่เคยเป็นจุดเกิดเหตุปมฉาวการทำโพยเลือก สว. ทำให้เวทีนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องความโปร่งใสในสังคมไทย

เสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านต่อที่มาของอำนาจ

“เท้ง” ณัฐพงษ์ ได้เปิดประเด็นตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ในเมื่อกระบวนการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาลหรือองค์กรต่างๆ ยังมีความคลุมเครือและไม่ยึดโยงกับประชาชน เราจะสามารถหวังพึ่งใครได้? โดยเฉพาะ ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. เพื่อชี้ให้เห็นว่า หากที่มาของ สว. ยังเต็มไปด้วยข้อกังขาจากการเลือกกันเองที่ดูไม่เป็นธรรม แล้วองค์กรอิสระที่มาจากการแต่งตั้งของ สว. เหล่านั้น จะมีความเป็นอิสระและยึดโยงกับผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างไร

  • ปัญหารากเหง้าที่รัฐธรรมนูญยังไม่เปิดช่องให้แก้ไขเชิงโครงสร้าง
  • ความกังขาในกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระที่ขาดความยึดโยงกับประชาชน
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เกิดจากการแต่งตั้งบุคคลไปนั่งในองค์กรกำกับดูแล

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสริมทัพด้วยการชี้ให้เห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องปากท้อง เมื่อองค์กรกำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ เช่น กสทช. หรือหน่วยงานที่ควบคุมการแข่งขันทางการค้า ถูกครอบงำโดยอิทธิพลการเมืองหรือกลุ่มทุน ประชาชนต้องเผชิญกับต้นทุนชีวิตที่สูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว การที่ ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. ในครั้งนี้ จึงเป็นการตีแผ่ให้เห็นว่า “องค์กรแต่งตั้ง” เหล่านี้มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของทุกคน ตั้งแต่ค่าอินเทอร์เน็ตไปจนถึงการทำมาหากินของ SME

ในท้ายที่สุด สังคมต้องตั้งคำถามว่า เราจะปล่อยให้โครงสร้างที่บิดเบี้ยวนี้คงอยู่ต่อไป หรือถึงเวลาแล้วที่ต้องคืนอำนาจให้กับประชาชนอย่างแท้จริงผ่านกลไกที่ตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนหน้าตาคนทำงาน แต่ต้องเปลี่ยนระบบที่ให้โอกาสคนโกงเข้ามามีอำนาจตัดสินชะตาชีวิตของคนทั้งประเทศ การปฏิรูปการเมืองไทยจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวของอนาคต

ที่มา – ฝ่ายค้านเปิดเวที กลางที่เกิดเหตุทำโพยเลือก สว. “เท้ง” ซัดองค์กรอิสระ มาจาก สว. ไม่ยึดโยง ปชช.

กทม. ชวนประชาชน ตามหาต้นไม้มรดก ให้เป็นทรัพย์สินของเมือง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นต้นไม้ใหญ่ตามริมทางหรือในสวนสาธารณะที่ดูมีมนต์ขลังและร่มเย็นใช่ไหมครับ? ล่าสุด กรุงเทพมหานครกำลังเดินหน้าโครงการดีๆ ที่อยากให้ทุกคนมาร่วมมือกัน นั่นคือโครงการ กทม. ชวนประชาชน ตามหาต้นไม้มรดก ให้เป็นทรัพย์สินของเมือง เพื่อพลิกโฉมเมืองหลวงของเราให้กลายเป็นสวนป่าที่ยั่งยืน โดยเราไม่ได้มองแค่การปลูกต้นไม้ใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาต้นไม้เก่าแก่ที่มีคุณค่าทางจิตใจและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

กทม. ชวนประชาชน ตามหาต้นไม้มรดก ให้เป็นทรัพย์สินของเมือง

การตามหาต้นไม้มรดกในครั้งนี้ ทางรองผู้ว่าฯ พรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ ได้ให้ความสำคัญมากครับ เพราะต้นไม้ใหญ่เปรียบเสมือนปอดของเมือง การที่เราได้ช่วยกันสำรวจและขึ้นทะเบียนต้นไม้เหล่านี้ จะทำให้เรามีฐานข้อมูลที่ชัดเจนและช่วยให้การบริหารจัดการดูแลเป็นไปตามหลักรุกขกรรมอย่างถูกต้อง เพื่อให้ต้นไม้ที่เป็นทรัพย์สินของเมืองนี้อยู่คู่กับกรุงเทพฯ ไปได้ยาวนานที่สุด

หลักเกณฑ์สำคัญในการคัดเลือกต้นไม้มรดก

สำหรับพี่น้องประชาชนที่อยากรู้ว่าต้นไม้แบบไหนบ้างที่ถือเป็นมรดกของเมือง กทม. ได้วางหลักเกณฑ์การพิจารณาไว้ 4 ด้านหลักๆ ดังนี้ครับ:

  • ด้านกายภาพและชีววิทยา: ดูจากขนาดลำต้น ความสูง ทรงพุ่ม และอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
  • ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม: ต้นไม้ที่มีเรื่องราวผูกพันกับสถานที่หรือเหตุการณ์สำคัญของชุมชน
  • ด้านความหายากและพฤกษศาสตร์: พันธุ์ไม้ท้องถิ่นหรือไม้ที่มีลักษณะเฉพาะตัวโดดเด่น
  • ด้านคุณค่าทางนิเวศวิทยา: ต้นไม้ที่สร้างร่มเงาและเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในเมือง

หากในละแวกบ้านของคุณมีต้นไม้ใหญ่ที่มีลักษณะตามที่กล่าวมา สามารถแจ้งข้อมูลเข้ามาให้ทาง กทม. พิจารณาได้เลยนะครับ เพราะการมีส่วนร่วมของพวกเราทุกคนจะช่วยขับเคลื่อนให้โครงการ กทม. ชวนประชาชน ตามหาต้นไม้มรดก ให้เป็นทรัพย์สินของเมือง ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม การอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวไม่ใช่แค่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจของคนกรุงทุกคนที่อยากเห็นเมืองน่าอยู่และมีอากาศบริสุทธิ์เพื่อลูกหลานของเราในอนาคต

ในมุมมองของผม การที่เราหันมาเห็นคุณค่าของสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้เมืองนี้ คือจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง มาช่วยกันดูแล ‘ทรัพย์สิน’ ล้ำค่าเหล่านี้ ให้เป็นมรดกของกรุงเทพมหานครตลอดไปกันครับ!

ที่มา – กทม. ชวนประชาชน ตามหาต้นไม้มรดก ให้เป็นทรัพย์สินของเมือง

Scroll to top