ข่าวการเมืองล่าสุด

สีหศักดิ์ ถึงนครนิวยอร์ก เตรียมแสดงจุดยืนไทย

สีหศักดิ์ ถึงนครนิวยอร์ก เตรียมแสดงจุดยืนไทย

ในวันที่ 26 กันยายน 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้เดินทางถึงนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาแล้ว โดยมีภารกิจสำคัญในการเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ UNGA80 การมาถึงของท่านรัฐมนตรีครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ไทยจะได้แสดงจุดยืนและวิสัยทัศน์ต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ระหว่างประเทศที่กำลังร้อนระอุ

สีหศักดิ์ ถึงนครนิวยอร์ก เพื่อเข้าร่วม UNGA80

การเดินทางของนายสีหศักดิ์ พวงเกตแก้ว ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย มาถึงนครนิวยอร์กในวันนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมใหญ่ของสหประชาชาติ ซึ่งไทยมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอท่าทีของชาติต่อเวทีโลก ไทยมุ่งมั่นที่จะกลับสู่จอเรดาร์ของนานาชาติ โดยยึดหลักการสากลที่เป็นพื้นฐานของความสงบสุขและความยุติธรรมระหว่างประเทศ

หนึ่งในภารกิจหลักคือการกล่าวถ้อยแถลงต่อสมัชชา ในวันที่ 27 กันยายน 2568 ซึ่งจะครอบคลุมประเด็นหลากหลาย ตั้งแต่สถานการณ์ในยูเครนและตะวันออกกลาง ที่ห่างไกลจากไทย แต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงโลก ไปจนถึงเรื่องใกล้ตัวอย่างสถานการณ์ในเมียนมา และการจัดการชายแดนไทย-กัมพูชา ไทยจะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนสันติภาพ และการแก้ไขข้อพิพาทด้วยวิธีสันติ

ผลักดันการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในเวทีโลก

นอกจากการกล่าวถ้อยแถลงแล้ว นายสีหศักดิ์ ยังมีกำหนดการพบปะหารือกับบุคคลสำคัญหลายราย เพื่อผลักดันวาระของไทย โดยเฉพาะประเด็นการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นปัญหาที่ไทยเผชิญมานานในพื้นที่ชายแดน การหารือครั้งนี้จะรวมถึงการพบเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและขอสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีนัดหมายกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยญี่ปุ่น ในฐานะประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) ซึ่งไทยกำลังเร่งรัดให้เกิดความคืบหน้าในการกำจัดทุ่นระเบิดและอาวุธที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางอ้อม นายสีหศักดิ์ จะหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศไทยรัสเซีย ในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เดือนตุลาคม 2568 เพื่อประสานงานในประเด็นความมั่นคงภูมิภาค

การพบปะยังขยายไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในกรอบอาเซียน รวมถึงผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติว่าด้วยเมียนมา และข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ การนัดหมายเหล่านี้จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 26-27 กันยายน 2568 ถือเป็นโอกาสทองในการยกระดับบทบาทของไทยในเวทีโลก

ขยายความร่วมมือทางการค้ากับสหรัฐฯ

ไม่เพียงแต่เรื่องการเมืองระหว่างประเทศ การเยือนครั้งนี้ยังเป็นเวทีสำหรับการขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ นายสีหศักดิ์ จะเข้าร่วมงานเลี้ยงพบปะกับสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน และหอการค้าสหรัฐฯ ในวันที่ 27 กันยายน 2568 เพื่อชี้แจงโอกาสการลงทุนในไทย และส่งเสริมการค้าขายระหว่างกัน โดยเฉพาะในยุคที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเปลี่ยนแปลง ไทยพร้อมเปิดรับนักลงทุนสหรัฐฯ ในภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และเทคโนโลยี

  • การกล่าวถ้อยแถลงต่อ UNGA: แสดงวิสัยทัศน์ไทยต่อประเด็นโลก
  • การหารือเรื่องทุ่นระเบิด: ผลักดัน Ottawa Convention
  • พบปะผู้นำต่างชาติ: เสริมสร้างพันธมิตรในอาเซียนและนอกภูมิภาค
  • กิจกรรมทางธุรกิจ: ขยายโอกาสลงทุนกับสหรัฐฯ

การเดินทางครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการมีส่วนร่วมกับประชาคมโลก ไทยไม่เพียงแต่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แต่ยังมีส่วนในการสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

ในฐานะพลเมืองไทย เราควรติดตามและสนับสนุนบทบาทเหล่านี้ เพื่อให้ไทยมีเสียงที่ดังขึ้นบนเวทีโลก หากคุณสนใจประเด็นการต่างประเทศไทย สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพื่อเข้าใจบริบทลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ที่มา – “สีหศักดิ์” ถึงนครนิวยอร์กแล้ววันนี้ เตรียมแสดงจุดยืนไทย ในเวทีสมัชชาสหประชาชาติ

“วันนอร์” ชี้สภาล่มรับผิดชอบร่วมกัน

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว “วันนอร์” ชี้สภาล่มต้องรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ตอบกรณีตั้ง “ผู้กองแคท“ ช่วยงาน กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะหลังจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรล่มเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสิ่งแวดล้อม นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนในเรื่องนี้ โดยย้ำว่าทุกฝ่ายต้องร่วมรับผิดชอบเพื่อให้การประชุมเดินหน้าต่อไปได้

“วันนอร์” ชี้สภาล่มต้องรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ตอบกรณีตั้ง “ผู้กองแคท“ ช่วยงาน

การประชุมสภาที่ล่มครั้งนี้ สร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์ของรัฐสภาไม่น้อย นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า สาเหตุหลักมาจากการขาดองค์ประชุม ซึ่งเป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนที่จะต้องมาร่วมประชุมให้ครบจำนวน หากไม่ครบ สภาฯ ก็ต้องประกาศปิดประชุมทันที เขายังมั่นใจว่าปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะเป็นเรื่องปกติที่ต้องใช้เวลาปรับตัว โดยยกตัวอย่างว่าฝ่ายหนึ่งต้องการอภิปรายญัตติเกี่ยวกับปัญหาถนนทรุดหน้าห้องโรงพยาบาลวชิรพยาบาลก่อน แต่ฝ่ายตรงข้ามเห็นว่าร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดสำคัญกว่า สุดท้ายนำไปสู่การแสดงความไม่พอใจและการปิดประชุมก่อนกำหนด

แม้จะมีปัญหาเรื่ององค์ประชุมบ้างในอดีต แต่ประธานสภาฯ เชื่อว่าทุกสมัยประชุมสามารถปรับปรุงได้ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายค้านแตกออกเป็นสองฝั่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงาน แต่เขามองว่าเป็นช่วงปรับตัว และเคยทำงานร่วมกันมาแล้ว จึงน่าจะไม่มีปัญหาใหญ่โต

มั่นใจการแถลงนโยบายรัฐบาลจะไร้ปัญหา

เมื่อพูดถึงอนาคต นายวันมูหะมัดนอร์ แสดงความมั่นใจในวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ว่าไม่น่าจะมีปัญหาเรื่ององค์ประชุมไม่ครบ เพราะประชาชนทั่วประเทศกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด รัฐบาลจำเป็นต้องแถลงนโยบายให้ชัดเจน และสมาชิกสภาฯ คงไม่ละเลยหน้าที่ในโอกาสสำคัญเช่นนี้ เขายังกล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านอิสระ ว่าเรื่องความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ แต่ในท้ายที่สุด สภาฯ เป็นของสมาชิกทุกคน และทุกฝ่ายสามารถปรับตัวเข้าหากันได้ หากมีปัญหา ต่างฝ่ายต่างโทษกันเอง ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันเพื่อให้งานสภาฯ เดินหน้าต่อ

นอกจากนี้ “วันนอร์” ชี้สภาล่มต้องรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ตอบกรณีตั้ง “ผู้กองแคท“ ช่วยงาน ยังปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการขอตัว ร.ต.อ.หญิงอาทิติยา เบ็ญจะปัก หรือที่รู้จักในนาม “ผู้กองแคท” จากกรมการปกครองมาช่วยงานที่สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรในกรณีพิเศษ โดยรีบเดินเข้าลิฟต์ทันทีหลังถูกถาม ซึ่งอาจเป็นเพราะเป็นเรื่องภายในที่ยังไม่เหมาะสมที่จะเปิดเผย

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการเมืองไทย โดยเฉพาะการรักษาองค์ประชุมและการประสานงานระหว่างฝ่ายต่างๆ ผู้สนใจการเมืองควรติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะอาจมีผลกระทบต่อการออกกฎหมายสำคัญๆ ในอนาคต

จากมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์สภาล่มครั้งนี้เป็นโอกาสให้สมาชิกสภาฯ ทบทวนบทบาทของตนเอง เพื่อให้การประชุมมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ปัญหาเหล่านี้ก็จะคลี่คลายได้ในที่สุด

หากคุณสนใจข่าวการเมืองไทยเพิ่มเติม สามารถติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดได้ทุกวัน!

ที่มา – “วันนอร์” ชี้สภาล่มต้องรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ตอบกรณีตั้ง “ผู้กองแคท“ ช่วยงาน

“ธรรมนัส” ตั้งเป้า ดึงจีนเที่ยวไทย 2 ล้านคน ภายใน 4 เดือน

ในช่วงที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว รัฐบาลไทยได้ตั้งเป้าหมาย ambitious ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเยือนประเทศเราให้ได้ 2 ล้านคนภายใน 4 เดือนข้างหน้า โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ริเริ่มนโยบายนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

“ธรรมนัส” ตั้งเป้า ดึงจีนเที่ยวไทย 2 ล้านคน ภายใน 4 เดือน

การประชุมหารือเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้นำโดย ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งเน้นย้ำถึงมาตรการเชิงรุกเพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีนให้กลับมาเที่ยวไทย โดยมุ่งเป้าไม่น้อยกว่า 2 ล้านคนในระยะเวลาเพียง 4 เดือน ความมั่นใจด้านความปลอดภัยและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-จีน เป็นหัวใจสำคัญของแผนงานนี้ นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับการบูรณาการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้การท่องเที่ยวราบรื่นยิ่งขึ้น

ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวง นายพัฒน์พงศ์ พงษ์สกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวง นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และพล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ซึ่งทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่าการสร้างความเชื่อมั่นคือกุญแจสู่ความสำเร็จ

มาตรการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย

นายอรรถกร เผยถึงแผนการร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้กลับมาใกล้เคียงกับยุคก่อนโควิด-19 โดยเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยระหว่างการเดินทาง เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้สึกมั่นใจเต็มที่ ในช่วงไฮซีซั่นและการแข่งขันซีเกมส์ที่จะมาถึง

  • ศูนย์รับแจ้งเหตุ 1155 ที่ทำงาน 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยเหลือทันที
  • แอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police รองรับ 8 ภาษา รวมถึงภาษาจีน อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี และรัสเซีย มีฟังก์ชันแจ้งเหตุ สอบถามข้อมูล และปุ่ม SOS ที่เชื่อมต่อกับศูนย์ในทุกจังหวัด

นอกจากนี้ ตำรวจท่องเที่ยวยังเตรียมระบบ AI Detect สำหรับสแกนใบหน้า เพื่อเชื่อมโยงกับหมายจับจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเฝ้าระวังบุคคลเสี่ยงก่ออาชญากรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ทั้งนักท่องเที่ยวและประชาชน

ที่ประชุมยังกำชับให้จัดทำสถิติเปรียบเทียบอาชญากรรมต่อนักท่องเที่ยวทั้งในไทยและต่างประเทศ พร้อมประชาสัมพันธ์พื้นที่ปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ การบูรณาการนี้จะร่วมกับกรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และ Tourist Assistance Center (TAC) ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ 274 คน ครอบคลุม 79 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากในช่วงไฮซีซั่น

นโยบาย “ธรรมนัส” ตั้งเป้า ดึงจีนเที่ยวไทย 2 ล้านคน ภายใน 4 เดือน นี้ ไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยว แต่ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่าเยือน โดยเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือโอกาสทองสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่จะก้าวกระโดด หากทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ คุณคิดอย่างไรกับแผนนี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการท่องเที่ยวล่าสุดเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “ธรรมนัส” ตั้งเป้า ดึงจีนเที่ยวไทย 2 ล้านคน ภายใน 4 เดือน

ภราดรปลื้ม นายกมอบราหูล้อมครุฑ แก้รธน.ราบรื่น

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ มีข่าวที่น่าสนใจมากสำหรับคนติดตามสถานการณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อ “ภราดร” ปลื้ม นายกรัฐมนตรี มอบ “ราหูล้อมครุฑ” เป็นของขวัญสิริมงคลในวันคล้ายวันเกิด และยังมั่นใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะดำเนินไปอย่างราบรื่นอีกด้วย ข่าวนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักการเมือง แต่ยังเป็นสัญญาณบวกสำหรับกระบวนการปฏิรูปการเมืองที่ทุกคนรอคอย

“ภราดร” ปลื้ม นายกรัฐมนตรี มอบ “ราหูล้อมครุฑ” มั่นใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญราบรื่น

วันที่ 26 กันยายน 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมด้วย ในโอกาสนี้ นายภราดรได้เปิดเผยว่าตนเองพกพาของขวัญศักดิ์สิทธิ์ติดตัวมาด้วย ซึ่งก็คือ “ราหูล้อมครุฑ” ที่จัดสร้างโดยสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (สมเด็จธงชัย) และได้รับมอบจากนายอนุทินในวันคล้ายวันเกิดของตนเอง ของขวัญชิ้นนี้ไม่ใช่แค่วัตถุมงคล แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นสิริมงคลที่ช่วยเสริมพลังในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่การเมืองกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเรื่องรัฐธรรมนูญ

ภาพนายภราดรและนายกรัฐมนตรี

ขณะเดียวกัน นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ซึ่งเป็นบิดาของนายภราดร ก็ได้เดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาลพร้อมกับนำพระพุทธสิริไตรรัฐ ปางประทานพร มาไว้ในห้องทำงานของลูกชายบนตึกบัญชาการหนึ่ง พระพุทธรูปองค์นี้มีความพิเศษเพราะนายอนุทินเคยมอบให้กับนายภราดรก่อนที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี การนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้มาไว้ในที่ทำงาน ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมดวงชะตา แต่ยังแสดงถึงความเชื่อมั่นในพลังแห่งศรัทธาที่จะช่วยให้การทำงานราบรื่น โดยเฉพาะในมิติของการเมืองที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

ความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ “ภราดร” มั่นใจ

นอกจากเรื่องของขวัญมงคลแล้ว นายภราดรยังได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 มีการประชุมวิป 3 ฝ่าย ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ที่เห็นพ้องกันแล้วว่าจะนำร่างแก้ไขเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวันที่ 14-15 ตุลาคม 2568 พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าจะโหวตเห็นชอบทั้ง 3 ร่าง โดยไม่มีความขัดแย้งภายใน

ภาพการประชุมวิป

สำหรับท่าทีของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) นั้น ในที่ประชุมวิป 3 ฝ่ายเมื่อวันที่ 25 กันยายน ตัวแทนสว.ได้ระบุว่าจะนำเรื่องไปหารือกับเพื่อนสมาชิกสว.เพิ่มเติม ผู้สื่อข่าวถามว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีหรือไม่ นายภราดรตอบด้วยความมั่นใจว่า หวังว่าจะเป็นไปในทางบวก และคาดว่าการโหวตจะผ่านฉลุ่ย โดยเฉพาะเมื่อ “ภราดร” ปลื้ม นายกรัฐมนตรี มอบ “ราหูล้อมครุฑ” ซึ่งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

ในส่วนของรูปแบบสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปัจจุบันมี 3 รูปแบบหลักจากพรรคต่างๆ ได้แก่ รูปแบบของพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน หากสภารับทั้ง 3 ร่าง คณะกรรมาธิการวิสามัญสามารถผสมผสานให้เป็นร่างเดียวได้ โดยจะต้องมีการหารือเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องการเลือกตั้งส.ส.ร. ไม่ว่าจะโดยตรงหรือทางอ้อม ว่าจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การตีความที่ทำให้เกิดความล่าช้าจากกลุ่มที่ไม่ประสงค์ให้แก้ไข นายภราดรยืนยันว่าทุกฝ่ายกำลังหาทางออกเพื่อให้กระบวนการนี้เดินหน้าต่อไปได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ภาพนายภราดรให้สัมภาษณ์

การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีความสำคัญยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม หากดำเนินไปราบรื่นตามที่นายภราดรมั่นใจ จะช่วยลดความขัดแย้งและเปิดทางให้เกิดการปฏิรูปที่แท้จริง นอกจากนี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่าง “ราหูล้อมครุฑ” และพระพุทธสิริไตรรัฐ ยังเป็นตัวอย่างของการผสมผสานระหว่างความเชื่อและการทำงานจริงจัง ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

จากมุมมองของผู้เขียน การที่นักการเมืองอย่างนายภราดรแสดงความปลื้มใจต่อของขวัญจากนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นสัญญาณของความสามัคคีในรัฐบาล ซึ่งจะช่วยผลักดันวาระสำคัญอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จ หากคุณสนใจติดตามความคืบหน้า ลองเข้าร่วมสนทนาในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายกว้างขึ้น

ที่มา – “ภราดร” ปลื้ม นายกรัฐมนตรี มอบ “ราหูล้อมครุฑ” มั่นใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญราบรื่น

“อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ ลุย!

“อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เขต 5 พรรคภูมิใจไทย ลุยเคาะประตูบ้าน ชูนโยบายปากท้อง–ชายแดน พร้อมตอกพรรคคู่แข่ง 2 ปีไร้ผลงาน ติดใจคลิปเสียง “อังเคิล”

วันที่ 25 กันยายน น.ส.จินณ์ตวรรณ ไตรสรณกุล หรืออีฟ “อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เขต 5 เบอร์ 2 พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการเลือกตั้งโค้งสุดท้ายในอำเภอขุนหาญ และอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ว่า ได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องด้วยรูปแบบเคาะประตูบ้าน Door to Door พบปะพูดคุยกับชาวบ้านแบบตัวต่อตัว รับฟังปัญหาจริงจากพื้นที่ พร้อมประกาศจุดยืนไม่มีการเปิดด่าน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนชายแดนอย่างแท้จริง

น.ส.จินณ์ตวรรณ กล่าวต่อว่า การลงสมัครครั้งนี้ไม่ใช่แค่เสนอตัวบุคคล แต่คือการเสนอนโยบายและความพร้อมทั้งจากตัวดิฉันและพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาล เราพร้อมทำหน้าที่ในทุกบทบาท ไม่ว่าจะเป็นเสียงข้างมากหรือข้างน้อย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเป็นปากเสียงแทนพี่น้องศรีสะเกษ เขต 5 แก้ไขปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ปุ๋ยแพง และการเยียวยาผลกระทบชายแดน

“อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ตอกคู่แข่ง 2 ปีไร้ผลงาน ติดใจคลิป “อังเคิล”

เย้ย พท.แก้ปากท้องไม่ได้จริง

“วันนี้พี่น้องศรีสะเกษ เขต 5 เห็นชัดเจนแล้วว่า การฝากความหวังไว้กับพรรคเพื่อไทย ไม่ได้แก้ปัญหาปากท้องไม่ได้จริง ซ้ำยังสร้างปัญหาความเชื่อมั่นจากกรณีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ขณะนี้ก็ยังไม่มีข้อยุติ ประชาชนที่อาศัยตามแนวชายแดนยังใช้ชีวิตอยู่แบบหวาดระแวง ในขณะที่ภูมิใจไทยยืนยันว่าเราไม่พูดลอย แต่ทำได้ ทำจริง ขอเชิญชวนพี่น้องศรีสะเกษใช้พลังจากปลายปากกา เลือกเบอร์ 2 พรรคภูมิใจไทย เพื่อเปลี่ยนทิศทางการเมืองของพื้นที่นี้ไปสู่เสถียรภาพและอนาคตที่มั่นคงกว่าเดิม” น.ส.จินณ์ตวรรณ กล่าว

2 ปีรัฐบาลล้มเหลว: เสียงสะท้อนจากประชาชน

น.ส.จินณ์ตวรรณ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านได้สะท้อนว่าคนในพื้นที่กังขาเพราะตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สัมผัสความล้มเหลวของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้องได้ เศรษฐกิจถดถอย ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ มันสำปะหลังบางช่วงเหลือไม่ถึงกิโลกรัมละ 1 บาท ข้าวราคาต่ำสุดในรอบ 17 ปี และปัญหาชายแดนยังไร้ทิศทางแก้ไขที่ชัดเจน รวมถึงกรณีคลิปเสียงอังเคิล ยังทำให้เกิดความขัดแย้งและการสู้รบ และนำมาซึ่งความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินรวมถึงความกังวลจะเกิดสงครามมาถึงทุกวันนี้

การลงพื้นที่ของ “อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เขต 5 พรรคภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรับฟังปัญหาและนำเสนอแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากท้องของประชาชน ราคาสินค้าเกษตร หรือปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดน ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ น.ส.จินณ์ตวรรณ เน้นย้ำถึงความล้มเหลวของรัฐบาลชุดก่อนในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนศรีสะเกษสัมผัสได้โดยตรง การนำเสนอทางเลือกใหม่จากพรรคภูมิใจไทย จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับพื้นที่นี้ได้หรือไม่

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องคลิปเสียงอังเคิลที่ยังคงเป็นที่พูดถึง แสดงให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ชายแดนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่ง น.ส.จินณ์ตวรรณ ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนชายแดน การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของศรีสะเกษ เขต 5

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของพี่น้องชาวศรีสะเกษ เขต 5 ว่าจะเลือกเดินหน้าไปในทิศทางใด ระหว่างการสานต่อนโยบายเดิมที่อาจจะไม่ตอบโจทย์ หรือการเปิดโอกาสให้กับแนวทางใหม่ๆ ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดและยั่งยืน

ดังนั้นการพิจารณาข้อมูล นโยบาย และความสามารถของผู้สมัครแต่ละคนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม

ท้ายที่สุดแล้ว การพัฒนาศรีสะเกษ เขต 5 ให้มีความเจริญก้าวหน้าและมั่นคง จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การเลือกผู้แทนที่สามารถเป็นกระบอกเสียงและประสานงานให้เกิดความร่วมมือนี้ได้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “อีฟ–จินณ์ตวรรณ” ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ตอกคู่แข่ง 2 ปีไร้ผลงาน ติดใจคลิป “อังเคิล”

“ธรรมนัส” สั่งเดินเครื่องซีเกมส์เต็มสูบ เจรจาจัดเปตอง

“ธรรมนัส” สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสมาคมเปตอง แก้ปัญหาถูกแบน ย้ำหากผิดจริง ดำเนินคดี-ยึดทรัพย์ เร่งเดินเครื่องเจ้าภาพซีเกมส์เต็มสูบ 

วันที่ 25 กันยายน ที่โรงแรมเดอะ แกรนด์ โฟร์วิงส์ คอนเวนชั่น กทม. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลกำกับด้านกีฬา เป็นประธานในการติดตามความคืบหน้าการเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 โดยมี นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ และสมาคมกีฬาที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

จากกรณีที่ สมาคมกีฬาเปตองแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ถูกสหพันธ์เปตองนานาชาติ สั่งลงโทษห้ามส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน เนื่องจากปัญหาคุณสมบัติของนายกสมาคมฯ ทำให้ คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ แต่งตั้ง “คณะกรรมการกลาง” ขึ้นมาเพื่อให้เป็นฝ่ายจัดการแข่งขันเปตองซีเกมส์ แต่จากปัญหาที่สมาคมกีฬาเปตองฯ ยังไม่หยุดการทำงาน จึงทำให้สหพันธ์เปตองโลก สั่งแบน ห้ามแข่งจัดแข่งซีเกมส์

“ธรรมนัส” สั่งเดินเครื่องเจ้าภาพซีเกมส์เต็มสูบ เตรียมเจรจาจัดเปตอง

เร่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กรณีของสมาคมกีฬาเปตองฯ ที่ถูกสหพันธ์เปตองนานาชาติลงโทษแบนนั้น วันนี้ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสมาคมกีฬาเปตองแห่งประเทศไทย มอบหมายให้นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ นายหิมาลัย ผิวพรรณ มอบหมายให้เป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วน ผศ.พิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย , นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานฯ พล.อ.มังกร โกสินทรเสนีย์ ประธานคณะกรรมการกลาง ประสานเจรจากับสหพันธ์เปตองโลกเพื่อให้มีจัดแข่งซีเกมส์ พร้อมทั้งให้ผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสมาคมกีฬาเปตอง ในเรื่องที่โดนสหพันธ์โลกแบน

หากไม่ผิด คืนความเป็นธรรม

“หากผลการตรวจสอบออกมาว่าไม่มีความผิด ต้องคืนความเป็นธรรมให้กับผู้เกี่ยวข้อง แต่ถ้าพบว่ามีความผิดจริง ก็จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงการยึดทรัพย์จากนี้ จะมีการเตรียมทำหนังสือเร่งด่วน โดยให้ กกท.ชี้แจงสหพันธ์เปตองนานาชาติ ผ่านคณะกรรมการโอลิมปิกฯ เพื่อมาตรการเร่งด่วน เพื่อให้กีฬาเปตองสามารถแข่งขันได้ในศึกซีเกมส์” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

เตรียมพร้อมซีเกมส์เต็มที่

ร้อยเอก ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์ด้วยว่าสำหรับการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่าง 9-20 ธ.ค.นี้ ในเรื่องของการเตรียมความพร้อม พิธีเปิด-ปิด การประชาสัมพันธ์ การถ่ายทอดสด รวมถึงการจัดหาอาสาสมัคร ตนได้มอบนโยบายไปให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร แล้วว่า ให้หามืออาชีพมาช่วยดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนการแข่งขัน และมองว่านี่คือการแข่งขันรายการสำคัญ ที่จะสะท้อนภาพประเทศไทยไปสู่สายตานานาชาติ รวมถึงได้กำชับให้มีการตรวจสอบที่ชัดเจนในเรื่องของการใช้เงินงบประมาณแผ่นดินอย่างตรงไปตรงมา และในที่ประชุมครั้งนี้ ตนก็ได้ร่วมพูดคุยกับสมาคมกีฬาต่างๆ เพื่อรับฟังปัญหา และหาแนวทางการแก้ไขด้วย

เจรจาให้รับรองกีฬาเปตอง

“ธรรมนัส” สั่งเดินเครื่องเจ้าภาพซีเกมส์เต็มสูบ เตรียมเจรจาจัดเปตอง

“ส่วนประเด็นเรื่องปัญหากีฬาเปตองในซีเกมส์นั้น ผมพร้อมจะผลักดันให้การแข่งขันนั้นจัดขึ้นตามโปรแกรมเดิม ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ผมได้มอบหมายให้มีการตั้งคณะทำงาน 1 ชุดที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการตรวจสอบ ขึ้นตรวจสอบเรื่องราวที่เกิดขึ้น หากพบว่ามีการกระทำไม่ถูกต้อง ก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย หรือหากพบว่าไม่มีการกระทำผิด ก็ต้องให้ความยุติธรรมต่อไป ขณะเดียวกันก็ได้มอบหมายให้คณะทำงานอีกชุด ทำหน้าที่ในนามตัวแทนรัฐบาลไทย นำโดยประธานโอลิมปิกแห่งประเทศไทย, นายชัยภักดิ์ และ พล.อ.มังกร โกสินทรเสนีย์ ประธานคณะกรรมการกลางเปตอง เดินทางไปเจรจากับ สหพันธ์เปตองนานาชาติ เพื่อขอให้อนุมัติและรับรองให้มีการแข่งขันเปตองในซีเกมส์“ ร้อยเอก ธรรมนัส

การสั่งการของ “ธรรมนัส” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันให้การแข่งขันกีฬาซีเกมส์ดำเนินไปอย่างราบรื่น และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับสมาคมกีฬาเปตองฯ อย่างไรก็ตาม การเจรจากับสหพันธ์เปตองนานาชาติยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กีฬาเปตองสามารถกลับมาจัดการแข่งขันในซีเกมส์ได้ตามที่ตั้งใจไว้ การดำเนินการต่างๆ เหล่านี้ ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติ แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักกีฬาและผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการกีฬาอีกด้วย

ที่มา – “ธรรมนัส” สั่งเดินเครื่องเจ้าภาพซีเกมส์เต็มสูบ เตรียมเจรจาสหพันธ์โลกขอไฟเขียวจัดเปตอง

“เดชอิศม์” ลั่น! หลัง 18 ต.ค. ตัดสินใจอยู่ปชป. หรือย้ายพรรค

“เดชอิศม์” ยอมรับรอตัดสินใจอยู่ต่อหรือย้ายพรรค หลังวันที่ 18 ต.ค.นี้รู้  ยืนยันต้องคำนึงถึงเกียรติศักดิ์ศรีคนสงขลาด้วย

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 25 กันยายน 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงอนาคตทางการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ของตนว่า หากตนจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของคณะกรรมการบริหาร(กก.บห.)พรรค หรือหัวหน้าพรรค ตนก็ไม่ควรอยู่ แต่ถ้าเห็นแล้วว่า ทำให้พรรคเดินไปข้างหน้าต่อได้ก็จะอยู่ต่อไป ซึ่งตนค่อยตัดสินใจหลังวันที่ 18 ต.ค. โดยหากอยู่ในพรรคต่อ ตนก็ไม่รับตำแหน่งอะไรในพรรค เมื่อถามย้ำว่า หากอยู่กับพรรคไม่ได้ แล้วจะตัดสินใจไปร่วมงานกับพรรคไหน เพราะนายหิมาลัย ผิวพรรณ (เสธ.หิ) ก็ยอมรับว่าได้ทาบทามไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม นายเดชอิศม์ กล่าวว่า เป็นแค่การแวะมาทานข้าวธรรมดา เสธ.หิ ต้องการไปทานที่ร้านอาหาร แต่ตนบอกว่ามาทานที่บ้านจะดีกว่า เพราะกลัวจะเป็นข่าว แต่ก็เป็นข่าวจนได้ ซึ่งก็เป็นธรรมดา เพราะอยู่วงการการเมือง เป็นเพื่อนช่วยกันไปมา มีหลายพรรคชวนเยอะ

ลั่นศักดิ์ศรีคนสงขลา

เมื่อถามว่า ได้ตอบรับไปหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า วันนี้ตนยังเดินร่วมทางกับนายเฉลิมชัย อย่างน้อยภาพที่เห็นว่าเราขัดแย้งกัน อยากให้เห็นว่าไม่จริง เพราะตนกับนายเฉลิมชัยคุยกันได้ทุกเรื่อง ตนบอกกับท่านว่าอย่ามากังวลกับเรื่องของตน ให้สบายใจได้ ตนไม่เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง และหลังวันที่ 18 ต.ค.นี้ ตนค่อยตัดสินใจ เพราะตนต้องแบกเกียรติยศและศักดิ์ศรีของความเป็นคนใต้ ด้วย เพราะตนเป็นคนสงขลา เมื่อถามอีกว่าหากไปแล้วจะเอาสส.ในกลุ่มไปด้วยหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า อย่าว่าแต่สส.เลย สมาชิกในครอบครัวทั้งภรรยาและบุตร ที่เป็นสส. ตนก็ไม่บังคับ ให้เขาอยู่ในโลกประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะหลักคิดของทุกคนแตกต่างกัน

“เดชอิศม์”ยอมรับ หลัง 18 ต.ค.นี้ รอผลจะอยู่ประชาธิปัตย์ต่อ หรือย้ายพรรค

สถานการณ์ทางการเมืองของนายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด หลังจากที่เจ้าตัวออกมาให้สัมภาษณ์ถึงอนาคตของตนเองภายในพรรค โดยยอมรับว่ากำลังรอผลการตัดสินใจว่าจะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป หรือจะตัดสินใจย้ายพรรค ภายหลังวันที่ 18 ตุลาคมนี้

ประเด็นสำคัญที่นายเดชอิศม์เน้นย้ำคือ การคำนึงถึงเกียรติศักดิ์ศรีของคนสงขลา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเอง โดยระบุว่าการตัดสินใจใดๆ จะต้องไม่ทำให้คนสงขลาผิดหวัง นอกจากนี้ นายเดชอิศม์ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์กับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน โดยยืนยันว่าทั้งสองคนยังสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง และไม่ได้มีความขัดแย้งกันอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของ “เดชอิศม์”

มีหลายปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลต่อการตัดสินใจของนายเดชอิศม์ หนึ่งในนั้นคือ บทบาทและทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคต หากนายเดชอิศม์เห็นว่าพรรคยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และตนเองสามารถมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพรรคได้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะตัดสินใจอยู่ต่อ

อย่างไรก็ตาม หากนายเดชอิศม์รู้สึกว่าตนเองเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของพรรค หรือไม่เห็นด้วยกับทิศทางของพรรค ก็อาจตัดสินใจย้ายไปร่วมงานกับพรรคการเมืองอื่น ซึ่งก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่านายหิมาลัย ผิวพรรณ ได้ทาบทามนายเดชอิศม์ให้ไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม

ไม่ว่าการตัดสินใจของนายเดชอิศม์จะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ การตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของจังหวัดสงขลา และอาจส่งผลต่อการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วย เพราะ “เดชอิศม์”ยอมรับ หลัง 18 ต.ค.นี้ สถานการณ์จะชัดเจนมากขึ้น

การตัดสินใจของ “เดชอิศม์”ยอมรับ หลัง 18 ต.ค.นี้ จะเป็นการตัดสินใจที่สำคัญต่ออนาคตทางการเมืองของตนเองและต่อพรรคประชาธิปัตย์ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ย่อมส่งผลต่อสมการทางการเมืองในพื้นที่ภาคใต้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ใครจะไป ใครจะอยู่ ล้วนเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง

ที่มา – “เดชอิศม์”ยอมรับ หลัง 18 ต.ค.นี้ รอผลจะอยู่ประชาธิปัตย์ต่อ หรือย้ายพรรค

“สีหศักดิ์” หวังปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาคลี่คลายใน 4 เดือน

“สีหศักดิ์” เข้ากระทรวงวันแรก หวัง 4 เดือน ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจะคลี่คลาย เตรียมบินประชุม UNGA ด้าน “องอาจ” รมช. ศึกษาธิการคนใหม่พร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่าย

เมื่อเวลา 9.00 น. วันที่ 25 ก.ย. 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าสักการะพระพุทธราชไมตรีศรีสัมพันธ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงการต่างประเทศ ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ โดยมีปลัดกระทรวงฯ และผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศให้การต้อนรับ

หลังพบปะกับข้าราชการประจำกระทรวงการต่างประเทศแล้ว นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกที่มารับหน้าที่ ได้เจอกับข้าราชการของกระทรวงการต่างประเทศ อยากจะให้กำลังใจข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมาทำงานหนัก และตนเองก็ให้ความสำคัญกับกำลังใจของข้าราชการกระทรวง วันนี้ได้พูดถึงทิศทางการทำงานว่าจะทำกันเป็นทีม ซึ่งทุกคนก็ต้องร่วมทำงานกันอย่างเต็มที่ ส่วนงานด้านการต่างประเทศ ภายใต้ระยะเวลาสี่เดือนนี้ไม่ควรจะเป็นสี่เดือนที่ไม่มีความหมายอย่างที่นายกรัฐมนตรีได้บอกทุกครั้งกับคนไทยว่าจะต้องมีผลงาน งานด้านการต่างประเทศอยากจะขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศของประเทศไทย และการแก้ไขปัญหาที่คนไทยเห็นกันอยู่ เราต้องเป็นการทูตยุคใหม่ มีความคล่องตัวและครอบคลุมกับทุกมิติทางการต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม

อยากเห็น GBC ช่วยหาทางออก

ส่วนการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ภายใต้ระยะเวลา 4 เดือน นั้น นายสีหศักดิ์กล่าวว่า อยากเห็นความปลอดภัย ความสงบที่ชายแดน เพราะเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทย และเชื่อว่าก็เป็นผลประโยชน์ของคนสองฝ่าย และเชื่อว่าปัญหาจะแก้ได้ต้องแก้ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใฝ่สันติ และแน่นอน ทุกประเทศเรื่องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน เป็นเรื่องที่เราต้องปกป้องรักษาอย่างเต็มที่ ปัญหาที่มีอยู่เราก็อยากแก้ไขและอยากจะเห็นสิ่งที่ได้พูดคุยกันโดยเฉพาะการพูดคุยในกรอบ GBC ที่ผ่านมาในหลักการก็มีเรื่องดีหลายเรื่อง การจะทำให้การหยุดยิงยั่งยืนอย่างแท้จริง ไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างที่เราเห็นกันอยู่ อาจจะไม่ได้เป็นการปะทะกันของกองกำลังทหาร แต่เป็นเหตุการณ์ที่จะนำไปสู่ความรุนแรงได้ ซึ่งเราก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น

ส่วนเรื่องการวางระเบิด คือเรื่องความปลอดภัย ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่เพื่อให้เกิดความสงบ รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมที่ผิดกฎหมายทั้งหลาย ทั้งสองประเทศต้องทำร่วมกัน สิ่งเหล่านี้เราได้ตกลงกันในหลักการ และต้องการเห็นความคืบหน้า เมื่อมีความคืบหน้าแล้ว ทุกอย่างก็ค่อยเป็นค่อยไป และมีขั้นตอนของมัน

การทูตกับการทหารต้องไปด้วยกัน

นายสีหศักดิ์ยังกล่าวอีกว่า การทูตกับการทหาร หลายเหตุการณ์ต้องไปด้วยกัน เอกภาพเป็นเรื่องที่สำคัญ บางครั้ง การทูตต้องเสริมการทหาร แต่ถึงจุดหนึ่งการทหารต้องมาเสริมการทูต ซึ่งตัวเองคิดว่าในการทำงานเพื่อแก้ปัญหาชายแดนกัมพูชา การทำงานเป็นเอกภาพเป็นทีมของประเทศไทย เป็นเรื่องที่สำคัญ กระทรวงการต่างประเทศจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ที่สุด

“4 เดือนนี้อาจจะแก้ปัญหาได้ไม่ทั้งหมด แต่ขอให้มันไปในทางที่ดีขึ้นแล้วต่อไปก็จะมีพลวัต ก็หวังว่า 4 เดือนนี้เราจะเห็นเส้นทางของรากฐานไปสู่ระดับที่ควรจะเป็น ซึ่งปัจจุบันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจจากฝ่ายกัมพูชา ซึ่งประเทศไทยเรามีความจริงใจอยู่แล้ว และอยากจะเห็นสิ่งที่เราได้ตกลงกันไว้ไปสู่การกระทำที่แท้จริง” นายสีหศักดิ์กล่าว

ห่วง กัมพูชา พฤติกรรมสวนทางคำพูด

เมื่อถามต่อว่า คาดหวังว่าภายใน 4 เดือนนี้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจะคลี่คลายขึ้นหรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ก็หวังว่า แต่อยู่ที่อีกฝ่ายหนึ่งด้วย แต่ที่เป็นห่วงตอนนี้คือหลายอย่างมันสวนทางกับสิ่งที่กัมพูชากำลังสื่อสารออกมา เหตุการณ์ที่เราเห็นกันอยู่ไม่ควรจะปล่อยให้เกิดขึ้น ตนเองจึงหวังและอยากจะให้คลี่คลาย แต่ก็ไม่ได้อยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนเดียว เพราะจะไปบอกว่าให้ทำแบบนี้แบบนั้น คนไทยจะรู้สึกอย่างไร การดูผลประโยชน์และศักดิ์ศรีของประเทศไทยเป็นเรื่องธรรมดา แต่การทูตจะเดินได้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งพร้อม มีความจริงใจ

ต้องปักปันเขตแดนให้ชัด

ส่วนที่กัมพูชาหยิบยกเอาคำพูดที่พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เคยบอกไว้ว่าพื้นที่บ้านหนองจานเป็นของกัมพูชา เรื่องนี้จะกลายเป็นประเด็นที่ผูกมัดหรือไม่นั้น นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ก็ต้องไปพูดให้เข้าใจว่าอยู่ในเขตของประเทศไทย และสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยที่ถูกรุกราน ตั้งแต่กัมพูชามีปัญหาผู้ลี้ภัยข้ามมาชายแดนของไทย และปัญหาหลายอย่างค้างมาตั้งแต่ตอนนั้น ดังนั้นจึงต้องกลับมาดูว่าต้นเหตุมาจากอะไร ตนเองถึงได้บอกว่าท้ายที่สุดแล้วการคุยกัน การหาทางออกจะต้องทำให้ได้ และต้องคุยกันในระยะยาวว่าจะปักปันเขตแดนให้ชัดเจน จะได้ไม่มีปัญหาแบบนี้ขึ้นอีก

เตรียมบินประชุม UNGA

ส่วนการไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 80 (UNGA 80 High-level Week) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า จะเดินทางไปประชุมด้วยตัวเอง จะต้องมีการกล่าวสุนทรพจน์ ประเทศไทยกลับมาสู่จอเรดาร์ มีบทบาท ซึ่งเราจะไม่มีความเห็นเกี่ยวกับตะวันออกกลางไม่ได้ เพราะความรุนแรงที่เกิดขึ้นกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์มากมาย เราจะมาบอกว่าเราไม่มีความเห็นเรื่องยูเครนไม่ได้ เพราะเรื่องนี้ก็เป็นหลักการสำคัญที่เราต้องปกป้อง การไปคราวนี้ก็ต้องแสดงวิสัยทัศน์ และต้องพูดถึงเรื่องประเทศเพื่อนบ้านของเรา แต่เราอยากจะพูดในลักษณะที่สร้างสรรค์

“องอาจ” พร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่าย

อีกด้านหนึ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช. ศธ.) พร้อมด้วยนายสุธี พงษ์เพียรชอบ คณะทำงาน ได้เดินทางเข้ากระทรวงศึกษาธิการอย่างเป็นทางการ โดยได้เริ่มต้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยการเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อความเป็นสิริมงคล อาทิ พระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ “พระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์ สยามิศรจักรีสัฏฐีอนุสรณ์ ศึกษาทรรังสรรค์”, ศาลพระภูมิ, พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6, พระพุทธรูปหน้า สอศ. และศาลปู่เจียม

พร้อมร่วมมือทุกฝ่าย

จากนั้น นายองอาจ และคณะ ได้เดินทางเข้าห้องทำงานรัฐมนตรี โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้บริหาร รวมทั้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ

โดยนายองอาจ กล่าวว่า การศึกษา คือ รากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ ตนพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อยกระดับการศึกษาไทยให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

“สีหศักดิ์” หวังปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาคลี่คลายใน 4 เดือน

ความหวังต่อการคลี่คลายปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แสดงความหวังว่าปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจะคลี่คลายลงได้ภายใน 4 เดือนข้างหน้า โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันของทั้งสองฝ่าย การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและความจริงใจจากทั้งสองประเทศ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวถึงการประชุมสมัชชาสหประชาชาติที่จะถึงนี้ โดยประเทศไทยจะแสดงบทบาทที่สร้างสรรค์และมีวิสัยทัศน์ต่อประชาคมโลก นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นวาระสำคัญที่ต้องมีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ปัจจุบันบริเวณชายแดนยังคงมีความตึงเครียดอยู่บ้าง การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนจึงต้องอาศัยการเจรจา การสร้างความเข้าใจ และการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมจากทั้งสองฝ่าย การที่นายสีหศักดิ์ให้ความสำคัญกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และตั้งเป้าหมายที่จะเห็นความคืบหน้าภายใน 4 เดือน ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาชายแดนที่ซับซ้อนนั้นต้องใช้เวลาและความอดทน การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจังเท่านั้นจึงจะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืน

ที่มา – “สีหศักดิ์” หวัง 4 เดือน ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาจะคลี่คลาย เตรียมบินประชุม UNGA

อนุทิน ดักคอคนหวัง โครงการคนละครึ่งตก

“อนุทิน” หวัง แถลงนโยบาย 29 ก.ย.ผลักดัน “โครงการคนละครึ่ง” ดักคอคนเล่นการเมืองหวังให้โครงการนี้ตกไป บอกว่าไม่มีทาง ขอทุกคนสนับสนุน เพราะเป็นผลงานร่วมกัน ไม่ใช่ของรัฐบาลฝ่ายเดียว

เวลา 12.10 น. วันที่ 25 ก.ย. 2568 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความจำเป็นที่ต้องการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ก่อนวันที่ 30 กันยายน 2568 เป็นเพราะสาเหตุอะไร รัฐบาลมีเวลาทำงาน 4 เดือน จึงต้องการเร่งทำงาน

ส่วนที่ต้องแถลงนโยบายก่อนวันที่ 29 กันยายน 2568 เพื่อให้ทันในการผลักดันงบประมาณในปี 2568 ใช่หรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นบางงบประมาณอาจจะตกไป นายอนุทิน กล่าวว่าอะไรที่เป็นประโยชน์กับบ้านเมืองก็ทำทั้งหมด เราจะทิ้งงบไว้ทำไม ถ้าเกิดเราไม่เร่ง งบนี้ก็ตกไป ก็จะเอางบประจำไปใช้แทน ซึ่งงบประจำในเรื่องนโยบายคนละครึ่งต้องทำอยู่ดี ถ้าใครจะมาคิดเล่นการเมืองก็ให้ข้ามเดือนนี้ เดี๋ยวโครงการนี้จะตกไป ซึ่งไม่มีทาง

นายอนุทิน กล่าวว่า มันไม่ตกหรอก ตกไม่ได้ เพราะจะไปใช้งบอีกก้อนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ช้า เราเตรียมตัวอยู่แล้ว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เตรียมการเรื่องนี้เป็นอย่างดี ซึ่งเราคิดถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นเป้าหมาย จะได้ถือว่าทุกพรรคไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลมีส่วนร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน แก้ปัญหาปากท้องให้พี่น้องประชาชน ตนเองจะไม่มาบอกว่าเป็นผลงานฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นผลงานของสมาชิกรัฐสภาทุกคนที่ตระหนักถึงความเดือดร้อนและต้องการที่จะแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน

ส่วนงบประมาณปี 2568 ที่เหลืออยู่คืองบกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านบาทใช่หรือไม่ นายอนุทิน บอกเพียงว่า เดี๋ยวรายละเอียดให้ไปสอบถาม

อนุทิน ดักคอคนหวัง โครงการคนละครึ่งตก

จากสถานการณ์ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับ โครงการคนละครึ่ง ทำให้เกิดความสนใจในวงกว้างเกี่ยวกับอนาคตของโครงการนี้ เรามาเจาะลึกถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้กัน

อนุทินย้ำ! โครงการคนละครึ่งไม่ตกแน่นอน

มีการยืนยันจากนายอนุทินว่า โครงการคนละครึ่ง จะไม่ถูกยกเลิกอย่างแน่นอน แม้ว่าจะมีความพยายามจากฝ่ายการเมืองบางส่วนที่ต้องการให้โครงการนี้สิ้นสุดลง โดยนายอนุทินได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงการนี้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชน

สิ่งที่นายอนุทินกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายที่ส่งผลดีต่อประชาชนอย่างแท้จริง การที่โครงการคนละครึ่งยังคงดำเนินต่อไปได้นั้นถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการนี้ โดยมีการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นประชาชนจึงมั่นใจได้ว่า โครงการคนละครึ่ง จะยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันสนับสนุนโครงการนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะโครงการคนละครึ่งไม่ใช่เพียงแค่ผลงานของรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นผลงานของทุกคนที่ต้องการเห็นประเทศชาติเจริญก้าวหน้าและประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ในขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจยังคงมีความท้าทาย การมีโครงการอย่างคนละครึ่งจึงเป็นเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่ช่วยให้ประชาชนสามารถประคับประคองชีวิตและธุรกิจของตนเองให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

การที่นายอนุทินออกมาดักคอคนเล่นการเมืองที่หวังให้ โครงการคนละครึ่ง ตกไปนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและไม่ยอมให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงการดำเนินงานของโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ดังนั้น เราทุกคนจึงควรสนับสนุน โครงการคนละครึ่ง และร่วมกันผลักดันให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทยของเรา

ที่มา – “อนุทิน” ดักคอคนเล่นการเมืองหวังให้โครงการ “โครงการคนละครึ่ง”ตก หวังแถลงนโยบาย 29 ก.ย.นี้

Scroll to top