ข่าวการเมืองล่าสุด

“เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง

“เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากสื่อและประชาชนในช่วงนี้ โดยเฉพาะในวงการธุรกิจและการเมืองระหว่างประเทศ นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เบน สมิธ” ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ถูกโยงใยมาจากนักข่าวต่างชาติรายหนึ่ง ซึ่งพยายามบิดเบือนข้อมูลเพื่อทำลายชื่อเสียงของเขา ครอบครัว และธุรกิจที่ทำในประเทศไทย

“เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 เวลา 20.00 น. โดยแถลงการณ์ที่ออกมามีความยาว 2 หน้ากระดาษครึ่ง สรุปใจความสำคัญว่าตลอดสองเดือนที่ผ่านมา เบน สมิธ และครอบครัว รวมถึงหุ้นส่วนธุรกิจ ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีจากสื่อต่างประเทศ โดยเฉพาะนักข่าวรายหนึ่งที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จมากกว่า 130 ครั้ง ข้อมูลเหล่านี้ถูกบิดเบือนให้ดูเหมือนว่าเบน สมิธ เป็นอาชญากรหนีคดี มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นข้อกล่าวหาที่ไร้หลักฐานและมีเจตนาร้ายชัดเจน

เบน สมิธ ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า เขาไม่เคยกระทำผิดทางอาญาใดๆ และไม่ใช่ผู้ต้องหาหรืออาชญากรตามที่ถูกกล่าวหา โดยเฉพาะคดีในประเทศนิวซีแลนด์ที่เกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นอาชีพ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สอบสวนและสรุปแล้วว่าไม่ใช่ความผิดทางอาญา สำหรับข้อกล่าวหาที่รุนแรงที่สุด เช่น การมีส่วนในฟอกเงินหรือคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา เบน สมิธ ชี้แจงว่าทั้งหมดเป็นเรื่องเท็จทั้งสิ้น และเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับ Tiantian Ventures หรือบุคคลในภาพถ่ายที่สื่อนำเสนอ

การโจมตีที่ไร้หลักฐานและละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคล

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังวิพากษ์วิจารณ์การรายงานข่าวที่ไม่ใช่เชิงสืบสวน แต่เป็นการโจมตีต่อเนื่องโดยปราศจากหลักฐานจริง สื่อดังกล่าวยังนำเอกสารส่วนบุคคลอย่างหนังสือเดินทางของเบน สมิธ ไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งถือเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวและอาจนำไปสู่ความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมข้อมูล เบน สมิธ ระบุว่าการกระทำเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการทางการเมืองที่ใช้กลวิธีสกปรก โดยมีเขาและธุรกิจในไทยเป็นเครื่องมือ

เบน สมิธ เน้นย้ำว่าเขาภูมิใจในฐานะผู้ประกอบธุรกิจสุจริตในประเทศไทย ปฏิบัติตามกฎหมายทุกประเทศที่พำนัก และทำธุรกิจด้วยความโปร่งใสและรับผิดชอบ เขาขอร้องให้สื่อและประชาชนตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนนำเสนอ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายข่าวเท็จ

  • ยืนยันไม่เคยผิดกฎหมาย: ไม่มีคดีอาญาใดๆ ในประวัติ
  • ปฏิเสธข้อกล่าวหาเท็จ: ฟอกเงิน ค้ามนุษย์ คอลเซ็นเตอร์ ล้วนไร้มูล
  • ปกป้องสิทธิ์: จะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเพื่อรักษาชื่อเสียง

ในส่วนของการดำเนินการ เบน สมิธ ได้เริ่มฟ้องร้องทางกฎหมายต่อนักข่าวและบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยขอให้ศาลตัดสินความยุติธรรม นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้องค์กรอย่าง ICIJ และ OCCRP ตรวจสอบกลไกเบื้องหลังการโจมตี เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้วงการสื่อ

ท้ายที่สุด เบน สมิธ ขอความเป็นธรรมจากประชาชน หน่วยงานรัฐ และสื่อมวลชน หากยังมีการคุกคามต่อไป เขาสงวนสิทธิ์ในการดำเนินคดีเพิ่มเติมเพื่อปกป้องครอบครัวและธุรกิจ

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้สื่อเพื่อทำลายชื่อเสียงในยุคดิจิทัล ซึ่งผู้ประกอบการอย่างเบน สมิธ ต้องเผชิญ ความโปร่งใสและการตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากคุณเป็นนักธุรกิจหรือสนใจประเด็นนี้ ลองติดตามพัฒนาการเพื่อเรียนรู้วิธีป้องกันตัวเองจากข่าวเท็จ

ที่มา – “เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง

“สิริพงศ์” โต้ข้อกล่าวหารัฐบาล “เป็ดง่อย” ไม่กังวลเสียงในสภาฯ

“สิริพงศ์” โต้ข้อกล่าวหารัฐบาล “เป็ดง่อย” ไม่กังวลเสียงในสภาฯ

ในสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียดของประเทศไทย รัฐบาลชุดปัจจุบันกำลังเผชิญกับเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านที่เรียกว่ารัฐบาลนี้เป็น “รัฐบาลเป็ดง่อย” เนื่องจากมีเสียงข้างน้อยในสภา แต่ล่าสุด “สิริพงศ์” โต้ข้อกล่าวหารัฐบาล “เป็ดง่อย” ไม่กังวลเสียงในสภาฯ โดยยืนยันว่ารัฐบาลไม่หวั่นไหวและมุ่งมั่นเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพื่อตอบโต้คำกล่าวหาจากฝ่ายค้านที่มองว่ารัฐบาลชุดนี้ขาดความเข้มแข็งเพราะเสียงในสภาน้อย นายสิริพงศ์ย้ำชัดว่ารัฐบาลตระหนักถึงข้อจำกัดทั้งเรื่องเวลาและจำนวนสมาชิกสภา แต่กลับมองเป็นโอกาสในการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยอ้างคำพูดของนายกรัฐมนตรีที่ว่า ผู้ชนะคือผู้ที่หาทางออกจากอุปสรรคได้

“สิริพงศ์” โต้ข้อกล่าวหารัฐบาล “เป็ดง่อย” ไม่กังวลเสียงในสภาฯ

การโต้แย้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวการเมืองที่ร้อนระอุ โดยนายสิริพงศ์ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลก่อนหน้านี้ที่มีเสียงข้างมากในสภา บางครั้งกลับติดอุปสรรคจากความขัดแย้งภายใน จนทำให้ไม่สามารถผลักดันนโยบายได้ รัฐบาลชุดนี้จึงเลือกกลยุทธ์ที่แตกต่าง โดยมุ่งเน้นนโยบายที่สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการอนุมัติจากสภาให้ยุ่งยาก

“เรารู้ดีว่าเวลาเหลือน้อย เพียง 4 เดือนตามข้อตกลงทางการเมือง และเสียงในสภาก็น้อย ดังนั้นเราจึงเลือกทำสิ่งที่เป็นไปได้จริง โดยหยิบนโยบายเก่าที่ดีมาปรับใช้เพื่อประชาชนโดยตรง” นายสิริพงศ์กล่าวอย่างหนักแน่น การตัดสินใจนี้ช่วยให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงความล่าช้าและมุ่งสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้

นโยบายที่รัฐบาลเดินหน้าได้ทันที

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการและจะเปิดให้ลงทะเบียนช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้ โครงการนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อน นอกจากนี้ รัฐบาลยังวางแผนต่อยอดนโยบายอื่นๆ จากรัฐบาลก่อน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดในเวลาจำกัด

  • โครงการคนละครึ่งพลัส: ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน
  • นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล: ส่งเสริมการค้าออนไลน์โดยไม่ต้องรอกฎหมายใหม่
  • การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม: ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในการป้องกันทันที

การเลือกนโยบายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ “ง่อย” อย่างที่ถูกกล่าวหา แต่กลับฉลาดในการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีจำกัด นายสิริพงศ์ยังย้อนแย้งว่ารัฐบาลเสียงข้างมากบางชุดเคยล้มเหลวเพราะความขัดแย้งภายใน ซึ่งเป็นบทเรียนที่รัฐบาลชุดนี้หลีกเลี่ยง

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงพลวัตทางการเมืองไทยที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยฝ่ายค้านใช้คำว่า “เป็ดง่อย” เพื่อโจมตี แต่รัฐบาลตอบโต้ด้วยการกระทำที่เป็นรูปธรรม ผู้ติดตามข่าวการเมืองควรจับตาการดำเนินนโยบายเหล่านี้ว่าจะนำพาประเทศไปในทิศทางใด

ในมุมมองของผู้เขียน การโต้ตอบของนายสิริพงศ์นี้เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ช่วยเสริมภาพลักษณ์รัฐบาลให้ดูมั่นใจและมีประสิทธิภาพ แม้จะมีข้อจำกัด หากประชาชนได้รับผลประโยชน์จริง คำวิจารณ์เหล่านี้อาจไม่ใช่ประเด็นใหญ่

คุณคิดอย่างไรกับการทำงานของรัฐบาลชุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองเพิ่มเติมจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด

ที่มา – “สิริพงศ์” โต้ข้อกล่าวหารัฐบาล “เป็ดง่อย” ไม่กังวลเสียงในสภาฯ

บิ๊กเล็กยันจีนหนุนอาวุธกัมพูชาเป็นข่าวเก่า

บิ๊กเล็กยันจีนหนุนอาวุธกัมพูชาเป็นข่าวเก่า เร่งเสริมกองทัพไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวไทยทุกคน ในสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดแบบนี้ ข่าวสารเรื่องความมั่นคงของชาติยิ่งน่าจับตามอง โดยเฉพาะประเด็น “บิ๊กเล็ก” ยัน จีนสนับสนุนอาวุธกัมพูชาเป็นข่าวเก่า เร่งเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพไทยให้พร้อมรบ ที่กำลังเป็นที่พูดถึงในหมู่ประชาชน วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันแบบเป็นกันเอง ว่าประเด็นนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง และส่งผลต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชาอย่างไร

“บิ๊กเล็ก” ยัน จีนสนับสนุนอาวุธกัมพูชาเป็นข่าวเก่า

จากรายงานของนิวยอร์กไทมส์ที่ระบุว่าจีนส่งจรวดและกระสุนปืนใหญ่มายังกัมพูชาไม่กี่สัปดาห์ก่อนเกิดเหตุปะทะไทย-กัมพูชา พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ หรือที่รู้จักในชื่อ “บิ๊กเล็ก” ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาชี้แจงทันทีว่า นี่เป็นข่าวเก่าและเปิดเผยมานานแล้ว จากการตรวจสอบข้อมูลข่าวกรอง พบว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2568 เดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาจะบานปลายเสียอีก

“บิ๊กเล็ก” เน้นย้ำว่า การสนับสนุนอาวุธจากจีนให้กัมพูชาเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งในขณะนั้นไทยและกัมพูชายังไม่มีความตึงเครียด แต่หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น จีนก็น่าจะพิจารณาด้วยความรอบคอบ และจากข้อมูลข่าวกรองล่าสุด ไม่มีการส่งอาวุธเพิ่มเติมจากจีนไปยังกัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา

ส่วนประเด็นว่าการส่งอาวุธเกี่ยวข้องกับการซ้อมรบร่วมไทย-กัมพูชาหรือไม่ “บิ๊กเล็ก” ก็ยอมรับว่าอาจเป็นส่วนหนึ่ง แต่ยืนยันว่าไม่มีอะไรน่ากังวลในตอนนี้ ฝั่งไทยยึดมั่นในสันติวิธี พยายามเจรจาทวิภาคี แต่กัมพูชาเองก็พร้อมรบเช่นกัน ทำให้สถานการณ์ชายแดนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

เร่งเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพไทยให้พร้อมรบ

หลังจากเข้ารับตำแหน่งใหม่ “บิ๊กเล็ก” ได้ประชุมสภากลาโหมครั้งแรกในปีงบ 2569 และกำหนดนโยบายชัดเจนในการแก้ปัญหาชายแดน โดยเน้นเสริมสร้างความพร้อมรบผ่านการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ จากเดิมที่เน้นป้องกัน ตอนนี้จะเปลี่ยนมาเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้กองทัพไทยมี “เขี้ยวเล็บ” ที่แหลมคม

แผนงานที่สานต่อจากรัฐบาลก่อนหน้า เช่น การของบกลางซื้อเครื่องกระสุนและยุทโธปกรณ์ กำลังเร่งรัดดำเนินการ โดยผ่อนผันหลักเกณฑ์ให้รวดเร็วขึ้น จากเดิมที่ใช้เวลาหลายเดือน ตอนนี้คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติงบกว่า 800 ล้านบาทสำหรับภารกิจชายแดน รวมทั้งเบี้ยเลี้ยงกำลังพลและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้ทหารไทยพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

นอกจากนี้ “บิ๊กเล็ก” ยังงงกับการถูกขุดคำพูดเก่าเรื่อง “เมืองคู่แฝด” ระหว่างสระแก้ว-บันเตียเมียนเจย ที่เคยเสนอเมื่อ 10 ก.ย. 2568 เพื่อให้กัมพูชาออกจากพื้นที่พิพาทอย่างบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว แต่ตอนนี้เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของสมช. แล้ว ส่วนตัวมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตยเท่านั้น

แนวโน้มใช้กำลังและ MOU 2543

สำหรับการสร้างรั้วชายแดนและเดดไลน์ 10 ต.ค. 2568 หากต้องใช้กำลังผลักดัน “บิ๊กเล็ก” ยอมรับว่าอาจจำเป็น แต่ต้องขออนุมัติสมช. และดำเนินการตามกฎหมาย ส่วน MOU 2543 ที่เป็นประเด็นร้อน ยังไม่ตัดสินใจยกเลิก โดยเป็นเรื่องของสมช. หากยกเลิกก็จะมีกลไกอื่นทดแทน เช่น JBC หรือ GBC ที่ช่วยในการเจรจาแผนที่และเขตแดน

อีกประเด็นที่น่าประทับใจคือ การขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้กับนายทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญในเหตุการณ์ปะทะ เช่น พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี และอื่นๆ รวมถึงเหรียญกล้าหาญสำหรับหน่วยต่างๆ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ยิ่งใหญ่จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ

  • สรุปประเด็นสำคัญ: ข่าวจีนสนับสนุนอาวุธกัมพูชาเป็นเรื่องเก่า ไม่มีส่งเพิ่ม
  • ไทยเร่งเสริมกองทัพให้พร้อมรบ เชิงรุกมากขึ้น
  • ยึดสันติวิธี แต่พร้อมรับมือหากจำเป็น

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการปกป้องชาติ แต่ก็หวังว่าการเจรจาจะนำไปสู่สันติภาพ หากคุณสนใจข่าวความมั่นคงเพิ่มเติม สามารถติดตามบล็อกนี้ได้นะครับ หรือแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ยัน จีนสนับสนุนอาวุธกัมพูชาเป็นข่าวเก่า เร่งเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพไทยให้พร้อมรบ

ผบ.ทบ. ย้ำ มทภ.1-มทภ.2 เกาะติดชายแดน ชี้กัมพูชายั่วยุ

ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด ผบ.ทบ. ย้ำ “มทภ.1-มทภ.2” เกาะติดชายแดน ชี้ “กัมพูชา” ใช้กิจกรรมตัวนำ ยั่วยุ หวังฟ้องสังคมโลก ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ โฆษกกองทัพบกเปิดเผยข้อมูลล่าสุดที่แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ของฝั่งกัมพูชาในการสร้างสถานการณ์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อความมั่นคงชายแดนเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกด้วย

ผบ.ทบ. ย้ำ “มทภ.1-มทภ.2” เกาะติดชายแดน ชี้ “กัมพูชา” ใช้กิจกรรมตัวนำ ยั่วยุ หวังฟ้องสังคมโลก

วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์เสียงปืนยิงเข้ามาฝั่งไทยในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 การตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบการใช้อาวุธใดๆ ไม่ว่าจะเป็นปืนเล็กหรือเครื่องยิงระเบิด ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา กัมพูชาพยายามเน้นการสื่อสารไปยังสังคมโลก เพื่อสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทย แต่เชื่อว่าทุกฝ่ายตระหนักถึงกลอุบายนี้ จึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการตกหลุมพรางที่กัมพูชาวางไว้

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกองทัพและกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงยุทธวิธีของกัมพูชาอย่างชัดเจน การใช้กิจกรรมเป็นตัวนำ เช่น การชุมนุมของชาวกัมพูชาที่บ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ถือเป็นกลยุทธ์เพื่อนำภาพเหตุการณ์ไปขยายผลในเวทีโลก อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยใช้กำลังฝ่ายปกครองที่ไม่ใช่ทหารในการดูแล ทำให้กัมพูชาไม่สามารถนำไปโจมตีได้ นอกจากนี้ ชาวกัมพูชายังแสดงท่าทีก้าวร้าวและใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ไทย ซึ่งฝ่ายไทยรับมือได้ดี และนำข้อเท็จจริงไปชี้แจงต่อประชาคมโลก เป้าหมายของกัมพูชาที่จะทำให้สังคมโลกมองไทยในแง่ลบจึงยังไม่สำเร็จ

กำชับทหารอดทนอดกลั้นในสถานการณ์ชายแดน

พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้กำชับแม่ทัพภาคที่ 1 และแม่ทัพภาคที่ 2 ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เตรียมความพร้อมสูงสุด และดูแลกำลังพลให้ดี เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ต้องใช้ความอดทนและอดกลั้นสูง ทหารไทยต้องรักษาความสงบเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดที่อาจถูกนำไปใช้ประโยชน์

สำหรับการประชุมอาเซียนที่มาเลเซีย มีความกังวลว่ากัมพูชาอาจยั่วเย้าสร้างสถานการณ์อีก แต่สถานการณ์ต้องติดตามวันต่อวัน โดยพิจารณาหลายองค์ประกอบ การเคลื่อนไหวของกัมพูชามีสองรูปแบบหลัก ในจังหวัดสระแก้วใช้มวลชนที่จัดตั้งอย่างเป็นระบบ ส่วนในกองทัพภาคที่ 2 เป็นการใช้อาวุธ รูปแบบอื่นๆ ยังไม่ชัดเจน

MOU 43 และปัญหาสะสมยาวนาน

เกี่ยวกับ MOU 43 ที่ทำไว้เมื่อปี 2543 ยังคงอยู่ในกระบวนการพิจารณา กองทัพยึดถือและปฏิบัติตาม แต่มีปัญหาการละเมิดกว่า 500 ครั้ง ซึ่งมักจบด้วยการประท้วง ไม่นำไปสู่การแก้ไขจริง การตัดสินใจยกเลิกหรือไม่ เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร กองทัพสามารถทำงานได้ตามคำสั่งและกรอบกฎหมายอยู่แล้ว ที่ผ่านมาเราไม่เคยละเลย

ปัญหานี้สะสมมานานกว่า 20 ปี ฝ่ายปฏิบัติมีข้อมูลการละเมิดและทำหนังสือประท้วงผ่านกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงการพูดคุยในระดับพื้นที่ แต่ไม่นำไปสู่การแก้ไขอย่างจริงจัง จนปัญหาค้างคา หากฝ่ายนโยบายสอบถาม ฝ่ายความมั่นคงก็มีข้อมูลพร้อม แต่ต้องพิจารณาหลายส่วน

แผนสร้างรั้วชายแดนเพื่อความมั่นคง

ยอดบริจาคสำหรับกองทุนหทัยทิพย์ ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ ที่สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ทรงพระราชทานทุนเริ่มต้น 1 ล้านบาท ปัจจุบันทะลุ 100 ล้านบาทแล้ว การสร้างรั้วชายแดนจะแบ่งตามพื้นที่ โดยเริ่มจากพื้นที่ที่มีการลักลอบเข้าออกผิดกฎหมายและกระทบความมั่นคง เพื่อแสดงมาตรการต่อต้านสิ่งผิดกฎหมาย พื้นที่อื่นๆ ต้องรอกระบวนการ เช่น การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) รูปแบบรั้วอาจเป็นแบบถาวรหรืออิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่สรุปรายละเอียด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ผบ.ทบ. ย้ำ “มทภ.1-มทภ.2” เกาะติดชายแดน ชี้ “กัมพูชา” ใช้กิจกรรมตัวนำ ยั่วยุ หวังฟ้องสังคมโลก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการรักษาอธิปไตยและความสงบสุข ด้วยการรับมืออย่างมืออาชีพและยึดหลักกฎหมาย

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารและการทูตที่เข้มแข็ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในเวทีโลก ไทยควรเสริมสร้างความร่วมมือกับชาติเพื่อนบ้านให้มากขึ้น หากคุณมีมุมมองเกี่ยวกับประเด็นชายแดนนี้ สามารถแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายต่อไป

ที่มา – ผบ.ทบ. ย้ำ “มทภ.1-มทภ.2” เกาะติดชายแดน ชี้ “กัมพูชา” ใช้กิจกรรมตัวนำ ยั่วยุ หวังฟ้องสังคมโลก

“อนุทิน” แบ่งงานกระทรวงมหาดไทยให้ 3 รมช.

“อนุทิน” แบ่งงานกระทรวงมหาดไทยให้ 3 รมช. “ทรงศักดิ์” คุม กรมที่ดิน-ท้องถิ่น

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 2976/2568 เพื่อมอบหมายอำนาจหน้าที่ให้กับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยทั้ง 3 คนในการปฏิบัติราชการแทน โดยคำสั่งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งมอบภารกิจของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้การบริหารราชการราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

“อนุทิน” แบ่งงานกระทรวงมหาดไทยให้ 3 รมช. “ทรงศักดิ์” คุม กรมที่ดิน-ท้องถิ่น

การแบ่งงานครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการโครงสร้างการทำงานของกระทรวงมหาดไทย โดยนายอนุทิน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) ยังคงกำกับดูแลหน่วยงานหลักหลายแห่ง ได้แก่ 1. สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย 2. สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย 3. กรมการปกครอง 4. กรมโยธาธิการและผังเมือง 5. การประสานงานส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทยตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 6. การไฟฟ้านครหลวง และ 7. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การกำกับดูแลเหล่านี้ช่วยให้เกิดการบูรณาการนโยบายโดยรวมของกระทรวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) คือ นายทรงศักดิ์ ทองศรี ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล 1. กรมที่ดิน 2. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ 3. การประปาส่วนภูมิภาค หน่วยงานเหล่านี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาที่ดิน การจัดการท้องถิ่น และการ供水ในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาที่ค้างคาในระดับท้องถิ่นได้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการที่ดินที่เป็นประเด็นร้อนในหลายพื้นที่

บทบาทของ “ศักด์ดา” และ “ศศิธร” ใน “อนุทิน” แบ่งงานกระทรวงมหาดไทยให้ 3 รมช.

ส่วนนายศักด์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) มีหน้าที่กำกับดูแล 1. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2. กรุงเทพมหานคร และ 3. การประปานครหลวง การมอบหมายนี้เหมาะสมเพราะเกี่ยวข้องกับการจัดการภัยพิบัติในเมืองหลวงและการ供水หลักของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหัวใจเศรษฐกิจของชาติ ในขณะที่น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) รับผิดชอบ 1. กรมการพัฒนาชุมชน 2. องค์การตลาด และ 3. องค์การจัดการน้ำเสีย หน่วยงานเหล่านี้มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน การค้าปลีก และการจัดการสิ่งแวดล้อมด้านน้ำเสีย ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญในยุคปัจจุบัน

การแบ่งงานกระทรวงมหาดไทยครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยกระจายภาระงานให้เหมาะสมกับความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงนโยบายของรัฐบาลในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบราชการท้องถิ่นและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในด้านที่ดิน ท้องถิ่น และการจัดการน้ำ ซึ่งเป็นรากฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย

จากข้อมูลที่ได้รับรู้ “อนุทิน” แบ่งงานกระทรวงมหาดไทยให้ 3 รมช. “ทรงศักดิ์” คุม กรมที่ดิน-ท้องถิ่น จะช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น การรับมือกับภัยแล้งหรือน้ำท่วมผ่านการประปาส่วนภูมิภาค และการพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืนมากขึ้น นอกจากนี้ การกำกับดูแลกรุงเทพมหานครโดย มท.3 ยังจะช่วยประสานงานระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่นในเมืองใหญ่ได้ดียิ่งขึ้น

เพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดูรายละเอียดการแบ่งงานแบบสรุปกัน:

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล (มท.1): สำนักงานรัฐมนตรี, สำนักงานปลัด, กรมการปกครอง, กรมโยธาธิการและผังเมือง, ประสานงานจังหวัดชายแดนใต้, การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
  • นายทรงศักดิ์ ทองศรี (มท.2): กรมที่ดิน, กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, การประปาส่วนภูมิภาค
  • นายศักด์ดา วิเชียรศิลป์ (มท.3): กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, กรุงเทพมหานคร, การประปานครหลวง
  • น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล (มท.4): กรมการพัฒนาชุมชน, องค์การตลาด, องค์การจัดการน้ำเสีย

การปรับโครงสร้างเช่นนี้คาดว่าจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นบวกในระยะยาว โดยช่วยให้แต่ละหน่วยงานได้รับการสนับสนุนที่ตรงจุด หากคุณเป็นผู้สนใจในเรื่องการเมืองหรือการบริหารราชการ สามารถติดตามพัฒนาการเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ

ในมุมมองของผู้เขียน การแบ่งงานครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีในการสร้างทีมงานที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ลองคิดดูสิว่าหากการจัดการที่ดินและท้องถิ่นดีขึ้น เราจะเห็นการพัฒนาในชนบทมากแค่ไหน คุณคิดอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงนี้? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันนะ

ที่มา – “อนุทิน” แบ่งงานกระทรวงมหาดไทยให้ 3 รมช. “ทรงศักดิ์” คุม กรมที่ดิน-ท้องถิ่น

ครม.แต่งตั้งชาดาเป็นประธานวิป มอบพิพัฒน์ดูด่านชายแดน

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล มอบ “พิพัฒน์” ดูเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติสำคัญในการประชุมนัดแรก โดยเห็นชอบการแต่งตั้งนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รับผิดชอบเร่งรัดเรื่องการเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ให้คึกคักมากขึ้น

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล

การประชุมครม. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวแรกของรัฐบาลชุดใหม่ที่มุ่งเน้นการประสานงานระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ โดยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ได้แถลงผลการประชุมเมื่อเวลา 20.45 น. ที่รัฐสภา โดยยืนยันว่าครม.เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติ (กอ.รมน.) ในการขยายเวลาประกาศพื้นที่ภัยต่อความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือวิปรัฐบาลนั้น นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ขณะที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รับตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล รองประธานประกอบด้วยนายอาสพลธ์ สรรณ์ไ-triภพ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย และนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย การแต่งตั้งนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายและร่างกฎหมายได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด-19

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ถือเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์ยาวนานในพรรคภูมิใจไทย เขาเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายครั้ง และการนั่งเก้าอี้ประธานวิปครั้งนี้คาดว่าจะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับพันธมิตรรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่เป็นแกนนำสำคัญ

มอบ “พิพัฒน์” เร่งดูเรื่องเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

อีกประเด็นสำคัญจากที่ประชุมครม. คือ การมอบหมายงานให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ไปเจรจาและดำเนินการปรับเวลาการเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย โดยกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาได้รับการร้องเรียนจากภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ต้องการให้ขยายเวลาการค้าขายและการท่องเที่ยว

ปัจจุบัน ด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย มีการเปิดให้บริการในเวลาจำกัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนที่เคยคึกคัก โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและผลไม้จากมาเลเซีย นายกรัฐมนตรีเห็นว่าการขยายเวลาเปิดด่านให้เร็วขึ้นและปิดช้าลง จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างรายได้ให้กับชุมชนชายแดน และฟื้นฟูการท่องเที่ยวแบบข้ามพรมแดน

นายพิพัฒน์ ในฐานะรัฐมนตรีคมนาคม จะต้องประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อหาทางออกที่สมดุลระหว่างความมั่นคงและเศรษฐกิจ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า จะมีข้อสรุปเบื้องต้น โดยอาจเริ่มทดลองปรับเวลาในบางด่าน เช่น ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นจุดค้าขายหลัก

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่ยังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคง แต่มีศักยภาพสูงในด้านการค้าและการท่องเที่ยว หากดำเนินการได้สำเร็จ จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการบูรณาการนโยบายรัฐ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมือง

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล และมอบหมาย “พิพัฒน์” ดูแลด่านชายแดน จะส่งผลดีต่อภาพรวมการบริหารประเทศ โดยวิปรัฐบาลที่แข็งแกร่งจะช่วยให้ร่างกฎหมายเศรษฐกิจผ่านสภาได้เร็วขึ้น เช่น พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ที่เน้นการฟื้นฟูชายแดน

ส่วนการปรับด่านชายแดน จะช่วยเพิ่มปริมาณการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเบา นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้การท่องเที่ยวข้ามแดนฟื้นตัว โดยนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวภาคใต้ได้สะดวกยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเตือนว่าการขยายเวลาด่านต้องควบคู่กับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ หากรัฐบาลจัดการได้ดี จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคใต้

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจของครม.ครั้งนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ หากประชาชนและภาคเอกชนร่วมมือกัน คาดว่ารัฐบาลจะประสบความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนได้อย่างแน่นอน ท่านคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างนี้

ที่มา – ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล มอบ “พิพัฒน์” ดูเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

“ศรีญาดา” หวั่นเข้าใจผิด ไม่ต่อว่า “สีหศักดิ์”

“ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยประเด็นร้อนแรง การอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 ได้สร้างความสนใจให้กับสาธารณชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการต่างประเทศไทย ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ชี้แจงถึงคำอภิปรายของตนเอง โดยย้ำว่า “ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว แทนที่จะเป็นการกล่าวหาหรือวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบ เธอชื่นชมในบทบาทของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยที่ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม

“ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว

ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ได้กล่าวขอบคุณนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ที่สละเวลามาชี้แจงนโยบายรัฐบาลในการแถลงต่อรัฐสภา เธอเน้นย้ำว่าการอภิปรายของตนไม่ได้มีเจตนาเพื่อต่อว่าหรือกล่าวหาว่านายสีหศักดิ์ไปทะเลาะกับใคร แต่เป็นการแสดงความกังวลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะในประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อาจทำให้ประเทศไทยถูกมองในแง่ลบจากเวทีโลก

จากมุมมองของทันตแพทย์หญิงศรีญาดา การที่นายสีหศักดิ์ได้ขึ้นเวทีสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) เพื่อปกป้องเกียรติภูมิของไทยนั้น เป็นการแสดงบทบาทที่แข็งแกร่งและเหมาะสม เธอชื่นชมการดำเนินการตอบโต้ที่ถูกต้อง ซึ่งช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็แสดงความหวังให้ผู้นำรัฐบาลมีบทบาทมากขึ้นในการประสานงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทยและกระทรวงกลาโหม เพื่อแก้ไขปัญหาที่ค้างคา

ข้อเสนอแนะเพื่อกดดันกัมพูชาและปราบปรามสแกมเมอร์

นอกจากนี้ ทันตแพทย์หญิงศรีญาดายังเสนอแนะว่ารัฐบาลควรใช้วิธีทางการทูตเพื่อจำกัดประเด็นชายแดนให้เป็นเรื่องระหว่างสองประเทศ หากสถานการณ์บานปลายเหมือนในเวที UN ก็ควรสนับสนุนการตอบโต้ที่เด็ดขาดของนายสีหศักดิ์ เธอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีออกมาประณามกัมพูชาอย่างชัดเจน พร้อมเดินหน้ากดดันให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน และปราบปรามสแกมเมอร์ที่เป็นปัญหาใหญ่ของประชาชนไทย

ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความเชื่อมั่นของประชาชน การฟอกเงินผ่านแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติทำให้คนไทยจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา เชื่อว่าหากรัฐบาลสามารถประสานงานได้ดี จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เธอยินดีที่จะให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม หากรัฐบาลเปิดรับฟังจากทุกพรรคการเมือง เพื่อผลประโยชน์ของชาติโดยรวม

  • ชื่นชมบทบาทนายสีหศักดิ์ในการปกป้องศักดิ์ศรีไทยบนเวทีโลก
  • กังวลเรื่องชายแดนและปัญหาทุ่นระเบิดที่ค้างคา
  • เรียกร้องให้กดดันกัมพูชาปราบปรามสแกมเมอร์และฟอกเงิน
  • เสนอให้รัฐบาลประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของนโยบายการต่างประเทศไทยในยุคปัจจุบัน ที่ต้องเผชิญกับทั้งปัญหาภูมิภาคและภัยคุกคามทางไซเบอร์ การอภิปรายดังกล่าวช่วยให้สาธารณชนเข้าใจมากขึ้นว่าการเมืองไทยไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้ระหว่างพรรค แต่เป็นการร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของทันตแพทย์หญิงศรีญาดาแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของ ส.ส. ที่ไม่เพียงวิจารณ์แต่ยังเสนอทางออกที่เป็นประโยชน์ หากรัฐบาลนำข้อเสนอเหล่านี้ไปปฏิบัติ จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการทูตไทยได้อย่างแน่นอน

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “ศรีญาดา” หวั่น เข้าใจผิด ไม่ได้ต่อว่า “สีหศักดิ์” ปกป้องศักดิ์ศรีประเทศไทยได้ดีแล้ว

“โรม” แฉ “เบน สมิธ” ฟอกเงินสแกมเมอร์กัมพูชา

ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาสแกมเมอร์ที่ลุกลามข้ามพรมแดน โดยเฉพาะจากกัมพูชา ที่มีรายได้จากกิจกรรมนี้นับถึง 60% ของ GDP ประเทศ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาแฉข้อมูลสำคัญในการอภิปรายที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยชี้เป้าไปที่ “‘โรม’ แฉ ‘เบน สมิธ’ ที่ปรึกษา ‘ฮุน เซน’ ตัวการใหญ่ฟอกเงินสแกมเมอร์กัมพูชา เตือน ‘อนุทิน’ เอาจริง” ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่เชื่อมโยงนักการเมืองไทยกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

‘โรม’ แฉ ‘เบน สมิธ’ ที่ปรึกษา ‘ฮุน เซน’ ตัวการใหญ่ฟอกเงินสแกมเมอร์กัมพูชา เตือน ‘อนุทิน’ เอาจริง

ปัญหาสแกมเมอร์ในไทยช่วงปีที่ผ่านมาหนักขึ้นกว่าเดิม โดยฐานทัพหลักตั้งอยู่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะต้องพึ่งพาทรัพยากรจากฝั่งไทย นายรังสิมันต์ โรม กล่าวถึงตัวละครสำคัญอย่าง ลี ยง พัด หรือ “ราชาแห่งเกาะกง” ผู้ก่อตั้งกลุ่ม LYP และไอเสม็ดรีสอร์ท ซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร แต่ตำรวจไทยกลับเพิกเฉย ไม่มีการยึดทรัพย์คืบหน้า นอกจากนี้ ยังมี ฮุน โต ลูกพี่ลูกน้องของนายกฯ กัมพูชา ที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและสแกมเมอร์ โดยได้รับการปกป้องจากรัฐ

เครือข่ายฟอกเงินผ่านธนาคาร BIC

โรมแฉต่อเนื่องถึง ยิม เลียก ประธาน BIC Bank ที่ถูกกล่าวหาเป็นแหล่งฟอกเงินสำหรับคนไทยและกัมพูชา พี่สาวของเขาเป็นลูกสะใภ้สมเด็จฯ ฮุน เซน เชื่อมโยงกับ เบน สมิธ หรือชื่อเดิมเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ ชาวแอฟริกา มีประวัติหลอกลวง เป็นหุ้นส่วน BIC Bank และแนะนำให้ใช้ธนาคารฟอกเงิน โดยเฉพาะในเมืองลองเบย์ ดาราซาคร ที่ Yatay Group ของเสอ จื้อ เจียง ร่วมลงทุน

“ธนาคาร BIC มักมีผู้ทรงอิทธิพลนำทรัพย์สินฝาก นักการเมืองบางคนหรือ สว. ลักษณะทรงเอ มีทรัพย์สินที่นั่น BIC Group มีสาขาในไทยที่อาคารเกษรด้วย” โรมกล่าว ชี้ว่า BIC ถูกโจมตีว่าเป็นสวรรค์ฟอกเงิน

สัมพันธ์ลึกซึ้งกับนักการเมืองไทย

เบน สมิธ ยังเป็นที่ปรึกษาของฮุน เซน มีภาพเหตุการณ์ที่อดีตนายกฯ ไทยพบนายกฯ กัมพูชาที่เกาะหลีเป๊ะ พร้อมเบน สมิธ และ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ พวกนี้ไม่รู้ประวัติสแกมเมอร์หรือ? นอกจากนี้ ธรรมนัสกับเบน สมิธ ทำบุญร่วมกันที่วัดดงช้างดี จ.อุตรดิตถ์ และวัดดวงแข กทม. ที่นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ อยู่ด้วย

โรมเปิดภาพบุคคลคล้ายทักษิณ ชินวัตร ดำปิดตา และชี้ว่าเบน สมิธ พยายามเปลี่ยนสัญชาติไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ เคยชี้แจงไม่เซ็นเพราะเอกสารไม่ครบ แต่โรมถามว่าถ้าเอกสารครบ จะไม่เซ็นให้คนเกี่ยวข้องสแกมเมอร์ใช่ไหม?

นอกจากนี้ เรือยอชต์ 6 ลำที่อดีตนายกฯ ใช้ไปหลีเป๊ะ และเครื่องบินเจ็ท Bombardier Global 7500 ไปดูไบ จัดหาโดยเบน สมิธ ถ้าเป็นจริง เงินจากค้ามนุษย์สแกมเมอร์กลายเป็นของขวัญหรูสร้างอิทธิพล ต้องตรวจสอบด่วน

ผลักดันเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เพื่อฟอกเงิน

มีรายงานเบน สมิธ ร่วมประชุมกับอดีตนายกฯ เพื่อผลักดันเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นช่องทางนำเงินผิดกฎหมายจากกัมพูชาฟอกผ่านคาสิโนไทย จะทำลายภาพลักษณ์ไทยรุนแรง

“จำได้ไหม รายได้ 60% GDP กัมพูชาจากหลอกลวง การมีเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ไทยไม่กระทบกัมพูชา เว้นไทยอยากเป็นฐานสแกมเมอร์ใหม่ ซึ่งผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลที่แล้วเลวขนาดนั้น” โรมกล่าว

ข้อเสนอ 4 ข้อปราบสแกมเมอร์จากโรม

โรมคาดหวังนายกฯ เอาจริงใน 4 เดือน อย่าซ้ำรอยเก่าเมื่อเป็น รมว.มหาดไทยที่ปราบช้า เสนอแนวทาง:

  • 1. ตั้งศูนย์ประสานงานต่อต้านสแกมเมอร์ข้ามชาติ รวม DSI, ก.ล.ต., ธปท., ปปง., กต., อัยการสูงสุด ทำงานเชิงรุก ประสานต่างชาติ แลกเปลี่ยนข้อมูล
  • 2. ให้ DSI, ตำรวจ, ปปง. สอบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงเบน สมิธ, ลี ยง พัด, ยิม เลียก ทำลายเครือข่าย พยานหลักคือธรรมนัส
  • 3. ก.ล.ต. วางกฎ Travel Rule สำหรับคริปโต ป้องกันฟอกเงิน
  • 4. กต. ศึกษากลไก ICC พากัมพูชาขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ

กัมพูชาร่ำรวยจากหลอกคนทั่วโลก ผู้มีอิทธิพลไม่สนใจไทย ถ้าฝากทหารอย่างเดียวผิดพลาด ทุกหน่วยต้องร่วมมือแก้ชายแดน ถ้าลดรายได้สแกมเมอร์กัมพูชา ปัญหาจะง่ายขึ้น

เรื่อง MOU ไทย-กัมพูชา

สำหรับ MOU ไทย-กัมพูชา ที่จะยกเลิกหรือไม่ ต้องเปิดข้อมูลให้ประชาชนรู้ โดยไม่ให้กัมพูชาล่วงรู้ ถ้าประชาชนตัดสินใจ นายกฯ ต้องให้ข้อมูลพอ

เตรียมรับมือถ้ายกเลิก เช่น เจรจาเขตแดน กัมพูชาอาจฟ้องศาลโลก หรือบริษัททุนฟ้องอนุญาโตตุลาการ เสี่ยงเสียเงินภาษีหมื่นล้าน

“ผมให้ความสำคัญผลประโยชน์ชาติ การยกเลิก MOU ต้องแน่ใจได้อะไรคืน บางทีปรับปรุง MOU บนพื้นฐานผลประโยชน์ชาติดีกว่า”

โรมเตือนจากรัฐบาลเก่า ผลประโยชน์ทับซ้อนและขาดเจตจำนงในความมั่นคง ส่งผลเสียชาติ ต้องการถอนอาวุธหนัก ร่วมกู้ทุ่นระเบิด ปราบสแกมเมอร์ เพื่อความสัมพันธ์ดีและคืนปกติชายแดน

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก หากรัฐบาลชุดใหม่เอาจริงตามที่โรมเตือน จะช่วยปกป้องประชาชนจากสแกมเมอร์ได้ ลองติดตามพัฒนาการ และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนัก

ที่มา – “โรม” แฉ “เบน สมิธ” ที่ปรึกษา “ฮุน เซน” ตัวการใหญ่ฟอกเงินสแกมเมอร์กัมพูชา เตือน “อนุทิน” เอาจริง

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้อง ภูมิธรรม-ทวี แทรกแซง กกต.

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง กรณีนี้เกี่ยวข้องกับนายภูมิธรรม เวชยชัย และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะในกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา

ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ

วันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินใจด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 2 ให้ดำเนินการพิจารณาคำร้องนี้ต่อไป แม้ว่าทั้งสองผู้ถูกกล่าวหาจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วก็ตาม คำร้องนี้เกิดจากการที่สมาชิกวุฒิสภาหลายคนยื่นต่อประธานวุฒิสภา โดยอ้างว่าการที่ทั้งคู่มีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) ถือเป็นการแทรกแซงและครอบงำอำนาจของ กกต. ผ่านกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งนำไปสู่การกลั่นแกล้ง กดดัน และข่มขู่สมาชิกวุฒิสภา

พฤติกรรมดังกล่าวถูกมองว่าขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและหลักนิติธรรม ทำให้เกิดคำถามถึงความซื่อสัตย์สุจริตและจริยธรรมของทั้งสองคน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) ซึ่งอาจนำไปสู่การสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) การตัดสินใจของศาลนี้จึงมีความสำคัญยิ่ง เพราะแม้ทั้งคู่จะพ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่การวินิจฉัยจะช่วยกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมในอนาคต

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจเดินหน้าพิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการพิจารณาคดีต่อไปจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 51 ตุลาการส่วนใหญ่ 6 คน ได้แก่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายจิรนิติ หะวานนท์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายอุดม รัฐอมฤต และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ เห็นชอบกับการดำเนินคดีต่อ ขณะที่ตุลาการ 2 คน คือ นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายนภดล เทพพิทักษ์ มองว่าพอทั้งคู่พ้นตำแหน่งแล้ว ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อ

ก่อนหน้านี้ ในขณะที่คดีกำลังพิจารณา ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงตามคำวินิจฉัยของศาล ทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ต่อมาพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 โดยไม่มีชื่อของนายภูมิธรรมและ พ.ต.อ. ทวี ทำให้ทั้งคู่ออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 หลังนายกฯ ชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณ

กรณี ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ นี้ สะท้อนถึงความพยายามของสถาบันตุลาการในการรักษาความโปร่งใสในระบบการเมืองไทย แม้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อตำแหน่งปัจจุบัน แต่ผลลัพธ์อาจส่งผลต่อโอกาสทางการเมืองในอนาคตของบุคคลที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองในการใช้อำนาจอย่างสุจริต

จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ การแทรกแซงดังกล่าวหากพิสูจน์ได้ จะเป็นการละเมิดหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเฉพาะการใช้หน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือกลุ่ม ซึ่งอาจนำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับคดีพิเศษในอนาคต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

  • ประเด็นหลัก: การแทรกแซง กกต. ผ่านคดีพิเศษ
  • ผลกระทบ: ตั้งคำถามถึงจริยธรรมนักการเมือง
  • ความสำคัญ: สร้างมาตรฐานสำหรับการใช้อำนาจ

ในท้ายที่สุด การวินิจฉัยของศาลนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม หากคุณสนใจประเด็นการเมืองไทย ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้น

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคำร้อง “ภูมิธรรม-ทวี” ใช้อำนาจแทรกแซง กกต. เพื่อประโยชน์สาธารณะ

Scroll to top