ข่าวการเมืองล่าสุด

นพ.เปรมศักดิ์ร้อง! ถูกตัดสิทธิ์ไม่เป็นธรรม

“นพ.เปรมศักดิ์” ร้องประธานวุฒิสภา ขอทบทวนมติ กมธ.กฎหมายฯ กีดกันขัดขวางไม่ให้เป็นตัวแทนเข้าเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ โวยผิดข้อบังคับ – ถูกตัดสิทธิ์ไม่เป็นธรรม

วันที่ 12 ตุลาคม นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทำหนังสือถึงนายมงคล สุรสัจจะ ประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนมติของคณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา กรณีการพิจารณาเสนอรายชื่อกรรมาธิการ ในสัดส่วนของวุฒิสภา เพื่อเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ “ไม่ชอบธรรม” และ “ขัดข้อบังคับการประชุม”

เรื่องราวการร้องเรียนถูกตัดสิทธิ์ไม่เป็นธรรมของนพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา กำลังกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในแวดวงการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก การที่สมาชิกวุฒิสภารายหนึ่งออกมาเปิดเผยถึงความไม่โปร่งใสในการคัดเลือกผู้แทนเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามถึงกระบวนการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจในระบบรัฐสภา

จับสลากได้เป็นกมธ.

ในหนังสือดังกล่าว นพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรม วุฒิสภา มีมติให้ตนเป็นตัวแทนของคณะกรรมาธิการชุดนี้ เพื่อเข้าร่วมเป็นหนึ่งในกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฯ และได้ส่งชื่อไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิ) เป็นที่เรียบร้อยเพื่อจับฉลาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภาได้จับสลากจากรายชื่อที่คณะต่าง ๆ ส่งเข้ามา รวม 20 คณะ เหลือเพียง 11 คณะ เพื่อร่วมกับคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ รวมเป็น 12 คน ซึ่งเป็นโควตาของวุฒิสภาในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ซึ่งวิปวุฒิได้จับฉลากได้ตนเป็นตัวแทนของคณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรม

แฉประธานกมธ.สกัด

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า แต่ปรากฏว่าในวันต่อมา (10 ตุลาคม 2568) ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรมวุฒิสภา ได้เรียกประชุมด่วน โดยมีวาระพิจารณารายชื่อผู้แทนกรรมาธิการฯ ใหม่ ทั้งที่ได้มีมติไปแล้วในวันที่ 8 ตุลาคม ซึ่งตามข้อบังคับจะต้องเรียกประชุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วัน หรือหากเป็นเรื่องด่วน วาระต้องไม่ซ้ำซ้อนกับมติเดิม

โวยพิจารณาลับหลัง

นพ.เปรมศักดิ์ ระบุด้วยว่า การเรียกประชุมดังกล่าวถือว่าผิดข้อบังคับ อีกทั้งตนไม่ได้รับโอกาสเข้าร่วมประชุมเนื่องจากติดภารกิจในจังหวัดขอนแก่น จึงเป็นการพิจารณา “ลับหลัง” และภายหลังที่ประชุมมีมติไม่ส่งรายชื่อใครเข้าร่วม พร้อมคืนโควต้าให้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภาไปพิจารณาแทน

“การดำเนินการของประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรมวุฒิสภาครั้งนี้ ถือเป็น “การใช้อำนาจโดยไม่สุจริต” และ “ขัดต่อหลักจริยธรรมทางนิติบัญญัติ” เพราะเป็นการกระทำที่กระทบสิทธิส่วนบุคคล และอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของวุฒิสภาโดยรวม จึงขอเรียกร้องให้ประธานวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา เร่งพิจารณาทบทวนมติที่เกิดขึ้นโดยด่วน เพื่อรักษามาตรฐานและบรรทัดฐานของวุฒิสภา” สว.เปรมศักดิ์กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ร้อง! ถูกตัดสิทธิ์ไม่เป็นธรรม

ประเด็นสำคัญของกรณีนี้คือการที่ นพ.เปรมศักดิ์ อ้างว่าตนเองถูกตัดสิทธิ์ไม่เป็นธรรมจากการเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่ผ่านการจับฉลากและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการชุดเดิมแล้ว การที่ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายและการยุติธรรมวุฒิสภาเรียกประชุมด่วนเพื่อพิจารณารายชื่อใหม่ โดยที่ นพ.เปรมศักดิ์ ไม่ได้รับทราบและไม่มีโอกาสเข้าร่วมประชุม ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความโปร่งใสและเป็นธรรมในการดำเนินการ

ทำไมนพ.เปรมศักดิ์ถึงร้องเรียนว่าถูกตัดสิทธิ์ไม่เป็นธรรม?

เหตุผลหลักที่ นพ.เปรมศักดิ์ ร้องเรียนคือการที่เขาเชื่อว่ากระบวนการคัดเลือกผู้แทนกรรมาธิการฯ ไม่เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมและหลักจริยธรรมทางนิติบัญญัติ การที่ประธานคณะกรรมาธิการฯ เรียกประชุมด่วนเพื่อพิจารณาเรื่องเดิมโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า และไม่มีการเปิดโอกาสให้เขาเข้าร่วมประชุม ถือเป็นการกระทำที่ไม่โปร่งใสและละเมิดสิทธิของเขา

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษากระบวนการที่โปร่งใสและเป็นธรรมในการดำเนินงานของรัฐสภา การที่สมาชิกสภารายหนึ่งออกมาตั้งคำถามถึงความถูกต้องของการดำเนินการภายในองค์กร แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความต้องการที่จะให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจอย่างเข้มงวด

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ นพ.เปรมศักดิ์ เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้สังคมต้องกลับมาพิจารณาถึงกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจในระบบการเมืองไทย การเปิดเผยข้อมูลและการตรวจสอบความโปร่งใสในการดำเนินงานของรัฐสภา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อประธานวุฒิสภาเพื่อขอความเป็นธรรม กรณีที่เขาอ้างว่าถูกตัดสิทธิ์ไม่เป็นธรรมจากการเป็นกรรมาธิการร่วมพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “นพ.เปรมศักดิ์” ร้องประธานวุฒิสภา ถูกตัดสิทธิ์ไม่เป็นธรรม ขวางเป็นกมธ.ร่วมถกแก้รัฐธรรมนูญ

ป.ป.ส. ลุยคุมเข้มขายกระท่อมทั่วประเทศ เริ่มแล้ว!

เลขาธิการ ป.ป.ส. สั่งการเด็ดขาด ลุยคุมเข้มขายกระท่อมทั่วประเทศ เริ่ม 12 ต.ค.นี้ ห้ามเร่ขาย-ตั้งแผงลอยใกล้โรงเรียน ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 50,000 บาท

วันที่ 12 ต.ค. 2568 พ.ต.ต. สุริยาฯ สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่าตามอำนาจแห่ง ประกาศกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดสถานที่ วิธีการ หรือลักษณะต้องห้ามในการขายใบกระท่อม พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันนี้เป็นวันแรก ตนได้มี ข้อสั่งการเด็ดขาด ไปยังหน่วยงานของสำนักงาน ปปส. ภาค ทั่วประเทศ ให้เริ่มบังคับใช้กฎหมายเพื่อจัดระเบียบการขายใบกระท่อมและน้ำต้มใบกระท่อมอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมทันที “สำนักงาน ป.ป.ส. ได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยหน่วยงานในพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพมหานครและส่วนภูมิภาค ได้ลงพื้นที่รณรงค์สร้างความเข้าใจกับผู้ค้าและประชาชนล่วงหน้า พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมในการบังคับใช้กฎหมายร่วมกับหน่วยงานภาคี เพื่อให้เห็นว่าเราเอาจริงเอาจังกับการจัดระเบียบสังคมให้เกิดความปลอดภัย”

การคุมเข้มการขายกระท่อมทั่วประเทศครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อปกป้องเยาวชน และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อมอย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

สำหรับสาระสำคัญของประกาศฯ ที่ผู้ค้าและประชาชนต้องรับทราบและปฏิบัติโดยเคร่งครัด มีดังนี้

  1. ห้ามขายใบกระท่อมและน้ำต้มใบกระท่อม ในสถานที่ซึ่งตั้งอยู่ในระยะ 1,000 เมตร (1 กิโลเมตร) จากสถานศึกษาทุกแห่ง
  2. ห้ามขาย ในลักษณะของการ “เร่ขาย” (เช่น หาบเร่, รถเข็น, รถยนต์เร่ขาย) หรือการตั้ง “แผงลอย” ในที่หรือทางสาธารณะ
  3. ผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษ ปรับไม่เกิน 50,000 บาท

เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้ย้ำถึงเหตุผลและความจำเป็นของมาตรการนี้ว่า “เป้าหมายของเราไม่ใช่การทำลายเศรษฐกิจ แต่คือการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมพืชกระท่อมและการสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม ประโยชน์สูงสุดคือการปกป้องเด็กและเยาวชนของเรา ไม่ให้เข้าถึงกระท่อมได้โดยง่าย และเพื่อจัดระเบียบการขายให้เป็นไปตามที่ประกาศฯ กำหนด ไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชุมชน นี่คือเหตุผลที่เราต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

ขอความร่วมมือผู้ประกอบการทุกท่านปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อที่เราจะสามารถใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อมในทางที่สร้างสรรค์และปลอดภัยไปพร้อมกัน หากประชาชนพบเห็นการกระทำที่ฝ่าฝืน สามารถแจ้งเบาะแสได้ทันทีที่ สายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386 ท่านแจ้ง เราจับ ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด”

ป.ป.ส. ลุยคุมเข้มขายกระท่อมทั่วประเทศ

การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการ ป.ป.ส. ลุยคุมเข้มขายกระท่อมทั่วประเทศ นั้น เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการควบคุมการเข้าถึงพืชกระท่อม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน การ ป.ป.ส. ลุยคุมเข้มขายกระท่อมทั่วประเทศ ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทำลายเศรษฐกิจของผู้ประกอบการ แต่เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมพืชกระท่อมและการสร้างความปลอดภัยให้กับสังคมโดยรวม

การที่สำนักงาน ป.ป.ส. เน้นย้ำถึงการปกป้องเด็กเเละเยาวชนนั้น แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่ออนาคตของชาติ การปล่อยให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงพืชกระท่อมได้โดยง่าย อาจนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ตามมา ซึ่งส่งผลเสียต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับการคุมเข้มขายกระท่อม

ต่อไปนี้เป็นข้อควรรู้ที่สำคัญเกี่ยวกับการ ป.ป.ส. ลุยคุมเข้มขายกระท่อมทั่วประเทศ:

  • สถานที่ห้ามขาย: ห้ามขายในระยะ 1,000 เมตรจากสถานศึกษา
  • ลักษณะการขายที่ห้าม: ห้ามเร่ขาย และห้ามตั้งแผงลอยในที่สาธารณะ
  • บทลงโทษ: ผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท

การทำความเข้าใจข้อกำหนดเหล่านี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง และร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัย

หากพบเห็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386

กฎหมายนี้มีขึ้นเพื่อควบคุมการเข้าถึงกระท่อม โดยเฉพาะในสถานที่ที่เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่าย เช่น บริเวณใกล้โรงเรียน การคุมเข้มนี้จะช่วยลดโอกาสที่เยาวชนจะลองใช้กระท่อม ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้สารเสพติดชนิดอื่น ๆ ในอนาคต แม้ว่ากระท่อมจะมีประโยชน์ในทางการแพทย์แผนไทย แต่การใช้โดยไม่มีการควบคุมก็อาจก่อให้เกิดผลเสียได้เช่นกัน

การคุมเข้มครั้งนี้จึงเป็นการสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากพืชกระท่อมและการปกป้องสังคม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน

ที่มา – เริ่มแล้ว ป.ป.ส. ลุยคุมเข้มขายกระท่อมทั่วประเทศ ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 50,000 บาท

7,850 อปท. จับมือ ช่วยเด็กหลุดจากระบบ


7,850 อปท. จับมือ ช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา

7,850 อปท. จับมือกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สร้าง “ตำบลแห่งโอกาส” ลุยค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ นี่คือก้าวสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทย

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า กองทุนฯ ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: หุ้นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout สู่ตำบลพื้นที่แห่งโอกาสที่ไม่ทิ้งเด็กและเยาวชนคนใดไว้ข้างหลัง” ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จากทั่วประเทศเข้าร่วม การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout เพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่มีอยู่ราว 8.8 แสนคน

หลังจากที่ 11 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กรุงเทพมหานคร สปสช. สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และ กสศ. ได้ร่วมลงนาม MOU แก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ให้ได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพ

“ปี 2568 ถือเป็นครั้งแรกที่การดำเนินงานขยายจากพื้นที่นำร่อง 25 จังหวัด สู่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดย อปท. 7,850 แห่งจะเป็น “หัวใจ” และ “กลไกหลัก” ในการเปลี่ยนตำบลและอำเภอให้เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่ไม่ทิ้งเด็กและเยาวชนไว้ข้างหลัง” นายพัฒนะ กล่าวถึงความสำคัญของบทบาท 7,850 อปท. จับมือ ช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา

7,850 อปท. จับมือ ช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา

นายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า สถ. ทำงานร่วมกับ กสศ. มาอย่างต่อเนื่อง และการที่นโยบาย Thailand Zero Dropout ขยายครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ถือเป็นหมุดหมายที่รอคอย เพราะ อปท. เป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนและปัญหามากที่สุด

“การค้นหาและช่วยเหลือเด็กนอกระบบจะเกิดขึ้นจริง หาก อปท. ในฐานะเจ้าภาพหลักลุกขึ้นมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง และจับมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างแนบแน่น” นายสุรพลกล่าว

ทำไม 7,850 อปท. จับมือกันถึงสำคัญต่อการช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ?

ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย รองประธานคณะอนุกรรมการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาเยาวชนและแรงงานนอกระบบ กล่าวว่า การศึกษาที่มีคุณภาพ คือ “คานงัด” สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งระดับครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ โดยมี อปท. เป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญ เนื่องจากมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ความรับผิดชอบต่อสังคม และความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการทรัพยากร จึงสามารถเชื่อมโยงการศึกษากับการแก้ปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“อปท. ต้องทำงานเชิงรุก ค้นหาและช่วยเหลือเด็กหลุดออกจากระบบเป็นรายกรณี และสร้างกลไกการส่งต่อให้เด็กได้กลับเข้าสู่การศึกษา ภายใต้หลักการของการให้ความรู้และการเปิดโอกาส” ศาสตราจารย์วุฒิสารกล่าว

การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีถอดบทเรียนการทำงานของ อปท. ซึ่งพบว่ามีการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแล้วกว่า 330 รูปแบบ ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และการแก้ปัญหาพฤติกรรมเสี่ยง สะท้อนให้เห็นความหลากหลายของแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ขณะเดียวกันยังพบอุปสรรคกว่า 381 ประเด็น ซึ่งจะถูกนำไปใช้เป็นโจทย์แก้ไขต่อไป

การที่ 7,850 อปท. จับมือ กันในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาอย่างจริงจัง ด้วยการทำงานที่ใกล้ชิดกับชุมชนและความเข้าใจในบริบทของพื้นที่ ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

มาร่วมกันสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ 7,850 อปท. จับมือช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ เพื่อสร้างสังคมไทยที่ทุกคนมีโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – 7,850 อปท. จับมือกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ค้นหาช่วยเหลือเด็กหลุดจากระบบ

นฤมล รับฟังปัญหาโรงเรียนชายขอบ จ.ตาก เร่งแก้ไข

“นฤมล” รับฟังปัญหาโรงเรียนชายขอบ จ.ตาก เร่ง ปรับปรุงบ้านพักครู-โครงสร้างพื้นฐาน เตรียมเยียวยาค่าอาหารนักเรียนพักนอน

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคณะของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อตรวจเยี่ยมการจัดการศึกษาบนพื้นที่สูง และการศึกษาเพื่อการมีงานทำ โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการท่านอื่นๆ เข้าร่วม

ดร.นฤมล ได้ให้ความสำคัญกับการรับฟังปัญหาโดยตรงจากพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาของโรงเรียนในพื้นที่ชายขอบ

นฤมล รับฟังปัญหาโรงเรียนชายขอบ จ.ตาก เร่ง ปรับปรุงบ้านพักครู-โครงสร้างพื้นฐาน

รับฟังปัญหาโรงเรียนชายขอบ

ดร.นฤมล ได้เดินทางไปยังโรงเรียนแม่กุวิทยาคม เพื่อพบปะพูดคุยกับครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคในการจัดการศึกษาในจังหวัดตาก โดยได้กล่าวว่า เข้าใจถึงความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ ทั้งในด้านภูมิประเทศและตัวผู้เรียนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนในจังหวัดตากที่มีลักษณะเป็นทั้งที่ราบและภูเขาสูง มีความห่างไกล และมีนักเรียนหลากหลายชาติพันธุ์

โรงเรียนส่วนใหญ่มีความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการจัดการเรียนการสอน เช่น โดมอเนกประสงค์ที่สามารถใช้จัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งการเรียนรู้ ดนตรี กีฬา รวมถึงเป็นศูนย์กลางในการจัดงานวันครูและกิจกรรมของชุมชนได้ นอกจากนี้ ยังต้องการโรงอาหารที่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียน ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล และศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) รวมถึงถังเก็บน้ำ และหอนอนสำหรับนักเรียนที่บ้านอยู่ห่างไกล

สั่งสำรวจผลกระทบยกเลิกค่าอาหาร

ดร.นฤมล ยังได้มอบหมายให้เลขาธิการ สพฐ. ทำการสำรวจจำนวนโรงเรียนและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกค่าอาหาร 20 บาท สำหรับนักเรียนพักนอนในโรงเรียนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่พิเศษ ซึ่งส่งผลกระทบต่อจำนวนนักเรียนที่อาจต้องออกจากระบบการศึกษา โดยให้สำรวจโรงเรียนลักษณะเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อของบกลางมาเยียวยาในเบื้องต้น และนำไปบรรจุในแผนงบประมาณปี 2570 นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับการปฏิรูปหลักสูตรแกนกลาง 2551 ให้มีความทันสมัย

ดูแลบ้านพักครู สร้างขวัญกำลังใจ อีกหนึ่งเรื่องที่ นฤมล รับฟังปัญหาโรงเรียนชายขอบ จ.ตาก

ดร.นฤมล ยังได้รับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปรับหลักเกณฑ์การประเมินครูในพื้นที่สูงและทุรกันดาร เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับครูที่ต้องดูแลนักเรียนตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งในเรื่องของบ้านพักครู ซึ่งเป็นนโยบายที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญ โดยมีเป้าหมายให้ครูได้อยู่อาศัยอย่างปลอดภัย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการสอนนักเรียน

ในระยะแรก จะเร่งดำเนินการปรับปรุงบ้านพักครูที่ทรุดโทรมจำนวน 13,000 หลัง (จากทั้งหมด 14,000 หลัง) และบรรจุเป็นแผนพัฒนาปรับปรุงในปีงบประมาณ 2570 ให้ครบทั้งหมด 40,000 หลัง นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้ผลักดันให้ครูได้รับสิทธิ์ซื้อบ้านในโครงการของการเคหะแห่งชาติ ในราคาถูกและดอกเบี้ยต่ำด้วย

การแก้ไขปัญหาโรงเรียนชายขอบไม่ใช่แค่เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังรวมถึงขวัญกำลังใจของครู และการสนับสนุนด้านต่างๆ เพื่อให้นักเรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง

ที่มา – “นฤมล” รับฟังปัญหาโรงเรียนชายขอบ จ.ตาก เร่ง ปรับปรุงบ้านพักครู-โครงสร้างพื้นฐาน

“พิธา” ย้ำ พรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ จี้ “ภูมิใจไทย” ทำตามสัญญา

“พิธา” ยืนยันพรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ เรียกร้อง “ภูมิใจไทย” ทำตามสัญญาตรงไปตรงมา ฟุ้งหากเป็น “ภูมิใจดูด”ระวังแพ้ คาด ป.ป.ช. ชี้มูลคดี 44 สส. ช่วงใกล้ยุบสภา

วันที่ 10 ต.ค. 2568 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนถูกวิจารณ์ว่าเป็นพรรคฝ่ายค้ำให้พรรคภูมิใจไทยได้บริหารบ้านเมืองว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ใช้กลไกสภาตรวจสอบรัฐบาลอย่างต่อเนื่องให้เห็นแล้วว่า ไม่ใช่ฝ่ายค้ำ เพียงแต่ต้องเรียกร้องไปยังรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ให้ทำตามคำสัญญาอย่างตรงไปตรงมาว่าจะรักษาสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพราะสโลแกนของพรรคภูมิใจไทยคือ “พูดแล้วทำ” ถ้าพลิกไปมา ก็ห่วงว่า แบรนด์ของพรรคจะไม่ได้ใช้อีกในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

“เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับพรรคภูมิใจไทยเองว่าจะทำตามสโลแกนของพรรคเพื่อใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ หรือจะเสี่ยงในระยะสั้นเพื่อที่จะสูญเสียความเป็นตัวตนของพรรคในระยะยาว” นายพิธา กล่าวและว่า

“ภูมิใจดูด” ระวังแพ้

หากตอบแบบส่วนตัว ที่สื่อตั้งฉายาว่าพรรค “ภูมิใจดูด” แต่ตอนนั้นที่ดูดผมไป แพ้ผมหมดเลยนะ คนที่โดนดูดก็จะต้องรู้ว่า มีแผลทางการเมืองตลอดชีวิต ประชาชนก็จะลงโทษ ส่วนตัวแล้วในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ไม่มีความกังวล เพราะเป็นคนละยุทธภูมิกัน ยุทธภูมิของเราทำงานแบบล่างขึ้นบน ในขณะที่ส่วนใหญ่ทำแบบบนลงล่าง คนที่ต้องกังวลคือ คนทำงานการเมืองแบบบ้านใหญ่ ใช้กลไกข้าราชการเดินเกมการเมืองมากกว่า

พิธายังแซวอนุทินด้วยว่า “ซักผ้าเสร็จแล้ว กลับมาตอบคำถามสื่อมวลชนด้วย”

แนะ ปชน. ตั้งสมาธิให้ดี

นายพิธา ระบุด้วยว่า ปัญหาของพรรคประชาชนขณะนี้อยู่ที่การตั้งสมาธิกับตนเอง ต้องแก้ปัญหาของตัวเอง หาแคนดิเดตให้ดี หายุทธศาสตร์ที่ดี และสื่อสารทางการเมืองมากขึ้น ไม่ต้องสนใจโพลหรือสถิติ ขอให้มีสมาธิ จะต้องกู้ภาพลักษณ์ด้วยการทำงานอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้การตัดสินใจของพรรคประชาชนอาจไม่สมบูรณ์ แต่ตอนนี้ผ่านไปแล้ว กลับไปแก้อะไรไม่ได้ ก็ต้องทำหน้าที่ฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาลเฉพาะกิจชุดนี้ให้ได้มากที่สุด และคอยเตือนนายกรัฐมนตรีตลอดเวลาว่า เป็นนายกรัฐมนตรีเฉพาะกิจ ที่มาจากอำนาจเฉพาะกิจ เพื่อภารกิจเฉพาะกิจ

แนะ ภท. เน้นบ้านเมืองมากกว่า

ส่วนฉากทัศน์การเมือง 4 เดือน ที่จะยุบสภา นายพิธา ประเมินว่า สิ่งที่น่ากังวลสำหรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คือน่าจะเน้นบ้านเมืองมากกว่าการเมือง และอย่าให้การเมืองนำบ้านเมือง เพราะฉากทัศน์ต่าง ๆ มาจากหลายเรื่องทั้งการต่างประเทศ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น อย่างวันนี้ตนเองมาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มาสอน 2 เรื่องด้วยกัน คือ 1.การเลือกตั้งประเทศเมียนมาที่จะมาถึง และ 2.การประชุมอาเซียน เป็น 2 เรื่องร้อนสำหรับนายกฯ เฉพาะกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตอนนี้ที่ต้องดูแล รวมถึงเรื่องนิติรัฐนิติธรรม เป็นเรื่องสำคัญที่กดทับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

ควรเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ส่วนกรณีที่พรรคการเมืองหลายพรรคเริ่มตั้งเป้าตัวเลขเก้าอี้ สส. ในการเลือกตั้งครั้งหน้าแล้วนั้น นายพิธา ประเมินว่า การแข่งกันประกาศจำนวน สส. ที่อยากได้ 80, 200 หรือ 250 ที่นั่ง เป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ และไม่สะท้อนความพร้อมทางการเมืองอย่างแท้จริง และหากมองย้อนกลับไปในช่วงที่ตนเองดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคก้าวไกล พรรคให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยตั้งเป้าสร้างพรรคในลักษณะพรรคมวลชนที่มี สส.เขตมากกว่าบัญชีรายชื่อ และมีตัวแทนกระจายครบทุกภูมิภาค ไม่ใช่เพียงพรรคที่มีฐานเสียงเฉพาะในบางภูมิภาคเท่านั้น

เร่งขยายฐานพื้นที่อ่อนแอ

นายพิธา กล่าวเพิ่มเติมว่า อยากชวนพรรคประชาชนให้หันมาคิดในเชิงคุณภาพว่า จะเพิ่มศักยภาพและขยายฐานเสียงในแต่ละพื้นที่ได้อย่างไร เช่น พื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีจังหวัดสำคัญอย่างนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมกันประมาณ 42 เขต รวมถึงภาคอีสานและภาคเหนือ ที่ในการเลือกตั้งครั้งก่อน ที่พรรคก้าวไกลยังทำผลงานได้ไม่ดี

คาด ป.ป.ช. ชี้มูลใกล้ยุบสภา

นายพิธายังกล่าวถึง คดี 44 อดีต สส. พรรคก้าวไกล เสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมชี้มูลปลายปีนี้ ด้วยว่า การเอาจริยธรรมมาประหัตประหารทางการเมืองตลอดชีวิตนั้นไม่ถูกต้อง หากไม่ได้สัดส่วน ส่วนตัวได้ตรวจสอบกับทีมกฎหมายของตนเอง คดีนี้อยู่ในชั้นอนุกรรมาธิการใน ป.ป.ช. น่าจะเสร็จสิ้นในชั้นนี้ภายในเดือนพฤศจิกายน มีความเป็นไปได้ที่จะมีการชี้มูลในช่วงการยุบสภา หากยุบสภาเร็ว และมีการเลือกตั้งในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ก็มีความเป็นไปได้ที่พรรคประชาชนจะถูกทำลายอีกครั้ง เหมือนพรรคก้าวไกลและอนาคตใหม่

“ผมเองไม่เป็นไรอยู่แล้ว แต่หลายคนยังเป็นแกนนำพรรค จึงอยากส่งเสียงถามประชาชนดังๆ เพราะอยู่ดีๆ ก็มีข่าวออกมาเรื่อยๆ ไม่รู้ว่ามีใครให้ข่าว ไม่รู้ว่าเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของพรรคประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ หรือตั้งใจจะทำลายล้างกันจริงๆ โดยใช้จริยธรรมที่ไม่ได้สัดส่วน เพราะคนที่ตรวจสอบจริยธรรมไม่มีใครไปทำลายดาบเขาได้ เป็นสิ่งที่อันตรายมาก” พิธาระบุ

แนะ “เท้ง” อย่าเสียกำลังใจ

เมื่อถามว่าให้คำแนะนำนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เกี่ยวกับคดี 44 สส. และการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างไรบ้าง นายพิธา กล่าวว่า เป็นตัวของตัวเอง มองไปข้างหน้าให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อย่าเพิ่งเสียกำลังใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“พิธา” ยืนยันพรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ เรียกร้อง “ภูมิใจไทย” ทำตามสัญญา

จากกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยนั้น ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันของพรรคการเมืองต่างๆ ในอนาคต การที่นายพิธายืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำและเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยทำตามสัญญา ถือเป็นการสะท้อนถึงความคาดหวังของประชาชนต่อพรรคการเมืองต่างๆ ว่าจะต้องมีความซื่อสัตย์และทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

พิธาชี้ พรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ แต่ต้องตรวจสอบรัฐบาล

นายพิธาได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำรัฐบาล แต่มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา การที่พรรคการเมืองต่างๆ ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติโดยรวม

การเมืองไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่ประชาชนมีความเข้าใจในสถานการณ์ทางการเมือง และติดตามการทำงานของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้สามารถตัดสินใจในการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันของพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ การที่พรรคการเมืองต่างๆ สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น จะช่วยให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่พรรคการเมืองทุกพรรคจะต้องยึดมั่นในหลักการของความซื่อสัตย์และความโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การที่นายพิธาออกมาเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยทำตามสัญญา เป็นการสะท้อนถึงความต้องการของประชาชนที่ต้องการเห็นนักการเมืองทำตามสัญญาที่ให้ไว้ การที่นักการเมืองรักษาคำพูดและทำตามสัญญา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้พรรคการเมืองทุกพรรคตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานเพื่อประชาชน และการรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน การที่พรรคการเมืองทุกพรรคสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น และยึดมั่นในหลักการของความซื่อสัตย์และความโปร่งใส จะช่วยให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น ประชาชนควรติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด และตัดสินใจในการเลือกตั้งอย่างมีวิจารณญาณ เพื่อเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “พิธา” ยืนยันพรรคประชาชนไม่ใช่ฝ่ายค้ำ เรียกร้อง “ภูมิใจไทย” ทำตามสัญญาตรงไปตรงมา

“สงคราม” ชี้รัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่

“สงคราม” เชื่อรัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่ สั่งย้ายคนทำคดีนั่งตบยุงสำนักงานรัฐมนตรี กังขาเหตุใด “ไชยชนก”เบี้ยวแจงกมธ.ดีอี คดีสินบน 40 ล้านหลังยกหินทุ่มขาตัวเอง

วันที่ 10 ต.ค. 2568 นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีตที่ปรึกษานางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ไม่ประหลาดใจที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ปฏิเสธมาชี้แจงต่อคณะกมธ.ดีอี กรณีสินบน 40 ล้านบาทที่พูดกลางประชุมสภา ดังนั้น การที่นายไชยชนก เลือกที่จะหนีไม่ยอมรับการตรวจสอบจากคณะกมธ.ดีอี ที่เชิญมาชี้แจง อาจจะมาจากไม่รู้จะตอบอย่างไรหรือเกรงว่าหากตอบไปอาจกระทบกับคนใกล้ตัว เพราะนายไชยชนก พูดเองว่าคนที่มาติดต่อเป็นเพื่อนสมาชิกในพรรคการเมือง ดังนั้นจากการกระทำของนายไชยชนก หลายฝ่ายกังขาว่า การแก้ปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา

ห่วงคอลเซ็นเตอร์กลับมาอาละวาด

นายสงคราม กล่าวด้วยว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าอาชญากรรมทางไซเบอร์สร้างความเสียหายให้กับประชาชนคนไทย คิดเป็นมูลค่าหลักหมื่นล้านบาท 2 ปีที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ 1441 ของประเทศไทย หรือ เอโอซี พบว่าความเสียหายที่กลุ่มคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงคนไทย อยู่ที่เดือนละ 1,000 ล้านบาท หรือ ปีละ 12,000 ล้านบาท หากรัฐบาลไม่มีนโยบายในการปราบปรามที่เข้มข้นหรือไม่ชัดเจน ประชาชนหวั่นใจว่าอาชญากรรมเหล่านี้กลับมาสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจไทยอีกครั้งอย่างแน่นอน

โวยโยกย้ายคนทำคดีนั่งตบยุง

“ภายหลังเข้ามาบริหารประเทศ พฤติกรรมรัฐบาลส้มอุ้มที่อ้างว่าจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมนั้น คำพูดต่างจากการกระทำโดยสิ้นเชิง เห็นได้จากความพยายามตัดตอนคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว. เพราะคำสั่งแรกของ พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คือ การโยกย้ายข้าราชการในกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ที่กำลังทำคดีสำคัญที่เกี่ยวพันกับคนโตบุรีรัมย์ มานั่งตบยุงหน้าห้องรัฐมนตรี จึงเป็นการตัดตอนการสืบหาความจริงในคดีสำคัญ นอกจากนี้ยังสามารถยึดอำนาจเบ็ดเสร็จเพราะส่งคนของตนเองเข้ามาควบคุมอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี -รัฐมนตรีหลายกระทรวง ดังนั้นกรณีที่อ้างว่าจะไม่แทรกแซงคดีเขากระโดง-ฮั้ว สว. จึงไม่เป็นจริง คำว่า ความยุติธรรมต้องไม่ถูกทำลาย คือคำพูดที่ติดปากเท่านั้น เพราะความจริงที่เกิดขึ้นมันย้อนแย้งกับคำพูดของผู้นำรัฐบาลอย่างสิ้นเชิง” นายสงคราม

“สงคราม” เชื่อรัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นายสงครามได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจนต่อการดำเนินงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และการโยกย้ายข้าราชการที่กำลังทำคดีสำคัญ การกระทำเหล่านี้สร้างความไม่มั่นใจให้กับประชาชน และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของประเทศ

เจาะลึกประเด็น “สงคราม” เชื่อรัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่

ประเด็นหลักที่นายสงครามเน้นย้ำคือความพยายามในการ “ตัดตอน” คดีสำคัญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่อาจนำไปสู่การบิดเบือนความจริง และการช่วยเหลือผู้กระทำผิดให้พ้นจากความรับผิดชอบ การโยกย้ายข้าราชการที่กำลังทำคดีสำคัญ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ดี และอาจทำให้การสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวเป็นไปอย่างไม่โปร่งใส

ความกังวลอีกประการหนึ่งคือการที่รัฐบาลอาจใช้ตำแหน่งและอำนาจในการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือส่วนตัว การกระทำดังกล่าวขัดต่อหลักการของความยุติธรรม และอาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในรัฐบาล

นอกจากนี้ นายสงครามยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ปฏิเสธไม่มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ กรณีสินบน 40 ล้านบาท การกระทำดังกล่าวสร้างความเคลือบแคลงสงสัย และอาจทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการทำงานของรัฐมนตรี

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ และรักษาไว้ซึ่งหลักการของความยุติธรรม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาล เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานของรัฐบาลเป็นไปอย่างโปร่งใส และมีความรับผิดชอบต่อสังคม

สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการมีรัฐบาลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเคารพหลักการของความยุติธรรม การใช้อำนาจโดยมิชอบและการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม จะส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม

ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้ การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และเรียกร้องให้มีการดำเนินงานที่โปร่งใสและมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและน่าอยู่สำหรับทุกคน เราต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อไปในเรื่องนี้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนอนาคตของประเทศ

ที่มา – “สงคราม” เชื่อรัฐเล็งตัดตอน 2 คดีใหญ่ สั่งย้ายคนทำคดีนั่งตบยุงสำนักงานรัฐมนตรี

วรชัย ย้ำ! ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคเข้มแข็ง

“วรชัย” ย้ำจุดยืนชุมนุมหน้าเรือนจำเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ลั่นสกัดสส.ย้ายพรรคทรยศคนเลือก

วันที่ 10 ตุลาคม 2568 นายวรชัย เหมะ อดีตสส.สมุทรปราการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า วันเสาร์ที่ 11 ต.ค. นี้ กลุ่มคนรักประชาธิปไตยทุกกลุ่มทุกสีเสื้อทุกพรรคการเมือง นิสิตนักศึกษาและประชาชน ยังคงมีนัดทานข้าวหน้าเรือนจำคลองเปรมเหมือนทุกเสาร์ที่ผ่านมา โดยการกินข้าวหน้าเรือนจำเป็นประจำทุกวันเสาร์ เวลา 13.00 น. นอกจากจะเป็นการทานข้าวเป็นเพื่อนนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แล้ว ยังเป็นการสื่อสารประเด็นที่สำคัญที่สุดของประเทศในวันนี้คือการขับเคลื่อนเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยให้มากที่สุด เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้เราเห็นได้ชัดว่าสส. แต่ละพรรควิ่งย้ายพรรค มีการซื้อขายตำแหน่งต่อรองอำนาจโดยไม่ได้คำนึงถึงเสียงของประชาชนที่เลือกมาตอนเลือกตั้ง แต่กลับทำเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเองเท่านั้น

นายวรชัย เหมะ ย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ไม่ให้ ส.ส.ทรยศต่อประชาชนที่เลือกเข้ามา โดยการชุมนุมหน้าเรือนจำคลองเปรมเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องความเป็นธรรมและประชาธิปไตย

ต้องทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง

นายวรชัย กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ต้องทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ไม่ให้สส. ย้ายพรรคทรยศต่อคนเลือก คือการทำรัฐธรรมนูญ ที่ได้มาโดยประชาชนเพื่อประชาชน การชุมนุมของพวกตนจุดประสงค์หลัก คือการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และทำให้พรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกมาเข้มแข็ง สส.ไม่สามารถทรยศขายตัวหักหลังประชาชนผู้ลงคะแนนได้ และเหตุที่ต้องมาชุมนุมหน้าเรือนจำ เพราะตนมองว่านายทักษิณ ถือเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้ง ทำประโยชน์ให้คนไทยไม่มีวันลืม แต่ถูกกระทำจากการยึดอำนาจที่ถือเป็นเหยื่อทางการเมือง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การเมืองไทยมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เสียงของประชาชนต้องได้รับการเคารพและการตัดสินใจของนักการเมืองต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ

การที่นายวรชัยออกมาเคลื่อนไหวและเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทย การชุมนุมหน้าเรือนจำเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ต้องการสื่อสารไปยังผู้มีอำนาจให้รับฟังเสียงของประชาชน

การเรียกร้องให้ “วรชัย” ย้ำจุดยืนชุมนุมหน้าเรือนจำเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สังคมควรสนับสนุนเเละร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยเป้าหมายหลักของการชุมนุมคืออะไร?

  • เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย
  • เพื่อให้พรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกมาเข้มแข็ง
  • เพื่อป้องกันไม่ให้ ส.ส.ทรยศต่อประชาชน

ทำไมต้องชุมนุมหน้าเรือนจำ?

  • เพื่อสื่อสารถึงประเด็นสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงการเรียกร้องความเป็นธรรม

วรชัย ย้ำ! ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคเข้มแข็ง

ประเด็นสำคัญที่นายวรชัยเน้นย้ำคือการ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เพื่อป้องกันการทรยศต่อประชาชน

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ: จุดเริ่มต้นของการทำให้พรรคเข้มแข็ง

การมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย จะช่วยให้พรรคการเมืองมีความมั่นคงและไม่ถูกแทรกแซงจากอำนาจภายนอก ส.ส. จะมีความรับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกเข้ามาและไม่สามารถย้ายพรรคหรือขายตัวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวได้

การ เรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักวิชาการ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ทุกคนต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ยั่งยืน

การชุมนุมหน้าเรือนจำคลองเปรมจึงเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องประชาธิปไตยและต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นธรรม และนำไปสู่การเมืองที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ดีกว่า

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและแสดงออกถึงจุดยืนของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เสียงของเราได้รับการรับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ที่มา – “วรชัย” ย้ำจุดยืนชุมนุมหน้าเรือนจำเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง

“สีหศักดิ์” พร้อมคุยสหรัฐฯ ปมไทย-กัมพูชา

“สีหศักดิ์”ย้ำไทยมีแนวทางสันติภาพปมไทย-กัมพูชา พร้อมคุย “สหรัฐ”หลังทำข้อเสนอถึง “อนุทิน” ยืนยันหากอยากช่วยให้เห็นสันติภาพ มีแนวทางตามที่นายกรัฐมนตรีระบุไว้แล้ว

เมื่อเวลา 09.50 วันที่ 10 ตุลาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทางสหรัฐอเมริกา ทำหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กรณีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาว่า เขาก็มีความปรารถนาที่จะเข้ามาช่วย สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ ซึ่งหากอยากช่วยให้เห็นสันติภาพจริงๆ เราก็มีแนวทางตามที่นายกฯระบุไว้แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้ ทางการไทยต้องทำอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ก็มีการพูดคุยกันแล้ว สื่อสารให้เข้าใจว่า เราให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรบ้าง และหวังว่าจะมีความคืบหน้า ซึ่งในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ ก็มีบทบาทในการพูดคุยกับทางสหรัฐอยู่แล้ว

“สีหศักดิ์”พร้อมคุย “สหรัฐ”หลังทำข้อเสนอถึง “อนุทิน” ย้ำหากอยากช่วยไทยมีแนวทางไว้แล้ว

จากกรณีดังกล่าว นายสีหศักดิ์เน้นย้ำว่าประเทศไทยมีแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชาโดยสันติวิธี และพร้อมที่จะหารือกับสหรัฐอเมริกาหลังจากที่สหรัฐฯ ได้ยื่นข้อเสนอไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้ว โดยนายสีหศักดิ์ยืนยันว่า หากสหรัฐฯ มีความประสงค์ที่จะช่วยเหลือให้เกิดสันติภาพอย่างแท้จริง ประเทศไทยก็มีแนวทางที่นายกรัฐมนตรีได้ระบุไว้แล้ว

ท่าทีของไทยต่อข้อเสนอจากสหรัฐฯ

นายสีหศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางการไทยได้มีการพูดคุยและสื่อสารกับสหรัฐฯ เพื่อให้เข้าใจถึงความสำคัญของประเด็นต่างๆ ที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ และหวังว่าจะมีความคืบหน้าในประเด็นดังกล่าว โดยกระทรวงการต่างประเทศจะมีบทบาทสำคัญในการเจรจากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การที่สหรัฐอเมริกาแสดงความสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของภูมิภาคนี้ในสายตาของนานาชาติ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาจะต้องเป็นไปในแนวทางที่เคารพอธิปไตยของทั้งสองประเทศ และคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย

การที่นายสีหศักดิ์ออกมาให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเปิดโต๊ะเจรจากับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนสำหรับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา การพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน

นอกจากนี้ การที่นายสีหศักดิ์กล่าวถึงแนวทางที่นายกรัฐมนตรีได้ระบุไว้แล้ว แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยได้มีการเตรียมความพร้อมและวางแผนอย่างรอบคอบในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น การมีแผนการที่ชัดเจน จะช่วยให้การเจรจาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้จะเป็นจริงได้ในที่สุด “สีหศักดิ์”พร้อมคุย “สหรัฐ”หลังทำข้อเสนอถึง “อนุทิน”และย้ำถึงความสำคัญของแนวทางสันติวิธีที่ไทยยึดมั่นมาโดยตลอด ประเทศไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคนี้

การที่ “สีหศักดิ์”พร้อมคุย “สหรัฐ”หลังทำข้อเสนอถึง “อนุทิน” แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และพร้อมเปิดรับความช่วยเหลือจากนานาชาติหากเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ดังนั้นเราต้องติดตามกันต่อไปว่าการพูดคุยระหว่าง “สีหศักดิ์”พร้อมคุย “สหรัฐ”หลังทำข้อเสนอถึง “อนุทิน” จะเป็นอย่างไร และผลลัพธ์จะออกมาในทิศทางใด หวังว่าทุกอย่างจะราบรื่นและนำพามาซึ่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ที่มา – “สีหศักดิ์”พร้อมคุย “สหรัฐ”หลังทำข้อเสนอถึง “อนุทิน” ย้ำหากอยากช่วยไทยมีแนวทางไว้แล้ว

“เชตวัน” ชื่นชมผบ.ทร. สั่งสอบทหารลอบนำน้ำมันไปขาย

ในวันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายเชตวัน เตือประโคน ส.ส.ปทุมธานี พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความชื่นชม พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทน์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ที่สั่งการสอบสวนและย้ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทันที กรณีทหารลอบนำน้ำมันไปขายนอกหน่วยงาน โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด กองทัพเรือภาคที่ 1 (ฐตร.ทรภ.1) อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด รวมถึงปัญหาการใช้พลทหารนอกภารกิจและการแสวงหาผลประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้าง

นายเชตวัน เน้นย้ำว่า “เชตวัน” ชื่นชมผบ.ทร. สั่งสอบทหารลอบนำน้ำมันไปขาย นี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการตอบสนองต่อเรื่องร้องเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังจากกองทัพทุกเหล่า เกียรติยศและศักดิ์ศรีของทหารต้องมาพร้อมกับความโปร่งใสและการตรวจสอบที่ได้มาตรฐาน การลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเป็นธรรมโดยไม่มีการปกป้อง จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นจากประชาชน

“เชตวัน” ชื่นชมผบ.ทร. สั่งสอบทหารลอบนำน้ำมันไปขาย

การเคลื่อนไหวของผบ.ทร. ครั้งนี้ไม่เพียงแต่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปฏิรูปกองทัพ นายเชตวัน กล่าวว่า หลังจากที่ตนเปิดเผยเรื่องทุจริตในกองทัพ มีเสียงสะท้อนจากประชาชนจำนวนมากว่าปัญหานี้เกิดขึ้นมานานและแพร่หลายในหลายหน่วยงาน สิ่งเหล่านี้ทำให้ภาพลักษณ์ของกองทัพในสายตาประชาชนเสื่อมลง การปฏิรูปที่พรรคประชาชนเสนอคือการสร้างกองทัพที่มีทหารอาชีพ ทันสมัย โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยทุกทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ดิน หรืองบประมาณ ต้องถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อตอบแทนความไว้วางใจจากประชาชนที่มอบหมายให้ทหารปกป้องชาติ

ปัญหาทุจริตในกองทัพ เช่น การลอบนำน้ำมันไปขาย ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การจัดการอย่างเด็ดขาดแบบนี้จะช่วยเปลี่ยนมุมมองของสังคม นายเชตวัน เชื่อว่าทุกหน่วยราชการ โดยเฉพาะกองทัพ ควรตอบสนองต่อร้องเรียนด้วยความรวดเร็ว เพื่อรักษาเกียรติยศและสร้างความน่าเชื่อถือ

อยากเห็นกองทัพทันสมัยและโปร่งใส

นอกจากนี้ นายเชตวัน ยังยืนยันว่าพรรคประชาชนต้องการเห็นกองทัพที่พัฒนาตนเองสู่ยุคสมัยใหม่ โดยมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง ป้องกันการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง การปฏิรูปดังกล่าวจะไม่ใช่การทำลาย แต่เป็นการยกระดับให้กองทัพมีศักดิ์ศรีที่แท้จริง ปัจจุบัน มีกรณีร้องเรียนทุจริตเข้ามาอีกหลายคดี ซึ่งนายเชตวันได้หารือกับเพื่อนกรรมาธิการการทหาร เพื่อพิจารณาตั้งอนุกรรมาธิการรับเรื่องร้องเรียนโดยเฉพาะ ใช้กลไกสภาผู้แทนราษฎรในการแก้ไขปัญหาให้โปร่งใส

การตั้งอนุกรรมาธิการนี้จะช่วยให้ประชาชนมีช่องทางในการรายงานปัญหา โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกกลบเกลื่อน สิ่งสำคัญคือการทำให้กองทัพปรับตัวให้เข้ากับหลักธรรมาภิบาล สร้างทหารอาชีพที่ทุ่มเทปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามทั้งภายในและภายนอก

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของ “เชตวัน” ชื่นชมผบ.ทร. สั่งสอบทหารลอบนำน้ำมันไปขาย ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการปฏิรูปกองทัพ หากทุกเหล่าทัพเลียนแบบ จะช่วยเสริมสร้างสังคมที่โปร่งใสยิ่งขึ้น ประชาชนควรติดตามและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ เพื่อให้กองทัพของเรากลายเป็นที่พึ่งที่แท้จริง

หากคุณมีประสบการณ์หรือความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปกองทัพ สามารถแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย เพื่อให้เราร่วมกันผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น

ที่มา – “เชตวัน” ชื่นชมผบ.ทร. สั่งสอบทหารลอบนำน้ำมันไปขาย ยืนยันอยากเห็นกองทัพทันสมัย ตรวจสอบได้

Scroll to top