ข่าวการเมืองล่าสุด

เพื่อไทยแจง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมม็อบปี 63-64

พรรคเพื่อไทย แจงญาติวีรชน สภาฯ เตรียมพิจารณา พ.ร.บ.นิรโทษกรรมม็อบเสื้อเหลือง-แดง-กปปส. และราษฎร ปี 63-64 หวังสร้างสังคมสันติสุข

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 พรรคเพื่อไทย นำโดย นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด และ นางสาวเพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมวางพวงหรีดรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา บริเวณแยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง

นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ กล่าวว่าเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดรองลงมาจากเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 2475 โดยคนที่ผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวจนมาถึงทุกวันนี้ก็ต้องมีอายุร่วม 70-80 ปี ซึ่งตนเองในสมัยนั้นก็เป็นคณะกรรมการจัดงาน และอยู่ร่วมชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน เหตุการณ์ลุกลามบานปลายขึ้น นักศึกษาจัดการชุมนุมที่ธรรมศาสตร์และมีนักศึกษาถูกจับจำนวน 13 คน ในสมัยนั้นเรียกว่า กบฏ 13 นักศึกษา และมีการจัดชุมนุมใหญ่จนเป็นที่มาของ 14 ตุลาคม 2516

“เพื่อไทย” แจงญาติวีรชน สภาฯ เตรียมผ่านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมม็อบเหลือง-แดง-กปปส.และราษฎร ปี 63-64

นพ.เชิดชัย กล่าวว่า อนุสาวรีย์นี้ยังเปล่งแสงไม่เต็มที่ แต่จะค่อยเปล่งแสงเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่รอการต่อยอดให้สว่างไสว ซึ่งวันนี้ในสภาผู้แทนราษฎรก็มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมหมวดที่ 15 เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมในการแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมือง

ความคืบหน้า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมม็อบปี 63-64

นพ.เชิดชัย กล่าวต่อว่า คณะกรรมาธิการฯ กำลังพิจารณา พ.ร.บ.ส่งเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งผ่านสภาฯ วาระ 1 แล้ว ขณะนี้อยู่ในวาระ 2 และกำลังจะเข้าสภาฯ เพื่อพิจารณาในวาระ 2-3 เร็วๆ นี้ โดยสาระสำคัญคือจะมีนิรโทษกรรมเหตุการณ์ตั้งแต่เสื้อเหลือง เสื้อแดง กปปส. ม็อบราษฎรปี 63-64 ขอให้ทุกท่านได้โปรดติดตามและให้กำลังใจ เพื่อให้กฎหมายสำเร็จด้วยดี

การผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมม็อบปี 63-64 ถือเป็นความพยายามในการเยียวยาและสร้างความปรองดองในสังคมไทย หลังจากเกิดความขัดแย้งทางการเมืองมาอย่างยาวนาน การนิรโทษกรรมจะช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมต่างๆ สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความเข้าใจและความสมานฉันท์ในสังคม

อย่างไรก็ตาม การพิจารณา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และไม่สร้างความขัดแย้งขึ้นมาใหม่ การเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

พรรคเพื่อไทย มุ่งมั่นที่จะผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และสร้างความเป็นธรรมในสังคม การดำเนินการเกี่ยวกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมม็อบปี 63-64 ก็เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะสร้างสังคมที่สงบสุขและปรองดอง

การติดตามความคืบหน้าของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคนที่ต้องการเห็นสังคมไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน พรรคเพื่อไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากฎหมายนี้จะได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

ที่มา – “เพื่อไทย”แจงญาติวีรชน สภาฯเตรียมผ่านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมม็อบเหลือง-แดง-กปปส.และราษฎร ปี 63-64

“จุรินทร์” ย้ำจุดยืน ไม่แตะหมวด 1-2

“จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2 ตรงกับร่างพรรคภูมิใจไทยและร่วมรัฐบาล ย้ำความจำเป็นต้องส่งเสริมคนดีให้ปกครองประเทศ รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ 

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 14 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เหตุผลที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี2560 ไม่สำเร็จ เพราะเขียนไว้ให้แก้ยาก ซึ่งโดยปกติการแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าเสียงข้างมากของที่ประชุมร่วมรัฐสภา เห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งก็สามารถแก้ได้แล้ว แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกจากต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งและยังจะต้องประกอบด้วย เสียงของฝ่ายค้านไม่น้อยกว่าร้อยละ20 และเพิ่มเติมด้วยเสียงของวุฒิสมาชิก (สว.) ไม่ต่ำกว่าหนึ่งในสาม รวมทั้งบางมาตรา หากจะแก้ต้องทำประชามติ ถามความเห็นประชาชนอีก จึงเป็นเงื่อนไขที่ทำให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคหนึ่งที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น

“จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ไม่เห็นด้วยกับบทเฉพาะการ ที่กำหนดเงื่อนไขให้ สว.สามารถลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ทั้งที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนในขณะนั้น แต่เมื่อประชาชนได้ลงประชามติเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พรรคประชาธิปัตย์ก็ยอมรับสิ่งที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน และก่อนที่ประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีเงื่อนไข3 ข้อ คือ 1. ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตในการบริหารราชการแผ่นดิน 2. ต้องใช้นโยบายประกันรายได้สินค้าเกษตร 3. ต้องสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น โดยไม่แตะหมวด 1 และหมวด2

คงมิติ ปชต.คู่ สถาบัน

“วันนี้ มีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา เพื่อสนองต่อเอ็มโอเอ ที่เป็นข้อตกลงระหว่าง 2 พรรคการเมือง แม้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าการแก้ปัญหาปากท้องสำคัญมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาทุกคนที่จะต้องพิจารณาร่างแก้รัฐธรรมนูญทั้ง3 ร่างนี้  จุดยืนของผมและพรรคประชาธิปัตย์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรเปลี่ยน คือ ต้องไม่แตะหมวด1 และหมวด2 ซึ่งหมวด1เป็นบททั่วไป มี 5 มาตรา ซึ่งมี 3 มาตราที่สำคัญคือ มาตรา 1 ระบุชัดเจนว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ ผมจึงเห็นว่าห้ามแตะหมวด 1 ส่วนมาตรา2 ระบุ ประเทศไทยมีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ควรห้ามแตะ

และมาตรา 5 ระบุด้วยข้อความวรรคท้ายว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีปกครองของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ข้อความตรงนี้ที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 5 วรรคท้าย หมวด1 ต้องห้ามแตะ เพราะมีปรากฏต่อเนื่องตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี2492 จนมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นมิติต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มิติทางกฎหมาย หากไม่มีบทบัญญัติใดรองรับไว้ในรัฐธรรมนูญ และมิติทางการเมืองการปกครองที่ยึดมั่นในประชาธิปไตยและองค์พระมหากษัตริย์อย่างสมดุล” นายจุรินทร์ กล่าว

จุดยืนพรรคประชาธิปัตย์: “จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า สำหรับร่างของพรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่า ห้ามเปลี่ยนแปลง การปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ตรงนี้เป็นข้อห้ามที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีข้อห้ามอยู่แล้ว และระบุไว้ในมาตรา 255 บังคับใช้อยู่แล้ว ไม่ว่าใครก็แก้ไม่ได้ คือต้องห้ามตามข้อบังคับ แต่ร่างนี้ไม่มีบทบัญญัติ ห้ามแตะหมวด1 หมวด2 ระบุไว้ ส่วนร่างของพรรคประชาชน เช่นเดียวกันไม่มีบทบัญญัติห้ามแตะ หรือห้ามเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 หมวด 2 แต่ในร่างของพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาล ระบุชัดเจนว่า การแก้ไขหมวด1 หมวด 2 จะกระทำไม่ได้ หากรัฐสภาวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะเป็นการแก้ไขหมวด1หมวด2 ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นตกไป ฉะนั้นนี่คือความแตกต่างสำหรับ3ร่างที่เราจะต้องพิจารณาตัดสินใจ วันนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณาลงมติใน2ประเด็นหลัก คือจะเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใดบ้าง ถ้าแยกลงมติ หรือถ้ารวมลงมติ ก็จะกลายเป็นว่าจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา และการลงมติอีกเรื่องก็คือจะใช้ร่างใด เป็นร่างหลักในการพิจารณา ในวาระที่สอง ขั้นเรียงมาตรา

ต้องคงรมต.ซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนยืนยันในจุดที่ยึดมั่นมาโดยตลอด และขอเพิ่มความเห็นและข้อเสนอแนะเป็น4 ข้อดังนี้

1. ตนพร้อมสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เปิดทางให้มี สสร. ขึ้นมา ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ต้องไม่แตะหมวด1 หมวด 2

2. หากจะต้องลงมติว่า จะใช้ร่างใดเป็นร่างหลักในการพิจารณาวาระสอง ตนจะลงมติใช้เงื่อนไขเดิมคือ ต้องใช้ร่างที่ไม่แตะหมวด1 หมวด2 เป็นหลัก เพราะเป็นห่วงหากไม่ใช้ร่างนี้ อาจจะเป็นหัวเชื้อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบปลายเปิดและในที่สุดอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แก้ไขหมวดหนึ่ง หมวดสองได้ต่อไปในอนาคต

3. การแก้ไขรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้ จะต้องไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องที่มาของสสร. เพื่อจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบนี้ไม่เป็นหมันต่อไปในอนาคต

4. รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่สสร. ถ้ามี จะต้องยกร่างขึ้น ควรจะต้องมีเจตจำนง ที่จะส่งเสริมคนดีปกครองบ้านเมืองตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา 160(4) (5) ที่ระบุไว้ว่า ผู้ที่จะเข้าสู่อำนาจสำคัญๆ ทั้งรัฐมนตรี นอกจากจะต้องมีวัยวุฒิ คุณวุฒิตามที่กำหนดแล้ว ยังจะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง เพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ สนองตอบ และคงมั่นมาตรฐานผู้ที่จะเข้าสู่อำนาจทางการเมือง และตำแหน่งสำคัญของประเทศไว้ได้ต่อไป เพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชนโดยรวม

การยืนยันจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ที่จะไม่แตะหมวด 1-2 เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาสถาบันหลักของชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องทำด้วยความรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – “จุรินทร์” ย้ำจุดยืน “ประชาธิปัตย์” ไม่แตะหมวด 1-2 ตรงกับร่างพรรคภูมิใจไทยและร่วมรัฐบาล

เท้งถาม ปล่อยเปิดซาวด์ผี เสียเปรียบโลก?

“เท้ง” ถามปล่อยให้เปิดซาวด์ผี ในพื้นที่อัยการศึก แม้เจตนาดี แต่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่ ห่วงรัฐบาลปล่อยผ่านอาจถูกมองให้การสนับสนุน

เมื่อเวลา 8.30 น. วันที่ 14 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกัน จอมพลัง นำเครื่องขยายเสียงไปเปิดซาวด์ผี รวมถึงฉายหนังกลางแปลง ที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ว่า ตนเชื่อว่าประชาชนทุกคนที่เป็นคนไทยอยากจะช่วยเหลือการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนเรื่องเสียงสะท้อนที่ออกมาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ตนคิดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีโดยตรง ที่จะทำอย่างไรให้ประชาชนทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นใคร หรือนายกัน จอมพลัง ก็ตาม ที่อยากจะช่วยเหลือคนไทย ให้ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากประเทศกัมพูชา หรือช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้ เป็นหน้าที่ของนายกฯ และรัฐบาล ในการบริหารจัดการให้ทุกความช่วยเหลือ ทำให้ทุกการช่วยเหลือมีแต่การยกระดับทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งขึ้น ไม่ได้ทำให้ไทยเพลี่ยงพล้ำหรือเสียเปรียบในเวทีโลก

เท้งถาม ปล่อยให้เปิดซาวด์ผี แม้เจตนาดี แต่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวถึง การปล่อยคลิปเสียงผี จะปลุกกระแสชาตินิยม จนทำให้ควบคุมไม่ได้มากขึ้นหรือไม่ นั้น ว่า ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว เป็นพื้นที่ที่ประกาศกฎอัยการศึก การที่มีภาคประชาชนเข้าไปดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งก็มีบางส่วนมีข้อห่วงใยว่าจะเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ เพราะส่งผลกระทบทางด้านจิตวิทยาต่อพลเรือนฝั่งตรงข้ามโดยตรง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าหน่วยงานความมั่นคงและรัฐบาลจะต้องเป็นผู้มีความรับผิดชอบโดยตรง เพราะเป็นพื้นที่ควบคุม

ความรับผิดชอบของรัฐบาลกรณีปล่อยให้เปิดซาวด์ผี

เมื่อถามว่าจะทำให้การต่างประเทศของไทยเดินหน้ายากขึ้นหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องถามไปยังนายกฯ หรือนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เพราะพื้นที่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่อัยการศึก การที่รัฐบาลปล่อยให้มีการดำเนินการแบบนี้ ถึงแม้จะเป็นการดำเนินการที่มีเจตนาดี จะถือว่าหน่วยงานภาครัฐประเทศไทยให้การสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวที่อาจจะละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ แล้วจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีการต่างประเทศ หรือไม่ ซึ่งคำถามนี้เชื่อว่าเป็นคำถามที่นายกฯ และรมว.ต่างประเทศต้องตอบให้ชัด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การที่นายกัน จอมพลัง เข้าไปดำเนินการโดยการเปิดซาวด์ผี แม้จะมีเจตนาดีในการช่วยเหลือและสร้างความได้เปรียบให้กับประเทศไทย แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกได้

สิ่งที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ตั้งคำถาม เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องตอบให้ชัดเจน การปล่อยให้มีการดำเนินการเช่นนี้โดยไม่เข้าไปควบคุมดูแล อาจถูกมองว่ารัฐบาลให้การสนับสนุนการกระทำที่อาจละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ควรดำเนินการอย่างมีเหตุผลและรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก การเปิดซาวด์ผี อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด และอาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในระยะยาวได้

ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยให้มีการเปิดซาวด์ผี และหาแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และไม่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลก การดำเนินการใดๆ ควรอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ และคำนึงถึงหลักการของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

การดำเนินการของกัน จอมพลัง อาจมีเจตนาดี แต่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าการกระทำดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อประเทศหรือไม่ และควรเข้ามาดูแลจัดการให้การช่วยเหลือต่างๆ เป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ และไม่สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ประเด็นที่ว่าการปล่อยให้เปิดซาวด์ผี จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่ นั้น เป็นคำถามที่สำคัญและสมควรได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจากรัฐบาล เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ควรเป็นการเจรจาทางการทูตและความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่ใช่การใช้มาตรการที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งและส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ การเปิดซาวด์ผี อาจสร้างความฮึกเหิมในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจนำมาซึ่งผลเสียที่ร้ายแรงกว่า

รัฐบาลควรตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และดำเนินการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลก

คำถามคือ รัฐบาลจะแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร จะมีการทบทวนแนวทางการจัดการปัญหาชายแดนหรือไม่ และจะสร้างความมั่นใจให้กับนานาชาติได้อย่างไรว่าประเทศไทยจะไม่สนับสนุนการกระทำที่อาจละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

ที่มา – เท้ง” ถามปล่อยให้เปิดซาวด์ผี แม้เจตนาดี แต่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีโลกหรือไม่

สีหศักดิ์เยือนมาเลเซีย: ย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชา

“สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซีย ตามคำเชิญประธานอาเซียนย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชา ให้ความสำคัญกลไกทวิภาคี เน้นประเด็นหลักถอนอาวุธหนัก เก็บกู้ทุ่นระเบิดและปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 12-13 ตุลาคม 2568 ในลักษณะ Working Visit เพื่อเข้าร่วมการประชุมต่างๆ ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน โดยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการหารือสี่ฝ่ายระหว่างมาเลเซีย สหรัฐฯ ไทย และกัมพูชา ซึ่งเป็นการหารือต่อเนื่องจากที่ได้เคยหารือกันที่นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568

การหารือในครั้งนี้ มุ่งเน้นประเด็นต่างๆ ที่ยังคั่งค้างอยู่ เพื่อลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน และให้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด โดยฝ่ายไทยย้ำความสำคัญของกลไกทวิภาคี และการแสดงความจริงใจในการปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ทำร่วมกันไว้ การที่ “สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซียครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติ

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความมั่นคงปลอดภัยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นสำคัญ ได้แก่ การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน การร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการให้ความร่วมมือในการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน เช่น ในกรณีบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ทางฝ่ายไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นความจริงใจจากกัมพูชา เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุเป้าประสงค์ร่วมกันในการสร้างสันติภาพและความสงบสุขให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ

การเดินทางเยือนมาเลเซียของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค การหารือในประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับกลไกทวิภาคีในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

สีหศักดิ์เยือนมาเลเซีย: ย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชา

การที่ “สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซีย ตามคำเชิญประธานอาเซียนย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชาในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับการเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาค และทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับภูมิภาคโดยรวม

ประเด็นสำคัญจากการเยือนมาเลเซีย: ข้อตกลงไทย-กัมพูชา

การเยือนมาเลเซียของนายสีหศักดิ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นที่การสร้างความไว้วางใจและการปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกันไว้ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นประเด็นสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยตามแนวชายแดน และส่งผลดีต่อประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่ “สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซีย ตามคำเชิญประธานอาเซียนย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชานั้นแสดงถึงความสำคัญของกลไกทวิภาคีในการแก้ไขปัญหาต่างๆ การหารือและความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคต่อไป รัฐบาลไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับกัมพูชาและประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประชาชนทุกคน

จะเห็นได้ว่า การเยือนมาเลเซียของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในครั้งนี้ เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับความร่วมมือในระดับภูมิภาค การที่ “สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซีย ตามคำเชิญประธานอาเซียนย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชานั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคอาเซียน

ที่มา – “สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซีย ตามคำเชิญประธานอาเซียนย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชา ให้ความสำคัญกลไกทวิภาคี

จ่าสิงห์ ล่า “ไดร์มรณะ” ต้นเหตุเด็ก 10 ขวบดับ

“จ่าสิงห์” สั่งไล่ล่าถึงต้นตอ “ไดร์มรณะ” คร่าชีวิตเด็กหญิงวัย 10 ขวบ ย้ำ ขายสินค้าไร้ มอก. เตรียมโดนคดีอาญา พร้อมเปิดปฏิบัติการกวาดล้างทั่วประเทศ

วันที่ 13 ตุลาคม 2568 จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ออกคำสั่งด่วนติดตามคดีกรณีเด็กหญิงวัย 10 ขวบในจังหวัดบุรีรัมย์เสียชีวิตจากไฟฟ้าช็อตขณะใช้ไดร์เป่าผมที่ไม่ได้มาตรฐาน พร้อมย้ำว่า “ถ้ามีใครเอาชีวิตประชาชนไปแลกกับกำไร ผมดำเนินคดีจนถึงที่สุด” โดยเรียก นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นายพีรวัส สมวงศ์ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยฯ และ นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เข้าประชุมวางแผนบัญชาการเพื่อหาต้นตอและแก้ไขปัญหาเหตุการณ์นี้ให้ทันท่วงที

พบ ไดร์-ปลั๊กพ่วง ไม่มี มอก.

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าไดร์เป่าผมและปลั๊กพ่วงที่ใช้ร่วมกันไม่ปรากฏเครื่องหมายมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) และมีความเสี่ยงไฟรั่วสูงเกินเกณฑ์กำหนด กระทรวงอุตสาหกรรมจึงประสานสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ลงพื้นที่ทันที ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเก็บหลักฐานทางเทคนิค ขยายผลหาผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายที่เกี่ยวข้อง

“สั่งให้ไปหาถึงต้นตอภายในเวลาที่เร็วที่สุด ไม่ใช่แค่จับรายย่อย แต่ต้องสืบถึงขบวนการ ถ้ามีใครเอาชีวิตประชาชนไปแลกกับกำไร ผมดำเนินคดีจนถึงที่สุด”

ระดมคณะทำงานตรวจสอบ

จ่าเอก ยศสิงห์ กล่าวด้วยว่า ได้สั่งระดมคณะทำงานฝ่ายกฎหมายและตรวจสอบสินค้าออนไลน์เพื่อสแกนหาสินค้าผิดมาตรฐานทุกแพลตฟอร์มทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน เช่น ไดร์เป่าผม หม้อหุงข้าว เตารีด พัดลม และปลั๊กพ่วง ที่มักลักลอบจำหน่ายโดยไม่มี มอก.

ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ นายพีรวัส สมวงศ์ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรี ร่วมกับ สมอ. จัดทำ Roadmap กวาดล้างสินค้าอุตสาหกรรมผิดมาตรฐาน 3 ระยะ (เร่งด่วน–กลาง–ยั่งยืน) เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค พร้อมเชื่อมโยงสู่การยกระดับตลาดสินค้าไทยให้เป็นอุตสาหกรรมพึ่งพาได้อย่างแท้จริง พร้อมย้ำว่า “นี่ไม่ใช่การจับปรับ แต่คือภารกิจปกป้องชีวิตของคนไทย”

“ไดร์มรณะ” ภัยร้ายใกล้ตัวที่ต้องระวัง

เหตุการณ์เศร้าสลดที่เกิดขึ้นกับเด็กหญิงวัย 10 ขวบจาก “ไดร์มรณะ” กลายเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้บริโภคทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน มอก. (มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) เพราะสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเหล่านี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ความสำคัญของมาตรฐาน มอก.

เครื่องหมาย มอก. เป็นเครื่องหมายที่แสดงว่าสินค้าได้รับการตรวจสอบและรับรองแล้วว่ามีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด การเลือกซื้อสินค้าที่มี มอก. จึงเป็นการลดความเสี่ยงจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าโดยตรง เช่น ไดร์เป่าผม ปลั๊กไฟ และสายไฟ

จะตรวจสอบสินค้าที่มี มอก. ได้อย่างไร?

คุณสามารถตรวจสอบสินค้าที่มี มอก. ได้ง่ายๆ โดยสังเกตจากเครื่องหมาย มอก. ที่ติดอยู่บนตัวสินค้า หรือบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ คุณยังสามารถตรวจสอบข้อมูลสินค้าที่มี มอก. ได้จากเว็บไซต์ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)

ผลกระทบจาก “ไดร์มรณะ” และการดำเนินการของภาครัฐ

จากกรณี “ไดร์มรณะ” จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการให้มีการกวาดล้างสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มอก. อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเช่นนี้อีก พร้อมทั้งดำเนินคดีกับผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างเด็ดขาด

ข้อควรระวังในการเลือกซื้อและใช้งานไดร์เป่าผม

  • เลือกซื้อไดร์เป่าผมที่มีเครื่องหมาย มอก.
  • ตรวจสอบสภาพของไดร์เป่าผมก่อนใช้งาน หากพบว่ามีรอยแตกร้าว หรือสายไฟชำรุด ไม่ควรใช้งาน
  • ไม่ควรใช้ไดร์เป่าผมในบริเวณที่มีความชื้นสูง หรือใกล้กับน้ำ
  • เมื่อใช้งานไดร์เป่าผมเสร็จแล้ว ควรถอดปลั๊กออกทุกครั้ง

เหตุการณ์ “ไดร์มรณะ” เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและสะเทือนใจ แต่ก็เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเราเอง อย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพราะอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ได้

ที่มา – “จ่าสิงห์” สั่งไล่ล่าถึงต้นตอ “ไดร์มรณะ” คร่าชีวิตเด็กหญิงวัย 10 ขวบ

“พินิจ จันทรสุรินทร์” นำทีมซบภูมิใจไทย

พินิจ จันทรสุรินทร์” ขนผู้สมัครจากลำปาง และ สจ. จากลำพูน พบ “อนุทิน” เพื่อสมัครเข้า “ภูมิใจไทย” เตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า! การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลต่อการเมืองท้องถิ่นอย่างไร มาร่วมติดตามกัน

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยแกนนำพรรค อาทิ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายสันติ พร้อมพัฒน์ ได้ให้การต้อนรับนายพินิจ จันทรสุรินทร์ อดีต สส.ลำปาง และนักการเมืองอาวุโส ซึ่งนำทีมงานเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ

โดยนายพินิจ จันทรสุรินทร์ ได้นำคณะนักการเมืองท้องถิ่นซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (สจ.) จากลำพูน จำนวน 5 คน พร้อมด้วยผู้สมัคร สส. จากลำปาง อีก 4 คน มาสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งต่อไปในนามของพรรคภูมิใจไทย การย้ายพรรคครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามองในวงการการเมือง

“พินิจ จันทรสุรินทร์” นำทีมซบภูมิใจไทย

นายอนุทินได้เปิดเผยว่า นายทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นผู้ประสานงานคนสำคัญในการทาบทามนายพินิจ จันทรสุรินทร์ และทีมงานให้เข้ามาร่วมงานการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย การดึงตัวนักการเมืองมากประสบการณ์อย่างนายพินิจเข้าร่วมทีม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการขยายฐานเสียงในพื้นที่ภาคเหนือ

ด้านนายทรงศักดิ์ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะของนายพินิจที่เข้าร่วมกับพรรคในวันนี้ ประกอบไปด้วยผู้สมัคร สส. จากลำปาง จำนวน 4 คน และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดจากลำพูนประมาณ 5-6 คน ซึ่งทั้งหมดจะลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน

ทำไมนายพินิจ จันทรสุรินทร์ ถึงตัดสินใจย้ายพรรค?

การตัดสินใจย้ายพรรคของนายพินิจ จันทรสุรินทร์ ในครั้งนี้ สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากนายพินิจถือเป็นนักการเมืองอาวุโสที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการการเมืองมาอย่างยาวนาน การเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยจึงเป็นที่น่าจับตามองว่าจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพื้นที่อย่างไรบ้าง

สำหรับประวัติของนายพินิจนั้น เป็นอดีต สส. หลายสมัยของจังหวัดลำปาง วัย 88 ปี ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปางครั้งแรกในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2518 สังกัดพรรคธรรมสังคม จากนั้นก็สังกัดอยู่หลายพรรคการเมือง เช่น พรรคชาติประชาชน พรรคกิจสังคม พรรคสหประชาธิปไตย พรรคเอกภาพ พรรคสามัคคีธรรม พรรคชาติไทย พรรคชาติพัฒนา โดยในปี 2544 ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย เรื่อยมาจนถึงพรรคเพื่อไทย

ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 นายพินิจได้กลับมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง เขตเลือกตั้งที่ 4 อีกครั้ง แทนนายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ ที่ถึงแก่อนิจกรรม แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับผู้สมัครจากพรรคก้าวไกล ก่อนที่ล่าสุดจะย้ายมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยในที่สุด หลังไม่ปรากฏชื่อนายพินิจได้รับการเสนอชื่อเป็นว่าที่ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

การย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยของนายพินิจ จันทรสุรินทร์ ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในวงการการเมืองไทย และอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคตข้างหน้า ใครที่กำลังมองหาข้อมูลเกี่ยวกับการย้ายพรรคของนักการเมืองคนสำคัญ การวิเคราะห์การเมือง หรือข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลสำคัญนะคะ

ที่มา – “พินิจ จันทรสุรินทร์”ขนผู้สมัครลำปาง – สจ.ลำพูน ย้ายพรรคซบภูมิใจไทย

“พีระพันธุ์” รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่

“พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 รับปากเดินหน้าติดตามแก้ไขปัญหาสาธารณูปโภคพื้นฐาน และผลกระทบจากแผ่นดินไหว ขาดพื้นที่สันทนาการ

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ลงพื้นที่พบปะและรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน ณ โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 โดยมี นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต และนางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติร่วมลงพื้นที่เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนด้วย

อุ่นใจทุกครั้งเจอชาวดินแดง

นายพีระพันธุ์เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ตนได้ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในเขตดินแดง และได้เข้ามาทำงานการเมืองจนถึงวันนี้ก็นับเป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้ว รู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งที่ได้มาร่วมกิจกรรมกับพี่น้องประชาชนชาวดินแดง ซึ่งในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็ได้มอบหมายให้ นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต มาประสานงานการดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ดินแดงมาโดยตลอด และแม้ในวันนี้ตนจะไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตดินแดง แต่ตนยังคงรักและเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในเขตดินแดงเหมือนเดิม และพร้อมที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง

ชาวบ้านร้องซ่อมแซมล่าช้า

ในโอกาสนี้ ทางด้านตัวแทนประชาชนผู้อยู่อาศัย ณ โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดงได้นำปัญหาที่เกิดขึ้นมาร้องเรียนต่อนายพีระพันธุ์ ได้แก่ ปัญหาการซ่อมแซมอาคารหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวซึ่งเป็นไปด้วยความล่าช้า และทุกวันนี้หลายห้องพักก็ยังไม่สามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้ ทำให้ผู้พักอาศัยได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก รวมทั้งปัญหาการขาดการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้าส่องสว่าง ทำให้เกิดปัญหาลักขโมย และอุบัติเหตุตามมา

ร้องขอพื้นที่สันทนาการ

นอกจากนี้ ทางผู้อยู่อาศัยในโครงการดังกล่าวยังได้ร้องขอพื้นที่สันทนาการสำหรับผู้สูงวัย เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ส่วนกลางของโครงการได้ โดยขอให้มีการร่วมมือระหว่างการเคหะแห่งชาติและผู้อยู่อาศัยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย

รับปากตามเรื่องแก้ไข

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า เรื่องร้องเรียนทั้งหมดนี้ ตนจะดำเนินการตรวจสอบและประสานงานกับการเคหะแห่งชาติ โดยจะติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาพร้อมทั้งแจ้งถึงผลการดำเนินงานให้พี่น้องประชาชนทราบเป็นระยะ ๆ

“ผมดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ดินแดงมาตั้งแต่ปี 2539 ทุกเรื่องที่ผมรับปาก ผมทำให้ทุกเรื่อง ผมไม่รับรองว่าจะทำได้สำเร็จทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่ก็ทำได้หมด ขอให้พวกเรามั่นใจว่าปัญหาทั้งหมดของพี่น้องประชาชน ผมจะเป็นปากเสียงให้ และจะไปประสานงานกับการเคหะแห่งชาติในการดูแลพี่น้องประชาชนต่อไป” นายพีระพันธุ์กล่าว

จากนั้น นายพีระพันธุ์ได้ลงพื้นที่สำรวจโครงสร้างอาคารที่เสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว สาธารณูปโภคพื้นฐานของอาคาร และพื้นที่ส่วนกลางของโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 พร้อมพบปะพูดคุย ให้กำลังใจชาวบ้านชุมชนแฟลต 8 ชั้นดินแดง โดยมีพี่น้องประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

“พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ความสำคัญของการลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวแฟลตดินแดงใหม่

การลงพื้นที่ของนายพีระพันธุ์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นที่ดินแดง ซึ่งเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายและความต้องการที่แตกต่างกัน การรับฟังโดยตรงจากประชาชน ช่วยให้นักการเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจถึงปัญหาที่แท้จริงและความต้องการของประชาชนได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

ปัญหาที่ชาวแฟลตดินแดงใหม่ร้องเรียนนั้น มีทั้งปัญหาการซ่อมแซมที่ล่าช้าหลังเหตุแผ่นดินไหว ปัญหาการขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐาน และความต้องการพื้นที่สันทนาการสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง

นายพีระพันธุ์รับปากที่จะนำเรื่องร้องเรียนทั้งหมดไปประสานงานกับการเคหะแห่งชาติ เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดินแดงให้ดีขึ้น การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชนต่อภาครัฐอีกด้วย

การแก้ไขปัญหา “พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและวางแผนการพัฒนา จะช่วยให้การพัฒนาเป็นไปในทิศทางที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

“พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 เป็นสัญญาณที่ดีของการเมืองที่ใส่ใจประชาชน และมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง หวังว่าการดำเนินการแก้ไขปัญหาของนายพีระพันธุ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนในพื้นที่ดินแดงต่อไป

“พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการช่วยเหลือเเละดูเเลประชาชนอย่างเเท้จริง

ที่มา – “พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 รับปากช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน

ทวี ย้ำ! พรรคประชาชาติเน้นจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

“ทวี” ย้ำจุดยืน “พรรคประชาชาติ” เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเน้น “จัดทำใหม่ทั้งฉบับ” เหตุอำนาจไม่สมดุล งบเหลื่อมล้ำสูง หวังส่งมอบมรดกใหม่ที่ดีสู่สังคมไทย

วันที่ 12 ต.ค. 2568 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ เปิดใจถึงจุดยืนของพรรคในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ในวันที่ 15-16 ต.ค.นี้ จุดยืนของพรรคประชาชาติคือต้องเป็นรูปแบบ “จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่” ไม่ใช่การแก้ไขรายมาตรา เนื่องจากรัฐธรรมนูญปัจจุบันมีปัญหาเชิงโครงสร้าง มีบางอย่างที่มากเกินไป เช่น อำนาจขององค์กรอิสระ อำนาจของสมาชิกวุฒิสภา ขณะที่อำนาจของประชาชนในการเลือก สส. และจัดตั้งรัฐบาลกลับน้อยเกินไป จนอาจถูกปลดเมื่อไหร่ก็ได้ และมีบางอย่างที่ไม่มีเลย เช่น กลไกตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ การปฏิรูปศาลอัยการ และการตรวจสอบทหาร ซึ่งทำให้คนกลุ่มนี้ใช้งบประมาณไปมาก

พรรคประชาชาติชูธง จัดทำใหม่ทั้งฉบับ

พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบันเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง การแก้ไขเพียงบางส่วนจะไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกได้ จำเป็นต้อง จัดทำใหม่ทั้งฉบับ เพื่อให้รัฐธรรมนูญมีความเป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง พรรคประชาชาติจึงมุ่งมั่นที่จะผลักดันประเด็นนี้ให้สำเร็จ เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืน

เหตุผลที่ต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

พ.ต.อ.ทวี ได้แจกแจงเหตุผลสำคัญที่พรรคประชาชาติเห็นว่าจำเป็นต้อง จัดทำใหม่ทั้งฉบับ ดังนี้:

  • อำนาจไม่สมดุล: องค์กรอิสระและสมาชิกวุฒิสภามีอำนาจมากเกินไป ขณะที่ประชาชนมีอำนาจน้อยเกินไป
  • ขาดกลไกตรวจสอบ: รัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่มีกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ การปฏิรูปศาลอัยการ และการตรวจสอบทหาร
  • งบประมาณเหลื่อมล้ำ: การจัดสรรงบประมาณไม่เป็นธรรม คนในส่วนกลาง (กทม.) ได้รับงบประมาณมากเกินไป ขณะที่จังหวัดอื่นๆ ได้รับงบประมาณน้อยเกินไป
  • แก้ไขรายมาตราไม่ตอบโจทย์: การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้

แจงเหตุเหลื่อมล้ำสูง

พ.ต.อ.ทวี กล่าวด้วยว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้เกิดการ “แย่งชิงงบประมาณ” โดยคนในส่วนกลาง (กทม.) ไม่ถึง 10% ได้งบประมาณเกือบ 80% ส่วน 60 จังหวัด (60 ล้านคน) ได้ไปเพียง 20% และองค์กรท้องถิ่นเหลือแค่ 8%

“การแก้ไขรายมาตราคงยากที่จะแก้ไข ควรจะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่” และจะมีการทำประชามติถึง 3 ครั้ง โดยมีเป้าหมายคือ “ส่งมอบมรดกใหม่ๆ ที่ดี สู่สังคมไทยและสังคมโลก”

ต้องการนักสร้างสันติภาพ

พ.ต.อ.ทวี ยังกล่าวถึงหลักการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยว่า ปัญหาหลักไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจหรือยาเสพติด แต่ต้องการ “นักสร้างสันติภาพ” ไม่ใช่นักความมั่นคงหรือนักกฎหมาย ขอเรียกร้องประชาชน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สนับสนุนการพูดคุยสันติสุข และใช้ช่วงเวลาการเลือกตั้งแสดงบทบาททางการเมืองเพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยหวังว่ารัฐบาลจะนำรายงานของกรรมาธิการสันติภาพฯ ไปดำเนินการต่อ เพราะพรรคร่วมรัฐบาลก็เป็นกรรมาธิการด้วย เรื่องนี้ไม่มีการเมือง มีแต่ความห่วงใยของทุกฝ่าย

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ และการ จัดทำใหม่ทั้งฉบับ อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับประเทศไทย

ที่มา – “ทวี” ย้ำจุดยืน “พรรคประชาชาติ” เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเน้น “จัดทำใหม่ทั้งฉบับ”

“ธรรมนัส” มั่นใจปีนี้ “เอาอยู่” น้ำไม่ท่วมนนทบุรี

“ธรรมนัส” ยัน น้ำท่วมปทุมฯ – นนทบุรี มาจากน้ำทะเลหนุนสูง มั่นใจปีนี้ “เอาอยู่“ สั่งกรมชลประทาน เร่งสำรวจความเสียหาย – เตือน พายุลูกใหม่จ่อลงใต้ “ชุมพร-นราธิวาส”

วันที่ 12 ต.ค. 2568 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ภาคกลางว่า ปีนี้ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากพายุหลายลูก โดยพายุลูกสุดท้ายกำลังเจือจางลง ซึ่งทำให้จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดปทุมธานีได้รับผลกระทบน้ำท่วมในบางพื้นที่ เบื้องต้นได้รับฟังปัญหาจากชาวบ้าน และสั่งการให้เจ้าหน้าที่รับมืออย่างเต็มรูปแบบ ยืนยันว่า รับมือสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคกลางได้

ส่วนสาเหตุน้ำท่วมจังหวัดปทุมธานี มาจากน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้น้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาไหลรวมกับน้ำทะเล จึงเอ่อล้นท่วมบ้านประชาชนจังหวัดปทุมธานี ส่วนจังหวัดนนทบุรีมั่นใจว่า “เอาอยู่” อาจท่วมตามแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนประชาชนได้รับผลกระทบเบื้องต้นกรมชลประทานกำลังเร่งสำรวจความเสียหายให้เร็วที่สุด

ร้อยเอก ธรรมนัส ยังกล่าวว่า มวลน้ำที่มาจากภาคเหนือเริ่มมีปริมาณน้อยลง สามารถบริหารจัดการได้ ส่วนจังหวัดชุมพรจนถึงจังหวัดนราธิวาสจะเริ่มมีพายุก่อตัวขึ้น วันนี้จึงได้สั่งการให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับมือพายุภาคใต้

เมื่อถามย้ำว่าปีนี้เอาน้ำท่วมอยู่หรือไม่ ร้อยเอก ธรรมนัส บอกว่า ปีนี้ “เอาอยู่”

“ธรรมนัส” มั่นใจปีนี้ “เอาอยู่” น้ำไม่ท่วมนนทบุรี

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดนนทบุรีและปทุมธานี ทำให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน ล่าสุด ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ และให้ความมั่นใจว่า ภาครัฐจะสามารถควบคุมสถานการณ์น้ำท่วมได้ในปีนี้

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า สาเหตุหลักของน้ำท่วมในจังหวัดปทุมธานี มาจากน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้การระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม ทางกรมชลประทานกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่

สถานการณ์น้ำท่วมในนนทบุรี “เอาอยู่” จริงหรือ?

สำหรับสถานการณ์ในจังหวัดนนทบุรี ร้อยเอก ธรรมนัส ยืนยันว่า สถานการณ์ยังอยู่ในความควบคุม และมั่นใจว่า จะสามารถ “เอาอยู่” ได้ โดยอาจมีน้ำท่วมในบางพื้นที่ที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา แต่จะไม่ส่งผลกระทบในวงกว้าง นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือกับพายุลูกใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่ภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดชุมพรและนราธิวาส

เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์น้ำท่วมและการเตรียมพร้อมรับมือของภาครัฐอย่างละเอียด เรามาดูกันว่ามีมาตรการอะไรบ้างที่ถูกนำมาใช้:

  • การเร่งระบายน้ำ: กรมชลประทานกำลังเร่งระบายน้ำจากเขื่อนต่างๆ เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง
  • การเสริมแนวป้องกัน: มีการเสริมแนวป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน
  • การให้ความช่วยเหลือ: หน่วยงานต่างๆ ได้จัดเตรียมถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นอื่นๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ
  • การแจ้งเตือนภัย: มีการแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถเตรียมตัวรับมือได้อย่างทันท่วงที

ถึงแม้ว่าร้อยเอก ธรรมนัส จะให้ความมั่นใจว่า สถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้จะ “เอาอยู่” แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การที่ประชาชนทุกคนต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยน้ำท่วม

สถานการณ์น้ำท่วมเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน การเตรียมพร้อมรับมือ การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสียหายและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้

ที่มา – “ธรรมนัส” มั่นใจปีนี้ “เอาอยู่”น้ำไม่ท่วมนนทบุรี เตือน พายุลูกใหม่จ่อลงใต้ “ชุมพร-นราธิวาส”

Scroll to top