ข่าวการเมืองล่าสุด

“สุรศักดิ์” ชู “เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้ยินข่าวคราวที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับทิศทางใหม่ของประเทศกันมาบ้าง โดยล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ได้ออกมาแถลงวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการผลักดัน “สุรศักดิ์” ชู “เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ให้เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศในทศวรรษหน้า วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าแนวคิดนี้จะส่งผลดีอย่างไรต่อพวกเราทุกคนครับ

“สุรศักดิ์” ชู “เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

การท่องเที่ยวในยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการพาคนไปดูสถานที่สวยๆ อีกต่อไป แต่รัฐบาลมองว่านี่คือระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงทุกอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน ทั้งร้านอาหาร เกษตรกรรม สุขภาพ ไปจนถึงดิจิทัล การที่ “สุรศักดิ์” ชู “เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ในครั้งนี้ เป็นการปรับวิธีคิดครั้งใหญ่จากเดิมที่เน้นขายสถานที่ มาเป็นการขาย “ประสบการณ์” ที่มีมูลค่าสูงขึ้น

ยกระดับการท่องเที่ยวไทยด้วยพลังของคนในท้องถิ่น

เป้าหมายหลักที่รัฐบาลวางไว้นั้นน่าสนใจมาก โดยเฉพาะการเน้นกระจายรายได้สู่เมืองรอง แทนที่จะให้นักท่องเที่ยวไปกองรวมกันอยู่ที่หัวเมืองใหญ่เพียงอย่างเดียว สิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้คึกคักขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นมวยไทย อาหารไทย หรือสินค้าหัตถกรรมประจำถิ่น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่จะเปลี่ยนเป็นเงินเข้ากระเป๋าคนในชุมชนได้โดยตรง

รัฐบาลยังเน้นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ หากเราสามารถเพิ่มมูลค่าต่อนักท่องเที่ยวหนึ่งคนได้มากขึ้น แทนที่จะเน้นแต่จำนวนปริมาณเพียงอย่างเดียว ประเทศไทยก็น่าจะเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนกว่าที่ผ่านมา

แนวทางในการยกระดับมีดังนี้:

  • เน้นการเพิ่มมูลค่าต่อหัวของนักท่องเที่ยวให้สูงขึ้น
  • กระจายโอกาสและเม็ดเงินรายได้สู่เมืองรองและชุมชนต่างๆ
  • แข่งขันกันด้วยมาตรฐานคุณภาพและการบริการ ไม่ใช่เพียงแค่ราคาถูก
  • สร้างการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐ เอกชน และคนในพื้นที่แบบบูรณาการ

ในมุมมองของผม แนวคิดนี้มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง เพราะเมื่อภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในฐานะพาร์ทเนอร์ตัวจริงในการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับนักท่องเที่ยว เราก็จะได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ในการท่องเที่ยวเกิดขึ้นอีกเพียบแน่นอนครับ มาช่วยกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีและสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตไปด้วยกันนะครับ

ที่มา – “สุรศักดิ์” ชู“เศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ดันเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

อนุทินชี้ปัญหาโกงสอบท้องถิ่นเกิดจากคนไม่ใช่ระบบ พร้อมลุยจัดการ

อนุทินชี้ปัญหาโกงสอบท้องถิ่นเกิดจากคนไม่ใช่ระบบ พร้อมลุยจัดการ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดในกระทรวงมหาดไทย เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาพูดถึงประเด็นที่หลายคนกังวลใจ โดยเฉพาะเรื่องทุจริตที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ซึ่ง อนุทินชี้ปัญหาโกงสอบท้องถิ่นเกิดจากคนไม่ใช่ระบบ โดยย้ำว่าทุกอย่างได้มีการตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดแล้ว

ทำไมต้องรีเซ็ต? อนุทินชี้ปัญหาโกงสอบท้องถิ่นเกิดจากคนไม่ใช่ระบบ

ในการให้สัมภาษณ์ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นายอนุทินได้ชี้แจงเกี่ยวกับการโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการในช่วงเกษียณอายุราชการ ซึ่งเป็นรอบปกติของทุกกระทรวง โดยระบุว่าเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทยนั้นมาจากพฤติกรรมของบุคลากรบางกลุ่ม ไม่ใช่ความบกพร่องของระบบราชการโดยรวม ดังนั้น การจัดการจึงต้องพุ่งเป้าไปที่การลงโทษคนผิดอย่างเด็ดขาด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้กล่าวถึงมาตรการจัดการปัญหาไว้ดังนี้:

  • ออกหมายจับและหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด
  • จับกุมและดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายอย่างถึงที่สุด
  • ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน
  • ย้ายผู้เกี่ยวข้องออกจากตำแหน่งเดิมเพื่อป้องกันแทรกแซงการสอบสวน
  • ยกเลิกผลการสอบที่พบความไม่ชอบมาพากลทั้งหมด

อนุทินชี้ปัญหาโกงสอบท้องถิ่นเกิดจากคนไม่ใช่ระบบ และการแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้คือสิ่งที่ยืนยันว่ากระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับความโปร่งใสเป็นอันดับหนึ่ง พร้อมทั้งกำชับว่าช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนที่เป็นฤดูกาลโยกย้ายนี้ จะเน้นการแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมตามความรู้ความสามารถมาทำหน้าที่ต่อไป

สรุปสถานการณ์การโยกย้ายในกระทรวงมหาดไทย

สำหรับประเด็นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง (ซี 10 และ ซี 11) นายอนุทินได้ให้แนวทางว่า รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงมีสิทธิ์นำเสนอรายชื่อบุคคลที่เหมาะสมเพื่อการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ โดยตนเองมีหน้าที่บริหารจัดการในระดับนโยบาย ภาพรวมของกระทรวงจึงมีความชัดเจนและพร้อมเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคงหลังจากสะสางปัญหาที่ค้างคาให้เรียบร้อย

ในมุมมองของเรา สิ่งสำคัญที่สุดหลังจากเหตุการณ์นี้คือการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนที่ตั้งใจสอบเข้ารับราชการ ระบบที่ดีต้องมาคู่กับการคัดเลือกคนที่มีคุณธรรม หากกระทรวงมหาดไทยสามารถจัดการคนผิดได้จริง การสอบท้องถิ่นครั้งต่อไปน่าจะเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ระบบยุติธรรมและตรวจสอบได้มากขึ้น คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่าการจัดการที่ตัวบุคคลคือทางออกที่ดีที่สุด? ลองมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันดูนะครับ

ที่มา – “อนุทิน” ชี้ปัญหาโกงสอบท้องถิ่นเกิดจากคนไม่ใช่ระบบ ลั่นจัดการหมดแล้ว

สมคิด ยันไม่ล้ม 30 รักษาทุกโรค พร้อมปกป้องสิทธิประชาชน

เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักโครงการที่เป็นดั่งหัวใจสำคัญของระบบสาธารณสุขไทยอย่างโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่วันนี้กลายเป็นจุดยืนสำคัญของพรรคเพื่อไทยในการออกมาเคลื่อนไหวปกป้องสิทธิของพี่น้องประชาชน โดยคุณสมคิด เชื้อคง ได้ออกมาให้คำมั่นสัญญาชัดเจนว่า เรื่องการล้มโครงการนี้เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน และเราต้องร่วมกันรักษามาตรฐานให้ประชาชนได้รับสิทธิการรักษาที่เท่าเทียมตลอดไป

สมคิด ยันไม่ล้ม 30 รักษาทุกโรค เดินหน้าพัฒนาระบบสุขภาพ

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการลดทอนสิทธิหรือการร่วมจ่ายในโครงการนี้ ซึ่งคุณสมคิดได้ออกมาชี้แจงว่า แนวคิดที่จะล้มหรือปรับเปลี่ยนให้แย่ลงนั้นเป็นเรื่องที่สวนทางกับเจตนารมณ์ที่ประเทศเราได้สร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ปัจจุบันโครงการนี้ก้าวไกลไปสู่ความทันสมัยในรูปแบบ 30 บาทรักษาทุกที่ ซึ่งช่วยลดความเหลื่อมล้ำและทำให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างไร้รอยต่อ

ทำไมเราต้องปกป้องสิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค?

การตั้งคำถามเรื่องการให้ประชาชนร่วมจ่ายนั้น คุณสมคิดมองว่าอาจเป็นการบั่นทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องตระหนักดังนี้:

  • การลดความเหลื่อมล้ำ: โครงการนี้คือเครื่องมือสำคัญที่ทำลายกำแพงระหว่างคนรวยกับคนจนในการเข้าถึงหมอ
  • หัวใจของระบบสาธารณสุข: หากมีการเปลี่ยนแปลงจนประชาชนแบกรับภาระเพิ่มขึ้น อาจกลายเป็นการย้อนกลับไปสู่ยุคที่ทุกคนกลัวการเจ็บป่วยจนไร้หนทางแก้ไข
  • ความมั่นคงทางสุขภาพ: รัฐบาลมีงบประมาณรองรับและพร้อมจะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นแทนที่จะตัดลดงบประมาณ

ในมุมมองของคุณสมคิด โครงการนี้ไม่ได้มองแค่เรื่องตัวเลขงบประมาณเท่านั้น แต่คือการยืนยันว่าคนไทยทุกคนมีสิทธิได้รับความดูแลโดยไม่มีคำว่า ‘คนไข้อนาถา’ อีกต่อไป การที่เรามีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คอยดูแลค่าใช้จ่ายในโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น โรคไต หรือการป้องกันดูแลผู้ป่วย HIV คือหลักฐานชัดเจนว่าประเทศไทยมาไกลมากแล้ว และเราต้องไม่ถอยหลังลงคลองเพียงเพราะข้ออ้างเรื่องงบประมาณที่ขาดแคลน ทั้งที่จริงแล้วมันคือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตของคนในชาติ

บทสรุปของเรื่องนี้ชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยรวมถึงบุคคลสำคัญอย่างคุณสมคิด จะไม่ยอมให้การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายใดๆ มาพรากเอาสิทธิขั้นพื้นฐานนี้ไปจากมือประชาชน และเราหวังว่าในอนาคต ระบบนี้จะถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เพื่อเป็นรากฐานความมั่นคงให้กับคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ไหนหรือมีฐานะอย่างไรก็ตาม

ที่มา – “สมคิด” ยันไม่ล้ม 30 รักษาทุกโรค ลั่นมาไกลแล้ว เพื่อไทยพร้อมปกป้องสิทธิประชาชนรักษาอย่างเท่าเทียม

สภา กทม. ไฟเขียว เปิดทางถ่ายทอดสดประชุมกรรมการ ยกระดับความโปร่งใส

ถือเป็นข่าวดีของชาวกรุงเทพมหานคร เมื่อสภากรุงเทพมหานครได้มีมติเห็นชอบร่างข้อบังคับใหม่ที่สำคัญ ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าการทำงานของสภาฯ ไปสู่ยุคใหม่ที่เน้นความตรวจสอบได้มากขึ้น โดยประเด็นหลักที่หลายคนให้ความสนใจคือ สภา กทม. ไฟเขียว เปิดทางถ่ายทอดสดประชุมกรรมการ ยกระดับความโปร่งใส ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเปิดเผยข้อมูลการทำงานให้ประชาชนได้เห็นอย่างชัดเจน

สภา กทม. ไฟเขียว เปิดทางถ่ายทอดสดประชุมกรรมการ ยกระดับความโปร่งใส

การปรับปรุงข้อบังคับการประชุมในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความตั้งใจของ สก.พรรคประชาชน ที่ต้องการให้ทุกขั้นตอนการตัดสินใจในระดับคณะกรรมการเป็นไปอย่างโปร่งใส โดยร่างดังกล่าวได้รับการเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 40 เสียง ต่อการงดออกเสียง 4 เสียง ทำให้ในอนาคตเราจะได้เห็นการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมการต่างๆ ของสภา กทม. ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ร่วมติดตามการทำงานของตัวแทนของท่านได้อย่างใกล้ชิด

ก้าวต่อไปกับการผลักดันถ่ายทอดสด กมธ.งบ 70

นอกจากนี้ ทางพรรคประชาชนยังได้ประกาศความมุ่งมั่นที่จะ สภา กทม. ไฟเขียว เปิดทางถ่ายทอดสดประชุมกรรมการ ยกระดับความโปร่งใส ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยตั้งเป้าจะผลักดันให้เกิดการถ่ายทอดสดในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณปี 2570 ต่อไป เพื่อให้เงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดกับคนกรุงเทพฯ รวมถึงมีการเตรียมเสนอผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกเข้ามาร่วมเป็นกรรมาธิการเพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานให้มีความรอบด้านมากที่สุด

สำหรับแผนการดำเนินงานของ สก.พรรคประชาชน หลังจากนี้มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การตรวจสอบงบประมาณรายจ่ายปี 2570 อย่างเข้มข้นในวันที่ 3-4 สิงหาคมนี้
  • การเปิดโอกาสให้ สก. หน้าใหม่ทั้ง 16 คน นำเสนอความต้องการของพี่น้องประชาชนในแต่ละเขตพื้นที่
  • เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “Hack งบประมาณ” ในวันที่ 8 สิงหาคม 2569 เพื่อวิเคราะห์และตรวจสอบงบประมาณร่วมกัน

ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่สภาท้องถิ่นให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนและหลักธรรมาภิบาล การเปิดเผยข้อมูลผ่านการถ่ายทอดสดไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความโปร่งใส แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนเมืองหลวงว่า สภา กทม. พร้อมที่จะทำหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของทุกคนอย่างตรงไปตรงมาครับ

ที่มา – สภา กทม. ไฟเขียว เปิดทางถ่ายทอดสดประชุมกรรมการ ยกระดับความโปร่งใส ดันต่อถ่ายทอดสด กมธ.งบ 70

ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม เข้าข่ายฮั้วหรือไม่

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางเข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้เร่งตรวจสอบกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกเรียกขานว่า ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม เข้าข่ายฮั้วหรือไม่ นั้นมีพฤติการณ์น่าสงสัยหรือไม่

เจาะลึกกรณี ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม เข้าข่ายฮั้วหรือไม่

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการตรวจพบข้อมูลว่า มีกลุ่มผู้สมัคร สว. กว่า 300 คน ได้นัดหมายประชุมกันที่ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานี ก่อนถึงวันเลือกจริง ซึ่งการรวมตัวในลักษณะนี้ทำให้เกิดคำถามท่ามกลางสังคมว่า นี่คือการวางแผนเตรียมการหรือการฮั้วคะแนนกันหรือไม่ นายศรีสุวรรณจึงมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ กกต. ต้องให้ความสำคัญและตรวจสอบให้กระจ่างโดยใช้มาตรา 41 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560

ทำไมต้องรีบตรวจสอบ ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม เข้าข่ายฮั้วหรือไม่

นายศรีสุวรรณได้ย้ำว่ามาตรฐานในการตรวจสอบต้องเป็นไปอย่างยุติธรรม ไม่ใช่ว่าหากเป็นกลุ่มที่ตนเองเชียร์จะมองว่าเป็นการ “ทำงานเป็นทีม” แต่พอเป็นฝ่ายตรงข้ามกลับตราหน้าว่า “ฮั้ว” ดังนั้นการที่เขานำหลักฐานมาให้ กกต. ในครั้งนี้ เพื่อต้องการทวงคืนความโปร่งใสและสร้างบรรทัดฐานที่เป็นธรรมในการเลือกตั้งทุกระดับ

  • เปรียบเทียบมาตรฐานการเลือกตั้ง: สังคมควรได้รับคำตอบว่านิยามของคำว่า ฮั้ว คืออะไร
  • บทบาทของ กกต.: ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบโดยไม่ต้องรอให้ถูกร้องเรียนตามกฎหมาย
  • ความเสมอภาค: ทุกกลุ่มผู้สมัครต้องถูกตรวจสอบด้วยบรรทัดฐานเดียวกัน

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้คงต้องรอให้ทาง กกต. ออกมาไขข้อข้องใจถึงกระบวนการสอบสวน ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ความชัดเจนถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยประคับประคองศรัทธาของประชาชนต่อสถาบันการเมืองไทยให้คงอยู่ต่อไป หากการตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส ไม่มีการเลือกปฏิบัติ เชื่อว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นบทเรียนสำคัญในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไปครับ

ที่มา – “ศรีสุวรรณ” ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม จัดประชุมก่อนเลือก เข้าข่ายฮั้วด้วยหรือไม่

“สว.สมพาน” แจ้งความ “ยิ่งชีพ ไอลอว์” เหน็บต้องทำหน้าที่ สว. เลยไม่มีคนลวกก๋วยเตี๋ยว

“สว.สมพาน” แจ้งความ “ยิ่งชีพ ไอลอว์” เหน็บต้องทำหน้าที่ สว. เลยไม่มีคนลวกก๋วยเตี๋ยว

ประเด็นร้อนทางการเมืองกลับมาลุกเป็นไฟอีกครั้ง เมื่อ นายสมพาน พละศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่ม 10 จ.อำนาจเจริญ ได้เดินทางเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอำนาจเจริญ เพื่อดำเนินคดีกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งกรณี “สว.สมพาน” แจ้งความ “ยิ่งชีพ ไอลอว์” เหน็บต้องทำหน้าที่ สว. เลยไม่มีคนลวกก๋วยเตี๋ยว กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ นายยิ่งชีพ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้เป้าว่า สว.สมพาน อาจมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนในการสมัคร สว. กลุ่ม 10 จนนำไปสู่ความเข้าใจผิดในวงกว้าง งานนี้ สว.สมพาน ไม่ยอมอยู่เฉย ออกมาโต้กลับทันควันว่า ตนได้ยื่นหลักฐานการทำงานและผ่านการตรวจสอบจาก กกต. อย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการมาตั้งแต่ต้นแล้ว

ปมขัดแย้งเรื่องหลักกฎหมายที่ใช้ยึดถือ

สว.สมพาน ตั้งข้อสังเกตอย่างน่าสนใจว่า ข้อมูลที่นายยิ่งชีพนำมาเผยแพร่นั้นเป็นการใช้ “หลัก iLaw” หรือ “หลักกฎหมายของฉัน” ในการตีความ แทนที่จะยึดตามหลักกฎหมายปกติที่ กกต. และคนทั่วไปใช้กัน ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจสร้างความสับสนและวุ่นวายให้กับบ้านเมือง และที่ผ่านมาก็มีการนำข้อมูลจากเว็บไซต์ iLaw ไปใช้ฟ้องร้องจนคดีถูกยกไปหลายต่อหลายครั้ง

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องร้านก๋วยเตี๋ยวที่เป็นประเด็นดราม่า สว.สมพาน ได้ชี้แจงว่า:

  • ตนประกอบอาชีพเจ้าของร้าน “ปุ๊ก ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา” อย่างสุจริต ไม่ได้เป็น “พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวไก่” ตามที่ถูกกล่าวอ้าง
  • ร้านของตนเป็นร้านขนาดเล็ก ไม่สามารถจุคนได้ถึง 200 คน เหมือนกับห้องจูปิเตอร์ อิมแพค เมืองทองธานี ที่นายยิ่งชีพคุ้นเคย
  • การที่ต้องปิดร้านในบางวัน เพราะต้องมาปฏิบัติหน้าที่สำคัญในฐานะ สว. จึงไม่มีคนมาลวกก๋วยเตี๋ยวให้ลูกค้า ไม่ใช่เพราะสาเหตุอื่นที่นำไปตีความกันไปเอง

ด้วยเหตุผลที่ว่าการโพสต์ข้อความดังกล่าวทำให้ตนและครอบครัวเสื่อมเสียชื่อเสียง และถูกสังคมดูหมิ่นเกลียดชัง สว.สมพาน จึงยืนยันว่าการเดินหน้าฟ้องร้องครั้งนี้นำไปสู่การดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด โดยย้ำชัดว่า “สว.สมพาน” แจ้งความ “ยิ่งชีพ ไอลอว์” เหน็บต้องทำหน้าที่ สว. เลยไม่มีคนลวกก๋วยเตี๋ยว ไม่ใช่การฟ้องปิดปาก แต่เป็นการปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเองในฐานะบุคคลที่ทำงานสุจริต

ไม่ว่าบทสรุปของคดีนี้จะจบลงอย่างไร ก็ถือเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นว่าการใช้พื้นที่สื่อออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นโดยเฉพาะในแง่ของกฎหมาย จำเป็นต้องอาศัยความระมัดระวังและข้อเท็จจริงที่แม่นยำ เพราะผลกระทบต่อชีวิตของคนหนึ่งคนนั้นอาจรุนแรงกว่าที่คุณคิด

ที่มา – “สว.สมพาน” แจ้งความ “ยิ่งชีพ ไอลอว์” เหน็บต้องทำหน้าที่ สว. เลยไม่มีคนลวกก๋วยเตี๋ยว

พรรคร่วมรัฐบาลยังแน่นปึ้ก ธนกร ฟาดดีลลับแดง-เขียวเลอะเทอะ

พรรคร่วมรัฐบาลยังแน่นปึ้ก “ธนกร” ฟาดดีลลับแดง-เขียวเลอะเทอะ ตกคณิตศาสตร์

วันนี้ขอพาทุกคนไปอัปเดตสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนแรงไม่แพ้อากาศ เมื่อคุณธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาตอกกลับประแสข่าวลือเรื่อง พรรคร่วมรัฐบาลยังแน่นปึ้ก “ธนกร” ฟาดดีลลับแดง-เขียวเลอะเทอะ ตกคณิตศาสตร์ อย่างดุเดือด โดยเจ้าตัวย้ำชัดว่าข่าวลือเรื่องดีลลับที่โมนาโกนั้นเป็นเรื่องเพ้อฝันและไร้หลักฐานสิ้นดี

คุณธนกรกล่าวถึงกรณีที่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองพยายามปล่อยข่าวว่ามีการเจรจาลับเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างรัฐบาลว่า ถ้าใครที่เข้าใจกลไกการเมืองจริงๆ จะทราบดีว่าการตกลงสำคัญๆ ไม่จำเป็นต้องบินไปถึงต่างประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือเรื่อง พรรคร่วมรัฐบาลยังแน่นปึ้ก “ธนกร” ฟาดดีลลับแดง-เขียวเลอะเทอะ ตกคณิตศาสตร์ นั้นเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยตัวเลขจำนวน สส. ในสภาฯ ซึ่งการออกมาปล่อยข่าวลอยๆ แบบนี้ถือว่าเป็นการตกคณิตศาสตร์อย่างน่าใจหาย

มุมมองต่อเสถียรภาพรัฐบาลและการทำงานเพื่อประชาชน

นอกจากประเด็นการเมืองระดับชาติแล้ว คุณธนกรยังได้ลงพื้นที่ อ.สะเดา จ.สงขลา เพื่อรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับด่านพรมแดนสะเดาแห่งใหม่ โดยต้องการให้มั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านด่านจะไม่กระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ด่านนอกเดิม โดยมีข้อเรียกร้องสำคัญดังนี้:

  • คงการใช้งานด่านเก่าควบคู่กับด่านใหม่เพื่อรักษาระบบเศรษฐกิจชุมชน
  • จัดระเบียบเส้นทางคมนาคมให้ชัดเจน แยกกลุ่มรถขนส่งกับรถนักท่องเที่ยว
  • ทำบันทึกข้อตกลง (MOA) ไม่ปิดด่านเก่าอย่างถาวร
  • รัฐบาลต้องเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม
  • เพิ่มป้ายบอกทางให้ชัดเจนเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่เขตเศรษฐกิจเดิม

คุณธนกรยังยืนยันอีกครั้งว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั้นมีความมั่นคงแข็งแรง และหากมีความเห็นต่างก็สามารถหารือผ่านคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลได้เสมอ ดังนั้นข่าวลือ พรรคร่วมรัฐบาลยังแน่นปึ้ก “ธนกร” ฟาดดีลลับแดง-เขียวเลอะเทอะ ตกคณิตศาสตร์ จึงเป็นแค่เพียงเกมการเมืองที่หวังจะสร้างกระแสเท่านั้น

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เราเห็นว่า ในยุคที่ข่าวปลอมแพร่กระจายได้รวดเร็วเพียงปลายนิ้วสัมผัส การเสพข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณและการดูสถานการณ์ตามความเป็นจริงของตัวเลขและข้อเท็จจริงสำคัญมากที่สุด สุดท้ายแล้วการที่นักการเมืองมุ่งมั่นแก้ปัญหาปากท้องให้พี่น้องประชาชน ย่อมเป็นสิ่งที่ยั่งยืนและมีคุณค่าต่อประเทศชาติมากกว่าการไปเสียเวลากับดีลลับที่ไม่มีมูลความจริงครับ

ที่มา – พรรคร่วมรัฐบาลยังแน่นปึ้ก “ธนกร” ฟาดดีลลับแดง-เขียวเลอะเทอะ ตกคณิตศาสตร์

“สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ปมแม่ค้าขายหมูเป็น สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อ “สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ลั่นถูกด้อยค่าไม่หยุด แม่ค้าขายหมูเป็น สว. โดยนางแดง กองมา สมาชิกวุฒิสภา ได้ตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทจากการโฆษณา ณ สถานีตำรวจภูธรเมืองอำนาจเจริญ เพื่อปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเอง หลังจากถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง

“สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ลั่นถูกด้อยค่าไม่หยุด แม่ค้าขายหมูเป็น สว.

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในทำนองตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของนางแดง ในการสมัครเป็น สว. กลุ่มที่ 10 โดยมองว่าการระบุอาชีพเป็นแม่ค้าขายหมูอาจไม่สอดคล้องกับคุณสมบัติของกลุ่มอาชีพดังกล่าว ซึ่งทางด้านนางแดงมองว่าการกระทำนี้เป็นการบิดเบือนข้อมูลและทำให้สังคมเข้าใจผิด

เปิดใจ “สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ลั่นถูกด้อยค่าไม่หยุด แม่ค้าขายหมูเป็น สว.

นางแดงเปิดเผยว่า ตนรู้สึกถูกคุกคามจากการที่นายยิ่งชีพโพสต์ข้อความในลักษณะเชิญชวนให้คนติดตามและถ่ายรูปตนขณะลงพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและสร้างความไม่ปลอดภัย โดยนางแดงได้ชี้แจงประเด็นต่างๆ ดังนี้:

  • ยืนยันว่าตนมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และผ่านการวินิจฉัยจาก กกต. เรียบร้อยแล้ว
  • มองว่าอาชีพแม่ค้าขายหมูเป็นอาชีพสุจริต ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์เข้าสู่ตำแหน่ง สว. ได้ตามกติกา
  • การกระทำของนายยิ่งชีพถือเป็นการด้อยค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยอาศัยสถานะความเป็นนักกฎหมายมากดทับผู้อื่น

นางแดงยังได้ฝากแง่คิดถึงนายยิ่งชีพว่า ควรลดอัตตาและเลิกทำตัวแบบจมไม่ลง พร้อมยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดเพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริงและรักษาเกียรติยศของครอบครัว ซึ่งเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งเชิงความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้แทนที่ยังคงมีการถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่ตั้งเพื่อยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แทนการใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการปลุกระดมหรือด้อยค่ากันไปมา

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? การวิพากษ์วิจารณ์การเมืองควรมีเส้นแบ่งที่ตรงไหน? ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ครับ

ที่มา – “สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ลั่นถูกด้อยค่าไม่หยุด แม่ค้าขายหมูเป็น สว.

“ภคมน” ทวงความคืบหน้า คดีโกงสอบไม่คืบ ฮั้วกันตั้งแต่เริ่มต้น

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยยังคงเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด สำหรับมหากาพย์ทุจริตสอบท้องถิ่นมูลค่ามหาศาลกว่า 5,000 ล้านบาท ที่ล่าสุด “ภคมน” ทวงความคืบหน้า ผ่านมา 40 วัน คดีโกงสอบไม่คืบ ชวนย้อนไทม์ไลน์ฮั้วกันตั้งแต่เริ่มต้น แม้เวลาจะผ่านไปนาน แต่ความคืบหน้าในทางคดีกลับดูเหมือนการย่ำอยู่กับที่ ซึ่งสร้างความกังขาให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

“ภคมน” ทวงความคืบหน้า ผ่านมา 40 วัน คดีโกงสอบไม่คืบ ชวนย้อนไทม์ไลน์ฮั้วกันตั้งแต่เริ่มต้น

น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า คดีนี้ไม่ใช่การโกงที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นการเตรียมการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่ระดับการกำหนดขอบเขตงานหรือ TOR เพื่อเปิดทางให้เกิดการ “ล็อกสเปก” ซึ่งเห็นได้ชัดจากการเปลี่ยนตัวมหาวิทยาลัยผู้จัดสอบจาก ม.บูรพา เป็น มศว ทั้งที่มีกระบวนการที่น่าสงสัยตามมามากมาย

เบื้องหลังการฮั้วและการล็อกสเปกที่ต้องจับตา

หากเราย้อนไทม์ไลน์กลับไปจะพบความไม่ชอบมาพากลเริ่มตั้งแต่ปี 2566 เมื่อ ม.บูรพา ชนะการเสนอราคาอย่างถูกต้อง แต่กลับถูกยกเลิกสัญญาและกล่าวหาเรื่องประวัติการทุจริต ทั้งที่ในความเป็นจริง ม.บูรพา ได้ยื่นอุทธรณ์จนชนะและพิสูจน์ได้ว่าไม่มีข้อร้องเรียนแต่อย่างใด การที่ “ภคมน” ทวงความคืบหน้า ผ่านมา 40 วัน คดีโกงสอบไม่คืบ ชวนย้อนไทม์ไลน์ฮั้วกันตั้งแต่เริ่มต้น นั้น มุ่งเน้นไปที่การตั้งคำถามถึงกระบวนการจัดจ้างที่เอื้อประโยชน์ให้กับบางกลุ่มอย่างชัดเจน

ข้อสังเกตสำคัญของคดีนี้มีดังนี้:

  • การยกเลิกสัญญาเดิม: การอ้างเหตุผลเรื่อง TOR ไม่รัดกุมฟังดูไม่ขึ้น เพราะ TOR นั้นถูกกำหนดโดยคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นมาเอง
  • การเปลี่ยนตัวผู้รับจ้าง: การดึง มศว เข้ามาแทนที่ ม.บูรพา พร้อมกับการปรับแก้เงื่อนไขใหม่ที่ทำให้ผู้รับจ้างรายใหม่ได้เปรียบ
  • เส้นทางการเงิน: จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ที่เกี่ยวข้องแม้แต่รายเดียว

ความช้าของกระบวนการยุติธรรมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันจับตา เพราะการทุจริตในระบบสอบอย่างนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายเชิงงบประมาณ แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบราชการไทยอย่างรุนแรง เราคงต้องรอดูว่าหน่วยงานที่มีอำนาจจะสามารถตอบคำถามสังคมได้หรือไม่ว่า ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการฮั้วประมูลระดับพันล้านในครั้งนี้

ที่มา – “ภคมน” ทวงความคืบหน้า ผ่านมา 40 วัน คดีโกงสอบไม่คืบ ชวนย้อนไทม์ไลน์ฮั้วกันตั้งแต่เริ่มต้น

Scroll to top