ข่าวการเมืองล่าสุด

สว.พิสิษฐ์ โชว์ผลงาน! สภาฯ เห็นชอบกฎหมายเพิ่ม 5 ฉบับ

“สว.พิสิษฐ์” ตีปี๊บผลงานวุฒิสภาเห็นชอบกฎหมายเพิ่ม 5 ฉบับ ยังไม่พิจารณาพ.ร.บ.ประชามติเหตุต้องรอความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 10 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา แถลงถึงภาพรวมการทำงานของวุฒิสภา ว่า เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2568 วุฒิสภาได้พิจารณาเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สำคัญรวม 5 ฉบับ โดยมี 4 ฉบับเป็นร่างเกี่ยวกับการเงิน ซึ่งวุฒิสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน โดยจะครบกำหนดในวันที่ 30 กันยายน นี้ คือ 1. ร่าง พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตัวร่วม, 2. ร่าง พ.ร.บ. การไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย, 3. ร่าง พ.ร.บ. ท่าเรือแห่งประเทศไทย, 4. ร่าง พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน และ 5. ร่าง พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งมีสาระสำคัญเพื่อให้อำนาจกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) สามารถออกและจำหน่าย สลาก กอช. หรือ หวยเกษียณได้ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้กับประชาชนในการออมทรัพย์มากขึ้น

สว.พิสิษฐ์ โชว์ผลงานวุฒิสภาเห็นชอบกฎหมายเพิ่ม 5 ฉบับ

การที่ สว.พิสิษฐ์ โชว์ผลงานวุฒิสภาเห็นชอบกฎหมายเพิ่ม 5 ฉบับ นี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันกฎหมายที่มีความจำเป็นต่อประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไปคือ ร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งยังคงต้องรอความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน

สำหรับร่าง พ.ร.บ. ที่ได้รับการเห็นชอบทั้ง 5 ฉบับนั้น ครอบคลุมหลากหลายด้าน ทั้งการบริหารจัดการระบบตัวร่วม การขนส่งมวลชน การท่าเรือ การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และการออมแห่งชาติ ซึ่งแต่ละฉบับล้วนมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

กฎหมายสำคัญที่ สว.พิสิษฐ์ โชว์ผลงานวุฒิสภาเห็นชอบกฎหมายเพิ่ม 5 ฉบับ

  • ร่าง พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตัวร่วม: มุ่งเน้นการบริหารจัดการระบบต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • ร่าง พ.ร.บ. การไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย: ส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งมวลชน
  • ร่าง พ.ร.บ. ท่าเรือแห่งประเทศไทย: เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของท่าเรือไทย
  • ร่าง พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน: ลดขั้นตอนและอุปสรรคในการติดต่อราชการ
  • ร่าง พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ: ส่งเสริมการออมเพื่อวัยเกษียณของประชาชน

รอศาลรธน.ชัดเจนเรื่องประชามติ

ส่วนการประชุมวุฒิสภาในวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมามีวาระสำคัญการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้แก่ พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร. โดยที่ประชุมให้ความเห็นชอบ 135 งดออกเสียง 21 ไม่ลงคะแนน 1 ซึ่งเป็นคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา จึงถือว่าที่ประชุมวุฒิสภาให้ความเห็นชอบแก่ พล.ต.ท.สรายุทธ เป็นผู้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ขณะที่ในวันที่ 16 ก.ย. 2568 นี้ วุฒิสภาจะมีการพิจารณาเรื่องด่วนคือร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง 2568 ซึ่งคณะกรรมาธิการร่วมของทั้ง 2 สภาพิจารณาแล้วเสร็จ พร้อมเข้าบรรจุในที่ประชุม

เมื่อถามว่า วุฒิสภาได้พูดคุยเรื่องประชามติหรือไม่ เพราะศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัยว่า ควรทำประชามติกี่ครั้ง นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ทางกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภายังไม่ได้คุยกันเรื่องนี้ ต้องรอทางศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดออกมาก่อน แล้วค่อยมาคุยกันอีกที

การทำงานของวุฒิสภาชุดนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพิจารณาและผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แม้ว่าจะมีประเด็นที่ต้องรอความชัดเจนจากหน่วยงานอื่น แต่ก็ยังคงเดินหน้าทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

สว.พิสิษฐ์ โชว์ผลงานวุฒิสภาเห็นชอบกฎหมายเพิ่ม 5 ฉบับ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของวุฒิสภาในการกลั่นกรองกฎหมายและพิจารณาประเด็นต่างๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้กฎหมายที่ออกมามีความสมบูรณ์และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” โชว์ผลงานวุฒิสภาเห็นชอบกฎหมายเพิ่ม 5 ฉบับ รอศาลรธน.ก่อนถกพ.ร.บ.ประชามติ

วิปฝ่ายค้านเผย เพื่อไทยยังไม่แบ่งงาน เชื่อไม่มีร่างกม.ครม.

ประธานวิปฝ่ายค้านเผยยังไม่แบ่งงาน “เพื่อไทย” เชื่อ ไม่มีร่างกฎหมายครม.เข้าสภา ฝ่ายค้านไม่ต้องแบกองค์ประชุม ย้ำขอแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนพิจารณาเปิดศึกซักฟอกหรือไม่

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 9 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงการทำงานร่วมกันกับพรรคเพื่อไทย ว่า มีการพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการบ้างแล้ว วันนี้จึงเชิญตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมประชุมวิปฝ่ายค้านด้วย และยังไม่ได้มีการแต่งตั้งตัวแทนวิปฝ่ายค้านจากพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการ ต้องรอพูดคุยกันก่อน เวลา 4 เดือนที่เหลือ ครม. ที่มีเวลาไม่มาก คงไม่ยื่นร่างกฎหมายเข้ามา ดังนั้น 4 เดือนที่เหลือจะเป็นเวลาที่สำคัญ นับถอยหลังจากวันแถลงนโยบาย คาดว่าอาจจะเป็นปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า ก็เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่ร่างของสส.จะได้รับการพิจารณา จึงชวนเพื่อไทยว่า อยากจะผลักดันร่างใหม่ให้จบ ภายใน 4 เดือนนี้ก็อยากจะให้ร่วม พูดคุยกันให้ชัดเจน ยังมีหลายนโยบายที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนเห็นตรงกัน 

วิปฝ่ายค้านเผยยังไม่แบ่งงาน “เพื่อไทย” เชื่อ ไม่มีร่างกฎหมายครม.เข้าสภา

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ขณะนี้ฝ่ายค้านคุมเสียงข้างมากในสภา ดังนั้นร่างกฎหมายใดที่พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยเห็นตรงกัน รัฐบาลก็ไม่สามารถคัดค้านได้ เพราะเสียงข้างมากในสภาจะเห็นชอบกับกฎหมายนั้น จึงเชิญชวนให้มาผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์และกฎหมายที่เป็นนโยบาย ที่ได้สัญญากับประชาชนไว้ให้สำเร็จ

เชื่อ ไม่มีร่างกฎหมายครม.เข้าสภา

นายปกรณ์วุฒิ ยังกล่าวถึง ปัญหาองค์ประชุม ที่ขณะนี้ฝ่ายค้านจะต้องเป็นองค์ประชุมให้ฝ่ายรัฐบาล ว่า ที่ผ่านมาเวลาเรานับองค์ประชุม ต้องดูว่าวาระนั้นเป็นวาระอะไร ไม่ว่าพรรคไหนจะมาเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพราะมีพรรคร่วมฝ่ายค้านสลับสับเปลี่ยนหน้ากันมามาก หลักการที่ตนพูดกับพรรคร่วมฝ่ายค้านยังคงเดิม หากร่างกฎหมายใด หรือวาระใดที่พรรคประชาชนเห็นด้วย พรรคประชาชนพร้อมเป็นองค์ประชุมให้เสมอ แต่หากเรื่องใดที่ ครม. เสนอมา แล้วเราไม่ได้เห็นด้วย ร่างบางร่างเสนอมาอย่างเร่งรีบ ไม่รอบคอบ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่เสนอกฎหมายมา ที่จะต้องรักษาองค์ประชุม ซึ่งถ้าหากเป็นร่างของพรรคประชาชน เราไม่นับองค์ประชุมแน่นอน และหลังจากนี้คงจะมีการพิจารณาร่างกฎหมายที่สส.เสนอเข้ามาเท่านั้น และก่อนที่จะเสนอร่างเข้ามาในระเบียบวาระก็คงมีการพูดคุยกันมาในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นร่างของพรรคเพื่อไทย เราพร้อมที่จะพูดคุยให้สภาบรรจุวาระ และคิดว่าคงไม่มีเหตุการณ์ที่พรรคเพื่อไทยขอนับองค์ประชุมในขณะที่พิจารณาร่างของพรรคเพื่อไทยอยู่

ส่วนเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่พรรคเพื่อไทยเสนอจะขอเปิดในอีก 1 เดือนนั้น นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นสิทธิของท่าน แต่อยากให้มีการพูดคุย พิจารณาให้ดีก่อน อย่างน้อยพรรคเพื่อไทยเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากช่วงเวลา 1 เดือนหลังจากที่รัฐบาลได้ทำงานแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีการขยับไปข้างหน้า ก็ต้องมาคุยกันว่า ควรจะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จดีหรือไม่ แต่ทั้งนี้ก็เป็นสิทธิของพรรคเพื่อไทย ส่วนของพรรคประชาชนเองเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงที่ทำกับพรรคภูมิใจไทยว่า เราจำเป็นจะต้องประคอง หากหลักฐานข้อมูลที่มีการอภิปรายมีความหนักแน่นและมีความชัดเจน เราก็พร้อมลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ไม่ว่าคนใดก็ตาม ถ้าถึงเวลาที่สุกงอมแล้วเหมาะสมจริงๆ พรรคประชาชนเองก็พร้อมที่จะยื่นบางรายชื่อที่เราไม่ไว้วางใจ ในครม.ชุดนี้เช่นกัน

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน และการผลักดันกฎหมายต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน การที่ประธานวิปฝ่ายค้านออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอน และความท้าทายในการทำงานร่วมกันของพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาล

การที่วิปฝ่ายค้านเผย เพื่อไทยยังไม่แบ่งงาน และเชื่อว่าไม่มีร่างกฎหมายครม.เข้าสภา อาจส่งผลต่อการพิจารณากฎหมายสำคัญต่างๆ ในสภา หวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

ที่มา – ประธานวิปฝ่ายค้านเผยยังไม่แบ่งงาน “เพื่อไทย” เชื่อ ไม่มีร่างกฎหมายครม.เข้าสภา

“ทวี” ให้กำลังใจ ครม.ใหม่ ไม่ห่วงคดีฮั้วสว.

“ทวี” ให้กำลังใจ ครม.ใหม่ บอก ยินดีให้คำปรึกษา ไม่ห่วงคดีฮั้วสว.-เขากระโดง ลุยใช้กลไกสภาตรวจสอบ ให้กำลังใจข้าราชการดีเอสไอ

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 9 ก.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงหน้าตารัฐมนตรีใหม่ตามที่เป็นข่าวออกมาในขณะนี้ว่า ขอให้กำลังใจ อยากให้มี ครม.เร็วๆ ส่วน ครม.เก่า ซึ่งอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ขอวิจารณ์อะไร เพราะไม่รู้ว่ามีใครเป็นรัฐมนตรีบ้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นห่วงคดีต่างๆ ในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทั้งคดีฮั้ว สว. และคดีเขากระโดง จะเดินหน้าต่อหรือสะดุดหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ไม่เป็นห่วง เชื่อว่านายกฯคนใหม่คงจะตั้งรัฐมนตรีมาดู ที่สำคัญ ฝ่ายบริหารโดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรมอาจจะเป็นกระทรวงที่มีอำนาจน้อยที่สุด เนื่องจากทุกหน่วยงานถูกกำกับโดยกฎหมาย ซึ่งในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่าจะต้องมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ และยังบัญญัติเป็นข้อใหญ่ไว้ด้วยว่าบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมต้องมีหลักประกันไม่ถูกแทรกแซง หรือครอบงำ แม้แต่คนที่เป็นรัฐมนตรีทำได้เพียงบริหารงานให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม คือทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ จะต้องไม่ใช้กฎหมายอยู่เหนือความยุติธรรม

ยินดีให้คำปรึกษาว่าที่รัฐมนตรี

เมื่อถามว่า ห่วงเรื่องการจะมาแก้แค้นอะไรหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ไม่มีหรอก เพราะเป็นรัฐบาลที่มาอยู่ 4 เดือน วันนี้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจตรวจสอบ และเชื่อว่าจะร่วมกันทำงานมากกว่า ตนในฐานะฝ่ายค้านจะค้านแบบสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในส่วนของพรรคประชาชาติ เราเป็นประธานกรรมาธิการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ซึ่งเราต้องทำความยุติธรรมให้อยู่ภายใต้หลักนิติธรรม ไม่มีความห่วงใย และยินดีจะให้คำปรึกษาถ้าเป็นเรื่องของอะไรที่ทำให้ประชาชนมีความสุขขึ้น

มั่นใจขรก.ยุติธรรมมีคุณธรรม

เมื่อถามว่า อยากฝากอะไรถึงรัฐมนตรีคนใหม่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า คงไม่ฝาก และเชื่อว่านายกฯจะเลือกบุคคลที่มีความเพียบพร้อมอยู่แล้ว เนื่องจากเวลามีน้อย และในการทำงานของกระบวนการยุติธรรมต่างๆ มันจะมีรัฐธรรมนูญและกฎหมายกำกับไว้ และบุคลากรในกระทรวงยุติธรรมก็เป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และมีคุณธรรมอยู่แล้ว

ให้กำลังใจขรก.ดีเอสไอ

เมื่อถามอีกว่า เป็นห่วงบรรดาข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการในดีเอสไอที่ทำคดีฮั้ว สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งอาจจะถูกโยกย้ายหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า เราให้กำลังใจเขา แต่คงไม่เข้าไปแสดงความเห็นอะไร เพราะมีสภาอยู่แล้ว และสภาตอนนี้มีฝ่ายค้านเสียงข้างมาก ซึ่งเราอาจจะต้องทำหน้าที่ค้านเพื่อประชาชนให้มากขึ้น เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่าฝ่ายค้านจะมีการจับตาดูการทำงานของรัฐบาลเป็นพิเศษใช่หรือไม่ เพราะอาจจะมีการดึงเรื่องคดีต่างๆ ที่ค้างอยู่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ฝ่ายค้านก็คงทำหน้าที่สนับสนุนให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลักนิติธรรม

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยแสดงความเห็นว่าขอให้กำลังใจและพร้อมให้คำปรึกษาหากได้รับการร้องขอ ประเด็นที่น่าสนใจคือ พ.ต.อ.ทวี ไม่ได้แสดงความกังวลต่อคดีความต่างๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นคดีฮั้ว สว. หรือคดีเขากระโดง

“ทวี” ให้กำลังใจ ครม.ใหม่ ไม่ห่วงคดีฮั้วสว.-เขากระโดง ลุยใช้กลไกสภาตรวจสอบ

พ.ต.อ.ทวี ยังกล่าวถึงบทบาทของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมและหลักนิติธรรม พรรคประชาชาติในฐานะประธานกรรมาธิการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ประเด็นสำคัญ: “ทวี” ให้กำลังใจ ครม.ใหม่ และพร้อมตรวจสอบการทำงาน

จากการสัมภาษณ์ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • ให้กำลังใจคณะรัฐมนตรีชุดใหม่และพร้อมให้คำปรึกษา
  • ไม่กังวลต่อคดีความต่างๆ ในดีเอสไอ
  • พร้อมตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลผ่านกลไกสภา

นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังได้ให้กำลังใจข้าราชการในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยเฉพาะผู้ที่ทำคดีฮั้ว สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งอาจมีความกังวลเกี่ยวกับการโยกย้ายตำแหน่ง

การออกมาให้กำลังใจ ครม.ใหม่ ไม่ห่วงคดีฮั้วสว. ของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ โดยพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการพัฒนาประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเพื่อให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม

โดยรวมแล้ว ท่าทีของ พ.ต.อ.ทวี ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการเมืองไทยที่ต้องการความร่วมมือและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

ที่มา – “ทวี” ให้กำลังใจ ครม.ใหม่ ไม่ห่วงคดีฮั้วสว.-เขากระโดง ลุยใช้กลไกสภาตรวจสอบ

สมาคมนักข่าวฯ เตือน “คำผกา” รักษาศรัทธาสื่อ

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เตือน “คำผกา” รักษาศรัทธาที่สังคมมีต่อสื่อมวลชน พร้อมเรียกร้องให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ รักษามาตรฐานความรับผิดชอบ เพื่อรักษาศรัทธาที่สังคมมีต่อสื่อมวลชน

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 8 ก.ย. 2568 สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ออกแถลงการณ์ เรื่อง บทบาทสื่อมวลชนต่อการแสดงออกในที่สาธารณะ มีใจความว่า สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ขอแสดงความห่วงใยต่อกรณีการแสดงออกของ คุณลักขณา ปันวิชัย ผู้ดำเนินรายการ ที่ได้ใช้ถ้อยคำล้อเลียน คุณสิริลภัส กองตระการ (สส.พรรคประชาชน) พร้อมโยงถึงภาวะโรคซึมเศร้า ในการจัดรายการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเกียรติศักดิ์ของบุคคลและสร้างบาดแผลต่อผู้ป่วยที่กำลังเผชิญภาวะทางจิตใจ

สมาคมฯ เห็นว่า การแสดงออกดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักจริยธรรมของวิชาชีพสื่อมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้กระทำมีสถานะเป็นผู้ทำหน้าที่สื่อสาธารณะ ซึ่งควรยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่อาจนำไปสู่ความเกลียดชังหรือดูหมิ่นบุคคลใด

สมาคมฯ ขอย้ำว่า การทำงานสื่อมวลชนทุกแขนงต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 27 และควรตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและกลุ่มเปราะบางในสังคม

ทั้งนี้ แม้การแสดงออกดังกล่าวจะเกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนบุคคลบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และแม้คุณลักขณาจะได้ตัดสินใจยุติบทบาทการดำเนินรายการ “คุยคลายข่าว” ชั่วคราวแล้วก็ตาม สมาคมฯ ขอเน้นย้ำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทุกคนยังคงมีพันธะทางจริยธรรม ที่จะต้องรักษามาตรฐานการแสดงออกให้เหมาะสม และไม่ใช้ถ้อยคำที่อาจนำไปสู่การดูหมิ่น กดทับ หรือสร้างความเกลียดชังต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

จึงขอเรียกร้องให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อทุกคนรักษามาตรฐานความรับผิดชอบทางวิชาชีพ และแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นและศรัทธาที่สังคมมีต่อสื่อมวลชน

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เตือน “คำผกา” รักษาศรัทธาที่สังคมมีต่อสื่อมวลชน

จากกรณีดังกล่าว สังคมออนไลน์ต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงจริยธรรมของสื่อมวลชนและความเหมาะสมในการแสดงความคิดเห็นในพื้นที่สาธารณะ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จึงออกมาเตือนถึงความสำคัญของการรักษามาตรฐานวิชาชีพเพื่อรักษาศรัทธาที่สังคมมีต่อสื่อมวลชน

ความสำคัญของการรักษาศรัทธาที่สังคมมีต่อสื่อมวลชน

การรักษาศรัทธาที่สังคมมีต่อสื่อมวลชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นกลางแก่ประชาชน การที่ประชาชนมีความเชื่อมั่นในสื่อมวลชน จะทำให้ประชาชนสามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิตได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ สื่อมวลชนยังมีบทบาทในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐและภาคเอกชน การที่สื่อมวลชนสามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระและเป็นกลาง จะทำให้สังคมมีความโปร่งใสและมีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน

ดังนั้น ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อทุกคนจึงควรตระหนักถึงความสำคัญของการรักษามาตรฐานทางจริยธรรมและแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเชื่อมั่นและศรัทธาที่สังคมมีต่อสื่อมวลชน

การที่สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยออกมาเตือน “คำผกา” ให้รักษาศรัทธาที่สังคมมีต่อสื่อมวลชน ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและเป็นการย้ำเตือนให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ

การแสดงออกของสื่อมวลชนแต่ละคนมีผลกระทบต่อภาพรวมของวงการ การกระทำที่ไม่เหมาะสมของคนเพียงคนเดียว อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสื่อมวลชนทั้งหมดได้ ดังนั้น การรักษามาตรฐานและจริยธรรมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ผู้ที่ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนควรพึงระลึกเสมอว่า ทุกการกระทำและคำพูดมีผลต่อความน่าเชื่อถือโดยรวมขององค์กรและวิชาชีพ การรักษาศรัทธาของประชาชนจึงเป็นหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เตือน “คำผกา” รักษาศรัทธาที่สังคมมีต่อสื่อมวลชน

“ภูมิใจไทย” ดึงคนนอก! บวรศักดิ์ รองนายกฯ?

“ภูมิใจไทย” เร่งทาบทามคนนอก ปรากฏชื่อ “บวรศักดิ์” นั่งรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ด้าน “พลเอกสุพจน์” เต็งหนึ่ง รมว.กลาโหม ขณะที่พล.อ.ณัฐ พรรคพลังประชารัฐส่งเข้าประกวดนั่ง รมช.กลาโหม

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่พรรคภูมิใจไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แกนนำพรรค“ภูมิใจไทย” ได้ทาบทามให้ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ มารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเสริมหน้าตาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ต้องยอมรับว่าใน ครม.อนุทิน 1 พยายามเชื้อเชิญคนนอกที่มีโปรไฟล์ดีมารับตำแหน่งรัฐมนตรีหลายคน เช่น ครม.เศรษฐกิจที่มีประวัติทั้งด้านการศึกษา และการทำงานดี

ขณะที่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ค่อนข้างแน่ชัดว่านายตำรวจระดับอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ที่นายอนุทินบอกใบ้ไว้ คือพล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิต

ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่หลายฝ่ายจับตานั้น คาดการณ์ว่าจะเป็นโควต้าคนนอก และจากพรรคพลังประชารัฐ โดยตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีชื่อ พลเอกสุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และคาดการณ์ว่า พลเอกณัฐ อินทรเจริญ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด จะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม

ขณะที่ความคืบหน้าโผคณะรัฐมนตรีขณะนี้ ยังคงอยู่ระหว่างการส่งรายชื่อ ตรวจสอบประวัติ ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ภูมิใจไทย” เร่งทาบทามคนนอก “บวรศักดิ์” นั่งรองนายกฯ “สุพจน์” เต็งหนึ่ง รมว.กลาโหม

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนแรงและน่าติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่พรรค“ภูมิใจไทย” มีบทบาทสำคัญในการดึงบุคคลภายนอกที่มีความสามารถและประสบการณ์เข้ามาบริหารประเทศ การทาบทามศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ มารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย ถือเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับรัฐบาลในด้านนิติศาสตร์และการร่างกฎหมายต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบริหารประเทศที่ต้องเผชิญกับความท้าทายทางกฎหมายที่ซับซ้อน

การที่พรรค“ภูมิใจไทย” มุ่งเน้นการเชิญผู้ที่มีโปรไฟล์ดีเข้ามาในคณะรัฐมนตรี สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะยกระดับคุณภาพของรัฐบาลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ จะช่วยให้การตัดสินใจและการดำเนินนโยบายต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรอบคอบ

จับตา รมว.กลาโหมคนใหม่จาก “ภูมิใจไทย”

นอกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีแล้ว ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็เป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด การคาดการณ์ว่าพลเอกสุพจน์ มาลานิยม จะได้รับตำแหน่งนี้ บ่งบอกถึงการให้ความสำคัญกับความมั่นคงของชาติและการบริหารจัดการด้านความมั่นคงที่มีประสิทธิภาพ การมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ จะช่วยให้กองทัพสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งรัฐบาลยังคงอยู่ในกระบวนการตรวจสอบประวัติและรายชื่อต่างๆ ซึ่งต้องรอติดตามความคืบหน้าต่อไป แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ พรรคภูมิใจไทยกำลังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะสร้างรัฐบาลที่มีความสามารถและพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ที่รออยู่ข้างหน้า

การดึงคนนอกเข้ามาในรัฐบาล ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถจากหลากหลายสาขาอาชีพ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการที่บุคคลเหล่านี้ต้องมีความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของประชาชน และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม การมีรัฐบาลที่มาจากความหลากหลาย จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นไปอย่างรอบด้านและยั่งยืน

การตัดสินใจเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งต่างๆ ในรัฐบาล เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะมีผลต่ออนาคตของประเทศและประชาชนทุกคน การมีรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศ จะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการสร้างความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงให้กับประเทศไทย

ที่มา – “ภูมิใจไทย” เร่งทาบทามคนนอก “บวรศักดิ์” นั่งรองนายกฯ “สุพจน์” เต็งหนึ่ง รมว.กลาโหม

วรวัจน์ไม่ห่วง ทักษิณกลับไทย ไม่กระทบเพื่อไทย

“วรวัจน์” ยืนยันพรรคเพื่อไทยอยากรู้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยกรณี MOA ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยอย่างไร ไม่ห่วง “ทักษิณ”กลับ-ไม่กลับประเทศไทย เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่ปกติ

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 7 กันยายน นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐทีวี เหตุผลที่ต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (3) ประกอบมาตรา 185 (1) และ (2) กรณีทำข้อตกลงในการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า เพราะอยากรู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเรื่องนี้ออกมาแบบไหน

นายวรวัจน์ กล่าวว่า เมื่อพรรคเพื่อไทยโดนคดีลักษณะนี้มาก่อน ก็เลยอยากรู้ว่าศาลจะวินิจฉัยออกมาแบบไหน เพราะความจริงก็คือความจริง ส่วนหากมีการเสนอชื่อรัฐมนตรีที่มีมลทินแล้ว ทางพรรคเพื่อไทยจะยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่นั้น นายวรวัจน์ กล่าวว่า หากอีกฝั่งหนึ่งทำอะไรได้ตามใจชอบ คิดว่าสังคมมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไร ทุกอย่างก็ควรทำให้มันชัดเจน

เมื่อถามว่าในฐานะคนเก่าแก่ของพรรคเพื่อไทยมองกรณีที่คุณทักษิณ ชินวัตร บินไปดูไบในช่วงนี้อย่างไร หลังหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าสุดท้ายแล้ว คุณทักษิณไม่กลับแน่ นายวรวัจน์ กล่าวว่า ไม่อยากพูดว่า ท่านจะกลับหรือไม่กลับ แต่ในฐานะสส.ยังมั่นใจว่าประชาชนยังให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทย เพราะเราคิดแก้ปัญหาให้กับประชาชนจริงๆ ทุกอย่างเป็นการตัดสินใจของคุณทักษิณและคิดว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย

“ถ้าท่านพิจารณาแล้วว่าจะเกิดมีปัญหา จะตัดสินใจอย่างไรไม่ต้องมาห่วงเลย เพราะสถานการณ์ขณะนี้มันไม่ปกติ” นายวรวัจน์ กล่าว

วรวัจน์ไม่ห่วง “ทักษิณ”กลับ-ไม่กลับประเทศไทย เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่ปกติ

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดคือเรื่องการกลับประเทศไทยของคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แม้จะมีกระแสข่าวและบทวิเคราะห์มากมายเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ท่านจะไม่กลับมา แต่เสียงจากภายในพรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของพรรคแต่อย่างใด นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ทำไมต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ MOA?

สิ่งที่น่าสนใจคือเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นายวรวัจน์ อธิบายว่าพรรคต้องการทราบแนวทางการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับที่พรรคเคยเผชิญมาก่อน เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นบรรทัดฐานในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง

นอกจากนี้ นายวรวัจน์ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอชื่อรัฐมนตรีที่มีมลทิน โดยย้ำว่าหากมีการกระทำที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น สังคมจะมองเห็นและทุกอย่างควรทำให้มันโปร่งใสและชัดเจน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการรักษาหลักการและความถูกต้องในการทำงานทางการเมือง

เมื่อถามถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ของคุณทักษิณ ชินวัตร ที่เดินทางไปดูไบในช่วงนี้ นายวรวัจน์กล่าวว่าไม่อยากแสดงความเห็นว่าท่านจะกลับหรือไม่กลับ แต่ในฐานะสส. เขายังคงมั่นใจว่าประชาชนยังคงให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคมีความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง และเชื่อว่าการตัดสินใจของคุณทักษิณจะไม่ส่งผลกระทบต่อพรรค

นายวรวัจน์ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “ถ้าท่านพิจารณาแล้วว่าจะเกิดมีปัญหา จะตัดสินใจอย่างไรไม่ต้องมาห่วงเลย เพราะสถานการณ์ขณะนี้มันไม่ปกติ” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การพิจารณาอย่างรอบคอบ และการตัดสินใจใดๆ จะคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การกลับมาหรือไม่กลับมาของทักษิณจึงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันว่าจะมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนต่อไป โดยไม่ปล่อยให้ประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของพรรค

จากคำกล่าวของนายวรวัจน์ เราได้เห็นถึงความเชื่อมั่นของพรรคเพื่อไทยในศักยภาพของตนเองและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน แม้ว่าจะมีปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อการทำงาน แต่พรรคก็พร้อมที่จะเผชิญหน้าและก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้ ความชัดเจนและโปร่งใสในการทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่พรรคให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

ดังนั้นการที่ วรวัจน์ไม่ห่วง “ทักษิณ”กลับ-ไม่กลับประเทศไทย เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่ปกติ จึงเป็นข้อความที่สะท้อนความเชื่อมั่นในสถานการณ์และเชื่อมั่นในการตัดสินใจของอดีตนายกฯ ทักษิณ

ที่มา – “วรวัจน์” ไม่ห่วง “ทักษิณ”กลับ-ไม่กลับประเทศไทย เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่ปกติ เชื่อไม่กระทบเพื่อไทย

“สีหศักดิ์” คุย นโยบายต่างประเทศ กับนายกฯ แล้ว

“สีหศักดิ์”เผยเริ่มคุยนโยบายต่างประเทศกับนายกฯ “อนุทิน” บ้างแล้ว ยันแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ยึดสันติ – รักษาอธิปไตยถึงที่สุด

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 7 ก.ย. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้มีการเปิดตัวจะมาเป็นรมว.ต่างประเทศ ได้เดินทางเข้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) เพื่อพบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ร้านกาแฟจาริสต้าร์ ชั้น 1 ของพรรค โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงการเตรียมงานด้านนโยบายต่างประเทศ ซึ่งนายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ได้คุยกับนายกรัฐมนตรีบ้างแล้ว และนายกได้แถลงจุดยืนไปบ้างแล้ว แต่หลังจากนี้คงต้องมีการคุยเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดกัน

ส่วนกรณีที่วันที่ 7-10 ก.ย. 2568 มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ใช่ๆ นายกฯ ก็ปรึกษาว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างสันติ ต้องรักษาอธิปไตยของเราอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นแนวทางของเรา แต่ขอยังไม่ลงรายละเอียด

“สีหศักดิ์” คุย นโยบายต่างประเทศ กับนายกฯ แล้ว

การออกมาเปิดเผยถึงการพูดคุยเรื่องนโยบายต่างประเทศระหว่างนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้สร้างความสนใจให้แก่หลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงนักการทูตและผู้ที่ติดตามสถานการณ์ระหว่างประเทศ

การที่นายสีหศักดิ์ ซึ่งเป็นอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลชุดใหม่นี้ บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นที่จะสานต่อนโยบายเดิมที่ประสบความสำเร็จ และปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์

ความสำคัญของการกำหนดนโยบายต่างประเทศที่ชัดเจน

การมีนโยบายต่างประเทศที่ชัดเจนและสอดคล้องกับสถานการณ์โลก เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยในยุคปัจจุบัน ที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความท้าทายใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ

ประเทศไทยจำเป็นต้องมีนโยบายต่างประเทศที่สามารถรักษาผลประโยชน์ของชาติ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมความร่วมมือกับนานาชาติในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม

  • ด้านเศรษฐกิจ: ส่งเสริมการค้าการลงทุนกับต่างประเทศ ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ และสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและระดับโลก
  • ด้านการเมือง: รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศต่างๆ แก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี และส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
  • ด้านสังคมและวัฒนธรรม: แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับต่างประเทศ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชน

นอกจากนี้ นโยบายต่างประเทศยังต้องสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างรวดเร็ว และตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การก่อการร้าย และการแพร่ระบาดของโรค

ดังนั้น การที่นายสีหศักดิ์และนายกรัฐมนตรีอนุทิน ได้เริ่มหารือเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศแล้ว จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดนโยบายต่างประเทศที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย

ติดตามข่าวสารและอัพเดทเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของไทยได้ที่นี่!

ที่มา – “สีหศักดิ์” ฟิตยอมรับเริ่มคุยนโยบายต่างประเทศกับนายกฯ “หนู” บ้างแล้ว

“ธนกร” จี้ “ภูมิธรรม-รัฐบาล” ชี้แจงยุบสภา

“ธนกร” จี้ “ภูมิธรรม-รัฐบาล” เร่งแจงประชาชนให้ชัดหลังมีข่าวยุบสภาถูกตีกลับ ลั่นถ้าขัดรธน.ต้องยืดอกรับผิดชอบ ชี้ ควรเห็นแก่ปชช. ก่อนห่วงฐานอำนาจ ย้ำ อย่ายื้อเวลาทำประเทศเสียหาย

วันที่ 3 ก.ย. 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าหนังสือทูลเกล้าฯ ขอยุบสภาฯ ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีถูกตีกลับว่า นายภูมิธรรมและรัฐบาลต้องเร่งออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าวให้ชัดเจนโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่ไม่เหมาะสม ซึ่งกระบวนการต่างๆ รัฐบาลควรต้องตระหนักให้ดีและรอบคอบที่สุดในข้อกฎหมาย หากสุ่มเสี่ยงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำ ซึ่งหากขัดต่อรัฐธรรมนูญจริง นายภูมิธรรมและรัฐบาลต้องรับผิดชอบ

ทั้งนี้นายธนกร มองว่า ควรใช้ระบบสภา ในการแก้ปัญหาตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ เพราะต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่นายกรัฐมนตรีก็ควรจะต้องแก้ให้ตรงจุดคือการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่มาแทนเนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ทำผิดอะไร

“ปัญหาที่สำคัญของประเทศขณะนี้ค่อนข้างหนักหน่วง เรื่องเศรษฐกิจปากท้อง หนี้สิน และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ภาษีทรัมป์ก็รออยู่ รวมถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชายังต้องรีบดำเนินการแก้ไข การที่พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลเดินเกมแบบนี้ถือเป็นการยื้อเวลาเพราะหวงอำนาจ คิดถึงแต่การเมืองแต่ไม่นึกถึงเลยว่า พี่น้องประชาชนและประเทศจะเสียหาย เสียโอกาสแค่ไหน สุดท้ายจะเกิดประโยชน์อะไร หากมุ่งแต่เอาชนะคะคานกันทางการเมือง แต่กลับกลายเป็นชัยชนะบนซากปรักหักพัง” นายธนกร กล่าว

“ธนกร” จี้ “ภูมิธรรม-รัฐบาล” ชี้แจงประชาชนให้ชัดหลังมีข่าวยุบสภาถูกตีกลับ

จากกระแสข่าวเรื่องการยุบสภาที่ถูกตีกลับ ทำให้เกิดคำถามมากมายในสังคมถึงความโปร่งใสและความถูกต้องตามกฎหมายของกระบวนการต่างๆ นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายภูมิธรรม เวชยชัย เร่งดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับทราบโดยเร็ว เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความสับสนที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความละเอียดอ่อน การตัดสินใจใดๆ ของรัฐบาลจึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ การเร่งรีบดำเนินการโดยไม่ตรวจสอบให้ถี่ถ้วน อาจนำไปสู่ปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม

ความรับผิดชอบต่อรัฐธรรมนูญ

นายธนกรได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด หากกระบวนการยุบสภาขัดต่อรัฐธรรมนูญจริง ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว การหลีกเลี่ยงหรือละเลยความรับผิดชอบ จะยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลลดน้อยลง

นอกจากนี้ นายธนกรยังได้กล่าวถึงปัญหาสำคัญที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชน ปัญหาหนี้สิน รวมถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การที่รัฐบาลมุ่งเน้นแต่เรื่องการเมือง โดยไม่คำนึงถึงปัญหาที่แท้จริงของประชาชน จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

การยุบสภาควรเป็นทางเลือกสุดท้าย หากการแก้ไขปัญหาด้วยกลไกปกติไม่สามารถทำได้ การใช้ระบบสภาในการแก้ไขปัญหาตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ควรเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก การตัดสินใจที่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม จะนำพาประเทศไปสู่ความเสียหายอย่างไม่คาดฝัน

ดังนั้น รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการยุบสภาให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเข้าใจที่ถูกต้อง การหลีกเลี่ยงการตอบคำถามหรือการปกปิดข้อมูล จะยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและความไม่ไว้วางใจ

การเมืองควรเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาของประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือในการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตน รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ

ที่มา – “ธนกร” จี้ “ภูมิธรรม-รัฐบาล” ชี้แจงประชาชนให้ชัดหลังมีข่าวยุบสภาถูกตีกลับ

“หมออ๋อง” กับ พรรคประชาชนเลือกใครเชื่อได้

“หมออ๋อง” เชื่อพรรคประชาชนเลือกแล้วใครเชื่อถือได้ ใครเชื่อถือไม่ได้ ย้ำหากยุบสภาก่อนแก้รัฐธรรมนูญ ประชาชนได้แค่เลือกตั้งใหม่เท่านั้น

วันที่ 2 ก.ย. 2568 นพ.ปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐธรรมนูญไทยยังเขียนไม่ดี จนทำให้เกิดช่องว่างในการตีความว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีสามารถเสนอโปรดเกล้าฯยุบสภาได้หรือไม่ จึงควรทำขอบเขตให้ชัดเจน ปัญหาการเมือง ต้องแก้ด้วยการเมือง อย่ามากล่าวอ้างว่าตอนนี้การเมืองถึงทางตันแล้ว ไม่ว่าจะตันด้วย สภาฯไม่ทำงาน รัฐบาลคอร์รัปชัน หรือบริหารไม่ได้ ควรขีดเส้นว่าห้ามยุ่ง แล้วใช้กลไกในสภาฯที่มีอยู่ให้เต็มที่ เพราะฉะนั้นถ้าคนจะวิจารณ์พรรคประชาชน ว่าคุยกับพรรคภูมิใจไทยมากกว่าว่า เป็นแค่แท็กติกในการให้พรรคเพื่อไทยยุบสภานั้น  ตนเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นแบบนั้น

“หมออ๋อง” เชื่อพรรคประชาชนเลือกแล้วใครเชื่อถือได้ ใครเชื่อถือไม่ได้

นพ.ปดิพัทธ์ กล่าวด้วยว่า คิดว่าทางพรรคประชาชนเองได้เตรียมแผนสำรองเอาไว้นานแล้ว โดยเชื่อว่าพรรคประชาชนคงพิจารณาแล้วว่า คนไหนที่มีคำมั่นสัญญาจะยุบสภา จึงอยากให้มองภาพใหญ่ อย่าไปมองว่าการเมืองถึงทางตัน เพราะความบิดเบี้ยวของกลไกที่ผิดเพี้ยน มาจากกติกาที่ถูกเขียนไว้ ไม่อยากให้คนไทยลืม เพราะถ้ายุบสภาเลย มีประโยชน์แค่ข้อเดียวคือได้เลือกตั้งใหม่ แต่เรื่องอื่นยังไม่ได้ทำ ค่อยไปว่ากันในรัฐบาลชุดหน้า แต่ถ้าขีดกรอบชัดเจนไว้ 4 เดือนแล้วมีการรักษาสัญญาจริงในรัฐบาลชุดต่อไป ตนคิดว่าหลายอย่างจะเดินหน้าไปได้ เช่นกฎหมายประชามติ จะทำครั้งแรกก่อน แล้วเลือกตั้งก็มาทำครั้งที่ 2 หรือไม่ จะออกแบบการเลือกตั้งและออกแบบคำถามประชามติให้ชัดเจน ตนคิดว่า 4 เดือน มีเวลาเตรียมการ ถ้า 4 เดือนนี้เข็มทิศคือการกำหนดยุบสภาและกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน ถนนทุกสายก็จะมุ่งไปทางนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับใครได้กระทรวงไหน เพราะรัฐมนตรีมีหน้าที่ประคองสถานการณ์

“หมออ๋อง” มองอนาคตพรรคประชาชน

จากคำกล่าวของ นพ.ปดิพัทธ์ ทำให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เขามีต่อพรรคประชาชน และความคาดหวังว่าพรรคจะสามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ ท่ามกลางความท้าทายทางการเมืองที่ซับซ้อน การเลือกคนที่น่าเชื่อถือและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

“ผมคิดว่าคงไม่มีนโยบายใหม่ๆ ใน 4 เดือนนี้ เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์หยุดไว้ก่อน อะไรที่ต้องใช้เงิน ใช้งบประมาณจำนวนมากจะถูกเบรกไปหมด เพื่อรอให้มีการเลือกตั้งเสร็จ แล้วค่อยกลับมาว่ากันใหม่”

การที่ “หมออ๋อง” แสดงความเห็นเช่นนี้ ทำให้เราเห็นภาพรวมของการเมืองไทยในอนาคตอันใกล้นี้ การตัดสินใจของพรรคประชาชน และการเลือกผู้แทนที่น่าเชื่อถือ จะส่งผลต่อทิศทางของประเทศอย่างมาก ดังนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

การที่หมออ๋องออกมากล่าวถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อพรรคประชาชนในการเลือกคนที่น่าเชื่อถือได้นั้น เป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของผู้แทนเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ว่าจะมีขึ้นเมื่อใด ขอให้ประชาชนทุกคนใช้วิจารณญาณในการพิจารณาผู้สมัครและนโยบายของแต่ละพรรคอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้ได้ผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างแท้จริง “หมออ๋อง” เชื่อว่าประชาชนจะตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – “หมออ๋อง” เชื่อพรรคประชาชนเลือกแล้วใครเชื่อถือได้ ใครเชื่อถือไม่ได้

Scroll to top