ข่าวการเมืองเลือกตั้ง

กกต. เผยยอด ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 3 แสน!

ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า กกต. สรุปยอด 3 วัน รวม 3 แสนกว่าคน

การเลือกตั้งครั้งสำคัญใกล้เข้ามาแล้ว! ทาง กกต. ได้สรุปยอดผู้ที่ ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ในช่วง 3 วันแรกของการเปิดให้ลงทะเบียน พบว่ามีผู้สนใจลงทะเบียนแล้วกว่า 3 แสนคน นี่แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความใส่ใจของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้สรุปจำนวนผู้ที่ได้ทำการ ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งในประเทศและนอกราชอาณาจักร ข้อมูล ณ วันที่ 22 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของการเปิดให้ลงทะเบียน พบว่ามีผู้มีสิทธิเลือกตั้งยื่นความจำนงในการใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า รวมทั้งสิ้น 109,366 คน

โดยแบ่งเป็นผู้ที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งของตนเอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานในวันเลือกตั้ง จำนวน 229 คน ผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง จำนวน 101,045 คน และผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร จำนวน 8,092 คน

เมื่อรวมจำนวนผู้ที่ได้ทำการลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดให้ลงทะเบียน พบว่ามีผู้ที่ได้ ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ไปแล้วทั้งสิ้น 314,821 คน ถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจและแสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งเป็นอย่างมาก

ช่องทางการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า

สำหรับผู้ที่สนใจลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าก่อนวันเลือกตั้ง สามารถทำได้ 3 ช่องทางหลักๆ ดังนี้

  • ลงทะเบียนด้วยตนเอง: สามารถไปลงทะเบียนได้ที่สำนักทะเบียนท้องถิ่น นายทะเบียนอำเภอ สำนักงานเขตทั้ง 50 เขตในกรุงเทพมหานคร หรือสถานเอกอัครราชทูต (สำหรับผู้ที่อยู่นอกราชอาณาจักร)
  • ลงทะเบียนทางไปรษณีย์: สามารถยื่นคำร้องขอลงทะเบียนทางไปรษณีย์ได้
  • ลงทะเบียนทางออนไลน์: เป็นช่องทางที่สะดวกและรวดเร็ว สามารถลงทะเบียนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านเว็บไซต์ที่ กกต. กำหนด

การลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 ดังนั้นหากท่านใดที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน อย่ารอช้า รีบดำเนินการโดยด่วน เพื่อรักษาสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งของท่าน

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งของท่าน จึงเป็นการแสดงพลังและมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศชาติ อย่าปล่อยให้สิทธิของท่านสูญเปล่า ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันนะครับ

ดังนั้นเตรียมตัวให้พร้อม ศึกษาข้อมูลของผู้สมัคร และออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า หรือในวันเลือกตั้งจริง เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ประเทศไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ที่มา – ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า กกต. สรุปยอด 3 วัน รวม 3 แสนกว่าคน

รทสช.ชู “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” เป็นแคนดิเดตนายกฯ

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ อย่างเป็นทางการ ได้แก่ “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” พร้อมชูนโยบายเด่นมากมาย หวังพลิกโฉมประเทศไทย

“พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” แคนดิเดตนายกฯ รทสช.

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ทำการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้มีการแถลงข่าวเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค, นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยแกนนำพรรคและว่าที่ผู้สมัคร สส. อีกหลายท่าน

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ พรรค รทสช. ได้ประกาศสโลแกนพรรคอย่างเป็นทางการคือ “เด็ดขาดแก้วิกฤติ พลิกโฉมประเทศ” พร้อมทั้งเปิดตัวนโยบายที่น่าสนใจหลายประการ ซึ่งมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาของชาติและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

นโยบายเด่นของพรรค รทสช. ที่ “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” พร้อมผลักดัน

พรรค รทสช. ได้เสนอนโยบายที่ครอบคลุมหลากหลายด้าน ดังนี้:

  • ด้านความมั่นคง: ยกเลิก MOU 43-44 สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา, รับเบี้ยเลี้ยงออกรบ 200,000 บาท, เกณฑ์ทหารสมัครใจรับ 30,000 บาท, ทหารเกณฑ์ส่วนใหญ่รายได้น้อยและต้องดูแลครอบครัว ก็รับไปเลยเงินเดือนบวกเงินค่าครองชีพเดือนละ 15,000 บาท
  • ด้านการปราบปรามการทุจริต: ออกกฎหมายประหารชีวิตคนโกงชาติ, ลงโทษหนักสแกมเมอร์
  • ด้านพลังงาน: เสรีโซลาร์ ไม่ต้องขออนุญาต, ค่าไฟถูกได้อีก 33%, เบนซิน ดีเซล ไม่เกิน 30 บาท/ลิตร
  • ด้านเกษตรกรรม: ปุ๋ยรัฐ 500 บาท/กระสอบ, ศาลที่ดิน ข้าว 15,000 บาท/ตัน, ปาล์ม 6 บาท/กก.
  • ด้านการศึกษา: ใช้หนี้ กยศ. ด้วยการทำงาน ไม่ถูกฟ้องร้องอีก
  • ด้านการบริหารราชการ: ราชการ งานไว ลดอำนาจรัฐ เลิกหลายใบอนุญาต จบที่ 1 คำขอ

นายพีระพันธุ์กล่าวถึงการเลือกตั้งที่จะมาถึงว่า พรรควัดผลสำเร็จด้วยความตั้งใจจริงในการแก้ไขวิกฤติของชาติและปัญหาของประชาชน ไม่ได้วัดจากจำนวน สส. หรือขนาดของเงินทุน พร้อมทั้งยืนยันว่าพรรคจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่มีทุนสีเทา

เมื่อถามถึงเป้าหมายของพรรค รทสช. ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า พรรคคาดหวังที่จะส่งผู้สมัคร สส. ครบทุกจังหวัด และในกรุงเทพมหานครส่งครบทั้ง 33 เขต

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวถึงจุดยืนของพรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรคจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่จะแก้ไขเพื่อทำให้ประเทศชาติมั่นคง สถาบันหลักของชาติเข้มแข็ง และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มากยิ่งขึ้น

“พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” พร้อมนำพาพรรค รทสช. สู่การเลือกตั้งด้วยความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของชาติและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน พรรคมุ่งเน้นการทำงานเพื่อคนไทยทั้งชาติ และพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้ดียิ่งขึ้น

พรรค รทสช. ภายใต้การนำของ “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการเข้ามาแก้ไขปัญหาของชาติ และพร้อมที่จะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ ด้วยนโยบายที่ชัดเจนและการทำงานที่มุ่งเน้นประโยชน์ส่วนรวม

ที่มา – “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” แคนดิเดตนายกฯ รทสช. ชูนโยบายออกรบรับ 2 แสน

3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ลง สส. มีชื่อลูก“ภูมิธรรม-ทวี”

การเมืองไทยกำลังเข้มข้น! พรรคเพื่อไทยเปิดรายชื่อ สส. บัญชีรายชื่อ 100 คน มีชื่อแคนดิเดตนายกฯ ครบ แถมมีลูก “ภูมิธรรม-ทวี” ลงสมัครด้วย มาดูกันว่าใครบ้างที่มีชื่อในบัญชีนี้ และเบื้องหลังการลาออกของจาตุรนต์คืออะไร

3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ลง สส. ครบ มีชื่อ ลูก “ภูมิธรรม-ทวี” ด้วย

พรรคเพื่อไทยเปิดเผยรายชื่อ สส.บัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน ซึ่งเป็นไปตามลำดับตัวอักษร โดยมีชื่อของ 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย อยู่ในบัญชีรายชื่อดังกล่าว ได้แก่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นอกจากนี้ ยังมีแกนนำพรรคคนสำคัญอย่าง นายภูมิธรรม เวชชัย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รวมอยู่ด้วย

ที่น่าสนใจคือ มีบุคคลที่เพิ่งเข้ามาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยก็มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อ สส. เช่น นายเทวัญ ลิปตพัลลภ และนายต่อศักดิ์ อัศวเหม และที่สร้างความฮือฮาคือการปรากฏชื่อทายาทนักการเมืองชื่อดังที่ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อเป็นครั้งแรก ได้แก่ นายธงธรรม เวชยชัย บุตรชายของนายภูมิธรรม และนายรวิ สอดส่อง บุตรชายของ พล.ต.อ. ทวี สอดส่อง ทำให้เห็นถึงการผสมผสานคนรุ่นใหม่เข้ากับประสบการณ์ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย

ทำไมต้อง 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย?

การที่พรรคเพื่อไทยส่ง 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมในการนำพาพรรคไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งที่จะมาถึง การมีตัวเลือกที่หลากหลายจะช่วยให้พรรคสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุม

  • นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ: ผู้บริหารมากประสบการณ์
  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: นักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรง
  • นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์: หัวหน้าพรรคที่มากด้วยความสามารถ

การมี 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ทำให้พรรคมีความแข็งแกร่งและมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลมากขึ้น หากผลการเลือกตั้งออกมาเป็นที่น่าพอใจ

นอกจากเรื่องรายชื่อ สส.บัญชีรายชื่อแล้ว นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังได้ยืนยันถึงกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยว่า ไม่ได้มีปัญหาใดๆ ภายในพรรค และนายจาตุรนต์ยังคงเป็นสมาชิกพรรคและมีบทบาทเหมือนเดิม เพียงแต่จะไปทำหน้าที่ในคณะกรรมการทำประชามติ ซึ่งที่ผ่านมานายจาตุรนต์ได้ทุ่มเทให้กับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด

การลาออกของนายจาตุรนต์อาจทำให้หลายคนสงสัยถึงความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย แต่การยืนยันจากหัวหน้าพรรคทำให้น่าเชื่อได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาทเพื่อไปทำงานที่สำคัญอีกด้านหนึ่ง

การเปิดเผยรายชื่อ สส.บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการประกาศความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง พรรคได้รวบรวมบุคลากรที่มีความสามารถและประสบการณ์หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

การมี 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ที่มีความโดดเด่นแตกต่างกัน จะเป็นจุดแข็งที่สำคัญในการดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน และทำให้พรรคเพื่อไทยเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศ เราหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาและตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุด

ที่มา – 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ลง สส. ครบ มีชื่อ ลูก “ภูมิธรรม-ทวี” ด้วย

อนุทินเยี่ยมทหารเสียขา เตือนกัมพูชา

นายกฯ บินด่วนเยี่ยมทหารนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดชายแดนตราด สูญเสียขาเป็นรายที่ 8 ย้ำรัฐบาล-กองทัพไม่ทอดทิ้ง ดูแลเต็มที่ เตือนกัมพูชา ทำแบบนี้ อย่าหวังเลิกแล้วต่อกัน ขอนานาชาติเตือนอีกฝ่าย อย่าจ้องแต่กำชับฝ่ายไทย

วันที่ 21 ธันวาคม 2568 ที่โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางด่วนลงพื้นที่เพื่อเข้าเยี่ยมและให้กำลังใจ จ่าเอกเทอดพงษ์ ผมนะรา ทหารช่างสังกัดหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด กองทัพเรือ ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จนต้องสูญเสียขา นับเป็นทหารรายที่ 8 จากเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว

นายอนุทินกล่าวว่า หลังทราบข่าวทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากเหตุเหยียบทุ่นระเบิด จึงรีบเดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจทันที พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลและกองทัพจะไม่ทอดทิ้งวีรบุรุษผู้เสียสละเพื่อประเทศชาติ และจะดูแลเรื่องการรักษา การฟื้นฟู รวมถึงการเยียวยาอย่างเต็มที่

“ทำกันแบบนี้ จะมาพูดว่าให้เลิกแล้วต่อกันก็คงไม่ได้ นี่คือการรุกล้ำดินแดนไทย เรื่องนี้ต้องบอกให้นานาชาติรู้ด้วยว่าแทนที่จะมาบอกให้ไทยทำอย่างนั้นอย่างนี้ก็ให้ไปบอกฝ่ายที่กระทำเราบ้าง ให้เขาหยุดการกระทำ ส่วนใครจะมาบอกให้ไทยทำอะไร ขอบอกว่าไทยมีแนวทางของเราและจะจัดการในสิ่งที่สมควร จะปล่อยให้พี่น้องประชาชนคนไทยทหารไทยมาถูกกระทำแบบนี้ไม่ได้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุเหยียบกับระเบิด เกิดขึ้นในพื้นที่บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด ซึ่งเป็นบริเวณที่ฝ่ายกัมพูชาลอบนำทุ่นระเบิดเข้ามาฝังไว้ใกล้พื้นที่ชุมชน ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บระหว่างปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวน และถูกนำตัวส่งรักษาอย่างเร่งด่วน

แพทย์โรงพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี รายงานว่า อาการของจ่าเอกเทอดพงษ์ ขณะนี้พ้นขีดอันตราย รู้สึกตัวดี หลังเข้ารับการผ่าตัดและสามารถควบคุมการห้ามเลือดได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ยังต้องพักรักษาตัวและรับยาฆ่าเชื้ออย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์

อนุทิน บินด่วนเยี่ยมทหารเสียขารายที่ 8 เตือนกัมพูชา อย่าหวังเลิกแล้วต่อกัน

จากนั้น นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องกำลังใจได้ให้กับทหารทุกคนมาโดยตลอด มีทหารบางคนโชคไม่ดี ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ก็โดนทำร้ายอย่างทหารนายนี้ก็คือขาที่ 8 หากทำแบบนี้แล้วมาบอกให้เลิกแล้วต่อกันคงไม่ใช่ นี่เป็นการละลาบละล้วงไม่เคารพบูรณภาพแห่งดินแดน ของประเทศเรา เราก็ต้องทำอะไรให้เขาได้ยินบ้าง เมื่อถามถึงสถานการณ์ชายแดนในช่วงนี้เรียบร้อยดีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จะเรียบร้อยได้อย่างไรถ้าเรียบร้อยคนของเราต้องไม่เป็นอะไรเมื่อเช้านี้ตนก็ต้องไปรับร่างของทหารอีก 2 นาย ที่เสียชีวิตบนเนิน 350 ซึ่งกัมพูชาปล่อยให้ร่างผู้เสียชีวิตต้องอยู่ตากแดดตากฝนอยู่ตั้ง 3-4 วัน ไม่ยอมให้เราเอาร่างกลับมาเพื่อทำพิธี เอาร่างผู้เสียชีวิตมาไว้ล่อเป้า อย่างนี้มันไม่ใช่วิธีการของคนที่อยากจะมีความสงบ แบบนี้ตนอยากบอกให้นานาชาติได้เห็น ที่โทรกันมาหาตนคำก็หยุดยิง สองคำก็หยุดยิง ขอให้ประเทศไทยกลับไปทำนั่นทำนี่ ขอให้ประเทศไทยเคารพนั่นเคารพนี่ ดูซิว่ามีใครเคารพประเทศไทยบ้าง นี่คือสิ่งที่ต้องตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าไปบอกคนที่ทำร้ายประเทศไทยเถอะ ไม่ใช่บอกประเทศไทย เมื่อถามว่าความไม่สงบจะจบก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้งเราต้องทำให้มันจบเร็วที่สุด ไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสียไปมากกว่านี้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องเลือกตั้งและเรื่องอะไรทั้งสิ้น. ทหารและกองทัพจะเร่งดำเนินการสถาปนาอธิปไตยและความมั่นคงในทุกเขตที่เป็นเป้าหมายโดยเร็วที่สุดไม่ต้องเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนแล้ว ตอนนี้ต้องรักษาคนไทยต้องรักษาชีวิตของทหารทั้งหลายไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

อนุทินแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ทหารเสียขา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด รัฐบาลไทยยืนยันว่าจะดูแลทหารที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ การที่อนุทิน บินด่วนเยี่ยมทหารเสียขารายที่ 8 เตือนกัมพูชา อย่าหวังเลิกแล้วต่อกัน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและทหารไทย

ในฐานะประชาชนคนไทย เราควรให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ และสนับสนุนให้รัฐบาลดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อสร้างความสงบสุขตามแนวชายแดน และปกป้องอธิปไตยของชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันประเทศ และความเสียสละของทหารกล้า

ทั้งนี้ อนุทิน บินด่วนเยี่ยมทหารเสียขารายที่ 8 เตือนกัมพูชา อย่าหวังเลิกแล้วต่อกัน เพื่อเป็นการให้กำลังใจและยืนยันถึงความช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากรัฐบาล

ที่มา – “อนุทิน” บินด่วนเยี่ยมทหารเสียขารายที่ 8 เตือนกัมพูชา อย่าหวังเลิกแล้วต่อกัน

โฆษกปชป. ขอบคุณคนกรุงเทพฯ หลังโพลพุ่ง!

โฆษกปชป. ขอบคุณคนกรุงเทพฯ หลังผลโพลพุ่ง

“พงศกร ขวัญเมือง” ขอบคุณคนกรุงเทพฯ หลังนิด้าโพล เผย คะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์ พุ่งสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า ขอโอกาสอีกครั้งให้กลับมารับใช้ดูแล

วันที่ 21 ธ.ค. 2568 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวขอบคุณพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ต่อผลการสำรวจ “กระแสการเมืองกรุงเทพมหานคร” ล่าสุดของนิด้าโพล ที่สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นต่อพรรคประชาธิปัตย์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคะแนนนิยมขยับสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า เมื่อเทียบกับผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ผลโพลครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางการเมือง แต่เป็นสัญญาณของความไว้วางใจ และการเปิดใจของคนกรุงเทพฯ ที่ให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง

พรรคประชาธิปัตย์ขอขอบคุณพี่น้องคน กทม.อย่างจริงใจ ที่เปิดใจ และมอบความไว้วางใจให้พรรคถือเป็นกำลังใจสำคัญของพวกเราทุกคน ทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อความหวังของประชาชน เพราะตระหนักดีว่ายังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ตัดสินใจ และยังมองหาพรรคการเมืองที่สามารถเป็นความหวังใหม่ของกรุงเทพฯ ได้อย่างแท้จริง พรรคประชาธิปัตย์พร้อมพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำงาน จึงขอโอกาสจากคนกรุงเทพฯ อีกครั้ง ให้เราได้กลับมารับใช้ ดูแล และทำงานเพื่อตอบโจทย์คน กทม. และเมืองนี้ ด้วยการเมืองสุจริต การทำงานแบบมืออาชีพ และความจริงใจต่อประชาชนทุกคน

พรรคประชาธิปัตย์ขอบคุณคนกรุงเทพฯ

ผลสำรวจของนิด้าโพลแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคประชาธิปัตย์ การที่คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่พรรคต้องรักษาและต่อยอดความไว้วางใจนี้ด้วยการทำงานอย่างหนักและมุ่งมั่นเพื่อแก้ไขปัญหาของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครเผชิญกับความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจร ปัญหามลพิษ ปัญหาอาชญากรรม และปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะตัวแทนของประชาชนคนกรุงเทพฯ พร้อมที่จะเป็นแกนนำในการผลักดันนโยบายและโครงการต่างๆ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้น

นโยบายที่พรรคให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่:

  • การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้มีประสิทธิภาพ สะดวก และเข้าถึงได้ง่าย เพื่อลดปัญหาการจราจรและมลพิษ
  • การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี
  • การสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยการเพิ่มกำลังตำรวจ ติดตั้งกล้องวงจรปิด และปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย
  • การส่งเสริมการลงทุนและการจ้างงาน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนกรุงเทพฯ

พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือและความมุ่งมั่นตั้งใจจริง เราจะสามารถสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนได้ อย่าปล่อยให้โอกาสดีๆ หลุดลอยไป ร่วมกันสร้างกรุงเทพฯ ที่ดีกว่าเดิมไปกับเรา

ที่มา – โฆษกปชป. ขอบคุณ คนกรุงเทพฯ หลังผลโพลพุ่ง ขอโอกาส รับใช้อีกครั้ง

“ธรรมนัส” เปิดพรรคกล้าธรรม สู้ศึกเลือกตั้งอีสาน

“ธรรมนัส” เปิดบ้านพรรคกล้าธรรม รับ “ไชยา-นุชนาถ-นพ.ภูมินทร์” อดีต สส.เพื่อไทย สู้ศึกเลือกตั้งในภาคอีสาน พร้อม “คุณากร” อดีต สส.ปชป. ด้าน “ไชยา” ปัดเป็นงูเห่า ลั่นตัดสินใจเพื่อชาวอีสาน

วันที่ 20 ธันวาคม 2566 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ให้การต้อนรับ นายไชยา พรหมา อดีต สส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย, นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ, นางสาวนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร อดีต สส.ศรีสะเกษ, นายคุณากร มั่นนทีรัย เข้าพรรคกล้าธรรม โดยสวมเสื้อแจ็กเก็ตให้ และเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร ด้วยในคราวเดียวกัน

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวต้อนรับสมาชิกที่มาเปิดตัวกับพรรคกล้าธรรมวันนี้ ว่า นายไชยา เป็นอดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ตนเคารพรัก เมื่อเคยทำงานร่วมกันที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เห็นฝีไม้ลายมือในการปราบปราม โดยเฉพาะสินค้าเถื่อน สุกรเถื่อน เมื่อเป็นรองประธานสภาฯ ก็คิดว่าคงไม่มีใครปฏิเสธว่าทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งจากการรู้จักกันที่ผ่านมา ตนจึงชวนนายไชยามาร่วมอุดมการณ์และสานต่องานสำคัญ อีกทั้งนายไชยายังเป็นผู้ร่วมสร้างงานท้องถิ่นที่จังหวัดหนองบัวลำภู

ส่วน นพ.ภูมินทร์ และนางสาวนุชนาถ เป็นนักการเมืองที่อยู่ในสภาฯ ซึ่งศรีสะเกษเองก็เป็นจังหวัดที่พี่น้องประชาชนประกอบอาชีพภาคการเกษตร จึงได้ทั้ง 2 คนมาร่วมอุดมการณ์ สำหรับนายคุณากร อดีต สส.นนทบุรี พรรคประชาชน ถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่อยากมาร่วมงาน และทราบว่าเป็นผู้ที่สนใจในเรื่องน้ำของจังหวัดนนทบุรี อีกทั้งผู้นำท้องถิ่นในจังหวัดนนทบุรีก็ฝากกับตนมาว่า นายคุณากรเป็นคนชอบทำ ไม่ชอบพูด ซึ่งตรงสเปกของตนที่อยากจะนำมาร่วมงาน

เมื่อถามว่าได้บุคคลสำคัญมาช่วยจะทำให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ทั้งหมดที่อยู่ตรงนี้คือบุคคลที่ทำงานติดดินอยู่กับชาวบ้าน นำโจทย์ของประชาชนมาแก้ปัญหา และตนก็มั่นใจว่าทุกท่านจะกลับเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรได้ ส่วนคำถามว่าจะมีการวางตัวเพื่อหลีกเลี่ยงเขตหาเสียงให้กับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ เนื่องจากเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน ร้อยเอกธรรมนัส ระบุว่า หากทำเช่นนั้นประชาชนจะไม่เชื่อมั่นในตัวเรา สนามเลือกตั้งคือสนามรบ เมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วรู้ผลก็ต้องมาร่วมงานกันต่อ พร้อมเผยว่ายังมีคนอื่นจะมาร่วมอีก

ทางด้าน นายไชยา กล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินใจมาทำงานกับพรรคกล้าธรรม เพราะเห็นนโยบายที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องภาคการเกษตร ซึ่งตนเป็นผู้แทนราษฎรมาแล้ว 9 สมัย อยู่กับเกษตรกรชาวไร่ชาวนาในจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีตัวเลขทางเศรษฐกิจลำดับท้ายๆ ของประเทศ ดังนั้นปัญหาของเกษตรกรในพื้นที่จะต้องได้รับการแก้ไข ที่ผ่านมาภาคอีสานมักจะถูกละเลย ร้อยเอกธรรมนัส และพรรคกล้าธรรม ในฐานะที่รับผิดชอบในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นนโยบายสำหรับรากหญ้าอย่างแท้จริงที่จะยกระดับประชาชน มั่นใจว่าจะแก้ปัญหาและเป็นความหวังของเกษตรกรได้ จึงตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม อย่างไรก็ตาม คงต้องอธิบายกับประชาชนในพื้นที่ถึงเหตุผลในการร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม การตัดสินใจในครั้งนี้ไม่ใช่การตัดสินใจเพื่อตนเอง แต่เป็นการตัดสินใจเพื่อประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามต่อ จะเอาชนะผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่ นายไชยา ตอบว่า สู้ได้อยู่แล้ว เคยสู้กันมาหลายยกแล้ว เวทีการเลือกตั้งก็ต้องสู้กัน เป็นนักรบเป็นนักสู้ก็ต้องต่อสู้กัน และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ส่วนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นงูเห่า หากจะมากล่าวหาด้วยคำนี้ ทำไมตนเลือกมาที่พรรคกล้าธรรม ทำไมไม่ไปอยู่ในพรรคที่อยู่ในกระแส แต่ที่เลือกพรรคกล้าธรรมเพราะเข้าได้กับทุกฝ่าย จากวันนี้ไปเป็นเรื่องการจับมือในการทำงาน ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนวันนี้เราไม่ต้องการความขัดแย้งทางการเมือง ตนเองและพรรคกล้าธรรมสามารถแก้ปัญหาของประชาชนได้

“อย่าพูดถึงว่าผมเป็นงูเห่าเลยครับ การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจเพื่อประชาชนภาคอีสาน เวลาผมกลับไปในพื้นที่ชาวบ้านหนองบัวลำภูถามว่าที่รับปากเขาไว้ตอนเป็นรัฐบาล 2 ปีมีอะไรที่ค้างคาใจอยู่ เช่น ดิจิทัลวอลเล็ตยังทวงถามอยู่เลย เพราะฉะนั้นปัญหาหลายอย่าง เช่น เงินช่วยเหลือเกษตรกร เราเป็นรัฐบาลมา 2 ปียังตอบคำถามไม่ได้”

นายไชยา ยังย้ำด้วยว่า เรื่องนี้จะต้องหาคนแก้ปัญหา เชื่อว่ากระทรวงเกษตรฯ และพรรคกล้าธรรมจะตอบโจทย์เกษตรกร สำหรับพื้นที่ภาคอีสาน ต่อสู้ทางการเมืองกันอย่างเข้มข้น ซึ่งที่ผ่านมาพรรคการเมืองให้สัญญากับคนอีสานไว้เยอะ ได้รับเสียงจากคนอีสานเป็นกอบเป็นกำ แต่พอเข้ามาสู่การบริหารประเทศมักจะลืมคำที่เคยสัญญาไว้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พรรคกล้าธรรมได้สัจจะวาจา “ทำจริง ปฏิบัติจริง หวังผลแก้ปัญหาอย่างแท้จริง” จะตอบโจทย์ปัญหาของพี่น้องภาคอีสาน จึงมีความมั่นใจว่าพื้นที่ภาคอีสาน จะต้อนรับคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อพี่น้องเกษตรกร

ทางด้าน ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวถึงประเด็นงูเห่า โดยชี้ให้ดูสมาชิกพรรคที่อยู่กันมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ก็แสดงว่าเราเป็นงูด้วยกัน การทำงานในครอบครัวตั้งแต่พรรคไทยรักไทยหลายท่านมีบทบาทในการสร้างครอบครัวให้โต ดังนั้นคำว่างูเห่าในครอบครัวกล้าธรรม คงไม่ใช่ อย่างไรก็ตามเราคงไม่ต้องตั้งคำถามกับนายไชยา เพราะทำพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภูมาด้วยกัน โดยความมั่นใจในพื้นที่ภาคอีสาน แม้ตนไม่ใช่คนพูดเยอะ แต่ไม่เคยมีวันหยุด ซึ่งวันที่ 24 ธันวาคมนี้ก็จะลงพื้นที่จังหวัดมหาสารคามด้วย

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.ภูมินทร์ และนางสาวนุชนาถ เป็น 2 คนในกลุ่ม 8 งูเห่าพรรคเพื่อไทย กลุ่มเดียวกับนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยของพรรคภูมิใจไทย แต่กลับมาปรากฏตัวที่พรรคกล้าธรรมในวันนี้ ซึ่งมีรายงานต่อมาว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีเขตพื้นที่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง.

“ธรรมนัส” เปิดพรรคกล้าธรรม รับ “ไชยา-นุชนาถ-ภูมินทร์-คุณากร” สู้ศึกเลือกตั้งอีสาน

พรรคกล้าธรรมกับการสู้ศึกเลือกตั้งอีสาน

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า มั่นใจว่าการเปิดตัวสมาชิกใหม่ครั้งนี้ จะนำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งอีสานที่จะมาถึง ด้วยบุคคลากรที่ทำงานใกล้ชิดประชาชน เข้าใจปัญหา และพร้อมแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด การเสริมทัพครั้งนี้จึงเป็นการประกาศความพร้อมของพรรคกล้าธรรมในการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

การที่พรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญกับภาคอีสาน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคนี้ การดึงบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ และเข้าใจปัญหาของพื้นที่เข้ามา จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันนโยบายและแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วง

นอกจากนี้ การที่นายไชยา พรหมา ตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า พรรคกล้าธรรมมีนโยบายที่ตอบโจทย์และสามารถแก้ไขปัญหาของพี่น้องเกษตรกรในภาคอีสานได้อย่างแท้จริง การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นการตัดสินใจเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

การเลือกตั้งอีสานครั้งนี้ จึงเป็นที่น่าจับตามองว่า พรรคกล้าธรรมจะสามารถสร้างผลงานและได้รับการยอมรับจากประชาชนมากน้อยเพียงใด การมีบุคลากรที่แข็งแกร่ง นโยบายที่ชัดเจน และความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้วัดความสำเร็จของพรรคในการเลือกตั้งอีสานที่จะมาถึงนี้ และการรวมตัวของคนเหล่านี้จะส่งผลให้“ธรรมนัส” เปิดพรรคกล้าธรรม รับ “ไชยา-นุชนาถ-ภูมินทร์-คุณากร” สู้ศึกเลือกตั้งอีสาน ประสบความสำเร็จได้หรือไม่

ที่มา – “ธรรมนัส” เปิดพรรคกล้าธรรม รับ “ไชยา-นุชนาถ-ภูมินทร์-คุณากร” สู้ศึกเลือกตั้งอีสาน

พรรคประชาชน มั่นใจกวาด 33 สส.กทม. ครบ!

“เลขาฯ ติ่ง” มั่นใจพรรคประชาชนกวาดครบ 33 เขตเลือกตั้งใน กทม. มอง “เท้ง” ยังไม่ปิดโอกาสจับมือ 100%

วันที่ 20 ธันวาคม 2568 นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน กล่าวถึงความมั่นใจในกระแสของพรรคประชาชนจะได้รับการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครหรือไม่ ว่า ตนมั่นใจว่าจะสามารถรักษาพื้นที่ กทม. ได้เป็นอันดับ 1 จากการดูข้อมูลต่างๆ ความนิยมของพรรคประชาชนใน กทม. ก็ยังเป็นอันดับ 1 อยู่ รวมถึงกระบวนการคัดสรรผู้สมัครที่ผ่านมา ทั้งคนใหม่และคนเดิมก็ยังทำงานอย่างมุ่งมั่นได้รับการยอมรับจากประชาชน ซึ่งยังมั่นใจในทั้ง 33 เขตที่น่าจะได้ทั้งหมดในรอบนี้

ส่วนผลโพลที่ความนิยมของพรรคประชาชนลดลงจากการยกมือให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงไม่มี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาช่วยดึงดูดคะแนน พรรคประชาชนจะทำอย่างไร นายศรายุทธิ์ ตอบว่า จากผลโพลที่ลดลงหลายคนกังวลว่าจะทำให้เราพ่ายแพ้หรือไม่ แต่ถ้าสังเกตให้ดีคะแนนที่ลดลงไม่ได้ไปอยู่ฝั่งไหน ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ หมายความว่าในช่วงระยะเวลาที่เหลือประมาณ 50 วัน เราสามารถรณรงค์ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนได้ และเชื่อว่าประชาชนจะกลับมาให้การยอมรับและความเชื่อมั่นตัดสินใจเลือกพรรคประชาชนของเรา

ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีการปะทะกันอยู่ ในขณะที่พรรคประชาชนในอดีตเคยรณรงค์ว่าทหารมีไว้ทำไม แล้วถูกนำมาโจมตีในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำอย่างไร นายศรายุทธิ์ ยอมรับว่าที่ผ่านมาเราถูกโจมตีเรื่องนี้จากหลายทาง ซึ่งเรายังไม่สามารถชี้แจงให้กับประชาชนเข้าใจได้ทั้งหมด แต่ช่วงเวลาอีกประมาณ 50 วันนี้ ประชาชนจะตื่นตัว จะรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย เป็นโอกาสดีที่จะทำความเข้าใจกับประชาชนได้ และยังเชื่อคะแนนของพรรค แม้ผลโพลจะลดลงเพราะคะแนนไปกองอยู่ที่คนยังไม่ตัดสินใจ

“หมายความว่าเขายังไม่ไปที่ไหน ยังคงรอเราอยู่ว่าเราสามารถชี้แจงเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้เพียงใด”

ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์ปัจจุบันไม่เหมือนในอดีตที่มีกระแสเบื่อลุง แต่ครั้งนี้มีกระแสรักชาติจากสถานการณ์ชายแดนถือว่าพรรคเสียเปรียบหรือไม่ นายศรายุทธิ์ ระบุ คิดว่ากระแสการเลือกตั้งและสถานการณ์แต่ละครั้งต่างกัน แม้ครั้งนี้ไม่มีกระแสเบื่อลุง แต่ยังมีกระแสความไม่พอใจกับการแก้ปัญหาของรัฐบาล พรรคประชาชนชนะเลือกตั้งแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ มีรัฐบาลมา 2 ปีกว่ามีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี 3 ครั้ง ขณะที่สถานการณ์ชายแดนก่อให้เกิดปัญหาต่อประเทศ รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจ สังคม สแกมเมอร์ คิดว่าบรรยากาศปัจจุบันประชาชนรู้สึกหมดหวังกับสภาพที่กำลังเผชิญอยู่ ถ้าพรรคประชาชนมีนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน มีทีมบริหารที่ประชาชนเชื่อมือ เชื่อว่ายังมีโอกาสอยู่ และการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกจริงๆ

นายศรายุทธิ์ เผยต่อไปว่า เนื่องจากการเลือกตั้งที่ผ่านมายังมี สว.อยู่ และเมื่อย้อนหลังไป 15 ปี การเลือกตั้งไม่นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลตามเสียงของประชาชน ครั้งสุดท้ายคือปี 2554 ที่ประชาชนเลือก นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และได้เป็นรัฐบาล แต่หลังจากนั้นผลการเลือกตั้ง 2 ครั้งสุดท้ายไม่ได้นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล นี่คือโอกาสที่ประชาชนจะรู้สึกว่าครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่สำคัญที่เขาจะมีส่วนเลือกอนาคตจริงๆ มั่นใจทีมงานพรรคประชาชนที่ทำงานมาต่อเนื่อง มั่นใจว่านโยบายของเราตอบโจทย์ประชาชนได้

เมื่อถามถึงจุดยืนเรื่องมาตรา 112 ยังเหมือนเดิมหรือไม่ นายศรายุทธิ์ เผยว่า คงพูดไม่ได้ หลังมีคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ “ผมคิดว่าจะดีกว่าถ้าเราไม่พูด และไม่พูดเรื่องนี้ในการเลือกตั้ง”

ส่วนปัญหาผู้สมัครคนเก่าไม่ได้ไปต่อกับพรรค นายศรายุทธิ์ ระบุว่า ผู้สมัครมีการเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง เช่น เขตบางขุนเทียน อย่าง นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ อดีต สส.กทม. ก็ไม่ได้ลงสมัคร สส.เขต พร้อมบอกว่า พรรคมีความเป็นมวลชน ประชาชนสมาชิกพรรคมีส่วนร่วมมีความเป็นเจ้าของ “ดังนั้นในการตัดสินใจเลือกแต่ละครั้ง บางเขตอาจมีผู้สมัครเยอะ แต่เราเลือกได้แค่คนเดียว สำหรับคนที่ไม่เห็นด้วยก็แสดงออกถึงความไม่พอใจ แต่คิดว่าสมาชิกส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นในการตัดสินใจของพรรคอยู่”

ขณะเดียวกัน นายศรายุทธิ์ ยังยอมรับด้วยว่า พรรคมีความสำคัญกว่าตัวบุคคล ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ แนวทางในการสร้างพรรคของเราคือพรรคเป็นสถาบันการเมืองอย่างแท้จริง ทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของ ดังนั้น จะเห็นว่าความนิยมของพรรคจะสูงกว่าความนิยมของตัวบุคคล และคะแนนการเลือกตั้งในแต่ละเขตก็เป็นแบบนั้นในการเลือกตั้งปี 2566 มั่นใจว่าความแข็งแกร่งของพรรคมีมากกว่าตัวบุคคล

ส่วนคำถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีกระแสความนิยมของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เหมือนกับกระแสของนายพิธา ที่มีออร่ามากกว่านั้น นายศรายุทธิ์ เผยว่า ความนิยมของนายพิธา เกิดขึ้น 1 เดือนก่อนการเลือกตั้ง นายณัฐพงษ์ ยังมีเวลาเหลืออีก 7 สัปดาห์ที่จะทำให้มีกระแสความนิยมได้ ซึ่งเชื่อว่าความนิยมของตัวบุคคลก่อนการเลือกตั้ง เกิดจากประชาชนมีความหวังที่มีต่อพรรคและนโยบายของพรรค อยากให้พรรคนี้เป็นรัฐบาล ทำให้คะแนนความนิยมบุคคลเพิ่มตาม เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม นายณัฐพงษ์จะเจิดจรัสไม่น้อยกว่านายพิธา

สำหรับกรณีที่นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ว่าหากพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาชนจะไปเป็นฝ่ายค้าน เป็นการปิดทางจับมือในอนาคตหรือไม่ นายศรายุทธิ์ ตอบว่า ไม่ แต่นายณัฐพงษ์มองความเป็นไปได้ คงไม่ได้หมายความว่าปิดทาง 100% แต่เป็นสิ่งที่ชี้ว่าเป็นการแข่งขันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น ถ้าอยากเห็นพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลจะต้องเลือกให้พรรคอันดับ 2 และ 3 ไม่สามารถจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลได้ เชื่อว่าเนื้อหาที่นายณัฐพงษ์พูดน่าจะหมายถึงแบบนี้มากกว่า เพราะถ้าพรรคประชาชนไม่ชนะเด็ดขาดในโอกาสที่จะได้เป็นรัฐบาล พรรคอันดับ 2 และ 3 อาจจะจับขั้วกันเหมือนครั้งที่ผ่านมา.

พรรคประชาชนมั่นใจกวาด 33 สส.กทม. ครบ!

พรรคประชาชนยังคงมุ่งมั่นที่จะได้รับความไว้วางใจจากชาวกรุงเทพฯ ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง แม้ว่าผลสำรวจความคิดเห็นจะแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ลดลงบ้าง แต่ทางพรรคยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพและนโยบายของตน

ทำไมพรรคประชาชนถึงมั่นใจกวาด 33 สส.กทม. ครบ?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคประชาชนยังคงมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม ได้แก่ ฐานเสียงที่แข็งแกร่งในกรุงเทพฯ ทีมผู้สมัครที่มีความสามารถ และนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน

  • ฐานเสียงที่แข็งแกร่ง: พรรคประชาชนมีฐานเสียงที่มั่นคงในกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ
  • ทีมผู้สมัครที่มีความสามารถ: พรรคได้คัดเลือกผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ และมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชน
  • นโยบายที่ตอบโจทย์: พรรคได้พัฒนานโยบายที่ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และสาธารณสุข ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคประชาชนจะสามารถกวาดที่นั่ง สส. ในกรุงเทพฯ ได้ครบทั้ง 33 เขตหรือไม่นั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่อาจส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งได้

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของกรุงเทพฯ และประเทศไทย เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศในอีก 4 ปีข้างหน้า ดังนั้น จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อเลือกผู้แทนที่ท่านไว้วางใจให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร

พรรคประชาชนยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การสร้างสังคมที่เป็นธรรม และการส่งเสริมประชาธิปไตยที่ยั่งยืน หากคุณเห็นด้วยกับแนวทางของพรรคประชาชน อย่าลังเลที่จะให้โอกาสพรรคประชาชนได้รับใช้ท่าน

พรรคประชาชนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ และพร้อมที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของพวกเราทุกคน มาร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมด้วยการเลือกพรรคประชาชน!

ที่มา – มั่นใจพรรคประชาชนกวาดครบ 33 เก้าอี้ สส.กทม. มอง “เท้ง” ยังไม่ปิดโอกาสจับมือ 100%

“ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยันลง สส.สงขลา เขต 9

ท่ามกลางกระแสข่าวการย้ายพรรค “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” อดีต สส.สงขลา ออกมายืนยันหนักแน่นว่าจะยังคงอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน พร้อมเตรียมลงสมัคร สส.สงขลา เขต 9 เหมือนเดิม สร้างความชัดเจนให้กับผู้สนับสนุนและสมาชิกพรรค

“ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยัน อยู่ประชาธิปัตย์ 1,000% จ่อลง สส.สงขลา เขต 9 เหมือนเดิม

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องการย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรม และลงสมัคร สส.สงขลา เขตเลือกตั้งที่ 9 ในนามพรรคดังกล่าว โดยยืนยันหนักแน่นว่า

“ผมอยู่พรรคประชาธิปัตย์ 1,000% ถ้าผมไม่อยู่พรรคประชาธิปัตย์ก็จะเลิกเล่นการเมือง”

นายศักดิ์สิทธิ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในครอบครัวเองก็ไม่มีการพูดคุยเรื่องการเมืองแต่อย่างใด จะมีเพียงน้องชาย 2 คนเท่านั้นที่ย้ายไปอยู่กับพรรคกล้าธรรม ทำให้การยืนยันครั้งนี้เป็นการตอกย้ำจุดยืนทางการเมืองของ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ได้เป็นอย่างดี

“ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ลง สส.สงขลา เขต 9 แน่นอน

จากการยืนยันดังกล่าว ทำให้ชัดเจนว่า “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” จะยังคงลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ และยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับชาวสงขลา เขต 9 ที่เคยให้ความไว้วางใจมาโดยตลอด การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความภักดีต่อพรรคประชาธิปัตย์ และความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนในพื้นที่ต่อไป

การตัดสินใจอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ 1,000% และลงสมัคร สส.สงขลา เขต 9 ของ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความชัดเจนให้กับอนาคตทางการเมืองของตนเองเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมทางการเมืองในจังหวัดสงขลาอีกด้วย การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยังคงยืนหยัดอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพรรคในพื้นที่ภาคใต้ และยังเป็นการรักษาฐานเสียงเดิมของตนเองอีกด้วย

สำหรับผู้สนับสนุนและประชาชนในพื้นที่สงขลา เขต 9 การตัดสินใจครั้งนี้ของ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ถือเป็นข่าวดี เพราะหมายถึงการที่พวกเขายังคงมีตัวแทนที่เข้าใจปัญหาและความต้องการของพวกเขาอย่างแท้จริง การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ลงสมัคร สส.สงขลา เขต 9 อีกครั้ง จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้พิจารณาและตัดสินใจเลือกผู้แทนที่พวกเขาเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำพาความเจริญและความผาสุกมาสู่ท้องถิ่นได้

สิ่งที่น่าสนใจต่อไปคือ การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” จะนำเสนอนโยบายและแนวทางการทำงานอย่างไรเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในยุคปัจจุบัน การแข่งขันทางการเมืองในเขต 9 สงขลา ย่อมต้องมีความเข้มข้นอย่างแน่นอน และการที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยังคงอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแข่งขันครั้งนี้มีความน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยืนยันว่าจะลง สส.สงขลา เขต 9 ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักการเมืองคนอื่นๆ ในพื้นที่ว่า การเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของการย้ายพรรค แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่น ความภักดี และความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยัน อยู่ประชาธิปัตย์ 1,000% จ่อลง สส.สงขลา เขต 9 เหมือนเดิม

“ชญาภา” วอนหยุดโจมตีการเมืองด้วยเรื่องอดีต!

“ชญาภา” น้องสาว “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ส่วนตัวในอดีตมาดิสเครดิตโจมตีการเมือง พ้อแค่ความคิดผิดในอดีตก็แย่พอแล้ว ยืนยัน ครอบครัวเป็นคนไทยที่รักชาติ ไม่เคยได้รับประโยชน์ใดๆ

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นางสาวชญาภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีที่มีการนำความสัมพันธ์ส่วนตัวของตนเองซึ่งเป็นเรื่องในอดีต และได้สิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ไปนานกว่า 5 ปีแล้วเนื่องจากทัศนคติไม่ตรงกัน ไปเชื่อมโยงและใช้เป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองเพื่อดิสเครดิตทำลายความน่าเชื่อถือทางการเมืองของนายยศชนัน ว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างมาก ขอยืนยันด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเองว่า ครอบครัวของตนเองไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ทางการเมืองระหว่าง 2 ประเทศ และไม่เคยได้รับประโยชน์ใดๆ ไม่ว่าจะรูปแบบใดจากการแต่งงานในอดีต และยืนยันว่าครอบครัวเป็นคนไทยที่รักชาติ

นางสาวชญาภา เผยต่อไปว่า ตนเองไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ จึงอยากวอนขอความกรุณาให้งดเว้นการเผยแพร่หรือบิดเบือนข้อมูลใดๆ ที่ไม่เป็นความจริง และขอให้การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ความสุจริต และความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ “อย่าเอาความบอบช้ำของผู้หญิงคนหนึ่งในอดีตมาใช้โจมตีในทางการเมือง เพราะเพียงแค่ความรู้สึกเสียใจจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เคยคิดผิดในอดีตไปก็แย่พอแล้ว” และขอให้พี่น้องประชาชนคนไทย โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าว อย่าได้หลงเชื่อผู้ไม่หวังดี ที่ต้องการหาประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว เพื่อโจมตีและดิสเครดิตทางการเมืองของนายยศชนัน

“ชญาภา” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ

จากกรณีที่นางสาวชญาภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ออกมาขอร้องให้หยุดนำเรื่องราวความสัมพันธ์ในอดีตของเธอมาใช้ในการโจมตีทางการเมือง กำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเรื่องส่วนตัวในอดีตจึงถูกนำมาโยงกับการเมืองได้ และเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อนายยศชนัน

การออกมาเรียกร้องของนางสาวชญาภา แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองและครอบครัว รวมถึงต้องการให้การแข่งขันทางการเมืองเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ โดยปราศจากการใช้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง หรือการบิดเบือนข้อมูลเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของผู้อื่น

ประเด็นสำคัญที่นางสาวชญาภาย้ำคือ ครอบครัวของเธอเป็นคนไทยที่รักชาติ และไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากความสัมพันธ์ในอดีต การออกมาพูดในครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ใจ และต้องการให้สังคมเข้าใจว่า เรื่องส่วนตัวของเธอไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ทำความเข้าใจสถานการณ์ “ชญาภา” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของการใช้ข้อมูลส่วนตัว หรือเรื่องราวในอดีตมาเป็นเครื่องมือในการโจมตีทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะไม่เพียงแต่จะทำร้ายผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ยังเป็นการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของการเมืองโดยรวมอีกด้วย

“ชญาภา” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่จุดประกายให้สังคมได้ทบทวนถึงจริยธรรมในการนำเสนอข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง การนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นธรรม เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีคุณภาพ

สำหรับการเลือกที่จะเชื่อข้อมูลข่าวสารนั้น ผู้บริโภคควรใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบ ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล และพิจารณาข้อมูลจากหลายแหล่งประกอบกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนที่สุด ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลใดๆ

การที่นางสาวชญาภาออกมาเรียกร้องให้หยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมืองนั้น สมควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบจากทุกฝ่าย และควรเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเน้นการแข่งขันบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความสุจริต

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้คือ การเมืองควรเป็นการแข่งขันด้วยนโยบายและความสามารถ ไม่ใช่การขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวมาทำลายกัน

ที่มา – “ชญาภา” น้องสาว “ยศชนัน” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ

Scroll to top