ข่าวต่างประเทศออนไลน์

ทรัมป์ยกเลิกภาษีนำเข้าอาหารกว่า 200 รายการ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 200 รายการ ซึ่งรวมถึงสินค้าหลัก เช่น กาแฟ เนื้อวัว กล้วย และน้ำส้ม เพื่อรับมือกับความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคชาวอเมริกันเกี่ยวกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น

การยกเว้นภาษีใหม่นี้ ซึ่งมีผลย้อนหลัง ณ เที่ยงคืนวันพฤหัสบดี (13 พ.ย.) ถือเป็นการกลับลำนโยบายอย่างชัดเจนสำหรับทรัมป์ ซึ่งยืนยันมาตลอดว่าภาษีนำเข้าที่เขากำหนดขึ้นเมื่อต้นปีนี้ไม่ได้เป็นต้นเหตุของภาวะเงินเฟ้อ เมื่อถูกถามเกี่ยวกับมาตรการนี้ ทรัมป์กล่าวว่า ภาษีของเขา “อาจจะ” ทำให้ราคาเพิ่มขึ้น “ในบางกรณี” แต่เขายืนยันว่า โดยรวมแล้ว สหรัฐฯ “แทบจะไม่มีเงินเฟ้อเลย”

พรรคเดโมแครตเพิ่งได้รับชัยชนะหลายครั้งในการเลือกตั้งระดับรัฐและท้องถิ่นในเวอร์จิเนีย นิวเจอร์ซีย์ และนครนิวยอร์ก  โดยความกังวลที่เพิ่มขึ้นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกี่ยวกับความสามารถในการซื้อ รวมถึงราคาอาหารที่สูง ถือเป็นประเด็นสำคัญ

ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า เขาจะเดินหน้าจ่ายเงิน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ชาวอเมริกันที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง โดยจะใช้รายได้จากภาษีศุลกากรในปีหน้ามาเป็นเงินทุน “ภาษีศุลกากรทำให้เราสามารถจ่ายเงินปันผลได้หากเราต้องการทำเช่นนั้น ตอนนี้เราจะจ่ายเงินปันผลและเราก็จะลดหนี้ด้วย” เขากล่าว

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศกรอบข้อตกลงทางการค้า ซึ่งเมื่อสรุปผลแล้ว จะมีการยกเลิกภาษีสำหรับอาหารบางชนิดและการนำเข้าอื่น ๆ จากอาร์เจนตินา เอกวาดอร์ กัวเตมาลา และเอลซัลวาดอร์ โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กำลังพิจารณาข้อตกลงเพิ่มเติมก่อนสิ้นปีนี้

บัญชีรายชื่อที่ประกาศเมื่อวันศุกร์รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ ซื้อเป็นประจำ ซึ่งหลายรายการมีราคาสูงขึ้นเป็นตัวเลขสองหลักเมื่อเทียบปีต่อปี รายการนี้ประกอบด้วยสินค้ากว่า 200 รายการ ตั้งแต่ส้ม อาซาอิเบอร์รี และปาปริก้า ไปจนถึงโกโก้ สารเคมีที่ใช้ในการผลิตอาหาร ปุ๋ย และแม้กระทั่งขนมปังที่ใช้ในพิธีศีลมหาสนิท

ทำเนียบขาวระบุในเอกสารข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำสั่งดังกล่าวว่า มาตรการนี้เกิดขึ้นหลังจาก “ความคืบหน้าที่สำคัญที่ประธานาธิบดีได้ทำในการสร้างเงื่อนไขที่สมดุลมากขึ้นสำหรับความสัมพันธ์ทางการค้าทวิภาคีของเรา”

ทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์ตัดสินใจยกเว้นภาษีอาหารบางรายการได้ เนื่องจากสินค้าเหล่านั้นไม่ได้ปลูกหรือแปรรูปในสหรัฐอเมริกา และเนื่องจากมีการสรุปกรอบข้อตกลงเก้าฉบับ ข้อตกลงขั้นสุดท้ายว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนสองฉบับ และข้อตกลงการลงทุนสองฉบับ

ตามข้อมูลล่าสุดสำหรับเดือนกันยายน เนื้อบดมีราคาสูงขึ้นเกือบ 13% ตามดัชนีราคาผู้บริโภค และสเต็กมีราคาสูงกว่าปีก่อนเกือบ 17% การเพิ่มขึ้นของทั้งสองรายการนี้ถือว่ามากที่สุดในรอบกว่าสามปี ย้อนกลับไปในช่วงที่เงินเฟ้อใกล้ถึงจุดสูงสุดภายใต้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งเป็นเดโมแครต

แม้ว่าสหรัฐฯ จะเป็นผู้ผลิตเนื้อวัวรายใหญ่ แต่ การขาดแคลนปศุสัตว์อย่างต่อเนื่อง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาทำให้ราคาเนื้อวัวสูงขึ้น โดยราคากล้วยเพิ่มขึ้นประมาณ 7% ขณะที่มะเขือเทศเพิ่มขึ้น 1% ต้นทุนโดยรวมสำหรับอาหารที่บริโภคในบ้านเพิ่มขึ้น 2.7% ในเดือนกันยายน

การยกเว้นภาษีได้รับการชื่นชมจากกลุ่มอุตสาหกรรมหลายกลุ่ม ขณะที่บางกลุ่มแสดงความผิดหวังที่ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาถูกยกเว้นออกไป

ทรัมป์ได้พลิกผันระบบการค้าโลกด้วยการเรียกเก็บภาษีพื้นฐาน 10% สำหรับการนำเข้าจากทุกประเทศ รวมถึงภาษีเฉพาะเพิ่มเติมที่แตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ ทรัมป์ได้มุ่งเน้นไปที่ประเด็นความสามารถในการซื้อในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่าต้นทุนที่สูงขึ้นใด ๆ ก็ตามเกิดจากนโยบายที่ประกาศใช้โดยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ไม่ใช่นโยบายภาษีของเขาเอง

ผู้บริโภคยังคงรู้สึกไม่พอใจกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากภาษีนำเข้า และอาจสูงขึ้นอีกในปีหน้า เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ เริ่มผลักภาระภาษีนำเข้าเต็มจำนวน

นายริชาร์ด นีล สส. พรรคเดโมแครตในคณะกรรมการวิธีและการระดมทุนของสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์กำลัง “ดับไฟที่พวกเขาเป็นคนก่อขึ้น และอ้างว่ามันคือความก้าวหน้า”

“รัฐบาลทรัมป์กำลังยอมรับต่อสาธารณะในสิ่งที่พวกเรารู้ตั้งแต่ต้น: สงครามการค้าของทรัมป์กำลังเพิ่มต้นทุนให้กับประชาชน” นีลกล่าวในแถลงการณ์ “นับตั้งแต่การใช้ภาษีเหล่านี้ ภาวะเงินเฟ้อก็เพิ่มขึ้น และภาคการผลิตก็หดตัวลงทุกเดือน”.

ทรัมป์ยกเลิกภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 200 รายการ หลังผู้บริโภคกังวลค่าครองชีพพุ่ง

การตัดสินใจของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ในการ ทรัมป์ยกเลิกภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 200 รายการ หลังผู้บริโภคกังวลค่าครองชีพพุ่ง ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งในขณะที่ผู้บริโภคกำลังเผชิญกับภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ผลกระทบจากการ ทรัมป์ยกเลิกภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 200 รายการ หลังผู้บริโภคกังวลค่าครองชีพพุ่ง

การ ทรัมป์ยกเลิกภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 200 รายการ หลังผู้บริโภคกังวลค่าครองชีพพุ่ง จะส่งผลอย่างไรต่อราคาสินค้าและผู้บริโภคชาวอเมริกัน? นี่เป็นคำถามที่หลายคนกำลังจับตามอง

รายการสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากการ ทรัมป์ยกเลิกภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 200 รายการ หลังผู้บริโภคกังวลค่าครองชีพพุ่ง ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคที่หลากหลาย ซึ่งอาจช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับครัวเรือนได้บ้าง

  • กาแฟ
  • เนื้อวัว
  • กล้วย
  • น้ำส้ม

ถึงแม้ว่าการ ทรัมป์ยกเลิกภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 200 รายการ หลังผู้บริโภคกังวลค่าครองชีพพุ่ง จะเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภค แต่ก็ยังต้องติดตามดูว่ามาตรการนี้จะมีผลในระยะยาวอย่างไร และจะสามารถบรรเทาปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

การยกเลิกภาษีนำเข้าครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของรัฐบาลต่อปัญหาค่าครองชีพที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน และอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจในอนาคต

ที่มา – ทรัมป์ยกเลิกภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารกว่า 200 รายการ หลังผู้บริโภคกังวลค่าครองชีพพุ่ง

ปะทะเดือด! ม็อบ Gen Z **ประท้วงผู้นำเม็กซิโก**

เกิดเหตุปะทะเดือดในการประท้วงผู้นำเม็กซิโก โดยม็อบ Gen Z ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 120 ราย ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในการเดินขบวนประท้วงรัฐบาลของประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบาม ในกรุงเม็กซิโกซิตี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สร้างความตึงเครียดทางการเมืองในประเทศ

การเดินขบวนต่อต้านความรุนแรงจากยาเสพติดและนโยบายความมั่นคงของประธานาธิบดีเชนบามครั้งนี้ ถูกจัดตั้งขึ้นบนโซเชียลมีเดียโดยตัวแทนของกลุ่ม “Gen Z” แม้จะพบว่ามีผู้ประท้วงหลากหลายวัยเข้าร่วมก็ตาม การรวมตัวของคนรุ่นใหม่เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อสถานการณ์ในประเทศเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง

ประธานาธิบดีเชนบาม ซึ่งเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 ยังคงมีคะแนนนิยมสูงกว่า 70% ในปีแรกของการทำงาน แต่ก็ต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์ต่อนโยบายความมั่นคงของเธอ สืบเนื่องจากคดีฆาตกรรมบุคคลสำคัญหลายคดี ความท้าทายในการรักษาความนิยมและแก้ไขปัญหาความมั่นคงเป็นสิ่งที่ผู้นำต้องเผชิญ

นายพาโบล วาซเกซ ผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงประจำกรุงเม็กซิโกซิตี กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “การระดมพลครั้งนี้ดำเนินไปอย่างสงบเป็นเวลาหลายชั่วโมง จนกระทั่งมีกลุ่มบุคคลสวมหน้ากากเริ่มก่อเหตุรุนแรง”

เขาเปิดเผยว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 100 นาย โดย 40 นายต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากรอยฟกช้ำและบาดแผลฉีกขาด ขณะที่ ผู้ประท้วงได้รับบาดเจ็บ 20 ราย ด้วย นายวาซเกซระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ประท้วง 20 คน ในข้อหาก่ออาชญากรรม เช่น การปล้นและการทำร้ายร่างกาย รวมถึงการทำร้ายนักข่าวหนังสือพิมพ์รายหนึ่ง

ผู้ประท้วงจำนวนมากถือป้ายผ้าและสวมหมวกเพื่อคารวะคาร์ลอส มันโซ นายกเทศมนตรีเมืองอูรูอาปันในรัฐมิโชอากัน ซึ่งถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน หลังนำการรณรงค์ต่อต้านแก๊งค้ายาเสพติดในเมืองของเขา อย่างไรก็ตาม ภรรยาม่ายของนายกเทศมนตรีที่ถูกสังหารได้ออกมาแสดงการปฏิเสธถึงความเกี่ยวข้องของขบวนการสนับสนุนสามีของเธอกับเหตุประท้วงในวันเสาร์

ผู้เข้าร่วมการเดินขบวนหลายคนยังได้แสดงธงโจรสลัดรูปหัวกะโหลก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์จากมังงะญี่ปุ่นเรื่อง “วันพีซ” ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงผู้นำเม็กซิโกของเยาวชนทั่วโลก การใช้สัญลักษณ์จากวัฒนธรรมป๊อปสะท้อนให้เห็นถึงการสื่อสารที่ทรงพลังของคนรุ่นใหม่

ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์นี้ ประธานาธิบดีเชนบามได้ตั้งคำถามถึงแรงจูงใจของการประท้วงดังกล่าว และกล่าวในการแถลงข่าวประจำวันว่า การเรียกร้องให้ประท้วงนี้เป็น “สิ่งที่ไม่เป็นธรรมชาติ” และ “มีการจ่ายเงิน” “นี่คือขบวนการที่ถูกส่งเสริมมาจากต่างประเทศเพื่อต่อต้านรัฐบาล” คำกล่าวอ้างเหล่านี้ยิ่งเพิ่มความขัดแย้งและสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ประท้วง

ผู้ประท้วงรวมตัวกันหน้าทำเนียบรัฐบาลในเม็กซิโกซิตี ซึ่งเป็นที่พักและที่ทำงานของเชนบาม และได้พังรั้วเหล็กบางส่วนที่กั้นอาคารไว้ ตำรวจที่รักษาความปลอดภัยอาคารได้ใช้แก๊สน้ำตาและเครื่องดับเพลิงเพื่อควบคุมผู้ประท้วงที่พยายามทุบรั้ว 

เยาวชนหลายร้อยคนขว้างปาสิ่งของใส่ตำรวจ ซึ่งตอบโต้ด้วยการชูโล่ป้องกันและขว้างปาสิ่งของกลับใส่ผู้ประท้วงเช่นกัน การปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงและเจ้าหน้าที่ตำรวจทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

ปะท้วงผู้นำเม็กซิโก

สถานการณ์การประท้วงผู้นำเม็กซิโก ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางความคิดและความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ การแก้ไขปัญหาความมั่นคงและยาเสพติดเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่กลุ่ม Gen Z กล้าออกมาแสดงออกทางการเมืองอย่างชัดเจน การใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการระดมพลและการสื่อสาร ทำให้การประท้วงครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก

อนาคตของการประท้วงผู้นำเม็กซิโก

การประท้วงครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเม็กซิโก รัฐบาลจะต้องรับฟังเสียงของประชาชนและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเปิดเวทีสำหรับการเจรจาและการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

  • การแก้ไขปัญหาความรุนแรงจากยาเสพติด
  • การปรับปรุงนโยบายความมั่นคง
  • การส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชน

การจะก้าวข้ามความขัดแย้งนี้ไปได้ รัฐบาลและประชาชนต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับเม็กซิโก

การประท้วงครั้งนี้นำไปสู่คำถามที่ว่ารัฐบาลเม็กซิโกจะตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงอย่างไร และจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเกิดขึ้นหรือไม่? การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – ปะทะเดือดม็อบ Gen Z ประท้วงผู้นำเม็กซิโก บาดเจ็บกว่า 120 ราย

ระเบิดสนั่นสถานีตำรวจในแคชเมียร์ ดับ 9 ศพ

ระเบิดสนั่นสถานีตำรวจในแคว้นแคชเมียร์อินเดีย ดับ 9 ศพ บาดเจ็บ 27 คน

เหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นเมื่อเกิดเหตุระเบิดสนั่นสถานีตำรวจในแคว้นแคชเมียร์อินเดีย ดับ 9 ศพ บาดเจ็บ 27 คน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนในพื้นที่และทั่วโลก จากรายงานระบุว่า วัตถุระเบิดที่ยึดมาได้เกิดระเบิดขึ้นภายในสถานีตำรวจเนากัม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากเกิดเหตุคาร์บอมบ์ในกรุงนิวเดลี ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 8 ราย ทำให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคนี้

นายนาลิน ประภาต ผู้บัญชาการตำรวจประจำเขตปกครองแคว้นจัมมูและแคชเมียร์ ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาแจ้งว่าผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดสนั่นสถานีตำรวจในแคว้นแคชเมียร์อินเดีย ดับ 9 ศพ บาดเจ็บ 27 คน นั้น ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐบาล และเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบวัตถุระเบิดที่ยึดมาได้ก่อนหน้านี้ ณ สถานีตำรวจดังกล่าว

ตามคำกล่าวของนายประภาต ขณะเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์และเคมีของวัตถุระเบิดที่ยึดคืนมาได้ เขาอธิบายว่า “การระเบิดโดยอุบัติเหตุ” ได้เกิดขึ้นเมื่อคืนวันศุกร์ (14 พ.ย.) พร้อมทั้งชี้แจงว่าไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการมีส่วนร่วมของกลุ่มติดอาวุธในเหตุการณ์ครั้งนี้ และเน้นย้ำว่าการคาดการณ์อื่นใดเกี่ยวกับสาเหตุของเหตุการณ์นี้ถือเป็นสิ่งที่ไม่สมควร

เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่ากระบวนการเก็บตัวอย่างและการจัดการวัตถุระเบิดที่ยึดได้นั้น ดำเนินการด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งโดยทีมงานห้องปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการดำเนินการนี้ เมื่อคืนที่ผ่านมา เวลาประมาณ 23.20 น. ตามเวลาอินเดีย ได้เกิดอุบัติเหตุระเบิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน

แหล่งข่าวจากตำรวจได้ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งระบุตัวตนของผู้เสียชีวิต เนื่องจากร่างของผู้เสียชีวิตบางส่วนถูกเผาไหม้จนหมดสิ้น แหล่งข่าวระบุว่า “ความรุนแรงของการระเบิดสนั่นสถานีตำรวจในแคว้นแคชเมียร์อินเดีย ดับ 9 ศพ บาดเจ็บ 27 คน นั้นมหาศาลมาก จนถึงขั้นที่ชิ้นส่วนของร่างกายกระจัดกระจายไปพบในบ้านเรือนใกล้เคียง ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีตำรวจราว 100-200 เมตร”

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นได้แจ้งให้กับสำนักข่าวรอยเตอร์ทราบว่า เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่สถานีตำรวจเนากัม และเพลิงได้ลุกไหม้บริเวณพื้นที่ของสถานีอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องมีการส่งรถดับเพลิงเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เพลิงลุกลามไปยังพื้นที่ใกล้เคียง

เหตุการณ์ระเบิดสนั่นสถานีตำรวจในแคว้นแคชเมียร์อินเดีย ดับ 9 ศพ บาดเจ็บ 27 คน ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงสี่วันหลังจากเหตุระเบิดรถยนต์ในกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 8 ราย โดยรัฐบาลอินเดียได้ประกาศว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการ “ก่อการร้าย”

ทั้งนี้ อินเดียและปากีสถานได้ต่อสู้ทำสงครามกันเป็นระยะ ๆ มานานหลายทศวรรษเหนือดินแดนแคชเมียร์ที่เป็นข้อพิพาท ซึ่งทั้งสองประเทศต่างอ้างกรรมสิทธิ์ทั้งหมด แต่ต่างควบคุมได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

ผลกระทบและความท้าทายหลังเหตุระเบิด

เหตุการณ์ ระเบิดสนั่นสถานีตำรวจในแคว้นแคชเมียร์อินเดีย ดับ 9 ศพ บาดเจ็บ 27 คน ส่งผลกระทบอย่างมากต่อขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนในพื้นที่ การสูญเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ถือเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้ นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและความมั่นคงในภูมิภาคแคชเมียร์มากยิ่งขึ้น

การสืบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุระเบิดครั้งนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

สถานการณ์ความไม่สงบในแคว้นแคชเมียร์ยังคงเป็นปัญหาที่ท้าทายสำหรับทั้งอินเดียและปากีสถาน การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทอย่างสันติวิธีและการสร้างความไว้วางใจระหว่างทั้งสองประเทศ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อนำมาซึ่งสันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในภูมิภาคนี้

ที่มา – ระเบิดสนั่นสถานีตำรวจในแคว้นแคชเมียร์อินเดีย ดับ 9 ศพ บาดเจ็บ 27 คน

สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญเพนนี 1 เซนต์ จริงหรือ?

ข่าวใหญ่จากสหรัฐอเมริกา! มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะ สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญเพนนี 1 เซนต์ ปิดฉากเหรียญที่อยู่คู่ชาวอเมริกันมานานกว่า 230 ปี สาเหตุหลักมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงลิ่ว แถมมูลค่าทางเศรษฐกิจก็แทบจะไม่มีแล้ว เรื่องนี้สร้างความฮือฮาไม่น้อย และทำให้หลายคนหันมามองถึงคุณค่าของเหรียญเล็กๆ ที่เคยอยู่ในกระเป๋าเรา

เหรียญเพนนีเริ่มผลิตครั้งแรกตั้งแต่ปี 1793 ย้อนไปในยุคนั้น เพนนีหนึ่งเหรียญสามารถซื้อบิสกิต เทียน หรือขนมได้ชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว แต่ในปัจจุบันคุณจะทำอะไรได้ด้วยเงิน 1 เซนต์? คำตอบคือแทบไม่ได้อะไรเลย หลายคนมักจะโยนเหรียญทิ้งไว้ในโหล เก็บสะสม หรือไม่ก็กองรวมๆ กันไว้ในลิ้นชัก ขณะที่ต้นทุนในการผลิตแต่ละเหรียญนั้นสูงถึงเกือบ 4 เซนต์!

แบรนดอน บีช รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ได้กล่าวในพิธีที่โรงกษาปณ์ฟิลาเดลเฟียว่า “พระเจ้าคุ้มครองอเมริกา และเราสามารถประหยัดเงินภาษีของประชาชนได้ถึง 56 ล้านดอลลาร์” ก่อนที่จะกดปุ่มเพื่อปั๊มเหรียญเพนนีเหรียญสุดท้าย ซึ่งถูกจัดวางอย่างดีเพื่อให้สื่อมวลชนได้เก็บภาพเป็นที่ระลึก แน่นอนว่าเหรียญชุดสุดท้ายนี้บางส่วนจะถูกนำไปประมูลเพื่อการกุศลอีกด้วย

ถึงแม้ว่าการผลิตจะหยุดลงแล้ว แต่ไม่ต้องกังวล! เหรียญเพนนีหลายพันล้านเหรียญที่ยังหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจนั้นยังสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เหมือนกับเหรียญครึ่งเซนต์ที่ถูกยกเลิกไปในปี 1857 ซึ่งถือเป็นครั้งสุดท้ายที่สหรัฐฯ ตัดสินใจเลิกใช้เหรียญอย่างเป็นทางการ

เจ้าหน้าที่ได้เปิดเผยว่า โรงกษาปณ์ส่วนใหญ่ได้หยุดการผลิตเหรียญเพนนีไปตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาแล้ว ในวันสุดท้ายของการปั๊มเหรียญ พนักงานต่างยืนสงบอยู่หน้าเครื่องจักร ราวกับกำลังกล่าวอำลาเพื่อนเก่าที่ทำงานร่วมกันมานาน ก่อนที่จะปรบมือและส่งเสียงเชียร์เมื่อเหรียญสุดท้ายถูกผลิตออกมา

การตัดสินใจ สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญเพนนี 1 เซนต์ นั้น เกิดขึ้นจากคำสั่งของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้นจนไม่คุ้มค่า “สหรัฐฯ ผลิตเหรียญเพนนีที่มีต้นทุนเกินมูลค่ามานานเกินไปแล้ว มันเป็นเรื่องที่สิ้นเปลือง!” ทรัมป์ได้ระบุไว้ในโพสต์ออนไลน์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ชาวอเมริกันจำนวนมากก็ยังรู้สึกผูกพันกับเหรียญเพนนี บางคนถือว่าเป็นเหรียญนำโชค หรือเป็นของสะสมที่มีคุณค่าทางจิตใจ ขณะที่ร้านค้าปลีกหลายแห่งเริ่มกังวลในช่วงก่อนที่จะมีการเลิกผลิต เพราะเหรียญเริ่มขาดตลาด และยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะจัดการกับการทอนเงินอย่างไร บางร้านจึงเลือกที่จะปัดเศษราคาลง เพื่อไม่ให้ลูกค้าต้องเสียเปรียบ หรือบางแห่งก็ขอให้ลูกค้านำเหรียญเพนนีมาใช้จ่าย หรือแลกเป็นของรางวัล เช่น เครื่องดื่มฟรี

ฝ่ายที่สนับสนุนการยกเลิกเหรียญเพนนี ให้เหตุผลว่าการ สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญเพนนี 1 เซนต์ จะช่วยลดต้นทุนของรัฐบาล ทำให้การชำระเงินรวดเร็วขึ้น และยังสอดคล้องกับประเทศอื่นๆ อีกหลายแห่ง เช่น แคนาดา ที่ได้ยุติการผลิตเหรียญเพนนีไปตั้งแต่ปี 2012 แล้ว

ธนาคารบางแห่งเริ่มจำกัดการจ่ายเหรียญเพนนี เนื่องจากมีปริมาณมหาศาลที่สะสมอยู่ในระบบ ปัจจุบันเหรียญเพนนีคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของเหรียญทั้งหมดที่ผลิตในโรงกษาปณ์ฟิลาเดลเฟียและเดนเวอร์ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา แม้ว่าเหรียญเพนนีจะมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าเหรียญนิกเกิล (5 เซนต์) ที่ใช้เงินถึงเกือบ 14 เซนต์ต่อเหรียญ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเหรียญไดม์ (10 เซนต์) ที่ใช้ต้นทุนเพียง 6 เซนต์ และเหรียญควอเตอร์ (25 เซนต์) ที่ใช้ต้นทุนเกือบ 15 เซนต์ การผลิตเหรียญเพนนีก็ดูจะไม่คุ้มค่าอีกต่อไป

แฟรงก์ โฮลท์ ศาสตราจารย์กิตติคุณแห่งมหาวิทยาลัยฮิวสตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เหรียญ ได้กล่าวว่า การเลิกผลิตเหรียญเพนนีถือเป็นการสูญเสียทางวัฒนธรรม “เหรียญเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของเรา เราเลือกที่จะสลักคำขวัญและภาพบุคคลสำคัญลงบนมัน มันคือหลักฐานของประวัติศาสตร์ การเมือง ศิลปะ และอุดมคติของประเทศ”

สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญเพนนี 1 เซนต์

ทำไมสหรัฐฯ ถึงหยุดผลิตเหรียญเพนนี 1 เซนต์?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือทำไมถึงต้องมีการยกเลิกเหรียญที่อยู่คู่ประเทศมานานขนาดนี้ คำตอบหลักๆ ก็คือเรื่องของต้นทุนและความคุ้มค่าในการผลิตนั่นเอง เมื่อไหร่ที่ต้นทุนสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง การยกเลิกก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายประเทศทั่วโลกก็ใช้วิธีการนี้เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

การตัดสินใจครั้งนี้อาจจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวิถีชีวิตของผู้คนไปบ้าง แต่ในระยะยาวแล้ว อาจจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก็เป็นได้ แล้วคุณล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับการ สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญเพนนี 1 เซนต์?

ที่มา – สหรัฐฯ หยุดผลิตเหรียญ “เพนนี” 1 เซนต์ หลังใช้มานาน 230 ปี เหตุต้นทุนพุ่ง-ไร้ค่าทางเศรษฐกิจ

ตำรวจออสฯ จับแม่หมอดูหลอก สูญ 1,480 ล้าน

เรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นที่ออสเตรเลีย! ตำรวจรวบตัวแม่หมอพร้อมลูกสาว ข้อหาตุ๋นเงินชาวเวียดนามไปกว่า 1,480 ล้านบาท! รายละเอียดเป็นอย่างไร มาดูกันเลย

ตำรวจออสเตรเลียจับแม่หมอหลอกดูดวง ตุ๋นเหยื่อชาวเวียดนาม สูญเงินกว่า 1,480 ล้าน

ตำรวจออสเตรเลียได้จับกุมหญิงชาวเวียดนามวัย 53 ปี และลูกสาววัย 25 ปี ในข้อหาหลอกลวงผู้เสียหาย โดยอ้างตัวเป็นหมอดูและซินแส ก่อนที่จะฉ้อโกงเงินรวมกันเกือบ 70 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 1,480 ล้านบาท จากกลุ่มชาวเวียดนามในออสเตรเลียที่กำลังอยู่ในช่วงยากลำบากทางการเงิน

แม่ลูกคู่นี้ถูกกล่าวหาว่า คนแม่ซึ่งอ้างว่าเป็นหมอดูและผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ย ได้ทำการฉ้อโกงเงินจำนวนมหาศาลจากเหยื่อที่กำลังเปราะบาง

หญิงผู้เป็นแม่ถูกจับกุมในย่านโดเวอร์ ไฮตส์ ในนครซิดนีย์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา พร้อมกับลูกสาว ตำรวจระบุว่าทั้งสองเป็นส่วนสำคัญของเครือข่ายฉ้อโกงและฟอกเงินที่ซับซ้อน ผู้เป็นแม่ถูกกล่าวหาว่า หลอกล่อให้เหยื่อกู้เงิน โดยอ้างว่าจะทำนายอนาคตที่ร่ำรวยให้ และจะเก็บส่วนแบ่งไว้เอง

ผู้เป็นแม่ถูกปฏิเสธการประกันตัวและต้องขึ้นศาล ส่วนลูกสาวได้รับอนุญาตให้ประกันตัว โดยทั้งสองเผชิญข้อหามากมาย รวมถึงการเป็นผู้นำกิจกรรมของกลุ่มอาชญากร และการจัดการรายได้จากอาชญากรรม

ในการจับกุม ตำรวจได้ยึดเอกสารทางการเงิน โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าแบรนด์เนม ทองคำแท่ง และชิปคาสิโนจำนวนมาก

ตำรวจกล่าวว่า ผู้เป็นแม่มีอิทธิพลและได้รับความไว้วางใจในชุมชน ในฐานะหมอดู เธอจะทำนายดวงชะตาให้กับลูกค้า และใช้ความเปราะบางทางการเงินของพวกเขามาหลอกลวง โดยอ้างว่าจะมีการช่วยเหลือจากมหาเศรษฐีหากพวกเขายอมกู้เงิน

ทรัพย์สินที่อายัดเพิ่มเติมจากการจับกุม ตำรวจออสเตรเลียจับแม่หมอหลอกดูดวง ตุ๋นเหยื่อชาวเวียดนาม สูญเงินกว่า 1,480 ล้าน

พนักงานสอบสวนยังได้อายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมประมาณ 15 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย นอกเหนือจากทรัพย์สินมูลค่า 60 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียที่ถูกยึดไปก่อนหน้านี้

ตำรวจได้ตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อสืบสวนกลุ่มอาชญากรที่ใช้ข้อมูลระบุตัวตนที่ถูกขโมยไปเพื่อขอสินเชื่อสำหรับรถยนต์หรูที่ไม่มีอยู่จริง

ผู้กำกับการสืบสวน กอร์ดอน อาร์บินจา กล่าวว่า การสอบสวนเริ่มต้นจากการฉ้อโกงสินเชื่อรถยนต์ แต่ได้ขยายไปสู่การเปิดโปงเครือข่ายอาชญากรรมทางการเงินที่ซับซ้อนที่สุดเครือข่ายหนึ่ง

ตำรวจกล่าวหาว่า กิจกรรมของกลุ่มอาชญากรนี้รวมถึงการฉ้อโกงสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อธุรกิจ และสินเชื่อบ้านขนาดใหญ่ต่อสถาบันการเงินต่างๆ

จากการสืบสวนของหนังสือพิมพ์ Sydney Morning Herald แม่ลูกคู่นี้มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่ถูกเรียกว่า “Penthouse Syndicate” ซึ่งผู้นำของเครือข่ายนี้อาศัยอยู่ในห้องชุดเพนต์เฮาส์ราคาแพง ตำรวจอ้างว่า กลุ่มนี้ฉ้อโกงธนาคารรายใหญ่ของออสเตรเลียเป็นจำนวนมาก โดยมีเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ทุจริตให้การอนุมัติสินเชื่อ

มีผู้ถูกจับกุมและตั้งข้อหาจำนวนมากในคดีนี้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นหนึ่งในคดีที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย ตำรวจคาดว่าจะมีการจับกุมเพิ่มเติม โดยมุ่งเน้นไปที่ผู้สนับสนุนมืออาชีพของกลุ่มอาชญากร

  • ทนายความ
  • นักบัญชี
  • ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์

คดี ตำรวจออสเตรเลียจับแม่หมอหลอกดูดวง ตุ๋นเหยื่อชาวเวียดนาม สูญเงินกว่า 1,480 ล้าน นี้สะท้อนให้เห็นถึงกลโกงที่ซับซ้อนและการแสวงหาผลประโยชน์จากความเชื่อของผู้คน การตระหนักรู้และตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – ตำรวจออสเตรเลียจับแม่หมอหลอกดูดวง ตุ๋นเหยื่อชาวเวียดนาม สูญเงินกว่า 1,480 ล้าน

ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน: สิ้นสุดประวัติศาสตร์

การปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือที่เรียกว่า “ชัตดาวน์” ที่ยาวนานถึง 43 วัน ได้สิ้นสุดลงแล้ว หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในร่างกฎหมายเพื่อยุติภาวะดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบให้เปิดงบประมาณฟื้นฟูโครงการช่วยเหลือด้านอาหาร จ่ายค่าจ้างพนักงานรัฐหลายแสนคน และฟื้นระบบควบคุมการบินที่หยุดชะงักไปก่อนหน้านี้

ร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา จะต่ออายุการจัดสรรงบประมาณไปจนถึงวันที่ 30 มกราคม ทำให้หน่วยงานของรัฐสามารถกลับมาเปิดทำการได้ภายในวันพฤหัสบดีนี้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าบริการของรัฐบาลจะกลับสู่ภาวะปกติได้เมื่อใด ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงมีภาระหนี้สินรวมกว่า 38 ล้านล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

การสิ้นสุดของภาวะ ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน ครั้งนี้ จะช่วยให้บริการที่สำคัญต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการบิน มีเวลาในการฟื้นตัวก่อนช่วงวันหยุดขอบคุณพระเจ้าที่กำลังจะมาถึง นอกจากนี้ ยังรวมถึงการกลับมาของโครงการแจกอาหารให้กับครอบครัวรายได้น้อยในช่วงเทศกาลคริสต์มาส รวมถึงหน่วยงานสถิติของรัฐบาลจะสามารถกลับมาเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจได้อีกครั้ง หลังจากที่ต้องหยุดรายงานไปตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าทำเนียบขาวจะระบุว่า รายงานตัวเลขการจ้างงานและดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของเดือนตุลาคม อาจจะไม่ถูกเผยแพร่อีกต่อไป

ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน: สิ้นสุดประวัติศาสตร์

นักเศรษฐศาสตร์ได้ประเมินว่า การปิดหน่วยงานรัฐบาลในครั้งนี้ ส่งผลให้ GDP ของสหรัฐฯ ลดลงกว่า 0.1% ต่อสัปดาห์ของการชัตดาวน์ แม้ว่าส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าผลกระทบดังกล่าวจะค่อยๆ ฟื้นตัวในช่วงต่อไป การลงมติในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งในระดับรัฐหลายแห่งเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ไม่สามารถผลักดันให้มีการขยายสิทธิประโยชน์เงินอุดหนุนประกันสุขภาพของรัฐบาลกลางได้ ในขณะที่ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน ยังไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาในสภา

ระหว่างการอภิปราย มิกกี้ เชอร์ริล สส.เดโมแครตจากรัฐนิวเจอร์ซีย์ ได้เรียกร้องให้เพื่อนร่วมสภา “อย่ายอมให้สภานี้กลายเป็นตราประทับยางสำหรับรัฐบาลที่พรากอาหารจากเด็กและทำลายระบบสาธารณสุขของประชาชน”

แม้ว่าภาวะ ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ก็ไม่มีฝ่ายใดที่ถือว่าได้รับชัยชนะอย่างชัดเจน ผลสำรวจความคิดเห็นของรอยเตอร์/อิปซอส แสดงให้เห็นว่า ประชาชน 50% กล่าวโทษพรรครีพับลิกัน ในขณะที่ 47% กล่าวโทษพรรคเดโมแครต สำหรับวิกฤตที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

ผลกระทบหลังจาก ทรัมป์ยุติชัตดาวน์ 43 วัน

นอกจากการกลับมาทำงานของสภาผู้แทนฯ หลังจากการหยุดพักตั้งแต่กลางเดือนกันยายน ยังนำไปสู่การรื้อฟื้นประเด็นการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาในคดีล่วงละเมิดทางเพศที่เสียชีวิตในเรือนจำ โดยสภาเตรียมพิจารณาการเผยแพร่เอกสารที่ยังไม่เป็นความลับทั้งหมด หลังจากที่พรรคเดโมแครตได้เปิดเผยเอกสารบางส่วนเพิ่มเติมในวันเดียวกัน

ร่างกฎหมายงบประมาณฉบับนี้ ยังมีบทบัญญัติให้สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 8 คน สามารถยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกระทรวงยุติธรรมได้สูงสุด 5 แสนดอลลาร์ หากถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวจากการสืบสวนเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม ปี 2021 พร้อมทั้งชำระค่าทนายความและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ย้อนหลังอีกด้วย

การยุติชัตดาวน์ครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนชาวอเมริกัน แต่ก็ยังคงต้องจับตาดูต่อไปว่า รัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินและผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้อย่างไร

ที่มา – ทรัมป์ลงนามยุติภาวะชัตดาวน์ 43 วัน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

“โอ ยองซู” พ้นข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

ศาลเกาหลีใต้มีคำพิพากษายกฟ้อง โอ ยองซู นักแสดงอาวุโสวัย 81 ปี จากซีรีส์ดัง Squid Game ในคดีล่วงละเมิดทางเพศ หลังเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ และความทรงจำของผู้กล่าวหามีโอกาสคลาดเคลื่อนตามระยะเวลาที่ผ่านไป

นักแสดงวัย 81 ปีรายนี้ ถูกตั้งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงคนหนึ่งสองครั้งในปี 2022 โดยมีข้อกล่าวหาว่าเขาโอบกอดและจูบแก้มผู้หญิงคนดังกล่าวโดยที่เธอไม่ยินยอม ก่อนหน้านี้ ในปี 2024 นายโอถูกตัดสินว่ามีความผิดและได้รับโทษจำคุก 8 เดือน โดยให้รอลงอาญา แต่เขายื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม วันนี้ (11 พ.ย.) ศาลได้กลับคำพิพากษา โดยระบุว่านายโอได้เข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงทางเพศแล้ว และเสนอความเห็นว่า ความทรงจำของเหยื่อที่ถูกกล่าวหาอาจ “บิดเบือนไป” เมื่อพิจารณาจากระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว

ตามรายงานของสำนักข่าวยอนฮัป การล่วงละเมิดที่ถูกกล่าวหาเกิดขึ้นในปี 2017 ขณะที่นายโอกำลังพักอยู่ในพื้นที่ชนบทเพื่อแสดงละครเวที เหยื่อที่ถูกกล่าวหาได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อนายโอในปี 2021 แต่คดีได้ถูกปิดลงในเดือนเมษายนปีเดียวกัน อย่างไรก็ตาม อัยการได้เปิดการสอบสวนอีกครั้ง “ตามคำร้องขอของเหยื่อ” 

ศาลแขวงซูวอนกล่าวในแถลงการณ์ที่รายงานโดยสื่อท้องถิ่นว่า มี “ความเคลือบแคลงสงสัย” ว่านายโอได้กระทำการล่วงละเมิดจริงหรือไม่ “มีความเป็นไปได้ที่ความทรงจำของเหยื่อจะบิดเบือนไปตามกาลเวลา และเมื่อมีข้อสงสัย จำเลยจะต้องได้รับประโยชน์จากความสงสัยนั้น” อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ดังกล่าวก็ระบุต่อไปว่า มีความเป็นไปได้ที่จำเลยอาจกระทำจริง เนื่องจากเคยกล่าวคำขอโทษต่อผู้เสียหายมาก่อน

ด้านเหยื่อได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน โดยระบุว่า คำตัดสินนี้จะไม่ “ทำให้ความจริงไม่ถูกต้อง หรือลบเลือนความเจ็บปวดที่ฉันได้รับ” ส่วนองค์กรสิทธิสตรี Womenlink ได้วิพากษ์วิจารณ์คำตัดสิน โดยกล่าวว่า พวกเขารู้สึก “โกรธแค้นต่อคำตัดสินที่ปกปิดความรุนแรงทางเพศในโลกละครเวทีอีกครั้ง” ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าฝ่ายอัยการจะยื่นอุทธรณ์ต่อหรือไม่

ด้าน นายโอ ยอง-ซู กล่าวกับสื่อท้องถิ่นหลังคำตัดสินของศาลว่า เขารู้สึก “ขอบคุณศาลสำหรับดุลยพินิจอันชาญฉลาด”

นายโอได้รับชื่อเสียงระดับโลกหลังจากแสดงใน Squid Game ซีรีส์แนวดิสโทเปียที่ผู้คนแข่งขันในเกมเด็กเล่นแบบดั้งเดิมที่มีความอันตรายถึงชีวิต และในปี 2022 เขากลายเป็นนักแสดงชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในซีรีส์ จากการแสดงในซีซั่นแรกของซีรีส์ระทึกขวัญยอดนิยมทางเน็ตฟลิกซ์.

คดีของ โอ ยองซู นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game ที่ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศ ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ววงการบันเทิงเกาหลีใต้และต่างประเทศ การพิจารณาคดีนี้เป็นที่สนใจอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับนักแสดงชื่อดังระดับโลก และประเด็นความละเอียดอ่อนของการล่วงละเมิดทางเพศ

โอ ยองซู นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game พ้นข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

การที่ศาลตัดสินยกฟ้อง โอ ยองซู ในคดีนี้ไม่ได้หมายความว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูลความจริง แต่อาจเป็นเพราะหลักฐานไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายที่ว่า จำเลยต้องได้รับประโยชน์จากความสงสัย

โอ ยองซู นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก หลังจากถูกกล่าวหาในคดีล่วงละเมิดทางเพศ เขาถูกตัดออกจากงานแสดงหลายโครงการ และชื่อเสียงที่สั่งสมมาต้องมัวหมอง

ผลกระทบต่อวงการบันเทิง

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้แต่ผู้ที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จก็สามารถตกเป็นเป้าของการกล่าวหาได้ และกระบวนการยุติธรรมต้องดำเนินไปอย่างเที่ยงธรรม เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

โอ ยองซู นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game จะสามารถกลับมาแสดงต่อไปได้หรือไม่ หลังจากพ้นข้อกล่าวหา ยังคงเป็นคำถามที่ต้องติดตามกันต่อไป อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ได้สร้างบทเรียนสำคัญให้กับสังคม เกี่ยวกับความสำคัญของการเคารพสิทธิส่วนบุคคล และการระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นหรือตัดสินผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงในสังคมเกาหลีใต้ และสร้างความตระหนักถึงปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – “โอ ยองซู” นักแสดงวัย 81 ปี จาก Squid Game พ้นข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

ทรัมป์ช่วยซีเรียเต็มที่ หลังพบ ปธน.คนใหม่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้ซีเรียประสบความสำเร็จ ภายหลังการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์กับประธานาธิบดีอาห์เหม็ด อัล-ชารา ผู้นำซีเรียคนใหม่ ซึ่งเคยเป็นอดีตผู้บัญชาการกลุ่มอัลกออิดะห์ และเพิ่งถูกถอดชื่อออกจากบัญชีผู้ก่อการร้ายของสหรัฐฯ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่

การเยือนกรุงวอชิงตันของนายชาราถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของผู้นำซีเรีย และเกิดขึ้นเพียง 6 เดือนหลังจากทั้งสองพบกันครั้งแรกที่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทรัมป์ได้ประกาศแผนผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรซีเรียในขณะนั้น

นายอัล-ชารา วัย 43 ปี ขึ้นสู่อำนาจเมื่อปลายปีที่แล้ว หลังกองกำลังติดอาวุธของเขาโค่นล้มอดีตผู้นำเผด็จการ บาชาร์ อัล-อัสซาด ได้สำเร็จเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม หลังจากนั้น ซีเรียได้ปรับทิศทางนโยบายอย่างรวดเร็ว จากการพึ่งพาอิหร่านและรัสเซีย ไปสู่การสร้างสัมพันธ์กับตุรกี กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ และล่าสุดคือสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่า “เราจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อให้ซีเรียประสบความสำเร็จ” พร้อมยกย่องนายชาราว่าเป็น “ผู้นำที่แข็งแกร่ง” และยอมรับถึงอดีตอันขัดแย้งของเขาว่า “ทุกคนต่างก็เคยมีอดีตที่ยากลำบาก”

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศขยายระยะเวลาการผ่อนผันการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรตาม “กฎหมายซีซาร์” ออกไปอีก 180 วัน เพื่อเปิดทางให้ซีเรียเริ่มกระบวนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ย้ำว่าการยกเลิกทั้งหมดต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส

ในด้านความมั่นคง สหรัฐฯ กำลังเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างซีเรียและอิสราเอล เพื่อทำข้อตกลงด้านความมั่นคงร่วมกัน แม้อิสราเอลยังคงระแวงต่อประวัติการก่อการร้ายของนายชาราก็ตาม ขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าสหรัฐฯ มีแผนจัดตั้งฐานทัพในกรุงดามัสกัส

ก่อนการประชุมไม่กี่ชั่วโมง ทางการซีเรียเปิดเผยว่าได้สกัดแผนลอบสังหารนายชาราของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) สองครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และเมื่อสุดสัปดาห์ ซีเรียได้เปิดปฏิบัติการกวาดล้างทั่วประเทศ จับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 70 คน

ชารายังมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้ยกเลิก “กฎหมายซีซาร์” เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนทั่วโลกเข้ามาฟื้นฟูประเทศที่ผ่านสงครามยาวนานกว่า 14 ปี ซึ่งธนาคารโลกประเมินว่าต้องใช้เงินมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ในการฟื้นฟู

ในสภาคองเกรส สส. หลายรายทั้งจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันเริ่มเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าว แม้บางฝ่ายยังคงคัดค้าน แต่สถานการณ์อาจเปลี่ยนได้หากทรัมป์ออกแรงกดดันทางการเมือง

ภายในประเทศ ซีเรียยังคงเผชิญความรุนแรงทางศาสนาและความขัดแย้งภายใน ที่คร่าชีวิตประชาชนกว่า 2,500 คนตั้งแต่การล่มสลายของรัฐบาลอัสซาด ซึ่งสร้างคำถามถึงศักยภาพของรัฐบาลใหม่ในการบริหารประเทศอย่างเป็นเอกภาพ

การมุ่งความสนใจของทรัมป์ต่อซีเรียมีขึ้นในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามรักษาข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาระหว่างอิสราเอลและฮามาส และผลักดันแผนสันติภาพ 20 ข้อของเขาเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี

เส้นทางชีวิตของนายชาราถือเป็นจุดพลิกผันครั้งใหญ่ เขาเข้าร่วมกลุ่มอัลกออิดะห์ในอิรักหลังการรุกรานของสหรัฐฯ ปี 2003 และเคยถูกคุมขังโดยกองทัพสหรัฐฯ ก่อนกลับไปซีเรียเข้าร่วมการต่อต้านอัสซาดในปี 2011 ต่อมาในปี 2013 สหรัฐฯ ประกาศขึ้นบัญชีเขาเป็นผู้ก่อการร้ายภายใต้ชื่อ “อาบู มูฮัมหมัด อัล-โกลานี” จนกระทั่งเขาประกาศตัดขาดจากอัลกออิดะห์ในปี 2016

ล่าสุด เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ยกเลิกรางวัลนำจับมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์ที่ตั้งไว้กับตัวนายชารา และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้ถอดชื่อเขาและรัฐมนตรีมหาดไทยของซีเรียออกจากบัญชีคว่ำบาตรด้านการก่อการร้ายอย่างเป็นทางการ.

ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในซีเรียครั้งนี้ เป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่สหรัฐฯ ยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือ และพร้อมที่จะสนับสนุนซีเรียในทุกวิถีทาง

ความช่วยเหลือจากทรัมป์ต่อซีเรียมีความหมายอย่างไร

การที่ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่นี้ อาจหมายถึงโอกาสในการฟื้นฟูประเทศ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการพัฒนาเศรษฐกิจของซีเรียในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็ยังคงมีความท้าทายอยู่มาก ทั้งในด้านความมั่นคงภายในประเทศ ความขัดแย้งทางศาสนา และการยอมรับจากนานาชาติ แต่การที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาท อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการนำพาซีเรียไปสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทิศทางของซีเรียหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร และความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างไรบ้าง? ต้องติดตามกันต่อไป

การที่ทรัมป์ช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่ นับเป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนอนาคตของซีเรียไปตลอดกาล

ที่มา – ทรัมป์ให้คำมั่นช่วยซีเรียเต็มที่ หลังการพบปะครั้งประวัติศาสตร์กับ ปธน.ซีเรียคนใหม่

ฮอยอันพบซากเรือโบราณจากพายุคัลแมกี

พายุไต้ฝุ่นคัลแมกีได้เผยให้เห็น ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม ทำให้เกิดการค้นพบทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยซากเรือดังกล่าวมีอายุราว 400-600 ปี และถูกพบเห็นอีกครั้งหลังพายุพัดพาเอาชายฝั่งออกไป

ซากเรือนี้เคยถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 2023 นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน มีความยาวอย่างน้อย 17.4 เมตร โครงสร้างซี่โครงไม้ยังคงความสมบูรณ์ค่อนข้างมาก แม้จะจมอยู่ใต้น้ำมานานหลายศตวรรษ แต่ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะทำการกู้ซากเรือได้สำเร็จ เรือก็จมลงสู่ใต้น้ำอีกครั้ง

ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ได้ระบุอายุที่แน่ชัดของซากเรือ แต่จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าน่าจะสร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 14 ถึง 16 ซึ่งเป็นช่วงที่เมืองฮอยอัน ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก เป็นศูนย์กลางการค้าที่เจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค มีการซื้อขายผ้าไหม เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องเทศ

นายฝ่าม ฝู หง็อก ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมโลกฮอยอัน กล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า “ขณะนี้เรากำลังเตรียมการขอใบอนุญาตขุดค้นฉุกเฉิน” หลังจากที่ ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม ปรากฏขึ้นอีกครั้งหลังพายุไต้ฝุ่นคัลแมกีพัดผ่านไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เขายังกล่าวอีกว่า “การค้นพบเรือโบราณลำนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงบทบาททางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของฮอยอันในการค้าขายระดับภูมิภาค” และเสริมว่าครั้งนี้ตัวเรือเผยออกมามากกว่าเดิม “ซึ่งอาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่เราได้”

ทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์อนุรักษ์ฮอยอัน, มหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในนครโฮจิมินห์ และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ได้สำรวจซากเรือเมื่อปี 2024 และพบว่าเรือสร้างจาก “ไม้เนื้อแข็งที่มีความทนทานสูง” และเสริมความแข็งแรงด้วยวัสดุกันน้ำเพื่อผนึกรอยต่อต่างๆ

ศูนย์อนุรักษ์ฮอยอันระบุในแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ว่า “โครงสร้างของเรือบ่งชี้ว่าสามารถเดินทางทางทะเลได้ในระยะทางไกล น่าจะถูกใช้เพื่อการค้าทางทะเล หรือปฏิบัติการทางเรือ” อย่างไรก็ตาม ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม นี้มีความเสี่ยงที่จะ “เสื่อมสภาพอย่างรุนแรงหากไม่มีการอนุรักษ์โดยทันที” เนื่องจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรงและการเผชิญกับสภาพอากาศเลวร้ายบ่อยครั้ง

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ซากเรือยังคงสามารถมองเห็นได้ชัดเจน โดยมีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันบนชายหาดเพื่อชมโครงสร้างที่น่าทึ่งของเรือลำนี้

ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม

การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดเผยอดีตที่น่าสนใจของฮอยอัน แต่ยังกระตุ้นให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางทะเล และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลต่อแหล่งโบราณคดีชายฝั่งอีกด้วย

ความสำคัญของการค้นพบซากเรือโบราณ

  • ช่วยให้เข้าใจประวัติศาสตร์การค้าทางทะเลของฮอยอัน
  • ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีการสร้างเรือในอดีต
  • สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางทะเล

การขุดค้นและศึกษาซากเรือโบราณนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจอดีตและความเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การพบเจอ ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม ที่ถูกเปิดเผยโดยพายุคัลแมกี เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของมรดกทางวัฒนธรรมของเราต่อภัยธรรมชาติ การอนุรักษ์ซากเรือโบราณลำนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาเรื่องราวและประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ให้กับคนรุ่นหลัง

ที่มา – พายุคัลแมกีเผยให้เห็นซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม

Scroll to top