ข่าวต่างประเทศออนไลน์

แฉอาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา! สื่อเกาหลีใต้เตือน

สถานการณ์ในกัมพูชาที่สื่อเกาหลีใต้กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดคือ อาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา ที่มีการกล่าวถึงการทรมานเหยื่ออย่างโหดร้ายถึงขั้นเสียชีวิต สำนักข่าวยอนฮัปของเกาหลีใต้รายงานว่า ผู้ที่เคยทำงานภายในพื้นที่อาชญากรรมในกัมพูชาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับเรื่องนี้

อาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา: การทรมานและการค้ามนุษย์

แหล่งข่าวระบุว่า ภายในแต่ละแหล่งอาชญากรรม มีการทรมานเหยื่ออย่างทารุณ ทั้งการถอนเล็บ ตัดนิ้ว และมีการค้ามนุษย์ โดยขายเหยื่อไปยังแก๊งอาชญากรรมอื่นในราคาที่ตกลงกัน คาดว่าปัจจุบันมีพื้นที่ลักษณะนี้มากกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ

อาณาจักรอาชญากรรมในกัมพูชามีขนาดแตกต่างกันไป และเป็นแหล่งที่เกิดอาชญากรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น โรแมนซ์สแกม (การหลอกให้หลงรัก), การหลอกขายหุ้นนอกตลาด, การหลอกลงทุนฟิวเจอร์สในต่างประเทศ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มีข้อกล่าวอ้างว่ามีศูนย์อาชญากรรมเหล่านี้สูงถึง 400 แห่งในกัมพูชา

นาย A ผู้เกี่ยวข้องรายหนึ่ง อธิบายว่า เหตุที่แก๊งเหล่านี้ต้องการคนสัญชาติเกาหลี เนื่องจากนำไปใช้ในการฟอกเงินจากรายได้อาชญากรรม หรือทำงานด้านเทเลมาร์เก็ตติ้ง, แชท และบริการลูกค้าสำหรับการหลอกลวงเป้าหมายที่เป็นชาวเกาหลี

พื้นที่ใดในกัมพูชาที่อันตรายที่สุด?

นาย A ยังเตือนว่า ไม่ใช่กัมพูชาทุกพื้นที่ที่เหมือนกัน โดยระบุว่าพื้นที่ชายแดนอย่างปอยเปต และ บาเวต นั้นอันตรายที่สุด และเป็นที่ที่คนส่วนใหญ่ถูกส่งไปเป็นที่สุดท้าย ต่างจากพนมเปญหรือสีหนุวิลล์

นาย B ชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ในกัมพูชา กล่าวเสริมว่า หากทำงานในพนมเปญหรือสีหนุวิลล์แล้วทำผลงานไม่ดีหรือติดหนี้ในคาสิโน ก็จะถูกขายต่อไปยังพื้นที่ชายแดนอย่างปอยเปตหรือบาเวต โดยมีคนจำนวนมากต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้

นาย B ยืนยันว่า การที่เหยื่อถูกทำร้ายจนเสียชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก โดยมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละหนึ่งคน เหยื่อไม่ได้มีเพียงชาวเกาหลีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาวเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และจีนด้วย ผู้ที่ถูกซ้อมจนสุขภาพทรุดโทรมก็เสียชีวิต หรือหากทำงานไม่ได้ตามเป้าก็จะถูกทำร้าย บางกรณีถึงขั้นตัดนิ้วทั้งหมดหากบัญชีธนาคารที่นำมาขายถูกระงับ

ส่วนกรณีที่มีนักศึกษารายหนึ่งเสียชีวิตในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาในพื้นที่ เขาโบโก นาย B อธิบายว่า ที่แห่งนั้นมักเป็นที่ที่คนถูกส่งไปขายบัญชีธนาคาร และมักจะถูกกักขังและถูกบังคับให้ทำงานผิดกฎหมาย หรือแม้กระทั่งต้องจบชีวิตลงที่นั่น

นาย C ผู้ที่เคยถูกคุมขังในแก๊งอาชญากรรม เล่าว่า เขาเคยเห็นภาพถ่ายการทรมานและศพในกลุ่มแชทเทเลแกรมของผู้ดูแล ซึ่งพวกเขาภาคภูมิใจที่จะพูดถึงเรื่องนี้และนำภาพมาให้เขาดูพร้อมข่มขู่ว่า “ถ้าไม่เชื่อฟัง จะมีสภาพแบบนี้”

นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวอ้างว่า เหยื่อที่ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตจะถูกนำไปเผาในเตาเผาของสถานที่นั้น แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อโต้แย้งว่าอาจเป็นข่าวลือที่เกินจริง โดยเตาเผาอาจใช้สำหรับเผาขยะเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม มีข้อกล่าวอ้างเพิ่มเติมที่น่าสะพรึงกลัวว่า หากเหยื่อไม่สามารถทำ “ผลงาน” ได้ตามเป้า ก็อาจถูกบังคับให้ “ขายอวัยวะ” นาย A อธิบายว่า หากเป็นหนี้และไม่มีผลงาน ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขายอวัยวะ โดยเริ่มจากดวงตา เนื่องจากกระจกตาผ่าตัดง่ายกว่าและมีราคาสูง

แต่ก็มีความเห็นแย้งว่า ปัจจุบันการค้าอวัยวะอาจไม่ได้เกิดขึ้นในกัมพูชาแล้ว โดยนาย B ชี้ว่า “ในสีหนุวิลล์มีโรงพยาบาลจีนจำนวนมาก ซึ่งในอดีตถูกใช้เพื่อผ่าตัดเอาอวัยวะ แต่ปัจจุบันน่าจะใช้วิธีบังคับให้ทำงานจนกว่าจะไม่สามารถใช้งานได้อีก แล้วค่อยส่งต่อไปยังพม่า ซึ่งคาดว่าจะเป็นสถานที่ที่มีการผ่าตัดเอาอวัยวะเกิดขึ้น”

สถานการณ์ อาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา นี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการค้ามนุษย์และความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้นการตระหนักถึงภัยและการป้องกันตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง หากมีคนชักชวนให้ไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบและปรึกษาผู้มีประสบการณ์ก่อนตัดสินใจ เพื่อความปลอดภัยของตนเอง

ที่มา – สื่อเกาหลีใต้แฉอาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา เหยื่อถูกซ้อมตายวันละคน-ไร้ประโยชน์อาจถูก “ขายอวัยวะ”

สส. อินโดฯ รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเกือบ 2 เท่า จริงหรือ?

เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศเพื่อเรียกร้องให้ลดสวัสดิการของ สส. ล่าสุดรองประธานสภาฯ อินโดนีเซียประกาศขึ้นเบี้ยเลี้ยงพักการประชุมเกือบ 2 เท่า โดยอ้างว่าเพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่นักวิจารณ์ระบุ “เหมือนโดนตลกหลอก” หลังเพิ่งตัดเบี้ยเลี้ยงค่าที่พักไป

ความไม่พอใจของสาธารณชนในอินโดนีเซียกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังมีรายงานว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงพิเศษ ทั้งที่เพิ่งเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศเกี่ยวกับเงินเดือนและสวัสดิการที่มากเกินไปเมื่อเดือนสิงหาคม เรื่องราวของ สส. อินโดฯ รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเกือบ 2 เท่า นี้ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคม

นายซูฟมี ดาสโก อาห์หมัด รองประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า สส. จะได้รับ “เบี้ยเลี้ยงปิดสมัยประชุม” เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า เป็น 702 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1.38 ล้านบาท) จากเดิมที่เคยได้รับ 400 ล้านรูเปียห์

เบี้ยเลี้ยงปิดสมัยประชุมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน สส. ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ เช่น การเยี่ยมเยียนและรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในช่วงที่รัฐสภาไม่ได้เปิดประชุม ซึ่งปกติแล้ว ส.ส. อินโดนีเซียจะมีการปิดสมัยประชุมราว 5 ครั้งต่อปี

การเพิ่มขึ้นของเบี้ยเลี้ยงครั้งล่าสุด ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม ทำให้เกิดข้อถกเถียงและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักอีกครั้ง หลายคนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการที่ สส. อินโดฯ รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเกือบ 2 เท่า ในสถานการณ์ที่ประชาชนยังคงเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อินโดนีเซียเพิ่งเผชิญกับการประท้วงทั่วประเทศ ซึ่งจุดชนวนหลักมาจากเบี้ยเลี้ยงค่าที่พักอาศัย เดือนละ 3,000 ดอลลาร์ (ราว 110,000 บาท) ซึ่งสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำในกรุงจาการ์ตาเกือบ 10 เท่า ก่อนที่เบี้ยเลี้ยงดังกล่าวจะถูกปรับลดลงเพื่อระงับความไม่พอใจของสาธารณชน

นายอาห์หมัด ชี้แจงว่า การขึ้นเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่เพิ่มขึ้น ของ สส. ในช่วงปิดสมัยประชุม และเบี้ยเลี้ยงเดิมไม่ได้คำนึงถึง การเพิ่มขึ้นของราคาอาหารและค่าขนส่ง

อย่างไรก็ตาม นายลูเซียส คารุส จาก Formappi ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรด้านการตรวจสอบรัฐสภา ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า “เหมือนคนอินโดนีเซีย ถูกตลกหลอก เราเพิ่งพอใจกับการยกเลิกเบี้ยเลี้ยงค่าที่พัก แต่ในความเป็นจริง กลับมีเบี้ยเลี้ยงที่น่าอัศจรรย์อื่นโผล่ขึ้นมาอีก”

ความไม่พอใจดังกล่าวตอกย้ำถึงความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากในอินโดนีเซีย ที่มองว่าชนชั้นนำทางการเมืองของประเทศสามารถทำผิดได้อย่างลอยนวล โดยมีการเสนอให้ สส. ควรจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงให้ประชาชนตรวจสอบได้ง่ายขึ้นผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อความโปร่งใส.

สส. อินโดฯ รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเกือบ 2 เท่า : เรื่องอื้อฉาวล่าสุด?

ประเด็นที่ สส. อินโดฯ รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเกือบ 2 เท่า นี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความโปร่งใสและความรับผิดชอบของนักการเมืองในหลายประเทศทั่วโลก การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับสวัสดิการที่สูงเกินไป ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเผชิญกับความยากลำบาก ถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมและขาดความเห็นอกเห็นใจ

ทำไมเรื่อง สส. อินโดฯ รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเกือบ 2 เท่า ถึงสำคัญ?

เรื่องนี้สำคัญเพราะมันแสดงให้เห็นถึงช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างชนชั้นปกครองและประชาชนทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้น มันยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการเมืองและความโปร่งใสของรัฐบาล

  • ความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ: การเปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายเงินของ สส. ให้ประชาชนตรวจสอบได้
  • การมีส่วนร่วมของประชาชน: การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับสวัสดิการของนักการเมือง
  • การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ: การมีองค์กรอิสระที่สามารถตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การแก้ไขปัญหาความไม่โปร่งใสและสวัสดิการที่มากเกินไปของนักการเมือง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ สส. อินโดฯ รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเกือบ 2 เท่า เป็นเครื่องเตือนใจว่า เราต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ รวมถึงส่งเสริมความโปร่งใสและความรับผิดชอบในระบบการเมือง หากเราต้องการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับทุกคน

ที่มา – สส. อินโดฯ รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเกือบ 2 เท่า หลังเพิ่งเจอประท้วงใหญ่เรื่องเบี้ยเลี้ยงนักการเมือง

ทรัมป์ร่วมลงนาม “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เตรียมเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา ที่จะเกิดขึ้นระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียในช่วงปลายเดือนนี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ “ตั้งตารอที่จะเป็นสักขีพยาน “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา” ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคมนี้ ซึ่งการเข้าร่วมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสนใจและบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาได้ปะทุกลายเป็นการปะทะทางทหารที่ร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 40 ราย และพลเรือนต้องอพยพหนีออกจากบ้านเรือนราว 300,000 คน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ การลงนามใน “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา จึงเป็นก้าวสำคัญในการยุติความขัดแย้งและสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน

หลังจากการสู้รบห้าวัน ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงที่จะหยุดยิง ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มีประธานาธิบดีทรัมป์มีส่วนร่วมในการเป็นคนกลางบางส่วน แม้ว่าหลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายยังคงแลกเปลี่ยนข้อกล่าวหาว่าอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอยู่เป็นระยะ

ก่อนหน้านี้ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เคยกล่าวว่า ตนได้เสนอชื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ โดยให้เครดิตกับ “การทูตเชิงนวัตกรรม” ของทรัมป์ ที่ช่วยยุติการปะทะดังกล่าว

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย เคยกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ได้รับจดหมายจากผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งแสดงความปรารถนาที่จะเห็นเพื่อนบ้านที่กำลังต่อสู้กันทั้งสองประเทศสามารถแก้ไขความตึงเครียดได้

“ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา

การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลงสันติภาพครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่สหรัฐฯ ให้กับบทบาทของตนในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยและผู้รักษาสันติภาพในภูมิภาค นอกจากนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังนานาชาติว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่างๆ อย่างสันติวิธี

ความสำคัญของ “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา

ข้อตกลงสันติภาพนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา หากข้อตกลงนี้ได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ก็จะสามารถนำไปสู่การสร้างความไว้วางใจ การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาความสัมพันธ์ในด้านอื่นๆ ได้อย่างยั่งยืน

  • การแก้ไขปัญหาชายแดน: ข้อตกลงนี้จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถแก้ไขปัญหาชายแดนที่ยังคงค้างคาอยู่ได้อย่างสันติวิธี
  • การส่งเสริมการค้าและการลงทุน: สันติภาพและความมั่นคงจะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ
  • การพัฒนาความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม: การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมจะช่วยส่งเสริมความเข้าใจและความเคารพระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม การลงนามในข้อตกลงสันติภาพเป็นเพียงก้าวแรก การรักษาและต่อยอดสันติภาพนั้นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมของทั้งสองประเทศ

การมีส่วนร่วมของประธานาธิบดีทรัมป์ในการเป็นสักขีพยาน “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา ถือเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค หวังว่าข้อตกลงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ร่วมกันสำหรับทั้งสองประเทศ

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อตกลงนี้จะนำมาซึ่งความสงบสุขอย่างแท้จริง และเป็นการเปิดศักราชใหม่ของความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – “โดนัลด์ ทรัมป์” เตรียมร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา

โซลสร้าง “หลุมหลบภัยนิวเคลียร์” ปี 2028

ทางการกรุงโซลกําลังเดินหน้าโครงการ “Defense Seoul 2030” ท่ามกลางภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ โดยเตรียมสร้างหลุมหลบภัยนิวเคลียร์ใต้ดินในโครงการที่พักอาศัยขนาดใหญ่ บริเวณซงพา-กู ซึ่งจะมีระบบช่วยชีวิตที่ครบครัน เพื่อให้ประชาชนสามารถเอาตัวรอดจากการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ เคมี หรือชีวภาพ ได้นานถึง 14 วัน

กรุงโซลเตรียมสร้าง “หลุมหลบภัยนิวเคลียร์” สำหรับพลเรือน ภายในปี 2028

กรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ เตรียมสร้างหลุมหลบภัยนิวเคลียร์แห่งแรกสําหรับพลเรือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาคารชุดพักอาศัยขนาดใหญ่ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2028

รัฐบาลกรุงโซลและบริษัท Seoul Housing and Communities ได้วางแผนก่อสร้างหลุมหลบภัยนิวเคลียร์ใต้ดินนี้ เพื่อใช้เป็นที่หลบภัยสําหรับผู้พักอาศัยในกรณีที่เกิดการโจมตีจากภายนอกด้วยอาวุธ นิวเคลียร์ ชีวภาพ หรือเคมี

รายละเอียดที่ตั้งของหลุมหลบภัย

หลุมหลบภัยดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นที่ชั้นใต้ดินชั้นที่ 3 ของโครงการที่พักอาศัยในย่านการัก-ดง เขตซงพา-กู ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ ประกอบด้วยอาคารชุด 16 หลัง มีที่พักอาศัยรวม 1,240 ยูนิต

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในหลุมหลบภัย

หลุมหลบภัยนี้มีพื้นที่รวม 2,147 ตารางเมตร และสามารถรองรับผู้คนได้พร้อมกันถึง 1,020 คน โดยจะติดตั้งระบบที่จําเป็นสําหรับการยังชีพ เช่น ระบบระบายอากาศที่กรองสารอันตรายได้, ระบบกักเก็บและจ่ายน้ํา, และ ระบบสุขาภิบาลที่ครบวงจร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่เข้าไปหลบภัยสามารถเอาตัวรอดได้นานสูงสุดถึง 14 วัน

การใช้งานในยามปกติ

ทั้งนี้ เมื่อไม่ได้อยู่ในช่วงฉุกเฉิน หลุมหลบภัยแห่งนี้จะถูกปรับไปใช้เป็นศูนย์ออกกําลังกายของชุมชน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า โครงการนี้ถูกขับเคลื่อนจากความจําเป็นในการรับมือกับภัยคุกคามทางทหารที่เพิ่มขึ้นจากเกาหลีเหนือ และสถานการณ์ความมั่นคงโลกที่ไม่มีเสถียรภาพ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ

เจ้าหน้าที่ของกรุงโซลกล่าวว่า “เนื่องจากภัยคุกคามยุคใหม่แตกต่างจากในอดีต เราจึงเปิดตัวโครงการนี้เพื่อขยายบทบาทของที่พักพิงเพื่อป้องกันพลเรือน เราหวังว่านี่จะเป็นก้าวใหม่ในการปกป้องพลเมืองได้ดียิ่งขึ้น และยกระดับระบบความมั่นคงของกรุงโซล”

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานสําคัญ “Defense Seoul 2030” ที่รัฐบาลกรุงโซลประกาศไว้เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว

การสร้างหลุมหลบภัยนิวเคลียร์ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวในการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน

ที่มา – กรุงโซลเตรียมสร้าง “หลุมหลบภัยนิวเคลียร์” สำหรับพลเรือน ภายในปี 2028

ปิดฉาก เวิลด์เอ็กซ์โป โอซากา สุดปัง!

ญี่ปุ่นเพิ่งปิดฉากงาน เวิลด์เอ็กซ์โป โอซากา 2025 อย่างเป็นทางการ หลังจากการจัดงานที่ยาวนานถึง 6 เดือน ณ นครโอซากาและภูมิภาคคันไซ แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความกังวลในช่วงแรกเกี่ยวกับการจัดงาน แต่สุดท้ายก็ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย โดยสามารถดึงดูดผู้เข้าชมได้มากกว่า 27 ล้านคนเลยทีเดียว

ถึงแม้ว่าการจัดงานครั้งนี้จะต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ นานา แต่ผู้จัดงานก็มั่นใจว่า เวิลด์เอ็กซ์โป โอซากา ครั้งนี้ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจากกว่า 160 ประเทศและภูมิภาคที่นำเสนอเทคโนโลยี วัฒนธรรม และอาหาร จะสามารถทำกำไรได้ไม่น้อยกว่า 23,000 ล้านเยน (ประมาณ 4,932 ล้านบาท) ซึ่งเป็นผลมาจากการตอบรับที่ดีมากในด้านยอดขายบัตรเข้าชมงาน

ปิดฉาก เวิลด์เอ็กซ์โป โอซากา ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จเกินคาด ต้อนรับผู้ชม 27 ล้านคน

ไฮไลท์สำคัญของงาน เวิลด์เอ็กซ์โป โอซากา 2025 ที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ “แกรนด์ริง” (The Grand Ring) ซึ่งเป็นโครงสร้างไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โอบล้อมอาคารจัดแสดงของประเทศต่างๆ ทำให้กลายเป็นจุดสนใจและเป็นที่ชื่นชอบของผู้เข้าชมอย่างมาก ถึงขนาดที่นักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่งได้เริ่มรณรงค์ออนไลน์เพื่อให้มีการเก็บรักษาโครงสร้างทั้งหมดนี้ไว้ให้คงอยู่ต่อไป

เดิมทีแผนการคือจะเก็บรักษาส่วนหนึ่งของโครงสร้างวงแหวนนี้ไว้ ซึ่งมีความยาว 200 เมตร และเป็นผลงานการออกแบบของสถาปนิกชื่อดังชาวญี่ปุ่น โซ ฟูจิโมโตะ ไว้บนเกาะเทียมในโอซากา แต่ก็มีผู้สนับสนุนเกือบ 7,000 รายที่ต้องการให้เก็บรักษาโครงสร้างทั้งหมดไว้

ความท้าทายในการจัดงาน เวิลด์เอ็กซ์โป โอซากา

ในช่วงเริ่มต้นของการจัดงานที่ดูเหมือนว่าอาจจะไม่ราบรื่น งาน เวิลด์เอ็กซ์โป โอซากา ต้องเผชิญกับข้อร้องเรียนต่างๆ เช่น การระบาดของแมลงขนาดเล็กภายในพื้นที่จัดงาน การตรวจพบเชื้อแบคทีเรียลิจิโอเนลลาในบริเวณลานน้ำพุ และในช่วงฤดูร้อนที่ร้อนจัดของญี่ปุ่น การระงับการเดินรถไฟสายเดียวที่ให้บริการไปยังสถานที่จัดงาน ทำให้ผู้เข้าชมกว่า 30,000 คนต้องตกค้าง และบางส่วนต้องทนความร้อนตลอดทั้งคืนใกล้สถานี โดยมีผู้ถูกนำส่งโรงพยาบาลกว่า 30 คน

ฌาคส์ แมร์ หัวหน้าพาวิลเลียนฝรั่งเศส กล่าวว่า งานเอ็กซ์โปครั้งนี้เป็น “ความท้าทายอย่างยิ่งยวด” สำหรับประเทศอื่นๆ ที่เข้าร่วม โดยให้ความเห็นว่าเป็นการจัดงานที่ “มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดและซับซ้อนที่สุด” เมื่อเทียบกับงานที่ผ่านมา แต่ถึงกระนั้นก็สรุปว่าการจัดงานในครั้งนี้เป็น “ความงดงาม”

สำหรับงานเวิลด์เอ็กซ์โปครั้งต่อไป จะจัดขึ้นที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ในปี 2030 และ 2031

ถึงแม้จะมีอุปสรรคมากมาย แต่การที่ญี่ปุ่นสามารถจัดงาน เวิลด์เอ็กซ์โป โอซากา ให้ประสบความสำเร็จและดึงดูดผู้คนได้มากมายขนาดนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถและความมุ่งมั่นของคนญี่ปุ่นได้อย่างดีเยี่ยม งานนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีแสดงเทคโนโลยีและวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสอันดีในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย

ที่มา – ปิดฉากเวิลด์เอ็กซ์โป โอซากา ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จเกินคาด ต้อนรับผู้ชม 27 ล้านคน

ฟิลิปปินส์-จีน กล่าวโทษกัน ปะทะทะเลจีนใต้

สถานการณ์ในทะเลจีนใต้กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อฟิลิปปินส์และจีนต่างออกมากล่าวโทษซึ่งกันและกัน หลังเกิดเหตุการณ์ฟิลิปปินส์-จีนกล่าวโทษกัน หลังเรือเผชิญหน้าในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ โดยหน่วยยามฝั่งของฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า เรือของหน่วยยามฝั่งจีนได้ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงและพุ่งชนเรือของรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่จอดทอดสมออยู่บริเวณนอกชายฝั่งเกาะแห่งหนึ่งในทะเลจีนใต้ที่มีข้อพิพาทเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เรือได้รับความเสียหายเล็กน้อย

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นความตึงเครียดครั้งล่าสุดในความขัดแย้งด้านดินแดนที่ยืดเยื้อมานานในทะเลจีนใต้ โดยเรือที่ได้รับความเสียหายในเหตุการณ์ครั้งนี้คือเรือบีอาร์พี ดาตู ปักบัวยา (BRP Datu Pagbuaya) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกองเรือประมงที่ให้การสนับสนุนชาวประมงฟิลิปปินส์ แม้เรือได้รับความเสียหายเล็กน้อย แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บในหมู่ลูกเรือชาวฟิลิปปินส์

พลเรือจัตวา เจย์ ทาร์ริเอลา โฆษกหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า เรือของหน่วยยามฝั่งจีนพุ่งเป้าโจมตีเรือปักบัวยานอกชายฝั่งเกาะติตู (Thitu) หรือที่ฟิลิปปินส์เรียกว่า ปักอาซา (Pag-asa) ซึ่งเป็นเกาะที่มีชาวฟิลิปปินส์อาศัยอยู่ โดยเหตุปะทะครั้งนี้เกิดขึ้นห่างจากเกาะติตูเพียง 1.6 ไมล์ทะเล (เกือบ 3 กิโลเมตร)

นอกเหนือจากเรือปักบัวยาแล้ว เรือประมงของฟิลิปปินส์อีก 2 ลำ ก็ถูกปืนฉีดน้ำแรงดันสูงของจีนโจมตีเช่นกัน แต่ไม่มีความเสียหายหรือผู้บาดเจ็บ

พลเรือจัตวา ทาร์ริเอลา กล่าวว่า เรือปักบัวยาและเรือของสำนักประมงและทรัพยากรทางน้ำอีก 2 ลำ กำลังจอดทอดสมออยู่ในน่านน้ำอาณาเขตของเกาะติตู เมื่อเรือของหน่วยยามฝั่งจีนและเรือที่ต้องสงสัยว่าเป็นกองกำลังอาสาสมัครทางทะเลได้เข้าใกล้และแสดง “การซ้อมรบที่อันตรายและยั่วยุ”

เรือหน่วยยามฝั่งจีนหมายเลข 21559 ได้ยิงปืนฉีดน้ำใส่เรือปักบัวยาโดยตรง จากนั้นสามนาทีต่อมาก็ได้ “พุ่งชนเข้าที่ท้ายเรือ” ทำให้เรือได้รับความเสียหายเชิงโครงสร้างเล็กน้อย แต่ลูกเรือไม่บาดเจ็บ

หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ได้เผยแพร่วิดีโอที่แสดงให้เห็นเรือยามฝั่งจีนยิงปืนฉีดน้ำเข้าใส่เรือฟิลิปปินส์ ซึ่งโดนธงชาติฟิลิปปินส์ทั้งสองผืนที่ติดอยู่บนเรือ

ฟิลิปปินส์-จีนกล่าวโทษกัน หลังเรือเผชิญหน้าในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้

ในขณะเดียวกัน หน่วยยามฝั่งจีนได้กล่าวหาว่าเรือของฟิลิปปินส์ “เข้าสู่น่านน้ำของจีนโดยผิดกฎหมาย” ใกล้กับสันทรายที่เรียกว่า แซนดี้ เคย์ (Sandy Cay) โดยกล่าวว่าเรือฟิลิปปินส์ “เพิกเฉยต่อการเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า” และได้ใช้มาตรการควบคุมต่อเรือของฟิลิปปินส์ตามกฎหมายและขับไล่ออกไปอย่างเด็ดขาด

หลิว เต๋อจวิน โฆษกหน่วยยามฝั่งจีน กล่าวว่าเรือฟิลิปปินส์ลำหนึ่งเข้าใกล้เรือยามฝั่งจีนอย่างอันตรายจนเกิดการเฉี่ยวชนกัน โดยระบุว่า ความรับผิดชอบทั้งหมดเป็นของฝ่ายฟิลิปปินส์ และเตือนให้ฟิลิปปินส์ “ยุติการละเมิดและการคุกคามทันที”

ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในทะเลจีนใต้

เหตุการณ์ฟิลิปปินส์-จีนกล่าวโทษกัน หลังเรือเผชิญหน้าในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ เน้นย้ำถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในหมู่เกาะสแปรตลี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีข้อพิพาทมากที่สุดในทะเลจีนใต้ โดยจีนอ้างสิทธิ์เหนือน่านน้ำเกือบทั้งหมด แม้ว่าคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเมื่อปี 2016 จะตัดสินให้ข้ออ้างอิงทางประวัติศาสตร์ของจีนเป็นโมฆะก็ตาม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ และความสำคัญของการเจรจาและการรักษาสันติภาพในภูมิภาค ฟิลิปปินส์-จีนกล่าวโทษกัน หลังเรือเผชิญหน้าในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ เป็นสัญญาณเตือนว่าสถานการณ์อาจบานปลายได้ หากไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ที่มา – ฟิลิปปินส์-จีนกล่าวโทษกัน หลังเรือเผชิญหน้าในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้

ทรัมป์ขู่รัสเซีย! ส่งโทมาฮอว์กให้ยูเครน?

โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเตือนรัสเซียอย่างชัดเจนว่า อาจพิจารณาจัดส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน หากสงครามยังไม่จบ นี่เป็นการส่งสัญญาณว่าทรัมป์พร้อมเพิ่มแรงกดดันต่อวลาดิเมียร์ ปูตินด้วยอาวุธสำคัญ

ทรัมป์กล่าวระหว่างเดินทางบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันไปยังอิสราเอลว่า “ผมอาจบอกว่า ‘ถ้าสงครามนี้ไม่จบ ผมจะส่งโทมาฮอว์กให้พวกเขา'” เขายังเสริมว่า “โทมาฮอว์กเป็นอาวุธที่น่าทึ่ง รัสเซียไม่อยากได้มันหรอก”

อดีตผู้นำสหรัฐฯ อ้างว่าได้คุยเรื่องขีปนาวุธโทมาฮอว์กกับโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนแล้ว โดยบอกว่า “พวกเขา (รัสเซีย) อยากให้มีโทมาฮอว์กมุ่งหน้าไปทางนั้นไหม? ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะอยาก” และ “โทมาฮอว์กคืออีกก้าวของการรุกราน”

สัญญาณที่แข็งกร้าวนี้เกิดขึ้นหลังจากรัสเซียโจมตีเครือข่ายพลังงานของยูเครนอย่างหนัก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานก่อนฤดูหนาว รัสเซียแสดง “ความกังวลอย่างยิ่ง” เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะจัดหาขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กให้ยูเครน ก่อนหน้านี้ปูตินเคยบอกว่า การที่สหรัฐฯ ให้ขีปนาวุธพิสัยไกลแก่ยูเครน จะสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

เซเลนสกีกล่าวถึงการพูดคุยกับทรัมป์ว่าเป็นไปใน “ทิศทางที่ดีมาก” และทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการเสริมสร้าง “การป้องกันภัยทางอากาศ ความสามารถในการฟื้นตัว และศักยภาพพิสัยไกล” ของยูเครน รวมถึง “รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับภาคพลังงาน”

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่าทีของทรัมป์ต่อปูตินดูแข็งกร้าวขึ้น หลังจากที่ผู้นำรัสเซียปฏิเสธที่จะเจรจากับเซเลนสกีเพื่อลดความขัดแย้ง ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยบอกว่าเขาเชื่อว่ายูเครนสามารถทวงคืนดินแดนทั้งหมดที่เสียให้กับรัสเซียได้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เคยเรียกร้องให้ยูเครนประนีประนอมเพื่อยุติสงคราม

ขีปนาวุธโทมาฮอว์กจะทำให้ยูเครนมีอิสระในการโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย ซึ่งเซเลนสกีบอกว่าเป็นแรงกดดันที่จำเป็นเพื่อให้รัสเซียเจรจาสันติภาพอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ สหรัฐฯ ยังคงต่อต้านการเรียกร้องของเซเลนสกีในการจัดส่งขีปนาวุธดังกล่าว

ทรัมป์สรุปสถานการณ์สงครามว่า “ผมคิดว่าปูตินจะดูดีมากถ้าเขาสามารถจัดการเรื่องนี้ได้” และ “มันจะไม่เป็นผลดีต่อเขา” หากสงครามยังยืดเยื้อต่อไป

ทรัมป์ขู่รัสเซีย อาจส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน หากสงครามไม่ยุติโดยเร็ว

ทำไมทรัมป์ถึงขู่ส่งโทมาฮอว์กให้ยูเครน?

การขู่ส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน อาจเป็นกลยุทธ์ของทรัมป์ในการเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียให้ยุติสงคราม การที่ยูเครนมีขีปนาวุธที่สามารถโจมตีเป้าหมายในรัสเซียได้ จะทำให้รัสเซียต้องคิดหนักขึ้นเกี่ยวกับการทำสงครามต่อไป

นอกจากนี้ การส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวต่อรัสเซีย อาจเป็นการแสดงให้เห็นว่าทรัมป์ยังคงให้ความสำคัญกับยูเครน และพร้อมที่จะสนับสนุนยูเครนในการต่อสู้กับรัสเซีย แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีแล้วก็ตาม

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

หากสหรัฐฯ ส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน จริง อาจทำให้สถานการณ์ในยูเครนทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น รัสเซียอาจตอบโต้ด้วยการโจมตียูเครนหนักขึ้น หรืออาจใช้มาตรการอื่นๆ เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ

นอกจากนี้ การที่ยูเครนมีขีปนาวุธที่สามารถโจมตีรัสเซียได้ อาจทำให้รัสเซียไม่เต็มใจที่จะเจรจาสันติภาพ และอาจทำให้สงครามยืดเยื้อต่อไปอีกนาน

การตัดสินใจว่าจะส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครนหรือไม่ เป็นการตัดสินใจที่สำคัญและมีความเสี่ยงสูง สหรัฐฯ จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

การที่ทรัมป์ออกมาขู่รัสเซียเรื่องการส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าสถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียด และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา – ทรัมป์ขู่รัสเซีย อาจส่งขีปนาวุธพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน หากสงครามไม่ยุติโดยเร็ว

“โจ ไบเดน” รักษามะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลาม

อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน กำลังเข้ารับการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากด้วยการฉายรังสีและฮอร์โมนบำบัด หลังจากแพทย์ตรวจพบว่ามะเร็งได้ลุกลามไปยังกระดูก ซึ่งถือเป็นระยะที่รุนแรงขึ้น แต่ยังตอบสนองต่อการรักษาได้ดี โดยคาดว่าจะดำเนินการต่อเนื่องเป็นเวลา 5 สัปดาห์ แหล่งข่าวใกล้ชิดเปิดเผยว่าการรักษาได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในเมืองฟิลาเดลเฟีย

ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักงานของไบเดนเปิดเผยว่า เขาถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดรุนแรง (Gleason score 9 – Grade Group 5) ซึ่งแพร่กระจายไปยังกระดูก หลังเข้ารับการตรวจจากอาการผิดปกติทางปัสสาวะ ผลการวินิจฉัยระบุว่าเป็นมะเร็งชนิดที่ “ไวต่อฮอร์โมน” ซึ่งยังสามารถควบคุมและรักษาได้ด้วยการบำบัดแบบผสมผสาน การตัดสินใจเข้ารับการรักษาครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก “โจ ไบเดน” เผชิญหน้ากับความกังวลด้านสุขภาพมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แหล่งข่าวใกล้ชิดเผยว่า “โจ ไบเดน” ตอบสนองต่อการรักษาได้ดี และสภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรง แม้จะต้องเข้ารับการฉายรังสีอย่างต่อเนื่อง การรักษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องของเขา

ไบเดนซึ่งสิ้นสุดวาระเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ถือเป็นประธานาธิบดีที่มีอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ และเผชิญคำถามเกี่ยวกับสุขภาพตลอดการดำรงตำแหน่ง จนในที่สุดตัดสินใจถอนตัวจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 โดยอดีตรองประธานาธิบดี คามาลา แฮร์ริส ลงสมัครแทนในนามพรรคเดโมแครต แต่พ่ายให้แก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไบเดนเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันโครงการวิจัยโรคมะเร็งอย่างจริงจัง โดยในปี 2022 เขาและภรรยา ดร.จิล ไบเดน ได้รื้อฟื้นโครงการ “Cancer Moonshot” เพื่อระดมความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ ตั้งเป้าลดการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งกว่า 4 ล้านรายภายในปี 2047

ไบเดนเคยสูญเสียลูกชายคนโต “โบ ไบเดน” จากโรคมะเร็งสมองในปี 2015 และเคยเข้ารับการรักษามะเร็งผิวหนังสองครั้งในปี 2023 และ 2025 ล่าสุดเขาใช้ชีวิตอย่างสงบห่างจากสื่อ โดยให้สัมภาษณ์กับบีบีซีในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกหลังออกจากทำเนียบขาว ยอมรับว่าการตัดสินใจถอนตัวจากการเลือกตั้ง “เป็นเรื่องยากที่สุดในชีวิตทางการเมืองของเขา”

ตามข้อมูลจากสมาคมโรคมะเร็งอเมริกัน มะเร็งต่อมลูกหมากเป็นโรคมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับสองในผู้ชาย รองจากมะเร็งผิวหนัง โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า ผู้ชายราว 13 ใน 100 คนมีโอกาสป่วยด้วยโรคนี้ในช่วงชีวิต และอายุเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด การตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูง

“โจ ไบเดน” เข้ารับการฉายรังสีและฮอร์โมนบำบัด รักษามะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลาม

สถานการณ์ของ “โจ ไบเดน” ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และการตระหนักถึงความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

อะไรคือความสำคัญของการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลาม?

การรักษามะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลาม มีความสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย การรักษาที่เหมาะสมสามารถช่วยยืดอายุขัย และลดความเจ็บปวดของผู้ป่วยได้ “โจ ไบเดน” เองก็เป็นตัวอย่างของผู้ที่เข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที

การรักษามะเร็งต่อมลูกหมากนั้นมีความก้าวหน้าอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด การฉายรังสี หรือการให้ยาฮอร์โมน การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระยะของโรค สภาพร่างกายของผู้ป่วย และความเห็นของแพทย์

  • การผ่าตัด: เป็นการตัดต่อมลูกหมากออกทั้งหมด มักใช้ในผู้ป่วยที่มะเร็งยังไม่แพร่กระจาย
  • การฉายรังสี: ใช้รังสีพลังงานสูงเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง
  • การให้ยาฮอร์โมน: ลดระดับฮอร์โมนเพศชายในร่างกาย ซึ่งเป็นอาหารของเซลล์มะเร็ง

การรักษามะเร็งต่อมลูกหมากควรรวมถึงการดูแลสุขภาพองค์รวม การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการจัดการกับความเครียด

สถานการณ์ของ “โจ ไบเดน” เป็นเครื่องเตือนใจว่าโรคมะเร็งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และการตรวจสุขภาพเป็นประจำมีความสำคัญอย่างยิ่งในการตรวจหาโรคในระยะเริ่มต้น

ขอส่งกำลังใจให้ “โจ ไบเดน” หายป่วยโดยเร็ว และขอให้เรื่องราวของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนหันมาดูแลสุขภาพของตนเองนะครับ

ที่มา – “โจ ไบเดน” เข้ารับการฉายรังสีและฮอร์โมนบำบัด รักษามะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลาม

“ไดแอน คีตัน” เสียชีวิต นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์

ไดแอน คีตัน (Diane Keaton) นักแสดงหญิงชาวอเมริกันเจ้าของรางวัลออสการ์ ได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยวัย 79 ปี ที่แคลิฟอร์เนียเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการยืนยันจากโฆษกครอบครัวต่อเว็บไซต์เดอะ พีเพิล และโดรี ราธ โปรดิวเซอร์และเพื่อนสนิทของเธอ การจากไปของ “ไดแอน คีตัน” สร้างความโศกเศร้าให้กับวงการฮอลลีวูด

ไดแอน คีตัน ซึ่งเกิดที่ลอสแอนเจลิส โด่งดังเป็นที่รู้จักในยุค 70 จากบทบาท เคย์ อดัมส์-คอร์ลีโอเน ภรรยาของไมเคิล คอร์ลีโอเน ในภาพยนตร์ไตรภาคชุด The Godfather เธอประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดในปี 1978 เมื่อคว้ารางวัล ออสการ์ สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง Annie Hall ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัล ลูกโลกทองคำ และ BAFTA ในสาขาเดียวกันด้วย

ตลอดอาชีพการแสดงที่ยาวนานกว่า 5 ทศวรรษ คีตันได้แสดงในภาพยนตร์หลายสิบเรื่องที่ประสบความสำเร็จและเป็นที่จดจำ เช่น Father of the Bride, First Wives Club, The Family Stone, Something’s Gotta Give เธอยังมีผลงานที่ร่วมงานกับวูดดี้ อัลเลน อีกหลายเรื่อง เช่น Play It Again, Sam, Sleeper, Love and Death และ Manhattan

โดยผลงานกำกับภาพยนตร์ที่โดดเด่นคือสารคดี Heaven (1987) และภาพยนตร์ตลก-ดราม่า Unstrung Heroes (1995) ผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเธอคือ Summer Camp (2024) ซึ่งแสดงร่วมกับยูจีน เลวี และแคธี เบตส์ 

ข่าวการจากไปของเธอสร้างความตกตะลึงให้กับเพื่อนร่วมงานในฮอลลีวูดเป็นอย่างมาก โดยเบตต์ มิดเลอร์ เพื่อนนักแสดงจาก First Wives Club ได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมว่า “ไดแอน คีตัน ที่ยอดเยี่ยม สวยงาม และไม่ธรรมดาได้จากไปแล้ว ฉันไม่สามารถบอกได้เลยว่ามันทำให้ฉันเสียใจมากแค่ไหน” พร้อมยกย่องว่าเธอเป็นคนตลก มีความเป็นตัวของตัวเอง และไม่มีความเสแสร้งใด ๆ

ด้านเบน สติลเลอร์ นักแสดงชื่อดัง ก็ได้ร่วมไว้อาลัยผ่าน X ว่า “ไดแอน คีตัน เป็นหนึ่งในนักแสดงภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นไอคอนด้านสไตล์ อารมณ์ขัน และตลกขบขัน อัจฉริยะมาก เป็นคนที่สุดยอดจริง ๆ”

ทำความรู้จัก ไดแอน คีตัน นักแสดงผู้เป็นตำนาน

ทั้งนี้ คีตันไม่เคยแต่งงาน แต่มีบุตรบุญธรรมสองคน เธอเป็นที่รู้จักจาก สไตล์การแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งในบทบาทภาพยนตร์และชีวิตจริง ซึ่งมักจะโดดเด่นด้วยเสื้อผ้าผู้ชาย และ หมวกปีกกว้าง ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของเธอ

ในอัตชีวประวัติของเธอที่ชื่อว่า Then Again (2011) คีตันเคยกล่าวถึงความสุขในชีวิตไว้ว่า เธอรู้สึกพอใจอย่างยิ่งเมื่อคนที่เธอรักมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือเรื่องใหญ่ก็ตาม พร้อมย้ำว่าความรู้สึกที่เธอมีต่อครอบครัวนั้นช่างยอดเยี่ยมและมีความหมายอย่างยิ่ง.

“ไดแอน คีตัน” นักแสดงผู้สร้างแรงบันดาลใจ

ไดแอน คีตัน ไม่เพียงแต่เป็นนักแสดงที่ประสบความสำเร็จ แต่ยังเป็นไอคอนทางวัฒนธรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมาย ด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ ความสามารถในการแสดงที่หลากหลาย และทัศนคติในการใช้ชีวิตที่น่าชื่นชม การจากไปของเธอเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการบันเทิง แต่ผลงานและความทรงจำของเธอจะยังคงอยู่ตลอดไป

ตลอดอาชีพการงานที่ยาวนานของเธอ ไดแอน คีตันได้ฝากผลงานอันน่าประทับใจไว้มากมาย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถอันหลากหลายของเธอ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทดราม่าที่เข้มข้น บทบาทตลกที่เรียกเสียงหัวเราะ หรือบทบาทที่ผสมผสานทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เธอก็สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ผู้ชมรู้สึกอินไปกับตัวละครและเรื่องราวที่เธอถ่ายทอด

นอกจากความสามารถในการแสดงแล้ว ไดแอน คีตันยังเป็นบุคคลที่มีสไตล์เป็นของตัวเองอย่างชัดเจน เธอเป็นที่รู้จักจากการแต่งกายที่ผสมผสานความเป็นชายและหญิงเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยมักจะสวมเสื้อผ้าผู้ชายที่มีดีไซน์เก๋ไก๋ และหมวกปีกกว้างที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอ สไตล์การแต่งกายของเธอไม่เพียงแต่สร้างความโดดเด่นให้กับเธอ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมายที่ต้องการแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง

ไดแอน คีตัน ยังเป็นบุคคลที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวและเพื่อนฝูงเป็นอย่างมาก เธอเคยกล่าวไว้ว่าความสุขที่แท้จริงในชีวิตคือการได้เห็นคนที่เธอรักมีความสุข และความรู้สึกที่เธอมีต่อครอบครัวนั้นมีความหมายอย่างยิ่ง คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความอบอุ่นและความเอื้ออาทรที่เธอมีต่อผู้คนรอบข้าง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เธอเป็นที่รักและเคารพของผู้คนมากมาย

การจากไปของไดแอน คีตันเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการบันเทิงและผู้คนมากมายที่ชื่นชมเธอ แต่ผลงานและความทรงจำของเธอจะยังคงอยู่ตลอดไป และจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักแสดงรุ่นใหม่และผู้คนทั่วไปที่ต้องการที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความหมายและเป็นตัวเองอย่างแท้จริง

“ไดแอน คีตัน” จะอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป

ที่มา – “ไดแอน คีตัน” นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ เสียชีวิตในวัย 79 ปี

Scroll to top