ข่าววันนี้

ศาลฎีกาอินเดียสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี: รู้จักสิทธิ!

ศาลฎีกาอินเดียแก้ไขคำสั่งเดิมที่ให้เจ้าหน้าที่ในกรุงนิวเดลีและพื้นที่โดยรอบ นำสุนัขจรจัดทั้งหมดไปกักตัวไว้ที่ศูนย์พักพิงสัตว์ หลังคำสั่งดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการประท้วงจากกลุ่มสิทธิสัตว์

คณะผู้พิพากษา 3 คนได้ระบุว่า สุนัขจรจัดควรได้รับการปล่อยกลับสู่พื้นที่เดิมหลังผ่านการฉีดวัคซีนและทำหมันแล้ว แต่สุนัขที่มีพฤติกรรมดุร้ายหรือเป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะต้องถูกกักตัวไว้ในศูนย์พักพิง นอกจากนี้ ศาลยังสั่งห้ามให้อาหารสุนัขจรจัดในที่สาธารณะ และให้จัดตั้งพื้นที่เฉพาะสำหรับจุดประสงค์ดังกล่าว

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลฎีกาที่มีองค์คณะผู้พิพากษา 2 คน ได้แสดงความกังวลต่อปัญหา “การถูกสุนัขกัดจนนำไปสู่โรคพิษสุนัขบ้า” ที่เพิ่มขึ้นในกรุงนิวเดลีและพื้นที่ใกล้เคียง โดยข้อมูลจากหน่วยงานเทศบาลระบุว่า ประชากรสุนัขจรจัดในกรุงนิวเดลีมีประมาณ 1 ล้านตัว และเพิ่มขึ้นในพื้นที่ชานเมืองอย่างนอยดา กาซิอาบัด และคุรุคราม

รายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า อินเดียมีประชากรสุนัขจรจัดหลายล้านตัว และมีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ารวมกันมากถึง 36% ของผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ทั่วโลก

เพื่อแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัด เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลสูงสุดจึงได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ในกรุงนิวเดลีและพื้นที่โดยรอบนำสุนัขจรจัดทั้งหมดไปไว้ในศูนย์พักพิง และสั่งให้สร้างศูนย์พักพิงเพิ่มเติมภายใน 8 สัปดาห์ ซึ่งคำสั่งนี้ขัดแย้งกับกฎระเบียบเดิมที่ระบุว่าสุนัขจรจัดที่ทำหมันแล้วควรถูกปล่อยกลับสู่พื้นที่เดิม ทำให้เกิดการประท้วงและการยื่นคำร้องทางกฎหมายจากกลุ่มสิทธิสัตว์หลายกลุ่ม

กลุ่มสิทธิสัตว์ต่างเรียกร้องให้ใช้วิธีที่เมตตามากกว่า เช่น การฉีดวัคซีนและการทำหมัน พร้อมทั้งเตือนว่าการกักตัวสุนัขจรจัดทั้งหมดจะนำไปสู่ปัญหาความแออัดและการกำจัดสุนัขส่วนเกิน

จากกระแสต่อต้านที่เกิดขึ้น ศาลสูงสุดจึงได้ตั้งคณะผู้พิพากษา 3 คนเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง และในคำตัดสินล่าสุด ศาลได้ระงับคำสั่งเดิม โดยระบุว่าสุนัขที่ไม่มีพฤติกรรมดุร้ายและไม่เป็นโรคสามารถถูกปล่อยกลับสู่ที่เดิมหลังได้รับการฉีดวัคซีนและทำหมันแล้ว

นอกจากนี้ ศาลยังระบุว่าผู้ที่รักสัตว์สามารถยื่นเรื่องขอรับสุนัขจรจัดไปเลี้ยงกับหน่วยงานเทศบาลได้ แต่ห้ามนำสุนัขกลับไปปล่อยข้างถนนอีก พร้อมทั้งเตือนว่าจะมีการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ให้อาหารสุนัขจรจัดในที่สาธารณะ และห้ามกลุ่มสิทธิสัตว์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับคำสั่งของศาล

ศาลสูงสุดยังกล่าวด้วยว่าจะมีการจัดทำนโยบายระดับชาติเกี่ยวกับสุนัขจรจัด หลังจากได้พิจารณาคดีในลักษณะเดียวกันที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในรัฐอื่น ๆ ทั่วประเทศ

ศาลฎีกาอินเดียสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี หลังถูกทำหมัน-ฉีดวัคซีนแล้ว

ทำไมศาลฎีกาอินเดียจึงสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี?

การตัดสินใจของศาลฎีกาอินเดียที่สั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี หลังถูกทำหมันและฉีดวัคซีนแล้ว เป็นผลมาจากการพิจารณาถึงสิทธิของสัตว์และความเหมาะสมของการจัดการปัญหาสุนัขจรจัด โดยคำนึงถึงความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งสุนัขและประชาชน

ประเด็นหลักที่ศาลให้ความสำคัญคือ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและมีมนุษยธรรม แทนที่จะใช้วิธีการกักกันที่ไม่เพียงแต่ไม่เป็นผลดีต่อสุนัข แต่ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาได้ ดังนั้น การทำหมันและฉีดวัคซีนจึงเป็นวิธีการที่ศาลมองว่าเหมาะสมที่สุดในการควบคุมจำนวนประชากรสุนัขจรจัดและป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

การตัดสินใจนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิสัตว์และความรับผิดชอบของสังคมในการดูแลสัตว์ที่ด้อยโอกาส การปล่อยสุนัขจรจัดกลับคืนสู่ถิ่นที่อยู่เดิมหลังจากได้รับการดูแลที่เหมาะสม ยังเป็นการส่งเสริมความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนและสัตว์

นอกจากนี้ ศาลยังได้กำหนดมาตรการเพิ่มเติม เช่น การจัดพื้นที่ให้อาหารสุนัขจรจัดโดยเฉพาะ เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากการให้อาหารในที่สาธารณะ และยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถรับสุนัขไปเลี้ยงได้ ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยเหลือสุนัขจรจัดให้มีบ้านและได้รับการดูแลที่ดี

การตัดสินใจของศาลฎีกาอินเดียครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับการจัดการปัญหาสุนัขจรจัดในประเทศอื่นๆ โดยเน้นที่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน มีมนุษยธรรม และคำนึงถึงสิทธิของสัตว์

สุดท้ายนี้ การแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัดไม่ใช่แค่หน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในสังคม การให้ความช่วยเหลือ ดูแล และให้โอกาสแก่สุนัขจรจัด เป็นการสร้างสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และมีเมตตา

ที่มา – ศาลฎีกาอินเดียสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี หลังถูกทำหมัน-ฉีดวัคซีนแล้ว

กองทัพภาคที่ 2 ยัน! ช่องบก อุบลฯ ปกติ

“กองทัพภาคที่ 2” ยืนยันสถานการณ์ในพื้นที่ “ช่องบก” จังหวัดอุบลราชธานี เป็นปกติ ไม่มีการปะทะ และขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่อย่าตื่นตระหนกต่อข่าวลือต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ยันสถานการณ์ช่องบก อุบลฯ ปกติ

จากกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการปะทะในพื้นที่ชายแดนบริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า สถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นปกติ ไม่มีการปะทะใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊กแฟนเพจ กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความเพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์ที่แท้จริง โดยระบุว่า “พื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี สถานการณ์ปกติ ไม่มีการปะทะแต่อย่างใด ขอประชาชนในพื้นที่อย่าตื่นตระหนก” ข้อความนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความมั่นใจและลดความกังวลของประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ที่ปกติในพื้นที่ “ช่องบก” นี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสงบสุขและความเป็นอยู่ของประชาชน การที่กองทัพภาคที่ 2 ออกมายืนยันความจริงอย่างรวดเร็ว ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนได้

การดำเนินงานของกองทัพภาคที่ 2 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการสื่อสารที่รวดเร็วและชัดเจน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความเชื่อมั่นของประชาชน

ทำไมข่าวสารที่ถูกต้องจึงสำคัญ?

ข่าวสารที่ถูกต้องแม่นยำ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจและการดำเนินชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อาจมีความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยง การได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ช่วยให้ประชาชนสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม และตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล

  • ป้องกันความเข้าใจผิด: ข่าวลือและข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความสับสน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจและการกระทำ
  • ลดความตื่นตระหนก: การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา ช่วยลดความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวในสถานการณ์ที่อาจมีความเสี่ยง
  • ส่งเสริมความร่วมมือ: ข้อมูลที่ถูกต้อง ช่วยส่งเสริมความร่วมมือและการทำงานร่วมกันระหว่างประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาและรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ

ดังนั้น การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลและความถูกต้องของข่าวสาร ก่อนที่จะเชื่อถือและเผยแพร่ต่อ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

กองทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่สงบสุขและมั่นคง

การยืนยันสถานการณ์ปกติในพื้นที่ “ช่องบก” โดยกองทัพภาคที่ 2 เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม เราควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” ยืนยันพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี สถานการณ์ปกติ ไม่มีการปะทะ

ปูตินเสนอยูเครน ยกดอนบาส ไม่ร่วมนาโต ถอนทัพ

แหล่งข่าวระบุว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ยื่นข้อเสนอให้ยูเครนยอมยกดินแดนในภูมิภาคดอนบาสทั้งหมด พร้อมทั้งยกเลิกความพยายามที่จะเข้าร่วมองค์การนาโต และห้ามกองกำลังจากชาติตะวันตกเข้ามาในยูเครน ในขณะที่เจ้าหน้าที่จากสหภาพยุโรป (EU) เตือนว่าอย่าวางใจข้อเสนอดังกล่าว

รายงานจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลรัสเซีย เผยว่า รัสเซียได้เสนอเงื่อนไขใหม่เพื่อยุติสงครามในยูเครน ภายหลังจากการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่รัฐอะแลสกา เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยปูตินได้เรียกร้องให้ยูเครนยกภูมิภาคดอนบาสทั้งหมดให้กับรัสเซีย รวมถึงการยกเลิกความพยายามที่จะเข้าร่วมองค์การนาโต รักษาความเป็นกลาง และห้ามกองกำลังทหารจากชาติตะวันตกเข้ามาประจำการในประเทศ

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการพบปะระดับสูงสุดระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ในรอบกว่า 4 ปี โดยผู้นำทั้งสองใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ในการหารือถึงแนวทางการประนีประนอมเพื่อยุติสงครามในยูเครน แม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดมากนักในการแถลงข่าวภายหลังการประชุม แต่แหล่งข่าวระบุว่า ปูตินแสดงท่าทีที่พร้อมจะปรับลดข้อเรียกร้องบางส่วนเมื่อเปรียบเทียบกับข้อเสนอเดิมในปี 2024

ข้อเสนอล่าสุดจากรัสเซียยังคงยืนยันให้ยูเครนสละพื้นที่ในภูมิภาคดอนบาสที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุม แต่ในทางกลับกัน รัสเซียพร้อมที่จะหยุดการรุกคืบในแคว้นซาโปริชเชียและเคอร์ซอน และอาจจะคืนพื้นที่เล็กน้อยที่ได้ครอบครองในแคว้นคาร์คิฟ ซูมี และดนีโปรเปตรอฟสค์ ให้กับยูเครน ข้อมูลจากสหรัฐฯ ระบุว่า ปัจจุบันรัสเซียครอบครองพื้นที่ 88% ของดอนบาส และ 73% ของซาโปริชเชียและเคอร์ซอน

อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องสำคัญอื่น ๆ ของปูตินยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งการห้ามยูเครนเข้าร่วมนาโต การจำกัดกองทัพยูเครน และการรับรองอย่างเป็นทางการว่าจะไม่มีกำลังจากชาติตะวันตกเข้ามาประจำการในยูเครน ในขณะที่รัฐบาลเคียวยังคงยืนยันว่าจะไม่ยอมถอนตัวออกจากดินแดนที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี กล่าวว่า ภูมิภาคดอนบาสเป็นปราการสำคัญในการสกัดกั้นรัสเซียและไม่สามารถสละได้ พร้อมย้ำว่ายูเครนมีเป้าหมายตามรัฐธรรมนูญในการเข้าร่วมนาโต และเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่รัสเซียมีสิทธิ์ที่จะกำหนด ในขณะที่ทำเนียบขาวและนาโตยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อข้อเสนอนี้

ด้านนักการทูตระดับสูงของสหภาพยุโรป (EU) ได้ออกมาเตือนว่าไม่ควรกดดันให้ยูเครนยอมยกดินแดนให้กับรัสเซีย ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพในอนาคต

ในการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกนับตั้งแต่ผู้นำสหภาพยุโรปเข้าร่วมในการเจรจาสันติภาพระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับยูเครนที่ทำเนียบขาว คายา คัลลาส กล่าวกับรายการทูเดย์ของบีบีซีว่า การปล่อยให้รัสเซียยึดครองดินแดนของยูเครนเป็น “กับดักที่ปูตินต้องการให้เราเดินเข้าไป” เธอยอมรับว่ายังไม่มี “ขั้นตอนที่เป็นรูปธรรม” มากนักสำหรับการใช้กำลังยับยั้งในขั้นตอนการเจรจานี้

เธอกล่าวว่าเป็นหน้าที่ของรัฐสมาชิกของ “พันธมิตรผู้สนับสนุนยูเครนสู่สันติภาพ” ที่จะกำหนดว่าพวกเขาสามารถมีส่วนร่วมได้มากเพียงใด และยังไม่ชัดเจนว่ากองกำลังเหล่านี้จะปฏิบัติการในฐานะใด

แม้รัสเซียยังคงควบคุมพื้นที่ในยูเครนราว 1 ใน 5 แต่แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลรัสเซียมองว่าการประชุมที่รัฐอะแลสกาอาจเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการเจรจาสันติภาพตั้งแต่สงครามเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักยังคงอยู่ที่การยอมรับของยูเครนและท่าทีของสหรัฐฯ รวมถึงข้อกังขาต่อความชอบธรรมของเซเลนสกี ซึ่งปูตินตั้งคำถามซ้ำ ๆ หลังจากวาระการดำรงตำแหน่งของเขาหมดไปตั้งแต่กลางปี 2024 แต่ยูเครนยืนยันว่าเซเลนสกี ยังคงเป็นประธานาธิบดีโดยชอบธรรม

ผู้นำยุโรปอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ยังคงแสดงความไม่มั่นใจว่าปูตินมีความจริงใจในการต้องการยุติสงคราม ในขณะที่ทรัมป์ย้ำว่า เขาต้องการยุติ “การนองเลือด” และพร้อมที่จะเดินหน้าจัดการประชุมสามฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และยูเครนในอนาคตอันใกล้

ปูตินเสนอยูเครน ยกภูมิภาคดอนบาส-ไม่เข้าร่วมนาโต-ถอนกองกำลังตะวันตก

ข้อเสนอใหม่จากปูติน: ยูเครนต้องยกภูมิภาคดอนบาส

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียด โดยมีประเด็นสำคัญคือข้อเสนอของปูตินที่ต้องการให้ยูเครนยกภูมิภาคดอนบาส, ไม่เข้าร่วมนาโต, และถอนกองกำลังตะวันตก ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ง่าย ๆ การเจรจาต่าง ๆ ยังคงดำเนินต่อไปเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนต่อสถานการณ์นี้

  • เงื่อนไขหลักของปูติน: ยูเครนต้องยกภูมิภาคดอนบาสให้รัสเซีย
  • ท่าทีของยูเครน: ไม่ยอมสละดินแดน
  • ความกังวลของ EU: อย่ากดดันยูเครนให้ยอมยกดินแดน

การที่ปูตินเสนอยูเครน ยกภูมิภาคดอนบาส และมีเงื่อนไขต่าง ๆ นั้น แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์และความท้าทายในการหาทางออกทางการทูต การเจรจาและการประนีประนอมจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

หากพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน การที่รัสเซียยังคงยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของดอนบาส การเจรจาเพื่อหาข้อยุติจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าข้อเสนอของปูตินจะยังคงเป็นประเด็นที่ขัดแย้ง แต่การเปิดใจรับฟังและหาจุดร่วมกันอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

ที่มา – แหล่งข่าวชี้ ปูตินเสนอยูเครน ยกภูมิภาคดอนบาส-ไม่เข้าร่วมนาโต-ถอนกองกำลังตะวันตก

อุตุฯ เตือน! ฝนตกหนักมาก 24-27 ส.ค.นี้

กรมอุตุนิยมวิทยาเตือน! เตรียมรับมือ ฝนตกหนักมากบางพื้นที่ 24–27 ส.ค. โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของประเทศไทย ใครที่กำลังวางแผนเดินทาง หรือมีบ้านอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

อุตุฯ เตือน 24–27 ส.ค. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-ภาคเหนือ มีฝนตกหนักมากบางพื้นที่

สถานการณ์ฝนที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ เป็นผลมาจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณประเทศลาวตอนบน และเวียดนามตอนบน ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้

รายละเอียดการคาดการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา

  • ช่วงวันที่ 24–27 ส.ค. 2568: ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและภาคเหนือ จะมี ฝนตกหนักมากบางพื้นที่
  • พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง: จังหวัดตาก สกลนคร นครพนม นครราชสีมา จันทบุรี และตราด ขอให้ประชาชนในพื้นที่เหล่านี้ ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนตกสะสมที่อาจเกิดขึ้น
  • สถานการณ์ทะเล: บริเวณทะเลอันดามันตอนบน มีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

พายุดีเปรสชันที่อาจส่งผลกระทบ

นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยายังได้ติดตามสถานการณ์พายุดีเปรสชันบริเวณหัวเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งคาดว่าจะเคลื่อนลงทะเลจีนใต้ตอนบนในคืนนี้ (22 ส.ค.) และมีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน ซึ่งจะขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามและประเทศลาวตอนบน ในช่วงวันที่ 25–26 ส.ค. 68 ทำให้ประเทศไทยมี ฝนตกหนักมากบางพื้นที่

คำแนะนำสำหรับประชาชน

  • ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิดจากกรมอุตุนิยมวิทยา
  • เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก
  • หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงภัย
  • ตรวจสอบสภาพบ้านเรือน และสิ่งปลูกสร้างให้อยู่ในสภาพที่แข็งแรง
  • หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ให้เตรียมพร้อมอพยพไปยังที่ปลอดภัย หากได้รับการแจ้งเตือน

สรุปคือ ช่วงวันที่ 24-27 ส.ค. นี้ ภาคอีสานและภาคเหนือ ต้องเจอกับ ฝนตกหนักมากบางพื้นที่ อย่างแน่นอน เตรียมตัวรับมือกันให้พร้อมนะครับ วางแผนการเดินทางเผื่อเวลา และดูแลสุขภาพกันด้วยนะ

ที่มา – อุตุฯ เตือน 24–27 ส.ค. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-ภาคเหนือ มีฝนตกหนักมากบางพื้นที่

รวบ! ปลัด อบจ.มุกดาหาร รีดทรัพย์ผู้รับเหมา

“บิ๊กเต่า” นำทีมบุกรวบปลัด อบจ.มุกดาหาร คาห้องทำงาน หลังได้รับการร้องเรียนรีดทรัพย์ผู้รับเหมา แลกเซ็นอนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณก่อสร้างถนน กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการราชการท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. พ.ต.อ.วิศิษฐ์ พลบม่วง ผกก.3 บก.ปปป. นำกำลังจับกุม ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ทรงยศวัฒนา ปลัด อบจ.มุกดาหาร ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจโดยมิชอบ, ข่มขืนใจให้บุคคลอื่นมอบหรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” โดยจับกุมตัวได้ภายในสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร

สืบเนื่องจากมีตัวแทนบริษัทรับเหมาก่อสร้างเอกชนแห่งหนึ่งเข้าแจ้งความกับทางตำรวจ บก.ปปป. ว่า ถูก ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ผู้ต้องหารายนี้ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงปลัด อบจ.มุกดาหาร ข่มขู่เรียกเงินแลกกับการเซ็นอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณ

รวบปลัด อบจ.มุกดาหาร รีดทรัพย์ผู้รับเหมา แลกเซ็นอนุมัติงบสร้างถนน

หลังก่อนหน้านี้บริษัทดังกล่าวได้ชนะประมูลทำสัญญารับงานก่อสร้างโครงการปรับปรุงถนนกับ อบจ.มุกดาหาร รวม 7 โครงการ มูลค่า 12,773,000 บาท โดยมี ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ปลัด อบจ.มุกดาหาร เป็นผู้ลงนามในสัญญา ต่อมาหลังส่งมอบงานและเบิกเงินได้เพียง 2 โครงการ ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร กลับบ่ายเบี่ยงไม่ให้เบิกเงินอีก 5 โครงการที่เหลือ โดยอ้างว่างานไม่เรียบร้อย ทั้งที่ในความเป็นจริงทางบริษัทได้ทำงานถูกต้องครบถ้วนและมีการเซ็นตรวจรับงานไปแล้ว

สถานการณ์เริ่มบานปลายเมื่อ ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ได้ยื่นข้อเสนอเรียกรับเงินค่าตอบแทนจำนวน 10% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นเงินประมาณ 700,000 บาท ผู้เสียหายซึ่งเกรงว่าหากไม่ยอมทำตามข้อเสนอจะไม่สามารถเบิกเงินค่าดำเนินการที่เหลือได้ จึงจำใจนำเงินสดจำนวน 500,000 บาท ไปส่งมอบให้กับ ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ตามจุดที่นัดหมายไว้

แต่เรื่องราวไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อ ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร พบว่าเงินที่ได้รับนั้นไม่ครบตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ จึงได้โทรศัพท์ทวงถามเงินส่วนที่เหลืออีก 200,000 บาท การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายตัดสินใจนำเรื่องเข้าแจ้งความกับตำรวจ บก.ปปป. ซึ่งนำไปสู่การออกหมายจับและนำกำลังเข้าจับกุมตัว ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ในที่สุด

ความคืบหน้าหลังการจับกุม ปลัด อบจ.มุกดาหาร

ภายหลังการจับกุม ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ยังคงให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการตรวจค้นหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมภายในห้องทำงานส่วนตัวของผู้ต้องสงสัย หลังจากเสร็จสิ้นการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งนำตัวผู้ต้องหาไปส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปปป. เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ข้าราชการทุกระดับพึงระลึกถึงจริยธรรมและคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ การใช้อำนาจในทางมิชอบและการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวไม่เพียงแต่จะนำมาซึ่งความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรและกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย หากพบเห็นการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ควรแจ้งเบาะแสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อดำเนินการตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดต่อไป

ที่มา – รวบปลัด อบจ.มุกดาหาร รีดทรัพย์ผู้รับเหมา แลกเซ็นอนุมัติเบิกจ่ายงบฯ สร้างถนน

ญี่ปุ่นแนะ! จำกัดเวลาใช้สมาร์ทโฟน 2 ชั่วโมง

จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ออกข้อแนะนำให้ประชาชนทุกเพศทุกวัย จำกัดเวลาใช้สมาร์ทโฟน 2 ชั่วโมงต่อวัน โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดปัญหาสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งานมากเกินไป

ญี่ปุ่นเสนอจำกัดเวลาใช้สมาร์ทโฟน 2 ชั่วโมง หวังแก้ปัญหาสุขภาพกาย-ใจ

เมืองโตโยอาเกะ ในจังหวัดไอจิ ได้เสนอร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นที่แนะนำให้ประชาชนทุกคน จำกัดเวลาใช้สมาร์ทโฟน 2 ชั่วโมงต่อวัน นอกเหนือจากเวลาทำงานและเวลาเรียน การจำกัดเวลานี้มุ่งเน้นไปที่การป้องกันปัญหาสุขภาพกายและใจ เช่น อาการนอนไม่หลับ ความเครียด และผลกระทบอื่นๆ ที่เกิดจากการติดสมาร์ทโฟน

นายกเทศมนตรีเมืองโตโยอาเกะ มาซาฟูมิ โคกิ ได้เน้นย้ำว่า ร่างข้อบัญญัตินี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมายที่ต้องมีบทลงโทษ แต่เป็นเพียงแนวทางเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้สมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมยังรวมถึงการกำหนดเวลาที่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชนในการหยุดใช้สมาร์ทโฟน โดยแนะนำว่าเด็กประถมศึกษาควรหยุดใช้หลังเวลา 21.00 น. และเด็กมัธยมศึกษาตอนต้นขึ้นไปควรเลิกใช้หลังเวลา 22.00 น.

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการเผยแพร่ร่างข้อบัญญัติ ได้มีประชาชนชาวญี่ปุ่นจำนวนมากออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้าน โดยหลายคนมองว่าการจำกัดเวลาใช้สมาร์ทโฟน 2 ชั่วโมงต่อวันนั้นไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่เห็นว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับการจำกัดเวลาการใช้สมาร์ทโฟนควรเป็นเรื่องภายในครอบครัวมากกว่าการที่รัฐบาลจะออกกฎข้อบังคับ

ทำไมต้องจำกัดเวลาใช้สมาร์ทโฟน

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้นายกเทศมนตรีโคกิต้องออกมาเน้นย้ำอีกครั้งว่า ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อบังคับใช้ทางกฎหมาย แต่เป็นเพียงคำแนะนำเชิงสร้างสรรค์ เขายังยอมรับว่าสมาร์ทโฟนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในปัจจุบัน แต่การใช้งานอย่างเหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพได้

ร่างข้อบัญญัตินี้จะถูกนำเสนอต่อสภาเทศบาลเพื่อพิจารณาในสัปดาห์หน้า หากได้รับความเห็นชอบ ก็จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคมนี้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ญี่ปุ่นพยายามที่จะควบคุมเวลาการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล ก่อนหน้านี้ ในปี 2020 จังหวัดคางาวะได้ออกข้อบัญญัติที่แนะนำให้เด็กเล่นเกมได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมงในวันเรียน และไม่เกิน 90 นาทีในช่วงปิดเทอม พร้อมทั้งแนะนำให้เด็กอายุ 12-15 ปีหยุดใช้สมาร์ทโฟนหลัง 21.00 น. และเด็กอายุ 15-18 ปีเลิกใช้หลัง 22.00 น.

จากการสำรวจของ Children and Families Agency ซึ่งเผยแพร่ในเดือนมีนาคม 2025 พบว่าเยาวชนญี่ปุ่นใช้เวลาออนไลน์เฉลี่ยมากกว่า 5 ชั่วโมงต่อวันในวันเรียน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตแนะนำ

เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การจำกัดเวลาอาจจะไม่ใช่ทางออกเดียว แต่การตระหนักถึงผลกระทบและสร้างสมดุลในการใช้งาน คือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทุกคน

ที่มา – ญี่ปุ่นเสนอจำกัดเวลาใช้สมาร์ทโฟน 2 ชั่วโมงต่อวัน หวังแก้ปัญหาสุขภาพกาย-ใจ

ทนายยัน! “ทักษิณ” ไปฟังคำสั่งคดีชั้น 14 แน่นอน

ทนายวิญญัติยืนยันหนักแน่น! วันที่ 9 กันยายนนี้ ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางไปฟังคำสั่งศาลฎีกาฯ ในคดีชั้น 14 ด้วยตัวเองอย่างแน่นอน พร้อมลั่นไม่ให้ค่าข่าวลือที่ว่า “ทักษิณ” เตรียมหลบหนีออกนอกประเทศหลังฟังคำสั่ง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีดูหมิ่นสถาบัน (อ.1860/2567) ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 จากกรณีที่นายทักษิณเคยให้สัมภาษณ์สื่อทีวีเกาหลีใต้ในปี 2558 ซึ่งพาดพิงสถาบันกษัตริย์ โดยนายทักษิณได้ให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัวในครั้งนั้น

ผลการพิจารณาคดีในครั้งนั้น ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้อง “นายทักษิณ ชินวัตร” ในคดี ม.112 และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมาก

ทนายยืนยัน “ทักษิณ” ไปฟังคำสั่งคดีชั้น 14 แน่นอน

ล่าสุด นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร ได้ออกมากล่าวถึงความคืบหน้าในคดี “ชั้น 14” ที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งศาลฎีกาฯ ได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 9 กันยายน 2568 โดยยืนยันว่านาย “ทักษิณ” จะเดินทางไปฟังคำสั่งด้วยตนเองอย่างแน่นอน

ทำไมต้อง “คดีชั้น 14”?

คำว่า “คดีชั้น 14” นี้ เป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและสังคม ซึ่งหมายถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ ทำให้เกิดข้อสงสัยและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ตามมา

ทนายวิญญัติยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เขาไม่ให้ความสำคัญกับข่าวลือที่ว่านายทักษิณอาจจะหลบหนีออกนอกประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงคดี “ชั้น 14” นี้ โดยเน้นย้ำว่านายทักษิณพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การกลับมาของนายทักษิณและการดำเนินคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ความสำคัญของวันที่ 9 กันยายน: วันที่ 9 กันยายนนี้จึงเป็นวันที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นวันที่ศาลฎีกาฯ จะมีคำสั่งในคดี “ชั้น 14” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสถานะทางกฎหมายและการเมืองของนายทักษิณ ชินวัตร อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สิ่งที่น่าสนใจคือท่าทีของกลุ่มต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสนับสนุนหรือฝ่ายต่อต้านนายทักษิณ ซึ่งต่างก็จับจ้องไปยังผลการตัดสินในคดีนี้อย่างใจจดใจจ่อ

  • การตัดสินใจของศาลฎีกาฯ จะเป็นไปในทิศทางใด?
  • นายทักษิณจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้หรือไม่?
  • ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศจะเป็นอย่างไร?

คำถามเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องรอคำตอบในวันที่ 9 กันยายนที่จะถึงนี้

การเมืองไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน: คดีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย และสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองในยุคเปลี่ยนผ่าน

ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นเช่นไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการเคารพกฎหมายและรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม เพื่อให้สังคมไทยสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสงบสุขและมั่นคง การเดินทางกลับประเทศไทยของทักษิณ ชินวัตร และการดำเนินการทางกฎหมายที่ตามมา จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรติดตามอย่างใกล้ชิดและพิจารณาด้วยความรอบคอบ

ดังนั้นการที่ทนายออกมาย้ำว่า “ทักษิณ” ไปฟังคำสั่งคดีชั้น 14 แน่นอน จึงเป็นการดับกระแสข่าวลือต่างๆ และยืนยันความพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ที่มา – ทนายยัน “ทักษิณ” ไปฟังคำสั่งคดีชั้น 14 ด้วยตัวเอง ลั่นไม่ให้ค่าข่าวลือเตรียมเผ่นออกนอก

ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ


“ภูมิธรรม” เผย “ทักษิณ” รอดคดี 112 ศาลอาญายกฟ้อง ถือเป็นข้อยุติ ย้ำ ไม่มีสัญญาณทางการเมือง มั่นใจสิ่งที่ทำไม่มีผิดกฎหมาย บอก ยังไม่ได้คุย “นายกฯ อิ๊งค์” หลังไปแจงศาลรัฐธรรมนูญปมคลิปเสียง

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่ศาลอาญายกฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีความผิดมาตรา 112 จะเป็นผลบวกต่อรัฐบาลหรือไม่ ว่า ตนเพิ่งทราบว่าพ้นเรื่องมาตรา 112 ไปแล้ว และศาลได้ยกฟ้องเพราะไม่มีข้อมูลที่เป็นจริงในการพิจารณา ดังนั้นถือเป็นข้อยุติ ศาลก็พิจารณาเป็นเรื่องๆ อย่าไปผูกโยงกัน ไม่อย่างนั้นจะเป็นการละเมิดอำนาจศาล

ผู้สื่อข่าวถามต่อ หมายความว่าอย่าเอาคำพิพากษาของศาลมาผูกกับสัญญาณการเมืองใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า ไม่มีสัญญาณทางการเมืองหรอก แต่คือความเป็นจริง ที่ศาลพิจารณาตามความเหมาะสม ส่วนจะทำให้ขวัญกำลังใจของสมาชิกพรรคเพื่อไทยดีขึ้นหรือไม่ นายภูมิธรรมระบุว่า ขวัญและกำลังใจสมาชิกพรรคดีมาตลอด เพราะเรามั่นใจในสิ่งที่ทำว่าไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย

สำหรับคดีความต่างๆ ที่ผ่านมา รัฐบาลมั่นใจใช่หรือไม่ว่าจะอยู่จนครบวาระ นายภูมิธรรม ระบุ มั่นใจว่าเราบริสุทธิ์ใจ และตั้งใจบริหารและทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ เพราะฉะนั้นเมื่อเรารับอาสามาแล้ว เราจะทำให้ดีที่สุด อะไรที่เกิดขึ้นและเป็นปัญหาคดีความก็ขอให้ว่าไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ได้มีผลอะไรต่อเรา เพราะเรารู้ว่าศาลใช้ดุลยพินิจพิจารณาตามความยุติธรรมอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เดินทางไปชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีหลังจากนั้นหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวตอบว่า ยังไม่ได้พูดคุย เพราะเมื่อวาน (21 สิงหาคม 2568) ทำงานจนดึก วันนี้ก็ตื่นสายหน่อย เพราะตื่นเช้ามาหลายสัปดาห์แล้ว.

ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ

จากกรณีที่ศาลอาญายกฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ในคดีความผิดมาตรา 112 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าเรื่องนี้ถือเป็นข้อยุติแล้ว และไม่ควรนำไปเชื่อมโยงกับสัญญาณทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

ท่าทีของภูมิธรรมต่อคดี 112 ของทักษิณ

นายภูมิธรรมเน้นย้ำว่า ขวัญและกำลังใจของสมาชิกพรรคเพื่อไทยยังดีอยู่เสมอ เพราะมั่นใจในการกระทำที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย และกระบวนการทางกฎหมายควรดำเนินไปตามความยุติธรรม

การที่ศาลยกฟ้องในคดี 112 ของนายทักษิณ ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย หลายคนอาจมองว่านี่เป็นสัญญาณทางการเมืองบางอย่าง แต่ทางนายภูมิธรรมได้ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่เป็นเช่นนั้น

ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ และไม่ต้องการให้มีการนำเรื่องนี้ไปเชื่อมโยงกับการเมือง

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงกรณีที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน โดยระบุว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีหลังจากการชี้แจง

โดยสรุปแล้ว ภูมิธรรมได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกระบวนการทางกฎหมาย และการที่ศาลได้พิจารณาคดี 112 ของนายทักษิณแล้วถือเป็นข้อยุติ และไม่ควรมีการนำเรื่องนี้ไปผูกโยงกับประเด็นทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวน และการตัดสินใจของศาลในคดีสำคัญต่างๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความรู้สึกของประชาชน การที่นักการเมืองออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

ดังนั้น การที่นายภูมิธรรมออกมาให้ความเห็นอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณา เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันอย่างรอบด้าน ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ

ที่มา – “ภูมิธรรม” ชี้ถือเป็นข้อยุติ ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 อย่าผูกโยงสัญญาณการเมือง

ทนายยื่นขอศาลเพิกถอนห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ

ความคืบหน้าล่าสุดกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ก่อนหน้านี้ศาลได้มีคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ล่าสุด ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ เตรียมดำเนินการทางกฎหมายเพื่อขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โดยอ้างอิงจากผลของคดีล่าสุด

ทนายวิญญัติ ยันเตรียมยื่นเรื่องขอศาลเพิกถอนคำสั่งห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ

จากกรณีที่ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบัน (มาตรา 112) ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งนายทักษิณได้ให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีดังกล่าว

ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันถึงความตั้งใจที่จะยื่นเรื่องต่อศาลอาญา เพื่อขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนคำสั่งห้าม **“ทักษิณ” ออกนอกประเทศ** หลังจากที่ศาลมีคำสั่งยกฟ้องคดีมาตรา 112 ไปก่อนหน้านี้

เหตุผลสำคัญที่ทนายวิญญัติเตรียมยื่นเรื่องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งห้ามนาย **“ทักษิณ” ออกนอกประเทศ** นั้น มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ศาลอาญายกฟ้องคดีมาตรา 112 เนื่องจากหลักฐานไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้นำเข้าข้อมูล และไม่สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลที่ถูกพาดพิงถึงนั้นคือพระมหากษัตริย์ ทำให้ไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ทำไมต้องขอเพิกถอนคำสั่งห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ

การที่ศาลยกฟ้องคดีมาตรา 112 ทำให้นายทักษิณไม่มีข้อกล่าวหาในคดีดังกล่าวอีกต่อไป ดังนั้น การที่ยังมีคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศอยู่ จึงอาจเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการเดินทางของนายทักษิณโดยไม่จำเป็น ทนายวิญญัติจึงเห็นสมควรที่จะยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อให้พิจารณาทบทวนคำสั่งดังกล่าว

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หากศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ จะส่งผลต่อการเดินทางกลับประเทศไทยของนายทักษิณหรือไม่ เนื่องจากยังมีคดีความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณที่ยังไม่สิ้นสุด

การดำเนินการของทนายวิญญัติในครั้งนี้ ถือเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและเสรีภาพของลูกความ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทนายความพึงกระทำ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าจะเพิกถอนคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

สถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างไร และจะมีผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของนายทักษิณ ชินวัตร อย่างไรบ้าง การขอ**เพิกถอนคำสั่งห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ** ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ต้องจับตา

ที่มา – ทนายวิญญัติ ยันเตรียมยื่นเรื่องขอศาลเพิกถอนคำสั่งห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ

Scroll to top