ข่าววันนี้

กองทัพบก โต้กัมพูชา ยันหลักฐานเหตุเหยียบทุ่น

จากกรณีที่กัมพูชาออกมาปฏิเสธเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนล่าสุด “กองทัพบก” ได้ออกมาโต้แย้งและยืนยันว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดจริง พร้อมทั้งระบุว่าเป็นทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ที่เพิ่งมีการลักลอบติดตั้งใหม่

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 บริเวณปราสาทตาเมือนธม ซึ่งส่งผลให้กำลังพลของไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส โดย พล.ท.มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาแถลงปฏิเสธว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้และยืนยันว่า ฝ่ายไทยมีหลักฐานที่ชัดเจนว่ากัมพูชายังคงมีทุ่นระเบิดในครอบครองเป็นจำนวนมาก และมีการลักลอบนำมาวางในพื้นที่ต่างๆ ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีเป้าหมายเพื่อทำร้ายกำลังพลของไทย

พลตรี วินธัย สุวารี ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า กัมพูชาเป็นภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และได้ให้สัตยาบันไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 แต่กลับมีการนำทุ่นระเบิดมาใช้อีกครั้งในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและขัดต่อหลักสากล

กองทัพบก ยืนยันหลักฐาน กัมพูชา วางทุ่นระเบิด

จากการตรวจสอบอย่างละเอียดของฝ่ายไทย พบว่าทุ่นระเบิดที่ใช้ในเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นชนิด PMN-2 ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่เคยพบในหลายพื้นที่ที่กัมพูชาลักลอบติดตั้งเพื่อทำร้ายกำลังพลไทยมาโดยตลอด ทำให้เชื่อได้ว่าไม่ใช่ทุ่นระเบิดที่ตกค้างมาจากสงครามในอดีต

ข้ออ้างของกัมพูชาที่ว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีวัตถุระเบิดตกค้างจากสงครามในอดีตนั้น เป็นเพียงการปฏิเสธที่ไม่มีน้ำหนัก เนื่องจากหลักฐานในทุกจุดเกิดเหตุชี้ชัดว่า บริเวณโดยรอบที่เกิดเหตุมีการวางทุ่นระเบิด PMN-2 อีก 3-5 ลูก ในสภาพที่เพิ่งถูกติดตั้งใหม่อย่างชัดเจน หากเป็นทุ่นระเบิดเก่าจากสงครามในอดีต จะเป็นชนิดอื่น ไม่ใช่ทุ่นระเบิดแบบ PMN-2

กองทัพบก เรียกร้อง กัมพูชา หยุดเผยแพร่ข้อมูลเท็จ

ฝ่ายไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อสาธารณะ ทั้งที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้รับฟังข่าวสาร และเพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ตามมติคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) กัมพูชา-ไทย เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ข้อ 9 ซึ่งกำหนดให้งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม

นอกจากนี้ ขอให้กัมพูชาปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และยุติการใช้อาวุธทุ่นระเบิดสังหารบุคคลต่อฝ่ายไทย ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง แต่ยังเป็นการฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน

กองทัพบก ยืนยันเจตนารมณ์ที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และกติกาสากล พร้อมทั้งเรียกร้องให้กัมพูชาร่วมมือในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนอย่างจริงจัง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝ่าย

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนยังคงเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ไขอย่างยั่งยืน การที่ กองทัพบก ออกมาตอบโต้และยืนยันข้อเท็จจริง ถือเป็นการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเป็นการแสดงความห่วงใยต่อกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

ที่มา – “กองทัพบก” โต้ “กัมพูชา” ปฏิเสธเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด ย้ำมีหลักฐานยืนยัน

เลขาฯ โยนวัดตอบปมที่ดิน “วัดพระบาทน้ำพุ”

“เลขาปู” โยนวัดตอบปมชื่อเจ้าของที่ดิน “วัดพระบาทน้ำพุ” ลั่นไม่ใช่คนของวัด แค่กรรมการวัด คาดแถลงสัปดาห์นี้

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังวัดพระบาทน้ำพุ ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี บรรยากาศแม้เป็นวันหยุด แต่ก็มีผู้มาร่วมทำบุญไม่คึกคักเท่าที่ควร คณะที่จะมาประชุมเรื่องการจัดงานวัดพระบาทน้ำพุมีนายบรรเจต เทศพำนัก เลขาของหลวงพ่ออลงกต และนายสมพร โสเค็ง ไวยาวัจกรของวัดเข้าร่วม

จากการสอบถามนายบรรเจตถึงการประชุม ได้รับคำตอบสั้น ๆ ว่าเรื่องงานวัด หลวงพ่อได้เข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน การประชุมเริ่มตั้งแต่ 10.45 น. โดยมีสื่อมวลชนรอสัมภาษณ์

ต่อมาเวลา 13.20 น. หลังเสร็จสิ้นการประชุม นายบรรเจต เทศพำนัก เลขาของหลวงพ่ออลงกต แจ้งว่าเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายของวัด ซึ่งเป็นการประชุมประจำ ส่วนการแต่งตั้งทนายใหม่แทนทนายเกิดผล ขณะนี้คณะกรรมการกำลังพิจารณาอยู่

ส่วนเรื่องที่ดินที่มีการครอบครองโดยคนอื่นต้องรอทนาย ทนายเกิดผลห่วงหลวงพ่อเรื่องการพูดที่อาจผิดพลาด ตัวเองเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดก็ให้ออกมายอมรับเอง อย่าโยนมาให้หลวงพ่อ ส่วนเรื่องเงินที่หมอบีนำมาคืนหมดหรือยังก็ให้ไปถามหมอบีเอง

สำหรับทรัพย์สินของวัดที่มีประเด็นว่าอยู่ที่คนอื่นนั้น ตนไม่รู้เรื่อง ทรัพย์สินหรือสิ่งปลูกสร้างก็อยู่กับที่อยู่แล้ว ในส่วนที่บอกว่ามีผู้ถือครองนั้นไม่มี เพราะทรัพย์สมบัติทรัพย์สินทุกอย่างเป็นของวัดและมูลนิธิอยู่แล้ว วันนี้ประชุมเรื่องผู้ป่วย ค่าใช้จ่ายค่าน้ำมันค่าไฟฟ้าเท่านั้น เรื่องการรับบริจาคหรือผู้ที่มาร่วมทำบุญตอนนี้ก็ลดลง เป็นเรื่องปกติเพราะที่วัดมีแต่ผู้ป่วย

ส่วนที่มีคนกล่าวอ้างว่าตนมีทรัพย์สินผิดปกติ ให้กลับไปถามคนที่กล่าวอ้างเอง ในส่วนของรายชื่อผู้ที่ถือครองที่ดินที่มีชื่อเป็นคนใกล้ชิด เป็นคนของวัดนั้น ต้องไปถามวัด ผมเองไม่ใช่คนของวัด เป็นเพียงกรรมการวัด และเท่าที่ดูมันก็ถูกต้องอยู่แล้ว ถ้ามันไม่ถูกต้องก็คงอยู่ไม่ได้ ในส่วนของผู้ที่ได้รับให้ครอบครองพื้นที่นั้นมีมติของที่ประชุมอยู่แล้ว

ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่มีอะไร ต้องไปถามคนที่ตั้งข้อสังเกต ทางวัดก็อยู่อย่างปกติ การตั้งคำถามของแต่ละคนก็ต้องให้แต่ละคนนำคำถามมาด้วย ทางวัดเองก็ต้องชี้แจง ผมจะไปตอบแทนวัดไม่ได้ แต่จะเมื่อไหร่นั้นตนก็ไม่สามารถที่จะตอบได้ ส่วนของหลวงพ่อท่านก็ได้อธิบายไปหมดแล้ว

ในส่วนเรื่องของหมอบี เขาต้องมาชี้แจงกับวัดอยู่แล้ว แต่จะมาเมื่อไหร่นั้นก็ต้องไปถามเขาเอง ผมบังคับใครไม่ได้ และไม่เคยคุยกับหมอบี อาคารผู้ป่วยก็มีอยู่แล้ว ผู้ป่วยนอนรักษาตัวอยู่ ให้มาดูกันได้ ส่วนที่ไวยาวัจกรบอกว่ามีผู้ป่วย 130 กว่าคนนั้น ในส่วนของบริจาคมันจะบาลานซ์กับผู้ป่วยไหม เรื่องนี้มันต้องทีละประเด็น แต่ทุกอย่างในวัดในมูลนิธิมีการใช้จ่ายอยู่แล้ว ส่วนวันแถลงนั้นเป็นเรื่องของวัด และต้องรอผู้ที่เกี่ยวข้อง วัดเขามีกรรมการ และเขาต้องแถลงแน่นอนภายในอาทิตย์นี้

“วัดพระบาทน้ำพุ” กับประเด็นที่ดิน

จากกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับที่ดินของ “วัดพระบาทน้ำพุ” ล่าสุด เลขาฯ ของหลวงพ่ออลงกตได้ออกมาให้ข้อมูลเบื้องต้น โดยโยนให้ไปสอบถามทางวัดโดยตรงถึงรายละเอียดทั้งหมด เนื่องจากตนเองเป็นเพียงกรรมการวัดเท่านั้น

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “วัดพระบาทน้ำพุ”

  • การชี้แจงเรื่องที่ดินที่มีชื่อผู้ถือครอง
  • การแต่งตั้งทนายความใหม่
  • การตรวจสอบทรัพย์สินของวัด

เรื่องราวของ “วัดพระบาทน้ำพุ” ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความโปร่งใสในการจัดการทรัพย์สิน และการดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของวัด การออกมาให้ข้อมูลของทางวัดในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่หลายคนรอคอย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และคลายข้อสงสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น

การออกมาแถลงของ “วัดพระบาทน้ำพุ” ภายในสัปดาห์นี้ น่าจะเป็นการให้ข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้น หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม เราจะนำมาอัปเดตให้ทราบต่อไป

ที่มา – “เลขาปู” โยนวัดตอบปมชื่อเจ้าของที่ดิน “วัดพระบาทน้ำพุ” คาดแถลงสัปดาห์นี้

ผงะ! **กองทัพภาคที่ 2** พบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่ม!

สถานการณ์ชายแดนยังคงน่าจับตา! ล่าสุด “กองทัพภาคที่ 2” ได้ส่งหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดและพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบพื้นที่ หลังเกิดเหตุการณ์ ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิด PMN-2 จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ผลการตรวจสอบล่าสุดพบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีก 3 ทุ่น ซึ่งอยู่ในสภาพใหม่พร้อมใช้งาน สร้างความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในพื้นที่เป็นอย่างมาก

**กองทัพภาคที่ 2** เร่งตรวจสอบทุ่นระเบิด PMN-2

จากเหตุการณ์สลดที่ สิบเอก ธีรพล เพียขันที สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2610 ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิด PMN-2 ขณะลาดตระเวนบริเวณฐานปฏิบัติการจุดตะโมก ทางตะวันตกปราสาทตาเหมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ กองทัพภาคที่ 2 มิได้นิ่งนอนใจ เร่งส่งหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดและพิสูจน์หลักฐานเข้าพื้นที่เพื่อเก็บหลักฐานเพิ่มเติมและตรวจสอบอย่างละเอียด

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อประเมินสถานการณ์ ควบคุมพื้นที่ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย โดยเน้นย้ำความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ

พบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติม สภาพใหม่พร้อมใช้งาน

ผลการพิสูจน์ล่าสุดยืนยันว่า นอกจากทุ่นระเบิดที่ ส.อ.ธีรพล เหยียบแล้ว ยังพบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติมอีก 3 ทุ่นที่อยู่ใน ‘สภาพใหม่’ พร้อมใช้งาน ซึ่งไม่ใช่ทุ่นระเบิดเก่าเก็บแต่อย่างใด การค้นพบนี้บ่งชี้ว่าอาจมีการลักลอบนำทุ่นระเบิดเข้ามาวางในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

  • PMN-2 คืออะไร: ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ทำจากพลาสติก ตรวจจับได้ยาก
  • อันตราย: สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อผู้ที่เหยียบ ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายขาหรือเท้า
  • การใช้งาน: มักถูกนำมาใช้ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง เพื่อกีดขวางการเคลื่อนที่ของศัตรู

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ กองทัพภาคที่ 2 ได้เพิ่มมาตรการลาดตระเวนและเฝ้าระวังตามแนวชายแดน พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวและสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าวัตถุอันตราย

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดที่ตกค้างในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง การดำเนินการดังกล่าวต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความรอบคอบอย่างสูง เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิดและการปฏิบัติตนอย่างปลอดภัยเมื่อพบวัตถุต้องสงสัย ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติภาพและความปลอดภัยอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชายแดน การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้เราสามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคนี้ไปได้

การค้นพบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติมในครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนให้เราตระหนักถึงภัยคุกคามที่ยังคงมีอยู่ การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องและการดำเนินการอย่างเด็ดขาดเท่านั้นที่จะช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” พบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีก 3 ทุ่น อยู่ในสภาพใหม่ไม่ใช่ของเก่า

กพท. ชวน “นักบินโดรนเกษตร” ขึ้นทะเบียนโดรน!

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ขอความร่วมมือจาก “นักบินโดรนเกษตร” ทุกท่านในการขึ้นทะเบียนโดรน เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและความปลอดภัยในการใช้งาน

กพท. ขอความร่วมมือ “นักบินโดรนเกษตร” ขึ้นทะเบียนตัวโดรน เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย

พลอากาศเอกมนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานการบินพลเรือนฯ ได้ออกประกาศ ห้ามบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ฉบับที่ 3 พ.ศ.2568 และต่อมาปรากฏว่ามีข้อเสนอแนะและข้อร้องเรียนถึงปัญหาในการขึ้นทะเบียนโดรนเกษตร และการขออนุญาตบินจากนักบินโดรนเกษตรและเกษตรกรจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา กพท. จึงขอให้นักบินโดรนเกษตรและเกษตรกรที่ครอบครองโดรนทุกรายมาขึ้นทะเบียนตัวโดรน และขอให้ผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทำการขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรน ผ่านระบบ UAS Portal ทางเว็บไซต์ uasportal.caat.or.th และ Mobile Application “UAS Portal” ซึ่งรองรับทั้งระบบ iOS และ Android โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ แนะนำให้ผู้ใช้งานตรวจสอบพื้นที่อนุญาตบินผ่านแอปฯ UAS Portal และพิจารณาเอกสารอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว หากเอกสารถูกต้องตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ก็จะได้รับการอนุมัติในระบบ

ทำไมต้องขึ้นทะเบียนโดรนเกษตร?

การขึ้นทะเบียนโดรนเกษตรมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การใช้งานโดรนเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ใช้งานและบุคคลอื่น ๆ นอกจากนี้ การขึ้นทะเบียนยังช่วยให้ กพท. สามารถติดตามและบริหารจัดการการใช้งานโดรนในภาคเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กพท. ยังได้ประสานความร่วมมือกับ นายทวีพงศ์ สุธรรมพันธุ์ นายกสมาคมโดรนเกษตรประเทศไทย เพื่อทำความเข้าใจและร่วมประชาสัมพันธ์กับทางกำนันและผู้ใหญ่บ้านให้ได้รับทราบข้อมูลอย่างชัดเจน

นายทวีพงศ์ สุธรรมพันธุ์ นายกสมาคมโดรนเกษตรประเทศไทย กล่าวว่า สมาคมฯ จะทำหน้าที่ในการรวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะจากนักบินโดรนเกษตรและเกษตรกร ทั้งงานด้านเอกสารต่างๆ การลงทะเบียน และการขออนุมัติ เพื่อนำเข้าหารือกับ กพท. และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ เพื่อให้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องในด้านเกษตรสามารถดำเนินต่อไปได้ โดยก่อนหน้านี้สมาคมฯ ได้ขอความร่วมมือไปยังกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ส่งผ่านประกาศผ่อนปรนการบินโดรนเกษตรฯ ของ กพท. ไปยังกำนันและผู้ใหญ่บ้านให้ได้รับทราบ ประกาศ กพท. ห้ามบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ฉบับที่ 3 พ.ศ.2568 ดังกล่าว ให้นักบินโดรนเกษตรและเกษตรกร สามารถนำเอกสารไปแจ้งพื้นที่การบินในพื้นที่ที่รับผิดชอบของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป

สำหรับ “นักบินโดรนเกษตร” ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนโดรน ควรดำเนินการโดยเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานการใช้งานโดรนในภาคเกษตรให้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การขึ้นทะเบียน “นักบินโดรนเกษตร” และโดรน เป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น และสนับสนุนการพัฒนาภาคเกษตรกรรมของไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ที่มา – กพท. ขอความร่วมมือ “นักบินโดรนเกษตร” ขึ้นทะเบียนตัวโดรน เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย

“เป๊ก ผลิตโชค” รับทราบข้อหา! เมาขาดสติ

“เป๊ก ผลิตโชค” ออกจากโรงพยาบาลและเข้าพบตำรวจหัวหมากเพื่อรับทราบข้อหาแล้ว โดยยอมรับว่าเมาหนักจนขาดสติ คาดว่าจะมีการตรวจหาสารเสพติดจากเส้นผมเพิ่มเติม

จากกรณีที่นายผลิตโชค อายนบุตร หรือ “เป๊ก ผลิตโชค” อายุ 40 ปี ศิลปินนักร้องชื่อดัง ถูกนายชุติเทพ ขุนสูงเนิน อายุ 21 ปี อาชีพไรเดอร์ ทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธมีด บริเวณปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ปากซอยรามคำแหง 76 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา

ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 พ.ต.อ.นเรนทร์ เครื่องสนุก ผกก. สน.หัวหมาก เปิดเผยความคืบหน้าของคดีว่า เมื่อเย็นวันที่ 11 สิงหาคม พนักงานสอบสวนได้ทำการนัดหมาย “เป๊ก ผลิตโชค” เข้าสอบปากคำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเป๊กได้ให้การสอดคล้องกับภาพจากกล้องวงจรปิด และยอมรับข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ขอสงวนรายละเอียดเพื่อเป็นข้อมูลในสำนวนคดี พร้อมทั้งย้ำว่า คดีทำร้ายร่างกายเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งไม่สามารถยอมความได้ แม้ว่าคู่กรณีจะไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งก็ตาม

“เป๊ก ผลิตโชค” รับทราบข้อหาแล้ว

เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น และก่อความเดือดร้อนรำคาญในที่สาธารณะแก่ “เป๊ก ผลิตโชค” ส่วนข้อหาอื่น ๆ จะต้องรอการร้องทุกข์จากเจ้าของทรัพย์ หากพบว่าทรัพย์สินได้รับความเสียหาย รวมถึงรอผลการตรวจสารเสพติดจากเส้นผม หากพบสารต้องห้าม ก็จะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป คาดว่าผลการตรวจจะมีความล่าช้าเนื่องจากอยู่ในช่วงวันหยุดยาว และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์หยุดทำการ

เป๊ก ผลิตโชค ยอมรับเมาขาดสติ

ในวันเกิดเหตุ เป๊ก ผลิตโชค ให้การว่าได้ดื่มสุราจนเมาและขาดสติ ทำให้เกิดเหตุชุลมุนขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอสอบปากคำคนขับรถตู้ของเป๊กด้วย เนื่องจากเป็นบุคคลที่คาดว่ามีสติสัมปชัญญะมากที่สุดในเหตุการณ์ ซึ่งคาดว่าจะเข้าพบพนักงานสอบสวนในเร็ว ๆ นี้ เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมและประกอบสำนวนคดีต่อไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับ เป๊ก ผลิตโชค และเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนระมัดระวังเรื่องการดื่มสุราและการควบคุมสติ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นนี้ขึ้นอีก

ที่มา – “เป๊ก ผลิตโชค” ออกจาก รพ. ย่องรับทราบข้อหาแล้ว ยอมรับเมาหนักขาดสติ

กองทัพภาคที่ 2 ขอรับ ลวดหนามหีบเพลง

กองทัพภาคที่ 2 ขอรับการสนับสนุน “ลวดหนามหีบเพลง” จำนวนมาก กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในโลกออนไลน์ โดยทางกองทัพได้โพสต์ข้อความขอรับการสนับสนุนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการป้องกันอธิปไตยของชาติ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ข้อความระบุว่า “กองทัพภาคที่ 2 ขอรับการสนับสนุน ‘ลวดหนามหีบเพลง’ จำนวนมาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 100 ซ.ม. เพื่อใช้ประโยชน์ในการป้องกันอธิปไตยของไทย” สร้างความฮือฮาและเกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับความจำเป็นในการขอรับบริจาคดังกล่าว

กองทัพภาคที่ 2 ขอรับ ลวดหนามหีบเพลง

สำหรับผู้ที่มีความประสงค์ต้องการสนับสนุน สามารถติดต่อได้ที่ พันโทสุริยาวุธ สุกเหลือง ฝ่ายกิจการพลเรือน กองกำลังสุรนารี อ.เมือง จ.สุรินทร์ โดยสามารถติดต่อได้ทางโทรศัพท์หมายเลข 093 591 6946

ทำไมต้องเป็นลวดหนามหีบเพลง?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมกองทัพภาคที่ 2 ถึงมีความต้องการลวดหนามหีบเพลงเป็นจำนวนมาก ลวดหนามชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือมีความคมและแข็งแรง ทนทานต่อการกัดกร่อน สามารถนำไปติดตั้งบริเวณชายแดนหรือพื้นที่สำคัญเพื่อป้องกันการบุกรุกและการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับรั้วและสิ่งกีดขวางต่างๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

การติดตั้งลวดหนามหีบเพลงถือเป็นมาตรการป้องกันที่สำคัญในการรักษาความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อาจมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงเพิ่มสูงขึ้น การมีลวดหนามหีบเพลงในปริมาณที่เพียงพอจะช่วยให้กองทัพสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจากประชาชนก็เป็นเรื่องที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากอาจมีข้อจำกัดด้านงบประมาณหรือปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้กองทัพไม่สามารถจัดหาลวดหนามได้เองทั้งหมด การเปิดรับการสนับสนุนจากภาคประชาชนจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพและประเทศชาติ

การสนับสนุนของประชาชนถือเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคสิ่งของ การให้กำลังใจ หรือการร่วมมือในการเฝ้าระวังภัยต่างๆ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัย

แม้ว่าการขอรับบริจาคสิ่งของจากประชาชนอาจไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่เหตุการณ์นี้ก็แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ การที่กองทัพภาคที่ 2 ออกมาขอรับการสนับสนุน ลวดหนามหีบเพลง อาจสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงในการเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันประเทศ และเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความรักชาติและช่วยเหลือสังคมในรูปแบบต่างๆ ได้อีกด้วย

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” โพสต์ขอรับการสนับสนุน “ลวดหนามหีบเพลง” จำนวนมาก

สาธิตเกษตรฯ จัดกิจกรรม รวมใจสู่แนวหน้าฯ

สาธิตเกษตรฯ รวมใจสู่แนวหน้า ปลูกต้นกล้าแทนคุณแผ่นดิน

โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เตรียมจัดกิจกรรม “สาธิตเกษตรฯ รวมใจสู่แนวหน้า ปลูกต้นกล้าแทนคุณแผ่นดิน” อย่างยิ่งใหญ่ ในวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่จะถึงนี้ ณ หอประชุมจงรักษ์ ไกรนามฯ ภายในโรงเรียน กิจกรรมนี้มุ่งเน้นการสร้างความตระหนักและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ และความเสียสละของทหารกล้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ

รายละเอียดกิจกรรม สาธิตเกษตรฯ รวมใจสู่แนวหน้า ปลูกต้นกล้าแทนคุณแผ่นดิน

กิจกรรมจะเริ่มต้นในเวลา 08.00 น. ด้วยการร้องเพลงชาติ สวดมนต์ และรับฟังพระบรมราโชวาทอันเป็นมงคล จากนั้น นักเรียนชั้น ม.4/3 ผู้ชนะการประกวดร้องเพลงปลุกใจ จะขับร้องเพลง “บ้านเกิดเมืองนอน” เพื่อปลุกจิตสำนึกรักชาติให้แก่ผู้ร่วมงานทุกคน

ต่อจากนั้น จะมีพิธีสดุดีและไว้อาลัยแด่ทหารกล้าและประชาชนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีและความเสียสละของวีรชนเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังมีการฉายวิดิทัศน์สรุปโครงการ “สาธิตเกษตรฯ รวมใจสู่แนวหน้า ปลูกต้นกล้าแทนคุณแผ่นดิน” ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

ไฮไลต์สำคัญของงานคือ การบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เรื่องเล่าจากแนวหน้า และการรักษาอธิปไตยของชาติ” โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ที่จะมาถ่ายทอดประสบการณ์และให้ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนและความสำคัญของการรักษาอธิปไตยของชาติ

กิจกรรมจะปิดท้ายด้วยการที่ผู้แทนนักเรียน มอบบัตรอวยพรเพื่อส่งกำลังใจให้แก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน เป็นการแสดงออกถึงความขอบคุณและความห่วงใยจากเยาวชนไทย

กิจกรรม “สาธิตเกษตรฯ รวมใจสู่แนวหน้า ปลูกต้นกล้าแทนคุณแผ่นดิน” นี้ เป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าและมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกรักชาติ ความกตัญญู และความเสียสละให้แก่เยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติอย่างเสียสละ

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนและส่งเสริมความรักชาติ ความสามัคคี และความเสียสละ เพื่อสร้างสังคมไทยให้เข้มแข็งและมั่นคง

มาร่วมเป็นกำลังใจให้ทหารกล้า และร่วมรำลึกถึงผู้เสียสละเพื่อชาติในกิจกรรมอันทรงคุณค่านี้

ที่มา – สาธิตเกษตรฯ เตรียมจัดกิจกรรม “รวมใจสู่แนวหน้า ปลูกต้นกล้าแทนคุณแผ่นดิน”

แม่สุดห่วง! ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด

ใจหาย! แม่สุดห่วงหลังทราบข่าว ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิดขณะลาดตระเวนที่ปราสาทตาเมือนธม เผยเพิ่งดีใจเมื่อวาน ลูกชายโทรมาบอกว่า “สบายดี เขาหยุดรบแล้ว”

วันที่ 12 ส.ค. 68 กองทัพบกรายงานว่า หน่วยทหารพราน ร้อย.ทพ.2610 มีกำลังพลบาดเจ็บ คือ สิบเอก ธีรพล หรือ แกละ เพียขันที อายุ 48 ปี ตำแหน่ง ผบ.ชุดปฏิบัติการ ชป.ร้อย ทพ.กรม ทหารพราน 26 ถูกทุ่นระเบิด PMN 2 ขณะลาดตระเวนพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม เหตุเกิดเวลา 09.10 น. คาดว่าเป็นการนำระเบิดมาวางใหม่ ขณะนี้ ส.อ.ธีรพล ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์แล้ว

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านนางสาคร เพียขันที อายุ 78 ปี แม่ของสิบเอก ธีรพล ที่ ต.สำโรงใหม่ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ พบว่ามีชาวบ้านมาให้กำลังใจจำนวนมาก รวมถึงหน่วยกู้ภัยฮุก 31 ที่นำข้าวของมาช่วยเหลือ

นางสาครดูคลิปภาพขณะรถพยาบาลนำร่างลูกชายส่งโรงพยาบาลด้วยความเป็นห่วง ทราบว่าลูกชายขาซ้ายขาดเพราะเหยียบทุ่นระเบิดของทหารกัมพูชา

แม่เล่าว่าลูกชายเป็นทหารพรานมา 23 ปี ทุกครั้งที่ไปทำงานชายแดน หรือกลับจากชายแดน จะมากราบเท้าแม่และเอาเท้าแม่เหยียบที่หัว นอกจากนี้ยังฉีกชายผ้าถุงของแม่ติดตัวไปด้วยเสมอ

หลังจากได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมก่อนรบ ลูกชายเก็บของและเดินทางไปเมื่อวันที่ 23 ก.ค. โทรศัพท์คุยกับแม่และครอบครัวทุกวัน แม้จะมีการหยุดยิงแล้วก็ตาม

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ลูกชายโทรมาบอกว่าสบายดี ไม่เป็นอะไรแล้ว เพราะหยุดรบแล้ว แม่ก็ดีใจ แต่ข้ามคืนเดียวก็ได้รับข่าวร้ายว่าลูกชายขาขาด เพราะ ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด

นางสาครเล่าทั้งน้ำตายอมรับว่าเสียใจ แต่ก็ดีใจที่ลูกชายได้รับใช้ชาติอย่างสมบูรณ์ หลังจากนี้จะดูแลลูกชายต่อไป

นายธนาศักดิ์ เพียขันที อายุ 21 ปี ลูกชายสิบเอกธีรพล เล่าว่าภูมิใจในตัวพ่อที่เป็นทหารและเป็นไอดอล ปีนี้อายุครบ 21 ปี จะสมัครเป็นทหารผลัด 2 ในเดือนพฤศจิกายน 68

แม่สุดห่วง ทราบข่าว ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด

ความเสียสละของ ส.อ.ธีรพล

เหตุการณ์ ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน แม้จะมีความเสี่ยงภัยรอบด้าน แต่ก็ยังคงทำหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติอย่างเต็มกำลัง สิ่งที่เกิดขึ้นกับ ส.อ.ธีรพล แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่

ความเข้มแข็งของนางสาครผู้เป็นแม่ และความภาคภูมิใจของลูกชายที่มีต่อผู้เป็นพ่อ แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่เข้มแข็งของครอบครัวทหาร ขอเป็นกำลังใจให้ ส.อ.ธีรพล หายจากอาการบาดเจ็บโดยไว และขอขอบคุณในความเสียสละที่ยิ่งใหญ่

ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจ แต่ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทย.

ที่มา – แม่สุดห่วง ทราบข่าว “ส.อ.ธีรพล” เหยียบกับระเบิด เผยเพิ่งโทรบอกเมื่อวานว่าสบายดี

เพื่อไทยหวังศาล รธน. เลื่อนคดีคืนอำนาจ “อิ๊งค์”

“หมอเชิดชัย” สส.เพื่อไทย หวังศาลรัฐธรรมนูญเลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ แก้วิกฤติ เชื่อ “อิ๊งค์” ไม่ผิด หากเป็นลบยังมี “ชัยเกษม” เป็นแผนสำรอง

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการประชุมศาลรัฐธรรมนูญประจำสัปดาห์ในวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่อาจจะพิจารณานัดฟังคำวินิจฉัยคดีถอดถอน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กรณีคลิปสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่า อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญชะลอการพิจารณาคดีดังกล่าวไว้ก่อน พร้อมทั้งให้ยกเลิกคำสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี เพื่อให้กลับมามีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินในช่วงภาวะวิกฤติทั้งปัญหาสงครามชายแดน กรณีภาษีการค้าสหรัฐอเมริกา และแก้ปัญหาภายในประเทศต่างๆ ทั้งการปราบยาเสพติด คดีเขากระโดง ควรหยุดคดีนายกรัฐมนตรีไว้สัก 6 เดือน เมื่อแก้ปัญหาต่างๆ ผ่านไปแล้วค่อยนัดตัดสินคดีอีกครั้ง

นพ.เชิดชัย เผยต่อไปว่า การมีนายกรัฐมนตรีตัวจริงบริหารประเทศในภาวะวิกฤติ ย่อมเป็นผลดีต่อประเทศมากกว่านายกรัฐมนตรีรักษาการแน่นอน ที่การบริหารงานไม่ราบรื่น อย่างไรก็ตาม หากศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคดีนายกรัฐมนตรี และคำวินิจฉัยออกมาในทางลบต่อพรรคเพื่อไทย ก็มีแผนสำรองคือผลักดัน นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

แต่ถ้ายังมีการต่อต้านนายชัยเกษมอย่างหนัก จนยื้อต่อไม่ไหวจริงๆ คงต้องยุบสภา จึงอยากให้การเมืองนิ่งที่สุดเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ แต่เชื่อว่าสถานการณ์คงไม่เลวร้ายถึงขั้นนั้น ยังมั่นใจศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยนายกรัฐมนตรีไม่มีความผิด เช่นเดียวกับกระแสข่าวที่นายกรัฐมนตรีจะลาออกก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำตัดสิน ก็ไม่เป็นความจริง เป็นข่าวลือ ในพรรคไม่เคยคุยกันเรื่องนี้

ขณะเดียวกัน นพ.เชิดชัย ยังกล่าวถึงการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 ระหว่างวันที่ 13-15 สิงหาคม 2568 นั้น เชื่อว่าจะผ่านไปด้วยดี ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยกำชับ สส. และรัฐมนตรีให้อยู่ร่วมการประชุมตลอดเวลา และทุกพรรคอยากให้กฎหมายผ่าน พรรคร่วมรัฐบาลพร้อมรักษาองค์ประชุมอย่างเต็มที่ ไม่จำเป็นต้องยืมจมูกพรรคฝ่ายค้านหายใจ ขอให้ฝ่ายค้านอภิปรายอยู่ในหลักเกณฑ์ข้อบังคับการประชุม.

เพื่อไทยหวังศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ แก้วิกฤติ เชื่อ “อิ๊งค์” ไม่ผิด

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังร้อนแรง พรรคเพื่อไทยได้ออกมาแสดงความหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเลื่อนการตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีออกไปก่อน เพื่อให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน นี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ทำไมเพื่อไทยถึงหวังศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ?

เหตุผลหลักที่พรรคเพื่อไทยแสดงความหวังดังกล่าว คือ สถานการณ์วิกฤตที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสงครามชายแดน ผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา รวมถึงปัญหาภายในประเทศที่ยังต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การมีนายกรัฐมนตรีที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และการที่ศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดีออกไป จะช่วยให้นายกฯ “อิ๊งค์” สามารถบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังมั่นใจว่า น.ส.แพทองธาร ไม่ได้กระทำความผิดใดๆ และหากผลการตัดสินออกมาเป็นลบ ก็ยังมี “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นตัวเลือกสำรองในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม พรรคยังคงหวังว่าสถานการณ์จะไม่เลวร้ายถึงขั้นต้องยุบสภา และทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ โดยเชื่อว่าจะได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาด้วยดี และทุกฝ่ายจะให้ความร่วมมือในการรักษาองค์ประชุมเพื่อให้กฎหมายผ่านไปได้ด้วยดี

การเมืองไทยในขณะนี้เต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความหวังเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ปัจจุบันและความต้องการที่จะให้ประเทศสามารถก้าวผ่านวิกฤตไปได้ด้วยดี

แม้สถานการณ์จะมีความซับซ้อน แต่พรรคเพื่อไทยยังคงมีความหวังว่าทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทางที่ดี และประเทศจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย

เพื่อไทยหวังศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ แก้วิกฤติ เชื่อ “อิ๊งค์” ไม่ผิด และพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น

ที่มา – เพื่อไทยหวังศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ แก้วิกฤติ เชื่อ “อิ๊งค์” ไม่ผิด

Scroll to top