ข่าววันนี้

ห้องขังเดี่ยว-ที่นอน: สิทธิพิเศษ คิม กอน ฮี?

คิม กอน ฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของเกาหลีใต้ กำลังเริ่มต้นชีวิตในเรือนจำวันนี้ โดยมีรายงานว่าเธอถูกจัดให้อยู่ในห้องขังเดี่ยว-ที่นอน และอาจได้รับสิทธิพิเศษบางอย่าง คล้ายกับสิ่งที่อดีตประธานาธิบดียุน ซอก ยอล สามีของเธอเคยได้รับ

คิม กอน ฮี จะใช้เวลาวันแรกในเรือนจำโซลนัมบู ซึ่งเป็นเรือนจำที่ค่อนข้างใหม่ โดยอัยการกำลังสอบสวนข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการติดสินบน, การฉ้อโกงหุ้น, และการใช้อิทธิพลในทางมิชอบของเธอ

แม้ว่าเธอจะได้รับการปฏิบัติเหมือนผู้ต้องขังทั่วไป แต่ก็มีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเพื่อให้สอดคล้องกับสถานะของเธอในฐานะบุคคลที่มีชื่อเสียง แหล่งข่าวระบุว่า ห้องขังเดี่ยว-ที่นอน ของเธอมีโต๊ะเล็ก ๆ สำหรับทำงานและรับประทานอาหาร รวมถึงที่นอนปูพื้น

ห้องขังเดี่ยว-ที่นอน: สิ่งที่ คิม กอน ฮี จะเจอในเรือนจำ

นอกจากห้องขังเดี่ยวแล้ว คิมยังสามารถเข้าใช้ห้องอาบน้ำส่วนกลางได้ โดยมีทางเดินแยกต่างหาก และมีเวลาออกกำลังกายกลางแจ้งวันละหนึ่งชั่วโมง (ยกเว้นวันอาทิตย์) โดยจัดเวลาไม่ให้ซ้ำกับผู้ต้องขังคนอื่น ๆ

ประสบการณ์ในเรือนจำครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับคิม ต่างจากสามีของเธอที่เคยถูกจำคุกมาแล้วประมาณ 100 วันในข้อหาพยายามประกาศกฎอัยการศึก (ซึ่งเขาปฏิเสธ)

ก่อนหน้านี้ คิมและยุนอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์หรูในกรุงโซล ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของทั้งคู่อยู่ในชื่อของคิม ซึ่งเป็นนักธุรกิจหญิงผู้มั่งคั่ง

อาหารที่คิมจะได้รับเป็นอาหารเกาหลีแบบดั้งเดิม ราคาประมาณ 1,500 วอนต่อมื้อ ตัวอย่างเช่น ในวันพุธ อาหารเช้าคือขนมปังปิ้งทาแยมสตรอว์เบอร์รี ไส้กรอก และสลัด

ทนายความของคิมกล่าวว่าเธอยังไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่ช่วงค่ำวันอังคาร และสุขภาพของเธอไม่ค่อยดีนัก ทำให้ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถไปให้ปากคำกับอัยการในวันพฤหัสบดีได้หรือไม่

ข้อกล่าวหาและการสอบสวน

คิม ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะและเป็นเจ้าของเอเจนซี่จัดนิทรรศการที่ประสบความสำเร็จ เคยตกเป็นข่าวอื้อฉาวหลายครั้ง ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้งสามีของเธอในปี 2022 รสนิยมทางแฟชั่นและการล็อบบี้ประเด็นต่าง ๆ (เช่น การส่งเสริมการแบนเนื้อสุนัข) ทำให้เธอกลายเป็นที่ถกเถียงในเกาหลีใต้

ฮัน ดงซู อดีตผู้พิพากษาและอัยการที่เคยทำงานกับยุน กล่าวว่า คิมมี “ความคิดเชิงกลยุทธ์ทางการเมือง” และเป็นแรงผลักดันสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสามีของเธอ

ฮันเสริมว่าหลังจากแต่งงานกับยุนเมื่ออายุ 52 ปี คิมก็มีอิทธิพลอย่างมากต่อความคิดและการตัดสินใจของยุน คิมอายุ 39 ปีตอนที่แต่งงานกัน ฮันกล่าวว่า: “คิม กอนฮี เลือกเขา และเธอก็มอบกลยุทธ์และพลังให้เขาเป็นประธานาธิบดี”

สถานการณ์ของคิม กอน ฮี กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างมากในเกาหลีใต้ โดยหลายคนจับตามองว่าเธอจะได้รับการปฏิบัติอย่างไรในเรือนจำ และผลกระทบที่เหตุการณ์นี้จะมีต่อการเมืองของประเทศอย่างไร คดีของเธอเป็นเครื่องเตือนใจว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แม้แต่ผู้ที่เคยมีอำนาจและอิทธิพลมากที่สุด หากพบว่ามีความผิดจริง

การที่อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งต้องเข้าไปอยู่ในห้องขังเดี่ยวที่นอน แสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมสามารถดำเนินไปได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม

สิทธิพิเศษที่อาจได้รับ

ถึงแม้จะมีการยืนยันว่า คิม กอน ฮี จะได้รับการปฏิบัติเหมือนผู้ต้องขังทั่วไป แต่ก็มีความกังวลว่าเธออาจได้รับสิทธิพิเศษบางอย่างเนื่องจากสถานะทางสังคมของเธอ การจับตาดูการดำเนินงานของเรือนจำและกระบวนการยุติธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรมและเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย

ที่มา – ห้องขังเดี่ยว-ที่นอน สิทธิพิเศษสำหรับ “คิม กอน ฮี” อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้

ทหารกัมพูชาวางตาข่ายป้องกันโดรนทิ้งระเบิด 61 จุด

กองทัพภาคที่ 2 รายงานสถานการณ์ชายแดนล่าสุดว่า “ทหารกัมพูชา” ได้ติดตั้งตาข่ายป้องกันการโจมตีจากโดรนใน 61 พื้นที่ ขณะที่ฝั่งไทยยังพบโดรนบินในศรีสะเกษ กองทัพยังคงตรึงกำลังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่ามีลวดหนามหีบเพลงเพียงพอต่อการใช้งาน

ทหารกัมพูชาวางตาข่ายป้องกันโดรนทิ้งระเบิดในพื้นที่ 61 แห่ง

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้แถลงการณ์ถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา โดยสรุปสถานการณ์ ณ เวลา 14.00 น. ดังนี้

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ที่น่าสนใจคือ ทหารกัมพูชาได้เปิดเผยข้อมูลการติดตั้งตาข่ายป้องกันการทิ้งระเบิดจากอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ในพื้นที่ของกัมพูชาจำนวน 61 แห่ง นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) จำนวนหลายลำในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังคงมีการตรึงกำลังที่ฐานปฏิบัติการในพื้นที่อธิปไตยของไทย และยังไม่มีรายงานการปะทะใดๆ ฝ่ายไทยยังคงเตรียมพร้อมและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยยึดมั่นตามข้อตกลงของการประชุม GBC ที่ผ่านมา

ภารกิจต่อเนื่อง: การเก็บกู้วัตถุระเบิดและการช่วยเหลือประชาชน

ชุดทำลายล้างวัตถุระเบิด (EOD) ยังคงปฏิบัติการตรวจสอบพื้นที่เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำลายวัตถุระเบิดที่อาจตกค้าง และตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยต่างๆ โดยเน้นย้ำให้ประชาชน หากพบวัตถุต้องสงสัยใดๆ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบต่อไป

ในส่วนของการดำเนินงานด้านจิตอาสา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายชำนาญ ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นำแจกันดอกไม้และสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ณ โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและแสดงถึงความห่วงใยของพระองค์ที่มีต่อกำลังพลที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

นอกจากนี้ กำลังพลจิตอาสาพระราชทานจากมณฑลทหารบกที่ 25 และกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 รวม 16 นาย ได้ร่วมกันบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือสิบเอก พีรพล เพียขันที สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2610 ซึ่งเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลสุรินทร์ หลังได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบริเวณจุดตะโมก พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ โดยสามารถบริจาคโลหิตได้รวมทั้งสิ้น 7,200 ซีซี

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จังหวัดสุรินทร์ โดยหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุรินทร์ พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้ขนย้ายสิ่งของบริจาคจากหอประชุมศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่อำเภอพนมดงรักและอำเภอกาบเชิง โดยได้รับการสนับสนุนรถปฏิบัติการจำนวน 3 คัน จากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 5 นครราชสีมา เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

กองทัพภาคที่ 2 ขอขอบคุณรัฐบาล หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และประชาชนทุกภาคส่วน ที่ได้ให้การสนับสนุนลวดหนามหีบเพลงมายังกองทัพภาคที่ 2 อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา การสนับสนุนดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความพร้อมด้านการป้องกันพื้นที่และการรักษาความมั่นคงของประเทศ

ปัจจุบัน กองทัพภาคที่ 2 ได้รับลวดหนามหีบเพลงเพียงพอต่อความต้องการใช้งานแล้ว เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดการรับเกินความจำเป็น จึงขอประกาศปิดการรับการสนับสนุนลวดหนามหีบเพลงไว้แต่เพียงเท่านี้

กองทัพภาคที่ 2 ขอขอบคุณทุกความร่วมมือและน้ำใจจากทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันสนับสนุนภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ และขอให้ทุกท่านมั่นใจว่ากองทัพภาคที่ 2 จะใช้ทรัพยากรที่ได้รับอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ

สุดท้ายนี้ กองทัพภาคที่ 2 ยังคงขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในการป้องกันการรับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือบิดเบือน ขอให้ประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากช่องทางอย่างเป็นทางการเท่านั้น เช่น เพจ “กองทัพบก” และเพจ “กองทัพภาคที่ 2” ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงต่อสถานการณ์ในพื้นที่ และสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้องและทันเวลา

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การที่ ทหารกัมพูชา ดำเนินการวางตาข่ายป้องกันโดรนทิ้งระเบิดถึง 61 จุด แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดในพื้นที่ กองทัพไทยเองก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น

ที่มา – เผย “ทหารกัมพูชา” ได้มีการวางตาข่ายป้องกันโดรนทิ้งระเบิดในพื้นที่ 61 แห่ง

วิกฤติ! **ไฟป่ารุนแรง** ถล่มกรีซ-สเปน

สถานการณ์น่าเป็นห่วง! ไฟป่ารุนแรงกำลังโหมกระหน่ำหลายประเทศในยุโรปตอนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรีซและสเปน ส่งผลให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย นักวิทยาศาสตร์ออกมาเตือนว่าภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คลื่นความร้อนทวีความรุนแรงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อวิกฤตไฟป่ารุนแรงในยุโรปตอนใต้

ไฟป่ารุนแรงในกรีซและสเปน

ในกรีซ นักดับเพลิงกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อควบคุมไฟป่ารุนแรงที่ลุกลามอย่างรวดเร็วบริเวณชานเมืองปาทรัส ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสามของประเทศ ไฟได้เผาผลาญบ้านเรือนและธุรกิจจำนวนมากในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ รวมถึงเกาะซาคินทอสและเกาะเคฟาโลเนีย ซึ่งต้องเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังมีรายงานไฟป่ารุนแรงในเกาะคีออสและพื้นที่แผ่นดินใหญ่ทางตะวันตก หน่วยป้องกันพลเรือนได้ออกประกาศเตือนภัยผ่านทางโทรศัพท์มือถือมากกว่า 20 ครั้ง พร้อมทั้งคำสั่งอพยพและคำแนะนำด้านความปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ขณะเดียวกัน ในสเปน ไฟป่ากำลังเผาผลาญพื้นที่หลายแห่งทั่วคาบสมุทรไอบีเรีย ท่ามกลางคลื่นความร้อนจัดที่แผ่ปกคลุม โดยบางพื้นที่อุณหภูมิสูงถึง 44 องศาเซลเซียส นักดับเพลิงสามารถควบคุมไฟที่ปะทุขึ้นนอกกรุงมาดริดเมื่อคืนวันจันทร์ได้แล้วเป็นส่วนใหญ่ แต่สถานการณ์ยังคงน่ากังวล ล่าสุด มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ 1 ราย และพื้นที่กว่า 6,250 ไร่ถูกเผาทำลาย ไฟป่าในแคว้นคาสตีลและเลออน อันดาลูเซีย และกาลิเซีย ยังคงมีการออกคำสั่งอพยพประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ในโปรตุเกส เจ้าหน้าที่กว่า 700 นายกำลังต่อสู้กับไฟป่าในเมืองทรันโกโซ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดวิกฤตในยุโรปตะวันตกเฉียงใต้ อุณหภูมิในบางพื้นที่พุ่งสูงถึง 43 องศาเซลเซียส ทำให้การดับไฟเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ผลกระทบจากไฟป่า

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ไฟป่าในยุโรปเกิดขึ้นบ่อยครั้งและยากต่อการควบคุมมากขึ้น สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อชุมชน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียบ้านเรือน ที่ทำกิน ทรัพยากรธรรมชาติ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

ผลกระทบระยะยาวที่เกิดจากไฟป่ารุนแรงเหล่านี้ยังส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และวัฏจักรของน้ำ การฟื้นฟูพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ต้องใช้เวลานานและใช้งบประมาณจำนวนมาก

  • ผลกระทบต่อสุขภาพ: ควันและฝุ่นละอองจากไฟป่าส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการแสบตา แสบจมูก ไอ หายใจลำบาก และอาจเป็นอันตรายต่อผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืดและโรคหัวใจ
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ: ไฟป่าทำลายพืชผลทางการเกษตร ปศุสัตว์ และทรัพย์สิน ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการได้รับความเสียหายอย่างหนัก นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง
  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: ไฟป่าทำลายป่าไม้และสัตว์ป่า ทำให้สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และส่งผลกระทบต่อวัฏจักรของน้ำ

การป้องกันและรับมือกับไฟป่ารุนแรงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าระวัง การดับไฟ การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการวางแผนจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืน เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบจากไฟป่าในอนาคต

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการป้องกันไฟป่าได้ เริ่มต้นง่ายๆ จากการไม่ทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพื้น ไม่เผาขยะหรือวัชพืช และแจ้งเหตุไฟไหม้ให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที

ที่มา – ไฟป่ารุนแรงถล่มกรีซ-สเปน ท่ามกลางคลื่นความร้อนยุโรปยังไม่ทุเลา

เพื่อไทยส่ง “สง่า” ลงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย

การรับสมัครเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 วันแรกเป็นไปอย่างเงียบเหงา โดยในช่วงเช้ามีผู้สมัครเพียงรายเดียวคือ นายสง่า พรมเมือง จากพรรคเพื่อไทย ได้หมายเลข 1 ไปครอง ท่ามกลางการให้กำลังใจจากนายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายยงยุทธ ติยะไพรัช ที่มาร่วมหาเสียงและย้ำว่า การเลือกเพื่อไทยคือการเลือกอยู่ฝ่ายรัฐบาล

เพื่อไทยส่ง “สง่า” ลงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย-รับสมัครวันแรกยังเงียบเหงา

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 บรรยากาศการรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงราย เขต 7 เพื่อแทนตำแหน่งที่ว่างลงของนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี ทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้มีการรับสมัครเลือกตั้งซ่อม ตั้งแต่วันที่ 13-17 สิงหาคม 2568 ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงแสน โดยมีนายชูชาติ สุขสงวน ผอ.กกต.เชียงราย มาร่วมสังเกตการณ์และอำนวยความสะดวก

ในช่วงเช้าวันแรกของการเปิดรับสมัคร มีเพียงชาวบ้านที่เป็นกองเชียร์ของนายสง่า พรมเมือง อดีต ส.อบจ.เขตเชียงแสน และผู้สมัครในนามพรรคเพื่อไทย ประมาณ 100 คน สวมเสื้อแดงชูป้ายรูปและชื่อ ร่วมให้กำลังใจอย่างอบอุ่น ส่วนผู้สมัครจากพรรคการเมืองอื่นยังไม่ปรากฏตัว ทำให้เมื่อถึงเวลา 08.30 น. มีเพียงนายสง่า พรมเมือง ตัวแทนพรรคเพื่อไทยมายื่นใบสมัครแต่เพียงผู้เดียว และได้หมายเลข 1 ไปโดยปริยาย

นายชูชาติ สุขสงวน ผอ.กกต.เชียงราย กล่าวว่า ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ก.) การเลือกตั้ง สส.เชียงราย เขต 7 เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง และกำหนดให้มีการรับสมัครในวันที่ 13-17 สิงหาคม 2568 ณ หอประชุม อ.เชียงแสน จ.เชียงราย วันนี้เป็นการรับสมัครวันแรก มีผู้สมัครมายื่นสมัครเพียงพรรคเดียว ช่วงก่อน 08.30 น. เจ้าหน้าที่เขตเลือกตั้งที่ 7 กกต.เขต ผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เตรียมความพร้อมของสถานที่รับสมัครเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการร้องเรียนใดๆ เกิดขึ้น

ผอ.กกต.เชียงราย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ปฏิบัติตามกฎหมายการเลือกตั้งอย่างเคร่งครัดในการหาเสียง และเป็นไปตามประกาศของ กกต. ว่าด้วยการหาเสียงและข้อห้ามในการหาเสียง

นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครในนามพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สาเหตุที่ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.เชียงราย เขต 7 ในครั้งนี้ เนื่องจากต้องการเข้ามาสานต่อนโยบายของพรรค และเป็นตัวแทนประชาชนในพื้นที่เขต 7 ซึ่งประกอบด้วย อ.เชียงแสน อ.เวียงแก่น อ.ดอยหลวง อ.เชียงของ และ อ.แม่จัน (ต.จันจว้า และ ต.จันจว้าใต้) รู้สึกตื่นเต้นที่พรรคเลือกตนลงสมัคร สส.ในเขต 7 แต่นโยบายหลักที่ใช้หาเสียงคือ การดูแลปากท้องความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค และพัฒนาการท่องเที่ยวและกีฬา

นโยบายหลักของสง่า พรมเมือง ผู้สมัครเพื่อไทย

สำหรับการลงสมัครเลือกตั้งครั้งนี้ ตนมองว่าเป็นการแข่งขันโดยเสรี ตนเป็นตัวเลือกให้ประชาชนเขต 7 ได้พิจารณา หากได้รับเลือกจะทำงานให้ดีที่สุด ด้วยความซื่อสัตย์และความขยันทุ่มเท หลังจากนี้จะเร่งลงพื้นที่พบปะประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าหลายคนมองว่ากระแสพรรคเพื่อไทยอยู่ในช่วงขาลง ตนมองว่าตนเองเป็นตัวแทนพรรคที่เป็นแกนนำรัฐบาล สามารถนำงบประมาณมาพัฒนาพื้นที่ได้ และเชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจในจุดนี้

“สมศักดิ์” ย้ำ เลือกเพื่อไทย อยู่ฝ่ายรัฐบาล แก้ปัญหาได้ทันที

หลังจากเสร็จสิ้นการรับสมัคร นายสง่า ได้เดินทางกลับบ้านที่บ้านป่าสักน้อย ม.12 ต.ป่าสัก อ.เชียงแสน ซึ่งมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคเพื่อไทย และนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภา มาให้กำลังใจและแนะนำตัวผู้สมัครให้ชาวบ้านในพื้นที่

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันสำคัญ จึงลาราชการมาช่วยนายสง่า ซึ่งพรรคเพื่อไทยมอบหมายให้ตนมา ซึ่งทำเห็นจุดเด่นของนายสง่า เหมือนตนเกือบ 100% เพราะเป็นวิศวกรไฟฟ้าเหมือนกัน เริ่มต้นทางการเมืองด้วยการเป็น สจ.สมัยแรกเหมือนกัน และบ้านอยู่ในชนบทเหมือนกัน มั่นใจว่าคนเป็นวิศวกรอยู่ในสภาฯ มีไม่กี่คน แต่ถ้าได้เป็น สส.แล้วจะเป็นนาน และเติบโตทางการเมืองได้ จึงขอให้ประชาชนสนับสนุนนายสง่า เพราะมีความเข้าใจเรื่องการเกษตรเป็นอย่างดี ก็จะสามารถช่วยประชาชนได้ทันที ที่สำคัญการเลือกตั้งครั้งนี้ นายสง่าคือฝ่ายรัฐบาล แต่คู่แข่งน่าจะมาจากฝ่ายค้าน ดังนั้นเวลามีปัญหานายสง่าก็สามารถประสานรัฐบาลได้ทันที

นายยงยุทธ กล่าวว่า การแก้ปัญหาต้องเอาคนที่มีประสบการณ์ อย่าเอาคนอ่อนประสบการณ์เข้าไป เพราะประชาชนมีปัญหาที่จะให้ช่วยเหลือ เขาจะไม่สามารถทำได้ แต่นายสง่าสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ เนื่องจากมีประสบการณ์และความเข้าใจพื้นที่เป็นอย่างดี

ส่วนความเคลื่อนไหวของผู้สมัครจากพรรคอื่น ขณะนี้พบว่ามี น.ส.มิรันตี บุญแก้ว ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งก่อนสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนประมาณ 1 หมื่นกว่าคะแนน แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้หันไปซบพรรคพลังประชารัฐ แต่ยังไม่ปรากฏตัว คาดว่าหากไม่ติดเงื่อนไขการย้ายพรรคก่อนรับสมัคร 30 วัน น.ส.มิรันตีอาจจะมาสมัครในนามพรรค พปชร. หรือถ้าติดเงื่อนไขดังกล่าว อาจจะต้องลงสมัครในนามอิสระแทน ส่วนพรรคประชาชนซึ่งในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด มีนายประหยัด เสียงดัง หรือ ทนายไก่ เป็นตัวแทนพรรค ได้คะแนนประมาณ 2 หมื่นกว่าคะแนน ตามหลังนายพิเชษฐ์จากพรรคเพื่อไทย แต่รอบนี้พรรคประชาชนเปิดเกมเงียบ จนถึงวันนี้ยังไม่ประกาศตัวผู้สมัครอย่างเป็นทางการ แต่มีข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร

การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้มีความสำคัญต่ออนาคตของเชียงราย เขต 7 อย่าลืมออกไปใช้สิทธิของท่าน

ที่มา – เพื่อไทย ส่ง “สง่า” ลงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย-รับสมัครวันแรกยังเงียบเหงา

กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุผล ขอรับบริจาคลวดหนาม

กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงเหตุผลในการขอรับบริจาค ลวดหนามหีบเพลง โดยยืนยันว่าเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนในการป้องกันกำลังพลและอธิปไตยของชาติ

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ประชาชนเกี่ยวกับกรณีการขอรับการสนับสนุนลวดหนามหีบเพลงที่ผ่านมา

กองทัพภาคที่ 2 ขอรับบริจาค “ลวดหนามหีบเพลง” เพราะอะไร?

ทางกองทัพฯ ระบุว่า ลวดหนามหีบเพลงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัยของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมในการป้องกันอธิปไตยของชาติอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันทำให้ความต้องการลวดหนามหีบเพลงมีมากกว่ากำลังการผลิตและการจัดหาที่มีอยู่

ด้วยความจำเป็นในการเร่งเสริมสร้างความมั่นคงเพื่อป้องกันอธิปไตย กองทัพภาคที่ 2 จึงขอความร่วมมือจากประชาชนที่มีความประสงค์จะสนับสนุน โดยสามารถส่งมอบลวดหนามหีบเพลงไปยังฝ่ายกิจการพลเรือน กองกำลังสุรนารีได้โดยตรง

ทั้งนี้ ขนาดของลวดหนามหีบเพลงที่ได้ประกาศความต้องการไว้เดิมคือ เส้นผ่าศูนย์กลาง 100 เซนติเมตร แต่เนื่องจากหาได้ยากในท้องถิ่น จึงสามารถใช้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 90 เซนติเมตรแทนได้ ซึ่งยังคงสามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กองทัพภาคที่ 2 ขอขอบคุณทุกแรงสนับสนุนและความเข้าใจจากประชาชน และยืนยันว่าจะปฏิบัติภารกิจด้วยความมุ่งมั่นและเต็มกำลัง เพื่อความปลอดภัยของประเทศชาติและความสงบสุขของพี่น้องประชาชนทุกคน

ขนาดลวดหนามหีบเพลงที่ กองทัพภาคที่ 2 ต้องการ

  • เดิม: เส้นผ่าศูนย์กลาง 100 ซ.ม.
  • ปัจจุบัน: สามารถใช้เส้นผ่าศูนย์กลาง 90 ซ.ม. แทนได้

ลวดหนามหีบเพลง มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันพื้นที่และควบคุมการเคลื่อนที่ของบุคคลหรือยานพาหนะ ด้วยคุณสมบัติที่แข็งแรง ทนทาน และติดตั้งง่าย ทำให้เป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับหน่วยงานด้านความมั่นคง

การขอรับบริจาค ลวดหนามหีบเพลง ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพภาคที่ 2 ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านความมั่นคง และพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ การสนับสนุนจากประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายนี้

การที่กองทัพภาคที่ 2 ออกมาชี้แจงเหตุผลในการขอรับบริจาค ลวดหนามหีบเพลง แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความตั้งใจจริงในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ การร่วมมือร่วมใจของประชาชน จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” แจงเหตุผลขอรับบริจาค “ลวดหนามหีบเพลง” ขอบคุณทุกความเข้าใจ

สภาฯ ถกงบประมาณ 2569: ฝ่ายค้านจวกยับ!

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา งบประมาณ 2569 วาระ 2 เป็นไปอย่างเข้มข้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์การจัดสรร งบประมาณ 2569 ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยมองว่าโครงการต่างๆ มีความซ้ำซ้อนและไม่ตรงจุด

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎรได้มีการประชุมพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 ซึ่งมีวงเงินรวม 3.78 ล้านล้านบาท โดยนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในการประชุม

ก่อนเริ่มการอภิปราย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้แจ้งให้ทราบถึงพระบรมราชโองการแต่งตั้ง นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 จากนั้นจึงเริ่มการอภิปรายงบประมาณ 2569

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ได้ชี้แจงว่า กรรมาธิการฯ ได้ปรับลดงบประมาณลง 8,920 ล้านบาท โดยพิจารณาจากความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ความคุ้มค่า และศักยภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ จากนั้นได้นำงบประมาณส่วนนี้ไปปรับเพิ่มให้กับหน่วยงานต่างๆ อาทิ งบกลาง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการปรับลดและเพิ่มงบประมาณนั้น กรรมาธิการฯ ได้ให้ความสำคัญกับความพร้อม ศักยภาพของหน่วยงาน และภารกิจในการสนับสนุนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงผลประโยชน์ของประชาชน โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สภาฯ ถกงบประมาณ 2569

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายในมาตรา 4 เกี่ยวกับวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2569 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท โดยเสนอให้ตัดลดงบประมาณปี 2569 เพิ่มอีก 5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากคาดการณ์ว่า GDP ในปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.9% เท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ลดลง โดยคาดว่าจะมีการจัดเก็บรายได้พลาดเป้าไปเกือบ 6.4 หมื่นล้านบาท ทั้งจากภาษีสรรพสามิตและภาษีสรรพากร นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังกล่าวอีกว่า ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับภาวะความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลก แต่การจัดทำงบประมาณกลับไม่ได้เตรียมการรองรับ ทำให้ไม่มีงบประมาณสำหรับการพยุงหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะที่ใกล้จะชนเพดาน โดยคาดว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 หนี้สาธารณะจะสูงถึง 66% และในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเป็น 69% ซึ่งใกล้เคียงกับเพดานที่ 70% ดังนั้นจึงจำเป็นต้องประหยัดงบประมาณรายจ่ายในปี 2569 แต่การที่กรรมาธิการฯ ปรับลดงบประมาณได้เพียง 8.9 พันล้านบาทนั้น เหมือนกับว่าไม่ได้ตระหนักถึงวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังรออยู่ข้างหน้า การจัดทำงบประมาณในลักษณะนี้ไม่สามารถตอบโจทย์สงครามการค้าได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตัดลดงบประมาณลงเพื่อประหยัดไว้ใช้ในยามที่เกิดวิกฤติจริงๆ

ความซ้ำซ้อนของงบประมาณ 2569

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงความซ้ำซ้อนในการจัดทำงบประมาณ 2569 ใน 3 ด้าน ได้แก่:

  1. แยกกันทำ: มีโครงการที่คาบเกี่ยวกับภารกิจของหลายหน่วยงาน แต่หน่วยงานต่างๆ เลือกที่จะต่างคนต่างทำมากกว่าที่จะร่วมมือกัน
  2. แย่งกันทำ: มีความซ้ำซ้อนในภารกิจของแต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจน
  3. ย้ายออกไปทำ: หลายหน่วยงานถูกตั้งขึ้นมาด้วยภารกิจที่เสี่ยงต่อการซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว หากมีการศึกษาและพิจารณาควบรวมหน่วยงานอย่างจริงจัง จะทำให้โครงการมีความสะเปะสะปะน้อยลง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากยังไม่สามารถลดความซับซ้อนในการจัดทำงบประมาณที่แทรกซึมอยู่ในทุกหน่วยราชการได้ ก็จะไม่เหลืองบประมาณเพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหาของประชาชน

น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงงบประมาณสำหรับอาสาสมัครของแต่ละกระทรวง ซึ่งหลายพรรคการเมืองพยายามที่จะใช้เครือข่ายอาสาสมัครต่างๆ เพื่อหวังผลทางการเมือง โดยกล่าวว่าประชาชนไม่ได้โง่และสามารถมองออกว่านักการเมืองใช้เครื่องมือเหล่านี้ทำอะไร การที่ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) สามารถปฏิบัติภารกิจบางอย่างจนสำเร็จลุล่วงได้ ทำให้กระทรวงอื่นๆ ทำตาม เช่น อาสาสมัครของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ อาสาสมัครของกระทรวงดิจิทัล อาสาสมัครของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาสาสมัครของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีอยู่เกือบทุกกรม

น.ส.รักชนก เสนอว่า รัฐบาลควรรวบรวมอาสาสมัครทั้งหมดมาไว้ด้วยกันและจัดสรรงบประมาณให้เพียงกระทรวงเดียว หากทุกกระทรวงมีอาสาสมัครทั้งหมด จะเป็นภาระงบประมาณที่ซ้ำซ้อน เนื่องจากในหลายพื้นที่ อสม. ทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครในทุกด้าน เช่น อาสาสมัครพัฒนาสังคม อาสาสมัครดิจิทัล อาสาสมัครเกษตร ซึ่งคนๆ เดียวดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่ง ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณซ้ำซ้อนและถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงในการปฏิบัติการบางอย่าง น.ส.รักชนก ไม่เห็นด้วยกับการนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบางพรรคการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีในกระทรวงนั้นๆ และมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

การพิจารณางบประมาณ 2569 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะการจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใส จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – สภาฯ ถกงบประมาณ 2569 วาระ 2 สส.พรรคประชาชนอัดจัดงบฯ ไม่รองรับวิกฤติเศรษฐกิจ

เปิดประวัติ วัดเครือวัลย์ วรวิหาร เขตบางกอกใหญ่

จากกรณีกระแสข่าว เจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์ วรวิหาร ได้ส่งตัวแทนแจ้งความตำรวจกองปราบ กรณีถูกปลอมลายเซ็น เบิกถอนเงินออกจากบัญชีวัดไปกว่า 65 ล้านบาท จนปัจจุบันยอดเงินในแต่ละบัญชีเหลือไม่เกิน 500 บาท เป็นผลทำให้ประชาชนหลายคนต่างให้ความสนใจกับ “วัดเครือวัลย์ วรวิหาร” เป็นจำนวนมาก ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งในวัดเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน ในย่านบางกอกใหญ่

เปิดประวัติ “วัดเครือวัลย์ วรวิหาร” วัดเก่าแก่ เขตบางกอกใหญ่

สำหรับวัดเครือวัลย์วรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ในสังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ในแขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แน่ชัดเกี่ยวกับพุทธศักราชในการก่อสร้าง แต่ปรากฏข้อมูลในหนังสือตำนานพระอารามหลวงและทำเนียบสมณศักดิ์ ของเจ้าพระยาวิชิตวงษ์วุฒิไกรว่า ก่อสร้างขึ้นในรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทั้งนี้ จากพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 3 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ยังปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างวัดแห่งนี้ว่า ในช่วงเริ่มแรกนั้น วัดเครือวัลย์ ก่อสร้างโดยเจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย บุณยรัตพันธุ์) หากแต่ยังไม่ทันสร้างแล้วเสร็จ เจ้าพระยาอภัยภูธรก็ถึงแก่อสัญกรรม เจ้าจอมเครือวัลย์ ผู้เป็นบุตรีจึงดำเนินการก่อสร้างวัดต่อ แล้วถวายเป็นพระอารามหลวง จนได้รับพระราชทานนามว่า “วัดเครือวัลย์ วรวิหาร” มาจนปัจจุบัน จึงคาดการณ์กันว่า คำว่า “เครือวัลย์” ในชื่อวัด น่าจะมีที่มามาจากชื่อของเจ้าจอมเครือวัลย์ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างวัดต่อจนแล้วเสร็จ

“วัดเครือวัลย์ วรวิหาร” หนึ่งในพระอารามหลวงที่สำคัญของกรุงเทพฯ

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน วัดเครือวัลย์ วรวิหาร นับว่าเป็นหนึ่งในพระอารามหลวงที่มีความสำคัญในกรุงเทพฯ ดังในตำนานพระอารามหลวง และทำเนียบสมณศักดิ์ ว่าได้รับพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการปฏิสังขรณ์พระอารามจากพระมหากษัตริย์ในหลายรัชกาล ทั้งในสมัยรัชกาลที่ 3, 4 และรัชกาลที่ 5 โดยปรากฏว่าในอดีต ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ปฏิสังขรณ์เป็นครั้งคราวและได้เสด็จพระราชดำเนินทรงทอดผ้าพระกฐิน เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2393

ต่อมาเจ้าพระยาภูธราภัย (นุช บุณยรัตพันธุ์) ได้ปฏิสังขรณ์วัด และสร้างเจดีย์ 2 องค์ สำหรับบรรจุอัฐิคนในตระกูลบุณยรัตพันธุ์ หรือผู้เกี่ยวเนื่องทางตระกูล และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงปฏิสังขรณ์และทรงสร้างพระเจดีย์องค์เดี่ยว

และมีหลักฐานที่ปรากฏว่า ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร นำผ้าพระกฐินหลวงมาทอด ณ วัดเครือวัลย์วรวิหาร เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2442

ศาสนสถานที่สำคัญในวัดเครือวัลย์ วรวิหาร

1. พระอุโบสถทรงไทย ที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นโบราณสถาน เนื่องจากผนังภายในพระอุโบสถมีภาพเขียนสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นภาพชาดกเรื่องพระเจ้า 500 ชาติที่งดงามมาก ซึ่งไม่มีที่อื่นอีก โดยมีขนาด กว้าง 7.70 เมตร ยาว 16.25 เมตร หลังคาลด 2 ชั้น ประดับช่อฟ้าใบระกา หน้าบันตกแต่งด้วยปูนปั้นเป็นลายดอกไม้ ระเบียงและมุขปูด้วยหินอ่อน ซุ้มประตู หน้าต่างทำด้วยปูนปั้นเป็นลายดอกไม้ลงรักปิดทอง บานประตูด้านนอกสลักรูปต้นไม้ ดอกไม้ และรูปนก ลงรักปิดทอง ด้านในเป็นรูปฉัตร 7 ชั้น สอดสีมีทหารแบก ส่วนบานหน้าต่างด้านนอก ลวดลายเช่นเดียวกับบานประตูแต่ทำด้วยปูนปั้น

2. พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ หล่อด้วยโลหะลงรักปิดทอง สูงประมาณ 4 วา ประดิษฐานบนฐานชุกชีรูปบัวหงายนูนเด่น มีพระอัครสาวก คือ พระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะ ยืนอยู่ด้านขวาและซ้าย

ภาพจากเฟซบุ๊ก : วัดเครือวัลย์ วรวิหาร
ภาพจากเฟซบุ๊ก : วัดเครือวัลย์ วรวิหาร

3. ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถทั้ง 4 ด้าน เป็นภาพชาดก เรื่อง พระเจ้า 500 ชาติ ใช้ลายกั้นเป็นช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด 83-84 เซนติเมตร กรอบเขียนลายเนื่องเป็นลายก้านต่อดอกใบเทศ แต่ละช่องเขียนเรื่องพระชาติของพระพุทธเจ้าไว้ 1 พระชาติ ภาพเขียนเหล่านี้ เป็นฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 3 มีความวิจิตรงดงาม เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของวัดนี้ และกรมวิชาการยังได้จัดทำขึ้นเป็นหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตและกลุ่มสร้างเสริมลักษณะนิสัย ระดับประถมศึกษา และกลุ่มวิชาสังคมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา

4. พระวิหาร มีรูปทรงและขนาดเดียวกับพระอุโบสถ ตั้งอยู่ด้านขวาพระอุโบสถ ภายในไม่มีภาพเขียนใด ๆ พระประธาน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้างประมาณ 2 วา

วัดเครือวัลย์ วรวิหาร เป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม หากมีโอกาสอย่าลืมแวะไปเยี่ยมชมความงดงามของวัดแห่งนี้

ที่มา – เปิดประวัติ “วัดเครือวัลย์ วรวิหาร” วัดดังเก่าแก่ ในเขตบางกอกใหญ่

คิม จองอึน หนุนรัสเซียเต็มที่ ก่อนคุยทรัมป์-ปูติน

“คิม จองอึน” ประกาศหนุนรัสเซียเต็มที่ โทรคุยปูตินก่อนซัมมิต “ทรัมป์-ปูติน” ที่จะมีขึ้นในรัฐอะแลสกา ในวันศุกร์นี้

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ของเกาหลีเหนือ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ได้แสดงการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อรัสเซีย ระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เมื่อวันอังคาร (12 ส.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่สื่อเกาหลีเหนือรายงานข่าวการโทรพูดคุยระหว่างผู้นำกับผู้นำต่างชาติ

รายงานข่าวระบุว่า ผู้นำเกาหลีเหนือย้ำจุดยืนการซื่อสัตย์ต่อสนธิสัญญาป้องกันร่วมกับรัสเซีย พร้อมสนับสนุนทุกมาตรการของรัสเซีย ด้านประธานาธิบดีปูตินชื่นชมทหารเกาหลีเหนือที่ร่วมปลดปล่อยเมืองคูร์สก์ ก่อนพบผู้นำสหรัฐฯ 15 ส.ค.นี้

ด้านปูติน ได้กล่าวชื่นชมความกล้าหาญ วีรกรรม และจิตวิญญาณเสียสละ ของทหารกองทัพเกาหลีเหนือที่มีส่วนร่วมในการปลดปล่อยเมืองคูร์สก์ ซึ่งถือเป็นดินแดนของรัสเซีย

ทั้งนี้ การสนทนาระหว่างผู้นำเกาหลีเหนือกับรัสเซีย มีขึ้นก่อนการประชุมซัมมิตระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับปูติน ที่จะจัดขึ้นในรัฐอะแลาสกา วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคมนี้ เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามรัสเซีย–ยูเครน.

คิม จองอึน หนุนรัสเซียเต็มที่ ก่อนคุยทรัมป์-ปูติน

การแสดงออกถึงการสนับสนุนรัสเซียอย่างเต็มที่ของ คิม จองอึน ในครั้งนี้ สร้างความสนใจให้กับนานาชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดขึ้นก่อนหน้าการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ที่มีกำหนดจัดขึ้นในรัฐอะแลสกา

การที่ผู้นำเกาหลีเหนือออกมาให้การสนับสนุนรัสเซียอย่างชัดเจนเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ และอาจมีผลต่อการเจรจาใดๆ ที่เกิดขึ้นในการประชุมสุดยอดที่จะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ทำไม คิม จองอึน ถึงหนุนรัสเซียเต็มที่?

ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซียนั้นมีความซับซ้อนและมีมายาวนาน ทั้งสองประเทศเคยมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันในช่วงสงครามเย็น และแม้ว่าความสัมพันธ์จะมีความผันผวนไปบ้างในบางช่วง แต่ทั้งสองประเทศก็ยังคงมีความร่วมมือกันในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านการค้าและการทหาร

การที่ คิม จองอึน ออกมาสนับสนุนรัสเซียอย่างเต็มที่ในครั้งนี้ อาจเป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการที่จะแสดงออกถึงความเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย ความต้องการที่จะถ่วงดุลอำนาจกับสหรัฐอเมริกา และความต้องการที่จะได้รับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการทหารจากรัสเซีย

นอกจากนี้ การสนับสนุนรัสเซียของเกาหลีเหนือ อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังสหรัฐอเมริกาว่า เกาหลีเหนือจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากสหรัฐฯ และพร้อมที่จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ การตัดสินใจของผู้นำแต่ละประเทศล้วนมีผลกระทบต่อสถานการณ์โลก และการทำความเข้าใจถึงปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจเหล่านั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การที่ คิม จองอึน แสดงความเห็นเช่นนี้ ย่อมส่งผลต่อท่าทีของชาติตะวันตกที่มีต่อ รัสเซีย และ เกาหลีเหนือ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสมดุลอำนาจระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ในอนาคต

การที่ผู้นำเกาหลีเหนือออกมาเคลื่อนไหวเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซีย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคต

ที่มา – “คิม จองอึน” หนุนรัสเซียเต็มที่ โทรคุยปูตินก่อนซัมมิต “ทรัมป์–ปูติน” ที่อะแลาสกา วันศุกร์นี้

โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน เปิดปกติวันแรก

โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี กลับมาเปิดทำการตามปกติแล้ววันนี้ หลังเหตุปะทะบริเวณชายแดน แม้บรรยากาศโดยรวมยังคงบางตา ผู้อำนวยการโรงเรียนเผยถึงแผนรับมือหากเกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นอีก

โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน กลับมาเปิดตามปกติเป็นวันแรก

เมื่อเช้าวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานบรรยากาศที่โรงเรียนบ้านโซง ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 พบว่ามีครูและนักเรียนทยอยเดินทางมาโรงเรียนตามปกติ หลังจากที่โรงเรียนได้ปิดทำการเรียนการสอนไปตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยคณะครูและนักเรียนได้ร่วมกันทำความสะอาดบริเวณสนามฟุตบอลและพื้นที่โดยรอบโรงเรียน ก่อนที่จะร่วมกันทำกิจกรรมเคารพธงชาติ และรับฟังการชี้แจงแนวทางการปฏิบัติตนหากเกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น

นายคมสันต์ บรรเทิง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโซง กล่าวว่า ปกติโรงเรียนมีนักเรียนทั้งหมดเกือบ 500 คน แต่วันนี้มีนักเรียนมาเรียนประมาณ 300 กว่าคน อาจเป็นเพราะวันนี้เป็นวันแรกของการเปิดเรียน ผู้ปกครองหลายท่านยังไม่มั่นใจที่จะให้บุตรหลานมาโรงเรียนหลังจากที่เพิ่งผ่านพ้นสถานการณ์การปะทะมา ทั้งนี้ ในวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่เกิดเหตุปะทะกันวันแรก ทางโรงเรียนได้ทำการอพยพนักเรียนภายใน 15 นาที ถือเป็นโรงเรียนแรกในอำเภอน้ำยืนที่สามารถสั่งอพยพนักเรียนได้อย่างรวดเร็ว และทางโรงเรียนก็มีแผนเผชิญเหตุรองรับอยู่แล้วหากเกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นอีก

โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน เปิดให้บริการวันแรกเช่นกัน

ในส่วนของโรงพยาบาลในพื้นที่อำเภอน้ำยืนก็กลับมาเปิดให้บริการเป็นวันแรกเช่นกัน แต่พบว่ามีผู้ป่วยเดินทางมารับบริการทางการแพทย์ค่อนข้างบางตา ซึ่งในช่วงที่โรงพยาบาลปิดทำการนั้น ทางโรงพยาบาลได้ทำการจัดส่งยาให้กับผู้ป่วยที่บ้าน และมีผู้ป่วยบางส่วนที่จำเป็นต้องเดินทางมารับยาที่โรงพยาบาลเนื่องจากเลยกำหนดนัดมาหลายวัน

นางผาด บุญสิทธิ์ อายุ 64 ปี ชาวอำเภอน้ำยืน เปิดเผยว่า วันนี้แพทย์นัดให้มารับยาเนื่องจากเลยกำหนดนัดมาแล้ว และไม่สามารถเดินทางมารับยาได้เนื่องจากโรงพยาบาลปิดทำการ วันนี้จึงเดินทางมารับยาเอาไว้ก่อน เผื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น ซึ่งแพทย์ได้จ่ายยาให้สำหรับ 10 วัน และแจ้งว่าหากยาหมดและโรงพยาบาลยังคงปิดทำการอยู่ ทางโรงพยาบาลจะจัดส่งยาไปให้ที่บ้านแทน ช่วงเวลาเช่นนี้ ทุกคนต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และทหาร ขอให้ทุกคนปลอดภัย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของชุมชนและการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่อำเภอน้ำยืน การกลับมาเปิดทำการของ โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการกลับสู่ภาวะปกติ แม้ว่าความกังวลจะยังมีอยู่บ้าง แต่การมีแผนรับมือและความร่วมมือของทุกฝ่าย จะช่วยให้ผ่านพ้นสถานการณ์ต่างๆ ไปได้ด้วยดี

ที่มา – โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน กลับมาเปิดตามปกติเป็นวันแรก หลังเกิดเหตุปะทะ

Scroll to top