ข่าววันนี้

ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทาง

จากกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับการยุติบทบาทของศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ล่าสุดทาง ศบ.ทก. ได้ออกมาชี้แจงยืนยันว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง และปัจจุบัน ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ

ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ทางเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์เฉพาะกิจชายแดนไทย-กัมพูชา Team-Thailand ของ ศบ.ทก. ได้โพสต์ข้อความเพื่อชี้แจงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่า ยังไม่มีการยุติบทบาทของศูนย์ฯ และยังคงปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา การดำเนินงานทั้งหมดอยู่ภายใต้การพิจารณาและประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ

การประเมินสถานการณ์ดังกล่าว จะพิจารณาจากข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์และข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพื่อให้การตัดสินใจสอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติและความปลอดภัยของประชาชน ทั้งนี้ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะเป็นผู้พิจารณาและกำหนดทิศทางตามลำดับและตามกรอบอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อไป

บทบาทหน้าที่ของ ศบ.ทก.

ศบ.ทก. มีบทบาทสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หรือปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน

นอกจากนี้ ศบ.ทก. ยังมีหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ ในพื้นที่ชายแดน เช่น การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ การให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง หรือการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ต้องการเดินทางข้ามแดน

การที่ ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังคงมีความไม่แน่นอนและความท้าทายต่างๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การคงอยู่ของ ศบ.ทก. จะช่วยให้รัฐบาลสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติและความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างเต็มที่

ดังนั้น การที่ ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ จึงเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ดังกล่าว

อนาคตของ ศบ.ทก. จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ สมช. ซึ่งจะพิจารณาจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนและความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ดังกล่าว

ถึงแม้ว่า ศบ.ทก. จะยังไม่ยุติบทบาท แต่การปรับปรุงและพัฒนาการทำงานของ ศบ.ทก. ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อให้ ศบ.ทก. สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

โดยสรุปแล้ว ข่าวที่ว่า ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ นั้นเป็นความจริง และ ศบ.ทก. ยังคงปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาและกำหนดทิศทางในอนาคตของ ศบ.ทก. ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ สมช. ซึ่งจะพิจารณาจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนและความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ดังกล่าวต่อไป

ที่มา – ศบ.ทก. ยันยังไม่ยุติบทบาท รอ สมช. กำหนดทิศทางและกรอบอำนาจ

“ลุงพล” ขึ้นรถไปเรือนจำ ชู 2 นิ้ว สีหน้าเรียบเฉย

ลุงพล” เปลี่ยนชุด ก่อนขึ้นรถไปเรือนจำมุกดาหาร ชู 2 นิ้วทักทาย แต่สีหน้าเรียบเฉย คาดใช้เวลา 1-3 วัน พิจารณาคำสั่งประกันตัว สถานการณ์ล่าสุดของ ลุงพล กำลังเป็นที่จับตามองของสังคม

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 หลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้โทษ นายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล รวม 26 ปี จากเดิม 20 ปี ฐานเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผลจำคุก 15 ปี พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จำคุก 10 ปี และอำพรางศพ กระทำการใดๆ เกี่ยวกับศพ จำคุก 1 ปี

โดยนายไชย์พลได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา ศาลจังหวัดมุกดาหารพิจารณาแล้วเห็นควรส่งศาลฎีกาพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวนายไชย์พล เมื่อถึงเวลาทำการ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวจำเลยไปคุมขังยังเรือนจำระหว่างรอคำพิพากษาศาลฎีกา

ต่อมาทางป้าแต๋นพร้อมด้วยบรรดาเอฟซี ได้นำเสื้อผ้าและรองเท้าของลุงพลไปให้เจ้าหน้าที่ เพื่อเปลี่ยนก่อนขึ้นรถไปที่เรือนจำมุกดาหาร

จากนั้นเวลาประมาณ 17.30 น. รถของเรือนจำมุกดาหาร ได้นำลุงพลส่งเรือนจำ ระหว่างที่ออกมาจากศาล ลุงพล ได้ชูสองนิ้ว เพื่อเป็นการทักทายผู้สื่อข่าว โดยสีหน้าลุงพล ค่อนข้างเรียบเฉย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามขั้นตอนปกติ ศาลฎีกาจะใช้ระยะเวลาพิจารณามีคำสั่งออกมาประมาณ 1-3 วัน

“ลุงพล” ขึ้นรถไปเรือนจำ ชู 2 นิ้วทักทาย สีหน้าเรียบเฉย

คดีของลุงพลยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้โทษ ทำให้สถานการณ์ของลุงพลมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ การยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกาแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการต่อสู้คดีต่อไป

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ “ลุงพล”

หลังจากที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าว ป้าแต๋นและกลุ่มแฟนคลับได้นำสิ่งของจำเป็นมาให้ลุงพลก่อนที่จะถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำ การชูสองนิ้วทักทายของลุงพลระหว่างออกมาจากศาล แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาความเข้มแข็ง แม้ว่าสีหน้าจะค่อนข้างเรียบเฉย

การพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของศาลฎีกา คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-3 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในการตัดสินอนาคตของลุงพล

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมที่ซับซ้อน และความสำคัญของการพิจารณาคดีอย่างรอบคอบ การตัดสินใจของศาลฎีกาจะเป็นตัวกำหนดทิศทางต่อไปของคดีนี้

สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับคดีของลุงพล ควรติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง

การที่สังคมให้ความสนใจกับคดีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยและความต้องการที่จะเห็นความยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคม อย่างไรก็ตาม ควรระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็น และหลีกเลี่ยงการตัดสินผู้อื่นก่อนที่กระบวนการยุติธรรมจะสิ้นสุดลง

คดีความของ ลุงพล ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด และหวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “ลุงพล” ขึ้นรถไปเรือนจำ ชู 2 นิ้วทักทาย สีหน้าเรียบเฉย

ทนายหมอบีแจง เงินบริจาคใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์

ทนายความ “หมอบี” มองว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์ แม้จะเข้าคนละโครงการกับที่ผู้บริจาคต้องการ แต่ก็เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ส่วนเหตุผลที่ต้องมอบให้วัดเป็นเงินสด เพราะในสมัยนั้นไม่มีระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 13 ส.ค. 68 นายกสานติ์ ปัญญาชัยรักษา ทนายความของ นายเสกสันน์ หรือ หมอบี เปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดี โดยกล่าวว่า ตนมีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริงกับสังคมแทนลูกความ ขณะนี้ได้ดำเนินการส่งเอกสารหลักฐาน และชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุให้กับตำรวจกองบังคับการปราบปรามเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งรายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้ และจนถึงขณะนี้ทางตำรวจก็ยังไม่ได้มีการประสานมาขอข้อมูลเพิ่มเติม

ส่วนกรณีที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่า เงินของผู้บริจาคถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น ผู้บริจาคต้องการนำเงินไปบริจาคในโครงการไทยชีวิตโคกระบือ แต่มีการออกใบอนุโมทนาบัตรเป็นโครงการรักษาผู้ป่วย HIV ทางนายกสานติ์ บอกว่า ให้มองว่าการกระทำดังกล่าว ส่งผลให้เกิดความเสียหายหรือไม่ หรือส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินที่ผู้บริจาคตั้งใจนำไปทำบุญหรือไม่ เช่น ผู้บริจาคต้องการนำเงินไปช่วยเหลือผู้อื่น แต่มีการนำเงินไปใช้สร้างอาบอบนวด ซึ่งกรณีนี้มองว่าเป็นการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

แต่กรณีนี้ ทางหมอบีได้นำเงินไปช่วยเหลือผู้อื่น แม้จะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค แต่ก็เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งการนำเงินไปใช้หากไม่ส่งผลให้เกิดความเสียหาย หรือมีผู้ได้รับผลกระทบ ส่วนตัวก็มองว่าไม่เข้าข่ายความผิด แต่หากมองว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายได้รับผลกระทบ ส่วนตัวก็มองว่าการจะเข้าข่ายความผิดต้องดูองค์ประกอบตามหลักการของกฎหมาย ซึ่งก็จะต้องพิจารณาเป็นกรณีไป

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการนำเงินไปมอบให้วัด ว่าเหตุใดจึงไม่ใช้การโอนผ่านระบบโมบายแบงก์กิ้ง แต่ใช้การนำเงินสดไปให้แทน ทางทนายความ บอกว่าโครงการนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีระบบการโอนเงินผ่านอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้มีการสอบถามเพิ่มเติมเนื่องจากพบว่าโครงการนี้เกิดขึ้นในปี 2562 ซึ่งก็เป็นช่วงที่มีระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งแล้ว โดยทางทนายความระบุเพียงว่าไม่สามารถตอบในรายละเอียดได้

สำหรับอาการของ หมอบี ขณะนี้พบว่าเจ้าตัวเพิ่งหายจากอาการป่วย แต่ภาพรวมไม่ได้รู้สึกเครียดหรือกังวลอะไร มีเพียงอาการเหนื่อยและความรู้สึกเป็นห่วงหลวงพ่อเท่านั้น ซึ่งตั้งแต่เกิดเรื่องถึงขณะนี้ ทั้งหมอบียังไม่ได้มีการติดต่อไปหาหลวงพ่อหรือเข้าไปที่วัดเพราะมองว่ายังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่หากทางวัดต้องการให้เข้าไปชี้แจงก็พร้อมที่จะเข้าไปทันที

ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์

จากกรณีที่เกิดขึ้น ทนายความของหมอบีได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์ โดยเน้นย้ำว่าถึงแม้เงินบริจาคจะถูกนำไปใช้ในโครงการที่แตกต่างจากความตั้งใจเดิมของผู้บริจาค แต่ก็ยังคงก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงกันในสังคมอย่างกว้างขวาง

ทำไมต้องเป็นเงินสด? ทนายหมอบีมีคำตอบ

ประเด็นเรื่องการมอบเงินบริจาคเป็นเงินสดแทนการโอนผ่านระบบออนไลน์ก็เป็นอีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัย ทนายความของหมอบีได้ชี้แจงว่า ในช่วงเวลาที่โครงการเริ่มต้น ระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งยังไม่แพร่หลายเท่าปัจจุบัน ทำให้การมอบเงินสดเป็นวิธีการที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้เกิดขึ้นในปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงที่อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งเป็นที่นิยมแล้ว แต่ทนายความของหมอบีไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนนี้

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพิจารณาว่า ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์นี้ ทำให้เกิดความเสียหายหรือผลกระทบต่อใครหรือไม่ หากไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น การนำเงินไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมก็อาจจะไม่ถือว่าเป็นความผิด

การตีความและการพิจารณาความผิดทางกฎหมายในกรณีนี้จึงต้องพิจารณาจากองค์ประกอบและหลักการของกฎหมายอย่างละเอียดรอบคอบ

เรื่องราวของ ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์ ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด การทำความเข้าใจในข้อเท็จจริงและมุมมองต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์ – แจงเหตุที่ต้องให้เป็นเงินสด

คดีอดีตไวยาวัจกร ปลอมเอกสารวัดเครือวัลย์ฯ ถึงอัยการ


ความคืบหน้าล่าสุดของคดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ ที่หลายคนติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะนี้เรื่องได้ถูกส่งต่อไปยังขั้นตอนการพิจารณาของอัยการแล้ว คดีนี้เกี่ยวข้องกับการที่อดีตไวยาวัจกรและผู้ช่วยไวยาวัจกรของวัดเครือวัลย์วรวิหารถูกกล่าวหาว่าใช้เอกสารปลอมเพื่อเบิกเงินของวัดเข้าบัญชีส่วนตัว

คดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 จากกรณีที่มีการปลอมลายมือชื่อเจ้าอาวาสเพื่อเบิกถอนเงินออกจากบัญชีวัด ทางเจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์วรวิหารและตัวแทนธนาคารได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2558 ถึง 2567 โดยเงินในบัญชีธนาคารต่างๆ ของวัดเครือวัลย์มีจำนวนเหลือน้อยอย่างผิดสังเกต

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ของวัดจำนวน 7 บัญชี มีการถอนเงินออกไปถึง 240 รายการ รวมเป็นเงินจำนวนมหาศาลถึงประมาณ 320 ล้านบาท ทางธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ตรวจสอบไปยังสาขาต่างๆ รวม 6 แห่ง และพบว่ามีการนำใบถอนเงินทั้ง 240 รายการมาเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของวัด

ผลการสืบสวนชี้ให้เห็นว่า นายกฤษณ์ อุรัสยะนันท์ อดีตไวยาวัจกร และนายชัยณรงค์ นพรัตน์ อดีตผู้ช่วยไวยาวัจกร เป็นผู้ที่ทำการเบิกถอนเงินดังกล่าว ก่อนที่จะนำเงินไปฝากเข้าบัญชีส่วนตัวของตนเอง

ต่อมาในวันที่ 16 สิงหาคม 2567 ทางวัดเครือวัลย์ได้ส่งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจเข้าแจ้งความกับสถานีตำรวจนครบาลบางกอกใหญ่ เพื่อดำเนินคดีกับนายชัยณรงค์ ในข้อหา “ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ปลอมและใช้เอกสารปลอม” พร้อมทั้งออกหมายเรียกตัวนายชัยณรงค์มารับทราบข้อกล่าวหา

จากนั้นในวันที่ 11 ตุลาคม 2567 ผู้รับมอบอำนาจจากวัดเครือวัลย์ยังได้เดินทางไปแจ้งความกับกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับนายกฤษณ์ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในข้อหาเดียวกัน ซึ่งนายกฤษณ์ได้รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว

หลังจากนั้นในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ผู้รับมอบอำนาจจากธนาคารได้เข้าแจ้งความกับกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับนายกฤษณ์ และนายชัยณรงค์ ในข้อหาฉ้อโกง ปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ทั้งคู่ และส่งสำนวนพร้อมสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 และขณะนี้คดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของอัยการ

ขั้นตอนต่อไปของคดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ

เมื่อสำนวนถูกส่งไปยังอัยการ อัยการจะทำการพิจารณาสำนวนอย่างละเอียด หากเห็นว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีต่อ อัยการก็จะสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล จากนั้นกระบวนการยุติธรรมก็จะดำเนินต่อไป โดยมีการสืบพยานหลักฐาน และตัดสินคดีตามกฎหมาย

คดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเงินบริจาคของประชาชนที่ตั้งใจนำมาทำนุบำรุงวัด ดังนั้นการดำเนินคดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ อย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

  • ตรวจสอบเอกสารทางการเงินของวัดอย่างละเอียดและสม่ำเสมอ
  • กำหนดผู้มีอำนาจในการเบิกถอนเงินอย่างชัดเจน
  • ตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือของผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลการเงินของวัด
  • ให้ความรู้แก่คณะกรรมการวัดและผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการจัดการทางการเงินที่ถูกต้อง

คดีนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกวัดและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเงินบริจาค ควรมีการตรวจสอบและควบคุมภายในที่เข้มงวด เพื่อป้องกันการทุจริตและรักษาศรัทธาของประชาชน

ที่มา – คดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ อยู่ขั้นตอนอัยการ

“อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถรับใต้ดิน หลังศาล รธน. นัด 29 ส.ค.

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ เมื่อ “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค. สืบเนื่องจากกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติในคดีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน”

“อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค.

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานความเคลื่อนไหวของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยในช่วงเช้าได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงวัฒนธรรม และในเวลา 12.25 น. ได้เดินทางไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อติดตามการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2 และ 3 ซึ่งเป็นการพิจารณาวันแรก โดยเธอได้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องรับรอง

ต่อมาในช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าวเกี่ยวกับผลการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โดยศาลรัฐธรรมนูญได้นัดลงมติและฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 นางสาวแพทองธารได้ออกจากอาคารรัฐสภาโดยให้รถยนต์ส่วนตัวไปรับที่ชั้นใต้ดิน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสื่อมวลชน

ทำไม “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน?

การตัดสินใจของนางสาวแพทองธารที่ให้รถไปรับที่ชั้นใต้ดินนั้น สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ประกาศนัดลงมติในคดีสำคัญ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลให้เธอต้องการหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์หรือตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในขณะนั้น

ทั้งนี้ มีรายงานว่าในวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นางสาวแพทองธารจะเดินทางไปยังรัฐสภาอีกครั้ง เพื่อติดตามการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ 2569 ในวันที่สองของการพิจารณา

สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีสำคัญที่มีผลกระทบต่อการบริหารประเทศ

การที่ “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค. เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถานการณ์ที่ซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยการวิเคราะห์และพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

คดีนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป และจะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

การที่นางสาวแพทองธาร เลือกที่จะหลีกเลี่ยงสื่อ อาจตีความได้หลายนัยยะ ไม่ว่าจะเป็นการต้องการลดแรงกดดันทางการเมือง หรือเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในภายหลัง

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การตัดสินใจของเธอในครั้งนี้ ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังการกระทำของนักการเมือง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนควรให้ความสนใจ เพื่อให้สามารถตัดสินใจและเลือกผู้แทนที่เหมาะสมในการนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ที่มา – “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค.

ศาล รธน. สั่งแจงเพิ่ม คดี “ภูมิธรรม-ทวี” ยุ่งเลือก สว.

ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พยานบุคคลชี้แจงเพิ่มเติมภายใน 15 วัน พร้อมเรียกเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมในคดีที่เกี่ยวข้องกับนายภูมิธรรม เวชยชัย และพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ว่าจะต้องสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ จากประเด็นความขัดแย้งในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.). เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างมาก และประชาชนต่างจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างไร

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งมา เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่

ประเด็นสำคัญของคดีนี้คือ ผู้ถูกร้องทั้งสองมีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง (2) ซึ่งถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ

ฝ่ายที่ยื่นคำร้องมองว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม จึงถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ศาล รธน. สั่งแจงเพิ่ม คดี “ภูมิธรรม-ทวี” ยุ่งเลือก สว.

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปอย่างรอบคอบและถูกต้อง จึงให้เรียกพยานบุคคลและพยานเอกสารที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณา โดยกำหนดให้พยานบุคคลที่เกี่ยวข้องเสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด และจัดส่งข้อมูลพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง พร้อมรับรองความถูกต้อง ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาในคดี “ภูมิธรรม-ทวี” ยุ่งเลือก สว.

คดี ศาล รธน. สั่งแจงเพิ่ม คดี “ภูมิธรรม-ทวี” ยุ่งเลือก สว. นี้ มีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดหลายประการดังนี้:

  • ความเป็นไปได้ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของทั้งสองท่านสิ้นสุดลง
  • ผลกระทบทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นหากทั้งสองท่านต้องพ้นจากตำแหน่ง
  • ความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในอนาคต
  • ผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

ศาล รธน. สั่งแจงเพิ่ม คดี “ภูมิธรรม-ทวี” ยุ่งเลือก สว. ถือเป็นคดีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองไทย และมีผลกระทบต่อหลายภาคส่วน การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย

การที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้มีการชี้แจงเพิ่มเติมและเรียกพยานเอกสารนั้น แสดงให้เห็นว่าศาลต้องการพิจารณาคดีนี้อย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องที่สุดก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยออกมา

ประชาชนและนักวิเคราะห์ทางการเมืองต่างก็กำลังจับตามองความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด และคาดการณ์ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศไทยอย่างแน่นอน

คดีนี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญของระบบยุติธรรมของไทย และเป็นโอกาสที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ากฎหมายสามารถบังคับใช้ได้อย่างเท่าเทียมกัน และกระบวนการยุติธรรมมีความโปร่งใสและเป็นธรรม

ท้ายที่สุดแล้ว ผลการตัดสินของ ศาล รธน. สั่งแจงเพิ่ม คดี “ภูมิธรรม-ทวี” ยุ่งเลือก สว. จะเป็นอย่างไรนั้น ต้องรอติดตามอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่แน่นอนคือคดีนี้จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และจะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองและผู้ที่มีอำนาจในการปกครองประเทศ

ที่มา – ศาล รธน. สั่งแจงเพิ่มใน 15 วัน คดี “ภูมิธรรม-ทวี” ยุ่งฮั้วเลือก สว.

รวบหนุ่มเมียนมาทำร้ายลูกเลี้ยง: ดับ 1 สาหัส 1

รวบตัวหนุ่มเมียนมาทำร้ายลูกเลี้ยงแฝดชายหญิง วัย 3 ขวบ สุดท้ายดับ 1 สาหัส 1

ตำรวจบุกรวบตัวหนุ่มเมียนมาทำร้ายลูกเลี้ยงแฝดชายหญิง วัย 3 ขวบ สุดท้ายดับ 1 สาหัส 1 สารภาพทำเพราะโมโหที่เด็กร้อง อยากจะนอนเพราะเหนื่อยมาจากที่ทำงาน

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ต.อ. ศักดินา สุขมาก ผกก.สภ.ลาดหลุมแก้ว สั่งการให้จับกุมนายเนไซอู อายุ 23 ปี ชาวเมียนมา ผู้ต้องหาในคดีทำร้ายร่างกายเด็กหญิงเอ และเด็กชายบี ฝาแฝดวัย 3 ขวบ ลูกเลี้ยง จนเด็กชายบีเสียชีวิต และเด็กหญิงเออาการสาหัส

จากการสอบสวน นายเนไซอูรับสารภาพว่า ตนได้ทำร้ายลูกเลี้ยงจริง โดยอ้างว่าโมโหที่เด็กร้องเสียงดัง ทำให้ตนเองนอนหลับพักผ่อนไม่ได้

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองปทุมธานี ได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลปทุมธานีว่า มีเด็กหญิงและเด็กชาย (ฝาแฝด) วัย 3 ขวบ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยมีอาการสาหัส โดยผู้ปกครองอ้างว่าเด็กมีอาการชักเกร็ง แต่เด็กชายบีได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนเด็กหญิงเออาการยังคงน่าเป็นห่วง

มูลนิธิพบความผิดปกติในใบชันสูตร

ต่อมาทางอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูพบความผิดปกติในใบชันสูตรการเสียชีวิตของเด็กชายบี โดยแพทย์ระบุสาเหตุการตายว่า “ปอดและตับฟกช้ำ พบขั้วปอดฉีกขาด” จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ

จากการสอบสวนเพิ่มเติม นางนวยนวยอู แม่ของเด็ก ให้การว่า นายเนไซอู สามีใหม่ของตน ได้สารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุทำร้ายลูกทั้งสองจริง

จนกระทั่งวันที่ 13 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถรวบตัวหนุ่มเมียนมาทำร้ายลูกเลี้ยงแฝดชายหญิง วัย 3 ขวบ สุดท้ายดับ 1 สาหัส 1 ได้ และนำตัวมาสอบสวน โดยนายเนไซอูให้การรับสารภาพว่า ตนและนางนวยนวยอูอยู่กินกันฉันสามีภรรยาได้ 3 เดือน และพักอาศัยอยู่ที่หอพัก ในคืนเกิดเหตุ ตนกลับมาจากทำงานแล้วพบว่าเด็กทั้งสองร้องไห้เสียงดัง ตนจึงได้ทำร้ายร่างกายเด็ก

นายเนไซอู สารภาพว่าได้ตบตีเด็กทั้งสอง จับเด็กชายบีลุกขึ้นแล้วใช้มือตบไปด้านหลัง ทำให้เด็กกระเด็นไปกระแทกกับข้างฝา นอกจากนี้ยังได้ตีก้นเด็กหญิงเอด้วย

หลังจากทำร้ายเด็กแล้ว นายเนไซอูเห็นว่าเด็กมีอาการชักเกร็ง จึงได้พยายามปั๊มหัวใจและผายปอดช่วยชีวิต แต่เด็กชายบีก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา

“ผมโมโหที่เด็กร้อง ผมอยากจะนอนเพราะเหนื่อย” นายเนไซอู กล่าว

ภายหลังการสอบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายเนไซอูไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ และเตรียมนำตัวฝากขังศาลต่อไป คดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้ปกครองให้ใช้ความอดทนในการเลี้ยงดูบุตรหลาน ไม่ควรใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา เพราะอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ และขอประณามการกระทำของผู้ต้องหาที่กระทำต่อเด็กอย่างโหดร้าย

รวบตัวหนุ่มเมียนมาทำร้ายลูกเลี้ยงแฝดชายหญิง วัย 3 ขวบ สุดท้ายดับ 1 สาหัส 1 เป็นคดีที่สะเทือนใจสังคมเป็นอย่างมาก การลงมือทำร้ายเด็กเล็กๆ ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เป็นสิ่งที่สังคมไม่สามารถยอมรับได้ หวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเหมาะสม เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่สังคมต่อไป

ที่มา – รวบตัวหนุ่มเมียนมา ทำร้ายลูกเลี้ยงแฝดชายหญิง วัย 3 ขวบ สุดท้ายดับ 1 สาหัส 1

รัฐบาลโต้ “เพ็ญโบนา” โกหกหน้าตาย เร่งเปิดประชุมด่วน

จากกรณีความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อมีการกล่าวอ้างเรื่องการวางทุ่นระเบิด ล่าสุด นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ คณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ออกมาตอบโต้ นายเพ็ญ โบนา โฆษกรัฐบาลกัมพูชา อย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่า “เพ็ญโบนา” โกหกหน้าตาย ปฏิเสธเรื่องการวางทุ่นระเบิดใหม่ พร้อมเรียกร้องให้รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาเปิดประชุมด่วนเพื่อพิจารณาปัญหาการละเมิดข้อตกลงและตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ซื้อขายทุ่นระเบิด

นายจิรายุกล่าวว่า การที่รัฐบาลกัมพูชาออกมาปฏิเสธเช่นนี้ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจและเป็นการโกหกซ้ำซาก หากกัมพูชาไม่ได้วางทุ่นระเบิดจริง เหตุใดจึงปฏิเสธข้อตกลงหยุดยิงที่เสนอโดยประเทศมาเลเซียเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ซึ่งมีข้อเสนอสำคัญสองประการ ได้แก่ การจัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ค้ามนุษย์ และการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ข้อเสนอนี้ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับสิ่งที่รัฐบาลกัมพูชาพูด เพราะหากไม่ได้เป็นผู้วางทุ่นระเบิด เหตุใดจึงไม่ยอมรับข้อตกลงนี้

รัฐบาลโต้ “เพ็ญโบนา” โกหกหน้าตาย เร่งเปิดประชุมด่วน

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดความกังวลอย่างมากต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง

รัฐบาลไทยเรียกร้องอะไร?

นายจิรายุได้เรียกร้องให้รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาเปิดประชุมด่วนเพื่อพิจารณากรณีกัมพูชาละเมิดข้อตกลงสนธิสัญญาเรื่องกับระเบิดบุคคล เพื่อป้องกันการสูญเสียเพิ่มเติมและสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนหลังข้อตกลงหยุดยิง 7 สิงหาคม 2568 ซึ่งยังคงพบการวางกับระเบิดจำนวนมากในเขตอธิปไตยของประเทศไทย การดำเนินการอย่างเร่งด่วนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ นายจิรายุยังเรียกร้องให้มีการสอบสวนเพื่อเปิดเผยแหล่งที่มาของผู้ผลิตและเส้นทางการเงินของการซื้อขายทุ่นระเบิดดังกล่าว การตรวจสอบเส้นทางการเงินจะช่วยให้สามารถระบุตัวผู้สั่งซื้อกับระเบิดสังหารบุคคลจำนวนมากที่นำมาใช้ในภูมิภาคนี้ได้ ซึ่งจะนำไปสู่การป้องกันและปราบปรามการใช้ทุ่นระเบิดในอนาคต

“เพ็ญโบนา” โกหกหน้าตาย เป็นคำกล่าวหาที่รุนแรง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศ การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน การเจรจาและการตรวจสอบอย่างโปร่งใสเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่ความเข้าใจและความร่วมมือที่แท้จริง

สถานการณ์นี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของอนุสัญญาออตตาวาในการห้ามใช้ ผลิต สะสม และถ่ายโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การปฏิบัติตามอนุสัญญาอย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกประเทศ เพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตและผลกระทบระยะยาวต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ประเทศไทยในฐานะประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการวางทุ่นระเบิด ควรมีบทบาทนำในการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินการอย่างโปร่งใส ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลโต้ “เพ็ญโบนา” โกหกหน้าตาย เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความจริงจะปรากฏ และความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการสอบสวนอย่างละเอียดและเปิดเผยเท่านั้น

ที่มา – รัฐบาลโต้ “เพ็ญโบนา” โกหกหน้าตาย เรียกร้องรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาเร่งเปิดประชุมด่วน

ส.อ.ธีรพล มั่นใจระเบิดใหม่ หลังประชุม GBC

ส.อ.ธีรพล มั่นใจเป็นระเบิดที่ติดตั้งใหม่ หลังประชุม GBC

“ส.อ.ธีรพล” เปิดใจหลังสูญเสียขาซ้ายจากเหตุการณ์ลาดตระเวน มั่นใจเป็นระเบิดที่ถูกติดตั้งใหม่หลังประชุม GBC เพราะเป็นเส้นทางที่ตรวจสอบเป็นประจำ วอนผู้บังคับบัญชารับลูกชายสืบต่อหน้าที่

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 ทีมข่าวได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลสุรินทร์ เพื่อเข้าเยี่ยมและพูดคุยกับ ส.อ.ธีรพล เพียขันที ทหารพรานจู่โจมที่ 2610 ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุเหยียบกับระเบิด เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา

โดย ส.อ.ธีรพล เล่าว่า เส้นทางที่เกิดเหตุเป็นเส้นทางลาดตระเวนประจำ โดยปกติในหนึ่งสัปดาห์จะเดินลาดตระเวนเส้นทางนี้อย่างน้อย 3 ครั้ง แต่ช่วงที่มีเหตุการณ์ตึงเครียดจะเพิ่มความถี่มากขึ้น เพื่อเฝ้าระวังการแอบเข้ามาสอดแนม หรือรุกรานจากฝ่ายตรงข้าม ในฐานะหัวหน้าชุดลาดตระเวน ตนจะเป็นผู้นำเดินหน้าเสมอ เพราะมองว่าหน้าที่ของผู้นำ คือการเสียสละเพื่อความปลอดภัยของลูกทีม

และทุกครั้งที่ปฏิบัติภารกิจ ไม่มีอุปกรณ์ตรวจหาวัตถุระเบิดใช้เพียงสายตาและประสบการณ์เป็นหลัก เนื่องจากเครื่องตรวจเข้ามาใช้งานภายหลัง และตลอดกว่า 20 ปีในอาชีพทหาร ตนใช้ระบบการสังเกตและความเคยชินจนชำนาญ สามารถมองเห็นสิ่งแปลกปลอมได้อย่างแม่นยำ

สำหรับวันเกิดเหตุ ตนมั่นใจในเส้นทางนี้ เนื่องจากเคยเดินหลายครั้ง แต่กลับพบว่าระเบิดที่เหยียบเป็นการติดตั้งใหม่ทั้งหมด 4 ลูก โดยลูกแรกเป็นจุดที่ตนเหยียบ ส่วนอีก 3 ลูกที่เหลือถูกเจ้าหน้าที่เก็บกู้ขึ้นมาภายหลัง พบว่ามีสภาพใหม่เอี่ยมและถูกพรางตาด้วยใบไม้ โดยตนเชื่อว่าผู้ลงมือไม่ได้มีเป้าหมายสังหาร แต่ต้องการให้เสียอวัยวะ อีกทั้งยังมั่นใจว่าระเบิดชุดนี้เพิ่งติดตั้งหลังการประชุม GBC โดยคาดว่าน่าจะเป็นวันที่ 10 หรือ 11 สิงหาคม เพราะก่อนหน้านี้เขาเดินลาดตระเวนเส้นทางนี้แล้วยังไม่พบ

สิบเอกธีรพล ย้ำว่า ไม่เคยเชื่อใจการพูดคุยหรือเจรจากับฝ่ายกัมพูชาเลย เนื่องจากมองว่าพวกเขมร “พูดอย่างทำอย่าง” และเปรียบเหมือนหอกข้างแคร่

ปัจจุบัน อาการทางร่างกายปลอดภัยแล้ว สุขภาพโดยรวมแข็งแรงดี ยอมรับว่าตนรักและภูมิใจในอาชีพนี้มาก ตั้งแต่เข้ารับราชการทหารในปี 2543 ผ่านภารกิจทั้งในพื้นที่ภาคใต้ ภาคเหนือ และปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย–กัมพูชาตั้งแต่ปี 2554 รวมถึงได้สอบเลื่อนฐานะมา

ตนมีแรงบันดาลใจจากพี่ชายที่เป็นทหาร และได้ปฏิญาณกับตัวเองว่าจะทำหน้าที่นี้อย่างเต็มความสามารถ ไม่ให้หน่วยงานเสื่อมเสีย พร้อมถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่เล่นการพนัน และไม่ข้องเกี่ยวกับอบายมุข

แม้ปัจจุบันร่างกายไม่พร้อมกลับไปสู้เช่นเดิม แต่ตนยังมีความฝันให้ครอบครัวได้สืบสานหน้าที่นี้ จึงฝากความหวังถึงผู้บังคับบัญชา ขอให้บรรจุลูกชายเข้ารับราชการแทน เพราะเชื่อว่าลูกชายมีใจรักในงานด้านนี้เช่นเดียวกับตน และพร้อมจะมาทำหน้าที่แทนพ่อในการปกป้องแผ่นดิน

ด้าน นางสาวพุทธวรรณ โชคนัก ภรรยาของ ส.อ.ธีรพล เพียขันที เปิดเผยถึงความรู้สึกหลังสามีได้รับบาดเจ็บว่า รู้สึกดีใจที่เห็นสามีมีอาการแข็งแรงขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ในใจเต็มไปด้วยความกังวล กลัวว่าเขาจะเจ็บปวดจากบาดแผลมาก

และในฐานะภรรยาได้บอกกับตัวเองทุกวันว่าต้องเข้มแข็งให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้สามีกังวลใจ พยายามยอมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและไม่จมอยู่กับความทุกข์ เพราะสามีได้ทำหน้าที่ของเขาอย่างดีที่สุดแล้ว ในขณะเดียวกันเราก็ต้องทำหน้าที่ภรรยาที่ดีให้กับเขาเช่นเดียวกัน

วันนี้ตนภูมิใจมากที่สามีได้ทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่ในการเป็นรั้วของชาติ เหตุการณ์มันเกิดขึ้นแล้วเราก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ตอนนี้สิ่งที่อยากที่สุดคือให้เขาหายเร็วๆ และไม่ต้องเจ็บปวดจากแผลที่มีอยู่ และในตอนนี้ตนไม่ได้คิดถึงเรื่องสถานการณ์อื่นๆ เลย เพียงอยากให้สามีฟื้นตัวโดยเร็ว

ขณะเดียวกันก็เข้าใจว่าหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาดูแลในเบื้องต้นได้ทำเต็มที่แล้ว และรู้สึกภูมิใจที่ทุกคนให้ความใส่ใจต่อทหาร แม้ในตอนนี้ยังไม่ทราบว่ามาตรการดูแลและเยียวยาระยะยาวจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการเห็นสามีแข็งแรงก่อน แล้วค่อยพูดคุยถึงเรื่องอื่นต่อไป.

ความเชื่อมั่นของ ส.อ.ธีรพล

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส.อ.ธีรพล แสดงความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการกระทำที่จงใจ และระเบิดที่เขาเหยียบนั้นถูกติดตั้งขึ้นใหม่หลังจากการประชุม GBC ทำให้เกิดคำถามและความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

เรื่องราวของ ส.อ.ธีรพล เป็นอุทาหรณ์ที่เตือนใจถึงความเสียสละและความกล้าหาญของทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่ย่อท้อ แม้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและอันตรายรอบด้าน ความมุ่งมั่นที่จะปกป้องประเทศชาติและความรักในอาชีพทหารคือสิ่งที่ผลักดันให้พวกเขายืนหยัดอยู่ได้

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ ส.อ.ธีรพล ทำให้เราต้องหันกลับมามองถึงสวัสดิภาพและความปลอดภัยของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามชายแดน รวมถึงมาตรการป้องกันและการสนับสนุนที่พวกเขาควรได้รับ เพื่อให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มความสามารถและปลอดภัยที่สุด

การที่ ส.อ.ธีรพล มั่นใจว่าเป็นระเบิดที่ติดตั้งใหม่หลังประชุม GBC ทำให้ต้องพิจารณาถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยและการข่าวที่อาจจะต้องมีการปรับปรุง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

เราควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงครอบครัวของพวกเขา เพราะพวกเขาสมควรได้รับความช่วยเหลือและการดูแลอย่างดีที่สุด

ที่มา – “ส.อ.ธีรพล” เปิดเผยหลังสูญเสียขา มั่นใจเป็นระเบิดที่ติดตั้งใหม่ หลังประชุม GBC

Scroll to top