ข่าววันนี้

สลด! “มิเกล อูริเบ” สว.โคลอมเบีย เสียชีวิต

ข่าวเศร้าสะเทือนวงการการเมืองโคลอมเบีย! มิเกล อูริเบ สว.โคลอมเบีย เสียชีวิตแล้ว อย่างน่าสลดใจ หลังจากถูกยิงขณะหาเสียงเมื่อสองเดือนก่อน

สลด! “มิเกล อูริเบ” สว.โคลอมเบีย เสียชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายมิเกล อูริเบ สว.โคลอมเบีย เสียชีวิตแล้ว เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 หลังจากที่เขาถูกมือปืนวัยเพียง 15 ปี ยิงขณะปราศรัยหาเสียงในกรุงโบโกตา เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นายอูริเบได้รับบาดเจ็บสาหัสและเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง แต่สุดท้ายก็ไม่อาจรอดชีวิต

เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่นายอูริเบกำลังกล่าวปราศรัยหาเสียงต่อหน้าผู้สนับสนุนในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่นายอูริเบจำนวน 3 นัด โดย 2 นัดเข้าที่ศีรษะ และอีก 1 นัดเข้าที่ขา ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวคนร้ายได้ทันทีหลังเกิดเหตุ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยมูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุ

นางมาเรีย คลอเดีย ตาราโซนา ภรรยาของนายอูริเบ ได้ออกมาแถลงยืนยันการเสียชีวิตของสามี พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณเขาที่มอบความรักและเป็นพ่อที่ดีที่สุดให้กับลูกๆ ของพวกเขา การจากไปของนายอูริเบสร้างความเสียใจให้กับครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และผู้สนับสนุนเป็นอย่างมาก

ย้อนรอยเหตุการณ์ก่อน “มิเกล อูริเบ” สว.โคลอมเบีย เสียชีวิต

ก่อนหน้านี้ โรงพยาบาลซานตา เฟ คลินิก ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับอาการของนายอูริเบว่า มีอาการเลือดออกในระบบประสาทส่วนกลาง และต้องเข้ารับการผ่าตัดเพิ่มเติม หลังจากที่เคยเข้ารับการผ่าตัดมาแล้วหลายครั้ง ภรรยาของนายอูริเบได้ขอให้ประชาชนร่วมกันภาวนาให้สามีของเธอ ซึ่งทำให้มีผู้คนจำนวนมากเดินทางมารวมตัวกันเพื่อวางดอกไม้และแสดงการสนับสนุน

นายอูริเบเป็นนักการเมืองฝ่ายขวาที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร อย่างตรงไปตรงมา เขาดำรงตำแหน่ง สว.มาตั้งแต่ปี 2565 และได้ประกาศตัวลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีโคลอมเบียที่จะมีการเลือกตั้งในเดือนตุลาคมปีหน้า การเสียชีวิตของเขาถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการการเมืองโคลอมเบีย

นายอูริเบมาจากครอบครัวนักการเมืองที่มีชื่อเสียงในโคลอมเบีย เขามีความเชื่อมโยงกับพรรคเสรีนิยม โดยพ่อของเขาเป็นผู้นำสหภาพและนักธุรกิจ ส่วนแม่ของเขาเป็นนักข่าว ซึ่งถูกสังหารในปี 2531 หลังจากถูกแก๊งค้ายาเสพติดลักพาตัวไป

  • ประวัติโดยสังเขป: มิเกล อูริเบ
  • ดำรงตำแหน่ง สว. ตั้งแต่ปี 2565
  • เป็นตัวเก็งผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
  • มาจากครอบครัวนักการเมืองชื่อดัง
  • ถูกยิงขณะหาเสียงและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

การจากไปของ มิเกล อูริเบ สว.โคลอมเบีย เสียชีวิตแล้ว ถือเป็นการสูญเสียบุคลากรสำคัญทางการเมือง และสร้างความโศกเศร้าให้กับประชาชนชาวโคลอมเบียเป็นอย่างมาก เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความรุนแรงทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ในบางประเทศ และความสำคัญของการสร้างสังคมที่เคารพสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก

ที่มา – สลด “มิเกล อูริเบ” สว.โคลอมเบีย เสียชีวิตแล้ว 2 เดือนหลังถูกยิงขณะหาเสียง

ทรัมป์ลงนาม ขยายเวลา “พักภาษีตอบโต้” กับจีน 90 วัน

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายเวลาข้อตกลงลดภาษีตอบโต้กับจีนอีก 90 วัน เปิดทางเจรจาข้อตกลงการค้า ในขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ พยายามกดดันให้จีนเลิกซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 11 ส.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ขยายระยะเวลาการสงบศึกทางภาษีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ออกไปอีก 90 วัน เพื่อไม่ให้กำแพงภาษีสูงลิบที่ทั้งสองประเทศตั้งให้อีกฝ่ายมีผลบังคับใช้

ทั้งนี้ ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม ทรัมป์ได้เพิ่มภาษีศุลกากรที่ผู้นำเข้าของสหรัฐฯ จ่ายสำหรับสินค้าจากจีนเป็น 145% ขณะที่จีนตอบโต้ด้วยการกำหนดข้อจำกัดการส่งออกธาตุหายากบางชนิด ซึ่งมีความสำคัญต่อผู้ผลิตอาวุธและสินค้าอุปโภคบริโภคอิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐฯ และขึ้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าของสหรัฐฯ เป็น 125%

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงสงบศึกทางภาษีในเดือนพฤษภาคม ลดอัตราภาษีตอบโต้ลง 115% โดยสหรัฐฯ จะเก็บภาษีจีน 30% ประกอบด้วยภาษีพื้นฐานอัตรา 10% กับภาษีเฟนทานิล 20% ขณะที่จีนจะเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ 10%

เมื่อ 1 วันก่อนหน้านี้ นายทรัมป์เรียกร้องให้จีนเพิ่มการนำเข้าถั่วเหลืองของสหรัฐฯ แต่ไม่ยืนยันอย่างชัดเจนว่า เขาจะขยายเวลาข้อตกลงลดอัตราภาษีกับจีนหรือไม่

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังคงเจรจาเพื่อทำข้อตกลงทางการค้ากับจีนอย่างต่อเนื่อง โดยนาย สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ กล่าวว่า วอชิงตันยังคงมองสถานการณ์ในแง่ดีเรื่องการบรรลุข้อตกลง ขณะที่นายทรัมป์ขู่จะคว่ำบาตรจีนเพิ่ม หากแดนมังกรไม่หยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายเวลา “พักภาษีตอบโต้” กับจีนอีก 90 วัน

สถานการณ์การค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายเวลา “พักภาษีตอบโต้” กับจีนอีก 90 วัน นี้ บ่งบอกถึงความพยายามในการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับได้

ผลกระทบจากการ ขยายเวลา “พักภาษีตอบโต้” กับจีน

การ ขยายเวลา “พักภาษีตอบโต้” กับจีนอีก 90 วัน นี้อาจส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการที่ทำการค้าระหว่างประเทศ ผู้บริโภค รวมถึงเศรษฐกิจโดยรวมของทั้งสองประเทศ การที่ไม่มีการขึ้นภาษีเพิ่มเติมในช่วงเวลาดังกล่าว อาจช่วยลดความผันผวนในตลาดและสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม การเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงมีความท้าทายอยู่มาก เนื่องจากมีประเด็นที่ซับซ้อนหลายอย่างที่ต้องแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา การเข้าถึงตลาด และการค้าที่เป็นธรรม การที่สหรัฐฯ กดดันให้จีนเลิกซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์มีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

เชื่อว่าการ ขยายเวลา “พักภาษีตอบโต้” กับจีนอีก 90 วัน เป็นเพียงการชะลอความขัดแย้งออกไปเท่านั้น หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ในที่สุด สงครามการค้าก็อาจจะกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

ที่มา – ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายเวลา “พักภาษีตอบโต้” กับจีนอีก 90 วัน

ระทึก! **เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กในเพนซิลเวเนีย**

ข่าวเศร้าจากสหรัฐอเมริกา! เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเมื่อเกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กในรัฐเพนซิลเวเนีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รายละเอียดจะเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

**เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กในเพนซิลเวเนีย**

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2565 ได้เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กของบริษัท “ยูเอส สตีล แคลร์ตัน” (US Steel Clairton) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเมืองพิตส์เบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย สร้างความตกใจให้กับผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเป็นอย่างมาก รายงานเบื้องต้นระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบคน นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ามีผู้สูญหายอีก 2 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งค้นหาอย่างเต็มที่

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น และได้รุดไปยังที่เกิดเหตุทันที สถานการณ์ในขณะนั้นค่อนข้างวุ่นวาย เนื่องจากมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และเจ้าหน้าที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

สถานการณ์ล่าสุด **เหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กในเพนซิลเวเนีย**

ตำรวจเขตอัลเลเกนี เคาน์ตี ได้ยืนยันการเสียชีวิตของผู้ประสบเหตุ 1 ราย และยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับผู้สูญหายอีก 2 คน อย่างไรก็ตาม อาการของผู้บาดเจ็บยังไม่ได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณชน และสาเหตุของการระเบิดยังอยู่ระหว่างการสอบสวน

นายจอช ชาปิโร ได้โพสต์ข้อความผ่านทางโซเชียลมีเดียว่า สำนักงานจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินประจำรัฐเพนซิลเวเนียและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ถูกส่งไปยังที่เกิดเหตุเพื่อช่วยเหลือและจัดการสถานการณ์ นอกจากนี้ นายจอห์น เฟตเตอร์แมน สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ ก็ได้เดินทางไปยังพื้นที่เกิดเหตุและได้เห็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการค้นหาและกู้ภัย

เหตุการณ์**เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กในเพนซิลเวเนีย** ครั้งนี้ ถือเป็นอุบัติเหตุร้ายแรงที่สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน และยังส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย ทางเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุของการระเบิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด การตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ การฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความปลอดภัย และการมีแผนฉุกเฉินที่ชัดเจน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้

สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ขอส่งกำลังใจให้ทุกท่านสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และขอให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหายป่วยโดยเร็ว

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษามาตรฐานความปลอดภัยในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องทำงานกับเครื่องจักรและสารเคมีอันตราย การลงทุนในระบบความปลอดภัยและการฝึกอบรมพนักงานจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน

ที่มา – ระทึก เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กในเพนซิลเวเนีย ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บนับสิบ

แกมเบียเดือด! ทารกหญิงเสียชีวิตหลังรับการขลิบอวัยวะเพศ

แกมเบียเดือด! ทารกหญิงวัยเพียง 1 เดือนเสียชีวิตหลังรับการขลิบอวัยวะเพศหญิง (FGM) จุดชนวนความโกรธแค้นและความกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติที่อันตรายนี้

เหตุการณ์น่าสลดใจนี้เกิดขึ้นในประเทศแกมเบีย เมื่อทารกหญิงถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในกรุงบันจูลอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีอาการเลือดออกอย่างรุนแรง ภายหลังได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตแล้วเมื่อเดินทางถึงโรงพยาบาล ตามรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

แม้ว่าการสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงยังคงดำเนินอยู่ แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าการขลิบอวัยวะเพศหญิง ซึ่งเป็นการปฏิบัติทางวัฒนธรรมที่ผิดกฎหมายในแกมเบีย คือสาเหตุหลักของการเสียชีวิต

องค์กรเอ็นจีโอ Women In Leadership and Liberation (WILL) ได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยระบุว่า “วัฒนธรรมไม่ใช่ข้ออ้าง ประเพณีไม่ใช่โล่ป้องกัน นี่คือความรุนแรง ไม่มีสิ่งอื่นเจือปน”

ตำรวจได้จับกุมผู้หญิง 2 คนที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของทารกหญิงรายนี้

อับดูไล ซีเซย์ สมาชิกสภาเขตกอมโบเหนือ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องเด็ก ๆ จากการปฏิบัติที่เป็นอันตราย ซึ่งพรากเอาสุขภาพ เกียรติ และชีวิตของพวกเขาไป

“การสูญเสียชีวิตของเด็กผู้บริสุทธิ์ในครั้งนี้จะต้องไม่ถูกลืมเลือน ขอให้เหตุการณ์นี้เป็นจุดเปลี่ยนและเป็นช่วงเวลาที่ประเทศของเราได้เริ่มต้นความมุ่งมั่นเพื่อปกป้องสิทธิ์ในการมีชีวิต, ความปลอดภัย และเกียรติของเด็ก ๆ ทุกคนอีกครั้ง” เขากล่าว

แกมเบียได้ประกาศให้การขลิบอวัยวะเพศหญิงเป็นสิ่งผิดกฎหมายตั้งแต่ปี 2558 โดยมีบทลงโทษทั้งปรับและจำคุกสูงสุด 3 ปี และจำคุกตลอดชีวิตหากเด็กเสียชีวิตจากการกระทำดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การขลิบอวัยวะเพศหญิงยังคงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในสังคมแกมเบีย โดยมีเหตุผลเบื้องหลังที่ซับซ้อน เช่น การยอมรับทางสังคม ความเชื่อทางศาสนา ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสุขอนามัย การรักษาพรหมจารี การเพิ่มโอกาสในการแต่งงาน และการเพิ่มความสุขทางเพศให้แก่ผู้ชาย

แกมเบียเป็นหนึ่งใน 10 ประเทศที่มีอัตราการขลิบอวัยวะเพศหญิงสูงที่สุดในโลก โดย 73% ของผู้หญิงและเด็กหญิงอายุ 15-49 ปี เคยผ่านกระบวนการดังกล่าวมาแล้ว และหลายคนถูกกระทำก่อนอายุ 6 ขวบ

WILL รายงานว่า ชาวแกมเบียจำนวนมากขึ้นเริ่มขลิบอวัยวะเพศให้เด็กหญิงตั้งแต่ยังเป็นทารก โดยมีความเชื่อผิด ๆ ว่าเด็กจะหายเร็วกว่า นอกจากนี้ยังมีแรงจูงใจด้านกฎหมาย โดยพวกเขาเชื่อว่าการขลิบตั้งแต่เด็กจะช่วยให้ปกปิดการกระทำผิดกฎหมายได้ง่ายขึ้น

การบังคับใช้กฎหมายที่หย่อนยานอาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การขลิบอวัยวะเพศหญิงยังคงดำเนินต่อไป ในปี 2566 มีการดำเนินคดีเพียง 2 ครั้ง และตัดสินว่ามีความผิดเพียง 1 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีความพยายามล็อบบี้ให้รัฐบาลยกเลิกบทลงโทษสำหรับการขลิบอวัยวะเพศหญิง แต่ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกคว่ำไปเมื่อปีก่อน

แกมเบียเดือด! หลังทารกเสียชีวิตจากการขลิบอวัยวะเพศ

ทำไมการขลิบอวัยวะเพศหญิงยังคงเกิดขึ้นในแกมเบีย?

การขลิบอวัยวะเพศหญิง (FGM) เป็นประเด็นที่ซับซ้อน มีรากเหง้ามาจากความเชื่อและประเพณีที่ฝังลึกในสังคมแกมเบีย แม้ว่ากฎหมายจะห้าม แต่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและความเชื่อของผู้คนต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่อง

การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของการขลิบอวัยวะเพศหญิง จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปกป้องเด็กหญิงและยุติการปฏิบัติที่อันตรายนี้

ผลกระทบของการขลิบอวัยวะเพศหญิงต่อสุขภาพ

การขลิบอวัยวะเพศหญิงส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้หญิงอย่างร้ายแรง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว:

  • เลือดออกมากเกินไปและติดเชื้อ
  • ปัญหาในการปัสสาวะและการมีประจำเดือน
  • ภาวะแทรกซ้อนในการคลอดบุตร
  • ความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจ
  • ปัญหาทางเพศในระยะยาว

การเสียชีวิตของทารกหญิงรายนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่น่าเศร้าถึงอันตรายของการขลิบอวัยวะเพศหญิง เราต้องร่วมมือกันเพื่อยุติการปฏิบัติที่โหดร้ายนี้ และปกป้องสิทธิและสุขภาพของผู้หญิงทุกคน การที่ทารกหญิงเสียชีวิตหลังรับการขลิบอวัยวะเพศทำให้ แกมเบียเดือด และต้องมีการแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน

การรณรงค์เพื่อต่อต้านการขลิบอวัยวะเพศในแกมเบีย จะต้องดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเด็กหญิงคนใดต้องตกเป็นเหยื่อของการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมเช่นนี้อีก

ที่มา – ชาวแกมเบียเดือด ทารกหญิงเสียชีวิต หลังรับการขลิบอวัยวะเพศ

ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉิน ดี.ซี. กวาดล้างอาชญากร

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเพื่อกวาดล้างแก๊งอาชญากรรม และรื้อที่อยู่ของคนไร้บ้าน เพื่อให้เมืองหลวงกลับมาสะอาดและปลอดภัยอีกครั้ง

เมื่อวันจันทร์ที่ 11 ส.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดงานแถลงข่าว เปิดเผยแผนการที่เขาระบุว่าเป็นการทำให้กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สะอาดและปลอดภัยมากขึ้น โดยประกาศมาตรการหลายข้อ รวมถึง ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความปลอดภัยสาธารณะ, ส่งตำรวจกับเจ้าหน้าที่เอฟบีไอลงพื้นที่มากขึ้น และกำจัดแก๊งอาชญากรรมออกจากเมือง

นายทรัมป์เริ่มแถลงด้วยการระบุว่า “เราจะนำเมืองหลวงของเรากลับคืนมา” โดยเขาวางแผนจะให้รัฐบาลกลางเข้าควบคุมสำนักงานตำรวจเทศบาลกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยตรง ด้วยกฎหมายว่าด้วยการปกครองตนเองของเขตปกครองพิเศษโคลัมเบีย (District of Columbia Home Rule Act)

นอกจากนั้น เขาจะส่งทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิไปยังดี.ซี. ทำให้สำนักงานตำรวจท้องถิ่นกลายเป็นของรัฐบาลกลางด้วย

นายทรัมป์ยังอ้างว่า เมืองหลวงแห่งนี้ถูกยึดไปโดยกลุ่มแก๊งผู้ใช้ความรุนแรง และอาชญากรกระหายเลือด รวมถึงคนบ้าเพราะยาเสพติดและคนไร้บ้าน โดยบอกกับบรรดาผู้สื่อข่าวที่มารวมตัวกันในงานแถลงของเขาว่า พวกเขาก็ตกเป็นเหยื่อของคนเหล่านี้เช่นกัน และว่า “พวกคุณคงไม่อยากถูกปล้น ข่มขืน หรือถูกสังหารหรอก”

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวอีกว่า อัตราการเกิดเหตุอาชญากรรมในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตอนนี้สูงกว่าบางพื้นที่ที่ได้ชื่อว่าเลวร้ายที่สุดในโลกเสียอีก ขณะที่จำนวนเหตุโจรกรรมรถยนต์และการจี้รถก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย

ทั้งนี้ นายทรัมป์อ้างสถิติสูงสุดในปี 2566 แต่ ณ ปัจจุบัน นายมูริเอล บาวเซอร์ นายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ออกมายืนยันว่า นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2568 จนถึงตอนนี้ จำนวนเหตุอาชญากรรมในเมืองหลวงแห่งนี้ลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และจำนวนอาชญากรรมความรุนแรงทั้งหมด ก็ลดลง 26% ด้วย

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์พูดถึงกรณีที่ อดีตลูกจ้างของกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล (DOGE) ถูกทำร้ายก่อนหน้านี้ โดยกล่าวว่า “เขาถูกทุบตีอย่างรุนแรงโดยกลุ่มอันธพาลที่ผ่านมา” และถูกทิ้งให้จมกองเลือด

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังพูดถึงกรณีลูกจ้างรัฐบาลกลางกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานเลือกตั้งคนอื่นๆ ที่ถูกโจมตีในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงสมาชิกสภาจากพรรคเดโมแครตและพนักงานฝึกงาน “เหตุการณ์เหล่านี้กระทบต่อการทำงานของรัฐบาลกลาง และเป็นภัยต่อเมริกา”

“เรากำลังกำจัดสลัมออกไปด้วย” นายทรัมป์กล่าว โดยหันไปพูดเรื่องคนไร้บ้าน “ผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องถูกต้องทางการเมือง แต่เรากำลังกำจัดสลัมที่พวกเขาอาศัยอยู่” อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ไม่ได้พูดเชื่อมโยงเหล่าคนไร้บ้านกับเหตุอาชญากรรมที่เขาพูดถึงก่อนหน้านี้

จากนั้นนายทรัมป์ก็วกกลับไปพูดเรื่องอาชญากรรมต่อ โดยระบุว่า กลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากกำลังอาละวาดตามท้องถนนในเมืองวอชิงตัน ดี.ซี. และเขาเห็นกลุ่มวัยรุ่นหัวรุนแรงต่อสู้ขัดขืนเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเมื่อคืนที่ผ่านมานี้เอง

“คนพวกนี้ชอบถ่มน้ำลายรดหน้าตำรวจ” และกรีดร้องใส่หน้าเจ้าหน้าที่ที่อยู่ห่างออกไปเพียง 1 นิ้ว “คุณบอกพวกเขาไปเลย ว่าถ้าคุณถุยเราจะทุบ” (you spit and we hit) “และพวกเขาจะถูกทุบอย่างหนักด้วย” นายทรัมป์กล่าว และเสริมว่า เขาเห็นเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว

นายทรัมป์หันไปพูดถึงเรื่องจำนวนตำรวจใน ดี.ซี. โดยระบุว่า เขาได้คุยกับสำนักงานตำรวจเทศบาลกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ในเรื่องนี้แล้ว และพบว่า ถึงแม้จำนวนเจ้าหน้าที่จะลดลง แต่เมืองหลวงแห่งนี้ก็ยังมีตำรวจกว่า 3,500 นาย ซึ่งนายทรัมป์ระบุว่า เป็นจำนวนที่เยอะมาก ก่อนจะเสนอเพิ่มกฎหมายและข้อบังคับแทนที่จะเพิ่มจำนวนตำรวจ

จากนั้นนายทรัมป์ก็หันไปกล่าวโจมตีรัฐบาลชุดก่อนของอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน เรื่องการดูแลชายแดนในภาคใต้ของประเทศ และอ้างว่า ตัวเขาแก้ปัญหาชายแดนนี้ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เข้าทำงานแล้ว

นายทรัมป์ปิดท้ายการแถลงข่าวด้วยการประกาศมาตรการหลายอย่าง รวมถึง ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. อย่างเป็นทางการ, ให้ แพม บอนดี อัยการสูงสุด เข้าควบคุมสำนักงานตำรวจเทศบาลกรุงวอชิงตัน ดี.ซี., ส่งตำรวจและเอฟบีไอตรวจตราตามท้องถนนมากขึ้น และกำจัดแก๊งอาชญากรรมออกจากเมือง

หลังจากนายทรัมป์ลงจากโพเดียมไปแล้ว นายดั๊ก เบอร์กัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ขึ้นมาแถลงต่อ โดยระบุว่า สำนักงานตำรวจอุทยานแห่งสหรัฐฯ (US Park Police) ได้รับมอบหมายให้จัดการกับอาชญากรรมในวอชิงตัน ดี.ซี. และพวกเขาเริ่มการรื้อแคมป์คนไร้บ้านกับการปกป้องอนุสาวรีย์ต่างๆ แล้ว

อนึ่ง เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายทรัมป์ประกาศว่าคนไร้บ้านจะต้องย้ายออกจากเมืองหลวงในทันที โดยรัฐบาลจะหาสถานที่อื่นที่ไกลจากเมืองหลวงไว้ให้ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่า สถานที่ดังกล่าวคือที่ใด

ต่อมานายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็บอกกับผู้สื่อข่าวว่า กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิจะเข้าสู่วอชิงตัน ดี.ซี. ภายในสัปดาห์นี้ ตามคำสั่งของนายทรัมป์ และพวกเขาเตรียมนำหน่วยพิเศษอื่นๆ เข้าสู่เมืองหลวงแห่งนี้ด้วย

หลังจากนายเฮกเซธพูดเสร็จก็ถึงคิวของ น.ส.แพม บอนดี อัยการสูงสุด โดยกล่าวว่า เธอต้องการทำให้ชัดเจนที่สุดว่า อาชญากรรมใน ดี.ซี. กำลังจะจบลงและจะจบลงในวันนี้ รัฐบาลจะใช้ทุกอำนาจที่มีเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรม

ด้าน น.ส. จีไนน์ ปีร์โร อัยการสูงสุดกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.คนใหม่ ขึ้นมากล่าวว่า เธอเห็นอาชญากรรมความรุนแรงฝีมือกลุ่มวัยรุ่นที่คิดว่าตัวเองจะทำร้ายใครก็ได้มากเกินไปแล้ว พวกเขารู้ว่าสามารถหลุดรอดไปได้ เพราะกฎหมายต่ออาชญากรเยาวชนนั้นมันอ่อนแอเกินไป

“เราเห็นพวกคุณแล้ว เรากำลังจับตามองพวกคุณ และเราจะเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อจับพวกคุณ” น.ส.ปีร์โรกล่าว

ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. สั่งกวาดล้างอาชญากร ไล่คนไร้บ้าน

ผลกระทบจากทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี.

มาตรการที่ทรัมป์ประกาศ จะส่งผลกระทบต่อประชาชนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อย่างไรบ้าง? การทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. นี้ จะช่วยลดอาชญากรรมได้จริงหรือไม่? ต้องติดตามกันต่อไป

การตัดสินใจของทรัมป์ครั้งนี้ ก่อให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอำนาจของรัฐบาลกลางในการควบคุมเมืองหลวง และผลกระทบต่อสิทธิของประชาชน

หากคุณเป็นผู้อาศัยอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการเหล่านี้ และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. เป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยและเสรีภาพของประชาชน

ที่มา – ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. สั่งกวาดล้างอาชญากร ไล่คนไร้บ้าน

“แม่พลทหารธีรยุทธ” เศร้า! วันแม่ปีนี้ไม่มีลูก

ความเศร้าในวันแม่ปีนี้! “แม่พลทหารธีรยุทธ” เผยความรู้สึกสุดอาลัย คิดถึงลูกชายที่จากไป พร้อมเล่าความฝันถึงลูกชายที่พาไปยังสนามรบ สร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง

เรื่องราวของครอบครัวพลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง หรือ ส.ต.ธีรยุทธ กระจ่างทอง ทหารกล้าที่เสียชีวิตในการปกป้องชายแดน ได้รับการช่วยเหลือจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทรงพระราชทานบ้านให้ใหม่ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นมาก

“แม่พลทหารธีรยุทธ” เผยความรู้สึกสุดเศร้าในวันแม่

นางติน กระจ่างทอง แม่ของพลทหารธีรยุทธ ได้เปิดเผยความรู้สึกในวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นกว่าเดิมมาก แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ในใจคือความคิดถึงลูกชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันแม่ที่ใกล้จะมาถึง เพราะทุกๆ ปี ลูกชายจะกลับบ้านมากราบเท้า อาบน้ำให้ และให้เงินแม่ใช้จ่าย แต่ปีนี้ไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว ได้แต่เพียงมองรูปถ่ายและคิดถึงลูกชายสุดหัวใจ

นางตินกล่าวทั้งน้ำตาว่า “ทุกปีลูกจะกลับมาหา มาให้เงินแม่ใช้ ปีนี้ไม่มีแล้ว…”

แม่พลทหารธีรยุทธ

ความฝันถึงลูกชายที่สนามรบ

นางตินยังเล่าถึงความฝันที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อนว่า เธอฝันเห็นลูกชายพาเธอไปยังสนามรบ เป็นซอกแคบๆ ที่เดินเข้าไป แต่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ลูกชายบอกให้เธอหลบ และจูงมือพาเธอหนีออกมาจากการสู้รบ ในความฝันนั้น นางตินวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ร้องลั่นกลางป่า จนกระทั่งตื่นขึ้นมา คนที่นอนข้างๆ ต้องมาปลุก และบอกว่าเธอร้องอะไร ซึ่งนางตินเชื่อว่าลูกชายมาหาเธออย่างแน่นอน เพราะหลังจากตื่นขึ้นมาก็ได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอนอยู่หน้าบ้าน ซึ่งเป็นวันพระพอดี

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้ฟังเป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงความรักและความผูกพันระหว่างแม่กับลูก แม้ว่าลูกชายจะจากไปแล้ว แต่ความรักและความคิดถึงยังคงอยู่เสมอ

แม่พลทหารธีรยุทธ

เรื่องราวของ “แม่พลทหารธีรยุทธ” เป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละของทหารกล้าที่ปกป้องประเทศชาติ และความรักอันยิ่งใหญ่ของผู้เป็นแม่ ที่แม้จะสูญเสียลูกชายไปแล้ว แต่ความรักและความทรงจำดีๆ จะยังคงอยู่ตลอดไป

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นคุณค่าของความรักและความผูกพันในครอบครัว และให้ความสำคัญกับคนที่เรารัก ก่อนที่จะสายเกินไป อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่ได้แสดงความรักและความห่วงใย เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร

ความเศร้าของ “แม่พลทหารธีรยุทธ” ในวันแม่ปีนี้ เป็นสิ่งที่สะท้อนความรู้สึกของหลายๆ ครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป หวังว่าเรื่องราวนี้จะเป็นกำลังใจให้กับทุกท่าน ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และขอสดุดีวีรกรรมของพลทหารธีรยุทธ กระจ่างทอง ที่ได้เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ

กำลังใจให้กับคุณแม่ทุกท่านที่สูญเสียลูกชายไป ขอให้เข้มแข็งและผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้นะคะ

ที่มา – “แม่พลทหารธีรยุทธ” เศร้าวันแม่ปีนี้ ไม่มีลูกกราบเท้า ได้แต่มองรูปคิดถึงลูกชาย

กต.โต้กัมพูชา! ไทยไม่เคลื่อนกำลังพล ยึดมั่นหยุดยิง

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ออกแถลงการณ์ตอบโต้กัมพูชา ยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายกำลังพล และยังคงยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงตามที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การสื่อสารที่ถูกต้องและชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

กต.แถลงโต้ “กัมพูชา” ยืนยันไทยไม่ได้เคลื่อนย้ายกำลังพล ยึดมั่นตามข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจชี้แจงกรณีที่มีการบิดเบือนคำกล่าวของแม่ทัพภาคที่ 2 ของไทยเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณชายแดน

จากกรณีที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับคำสัมภาษณ์ของพลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เรื่องปราสาทตาควาย เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 และมีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อต่างๆ ของกัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศจึงขอชี้แจงว่า กองทัพบกได้ยืนยันแล้วว่า ฝ่ายไทยไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลเพื่อรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาตามที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด โดยยังคงรักษาสถานะการวางกำลังในปัจจุบัน ภายหลังมาตรการหยุดยิงมีผล

ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมที่จะเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ร่วมกับกัมพูชา ภายในสองสัปดาห์หลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 เพื่อให้กองกำลังในพื้นที่ได้หารือเกี่ยวกับมาตรการหยุดยิงในแต่ละพื้นที่ต่อไป

ไทยยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง

ฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันในการประชุม GBC อย่างเคร่งครัด และเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาร่วมกันปฏิบัติตามมาตรการหยุดยิงอย่างเคร่งครัดเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การงดเว้นการนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายเกิดความเข้าใจผิด และร่วมกันสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพูดคุยอย่างสันติต่อไป

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน การรายงานข่าวที่ถูกต้องและแม่นยำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

กระทรวงการต่างประเทศเน้นย้ำว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ผ่านการเจรจาและการพูดคุยอย่างสันติวิธี การรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

การที่ กต. ออกมาแถลงโต้ตอบอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติ และป้องกันการบิดเบือนข้อมูลที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดในระดับนานาชาติ การสื่อสารที่ชัดเจนและทันต่อเหตุการณ์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้

ความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาชายแดนถือเป็นสิ่งสำคัญ การเคารพซึ่งกันและกัน และการปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกัน จะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศในระยะยาว การที่ไทยและกัมพูชายังคงเจรจาและหารือกันอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

การออกมาแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันจุดยืนของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และความมุ่งมั่นที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสแก่ประชาชน เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในนโยบายของรัฐบาล

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ความร่วมมือและการเจรจาอย่างต่อเนื่อง จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค

การที่ กต. แถลงโต้ตอบอย่างชัดเจนเช่นนี้ ช่วยลดความสับสนและป้องกันการแพร่กระจายของข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศไทย

ที่มา – กต.แถลงโต้ “กัมพูชา” ยืนยันไทยไม่ได้เคลื่อนย้ายกำลังพล ยึดมั่นตามข้อตกลงหยุดยิง

รฟม. เร่งประมูล 4 โครงการรถไฟฟ้าสายใหม่

“การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย” เร่งเครื่อง! เปิดแผนประมูล 4 โครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ มูลค่ารวมกว่า 1.28 แสนล้านบาท หวังขยายโครงข่าย เชื่อมต่อการเดินทางให้สะดวกยิ่งขึ้น

นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เผยถึงแผนการลงทุนรถไฟฟ้าในอนาคตอันใกล้นี้ว่า รฟม. กำลังเร่งขยายโครงข่ายระบบรถไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 4 เส้นทางใหม่ โดยเน้นไปที่รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนระบบรอง (Feeder Lines) เพื่อเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายหลักที่เปิดให้บริการอยู่แล้ว จุดประสงค์หลักคือการเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะสำหรับประชาชน

รฟม. เร่งประมูล 4 โครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ มูลค่ารวมกว่า 1.28 แสนล้านบาท

ปัจจุบัน รฟม. กำลังอยู่ในช่วงทบทวนรายละเอียดโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ช่วงแคราย – ลำสาลี (บึงกุ่ม) ระยะทาง 22.10 กิโลเมตร จำนวน 20 สถานี คิดเป็นวงเงินลงทุนประมาณ 41,721 ล้านบาท การทบทวนนี้เกิดขึ้นเนื่องจากนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทำให้ต้องปรับปรุงผลการศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบายใหม่ นอกจากนี้ การก่อสร้างโครงการทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือ (ตอน N2) ช่วงถนนประเสริฐมนูกิจ – ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้มีการปรับแบบในช่วงตลาดหัวมุม ซึ่งส่งผลกระทบต่อแนวเส้นทางของโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล ทำให้จำเป็นต้องทบทวนผลการศึกษาใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายปีนี้

“ตอนนี้เราทบทวนโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลอยู่ คาดว่าจะเสร็จปลายปี หลังจากนั้นต้นปีหน้าจะเสนอ ครม. พิจารณาอนุมัติได้ ซึ่งโครงการนี้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เสร็จแล้ว คาดว่าจะเป็นโครงการแรกที่จะเปิดประมูลจัดหาเอกชนร่วมลงทุนได้ปลายปี 2569” นายกาจผจญกล่าว

นอกจากนี้ รฟม. ได้รับโอน 3 โครงการรถไฟฟ้าจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีเทา ช่วงวัชรพล – ทองหล่อ, รถไฟฟ้าสายสีเงิน ช่วงบางนา – สุวรรณภูมิ และรถไฟฟ้าสายสีฟ้า ช่วงดินแดง – สาทร ซึ่ง กทม. ได้ศึกษาความเหมาะสมไว้แล้วบางส่วน รฟม. จะนำมาทบทวนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

โครงการรถไฟฟ้าสายสีเทา, สีเงิน และสีฟ้า

รฟม. กำลังศึกษาความเหมาะสมของรถไฟฟ้าสายสีเทา ช่วงวัชรพล – ทองหล่อ และรถไฟฟ้าสายสีเงิน ช่วงบางนา – สุวรรณภูมิ เนื่องจากทั้งสองโครงการนี้ กทม. ได้ศึกษารายละเอียดและอีไอเอไว้แล้ว โดยเฉพาะสายสีเทา ช่วงวัชรพล – ทองหล่อ ที่ผ่านการเห็นชอบอีไอเอแล้ว ส่วนสายสีเงิน ช่วงบางนา – สุวรรณภูมิ ยังไม่ได้รับการอนุมัติอีไอเอ รฟม. คาดว่าจะทบทวนโครงการแล้วเสร็จในปี 2570 พร้อมเสนอ ครม. และเปิดประมูลทันที

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีฟ้า ช่วงดินแดง – สาทร นั้น กทม. ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการศึกษา ทำให้ รฟม. ต้องดำเนินการทั้งหมด เบื้องต้นจะเริ่มศึกษาภายหลังผลักดันรถไฟฟ้าสายสีเทาและสีเงินแล้วเสร็จ และจะทยอยดำเนินการส่วนของรถไฟฟ้าสายสีฟ้าต่อไป โดยทุกโครงการที่ รฟม. ดำเนินการหลังจากนี้ จะเข้าร่วมนโยบายค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย

โครงการรถไฟฟ้าที่อยู่ในแผนการลงทุนของ รฟม. รวม 4 โครงการ มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1.28 แสนล้านบาท ประกอบด้วย:

  • โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล แคราย – ลำสาลี (บึงกุ่ม) ระยะทาง 22.10 กิโลเมตร จำนวน 20 สถานี วงเงินลงทุนราว 41,721 ล้านบาท
  • โครงการรถไฟฟ้าสายสีเทา วัชรพล – ทองหล่อ ระยะทาง 16.25 กิโลเมตร จำนวน 15 สถานี วงเงิน 27,853 ล้านบาท
  • โครงการรถไฟฟ้าสายสีเงิน บางนา – สุวรรณภูมิ ระยะทาง 18.30 กิโลเมตร จำนวน 14 สถานี วงเงิน 43,927 ล้านบาท
  • โครงการรถไฟฟ้าสายสีฟ้า ดินแดง – สาทร ระยะทาง 6.70 กิโลเมตร จำนวน 9 สถานี วงเงิน 14,731 ล้านบาท

การเร่งประมูล 4 โครงการรถไฟฟ้าสายใหม่นี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่รอคอยระบบขนส่งมวลชนที่ครอบคลุมและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น หวังว่าโครงการเหล่านี้จะดำเนินการไปได้ด้วยดีและเปิดให้บริการได้ตามแผนที่วางไว้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลให้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – รฟม. เปิดแผนเร่งประมูล 4 โครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ มูลค่ารวมกว่า 1.28 แสนล้านบาท

“ชาดา” ส่งตัวแทนเยี่ยม “ครูสาว” หลังถูกทำร้าย


“ชาดา” ส่งตัวแทนเยี่ยม “ครูสาว” หลังถูกนักเรียนชาย ม.5 ทำร้ายร่างกาย

จากกรณีข่าวสะเทือนใจ นักเรียนชายชั้น ม.5 โรงเรียนเอกชนชื่อดังในจังหวัดอุทัยธานี ก่อเหตุทำร้ายร่างกายครูผู้สอน เนื่องจากไม่พอใจที่ตนเองไม่ได้รับคะแนนเต็มในการสอบ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกลางห้องเรียนต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้น สร้างความตกใจและสะเทือนใจให้กับผู้ที่ทราบข่าวเป็นอย่างยิ่ง ครูผู้เคราะห์ร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส ซี่โครงอักเสบ และต้องพักรักษาตัว

ล่าสุด นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี เขต 2 รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้แสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมีความตั้งใจที่จะเดินทางไปเยี่ยม “ครูสาว” ผู้ได้รับบาดเจ็บด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากติดภารกิจสำคัญอื่น ๆ ที่ไม่สามารถเลื่อนได้ นายชาดาจึงได้มอบหมายให้ นายจิณณาวัฒน์ โคมบัว ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว พร้อมด้วยฝ่ายกฎหมาย เป็นตัวแทนเดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจ “ครูสาว” แทน

“ชาดา” ส่งตัวแทนเยี่ยม “ครูสาว” หลังถูกนักเรียนชาย ม.5 ทำร้ายร่างกาย

นายจิณณาวัฒน์และทีมงาน ได้เข้าเยี่ยม “ครูสาว” ที่บ้านพัก เพื่อสอบถามอาการและให้กำลังใจ โดยได้มอบกระเช้าเยี่ยมและแสดงความห่วงใยจากนายชาดา ไทยเศรษฐ์ นอกจากนี้ ฝ่ายกฎหมายที่ร่วมเดินทางไปด้วย ได้ให้คำปรึกษาและพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ครูผู้เสียหายอย่างเต็มที่ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

เหตุการณ์นี้นับเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจและไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทย การทำร้ายครูอาจารย์ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง สถานศึกษาควรเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและให้เกียรติซึ่งกันและกัน

ความสำคัญของการดูแลและปกป้องครู

เหตุการณ์ “ชาดา” ส่งตัวแทนเยี่ยม “ครูสาว” สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลและปกป้องครูอาจารย์ ผู้ซึ่งเป็นผู้ให้ความรู้และอบรมสั่งสอนศิษย์ให้เป็นคนดีของสังคม ครูควรได้รับการเคารพและให้เกียรติจากนักเรียน ผู้ปกครอง และสังคมโดยรวม การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการทำงานของครู จะส่งผลดีต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศ

ข้อคิดสำหรับสังคม: เราควรตระหนักถึงคุณค่าของครูบาอาจารย์ และร่วมกันสร้างสังคมที่เคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพื่อให้การศึกษาสามารถพัฒนาเยาวชนได้อย่างเต็มศักยภาพ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์ให้เรากลับมาทบทวนถึงปัญหาการศึกษาในปัจจุบัน และร่วมกันหาทางแก้ไข เพื่อสร้างสังคมที่ดีและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

ที่มา – “ชาดา” ส่งตัวแทนเยี่ยม “ครูสาว” หลังถูกนักเรียนชาย ม.5 ทำร้ายร่างกาย

Scroll to top