ข่าววันนี้

“สีกากี“ ฉาวอีก ดาบตำรวจดูดยาบ้าโชว์ ขณะฝึกอบรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีคลิปหลุดพฤติกรรมสุดฉาวของเจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่งที่ก่อเหตุ “สีกากี“ ฉาวอีก ดาบตำรวจดูดยาบ้าโชว์ ขณะฝึกอบรมหลักสูตร การพัฒนาประสิทธิภาพ ผ่านระบบออนไลน์ สร้างความเสื่อมเสียให้กับภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจเป็นอย่างมาก เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการอบรมข้าราชการตำรวจระดับ ผบ.หมู่ ถึงรองผู้กำกับของตำรวจภูธรภาค 9 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวนมาก

“สีกากี“ ฉาวอีก ดาบตำรวจดูดยาบ้าโชว์ ขณะฝึกอบรมหลักสูตร การพัฒนาประสิทธิภาพ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องที่สังคมรับไม่ได้อย่างรุนแรง เนื่องจากผู้กระทำผิดเป็นถึงเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย แต่กลับมาทำผิดกฎหมายเสียเองในขณะที่กำลังรับการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพการทำงาน ยิ่งไปกว่านั้น ตำรวจนายนี้ยังแสดงพฤติกรรม “สีกากี“ ฉาวอีก ดาบตำรวจดูดยาบ้าโชว์ ขณะฝึกอบรมหลักสูตร การพัฒนาประสิทธิภาพ ต่อหน้าเพื่อนร่วมงานและวิทยากรผ่านกล้องวิดีโอคอนเฟอเรนซ์อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย

รายละเอียดเหตุการณ์ตำรวจเสพยาขณะอบรม

จากการตรวจสอบพบว่าดาบตำรวจนายนี้สังกัด สภ.ทะเลน้อย จ.พัทลุง โดยในระหว่างที่วิทยากรกำลังบรรยายอยู่นั้น เจ้าหน้าที่นายนี้ได้นั่งเสพยาเสพติดผ่านกล้องจนเพื่อนตำรวจที่เข้าอบรมด้วยกันทนพฤติกรรมไม่ไหว จึงได้บันทึกคลิปวิดีโอไว้เป็นหลักฐานเพื่อร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาและสื่อมวลชน ทั้งนี้มีรายงานว่าดาบตำรวจรายนี้มีประวัติไม่ดีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาวุธปืนหรือรถราชการที่เคยถูกนำไปจำนำ แต่กลับยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อมาได้

  • สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงทันที
  • ตรวจสอบความโปร่งใสในสถานีตำรวจต้นสังกัด
  • เร่งดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.เชาวลิต เลี้ยงสุพงศ์ ผบก.ภ.จว.พัทลุง ได้ออกคำสั่งให้เร่งสืบสวนข้อเท็จจริงโดยด่วน หากพบว่ามีความผิดจริงจะต้องได้รับโทษทางวินัยขั้นสูงสุดโดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างและเป็นการกู้คืนความศรัทธาให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกครั้ง

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหา “สีกากี“ ฉาวอีก ดาบตำรวจดูดยาบ้าโชว์ ขณะฝึกอบรมหลักสูตร การพัฒนาประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่ปัญหาบุคคล แต่เป็นเรื่องของระบบการคัดกรองและการลงโทษที่ต้องเข้มงวดกว่าเดิม สังคมไทยยังคงเฝ้ารอผลการลงโทษที่เด็ดขาด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นผู้ที่ทำลายกฎหมายเสียเอง

ที่มา – “สีกากี“ ฉาวอีก ดาบตำรวจดูดยาบ้าโชว์ ขณะฝึกอบรมหลักสูตร การพัฒนาประสิทธิภาพ

วรศิษฎ์ เผยปมแชตโยง ส.อบจ.สตูล เป็นนายหน้าทุจริตสอบท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อมีการแฉแชตลับที่โยงไปถึงบุคคลระดับท้องถิ่น ล่าสุด วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกรณี วรศิษฎ์ เผยปมแชตโยง ส.อบจ.สตูล เป็นนายหน้าทุจริตสอบท้องถิ่น โดยยืนยันชัดเจนว่าหากพบหลักฐานความผิดจริง จะไม่มีการละเว้นและต้องดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด

วรศิษฎ์ เผยปมแชตโยง ส.อบจ.สตูล เป็นนายหน้าทุจริตสอบท้องถิ่น

เหตุการณ์เริ่มต้นจากเพจเฟซบุ๊ก “ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย” ที่ได้นำหลักฐานเป็นภาพแชตสนทนามาเปิดเผย ซึ่งอ้างว่าเป็นเครือข่ายนายหน้าที่ช่วยในการทุจริตสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น โดยระบุชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) ท่านหนึ่งในจังหวัดสตูล สร้างความฮือฮาให้กับวงการสอบราชการไทยเป็นอย่างมาก

เปิดใจ วรศิษฎ์ เผยปมแชตโยง ส.อบจ.สตูล เป็นนายหน้าทุจริตสอบท้องถิ่น

ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุด นายวรศิษฎ์ ได้ระบุถึงแนวทางการตรวจสอบว่า เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ตามหลักฐานที่มี และหากตรวจพบว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นจริง กระทรวงมหาดไทยพร้อมที่จะจัดการอย่างถึงที่สุด เพราะถือเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นของระบบราชการไทย และเป็นการเอาเปรียบผู้เข้าสอบคนอื่นๆ ที่ตั้งใจอ่านหนังสือสอบอย่างสุจริต

จากการตรวจสอบในเบื้องต้น พบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:

  • มีการระบุถึงเครือข่ายนายหน้าทุจริตที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ
  • การทุจริตสอบท้องถิ่นเป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องอาศัยความร่วมมือในการตรวจสอบ
  • รัฐมนตรีสั่งการให้ยึดตามข้อเท็จจริงเป็นหลัก เพื่อความโปร่งใส

นอกจากนี้ นายวรศิษฎ์ ยังเสริมว่าเครือข่ายการทุจริตเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีกระจัดกระจายอยู่หลายกลุ่ม ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแกะรอยและขยายผลเพื่อกวาดล้างขบวนการเหล่านี้ให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทย เพื่อให้การสอบเข้ารับราชการมีความเป็นธรรมและเท่าเทียมสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการสอบราชการไทยในอนาคต

ที่มา – “วรศิษฎ์” เผยปมแชตโยง ส.อบจ.สตูล เป็นนายหน้าทุจริตสอบท้องถิ่น หากพบผิดต้องจัดการ

นฤชา ยันระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ ไม่แจกปืนกำนัน-ผญบ.

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างมาก สำหรับความเคลื่อนไหวจากกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอาวุธปืน ล่าสุด นฤชา ยันระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ แจง ไม่ได้แจกปืนกำนัน-ผญบ.เกาะพะงัน เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ต้องการจำกัดจำนวนปืนในสังคมอย่างจริงจัง

นฤชา ยันระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ แจง ไม่ได้แจกปืนกำนัน-ผญบ.เกาะพะงัน

หลายท่านคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับงานเลี้ยงครบรอบ 134 ปี กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่เกาะพะงัน ที่มีการกล่าวถึงการมอบรางวัลเป็นอาวุธปืน ซึ่งทางอธิบดีกรมการปกครองได้ออกมาชี้แจงชัดเจนว่า ในปีนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบรางวัลเป็นสิ่งของหรือเงินสดที่มีมูลค่าเทียบเท่าแทน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการระงับการออกใบอนุญาตซื้อหรือใบ ป.3 ที่กำลังบังคับใช้ในขณะนี้

สรุปมาตรการควบคุมอาวุธปืนฉบับเข้มข้น

นโยบาย นฤชา ยันระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ แจง ไม่ได้แจกปืนกำนัน-ผญบ.เกาะพะงัน ในครั้งนี้ถือเป็นการล็อกระบบฐานข้อมูลส่วนกลางเพื่อระงับการออกใบอนุญาตชั่วคราว ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ควรรู้ดังนี้:

  • ระงับการออกใบ ป.3 ทั่วประเทศโดยไม่มีข้อยกเว้นทั้งประชาชนและปืนสวัสดิการ
  • รางวัลกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเปลี่ยนจากอาวุธปืนเป็นแหนบทองคำหรือสิ่งของแทน
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจที่จำเป็นต้องพกปืนต้องมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้บังคับบัญชา

การดำเนินการเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาอาวุธปืน เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความกังวลเรื่องการพกอาวุธปืนระหว่างปฏิบัติหน้าที่ อธิบดีกรมการปกครองได้เน้นย้ำว่า หากได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาตามคำสั่งที่เป็นลายลักษณ์อักษร ก็ยังคงสามารถพกพาอาวุธเพื่อทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยได้ตามกฎหมาย

ในมุมมองของผู้เขียน มาตรการนี้อาจจะดูเข้มงวดในช่วงแรก แต่หากพิจารณาถึงเป้าหมายระยะยาวในการลดความรุนแรงในสังคมแล้ว การควบคุมใบอนุญาตอย่างเป็นระบบถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากครับ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าแนวทางนี้จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “นฤชา” ยันระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ แจง ไม่ได้แจกปืนกำนัน-ผญบ.เกาะพะงัน

คราบน้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมันลอยถึงฝั่งโอมาน

คราบน้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมันลอยถึงฝั่งโอมาน

สถานการณ์สิ่งแวดล้อมในตะวันออกกลางกำลังน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เมื่อมีการรายงานว่า คราบน้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมันลอยถึงฝั่งโอมาน หลังจากที่เรือ “แคโรไลน์ เบเซนกี” ประสบเหตุเกยตื้นนอกชายฝั่งตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยล่าสุดสำนักงานสิ่งแวดล้อมของโอมานยืนยันว่าผลกระทบได้ขยายตัวไปในวงกว้างแล้ว

จากการประเมินล่าสุดโดยผู้เชี่ยวชาญผ่านภาพถ่ายดาวเทียม พบว่าพื้นที่มลพิษทางทะเลในครั้งนี้อาจกว้างขวางเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยพบว่าพื้นที่ปนเปื้อนน้ำมันดิบได้ขยายตัวครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 2,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้หมู่เกาะฮัลลานิยัต ซึ่งเป็นแหล่งอนุรักษ์ธรรมชาติที่สำคัญของสัตว์หายาก เช่น เต่าทะเล วาฬหลังค่อม และนกกาน้ำโซโคตรา

ผลกระทบและภัยคุกคามจากการรั่วไหลของน้ำมัน

นับเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่งเมื่อ คราบน้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมันลอยถึงฝั่งโอมาน ในขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเผชิญกับอุปสรรคจากลมมรสุมตามฤดูกาล ทำให้การเข้าถึงตัวเรือและปฏิบัติการกู้เรือเป็นไปอย่างยากลำบากและล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าเรืออาจแตกเสียหายจนน้ำมันที่หลงเหลืออยู่อีกกว่า 1 ล้านบาร์เรลรั่วไหลออกมาทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลกระทบร้ายแรงพอๆ กับเหตุการณ์น้ำมันรั่วครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์

นอกเหนือจากเหตุการณ์ที่โอมานแล้ว สื่อยังรายงานถึงสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซที่มีคราบน้ำมันไหลเข้าสู่ชายฝั่งของอิหร่านเช่นกัน โดยมลพิษดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อป่าชายเลนและระบบนิเวศทางทะเลที่เปราะบาง โดยเหตุการณ์ คราบน้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมันลอยถึงฝั่งโอมาน ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงของการเดินเรือเชิงพาณิชย์และผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

สิ่งที่เราควรตระหนักในเรื่องนี้:

  • การดูแลรักษาความปลอดภัยทางทะเลควรเป็นวาระเร่งด่วนระดับโลก
  • ผลกระทบจากน้ำมันรั่วไหลใช้เวลานานหลายทศวรรษในการฟื้นฟู
  • ความรับผิดชอบของเจ้าของเรือและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญในการเยียวยาธรรมชาติ

ท้ายที่สุดแล้ว เราทุกคนหวังว่าทางการโอมานและหน่วยงานระดับนานาชาติจะสามารถร่วมมือกันควบคุมสถานการณ์ก่อนที่ความเสียหายจะขยายตัวไปมากกว่านี้ เพราะธรรมชาติเมื่อถูกทำลายไปแล้ว ไม่สามารถหาอะไรมาทดแทนได้โดยง่าย

ที่มา – คราบน้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมันลอยถึงฝั่งโอมาน กินพื้นที่กว่า 2,000 ตารางกิโลเมตร

นายกฯ ตกใจเหตุกราดยิงที่โคราช สั่งยกเลิกด่วนงานเลี้ยงกำนัน-ผญบ.แจกปืนลูกซอง

นายกฯ ตกใจเหตุกราดยิงที่โคราช สั่งยกเลิกด่วนงานเลี้ยงกำนัน-ผญบ.แจกปืนลูกซอง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมทันที หลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นอีกครั้ง โดยนายกฯ ตกใจเหตุกราดยิงที่โคราช สั่งยกเลิกด่วนงานเลี้ยงกำนัน-ผญบ.แจกปืนลูกซอง ทันทีที่ทราบข่าว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงกับออกอาการตกใจและแสดงท่าทีไม่พอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยถามด้วยความสงสัยว่า “อีกแล้วหรอ” พร้อมกับย้ำชัดเจนว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องเข้ามาจัดการโครงสร้างการครอบครองอาวุธปืนในประเทศไทยอย่างจริงจังและเด็ดขาด

ความกังวลของสังคมไม่ได้หยุดอยู่แค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงาน “ชิม ช้อป ใช้” ที่จังหวัดนครราชสีมาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประเด็นเรื่องการครอบครองอาวุธปืนที่ดูจะเข้าถึงได้ง่ายเกินไป ล่าสุดมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมแจกรางวัลเป็นอาวุธปืนลูกซองยาวในงานเลี้ยงครบรอบ 134 ปี กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งสร้างความมึนงงให้กับประชาชนจำนวนมากว่าเหตุใดหน่วยงานภาครัฐระดับท้องถิ่นจึงยังคงมีนโยบายสนับสนุนให้มีการแจกปืนเป็นรางวัล

มาตรการคุมเข้มการถือครองอาวุธปืน

นอกจากประเด็นที่ นายกฯ ตกใจเหตุกราดยิงที่โคราช สั่งยกเลิกด่วนงานเลี้ยงกำนัน-ผญบ.แจกปืนลูกซอง แล้ว นายอนุทินยังได้เน้นย้ำถึงแนวทางการทำงานในระยะยาว โดยเฉพาะเรื่องการประเมินสุขภาพจิตของผู้ที่ต้องการขอใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงซ้ำซาก โดยรัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายให้มีความเข้มงวดมากขึ้น

  • สั่งการให้อธิบดีกรมการปกครองยกเลิกนโยบายแจกปืนเป็นรางวัลทันที
  • เปลี่ยนไปใช้วัตถุประสงค์อื่นที่สร้างสรรค์กว่าในการให้รางวัลแก่กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน
  • เร่งตรวจสอบกระบวนการออกใบอนุญาตพกพาและครอบครองอาวุธปืนทั่วประเทศ
  • เน้นการประเมินสภาพจิตใจของผู้ครอบครองอาวุธปืนเป็นหัวใจหลัก

การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพยายามอย่างเต็มที่ที่จะตัดวงจรการเข้าถึงอาวุธปืนที่ผิดที่ผิดทาง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่เพียงการสั่งยกเลิกงานเลี้ยง แต่รวมถึงการปลูกฝังจิตสำนึกและการจัดระบบฐานข้อมูลปืนให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้คำว่า “อีกแล้วหรอ” กลายเป็นคำถามที่คนไทยต้องถามซ้ำๆ ในอนาคต

ในมุมมองของประชาชน เราหวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความปลอดภัยในสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าความรุนแรงด้วยอาวุธปืนจะต้องลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มา – นายกฯ ตกใจเหตุกราดยิงที่โคราช สั่งยกเลิกด่วนงานเลี้ยงกำนัน-ผญบ.แจกปืนลูกซอง

รัฐบาลโชว์ผลงาน 10 เดือน ปราบสินค้าเถื่อน 32,812 คดี

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับมาตรการเข้มงวดของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องการจัดการกับสินค้าหนีภาษี ซึ่งล่าสุดมีรายงานสรุปผลงานที่น่าสนใจมาก เมื่อ รัฐบาลโชว์ผลงาน 10 เดือน ปราบสินค้าเถื่อน 32,812 คดี พบคดียาสูบกระทำผิดมากสุด ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงการทำงานอย่างหนักของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับระบบเศรษฐกิจและผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องตามกฎหมายครับ

รัฐบาลโชว์ผลงาน 10 เดือน ปราบสินค้าเถื่อน 32,812 คดี พบคดียาสูบกระทำผิดมากสุด

จากการเปิดเผยข้อมูลโดยรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พบว่าในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิต โดยมีการบูรณาการร่วมกับกรมสรรพสามิตและหน่วยงานความมั่นคงเพื่อกวาดล้างขบวนการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์จากการปฏิบัติการตลอด 10 เดือนเต็ม ทำให้สามารถจับกุมคดีได้ถึง 32,812 คดี คิดเป็นค่าปรับมหาศาลกว่า 901.82 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ

ทำไมคดียาสูบถึงครองแชมป์สินค้าเถื่อน?

หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตาจากรายงาน รัฐบาลโชว์ผลงาน 10 เดือน ปราบสินค้าเถื่อน 32,812 คดี พบคดียาสูบกระทำผิดมากสุด ก็คือเรื่องของบุหรี่เถื่อนครับ ข้อมูลระบุว่าคดียาสูบมีจำนวนสูงถึง 20,160 คดี หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 61 ของคดีทั้งหมดที่จับกุมได้ สาเหตุหลักน่าจะเป็นเพราะส่วนต่างของราคาสินค้าหนีภาษีกับสินค้าที่เสียภาษีถูกต้องมีความแตกต่างกันมาก ทำให้เกิดแรงจูงใจในการลักลอบนำเข้าเพื่อทำกำไร ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของรัฐและผู้ค้ารายย่อยที่ทำธุรกิจสุจริต

  • การบูรณาการข้อมูล: ใช้การข่าวเชิงลึกเพื่อสกัดกั้นก่อนสินค้าถึงมือผู้บริโภค
  • การปฏิบัติการเชิงรุก: ลงพื้นที่ตรวจสอบทั่วประเทศไม่เว้นวันหยุด
  • การยกระดับความเข้มงวด: เพิ่มโทษและมาตรการตรวจสอบให้รัดกุมยิ่งขึ้น

ความสำเร็จจากการที่ รัฐบาลโชว์ผลงาน 10 เดือน ปราบสินค้าเถื่อน 32,812 คดี พบคดียาสูบกระทำผิดมากสุด ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของตัวเลขการจับกุม แต่เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าภาครัฐเอาจริงกับการปราบปรามสินค้าหนีภาษีทุกรูปแบบ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับตลาดและปกป้องเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว หวังว่าการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้นนี้จะช่วยลดจำนวนสินค้าผิดกฎหมายในบ้านเราให้เบาบางลงได้ในอนาคตครับ

ที่มา – รัฐบาลโชว์ผลงาน 10 เดือน ปราบสินค้าเถื่อน 32,812 คดี พบคดียาสูบกระทำผิดมากสุด

ผู้สอบท้องถิ่นดูคะแนน 13-31 ส.ค.นี้ ส่ง 5,925 รายชื่อฟันผิด

ตรวจสอบผลคะแนน สอบท้องถิ่นดูคะแนน 13-31 ส.ค.นี้ ส่ง 5,925 รายชื่อฟันผิด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ล่าสุด นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญว่า ทาง สถ. ได้เปิดให้ผู้สอบท้องถิ่นดูคะแนน 13-31 ส.ค. นี้ เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบความถูกต้อง หลังจากที่มีการยกเลิกบัญชีผู้ที่สอบได้เดิมที่มีปัญหา

สำหรับผู้ที่ต้องการตรวจสอบคะแนนของตนเอง สามารถทำได้ผ่านสองช่องทางหลักคือ ส่วนกลางของ สถ. และการตรวจสอบผ่านหน่วยงานจังหวัด ซึ่งข้อมูลที่ประกาศออกมาในครั้งนี้ถือเป็นผลคะแนนที่ปรับปรุงให้ถูกต้องตามมติของคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) เรียบร้อยแล้ว การเปิดโอกาสให้ผู้สอบท้องถิ่นดูคะแนน 13-31 ส.ค. นี้ เป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนสู่ระบบการสอบแข่งขันให้เป็นไปอย่างยุติธรรมและตรวจสอบได้

มาตรการเด็ดขาดจัดการทุจริตและการสอบท้องถิ่นดูคะแนน 13-31 ส.ค.นี้

นอกจากประเด็นเรื่องการตรวจสอบคะแนนแล้ว สิ่งที่สังคมให้ความสนใจไม่แพ้กันคือการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต โดยนายนิรัตน์ได้ย้ำชัดเจนว่า ขณะนี้ได้มีการส่งรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับความผิดจำนวน 5,925 รายชื่อ ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด โดยไม่มีการละเว้น ไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ในหน่วยงานใดก็ตาม

การดำเนินการกวาดล้างขบวนการทุจริตครั้งนี้ถือเป็นการ “กวาดบ้าน” ครั้งใหญ่ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งนายนิรัตน์กล่าวว่าผู้ที่ทำตัวเป็นนายหน้าหรือมีส่วนในขบวนการซื้อขายตำแหน่งต้องได้รับโทษตามกฎหมายอาญาอย่างสาสม โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • เปิดให้ผู้สอบตรวจสอบคะแนนได้ด้วยตนเองผ่านส่วนกลางและจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 13-31 สิงหาคม 2569
  • ส่งรายชื่อ 5,925 รายชื่อที่พบความผิดปกติให้หน่วยงานตรวจสอบทั้ง 5 แห่งที่ทำ MOU ร่วมกัน
  • เตรียมปรับปรุงโครงสร้างการจัดสอบในอนาคตเพื่อปิดจุดอ่อนและช่องว่างการทุจริต
  • ยืนยันความพร้อมหากนโยบายระดับสูงต้องการให้หน่วยงานอื่น เช่น ก.พ. เข้ามาดูแลการจัดสอบแทน

ในอนาคต หากมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจการจัดสอบไปสู่หน่วยงานอื่น เช่น ก.พ. ตามที่มีข้อเรียกร้อง ทาง สถ. ก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามนโยบายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการ และเป็นการปรับปรุงกระบวนการทำงานที่ไม่ก่อให้เกิดข้อผิดพลาดหรือการทุจริตได้อีกต่อไป สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการสร้างระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน เพื่อให้ผู้ที่มีความสามารถจริงได้รับการคัดเลือกเข้ารับราชการ

สรุปแล้ว การที่ให้ผู้สอบท้องถิ่นดูคะแนน 13-31 ส.ค. นี้ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการแสดงความจริงใจของหน่วยงานรัฐ หากใครที่อยู่ในกลุ่มผู้เข้าสอบ แนะนำให้รีบไปดำเนินการตรวจสอบคะแนนของตนเองภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อรักษาสิทธิของตนเองให้ถูกต้องครับ

ที่มา – “นิรัตน์” เผย ผู้สอบท้องถิ่นดูคะแนนส่วนกลาง-จังหวัด 13-31 ส.ค.นี้ ส่ง 5,925 รายชื่อฟันผิด

รัฐบาลเตือน 12 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนัก–น้ำท่วมฉับพลัน

ช่วงนี้ใครที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยต้องคอยติดตามข่าวสารกันให้ดีนะครับ เพราะล่าสุดรัฐบาลเตือน 12 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนัก–น้ำท่วมฉับพลัน หลังจากกรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์สภาพอากาศในช่วงวันที่ 10–16 สิงหาคมนี้ว่าจะมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในโซนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือครับ

รัฐบาลเตือน 12 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนัก–น้ำท่วมฉับพลัน อย่างใกล้ชิด

การประกาศแจ้งเตือนในครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ นะครับ เพราะด้วยร่องมรสุมที่พาดผ่านผนวกกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังค่อนข้างแรง ทำให้หลายพื้นที่ต้องเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ใกล้ทางน้ำไหลผ่านหรือที่ลุ่มต่ำ ข้อมูลล่าสุดระบุว่ารัฐบาลเตือน 12 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนัก–น้ำท่วมฉับพลัน ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน มุกดาหาร สระบุรี ร้อยเอ็ด ยโสธร นครพนม อุดรธานี พิษณุโลก และอำนาจเจริญ

มาตรการเตรียมพร้อมรับมือจากกรมชลประทาน

เพื่อให้ประชาชนอุ่นใจ รัฐบาลได้สั่งการให้กรมชลประทานเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ ทั้งในส่วนของเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และบุคลากรให้พร้อมเข้าช่วยเหลือทันทีหากเกิดเหตุอุทกภัย นอกจากนี้ยังมีการติดตามปริมาณน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการน้ำไม่ให้กระทบต่อประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำมากเกินไป

สิ่งที่พวกเราทำได้ในตอนนี้คือการเตรียมตัวครับ:

  • ติดตามข่าวสารจากทางราชการและกรมอุตุฯ อย่างใกล้ชิด
  • ตรวจสอบบ้านเรือนและสิ่งของมีค่า โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในที่ลุ่มต่ำให้รีบย้ายขึ้นที่สูง
  • เตรียมอุปกรณ์สำคัญ เครื่องมือการเกษตร และยารักษาโรคให้พร้อม
  • หากฝนตกหนักต่อเนื่องควรสังเกตระดับน้ำ หากมีความผิดปกติให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ความปลอดภัยของทุกคนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ การเตรียมพร้อมล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากธรรมชาติได้ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น ขอให้ทุกท่านเชื่อฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของครอบครัวนะครับ เรามาเป็นกำลังใจให้พี่น้องในทั้ง 12 จังหวัดผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปได้ด้วยกันครับ

ที่มา – รัฐบาลเตือน 12 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนัก–น้ำท่วมฉับพลัน กำชับชลประทานเตรียมพร้อมรับมือ

ยังไม่เจอตัว หนุ่มป่วยจิตเวช หลังบุกป่วนโรงเรียนประถมย่านบางบัวทอง

เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายคนคงกำลังเป็นกังวลใจกันไม่น้อยเลยนะครับ กับข่าวล่าสุดที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี กรณีที่มีรายงานว่า ยังไม่เจอตัว “หนุ่มป่วยจิตเวช” หลังบุกป่วนโรงเรียนประถมย่านบางบัวทอง ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความหวาดระแวงให้กับผู้ปกครองและครูในละแวกนั้นเป็นอย่างมาก เพราะความปลอดภัยของลูกหลานเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดครับ

สถานการณ์ล่าสุด: ยังไม่เจอตัว “หนุ่มป่วยจิตเวช” หลังบุกป่วนโรงเรียนประถมย่านบางบัวทอง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา นายยุทธ (นามสมมติ) ชายผู้ป่วยจิตเวชได้ก่อเหตุคุ้มคลั่งที่โรงเรียนประชารัฐบำรุง ทำให้ทางเจ้าหน้าที่และฝ่ายปกครองต้องรีบเข้ามาจัดการและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด จนถึงตอนนี้การค้นหายังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีบ้าง แต่ก็ยังไม่พบตัวผู้ก่อเหตุตัวจริงครับ

มาตรการเฝ้าระวังเพื่อความปลอดภัยของเด็กนักเรียน

หลังจากเกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้ฝ่ายปกครองเข้าดูแลสถานศึกษาในพื้นที่ตำบลบางบัวทองทันที โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้:

  • จัดเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านและฝ่ายปกครองเฝ้าเวรยามหน้าโรงเรียนตลอดทั้งวัน
  • เพิ่มความเข้มงวดในการเข้า-ออกของบุคคลภายนอกสถานศึกษา
  • ประสานงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางบัวทอง เพื่อติดตามตัวผู้ก่อเหตุอย่างเร่งด่วน
  • แจ้งเตือนให้ครูและนักเรียนมีความตื่นตัวและคอยสังเกตความผิดปกติรอบบริเวณโรงเรียน

หลายคนอาจจะสงสัยว่าผู้ก่อเหตุหายไปไหน? จากคำบอกเล่าของผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่พบว่า ชายคนดังกล่าวมักจะขับรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟสีน้ำตาลเข้ม ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งในปัจจุบันเจ้าหน้าที่ยังคงระดมกำลังติดตามอยู่ครับ อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองควรหมั่นพูดคุยกับบุตรหลานให้มีสติและคอยระวังตัว รวมถึงช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่หากพบเห็นบุคคลที่มีลักษณะน่าสงสัยครับ

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการเฝ้าระวังปัญหาผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนเป็นเรื่องที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่ภาครัฐ แต่รวมถึงเพื่อนบ้านและคนในพื้นที่ที่ต้องใส่ใจกันและกัน ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาเข้าสู่กระบวนการรักษาโดยเร็ว เพื่อให้เด็กๆ และผู้ปกครองได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติและมีความสุขเหมือนเดิมครับ

ที่มา – ยังไม่เจอตัว “หนุ่มป่วยจิตเวช” หลังบุกป่วนโรงเรียนประถมย่านบางบัวทอง

Scroll to top