ข่าววันนี้

สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ

สถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับภารกิจเร่งด่วน โดยทาง สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ เพื่อสร้างเอกภาพในการทำงานและลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงในพื้นที่

สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ

การประชุมร่วมกับคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลในครั้งนี้ ถือเป็นการวางกรอบการทำงานก่อนที่เลขาฯ สมช. จะเดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 17-18 สิงหาคม 2569 โดยประเด็นหลักที่ต้องหยิบยกไปหารือคือการควบคุมแนวชายแดนให้มีความเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการปัญหาบุคคลสองสัญชาติ ซึ่งถือเป็นโจทย์ยากที่สะสมมานานและส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคล

เหตุผลที่ต้องเร่งเดินหน้า สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ

ปัญหาบุคคลสองสัญชาติกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการรักษาความปลอดภัย เพราะบ่อยครั้งที่ผู้ก่อเหตุมีการเปลี่ยนชื่อหรือใช้ช่องโหว่ในการเข้าออกประเทศ ทำให้การติดตามตัวเป็นไปได้ยาก นี่คือเหตุผลหลักที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการดังนี้:

  • การจัดทำฐานข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นระบบและเป็นเอกภาพ
  • การประสานความร่วมมือด้านข้อมูลอัตลักษณ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
  • การบังคับใช้กฎหมายให้มีความชัดเจนเรื่องการถือสัญชาติเดียวตามหลักสากล

นายฉัตรชัยได้ย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถคัดกรองบุคคลที่ผ่านเข้าออกตามแนวชายแดนได้อย่างแม่นยำขึ้น การที่ สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การวางรากฐานความมั่นคงอย่างยั่งยืนในระยะยาว

แม้ว่าการถอนสัญชาติไทยจะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ แต่การจัดระเบียบให้ชัดเจนว่าใครคือใคร จะช่วยลดช่องว่างให้ผู้ที่คิดจะก่อเหตุใช้เป็นพื้นที่หลบซ่อนได้ การร่วมมือกับมาเลเซียจึงเป็นกุญแจสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้ต้องขับเคลื่อนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด

ในมุมมองของเรา การแก้ปัญหาความไม่สงบไม่ได้จบที่การใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้การทูตและการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด ความพยายามของสมช. ในครั้งนี้ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้องและน่าติดตามอย่างยิ่งว่า ผลการหารือในวันที่ 17-18 สิงหาคมนี้ จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่มั่นคงในพื้นที่ได้จริงหรือไม่

ที่มา – สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ

ออสเตรเลียเริ่มฉีดวัคซีนหวัดนก ให้กับนกพื้นเมืองที่มีความเสี่ยงสูง หลังพบติดเชื้อ230 ตัวทั่วประเทศ

ออสเตรเลียเริ่มฉีดวัคซีนหวัดนก ให้กับนกพื้นเมืองที่มีความเสี่ยงสูง หลังพบติดเชื้อ230 ตัวทั่วประเทศ

ถือเป็นข่าวใหญ่ที่คนรักสัตว์และนักอนุรักษ์ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดครับ เมื่อล่าสุดทางรัฐบาลออสเตรเลียได้ออกมาประกาศแผนการสำคัญในการรับมือกับการระบาดของไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ที่กำลังคุกคามสัตว์ปีกในประเทศ โดยรัฐบาลได้ตัดสินใจที่จะออสเตรเลียเริ่มฉีดวัคซีนหวัดนก ให้กับนกพื้นเมืองที่มีความเสี่ยงสูง หลังพบติดเชื้อ230 ตัวทั่วประเทศ เพื่อเป็นการยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคไม่ให้ขยายวงกว้างไปมากกว่านี้ครับ

สถานการณ์ในขณะนี้นับว่าน่ากังวลไม่น้อย เนื่องจากเชื้อ H5N1 ได้เริ่มส่งผลกระทบต่อนกในธรรมชาติอย่างเห็นได้ชัด การตัดสินใจที่ทาง ออสเตรเลียเริ่มฉีดวัคซีนหวัดนก ให้กับนกพื้นเมืองที่มีความเสี่ยงสูง หลังพบติดเชื้อ230 ตัวทั่วประเทศ ครั้งนี้ จึงถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่สำคัญมาก โดยมีการจัดสรรงบประมาณกว่า 2 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 46 ล้านบาท เพื่อจัดหาวัคซีนจำนวน 1,500 ขวด มาฉีดให้กับนกในกรงเลี้ยงและนกพื้นเมืองที่มีความเปราะบางต่อโรคเป็นกลุ่มแรกครับ

รายละเอียดการป้องกันและการเฝ้าระวัง

  • การฉีดวัคซีนจะเริ่มขึ้นภายในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
  • เน้นกลุ่มเป้าหมายคือนกพื้นเมืองหายากและนกในกรงเลี้ยงที่มีความเสี่ยง
  • มีการเฝ้าระวังการตายหมู่ของนกในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ
  • ความเสี่ยงต่อมนุษย์ในปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงต้องเร่งดำเนินการ? คำตอบก็คือ เมื่อไม่นานมานี้เราเพิ่งได้รับรายงานการตายหมู่ของนกนางนวลทะเลหงอนใหญ่ประมาณ 50 ตัวบนเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่าเชื้อโรคนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว การที่ ออสเตรเลียเริ่มฉีดวัคซีนหวัดนก ให้กับนกพื้นเมืองที่มีความเสี่ยงสูง หลังพบติดเชื้อ230 ตัวทั่วประเทศ จึงเป็นก้าวย่างสำคัญที่รัฐบาลต้องทำให้สำเร็จเพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศเอาไว้ครับ

อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลยังคงเน้นย้ำว่าในภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมการเกษตรยังคงปลอดภัยดี และขอให้ประชาชนอย่าเพิ่งตื่นตระหนกจนเกินไป แต่ควรหมั่นสังเกตอาการนกในความดูแลหรือสัตว์ปีกในพื้นที่ หากพบความผิดปกติควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีครับ การร่วมมือกันของทุกคนจะช่วยให้เราผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างปลอดภัยที่สุด

ที่มา – ออสเตรเลียเริ่มฉีดวัคซีนหวัดนก ให้กับนกพื้นเมืองที่มีความเสี่ยงสูง หลังพบติดเชื้อ230 ตัวทั่วประเทศ

ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

เป็นที่จับตามองอย่างมากสำหรับการเตรียมความพร้อมจัดประชุม ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าถึงภารกิจสำคัญในครั้งนี้ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และแก้ไขปัญหาผังเมืองที่คั่งค้างมานาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นการขับเคลื่อนนโยบายจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค โดยเน้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งทางภาครัฐได้มีการประสานงานร่วมกับภาคเอกชนและผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อรวบรวมข้อมูลและโครงการที่จะช่วยพัฒนาอาชีพและรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

จุดประสงค์หลักของการประชุม ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ในการประชุมที่จะถึงนี้ รัฐบาลไม่ได้เพียงแค่ต้องการอนุมัติงบประมาณ แต่ต้องการฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่จริงๆ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับ:

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและผังเมืองใหม่ให้เหมาะสมกับยุคสมัย
  • การส่งเสริมอาชีพเพื่อยกระดับรายได้เฉลี่ยของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  • การเร่งผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารให้เป็นระบบมากขึ้น

ทางด้านนายพิพัฒน์ได้ฝากถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่อาจมีการยกระดับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจว่า ตนไม่เข้าใจถึงเหตุผลในการประท้วง โดยเฉพาะประเด็นที่จบไปแล้วหรือไม่มีอยู่จริง พร้อมย้ำว่า ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม ซึ่งเป็นช่องทางที่เปิดกว้างและพร้อมรับฟังมากกว่าการมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงโครงการ Missing Link และการพัฒนาท่าเรือฝั่งอันดามัน ซึ่งกระทรวงคมนาคมกำลังเร่งศึกษาความเหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องกับระบบราง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ส่วนประเด็นน้ำท่วมในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ได้มีการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนอย่างใกล้ชิดแล้ว

ในมุมมองของเรา การที่ภาครัฐลงมาประชุมถึงพื้นที่จริงเป็นสัญญาณที่ดีของการแก้ปัญหาแบบถึงลูกถึงคน สิ่งสำคัญคือการสื่อสารและการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐกับภาคประชาชน หากเกิดข้อสงสัยหรือต้องการข้อเสนอแนะ การพูดคุยผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามที่กระทรวงคมนาคมแนะนำ ถือเป็นวิธีการที่สร้างสรรค์และก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่าการใช้กฎหมู่กดดันรัฐบาลครับ

ที่มา – ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ผบ.ตร. รับนายกฯ โทรติง ปม ฉลอง สูบบุหรี่แถลงข่าว ไม่ใส่กุญแจมือ สั่งจเรฯ สอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีภาพปรากฏออกมาว่า นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต ส.ส.นนทบุรี ผู้ต้องหาคดีสำคัญ กำลังสูบบุหรี่อย่างสบายใจในระหว่างการควบคุมตัวของตำรวจที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ แถมยังไม่มีการใส่กุญแจมือตามระเบียบที่ควรจะเป็น ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ผบ.ตร. รับนายกฯ โทรติง ปม ฉลอง สูบบุหรี่แถลงข่าว ไม่ใส่กุญแจมือ สั่งจเรฯ สอบ

ล่าสุด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อมวลชนว่า ท่านได้รับสายตรงจากนายกรัฐมนตรีที่โทรมาตักเตือนในเรื่องนี้โดยเฉพาะ โดยนายกฯ ได้กำชับถึงความเหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งเรื่องการแถลงข่าว การใช้เครื่องพันธนาการให้เป็นไปตามกฎระเบียบ และการควบคุมพฤติกรรมของผู้ต้องหาขณะถูกควบคุมตัว ซึ่ง ผบ.ตร. ก็น้อมรับคำสั่งและเร่งสั่งการให้จเรตำรวจแห่งชาติตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงทันที เพื่อไม่ให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้อีก

เหตุผลที่ต้องเข้มงวดกับมาตรฐานตำรวจ

การที่ ผบ.ตร. รับนายกฯ โทรติง ปม ฉลอง สูบบุหรี่แถลงข่าว ไม่ใส่กุญแจมือ สั่งจเรฯ สอบ ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงตำรวจทั่วประเทศว่า ต่อไปนี้ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เคร่งครัดตามระเบียบที่วางไว้ตั้งแต่อดีต ไม่ว่าผู้ต้องหาจะเป็นใคร มีชื่อเสียงเพียงใด กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเครื่องพันธนาการและการคุมตัวที่ต้องมีความรัดกุม

  • ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวน
  • ทบทวนระเบียบการใช้กุญแจมือและมาตรการควบคุมตัว
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กำชับเรื่องมาตรการตรวจค้นอาวุธ ซึ่งทาง ผบ.ตร. ยอมรับว่าเป็นงานที่ท้าทาย แต่ได้ย้ำชัดว่า “ภายใต้ฟ้าเมืองไทย ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้” พร้อมจะพัฒนาทั้งทักษะและข้อมูลด้านการข่าวให้ดียิ่งขึ้น เพื่อป้องกันเหตุร้ายและสร้างความอุ่นใจให้แก่พี่น้องประชาชน

ถือเป็นบทเรียนสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ต้องปรับตัวให้ทันต่อยุคสมัยที่สังคมจับจ้องทุกฝีก้าว การออกมาแสดงความรับผิดชอบและเร่งตรวจสอบในกรณี ผบ.ตร. รับนายกฯ โทรติง ปม ฉลอง สูบบุหรี่แถลงข่าว ไม่ใส่กุญแจมือ สั่งจเรฯ สอบ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการกู้คืนศรัทธาของประชาชนครับ

ที่มา – ผบ.ตร. รับนายกฯ โทรติง ปม “ฉลอง” สูบบุหรี่แถลงข่าว ไม่ใส่กุญแจมือ สั่งจเรฯ สอบ

ลูกสาว นายก อบจ.นนทบุรี รับร่างพ่อ ยันความจริงมีหนึ่งเดียว

เป็นข่าวที่สร้างความโศกเศร้าให้กับคนในจังหวัดนนทบุรีเป็นอย่างมาก เมื่อครอบครัวได้เดินทางไปรับร่างของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ณ สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอาลัยจากญาติมิตร

ลูกสาว นายก อบจ.นนทบุรี รับร่างพ่อ ยันความจริงมีหนึ่งเดียว

ท่ามกลางกระแสข่าวและประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด น.ส.พรรษพร เย็นประเสริฐ บุตรสาวของ พ.ต.อ.ธงชัย ได้ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกหลังเหตุการณ์สูญเสีย โดยเธอยืนยันหนักแน่นว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้น ลูกสาว นายก อบจ.นนทบุรี รับร่างพ่อ ยันความจริงมีหนึ่งเดียว ซึ่งครอบครัวเชื่อมั่นว่าคนในจังหวัดนนทบุรีต่างทราบดีว่าคุณพ่อเป็นคนอย่างไรและทำคุณประโยชน์ให้กับพื้นที่มามากมายเพียงใด

เปิดใจลูกสาวหลังเหตุการณ์สูญเสียครั้งใหญ่

บุตรสาวระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พ.ต.อ.ธงชัย เป็นผู้ที่เสียสละและอุทิศตนเพื่อประชาชนชาวนนทบุรีมาโดยตลอด การที่ท่านได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนายก อบจ. มาหลายสมัยนั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงผลงานและความมุ่งมั่นในการทำงานได้เป็นอย่างดี ในส่วนของประเด็นทางคดีหรือความสัมพันธ์ต่างๆ ที่เป็นที่สงสัยในสังคม ทางครอบครัวขอให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินการสืบสวนและหาคำตอบที่ชัดเจนตามกระบวนการยุติธรรม ลูกสาว นายก อบจ.นนทบุรี รับร่างพ่อ ยันความจริงมีหนึ่งเดียว และขอให้ความจริงปรากฏในที่สุด

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ มีดังนี้:

  • สถานที่จัดงาน: วัดสะพานสูง อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
  • พิธีรดน้ำศพ: วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00 น.
  • พิธีสวดพระอภิธรรม: วันที่ 11-19 สิงหาคม 2569 เวลา 19.00 น.
  • พิธีพระราชทานเพลิงศพ: วันที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 17.00 น.

ในฐานะที่ติดตามข่าวนี้ เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวเย็นประเสริฐต่อการจากไปของบุคคลสำคัญผู้เป็นที่รักของชาวนนทบุรี หวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะนำพาความจริงทั้งหมดออกมาให้สังคมได้รับทราบ เพื่อให้ผู้ที่สูญเสียได้รับความเป็นธรรมอย่างที่สุด

ที่มา – ลูกสาว “นายก อบจ.นนทบุรี” รับร่างพ่อที่นิติเวช ยืนยันความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว

ครม. ตั้ง ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดคมนาคมคนใหม่

เรียกได้ว่ากลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงข้าราชการไทย เมื่อล่าสุด ครม. ตั้ง ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดคมนาคมคนใหม่ อย่างเป็นทางการ เพื่อเข้ามาสานต่องานแทนที่นายชยธรรม์ พรหมศร ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในช่วงสิ้นเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ การขยับตำแหน่งครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการบริหารราชการปกติ แต่ยังถูกจับตามองว่าเป็นการจัดทัพครั้งใหญ่ภายในกระทรวงคมนาคมอีกด้วย

ครม. ตั้ง ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดคมนาคมคนใหม่

สำหรับ นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ถือเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับกระทรวงคมนาคม ด้วยวัยเพียง 50 ปี เขากลายเป็นอธิบดีกรมทางหลวงที่อายุน้อยที่สุด และล่าสุดยังสร้างสถิติเป็นปลัดกระทรวงคมนาคมที่อายุน้อยที่สุดอีกด้วย ความโดดเด่นของเขาคือการเป็นนักบริหารรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเมกะโปรเจกต์และการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Data-driven) ในการทำงาน ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งจากฝั่งพรรคการเมืองเจ้าของพื้นที่และขั้วการเมืองปัจจุบัน

เปิดเบื้องหลัง ครม. ตั้ง ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดคมนาคมคนใหม่

การขึ้นดำรงตำแหน่งครั้งนี้เปรียบเสมือนการเปิดทางให้คนรุ่นใหม่สายตรงจากบ้านใหญ่บุรีรัมย์ได้ขยับขึ้นมารับไม้ต่อในตำแหน่งสำคัญอย่างอธิบดีกรมทางหลวง โดยมีการคาดการณ์ว่านายชยุธ โลหกิจ จะเป็นตัวเต็งที่จะเข้ามานั่งเก้าอี้ตัวนี้แทน การขยับทัพในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การบริหารงานที่แนบแน่นและเป็นระบบ ซึ่งได้รับความไว้วางใจให้คุมงานโครงการขนาดใหญ่ทั่วประเทศ

ประวัติและเส้นทางของนายปิยพงษ์นั้นไม่ธรรมดา:

  • จบการศึกษาวิศวกรรมโยธาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้าน Transport Studies จาก Imperial College London
  • เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น ผู้อำนวยการกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์)
  • เชี่ยวชาญการขับเคลื่อนโครงการ M6 และ M82

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวการปรับทัพในกรมเจ้าท่าและการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งล้วนเป็นตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่ต้องอาศัยผู้ที่มีความเข้าใจในโครงสร้างพื้นฐานอย่างลึกซึ้ง การตั้งนายปิยพงษ์ขึ้นเป็นปลัดฯ จึงเป็นหมากตัวสำคัญที่จะช่วยจัดระเบียบและเดินหน้าแผนงานของคมนาคมให้ราบรื่นตลอดอายุราชการที่เหลืออีกกว่า 10 ปี

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์การเมือง การตัดสินใจของ ครม. ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่น่าสนใจ เพราะเป็นการผสมผสานระหว่างประสบการณ์วิชาการด้านวิศวกรรมขนส่งระดับโลกเข้ากับกลไกทางการเมืองที่มีความคล่องตัวสูง หากนายปิยพงษ์สามารถรักษามาตรฐานการทำงานและผลักดันเมกะโปรเจกต์ให้เสร็จตามกำหนดการเดิมได้ จะถือเป็นโอกาสทองของประเทศไทยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัยและโปร่งใสยิ่งขึ้น เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าภายใต้การนำของปลัดกระทรวงหนุ่มไฟแรงท่านนี้ กระทรวงคมนาคมจะมีทิศทางที่น่าสนใจอย่างไรบ้างครับ

ที่มา – ครม. ตั้ง“ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล” ปลัดคมนาคมคนใหม่ เปิดทางสายตรงบุรีรัมย์ขึ้นอธิบดี ทล.

บึงกาฬน้ำโขงสูงขึ้นอีก 30 ซม. น้ำหลาก 7 อำเภอ พื้นที่การเกษตร 16,000 ไร่จมน้ำ

บึงกาฬน้ำโขงสูงขึ้นอีก 30 ซม. น้ำหลาก 7 อำเภอ พื้นที่การเกษตร 16,000 ไร่จมน้ำ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมาฝากกันครับ เกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ หลังจากที่มีฝนตกหนักสะสมต่อเนื่องมานานกว่า 3 สัปดาห์ ล่าสุดสถานการณ์ บึงกาฬน้ำโขงสูงขึ้นอีก 30 ซม. น้ำหลาก 7 อำเภอ พื้นที่การเกษตร 16,000 ไร่จมน้ำ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ชาวบ้านในพื้นที่ต้องเฝ้าระวังกันอย่างใกล้ชิดเลยทีเดียวครับ

ผลกระทบวงกว้างจากระดับน้ำโขงที่เพิ่มสูงขึ้น

สาเหตุหลักที่ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น เกิดจากการที่มวลน้ำเหนือจากจังหวัดเลยและหนองคาย ไหลมารวมกับลำน้ำสาขาต่างๆ รวมถึงปริมาณน้ำที่ไหลมาจากฝั่ง สปป.ลาว ทำให้ในเช้าวันนี้ระดับน้ำที่จุดบ้านพันลำ วัดได้ถึง 12.38 เมตร เพิ่มสูงขึ้นจากเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ปัญหา บึงกาฬน้ำโขงสูงขึ้นอีก 30 ซม. น้ำหลาก 7 อำเภอ พื้นที่การเกษตร 16,000 ไร่จมน้ำ ยังสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกรในหลายพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากการรายงานล่าสุดของทางจังหวัด พบว่าพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 16,654 ไร่ ใน 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองบึงกาฬ, โซ่พิสัย, ศรีวิไล, เซกา, ปากคาด, บุ่งคล้า และบึงโขงหลง กำลังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นนาข้าวที่กำลังเติบโต นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยงที่ขาดแคลนพื้นที่สำหรับปล่อยเลี้ยงดูอีกด้วย

  • เร่งแจกถุงยังชีพและอาหารแห้งให้กับผู้ประสบภัยกว่า 27 หลังคาเรือน
  • เจ้าหน้าที่เร่งกำจัดเศษซากไม้ที่ขวางทางน้ำเพื่อป้องกันความเสียหายต่อแพสูบน้ำ
  • การประปาส่วนภูมิภาคบางจุดต้องหยุดจ่ายน้ำชั่วคราวเพื่อซ่อมแซมระบบ
  • ท้องถิ่นเตรียมการช่วยเหลือและสำรวจความเสียหายหลังน้ำลด

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ บึงกาฬน้ำโขงสูงขึ้นอีก 30 ซม. น้ำหลาก 7 อำเภอ พื้นที่การเกษตร 16,000 ไร่จมน้ำ จะยังคงอยู่ในช่วงเฝ้าระวัง แต่ทางภาครัฐก็ได้กำชับให้ชาวบ้านเตรียมตัวยกสิ่งของขึ้นที่สูงและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินครับ

ในฐานะที่เราเป็นเพื่อนร่วมสังคม สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือกำลังใจครับ หากใครที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้หมั่นตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานราชการอยู่เสมอ และหากมีใครต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมก็สามารถแจ้งไปที่องค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ได้ทันที ขอให้สถานการณ์คลี่คลายลงโดยเร็วและพี่น้องชาวบึงกาฬปลอดภัยทุกคนนะครับ

ที่มา – บึงกาฬน้ำโขงสูงขึ้นอีก 30 ซม. น้ำหลาก 7 อำเภอ พื้นที่การเกษตร 16,000 ไร่จมน้ำ

คุมตัว ฉลอง เรี่ยวแรง ฝากขัง 4 ข้อหาหนัก ไม่ยื่นประกันตัว

เรียกได้ว่าเป็นข่าวที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนในพื้นที่และสังคมไทยเป็นอย่างมาก เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการ คุมตัว “ฉลอง เรี่ยวแรง” ฝากขัง 4 ข้อหาหนัก ทนายไม่ยื่นประกันตัวชั้นสอบสวน จากกรณีเหตุยิงนายก อบจ.นนทบุรี ซึ่งถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่อยู่ในความสนใจของประชาชนจำนวนมาก วันนี้เราจะมาสรุปสถานการณ์ล่าสุดให้ทุกคนได้ติดตามกันครับ

สรุปเหตุการณ์คุมตัว “ฉลอง เรี่ยวแรง” ฝากขัง 4 ข้อหาหนัก ทนายไม่ยื่นประกันตัวชั้นสอบสวน

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา พันตำรวจเอก พฤฒ จำรูญศาสน์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์ ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวนายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต ส.ส. และนักการเมืองท้องถิ่นคนดัง ไปยังศาลจังหวัดนนทบุรี เพื่อดำเนินการฝากขังผัดแรกเป็นเวลา 12 วัน ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยใช้ทั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษและชุดอาวุธหนักคอยคุ้มกันตลอดเส้นทาง

รายละเอียดข้อหาและท่าทีของทนายความ

สำหรับการแจ้งข้อกล่าวหาในครั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้ระบุ 4 ข้อหาหนักที่นายฉลองต้องเผชิญ ได้แก่:

  • ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
  • พยายามฆ่าผู้อื่น
  • พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร
  • ยิงปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร

นอกจากนี้ ในท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนได้ยื่นคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีและเป็นคดีที่มีความรุนแรงสะเทือนขวัญ โดยในส่วนของทนายความส่วนตัวของนายฉลองเอง ก็ได้ยืนยันว่าจะไม่มีการยื่นประกันตัวในชั้นสอบสวนนี้เช่นกัน ทำให้กระบวนการทางกฎหมายต้องดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น

บรรยากาศระหว่างการคุมตัว นายฉลองไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ กับผู้สื่อข่าว เพียงแต่พยักหน้ารับเมื่อถูกถามถึงความเครียดและความเป็นห่วงลูกสาว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความกดดันที่เขากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ทั้งนี้ การควบคุมตัวไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเป็นไปตามขั้นตอนของกรมราชทัณฑ์ โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด

คดีนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของสังคมไทยเกี่ยวกับการใช้อาวุธและการจัดการความขัดแย้ง เราคงต้องจับตาดูกระบวนการยุติธรรมกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และความจริงทั้งหมดจะถูกเปิดเผยในชั้นศาลอย่างไรบ้าง ถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดครับ

ที่มา – คุมตัว “ฉลอง เรี่ยวแรง” ฝากขัง 4 ข้อหาหนัก ทนายไม่ยื่นประกันตัวชั้นสอบสวน

วราวุธ รับ เอกนัฏ ทาบ ณัฐพล รังสิตพล นั่งปลัดพลังงาน

วราวุธ รับ เอกนัฏ ทาบ ณัฐพล รังสิตพล นั่งปลัดพลังงาน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมือง เมื่อมีการขยับปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญระดับปลัดกระทรวง ล่าสุด นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้ากรณีที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มีการทาบทามนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนปัจจุบัน ให้ไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานแทนตำแหน่งที่ว่างลง

การโยกย้ายในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการที่นายณัฐพล รังสิตพล ดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปีตามระเบียบ ซึ่งนายวราวุธได้ยอมรับว่ามีการทาบทามจริงและเป็นการพูดคุยที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ เนื่องจากกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมมีความใกล้ชิดกันในเชิงภารกิจมาโดยตลอด

เบื้องหลังการทาบทาม ณัฐพล รังสิตพล นั่งปลัดพลังงาน

นายวราวุธได้กล่าวถึงเหตุผลสำคัญในการพิจารณาครั้งนี้ว่า นอกจากวาระการทำงานที่ครบกำหนดแล้ว คุณสมบัติและความสามารถของปลัดณัฐพลก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่ามีความเหมาะสมที่จะไปขับเคลื่อนงานในกระทรวงพลังงาน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ โดยนายวราวุธได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • การครบวาระ: ปลัดกระทรวงท่านปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่ครบ 4 ปีตามกรอบเวลา
  • ความเหมาะสมของงาน: กระทรวงพลังงานและอุตสาหกรรมมีความเชื่อมโยงกัน ทำให้ผู้ที่เข้าใจงานอุตสาหกรรมสามารถเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านพลังงานได้
  • การวางตัวคนใน: สำหรับตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมที่จะว่างลง นายวราวุธแย้มว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะพิจารณาคนในที่มีศักยภาพขึ้นมาสานต่องาน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความชัดเจนว่าเรื่องนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ทันท่วงทีหรือไม่นั้น นายวราวุธยังคงต้องรอตรวจสอบความพร้อมของเอกสารจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง พร้อมทั้งย้ำว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนของระเบียบราชการอย่างเคร่งครัด

ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง การดึงตัวบุคลากรที่มีประสบการณ์สูงอย่างนายณัฐพลไปคุมกระทรวงพลังงาน ถือเป็นหมากเกมสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ในการเชื่อมโยงนโยบายด้านอุตสาหกรรมให้สอดประสานกับทิศทางพลังงานของประเทศ ซึ่งต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการปรับทัพข้าราชการระดับสูงในครั้งนี้จะส่งผลบวกต่อการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะอย่างไร หากการโยกย้ายนี้สำเร็จลุล่วง เราคงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในกระทรวงพลังงานในอนาคตอันใกล้

ที่มา – “วราวุธ” รับ “เอกนัฏ” ทาบ “ณัฐพล รังสิตพล” จากปลัดอุตสาหกรรม นั่งปลัดพลังงาน

Scroll to top