ข่าวหลวงพ่ออลงกต

ด่วน! สอบสวนกลางคุมตัว “หลวงพ่ออลงกต-หมอบี” ฟอกเงิน


เผย “หลวงพ่ออลงกต-หมอบี” โดนหมายจับ! ตำรวจสอบสวนกลางบุกจับกุม “หลวงพ่ออลงกต” เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี และหมอบี หรือ นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล ในข้อหาความผิดตามมาตรา 147, 157 และข้อหาฟอกเงิน ซึ่งเป็นข่าวที่สร้างความตกตะลึงให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของตำรวจสอบสวนกลางได้โพสต์ข้อความที่ระบุถึงปฏิบัติการสำคัญ โดยมีการปิดล้อมตรวจค้นถึง 17 จุดในพื้นที่กรุงเทพฯ และลพบุรี ซึ่งนำไปสู่การควบคุมตัวบุคคลสำคัญทั้งสองท่าน คือ หลวงพ่ออลงกต และ หมอบี ตามหมายจับในข้อหาที่กล่าวมาข้างต้น

สอบสวนกลางคุมตัว “หลวงพ่ออลงกต-หมอบี” ตามหมายจับ ม.147, 157 ฟอกเงิน

สถานการณ์ล่าสุดขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองท่านมายังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อทำการสอบสวนอย่างละเอียดต่อไป และคาดว่าจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจากผู้บังคับบัญชา เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่สาธารณชนเกี่ยวกับคดีนี้

คดีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากหลวงพ่ออลงกตเป็นที่รู้จักและเคารพในฐานะผู้ที่อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย HIV และเด็กกำพร้าที่วัดพระบาทน้ำพุมาอย่างยาวนาน การถูกจับกุมในข้อหาร้ายแรงเช่นนี้จึงสร้างความตกใจและเสียใจให้กับผู้ที่ศรัทธาและให้การสนับสนุนท่านเป็นอย่างมาก

ในส่วนของหมอบี หรือ นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล นั้น ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับบทบาทของเขาในคดีนี้มากนัก แต่การที่เขาถูกจับกุมพร้อมกับหลวงพ่ออลงกต ย่อมบ่งบอกถึงความเกี่ยวข้องในคดีที่ตำรวจสอบสวนกลางกำลังดำเนินการสืบสวนอยู่อย่างแน่นอน

สำหรับข้อหาตามมาตรา 147 และ 157 นั้น เกี่ยวข้องกับความผิดของเจ้าพนักงานในเรื่องการยักยอกทรัพย์และการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่วนข้อหาฟอกเงินนั้น เป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกับการนำเงินที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมายไปแปลงสภาพให้เป็นเงินที่ถูกกฎหมาย เพื่อซุกซ่อนแหล่งที่มาของเงิน

ความคืบหน้าคดี “หลวงพ่ออลงกต-หมอบี” ฟอกเงิน

ทางทีมข่าวจะติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด และจะรายงานให้ทราบต่อไปเมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติม หากใครมีข้อมูลหรือเบาะแสที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ สามารถแจ้งให้ตำรวจสอบสวนกลางทราบได้ทันที

การจับกุม“หลวงพ่ออลงกต-หมอบี” ในข้อหาฟอกเงินครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งคดีสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจสอบสวนกลางในการปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใครก็ตาม และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำผู้กระทำผิดมารับโทษตามกฎหมาย

เหตุการณ์สอบสวนกลางคุมตัว “หลวงพ่ออลงกต-หมอบี” ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนใจให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการทำธุรกิจและการบริหารจัดการทรัพย์สินด้วยความโปร่งใสและถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายในลักษณะต่างๆ

ที่มา – เผยสอบสวนกลางคุมตัว “หลวงพ่ออลงกต-หมอบี” ตามหมายจับ ม.147, 157 ฟอกเงิน

มอบเงินบริจาคโครงการแท็กซี่อุ้มบุญวัดพระบาทน้ำพุ

ประธานมูลนิธิแท็กซี่กรุงเทพมหานคร นำเงินบริจาคจากโครงการ “แท็กซี่อุ้มบุญ มอบวัดพระบาทน้ำพุ” ยืนยันไม่มีส่วนแบ่ง 70:30 เผยหลวงพ่อยังอยู่ที่วัดพระบาทน้ำพุ ไม่ได้หลบหนีไปไหน แต่สีหน้าค่อนข้างเครียด

นำเงินบริจาค โครงการแท็กซี่อุ้มบุญ มอบวัดพระบาทน้ำพุ โต้ได้ส่วนแบ่ง 70:30

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่วัดพระบาทน้ำพุ ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี นายฤทธิชัย เศษเพ็ง ประธานมูลนิธิแท็กซี่กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยกลุ่มแท็กซี่ ได้นำกระปุกจากโครงการ “แท็กซี่อุ้มบุญ มอบวัดพระบาทน้ำพุ” ที่ได้รับจากการบริจาคของประชาชน มาถวายให้กับวัดพระบาทน้ำพุ

นายฤทธิชัย เศษเพ็ง กล่าวว่า โครงการ “แท็กซี่อุ้มบุญ มอบวัดพระบาทน้ำพุ” นี้ เกิดจากความร่วมมือของกลุ่มแท็กซี่ที่ต้องการทำบุญร่วมกับวัด โดยได้ออกแบบและจัดทำกระปุกรับบริจาคขึ้นมาเอง เงินบริจาคที่ได้จะนำมาถวายวัดเป็นประจำทุกเดือน แม้จะไม่มากนัก ประมาณเดือนละหมื่นกว่าบาท โดยจะนำกระปุกที่ปิดล็อคมาเปิดนับเงินที่วัดต่อหน้าสักขีพยาน วันนี้นับเงินได้ 18,950 บาท และจะนำไปมอบให้กับห้องรับบริจาคของวัด อย่างไรก็ตาม ทางมูลนิธิฯ จะขอระงับโครงการไว้ก่อน และจะพิจารณาว่าจะกลับมาเปิดโครงการอีกครั้งเมื่อใด

ประธานมูลนิธิฯ ปฏิเสธข่าวลือเรื่องส่วนแบ่ง 70:30

นายฤทธิชัย ยังได้ปฏิเสธข่าวลือเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ 70:30 จากโครงการ “ใจฟ้ากระปุกบุญ” ที่มีการติดสติกเกอร์รูปหลวงพ่ออลงกตบนกล่องรับบริจาค โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และผู้ที่ออกมาให้ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่สมาชิกของโครงการใจฟ้ากระปุกบุญ จากการตรวจสอบรายชื่อสมาชิกแล้วไม่พบชื่อชายคนดังกล่าว คาดว่าอาจจะเป็นอดีตสมาชิกที่ถูกไล่ออกเนื่องจากมีการทุจริต

ประธานทีมงานใจฟ้ากระปุกบุญยังกล่าวเสริมว่า การตัดสินใจหยุดโครงการใจฟ้ากระปุกบุญเป็นการชั่วคราว ได้ปรึกษาหารือกับหลวงพ่ออลงกตแล้ว โดยได้เข้าพบและกราบหลวงพ่อในช่วงเช้าของวันเดียวกัน ซึ่งท่านยังคงจำพรรษาอยู่ที่วัดพระบาทน้ำพุ และยืนยันว่าหลวงพ่อไม่ได้หลบหนีไปไหน อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าหลวงพ่ออลงกตมีสีหน้าค่อนข้างเครียด แต่ไม่ได้สอบถามถึงสาเหตุ เพียงแค่เข้าไปกราบท่านเท่านั้น

การระงับโครงการชั่วคราวนี้ อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของวัดพระบาทน้ำพุบ้าง แต่ทางมูลนิธิฯ ยืนยันว่าจะหาแนวทางอื่นในการช่วยเหลือวัดต่อไป การบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย HIV/AIDS และเด็กกำพร้ายังคงเป็นสิ่งจำเป็น และผู้มีจิตศรัทธายังสามารถร่วมบริจาคได้โดยตรงที่วัดพระบาทน้ำพุ

แม้จะมีข่าวลือและความเข้าใจผิดเกิดขึ้น แต่วัดพระบาทน้ำพุยังคงเป็นที่พึ่งของผู้ยากไร้และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ การสนับสนุนวัดในรูปแบบต่างๆ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้วัดสามารถดำเนินงานในการช่วยเหลือสังคมต่อไปได้

ที่มา – นำเงินบริจาค โครงการแท็กซี่อุ้มบุญ มอบวัดพระบาทน้ำพุ โต้ได้ส่วนแบ่ง 70:30

เกรียงไกร เพ็ชรแก้ว ไม่มาเกณฑ์ทหาร จริงหรือ?

มีข้อมูลยืนยันว่า เกรียงไกร เพ็ชรแก้ว ไม่เคยมาตามจดหมายเรียก เกณฑ์ทหาร จริงหรือ? มาเจาะลึกรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นนี้กัน

เกรียงไกร เพ็ชรแก้ว ไม่เคยมาตามจดหมายเรียก เกณฑ์ทหาร

จากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ได้มีการตรวจสอบข้อมูลของพระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี โดยข้อมูลจากพี่สาวของท่านระบุว่าชื่อเดิมของท่านคือ นายเกรียงไกร เพ็ชรแก้ว เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2503 เป็นชาวจังหวัดขอนแก่น นอกจากนี้ ยังมีโค้ชของทีมฟุตบอลเยาวชนจังหวัดขอนแก่นยืนยันว่า ในอดีตพระอลงกต หรือนายเกรียงไกร เพ็ชรแก้ว เคยติดทีมฟุตบอลเยาวชนของจังหวัดด้วย

ข้อมูลที่น่าสนใจคือ มีรายงานเพิ่มเติมว่า พระอลงกตได้มาลงทะเบียนทหารกองเกินที่อำเภอเมืองขอนแก่นจริง โดยใช้ชื่อ นายเกรียงไกร เพ็ชรแก้ว แต่ไม่สามารถระบุปีที่มาลงทะเบียนได้อย่างชัดเจน เนื่องจากระบบการเก็บข้อมูลการเกณฑ์ทหารในสมัยนั้นยังเป็นระบบแฟ้มเอกสาร และเมื่อข้อมูลประวัติการเกณฑ์ทหารส่วนบุคคลมีอายุครบ 20 ปี ก็จะถูกทำลายทิ้ง

หลังจากที่พระอลงกตได้ทำการลงทะเบียนทหารกองเกินแล้ว ก็มีการเรียกตัวเพื่อเข้ารับการเกณฑ์ทหารตามขั้นตอนปกติ แต่ปรากฏว่า นายเกรียงไกร เพ็ชรแก้ว ไม่เคยเดินทางมารายงานตัวตามจดหมายเรียกเกณฑ์ทหารเลย ทำให้ทางทหารไม่ได้มีการส่งจดหมายเรียกตัวอีกจนถึงปัจจุบัน

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เกรียงไกร เพ็ชรแก้ว กับการเกณฑ์ทหาร

ประเด็นเรื่องการไม่มารายงานตัวเพื่อเข้ารับการเกณฑ์ทหารนั้น เป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบุคคลดังกล่าวเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือเป็นที่รู้จักในวงกว้าง อย่างกรณีของพระอลงกต หรือนายเกรียงไกร เพ็ชรแก้ว ข้อมูลที่เปิดเผยออกมานั้น แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเกณฑ์ทหาร และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

การที่นายเกรียงไกร เพ็ชรแก้ว ไม่ได้มารายงานตัวตามหมายเรียก อาจมีสาเหตุหลายประการ ซึ่งอาจเป็นเรื่องส่วนตัว หรืออาจเกิดจากข้อจำกัดบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถเดินทางมารายงานตัวได้ อย่างไรก็ตาม การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกณฑ์ทหารนั้น ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย และอาจมีบทลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด

ถึงแม้ว่าข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้จะค่อนข้างจำกัด เนื่องจากเอกสารเก่าถูกทำลายไปแล้ว แต่ข้อมูลที่มีอยู่ก็เพียงพอที่จะทำให้เราเข้าใจถึงสถานการณ์ในอดีต และขั้นตอนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเกณฑ์ทหารได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจถึงหน้าที่และสิทธิของพลเมืองไทยในการปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึงการตระหนักถึงความสำคัญของการเกณฑ์ทหาร ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ชายไทยทุกคนจะต้องปฏิบัติเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์ที่กำหนด

เรื่องราวของเกรียงไกร เพ็ชรแก้ว ทำให้เราได้เห็นถึงระบบการจัดการเอกสารในอดีต และความสำคัญของการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบในปัจจุบัน เพราะหากระบบการจัดเก็บข้อมูลมีความสมบูรณ์และทันสมัยมากกว่านี้ การตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ก็จะสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในยุคดิจิทัลนี้ การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การทำงานมีความสะดวก รวดเร็ว และถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น

ที่มา – พบข้อมูล “เกรียงไกร เพ็ชรแก้ว” ไม่เคยมาตามจดหมายเรียก “เกณฑ์ทหาร”

ธนาคารแจงไทม์ไลน์ “หลวงพ่ออลงกต” เปิดบัญชี

ธนาคารชี้แจงไทม์ไลน์กรณี “หลวงพ่ออลงกต” นำใบสุทธิที่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลักของ “อลงกต พลมุข” มาเปิดบัญชีตั้งแต่ปี 2543 และผูกพร้อมเพย์เมื่อปี 2561 ล่าสุดพบว่าไม่สามารถโอนเงินเข้าบัญชีได้แล้ว ปัญหาทั้งหมดเกิดจากอะไร มาติดตามรายละเอียดกัน

ธนาคารแจงไทม์ไลน์ “หลวงพ่ออลงกต” เปิดบัญชี ผูกเลขพร้อมเพย์ ขรก. ที่เสียชีวิต

วันที่ 25 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับการยืนยันจากธนาคารกรุงเทพว่า “หลวงพ่ออลงกต” ได้นำใบสุทธิมาใช้ประกอบการเปิดบัญชี ซึ่งในใบสุทธิมีเลข 13 หลักของนายอลงกต พลมุข อดีตข้าราชการที่เสียชีวิต ทางธนาคารไม่ทราบจึงเปิดบัญชีให้ตั้งแต่ปี 2540 กระทั่งมีการรณรงค์ให้ใช้พร้อมเพย์ในปี 2561 หลวงพ่อได้มีการเชื่อมบัญชีดังกล่าวเข้ากับพร้อมเพย์โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วน

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ธนาคารได้ดำเนินการตรวจสอบย้อนหลัง พบว่าเลข 13 หลักดังกล่าวเป็นของผู้อื่น จึงได้ทำการอายัดบัญชีและยุติการใช้พร้อมเพย์เมื่อวานนี้ ส่งผลให้การเชื่อมพร้อมเพย์บัญชีดังกล่าวถูกระงับ แต่เดิมทีนั้นยังสามารถโอนเงินเข้าบัญชีได้ตามปกติ แม้ว่าจะไม่สามารถถอนเงินได้จากกระบวนการอายัด

อย่างไรก็ตาม ทีมข่าวได้พยายามทดลองโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพที่ผูกเข้ากับเลขพร้อมเพย์ 13 หลักของนายอลงกต พลมุข พบว่าในขณะนี้ไม่สามารถโอนเงินเข้าได้แล้ว สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ธนาคารแจ้งไว้

ความคืบหน้ากรณี “หลวงพ่ออลงกต” เปิดบัญชี

สถานการณ์นี้สร้างความสับสนและความกังวลให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสารเป็นอย่างมาก ธนาคารกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ทางธนาคารได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หลังจากทราบว่าบัญชีดังกล่าวมีปัญหาจริง จึงได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การอายัดบัญชีและการระงับการใช้พร้อมเพย์เป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัยของระบบธนาคารและป้องกันการทุจริต

เกี่ยวกับเรื่องนี้ หากมีการชี้แจงจากทางหลวงพ่ออลงกต หรือคนที่ได้รับมอบหมายจากหลวงพ่อมาชี้แจง จะได้รายงานให้ทราบต่อไป ขณะนี้ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

เรื่องราวของ “หลวงพ่ออลงกต” เปิดบัญชีด้วยเอกสารที่มีข้อมูลไม่ถูกต้องนี้ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในสังคม หลายคนตั้งคำถามถึงกระบวนการตรวจสอบเอกสารของธนาคารและความรอบคอบในการเปิดบัญชี

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารและผู้ที่ต้องการเปิดบัญชี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่การทำธุรกรรมออนไลน์เป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว การตรวจสอบข้อมูลและเอกสารให้ถูกต้องจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ถึงแม้ว่า “หลวงพ่ออลงกต” เปิดบัญชีไปแล้ว แต่ธนาคารมีมาตรการที่รัดกุมมากขึ้นในการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลก่อนที่จะอนุมัติการเปิดบัญชี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลและความจำเป็นในการมีระบบที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการทุจริตในระบบธนาคาร การปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบและเพิ่มความเข้มงวดในการเปิดบัญชีเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบธนาคารมีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

ทางธนาคารยังคงดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีนี้ และจะแจ้งให้ทราบถึงความคืบหน้าต่อไป หากมีข้อมูลใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “หลวงพ่ออลงกต” เปิดบัญชี ทางทีมข่าวจะรีบรายงานให้ทราบโดยทันที

ที่มา – ธนาคารแจงไทม์ไลน์ “หลวงพ่ออลงกต” เปิดบัญชี ผูกเลขพร้อมเพย์ ขรก. ที่เสียชีวิต

พี่สาว”พระอลงกต”เผย บวชแก้เคล็ดไม่สึกถึงปัจจุบัน

พี่สาวของ “พระอลงกต” ยืนยันว่าน้องชายมีชื่อเดิมที่พ่อแม่ตั้งให้ว่า “เกรียงไกร” ญาติพาไปบวชแก้เคล็ด เพื่อให้เริ่มต้นทำมาหากินราบรื่น แต่ไม่ยอมสึกจนถึงปัจจุบัน ฝากถึงน้องให้ทำความดีต่อไป และขอให้นักข่าวนำเสนอข้อมูลให้ตรงกับความจริง

พี่สาว “พระอลงกต” เผย น้องชายบวชเพื่อแก้เคล็ด แต่ไม่ยอมสึกจนถึงปัจจุบัน

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านของพี่สาวของพระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ ต.พระลับ อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยพี่สาวเล่าเพียงว่า ชื่อเดิมของน้องชายตั้งแต่แรกเกิดที่พ่อแม่ตั้งให้ คือ เกรียงไกร เพ็ชรแก้ว ซึ่งเป็นนามสกุลของพ่อ แต่วันเดือนเกิดจำไม่ได้ จำได้เพียง พ.ศ. เกิด คือ พ.ศ. 2503 มีพี่น้องรวมทั้งหมด 6 คน แต่ไม่ทราบว่าทำไมจึงเปลี่ยนชื่อเป็นอลงกต

ส่วนตอนที่บวชนั้น พระไม่ได้บอกครอบครัว แต่มีลูกพี่ลูกน้องที่เป็นญาติกันพาไปบวชเพื่อแก้เคล็ด เพื่อที่จะเริ่มต้นทำมาหากินให้ราบรื่น เพราะครอบครัวเตรียมจะไปค้าขายที่ กทม. และเมื่อบวชสมควรแก่เวลา ครอบครัวก็ไปชวนให้สึก เพื่อจะได้ช่วยกันทำมาหากิน ปรากฏว่าพระไม่ขอสึก ขอเป็นพระต่อ และก็บวชพระตลอดมาตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน 

พี่สาวบอกอีกว่า ช่วงที่พระอลงกต เป็นพระที่วัดพระบาทน้ำพุ ตนเองก็ได้เป็นแม่ครัวดูแลเรื่องอาหารที่วัดประมาณ 3 ปี แต่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง จึงกลับมาอยู่ที่บ้านที่ขอนแก่น โดยบ้านหลังเดิมที่อยู่ชุมชนแห่งหนึ่ง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น แต่น้ำท่วมบ่อย จึงย้ายบ้านมาอยู่ที่บ้านปัจจุบัน ซึ่งลูกชายซื้อที่เอาไว้ให้ 

หลังจากที่ตนกลับมาอยู่ที่บ้านก็ไม่ค่อยได้คุยได้ติดต่อกับพระอลงกต โดยส่วนตัวจะได้คุยกันปีละครั้ง ช่วงที่พระอลงกตมาทำบุญที่ขอนแก่น เป็นการทำบุญตามประเพณีของชาวอีสาน คือการทำบุญแจกข้าวอุทิศส่วนกุศลให้พ่อแม่ที่เสียชีวิต  โดยส่วนใหญ่ที่คุย พระจะถามเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของลูกหลานเท่านั้น ไม่เคยคุยเรื่องอื่น

พี่สาวพระอลงกต ยังฝากถึงพระน้องชายว่า ให้รักษาสุขภาพให้ดี ถ้าทำดีแล้วก็ทำดีต่อไป ทั้งยังฝากถึงนักข่าวด้วยว่า อยากให้ทำหน้าที่ติดตามข่าวเสนอข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ออกให้ตรงกับความเป็นจริง เพราะที่ผ่านมา พระทำความดีให้กับสังคมมาก็มากแล้ว ให้เห็นแก่ความดีที่พระเคยสร้างเคยทำไว้ด้วย.

ทำไม”พระอลงกต”ถึงไม่สึก

จากคำบอกเล่าของพี่สาว “พระอลงกต” การบวชของท่านเริ่มต้นจากการแก้เคล็ด แต่เหตุผลที่ท่านไม่สึกนั้น อาจเป็นเพราะท่านพบความสุขและความสงบในร่มกาสาวพัสตร์ ท่านอาจพบว่าการช่วยเหลือผู้อื่นและการทำประโยชน์เพื่อสังคมนั้นเป็นสิ่งที่เติมเต็มชีวิตของท่านมากกว่าการใช้ชีวิตทางโลก

เรื่องราวของ “พระอลงกต” เป็นเครื่องเตือนใจให้เราได้ตระหนักว่า บางครั้งเส้นทางชีวิตที่เราไม่ได้คาดหวัง อาจนำพาเราไปสู่จุดหมายปลายทางที่ยิ่งใหญ่และมีความหมายมากกว่าที่เราเคยคิดไว้ การตัดสินใจของท่านในการบวชตลอดชีวิตนั้น เป็นสิ่งที่น่ายกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม แม้ว่าการบวชครั้งแรกจะเป็นเพียงการแก้เคล็ด แต่สุดท้ายแล้วท่านก็ได้อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้คนและสร้างคุณงามความดีมากมาย

สิ่งที่พี่สาวของท่านฝากถึงนักข่าว ก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการนำเสนอข่าวสาร ควรนำเสนอข้อมูลที่เป็นจริงและเป็นกลาง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน และที่สำคัญคือการให้เกียรติและเห็นคุณค่าของผู้ที่ทำความดีให้กับสังคม

การทำความดีนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม “พระอลงกต” ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การอุทิศตนเพื่อผู้อื่นนั้นเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความสุขและความสงบที่แท้จริง แม้ว่าการเริ่มต้นจะมาจากเหตุผลที่เรียบง่าย แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นยิ่งใหญ่และงดงามเกินกว่าจะคาดเดาได้ การทำความดีและช่วยเหลือผู้อื่นนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใด ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับสังคมได้

เรื่องราวของ “พระอลงกต” จึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับเราทุกคน ให้ทำความดีและช่วยเหลือผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอ เพราะการทำความดีนั้นไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีเสมอ เพราะ “พระอลงกต” ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างมากมาย

ที่มา – พี่สาว “พระอลงกต” เผย น้องชายบวชเพื่อแก้เคล็ด แต่ไม่ยอมสึกจนถึงปัจจุบัน

หลานอดีตไวยาวัจกร วัดพระบาทน้ำพุ มองทนายโยนผิด

จากกรณีที่นายศุภชัย สิงคาลวานิช หัวหน้าทีมทนายความของวัดพระบาทน้ำพุ ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่อาจมีผู้นำใบสุทธิของหลวงพ่ออลงกตไปผูกกับบัญชีพร้อมเพย์เพื่อรับเงินบริจาค โดยพุ่งเป้าไปที่อดีตไวยาวัจกรของวัด ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ล่าสุด หลานของอดีตไวยาวัจกรได้ออกมาเปิดใจถึงประเด็นดังกล่าว

หลานอดีตไวยาวัจกร วัดพระบาทน้ำพุ มองทนายโยนผิดให้คนตาย

หลานชายของนายธนชัย ไม้ประดับ อดีตไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองไม่ต้องการมองว่าการกระทำของทนายความเป็นเหมือนการโยนความผิดให้กับผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว เนื่องจากทางครอบครัวไม่ได้มีปัญหากับทางวัดแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าคำพูดดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายเข้าใจไปในทิศทางนั้น

ความจริงน่าจะอยู่ในมูลนิธิมากกว่า

หลานชายอดีตไวยาวัจกรยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การก่อตั้งมูลนิธิต้องอาศัยเจ้าหน้าที่และข้อมูลจำนวนมาก รวมถึงเอกสารที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การสอบถามข้อมูลจากคนเพียงคนเดียวอาจไม่เพียงพอ ควรตรวจสอบเอกสารการก่อตั้งมูลนิธิเพื่อหาที่มาที่ไปของเรื่องราวทั้งหมด เขามั่นใจว่าคำตอบของเรื่องนี้ น่าจะอยู่ในมูลนิธิมากกว่าที่จะอยู่ที่ลุงของเขาที่เสียชีวิตไปแล้ว นอกจากนี้ การที่ทนายออกมาพูดถึงเรื่องนี้ ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุ และอาจส่งผลกระทบต่อความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อวัดได้

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ เรื่องของการนำใบสุทธิของหลวงพ่ออลงกตไปผูกกับบัญชีพร้อมเพย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องมีการตรวจสอบอย่างรอบคอบ เพื่อให้ความจริงปรากฏและคลายข้อสงสัยของสังคม การออกมาให้ข้อมูลของทนายความวัดพระบาทน้ำพุ จึงควรเป็นไปอย่างระมัดระวังและมีหลักฐานที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหรือสร้างความเสียหายให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว

นอกจากการตรวจสอบเรื่องการเงินแล้ว การบริหารจัดการภายในมูลนิธิก็เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริจาคและประชาชนทั่วไป หากมีการพบความผิดปกติหรือข้อบกพร่องใดๆ ก็ควรมีการแก้ไขและปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อรักษาชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของวัดพระบาทน้ำพุ

ความจริงในเรื่องนี้ยังคงต้องรอการพิสูจน์และตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การรักษาความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย และการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างโปร่งใส เพื่อให้วัดพระบาทน้ำพุยังคงเป็นที่พึ่งของสังคมต่อไปได้ และยังคงเป็นที่พักพิงของผู้ยากไร้ต่อไป

คดีนี้ยังคงเป็นที่สนใจของประชาชน และต้องติดตามกันต่อไปว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร และจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป

การออกมาให้ข้อมูลของหลานชายอดีตไวยาวัจกร วัดพระบาทน้ำพุ ในครั้งนี้ ทำให้เห็นมุมมองอีกด้านหนึ่งของเรื่องราว และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะสรุปหรือตัดสินใจใดๆ ก็ตาม

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การแสวงหาความจริง และการดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้วัดพระบาทน้ำพุยังคงเป็นที่ศรัทธาของประชาชนต่อไป

ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร การเปิดเผยความจริงและแก้ไขข้อผิดพลาดอย่างตรงไปตรงมา จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาความศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชน

ที่มา – หลานอดีตไวยาวัจกร วัดพระบาทน้ำพุ มองทนายโยนผิดให้คนตาย

ปลัด มท. ยัน “หลวงพ่ออลงกต” คนละเลขบัตรประชาชน

ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน กระทรวงมหาดไทยสั่งตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีเลขบัตรประชาชนของหลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ตรงกับของนายอลงกต พลมุข ข้าราชการกรมชลประทานที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยยืนยันว่าทั้งสองเป็นคนละคนกัน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ถึงกรณีดังกล่าวว่า สำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง ยืนยันว่าเลขบัตรประจำตัวประชาชนของแต่ละบุคคลจะไม่ซ้ำกัน และได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนแล้วว่า เลขบัตรประชาชนของ “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน โดยหลวงพ่ออลงกต นามสกุลเดิม พูลมุข (มีสระอู) ขณะที่นายอลงกต พลมุข (ไม่มีสระอู) ที่เสียชีวิตไปแล้ว เป็นคนละคนกันอย่างแน่นอน ทำให้เลขบัตรประจำตัวประชาชนก็แตกต่างกันด้วย ซึ่งเป็นหลักฐานทางทะเบียนที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังต้องตรวจสอบคือ การนำเลขบัตรประจำตัวประชาชนไปทำธุรกรรมของธนาคาร ซึ่งต้องตรวจสอบว่าเหตุใดจึงมีการใช้เลขบัตรของผู้เสียชีวิต ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมการปกครองตรวจสอบในส่วนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความกระจ่าง และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์จึงจะทราบผล

ทั้งนี้ ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน โดยยืนยันว่าหลวงพ่ออลงกต ซึ่งเกิดในปี พ.ศ. 2503 และนายอลงกต ที่เกิดในปี พ.ศ. 2505 เป็นคนละคนกันอย่างแน่นอน และเลขบัตรประจำตัวประชาชนก็แตกต่างกัน

หลวงพ่ออลงกต

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีที่ข้อมูลของหลวงพ่ออลงกต ตั้งแต่ปี 2503 จนถึงปี 2552 ไม่ปรากฏในทะเบียนราษฎร์ แต่มีการนำเลขบัตรประชาชนไปใช้ทำธุรกรรมหรือออกหนังสือราชการ ซึ่งอาจมีความผิด ปลัดกระทรวงมหาดไทยตอบว่า เป็นเลขบัตรประจำตัวประชาชนเดิมที่ทำไว้ตั้งแต่มีการทำบัตรประชาชน แต่จะให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ หากพบข้อผิดพลาดหรือไม่ถูกต้อง ก็จะดำเนินการตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องกองทุนอาทรประชานาถของวัดพระบาทน้ำพุ ที่อาจมีการนำเลขบัตรประชาชนของผู้เสียชีวิตไปเปิดเป็นพร้อมเพย์ ซึ่งนายอรรษิษฐ์ระบุว่า ต้องตรวจสอบว่าเหตุใดจึงใช้เลขของผู้เสียชีวิต เนื่องจากเลขของหลวงพ่ออลงกตนั้นเป็นคนละเลขกัน และต้องตรวจสอบผู้ที่นำไปใช้ เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่าผู้ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอย่างไร

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมาขอข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ตอบว่า กรมการปกครองเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ และน่าจะดำเนินการในเรื่องนี้อยู่ ซึ่งหากมีความคืบหน้าก็จะมีการรายงานมายังกระทรวงมหาดไทยต่อไป

ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน

กรณีนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล การตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทางกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและโปร่งใส

ข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้เลขบัตรประชาชน

จากกรณีนี้ เราได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการรักษาข้อมูลส่วนตัว โดยเฉพาะเลขบัตรประชาชน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อนและอาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบได้ เราจึงควรระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัวแก่ผู้อื่น และตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลของเราถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง

ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่าทุกข้อมูลต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด แม้ว่าจะเป็นข้อมูลที่ดูเหมือนจะชัดเจนแล้วก็ตาม การตรวจสอบซ้ำและการยืนยันข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

สรุปได้ว่า กระทรวงมหาดไทยกำลังเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับกรณีเลขบัตรประชาชนของหลวงพ่ออลงกต และจะดำเนินการตามกฎหมายหากพบว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น

ที่มา – ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน

อดีตโค้ชเผย! หลวงพ่ออลงกตเคยเป็นนักฟุตบอลเยาวชน


เรื่องราวที่น่าสนใจถูกเปิดเผยจากอดีตโค้ชทีมฟุตบอลเยาวชน ที่ออกมากล่าวว่า หลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เคยเป็นนักฟุตบอลเยาวชนของจังหวัดขอนแก่น สร้างความประหลาดใจและสะเทือนใจให้กับผู้ที่ทราบข่าวนี้

อดีตโค้ชเผย หลวงพ่ออลงกตเคยเป็นนักฟุตบอลเยาวชน

นายณภัค นามสีฐาน อดีตครูและหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมเยาวชนจังหวัดขอนแก่น ได้เปิดเผยภาพถ่ายเก่าแก่ของพระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต ในสมัยที่ยังเป็นนักฟุตบอลเยาวชน โดยเป็นภาพที่ถ่ายไว้เมื่อปี 2523 ขณะเข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์ระดับภาคเพื่อคัดเลือกไปแข่งขันฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์ประเทศไทย

นายณภัค เล่าว่า ในสมัยนั้น หลวงพ่ออลงกต หรือ นายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว (ชื่อเดิม) เล่นในตำแหน่งกองหลัง และเป็นผู้เล่นที่มีความแข็งแกร่ง มีฝีเท้าโดดเด่น และมีความรับผิดชอบสูง เป็นที่ยอมรับของเพื่อนร่วมทีมและโค้ช

หลวงพ่ออลงกตสมัยเป็นนักฟุตบอลเยาวชน

ความสามารถของหลวงพ่ออลงกตในสมัยเป็นนักฟุตบอลเยาวชน

“การคัดเลือกตัวนักฟุตบอลสมัยนั้น จะเป็นคณะกรรมการในจังหวัดคัดเลือก พระอลงกตเป็นผู้หนึ่งที่ถูกคัดเลือกเข้ามาโดยยอมรับว่าสมัยนั้นถือว่าพระอลงกตเล่นบอลดีมาก เรียกได้ว่าเป็นกองหลังที่มีความครบเครื่อง แข็งแกร่ง มีพื้นฐานฟุตบอลที่ดี มีพลังที่วิ่งได้ตลอดทั้งเกมส์ และมีความรับผิดชอบสูง” นายณภัค กล่าว

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น นายเกรียงไกร ก็ได้หายไปจากการแข่งขัน และไม่ได้เข้าร่วมทีมชุดที่จังหวัดขอนแก่นได้แชมป์ภาคอีสาน ทำให้ไม่มีใครทราบว่าเขาหายไปไหน

นายณภัค กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อทราบข่าวเกี่ยวกับ หลวงพ่ออลงกต ในปัจจุบัน ก็รู้สึกเศร้าใจ และไม่อยากรับฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งขอเป็นกำลังใจให้ท่านผ่านพ้นอุปสรรคไปได้

ทนายความวัดพระบาทน้ำพุเปิดเผยข้อมูล

ในขณะเดียวกัน นายศุภชัย สิงคาลวานิช หัวหน้าทีมทนายความวัดพระบาทน้ำพุ ได้ออกมาเปิดเผยถึงประเด็นข้อผิดพลาดเกี่ยวกับเอกสารของ หลวงพ่ออลงกต ซึ่งอาจเกิดจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ในการกรอกข้อมูลเมื่อหลายสิบปีก่อน

เรื่องราวของหลวงพ่ออลงกตที่เคยเป็นนักฟุตบอลเยาวชน แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายในชีวิตของคนเรา และการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ แม้ว่าอดีตจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือการทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

เรื่องราวชีวิตของหลวงพ่ออลงกต แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และเส้นทางที่แต่ละคนเลือกเดิน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใดก็ตาม

ที่มา – อดีตโค้ชเผย “หลวงพ่ออลงกต” เคยเป็นนักฟุตบอลเยาวชน รู้สึกเศร้าใจเมื่อรับรู้ข่าว

พบแล้ว! บ้าน “พระอลงกต” ที่ขอนแก่น ทำบุญวันเกิดทุกปี

จากกรณีข่าวเกี่ยวกับ พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ที่มีข้อมูลคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับชื่อและเลขบัตรประชาชน วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกเรื่องราวอีกด้านของผู้ที่ชาวบ้านขอนแก่นคุ้นเคยในชื่อ “พระจอร์จ”

พบแล้วบ้าน “พระอลงกต” ที่ขอนแก่น ชาวบ้านเรียกพระจอร์จ กลับมาทำบุญวันเกิดทุกปี

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านของ “พระอลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ซึ่งมีข้อมูลว่าเป็นคนจังหวัดขอนแก่นแต่กำเนิด โดยที่อยู่ตามทะเบียนบ้านปี 2526 ระบุว่าเป็นบ้านหลังหนึ่งในหมู่ 4 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จากการตรวจสอบพบว่าเป็นบ้านพักข้าราชการของสำนักงานทางหลวงที่ 7 ขอนแก่น กรมทางหลวง

ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงเล่าว่า บ้านหลังดังกล่าวเดิมเป็นบ้านของพ่อเฉย ผู้เป็นพ่อของ “พระอลงกต” ซึ่งชาวบ้านจะเรียกท่านว่า “พระจอร์จ” มากกว่า และจดจำเรื่องราวดีๆ ที่ “พระจอร์จ” มอบให้กับสังคมได้เป็นอย่างดี ท่านมักจะแวะเวียนมาบอกบุญปีละครั้งในช่วงวันเกิด โรงเรียนที่ “พระจอร์จ” เคยศึกษาคือโรงเรียนแก่นนคร พ่อเฉยก็เป็นที่รักของคนในชุมชนเช่นกัน ท่านจะทำว่าวให้เด็กๆ เล่นสนุกสนาน ส่วนพี่สาวของ “พระจอร์จ” ก็ขายข้าวแกงอยู่ตรงข้ามบ้านพักข้าราชการ บ้านของครอบครัว “พระอลงกต” นั้นติดกับรั้วของสำนักงานทางหลวง มีประตูเหล็กที่สร้างไว้เพื่อให้เข้าออกได้สะดวก

หลังจากครอบครัวของ “พระจอร์จ” เกษียณอายุราชการ ก็ได้ย้ายออกไปอยู่ที่อื่น บ้านพักปัจจุบันนี้ไม่มีใครอยู่ ส่วนบ้านส่วนตัวก็ไม่มีใครอาศัยเช่นกัน “พระจอร์จ” ออกจากบ้านไปตั้งแต่ปี 2527 แต่ท่านจะกลับมาที่บ้านส่วนตัวทุกปีหลังจากเป็นเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เพื่อมาทำบุญวันเกิดที่โรงเรียนแก่นนคร ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าของท่าน มอบทุนการศึกษาให้กับเด็กๆ เสมอ และทุกครั้งที่ “พระอลงกต” มาทำบุญ จะมีญาติโยมมาร่วมงานจนเต็มพื้นที่

เรื่องเล่าจากเพื่อนบ้านเกี่ยวกับ “พระอลงกต”

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังเล่าว่าช่วงที่ “พระจอร์จ” เรียนอยู่ที่โรงเรียนแก่นนคร ท่านยังเป็นนักกีฬาฟุตบอล เป็นคนใจดี ยิ้มเก่ง คาดว่าหลังจากจบ ม.ต้น จากโรงเรียนแก่นนคร ท่านก็ไปศึกษาต่อสายอาชีพที่โรงเรียนเทคนิคขอนแก่นใกล้ๆ บ้าน แต่ทุกคนไม่ทราบชื่อ-สกุลจริงของ “พระจอร์จ” มาทราบจากข่าวที่ปรากฏ ส่วนพ่อของ “พระจอร์จ” ชื่อเฉย แต่ไม่มีใครทราบนามสกุล เมื่อเห็นข่าวเกี่ยวกับ “พระอลงกต” ทุกคนก็รู้สึกตกใจและสงสาร เพราะเท่าที่เคยสัมผัส ท่านเป็นคนใจดีมาก

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านของ “พระอลงกต” ตามข้อมูลที่ได้รับจากชาวบ้าน โดยมีประธานชุมชนบะขาม หมู่ 4 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ร่วมเดินทางไปด้วย บ้านหลังดังกล่าวอยู่ในซอยอำพล หมู่ 4 จากการสำรวจพบว่าประตูถูกล็อคไว้นานแล้ว สภาพบ้านเป็นบ้านร้าง มีจดหมายจำนวนมากในตู้จดหมาย สภาพขาดรุ่งริ่งจากฝนตกใส่ และเป็นจดหมายเก่า โดยจ่าหน้าซองถึงบุคคลในครอบครัวพี่สาวของ “พระอลงกต” ซึ่งนามสกุลเป็นนามสกุลของครอบครัวสามีพี่สาว

นางจารุณี ประธานชุมชนบะขาม ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองเป็นประธานชุมชนมาตั้งแต่ปี 2543 ข้อมูลที่ทราบคือบ้านหลังนี้เป็นบ้านของพ่อเฉย พ่อของ “พระอลงกต” แต่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ชื่อนี้ ตนเองจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร ส่วนนามสกุลของพ่อเฉยก็จำไม่ได้เช่นกัน ในบ้านหลังนี้มีพ่อเฉย พี่เขย และพี่สาวอาศัยอยู่ด้วยกัน ส่วนภรรยาของพ่อเฉยเสียชีวิตไปก่อนหน้านั้นหลายปี

พ่อเฉยและพี่เขยของ “พระอลงกต” ทำงานที่สำนักงานทางหลวง มีประตูที่สามารถเข้าออกไปยังสำนักงานซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านพักข้าราชการได้สะดวก ครอบครัวนี้มักจะใช้ประตูที่ติดกับรั้วสำนักงานทางหลวงเป็นประจำ ไม่ค่อยได้ใช้ประตูทางเข้าชุมชนบะขาม ก่อนที่พ่อเฉยจะเสียชีวิตไปเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว บ้านก็ตกเป็นของลูกสาว ซึ่งเป็นพี่สาวของ “พระอลงกต” สมัยที่ “พระอลงกต” ยังเป็นวัยรุ่น ท่านไม่ค่อยได้อยู่ที่บ้าน นานๆ จะมาสักครั้ง หลังจากพ่อเฉยเสียชีวิต ท่านก็หายไป ทราบคร่าวๆ ว่าไปบวช กระทั่งมาทราบอีกทีก็คือ ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุแล้ว

นางจารุณียังเล่าอีกว่า ตนเองเคยเดินทางไปดูงานที่วัดพระบาทน้ำพุพร้อมกับชาวชุมชนในเขตเทศบาลนครขอนแก่น 30-40 คน โดยเดินทางด้วยรถของเทศบาลฯ เนื่องจากสมัยนั้นวัดพระบาทน้ำพุดังในเรื่องการช่วยเหลือผู้ป่วย HIV และในช่วงโควิด อาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้จัดทำผ้าป่าและนำเงินประมาณ 500,000 กว่าบาทไปถวายที่วัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งตนเองและชาวชุมชน รวมทั้งประธานชุมชนอื่นๆ ในเขตเดียวกันได้เดินทางไปร่วมบุญด้วย และยังได้เห็นพี่สาวของ “พระอลงกต” ทำหน้าที่ในครัว ดูแลเรื่องอาหารของวัด “พระอลงกต” จะกลับมาที่บ้านในช่วงหลังสงกรานต์ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงวันเกิดของท่าน

ก่อนที่ “พระอลงกต” จะเดินทางมา พี่สาวของท่านจะให้แม่ครัวมาทำอาหารที่บ้านหลังนี้เพื่อเตรียมถวายและเลี้ยงชาวบ้าน โดยจะมีการเชิญผู้สูงอายุมาร่วมรดน้ำดำหัวและมอบเงินให้รายละ 1,000 บาทเป็นการทำบุญวันเกิด แต่คนในชุมชนไม่ค่อยได้ไปร่วมงาน มีเพียงญาติๆ และคนในย่านบ้านพักสำนักงานทางหลวงเท่านั้นที่ได้รับเชิญ ตนเองในฐานะประธานชุมชนได้ไปร่วมงานเพื่ออยากเห็นลูกบ้านของตัวเองได้เป็นเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุด้วยความชื่นชม

เมื่อเห็นข่าวที่เกิดขึ้น ส่วนตัวไม่ได้ตกใจ คิดอยู่ว่าสักวันจะต้องมีเรื่องราวในลักษณะนี้เกิดขึ้น เพราะเงินมันเยอะ ตนเองไม่อยากจะพูดว่าเมื่อเห็นเงินเยอะแล้วเกิดกิเลส เพราะพระก็เป็นคนคนหนึ่ง ซึ่งกิเลสไม่ได้อยู่ที่พระ แต่อยู่ที่โยมที่นำกิเลสไปให้ จากแรกๆ ที่ตั้งใจจริง พอเงินเยอะก็อาจทำให้เผลอได้ ส่วนเรื่องความศรัทธาส่วนตัว ตอนนี้ยังศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทำบุญตักบาตรตามปกติ แต่อาจจะต้องเลือกสถานที่ที่จะทำบุญเพื่อให้สบายใจ

เรื่องราวของ “พระอลงกต” หรือ “พระจอร์จ” ที่ชาวบ้านขอนแก่นรู้จัก เป็นอีกแง่มุมหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างท่านกับบ้านเกิด และความทรงจำดีๆ ที่ท่านได้สร้างไว้กับชุมชน แม้จะมีข่าวคราวต่างๆ เกิดขึ้น แต่ความศรัทธาและความเคารพที่ชาวบ้านมีต่อท่านก็ยังคงอยู่

ที่มา – พบแล้วบ้าน “พระอลงกต” ที่ขอนแก่น ชาวบ้านเรียกพระจอร์จ กลับมาทำบุญวันเกิดทุกปี

Scroll to top