ข่าวในกระแส

ศศิกานต์ อัด สนธิญา หวังผลการเมือง หลังศาลฯ ตีตก

“ศศิกานต์” ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “สนธิญา” ว่าหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้องในคดีของ “พีระพันธุ์” โดยเน้นย้ำถึงความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบในการดำเนินการทางการเมือง

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญที่ได้มีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องกรณีการตรวจสอบคุณสมบัติของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในประเด็นเรื่องการถือหุ้น โดยเธอมองว่ากรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนายสนธิญา สวัสดี ในเรื่องของความน่าเชื่อถือ และเตือนว่าการร้องเรียนไม่ควรมีจุดประสงค์เพียงเพื่อหวังผลทางการเมืองเท่านั้น

ศศิกานต์ วิจารณ์ สนธิญา หวังผลการเมือง

ในโพสต์ดังกล่าว นางสาวศศิกานต์ ระบุว่า “มติเอกฉันท์! ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ปมยื่นตรวจสอบพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เรื่องหุ้น” พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญที่ยึดมั่นในข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย และขอบคุณประชาชนที่ไม่คล้อยตามเกมการเมือง

เหตุผลสำคัญที่ศาลไม่รับคำร้องไว้พิจารณาคือ ผู้ร้องไม่มีสิทธิตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกร้อง

นอกจากนี้ นางสาวศศิกานต์ยังกล่าวว่า การฟ้องร้องโดยไม่เข้าเงื่อนไขทางกฎหมายไม่เพียงแต่ทำให้เสียเวลาของทุกฝ่าย แต่ยังส่งผลเสียต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของผู้ร้องเองอีกด้วย

“พรรครวมไทยสร้างชาติจะยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าทำงานเพื่อบ้านเมือง และพี่น้องประชาชนต่อไปอย่างเต็มกำลัง” นางสาวศศิกานต์กล่าว

ศศิกานต์ อัด สนธิญา หวังผลการเมือง หลังศาลฯ ตีตก

สืบเนื่องจากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องที่นายสนธิญา สวัสดี ยื่นให้พิจารณาความเป็นรัฐมนตรีของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสิ้นสุดลง โดยอ้างว่านายพีระพันธุ์ถือครองหุ้นต้องห้ามและขาดคุณสมบัติด้านจริยธรรมทางการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่าการยื่นคำร้องดังกล่าวไม่เป็นไปตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และผู้ร้องไม่มีสิทธิในการยื่นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

น.ส.ศศิกานต์เน้นย้ำว่า คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การฟ้องร้องโดยปราศจากกระบวนการที่ถูกต้องและข้อเท็จจริงที่เพียงพอ ไม่เพียงแต่ทำให้เสียเวลาของทุกฝ่าย แต่ยังสะท้อนกลับไปบั่นทอนความน่าเชื่อถือของผู้ร้องเอง พร้อมย้ำว่าการเมืองที่สร้างสรรค์ควรตั้งอยู่บนหลักการ ความจริง และความรับผิดชอบต่อสังคม มากกว่าการใช้ช่องทางร้องเรียนเพื่อหวังผลทางการเมือง

บทเรียนจากกรณี ศศิกานต์ อัด สนธิญา

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินการทางการเมืองอย่างมีความรับผิดชอบและอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง การใช้ช่องทางกฎหมายเพื่อหวังผลทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องและกระบวนการที่เหมาะสมนั้น นอกจากจะไม่ประสบความสำเร็จแล้ว ยังอาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของตนเองอีกด้วย

  • การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนดำเนินการทางกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญ
  • การใช้กฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งทางการเมืองเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
  • การสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากประชาชนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำงานการเมือง

การที่นางสาวศศิกานต์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายสนธิญาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่ว่า การเมืองควรเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์และแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ไม่ใช่การใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อโจมตีหรือหวังผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัว

การเมืองสร้างสรรค์สำคัญกว่าการหวังผลประโยชน์ส่วนตัว

การเมืองที่สร้างสรรค์ควรเน้นการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวม การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และการหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามหรือเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัวนั้น นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมแล้ว ยังเป็นการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองอีกด้วย ดังนั้น นักการเมืองทุกคนควรตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานอย่างมีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ และโปร่งใส เพื่อสร้างสังคมที่ดีและน่าอยู่สำหรับทุกคน

การออกมาแสดงความคิดเห็นของ “ศศิกานต์” ในกรณี “สนธิญา” หวังผลการเมือง หลังศาลฯ ตีตกคดี “พีระพันธุ์” นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งเสียงที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และความรับผิดชอบต่อสังคม การเมืองที่ไม่สร้างสรรค์ ย่อมไม่นำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

ที่มา – “ศศิกานต์” อัด “สนธิญา” หวังผลทางการเมืองอย่างเดียว หลังศาลรธน. ตีตกคดี “พีระพันธุ์”

“ซาฟารีเวิลด์” เปิดปกติ! ปิดโซนสัตว์ดุ

“ซาฟารีเวิลด์” กลับมาเปิดให้บริการ Safari Park และ Marine Park ตามปกติแล้วค่ะ แต่จะมีการปิดให้บริการชั่วคราวเฉพาะโซนสัตว์ดุร้ายอย่าง “สิงโตและเสือ” เท่านั้น เพื่อดำเนินการปรับปรุงและยกระดับความปลอดภัย

ก่อนหน้านี้ เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเมื่อเจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์เสียชีวิตจากเหตุสิงโตทำร้ายภายในสวนสัตว์ซาฟารีเวิลด์ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ซึ่งทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้สั่งการให้พักการให้บริการในโซนสัตว์ดุร้ายเป็นการชั่วคราว และให้ทางสวนสัตว์เร่งจัดทำแผนมาตรการความปลอดภัยใหม่ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สูงที่สุด

ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ทางเฟซบุ๊ก Safari World ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า “ซาฟารีเวิลด์ขอแจ้งให้ทราบว่า Safari Park และ Marine Park ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ ทั้งนี้จะมีการปิดชั่วคราวเฉพาะโซนสัตว์ดุร้าย (สิงโต/เสือ) เพื่อดำเนินการปรับปรุง และดูแลความปลอดภัยของสัตว์ ขออภัยในความไม่สะดวก และขอบคุณทุกท่านที่เข้าใจ และให้การสนับสนุนเสมอมา บริษัท ซาฟารีเวิลด์ จำกัด (มหาชน)”

“ซาฟารีเวิลด์” เปิดให้บริการตามปกติ ปิดชั่วคราวเฉพาะโซนสัตว์ดุร้าย

สรุปง่ายๆ คือ ตอนนี้ใครที่อยากไปเที่ยวซาฟารีเวิลด์ สามารถไปได้ตามปกติเลยนะคะ แต่ว่าจะไม่สามารถเข้าชมในส่วนของโซนสัตว์ดุร้ายได้เท่านั้นเอง ทางซาฟารีเวิลด์กำลังเร่งดำเนินการปรับปรุงและดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่ เพื่อให้มั่นใจว่าทั้งสัตว์และผู้เข้าชมจะได้รับความปลอดภัยสูงสุด

รายละเอียดการเปิดให้บริการ “ซาฟารีเวิลด์” ในปัจจุบัน

  • Safari Park: เปิดให้บริการตามปกติ
  • Marine Park: เปิดให้บริการตามปกติ
  • โซนสัตว์ดุร้าย (สิงโต/เสือ): ปิดให้บริการชั่วคราว

สำหรับใครที่วางแผนจะไปเที่ยว อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลและรายละเอียดการเปิดให้บริการอีกครั้งก่อนเดินทางนะคะ เพื่อให้การเดินทางไปเที่ยว “ซาฟารีเวิลด์” เป็นไปอย่างราบรื่นและสนุกสนาน! การที่ “ซาฟารีเวิลด์” ตัดสินใจปิดโซนสัตว์ดุร้ายเป็นการชั่วคราว แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความใส่ใจในความปลอดภัยของผู้เข้าชมทุกคน เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่ต้องการมาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ว่าได้รับการดูแลและความปลอดภัยอย่างเต็มที่

ทางซาฟารีเวิลด์เองก็คงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้ขึ้นอีก ดังนั้นการปรับปรุงและยกระดับมาตรการความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง พวกเราก็ขอเป็นกำลังใจให้ทางซาฟารีเวิลด์สามารถดำเนินการปรับปรุงได้โดยเร็ว และกลับมาเปิดให้บริการโซนสัตว์ดุร้ายได้อีกครั้งในอนาคตอันใกล้นี้

และสำหรับผู้ที่กำลังจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่ “ซาฟารีเวิลด์” ก็ขอให้สนุกกับการชมสัตว์นานาชนิดในส่วนที่เปิดให้บริการตามปกตินะคะ รับรองว่ายังมีสัตว์น่ารักๆ และโชว์ที่ตื่นตาตื่นใจรออยู่อีกมากมาย

ที่มา – “ซาฟารีเวิลด์” แจ้งเปิดให้บริการตามปกติ ปิดชั่วคราวเฉพาะโซนสัตว์ดุร้าย

“เท้ง” ตรวจสอบบุรีรัมย์คอนเนคชัน รอวันแถลงนโยบาย

“เท้ง ณัฐพงษ์” ปฏิเสธที่จะวิพากษ์วิจารณ์รายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ โดยขอรอความชัดเจนในวันแถลงนโยบายก่อน หวั่นเกรงว่าจะถูกครหาว่าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดตั้ง ครม. หากพรรคภูมิใจไทยมีการปรับเปลี่ยนตามความเห็น  ยืนยันความพร้อมในการตรวจสอบเรื่องบุรีรัมย์คอนเนคชันทันที

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการเปิดตัวนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่า ตนได้ตอบคำถามเกี่ยวกับ ครม. ใหม่มาหลายครั้งแล้ว ยืนยันว่าพร้อมที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบในฐานะฝ่ายค้านทันทีที่มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา หากมีการปรับปรุงโฉมหน้า ครม. ไปตามที่ตนได้ให้ความเห็นไว้ จะกลายเป็นว่าพรรคประชาชนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ ครม. ซึ่งเป็นเส้นแบ่งที่ไม่ถูกต้อง เราพยายามสื่อสารกับสังคมมาโดยตลอด ดังนั้น ความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับการจัด ครม. ขอให้เป็นข้อคิดเห็นของสาธารณชนและ สส. ทุกคน แต่ในฐานะหัวหน้าพรรค ขอรอให้เกิดความชัดเจนก่อน เมื่อถามว่ามีการบ้านอะไรที่จะให้รัฐมนตรีใหม่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กรอบเวลา 4 เดือนเป็นระยะเวลาสั้นๆ อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ที่สุด และอย่าลืมคำนึงถึงผลผูกพัน เช่น การใช้จ่ายงบประมาณไปถึงรัฐบาลชุดหน้า สิ่งที่เราต้องการตอนนี้ คือรัฐบาลชุดใหม่ที่ประชาชนเลือกมาพร้อมกับการเปิดประตูแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คงไม่ฝากอะไรมากไปกว่านี้ ให้ทุกคนเดินหน้าไปตาม MOA ที่ทำมา

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนจะตรวจสอบว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นบุรีรัมย์คอนเนคชัน และเป็นคนสนิทของ สว. สีน้ำเงินหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พร้อมตรวจสอบทันที อยากให้จับตาการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันแรก ที่นอกเหนือจากเนื้อหาที่จะแถลง ก็ยังมีความเหมาะสมของ ครม. ที่เราเตรียมเนื้อหาไว้อภิปรายเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่มีคนมองว่าเป็นความรับผิดชอบของนายณัฐพงษ์ ที่ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นบุรีรัมย์คอนเนคชันนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อย่างที่บอกไป ขอไม่ให้ความเห็นในส่วนนี้ รอดูการแต่งตั้งและทำหน้าที่อย่างเป็นทางการก่อนดีกว่า

“ผมพร้อมให้ความคิดเห็นอย่างเต็มที่เรื่อง ครม. แต่หากตนให้ความเห็นไปก่อน แล้วมีการปรับเปลี่ยน ครม. ก็แปลว่าตนไม่ได้ดำรงสภาพในพรรคฝ่ายค้าน” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า ตำแหน่ง รมต. ที่มีการยืนยันแล้ว เช่น นายกรัฐมนตรีจะควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะทำให้เกิดข้อครหาหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ 100% อาจจะยังมีการปรับเปลี่ยนได้ ตอนนี้ขออนุญาตจริงๆ ว่ายังไม่ให้ความเห็นในส่วนนี้ เมื่อถามอีกว่า การไม่ให้ความเห็นเท่ากับยอมรับใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า รอดูการทำหน้าที่วันแรกของการเป็นพรรคฝ่ายค้านอย่างเต็มตัว การทำหน้าที่ตามกฎหมายวันแรกคือ การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันนั้นถ้ามีความชัดเจนแล้ว เราพร้อมจะตรวจสอบอย่างเต็มที่และตรงไปตรงมาแน่นอน

“เท้ง” พร้อมตรวจสอบบุรีรัมย์คอนเนคชัน รอวันแถลงนโยบาย

ประเด็นร้อน “เท้ง” กับการตรวจสอบบุรีรัมย์คอนเนคชัน

สรุปประเด็นสำคัญ: นายณัฐพงษ์ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมที่จะตรวจสอบประเด็นบุรีรัมย์คอนเนคชันอย่างเต็มที่ แต่ขอรอความชัดเจนหลังจากการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาเสียก่อน การแสดงท่าทีดังกล่าวเป็นการรักษาสถานะของพรรคฝ่ายค้าน และป้องกันการถูกครหาว่าเข้าไปก้าวก่ายการจัดตั้ง ครม.

การรอวันแถลงนโยบายเพื่อตรวจสอบความโปร่งใสและประสิทธิภาพของ ครม. เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านอย่างมีหลักการและรอบคอบ การตรวจสอบบุรีรัมย์คอนเนคชัน เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ และการที่ “เท้ง” ประกาศความพร้อมที่จะตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้

การที่นาย ณัฐพงษ์ ย้ำถึงการรอความชัดเจนก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับ ครม. สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังทางการเมือง และความต้องการที่จะรักษาบทบาทของพรรคฝ่ายค้านอย่างเคร่งครัด การให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่ในวันแรกของการเป็นพรรคฝ่ายค้านอย่างเต็มตัว คือการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจอย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น การจับตาดูการแถลงนโยบายและการตรวจสอบของพรรคประชาชนจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสนใจ เพื่อติดตามการทำงานของรัฐบาลและฝ่ายค้านในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ที่มา – “เท้ง” พร้อมตรวจสอบบุรีรัมย์คอนเนคชัน ยังไม่วิจารณ์หน้าตา ครม. รอวันแถลงนโยบาย

ซาฟารีเวิลด์เสียใจ สิงโตรุมขย้ำเจ้าหน้าที่ เร่งเยียวยา

ซาฟารีเวิลด์เสียใจ สิงโตรุมขย้ำเจ้าหน้าที่ เสียชีวิต พร้อมเร่งเยียวยาและเสริมมาตรการความปลอดภัย บริษัทออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้น และขอยืนยันว่าจะให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและพนักงานทุกคน

จากเหตุการณ์สลดใจเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. เกิดเหตุสิงโตรุมขย้ำเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ซาฟารีเวิลด์ บริเวณถนนปัญญา-อินทรา แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ชายชื่อเล่นว่า เจียน อายุประมาณ 50 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา สร้างความเสียใจแก่ผู้บริหารและเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง

ซาฟารีเวิลด์เสียใจ สิงโตรุมขย้ำเจ้าหน้าที่

หลังเกิดเหตุการณ์ ซาฟารีเวิลด์เสียใจ สิงโตรุมขย้ำเจ้าหน้าที่ ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ Safari World เพื่อแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และยืนยันว่าจะให้การดูแลและสนับสนุนครอบครัวอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ยังได้ทำการตรวจสอบสิงโตและสัตว์ทุกชนิด เพื่อให้มั่นใจว่าอยู่ในสภาวะปกติและได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมผู้เชี่ยวชาญ

ทางบริษัทฯ ขอยืนยันว่าตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน และให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและพนักงานทุกคน โดยเน้นย้ำเรื่องการไม่ลงจากรถระหว่างการเที่ยวชมสวนสัตว์เปิด โดยเฉพาะในโซนสัตว์ดุร้าย เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

มาตรการเร่งด่วนหลังเกิดเหตุ สิงโตรุมขย้ำเจ้าหน้าที่

ซาฟารีเวิลด์เสียใจ สิงโตรุมขย้ำเจ้าหน้าที่ และได้ดำเนินการตรวจสอบและเสริมมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต โดยมาตรการที่กำลังดำเนินการ ได้แก่

  • ทบทวนและปรับปรุงระเบียบปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสัตว์
  • เพิ่มความถี่ในการตรวจสอบความแข็งแรงของรั้วและสิ่งกีดขวางต่างๆ
  • ติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมในพื้นที่เสี่ยง
  • จัดอบรมและฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินให้กับพนักงานทุกคน

ทางบริษัทฯ ขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้แก่ทั้งนักท่องเที่ยวและพนักงาน และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนซาฟารีเวิลด์มาโดยตลอด

ซาฟารีเวิลด์เป็นสวนสัตว์เปิดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาอย่างยาวนาน การเกิดเหตุการณ์ ซาฟารีเวิลด์เสียใจ สิงโตรุมขย้ำเจ้าหน้าที่ ในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ทางบริษัทฯ ต้องกลับมาทบทวนและปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเช่นนี้อีกในอนาคต

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ แม้ในสถานที่ที่เราคิดว่าปลอดภัย ดังนั้น การปฏิบัติตามกฎระเบียบและคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและผู้อื่น

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าซาฟารีเวิลด์จะสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และกลับมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สร้างความสุขและความประทับใจให้กับทุกๆ คนได้อีกครั้ง

ที่มา – ซาฟารีเวิลด์ เสียใจอุบัติเหตุสิงโตรุมขย้ำเจ้าหน้าที่ เร่งเสริมมาตรการความปลอดภัย

อนุทินตั้ง ไชยชนก หัวหน้าทีม ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดย “อนุทิน” ได้แต่งตั้ง “ไชยชนก” เป็นหัวหน้าคณะทำงานศึกษาการทำประชามติ และ “ภราดร” เป็นรองหัวหน้าคณะทำงาน เพื่อผลักดันการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ลงนามแต่งตั้งคณะทำงานเตรียมการพิจารณาการจัดทำประชามติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญของพรรคภูมิใจไทยที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ต้องผ่านกระบวนการออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พรรคภูมิใจไทยจึงได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อเตรียมการในการจัดทำประชามติ ถามความคิดเห็นจากประชาชนในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเร็ว โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้:

  • 1. นายไชยชนก ชิดชอบ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน
  • 2. นายภราดร ปริศนานันทกุล เป็นรองหัวหน้าคณะทำงาน
  • 3. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เป็นคณะทำงาน
  • 4. นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ เป็นคณะทำงาน
  • 5. นางสาวพิมพฤดา ตันจรารักษ์ เป็นคณะทำงาน
  • 6. นายธนิศร์ ศรีประเทศ เป็นคณะทำงานและเลขานุการ

คณะทำงานชุดนี้มีหน้าที่และอำนาจดังต่อไปนี้:

  1. ศึกษากระบวนการในการจัดทำประชามติตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ประกอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อเพิ่มช่องทางที่จะนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
  2. จัดทำรายละเอียดให้ชัดเจนในกระบวนการและยกร่างกรอบระยะเวลาที่ต้องดำเนินการแต่ละขั้นตอนในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ, พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง
  3. พิจารณายกร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยรัฐสภา
  4. เสนอคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยพิจารณาโดยเร็ว
  5. ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย
  6. หากมีปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ให้รายงานให้หัวหน้าพรรคทราบทันที

อนุทินตั้ง ไชยชนก หัวหน้าทีม  ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เป้าหมายของการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เป้าหมายหลักของการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ การสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยพรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และมุ่งหวังที่จะนำพาประเทศไปสู่การปกครองที่มั่นคงและยั่งยืน

การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง การแต่งตั้งคณะทำงานชุดนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทยในการผลักดันประเด็นดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม และเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ

อนาคตของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม การรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และการแสวงหาจุดร่วมเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ หวังว่ากระบวนการนี้จะเป็นไปอย่างราบรื่นและนำมาซึ่งรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง.

ที่มา – “อนุทิน” ตั้ง “ไชยชนก” นั่งหัวหน้าคณะทำงาน ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ศาล รธน. ไม่รับคำร้อง อดีตก้าวไกล เหตุไร้หลักฐาน

ศาลรัฐธรรมนูญตีตกคำร้องขอให้อดีตสมาชิกพรรคก้าวไกลสั่งให้กลุ่มการเมืองและภาคประชาชน 15 กลุ่มหยุดใช้สิทธิเสรีภาพในการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นคลิปฮุนเซนและการฮั้ว สว. โดยชี้ว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะเข้าข่ายการล้มล้างการปกครอง

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องในคดีที่นายวินิจ จินใจ อดีตสมาชิกพรรคก้าวไกล (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 โดยอ้างว่าปรากฏข้อเท็จจริงแพร่หลายในสื่อมวลชนว่า สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา (ผู้ถูกร้องที่ 1) ได้เผยแพร่คลิปเสียงการสนทนาระหว่างผู้ถูกร้องที่ 1 กับน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยมีเจตนาเพื่อเตรียมการรุกล้ำอธิปไตยของไทย การกระทำดังกล่าวส่งผลให้เกิดความเคลื่อนไหวจากบุคคลหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยของนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา (ผู้ถูกร้องที่ 2) และสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 36 คน (ผู้ถูกร้องที่ 3) การยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อให้พิจารณาส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล ของนายสกนธ์ การกระสัง (ผู้ถูกร้องที่ 6) การแจ้งความดำเนินคดีอาญาของคณะบุคคล ประกอบด้วยนายสมชาย แสวงการ นายนิติธร เหลือ และนายคมสัน โพธิ์คง (ผู้ถูกร้องที่ 12) การเรียกร้องให้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (ผู้ถูกร้องที่ 4) คณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (ผู้ถูกร้องที่ 5) นายวรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี (ผู้ถูกร้องที่ 9) พรรคไทยภักดี (ผู้ถูกร้องที่ 10) คณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย (ผู้ถูกร้องที่ 11) และแกนนำคณะรวมพลังแผ่นดิน (ผู้ถูกร้องที่ 14) การลงนามถวายฎีกาของคณะนักวิชาการ นักวิจัย และอาจารย์มหาวิทยาลัย จำนวน 155 คน (ผู้ถูกร้องที่ 13) รวมถึงการดำเนินงานของนายทะเบียนพรรคการเมือง (ผู้ถูกร้องที่ 7) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้องที่ 8) และคณะบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับคดีการฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี พ.ศ. 2567 จำนวน 228 คน (ผู้ถูกร้องที่ 15) การกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 15 จึงเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 45 มาตรา 46 และมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) (2) และ (3)

ผู้ร้องยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด และอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่ายังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่รับฟังได้ว่าเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมาย หลักเกณฑ์ วิธีการ และกระบวนการยุติธรรมกำหนดขั้นตอนไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นที่ชัดเจนเพียงพอที่แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องทั้ง 15 กระทำการอันเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ส่วนกรณีการกระทำอื่นใดของผู้ถูกร้องทั้ง 15 จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหากตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49

ศาล รธน. ไม่รับคำร้อง อดีตสมาชิกก้าวไกล เหตุไร้หลักฐาน

ทำไมศาล รธน. ถึงไม่รับคำร้อง อดีตสมาชิกก้าวไกล?

เหตุผลหลักที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องคือ การขาดหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอที่จะบ่งชี้ว่าผู้ถูกร้องทั้ง 15 มีเจตนาที่จะล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การพิจารณาของศาลเน้นไปที่การตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่นำเสนอโดยผู้ร้อง ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้ว พบว่ายังไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะสนับสนุนข้อกล่าวหาดังกล่าวได้

ศาล รธน. ไม่รับคำร้อง อดีตสมาชิกก้าวไกล ในครั้งนี้ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามกันต่อไปในแวดวงการเมืองไทย การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติและความสงบเรียบร้อยของสังคม การพิจารณาอย่างรอบคอบและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

ผลกระทบของการตัดสินใจนี้อาจส่งผลต่อความเคลื่อนไหวทางการเมืองในอนาคต และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในแนวทางการแสดงออกทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ ในสังคม การทำความเข้าใจเหตุผลและหลักการที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน

การที่ ศาล รธน. ไม่รับคำร้อง อดีตสมาชิกก้าวไกล ในกรณีนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของพยานหลักฐานที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือในการกล่าวหาบุคคลใดๆ ว่ากระทำการที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ การกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานที่เพียงพออาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคมได้

ศาล รธน. ไม่รับคำร้อง อดีตสมาชิกก้าวไกล เหตุไร้หลักฐาน บ่งชี้ถึงความสำคัญของการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างมีความรับผิดชอบ และเคารพต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การแสดงออกทางการเมืองควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และไม่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่น หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

การตัดสินใจของศาลครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเมืองไทย เกี่ยวกับความสำคัญของการใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ และการเคารพต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

ที่มา – ศาลรธน. ไม่รับคำร้อง อดีตสมาชิกก้าวไกล เหตุไร้หลักฐาน 15 ผู้ถูกร้องล้มล้างการปกครอง

ภรรยาเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ยัน! ไม่เครียด ไม่ซึมเศร้า

จากกรณีข่าวเศร้าสะเทือนใจ เจ้าหน้าที่สวนสัตว์ถูกสิงโตขย้ำเสียชีวิต ภรรยาของผู้เสียชีวิตได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวสุดเศร้า พร้อมยืนยันว่าสามีเป็นคนรักงาน ไม่มีความเครียด หรือป่วยซึมเศร้า

ภรรยาเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ ยันสามีตั้งใจทำงานมาก ไม่มีความเครียด หรือป่วยซึมเศร้า

นางสาวรัตนาภร จิตรภักดี ภรรยาของนายเจียน รังคะรัสมี อายุ 58 ปี เจ้าหน้าที่สวนสัตว์ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์สิงโตขย้ำ ได้ให้สัมภาษณ์ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง โดยยืนยันว่าสามีเป็นคนรักงาน รักสัตว์ และเป็นคนใจเย็นรอบคอบ ไม่เคยมีปัญหาครอบครัว หรือมีอาการป่วยใดๆ ทั้งสิ้น

“ดิฉันตกใจและช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ สามีทำงานที่สวนสัตว์แห่งนี้มาตั้งแต่หนุ่มๆ กว่า 30 ปีแล้ว เขาเป็นคนรักงานมาก รักสัตว์” นางสาวรัตนาภรกล่าว

เธอยังเปิดเผยว่า เมื่อ 2 วันก่อนหน้านี้ ทั้งคู่ยังได้พูดคุยถึงแผนการใช้ชีวิตหลังเกษียณ โดยสามีมีความฝันว่าจะนำเงินเกษียณไปซื้อที่ดินเล็กๆ ที่ต่างจังหวัด สร้างบ้านและใช้ชีวิตบั้นปลายด้วยกันอย่างมีความสุข

“เราสองคนยังคุยกันถึงเรื่องชีวิตหลังเกษียณ สามีอยากจะไปซื้อที่ดินทำการเกษตรอยู่ด้วยกัน”

ยืนยัน! สามีไม่เครียด ไม่ซึมเศร้า

จากกระแสสังคมที่ตั้งคำถามถึงสุขภาพจิตของนายเจียน นางสาวรัตนาภรยืนยันหนักแน่นว่า สามีไม่ได้มีความเครียด ไม่ได้มีปัญหาครอบครัว หรือป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอย่างแน่นอน

“อยากขอความเป็นธรรมให้สามีด้วย ที่ผ่านมาเขาไม่ได้มีความเครียด ไม่ได้มีปัญหาครอบครัว หรือป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ไม่เคยยืนเหม่อลอย และไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยเลย”

เธอยอมรับว่าการจากไปของสามี ซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัว จะทำให้ชีวิตหลังจากนี้ลำบากอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาสามีเป็นคนคอยช่วยเหลือและเตรียมของให้เธอไปขายของทุกเช้า

นายสุรชัย รังคะรัสมี น้องชายของผู้เสียชีวิต กล่าวว่า สภาพจิตใจของครอบครัวตอนนี้แย่มาก ยังรับไม่ได้กับความสูญเสีย และอยากขอความเป็นธรรมให้กับพี่ชายที่ทำงานให้กับสวนสัตว์มานานเกือบ 20 ปี

เหตุการณ์สิงโตขย้ำเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ครั้งนี้ ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของครอบครัวรังคะรัสมี และเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้คนในสังคมเป็นอย่างมาก

เจ้าหน้าที่สวนสัตว์ทุกคน ถือเป็นผู้ที่เสียสละเวลาและความสุขส่วนตัว เพื่อดูแลสัตว์ป่า และสร้างความสุขให้กับผู้คน การจากไปของนายเจียน จึงเป็นการสูญเสียบุคคลากรที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง

ทางครอบครัวยังคงต้องการคำตอบที่ชัดเจนถึงสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

การทำงานใกล้ชิดกับสัตว์ป่ามีความเสี่ยงเสมอ ผู้ที่ทำงานในส่วนนี้ต้องมีความระมัดระวังและได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา – ภรรยาเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ ยันสามีตั้งใจทำงานมาก ไม่มีความเครียด หรือป่วยซึมเศร้า

ศาลตีตกคำร้องเพิกถอนคดี “แพทองธาร”

ศาลรัฐธรรมนูญตีตกคำร้องขอเพิกถอนคดีที่เกี่ยวข้องกับสถานะของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร โดยชี้ว่าข้อเท็จจริงในคำร้องไม่ตรงกับความเป็นจริง ประเด็นสำคัญอยู่ที่วันโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายสราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 30 สิงหาคม ไม่ใช่วันที่ 29 สิงหาคม ตามที่ระบุในคำร้อง

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติไม่รับคำร้องไว้พิจารณาในคดีที่นายนิยม นพรัตน์, นางสาวแพทองธาร ชินวัตร (ผู้ถูกร้อง) และประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งคำร้องของนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ และคณะ จำนวน 20 คน โดยมีประเด็นหลักคือการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีตามคำวินิจฉัยที่ 17/2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถานะความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ที่สิ้นสุดลง อันเนื่องมาจากเหตุการณ์คลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซน และเรียกร้องให้มีการพิจารณาคดีใหม่

เหตุผลสำคัญที่ผู้ร้องหยิบยกขึ้นมา คือการประกาศแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่านายสราวุธ ทรงศิวิไล ได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แทนนายปัญญา อุดชาชน ณ วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ดังนั้น คำวินิจฉัยดังกล่าวจึงอาจออกโดยองค์คณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องทั้ง 3 ฉบับอย่างละเอียดแล้ว

ผลการพิจารณาปรากฏว่า เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้รับหนังสือจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ที่ สว 0008/4304 ลงวันที่ 1 กันยายน 2568 ซึ่งแจ้งว่าได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ดังนั้น วันที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ จริงๆ คือวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ซึ่งแตกต่างจากวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ระบุในคำร้อง

เนื่องจากข้อเท็จจริงในคำร้องไม่ตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติไม่รับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณา ทำให้กระบวนการพิจารณาคดีก่อนหน้านี้ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป

ตีตกคำร้องเพิกถอนคดี “แพทองธาร”

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำในการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ การอ้างอิงข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่การตีตกคำร้องและส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมได้

ทำไมศาลรัฐธรรมนูญถึงตีตกคำร้องเพิกถอนคดี “แพทองธาร”

  • วันที่โปรดเกล้าฯ นายสราวุธ ทรงศิวิไล ไม่ตรงกับที่ระบุในคำร้อง
  • ข้อเท็จจริงในคำร้องไม่สอดคล้องกับหลักฐานที่ปรากฏ
  • ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาเดิม

การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญในการตีตกคำร้องเพิกถอนคดีนี้ ทำให้ประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานะของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ยังคงต้องได้รับการพิจารณาและตีความต่อไปในอนาคต การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในแวดวงกฎหมายอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมโดยรวม

เหตุการณ์นี้เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความรอบคอบและความถูกต้องในการดำเนินการทางกฎหมาย การตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนที่จะดำเนินการใดๆ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – ตีตกคำร้องเพิกถอนคดี “แพทองธาร” ชี้วันโปรดเกล้าฯ “สราวุธ” คือ 30 ส.ค.

สลด! เจ้าหน้าที่โดนสิงโตขย้ำ เสียชีวิตก่อนถึง รพ.

ข่าวเศร้าสะเทือนใจ! เจ้าหน้าที่โดนสิงโตขย้ำ เสียชีวิตก่อนมาถึง รพ. แพทย์เผยพยายามช่วยชีวิตแต่สุดยื้อ บาดแผลฉกรรจ์หลายแห่ง เตรียมส่งชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ถูกสิงโตรุมขย้ำจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ภายในสวนสัตว์เปิด (ซาฟารีปาร์ค) สวนสัตว์ซาฟารีเวิลด์ ถนนปัญญา-อินทรา แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ ผู้เคราะห์ร้ายรายนี้คือ นายเจียน อายุ 58 ปี หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลอินทรารัตน์อย่างเร่งด่วน

เจ้าหน้าที่โดนสิงโตขย้ำ เสียชีวิตก่อนมาถึง รพ.

พญ.ณิชากร วงค์คม แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน ได้ออกมาเปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ทีมแพทย์ได้รับร่างของนายเจียนที่ห้องฉุกเฉินเมื่อเวลา 12.10 น. ทันทีที่ร่างของผู้ป่วยมาถึง ทีมแพทย์ได้ทำการกู้ชีพอย่างสุดความสามารถ เนื่องจากผู้ป่วยไม่มีชีพจรแล้ว อย่างไรก็ตาม การกู้ชีพไม่เป็นผลสำเร็จ เนื่องจากนายเจียนมีบาดแผลร้ายแรงหลายแห่งทั่วร่างกาย ซึ่งบาดแผลเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต แต่แพทย์ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดของบาดแผลได้ในขณะนี้

นพ.ประภาส ธีระกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอินทรารัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ร่างของผู้เสียชีวิตถูกเก็บรักษาไว้ในห้องเก็บศพ ทางโรงพยาบาลกำลังปรึกษาหารือกับญาติของผู้เสียชีวิตและเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อตัดสินใจว่าจะส่งร่างไปชันสูตรที่โรงพยาบาลใด เนื่องจากกรณีนี้เป็นการเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติ

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกำหนดการในการส่งร่างของนายเจียนไปชันสูตรพลิกศพ นพ.ประภาสตอบว่า ทางโรงพยาบาลจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพนักงานสอบสวน และไม่มีระยะเวลาจำกัด เนื่องจากสามารถส่งศพไปตรวจชันสูตรได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ความคืบหน้ากรณี เจ้าหน้าที่โดนสิงโตขย้ำ เสียชีวิตก่อนมาถึง รพ.

เหตุการณ์ เจ้าหน้าที่โดนสิงโตขย้ำ เสียชีวิตก่อนมาถึง รพ. สร้างความตกใจและเสียใจให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก หลายคนตั้งคำถามถึงมาตรการความปลอดภัยของสวนสัตว์และสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ได้

ทางสวนสัตว์ซาฟารีเวิลด์ยังไม่ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่คาดว่าจะมีการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้จากการทำงานใกล้ชิดกับสัตว์ป่า และความสำคัญของการมีมาตรการความปลอดภัยที่รัดกุมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเช่นนี้อีกในอนาคต แม้ว่าสวนสัตว์จะพยายามสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับทั้งสัตว์และเจ้าหน้าที่ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นได้เสมอ

ความสูญเสียของนายเจียนถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะให้ความช่วยเหลือและเยียวยาครอบครัวอย่างเต็มที่

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงจริยธรรมในการเลี้ยงสัตว์ป่าในสวนสัตว์ และควรมีการทบทวนอย่างจริงจังว่าการเลี้ยงสัตว์ป่าในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นธรรมชาติเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ หรือควรมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้หรือไม่

ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะของสิงโตตัวที่ก่อเหตุ แต่คาดว่าจะมีการดูแลและจัดการตามแนวทางที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

การทำงานในสวนสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานใกล้ชิดกับสัตว์ป่า ถือเป็นงานที่มีความเสี่ยงสูง ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการฝึกอบรมและเตรียมความพร้อมอย่างเข้มงวด เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เหตุการณ์ เจ้าหน้าที่โดนสิงโตขย้ำ เสียชีวิตก่อนมาถึง รพ. เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจและควรค่าแก่การเรียนรู้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต เราควรใส่ใจกับความปลอดภัยของทั้งคนและสัตว์ และสร้างสภาพแวดล้อมที่อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – แพทย์ เผยเจ้าหน้าที่โดนสิงโตขย้ำ เสียชีวิตก่อนมาถึง รพ. บาดแผลสาหัสหลายจุด

Scroll to top