ข่าวในกระแส

อิ๊งค์ โพสต์รูปคู่ทักษิณ เขียนแคปชั่นสั้นๆ “พ่อ”

“แพทองธาร” เดินทางเข้าพรรค “เพื่อไทย” เพื่อร่วมประชุม สส. ประจำสัปดาห์ โดยไม่ได้ตอบคำถามสื่อมวลชน ได้แต่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะโพสต์รูปภาพคู่กับ “ทักษิณ” ลงในอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมเขียนแคปชั่นสั้นๆ แต่มีความหมายลึกซึ้งว่า “พ่อ” สร้างความประทับใจให้กับผู้ติดตามเป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 เวลา 14.10 น. ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เดินทางมาถึงเพื่อเข้าร่วมการประชุม สส. ประจำสัปดาห์ น.ส.แพทองธาร มีสีหน้าสงบนิ่ง โดยมีรัฐมนตรีหลายท่าน อาทิ น.ส.จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, และนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง มารอต้อนรับ

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงบรรยากาศการประชุมในวันนี้ (9 ก.ย.) ว่าจะมีการให้กำลังใจ สส. พรรคเพื่อไทยอย่างไรบ้าง แต่ น.ส.แพทองธาร เพียงแต่พยักหน้าตอบรับกับสื่อมวลชนเท่านั้น ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามเพิ่มเติมว่าได้เดินทางไปส่งนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าเรือนจำหรือไม่ และกำลังใจของนายทักษิณเป็นอย่างไรบ้าง น.ส.แพทองธาร ก็ไม่ได้ตอบคำถามเช่นกัน ก่อนที่จะเดินขึ้นไปยังห้องประชุมทันที

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า การเดินทางมายังพรรคเพื่อไทยวันนี้ น.ส.แพทองธาร มาพร้อมกับ นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี

ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อเวลา 14.26 น. นางสาวแพทองธารได้โพสต์รูปภาพคู่กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งเขียนแคปชั่นน่ารักๆ ว่า “พ่อ” พร้อมติดแฮชแท็ก #9sep2025 ซึ่งเป็นช่วงเวลาภายหลังจากที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุก 1 ปี ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยให้เริ่มนับโทษใหม่จนกว่าจะครบ 1 ปี และให้นำตัวไปควบคุมยังเรือนจำทันที สังเกตได้ว่าชุดที่นางสาวแพทองธารสวมใส่ในวันนี้เป็นชุดเดียวกับที่ใส่เดินทางไปยังศาลฎีกา

อิ๊งค์ โพสต์รูปคู่ทักษิณ เขียนแคปชั่นสั้นๆ “พ่อ”

การกระทำของ น.ส.แพทองธาร ที่โพสต์รูปคู่ “ทักษิณ” เขียนแคปชั่นสั้นๆ “พ่อ” แสดงให้เห็นถึงความรักและความผูกพันในครอบครัว แม้ว่านายทักษิณจะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

ความหมายของการโพสต์รูปคู่ “ทักษิณ” เขียนแคปชั่นสั้นๆ “พ่อ”

การโพสต์รูปภาพดังกล่าวอาจมีความหมายหลายอย่าง นอกเหนือจากความรักใคร่ในครอบครัว อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยว่า นายทักษิณยังคงเป็นที่รักและเคารพของครอบครัวชินวัตร และยังคงเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของพรรคเพื่อไทย

  • เป็นการแสดงความรักและความผูกพันในครอบครัว
  • เป็นการส่งกำลังใจให้นายทักษิณ
  • เป็นการสื่อสารกับกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย

อนึ่ง การไม่ตอบคำถามของสื่อมวลชนของ น.ส.แพทองธาร ขณะเดินทางเข้าประชุมพรรคเพื่อไทย อาจเป็นเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อรูปคดี หรืออาจเป็นเพราะต้องการเก็บข้อมูลบางอย่างไว้เพื่อหารือภายในพรรคก่อนที่จะแถลงต่อสาธารณชน

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน การเคลื่อนไหวของนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ จำเป็นต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจถึงทิศทางและอนาคตของประเทศไทย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว และความผูกพันที่มีต่อบุคคลอันเป็นที่รัก แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก กำลังใจจากคนในครอบครัวก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราก้าวผ่านอุปสรรคไปได้

ที่มา – “อิ๊งค์” โพสต์รูปคู่ “ทักษิณ” เขียนแคปชั่นสั้นๆ “พ่อ” ไม่ตอบสื่อขณะเข้าประชุมเพื่อไทย

ภูมิธรรมเผย เพื่อไทยรู้ “ทักษิณ” จะเจออะไร

“ภูมิธรรม” เผย “ทักษิณ” เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างสง่างาม ส่วนพรรคเพื่อไทยยังต้องทำงานต่อ ทุกคนยอมรับกระบวนการยุติธรรม ไม่มีเตรียมใจ หรือไม่เต็มใจ

วันที่ 9 ก.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังศาลมีคำสั่งจำคุกนายทักษิณ ชินวัตร

นายภูมิธรรม บอกว่า หลังจากนี้ตัวเองต้องไปเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งก็เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย ตัวเองก็ทำงานภายในพรรคและทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อ ส่วนประเด็นที่ศาลสั่งจำคุกนายทักษิณ ตอนนี้ขวัญกำลังใจของพรรคเพื่อไทยดีและเข้มแข็งมาตลอด เพราะทุกคนรู้ว่าตัวของนายทักษิณต้องเจออะไร และนายทักษิณก็ไม่ได้หลบหนีไปไหน เพราะก่อนหน้านี้ที่นายทักษิณ เดินทางไปรักษาตัวที่ต่างประเทศก็โดนกล่าวหาว่าหลบหนี และส่วนตัวนายทักษิณก็ตัดสินใจว่าจะเผชิญหน้า และรู้ว่ากลับมาต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งนายทักษิณก็ยอมรับกระบวนการยุติธรรมอย่างสง่างาม

นักข่าวถามว่าการถูกจำคุกของนายทักษิณนั้นจะมีผลต่อพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายภูมิธรรม ยืนยันว่าไม่มี เพราะนายทักษิณเป็นคนหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ได้หลบหนีไปไหน การกลับมาครั้งนี้เหมือนกลับมายอมรับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งก็ต้องว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนคนในพรรคเพื่อไทยก็ยังคงต้องทำงานกันต่อ

นักข่าวยังถามอีกว่าก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่านายทักษิณได้ฝากฝังพรรค ไว้กับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายภูมิธรรม บอกว่า นายทักษิณฝากไว้กับทุกคน อยากให้รักษาจิตวิญญาณของพรรค เพราะประเทศไทย มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและทำงานช่วยเหลือประชาชน โดยช่วงบ่ายนี้ตัวเองจะเดินทางไปเข้าประชุมพรรคตามปกติ

เมื่อถามย้ำว่า การประชุมพรรคครั้งนี้จะเหมือนเป็นการปลอบขวัญสมาชิกพรรคที่เหลืออยู่หรือไม่ นายภูมิธรรม ปฏิเสธว่า อย่าไปคิดอะไรที่ดูน่ากลัว เพราะมันไม่มีอะไร ทุกคนเป็นนักการเมืองต้องรู้ว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง อย่าไปจินตนาการว่าตัวเองและสมาชิกพรรคเสียขวัญกำลังใจ  มิฉะนั้นคงไม่ลงมากินข้าวกับนักข่าว เมื่อถามว่า คนในพรรคเพื่อไทยเตรียมใจไว้แล้วใช่หรือไม่ นายภูมิธรรมบอกว่า “ทุกคน ยอมรับกระบวนการยุติธรรม… ไม่มีเตรียมใจ หรือไม่เต็มใจ”

หลังจากนั้นนายภูมิธรรม รวมทั้ง น.ส.จิราพร สินธุไพร อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มาล้อมวงนั่งรับประทานอาหารกลางวันกับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนายภูมิธรรมมีการกล่าวขอบคุณสื่อมวลชนด้วย

ภูมิธรรมเผย เพื่อไทยรู้ “ทักษิณ” จะเจออะไร

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หลายคนอาจสงสัยว่าพรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร นายภูมิธรรมได้ให้ความมั่นใจว่าพรรคจะยังคงทำงานเพื่อประชาชนต่อไป แม้ว่าทักษิณจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

เพื่อไทยรู้ “ทักษิณ” จะเจออะไร: ความท้าทายและความเป็นไปได้

การที่ “ทักษิณ” จะเจออะไร กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย หรืออนาคตทางการเมืองของทักษิณเอง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง

ภูมิธรรมได้กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และจะยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนต่อไป แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายรออยู่ข้างหน้า

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้ ถือเป็นบทพิสูจน์ความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทย และความเชื่อมั่นที่พรรคมีต่อกระบวนการยุติธรรม การที่ “ทักษิณ” ตัดสินใจกลับประเทศไทยและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความรับผิดชอบ

อนาคตของพรรคเพื่อไทยจะเป็นอย่างไร? การที่ “ทักษิณ” จะเจออะไร จะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยมากน้อยแค่ไหน? เหล่านี้คือคำถามที่รอคำตอบจากเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

การที่นายภูมิธรรมออกมาให้สัมภาษณ์เช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส และความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทย การยอมรับในกระบวนการยุติธรรม และความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนต่อไป คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยยึดมั่น

ที่มา – “ภูมิธรรม” บอก เพื่อไทยรู้ “ทักษิณ” จะเจออะไร ยกเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมสง่างาม

“บิ๊กเล็ก” เตรียมพบ “อนุทิน” นั่ง รมว.กห. จริงหรือ?

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตา คือ กรณีของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ที่มีข่าวว่าได้รับการทาบทามให้นั่ง รมว.กห. (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม) ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจคือ การเตรียมเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในช่วงบ่ายของวันนี้ เพื่อหารือถึงแนวทางการทำงานที่อาจมีการปรับเปลี่ยน

“บิ๊กเล็ก” เตรียมพบ “อนุทิน” นั่ง รมว.กห. จริงหรือ?

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 9 กันยายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล ยอมรับว่าได้รับการติดต่อจากเลขานุการส่วนตัวของนายอนุทิน เพื่อให้เข้าพบในช่วงบ่ายวันนี้ ประเด็นหลักของการหารือคือ แนวทางการทำงาน และการปรับตัวให้เข้ากับนโยบายใหม่

แม้จะยังไม่มีการยืนยันเวลาที่แน่นอน แต่ พล.อ.ณัฐพล ได้แสดงความพร้อมสำหรับการรับตำแหน่ง ไม่ว่าจะต้องจบภารกิจเดิม หรือปฏิบัติหน้าที่ใหม่ต่อไป คำถามสำคัญคือ การรับตำแหน่งครั้งนี้ เป็นโควตาของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) หรือเป็นโควตาคนนอก ซึ่ง พล.อ.ณัฐพล ได้ตอบว่า เป็นการมาในลักษณะคนนอก

เมื่อถามถึงความรู้สึกส่วนตัวว่าอยากทำงานต่อ หรืออยากเปลี่ยนบทบาท พล.อ.ณัฐพล ยิ้มและกล่าวว่า ยังไม่มีความเห็นใดๆ ในตอนนี้

โรดแมป 4 ขั้นตอน และสถานการณ์ชายแดน

พล.อ.ณัฐพล กล่าวถึงแนวทางการทำงานในอนาคตว่า ที่ผ่านมาได้มีการวางโรดแมปไว้ 4 ขั้นตอน ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ และนโยบายของรัฐบาลใหม่ แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียด เนื่องจากไม่อยากให้ฝ่ายกัมพูชาทราบถึงวิธีคิด

นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา ว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยพิจารณาจากการแสดงความยินดีของ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งหากพิจารณาจากข้อความที่ส่งมา ก็สามารถประเมินได้ว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น อย่างไรก็ตาม พล.อ.ณัฐพล ยังคงย้ำถึงบทบาทของตนเองในการเจรจาควบคู่ไปกับการป้องกันอธิปไตย

สำหรับการแก้ไขปัญหาชายแดน พล.อ.ณัฐพล มองว่า ท่าทีของผู้นำกัมพูชาจะทำให้การแก้ไขปัญหาราบรื่นขึ้น แต่ต้องรอผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ในวันที่ 10 กันยายนนี้ อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมของคณะเลขานุการมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ซึ่ง พล.อ.ณัฐพล จะนำผลการประชุมเข้าที่ประชุม ครม. ในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ และจะขออนุมัติเพิ่มเติมในหลักการ เพื่อให้เกิดความคืบหน้าที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ การหารือระหว่าง พล.อ.ณัฐพล และ นายอนุทิน ในช่วงบ่ายวันนี้ จะส่งผลต่อการตัดสินใจในการนั่ง รมว.กห. อย่างไร และจะมีผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไรบ้าง

การที่ พล.อ.ณัฐพล ถูกทาบทามให้นั่ง รมว.กห. สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของตำแหน่งนี้ในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่มีวิสัยทัศน์ และความสามารถในการนำพาประเทศให้ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

อนาคตของ พล.อ.ณัฐพล ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด แต่ที่แน่ๆ การพบปะกับนายอนุทินในวันนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะนำพาไปสู่ข้อสรุปในเรื่องนี้

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” เตรียมพบ “อนุทิน” บ่ายนี้ รับถูกทาบทามนั่ง รมว.กห.​ จริง โควตาคนนอก

เปิดประวัติ พล.ต.ท.ชาญชัย ว่าที่ รมว.ยุติธรรม

ประวัติ “พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล” ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จากโควตาคนนอก เตรียมทหารรุ่นที่ 24 เส้นทางชีวิตตำรวจ ส่วนใหญ่เติบโตในจังหวัดบุรีรัมย์

วันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โผครม.อนุทิน 1 มีรายชื่อ พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล อดีตรองผู้บัญชาการภาค 3 จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในโควตาคนนอก สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองพอสมควร

เปิดประวัติ “พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล”

สำหรับ พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล เกิดเมื่อวันที่ 13 เม.ย. 2508 เป็นคนบุรีรัมย์โดยกำเนิด จบการศึกษาจากโรงเรียนชุมชนบ้านคูเมือง ก่อนจะไปศึกษาต่อที่ ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จนจบ ม.ศ. 5 จากนั้นจึงได้เข้าศึกษาต่อที่ โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 24 โดยมีเพื่อนร่วมรุ่นที่น่าสนใจคือ พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่ และยังเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นเดียวกับ พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม รวมถึง พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ จากนั้นจึงไปศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สามพราน จ.นครปฐม รุ่นที่ 40

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ชาญชัย ยังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) อีกด้วย อีกทั้งยังผ่านหลักสูตรสำคัญต่างๆ อาทิ หลักสูตรผู้กำกับการรุ่นที่ 58 จากสถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจ และหลักสูตรการบริหารตำรวจชั้นสูง รุ่นที่ 41 จากวิทยาลัยการตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความรู้ความสามารถที่สั่งสมมา

ส่วนเส้นทางการทำงานของ พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล ส่วนใหญ่เติบโตในพื้นที่จังหวัดทางภาคอีสานตอนล่าง ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และนครราชสีมา โดยเริ่มต้นชีวิตราชการด้วยการดำรงตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สภ.ประทาย จ.นครราชสีมา จากนั้นได้ย้ายมาเป็นรองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ ก่อนที่จะถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สภ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ จนกระทั่งได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นสารวัตรสอบสวน สภ.ห้วยราช

และด้วยความสามารถที่โดดเด่น พล.ต.ท.ชาญชัย ยังได้ดำรงตำแหน่งสำคัญอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ สารวัตรสอบสวน หัวหน้าสถานีตำรวจ กิ่งอำเภอแคนดง จ.บุรีรัมย์ และสารวัตร สภ.หนองไม้งาม อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ อีกด้วย

ต่อมาในปี 2547 พล.ต.ท.ชาญชัย ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สภ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ ก่อนที่จะถูกโยกย้ายให้ไปเติบโตในตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจต่างๆ ได้แก่ สภ.บ้านด่าน, สภ.สตึก และ สภ.กระสัง ซึ่งทั้งหมดอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ทั้งสิ้น ต่อมาในปี 2558 ได้รับแต่งตั้งเป็น พ.ต.อ.พิเศษ ในตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ และในอีก 4 ปีถัดมา ก็ได้เลื่อนขึ้นเป็น ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนที่จะถูกย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ และต่อมาได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง รองผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค 3 ก่อนที่จะตัดสินใจขอเออร์ลี่รีไทร์ออกจากการเป็นตำรวจในวันที่ 31 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา

กระทั่งเมื่อเข้าสู่รัฐบาลชุดปัจจุบัน ก็ปรากฏชื่อของ พล.ต.ท.ชาญชัย จะเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งก่อนหน้านี้สื่อมวลชนหลายสำนักได้คาดการณ์ว่าตำแหน่งนี้จะเป็นของรัฐมนตรีคนนอก และยังคงเป็นที่จับตาว่าใครจะเหมาะสมที่สุด แต่สุดท้ายก็เป็น พล.ต.ท.ชาญชัย ที่ได้รับความไว้วางใจ

การเข้ามาของ พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

การที่ พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล อดีตตำรวจมากประสบการณ์ เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าติดตามอย่างยิ่ง เพราะด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาตลอดชีวิตราชการตำรวจ ทำให้เขาเข้าใจปัญหาและความท้าทายต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างดี

ดังนั้น การเข้ามาของ พล.ต.ท.ชาญชัย อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกฎหมายให้มีความทันสมัยและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น การแก้ไขปัญหาความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม การส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชนอย่างเท่าเทียม รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในวงการยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นตั้งใจ ความสามารถในการบริหารจัดการ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม

ดังนั้น เราจึงต้องจับตาดูต่อไปว่า พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล จะสามารถนำพาให้กระทรวงยุติธรรมก้าวไปข้างหน้า และสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมไทยได้อย่างไรบ้าง

ที่มา – เปิดประวัติ “พล.ต.ท.ชาญชัย” โควตาคนนอก ว่าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

โผ ครม.อนุทิน ยังไม่นิ่ง ดึง “ศุภจี” นั่ง รมว.พาณิชย์

การจัดตั้งรัฐบาลยังไม่จบ! โผ ครม. “อนุทิน” เตรียมดึง 7 คนนอกเข้าร่วมทีม โดยมีการทาบทาม “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” CEO ดุสิตธานี มานั่งเก้าอี้ รมว.พาณิชย์ และ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ในขณะที่ “ไผ่ ลิกค์-สัมพันธ์” หลุดจากโผคณะทำงาน ดัน “นเรศ-อามินทร์” เสียบแทน ทั้งนี้ต้องรอตรวจสอบคุณสมบัติ 7-10 วัน หากพบปัญหาต้องมีการเปลี่ยนแปลง

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าในการจัดโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทินว่า ล่าสุดในช่วงบ่าย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตอบรับที่จะเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมายแล้ว โดยมีรายงานว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้พูดคุยกับนายบวรศักดิ์ด้วยตัวเอง

สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ มีการใช้รัฐมนตรี “คนนอก” ถึง 7 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม และ กระทรวงพาณิชย์ โดยมีรายชื่อดังนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็น รมว.ต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็น รมว.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ เป็น รมว.พลังงาน นายวรภัค ธันยาวงษ์ เป็น รมช.คลัง พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล เป็น รมว.ยุติธรรม และล่าสุดมีการทาบทาม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT มาเป็น รมว.พาณิชย์ ทั้งหมดนี้เพื่อเสริมการทำงานของ ครม. และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

โผ ครม.อนุทิน ยังไม่นิ่ง

อย่างไรก็ตาม โควตารัฐมนตรี “คนนอก” ในส่วนของกระทรวงกลาโหม ยังไม่มีความแน่นอน โดยมีชื่อของ พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม และ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ อยู่ในรายชื่อ แต่แหล่งข่าวระบุว่าสถานการณ์ยังไม่นิ่ง และอาจมีชื่ออื่นเพิ่มเติม

สำหรับรัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยังคงเป็นชื่อของรัฐมนตรีชุดเดิมทั้งหมด โดยมีชื่อของนายไชยชนก ชิดชอบ สส. บุรีรัมย์ เลขาธิการพรรค และนายภราดร ปริศนานันทกุล สส. อ่างทอง อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 เพิ่มเข้ามา แต่ยังไม่มีการระบุว่าจะได้รับตำแหน่งในกระทรวงใด

ทางด้านพรรคกล้าธรรม (กธ.) ยืนยันรายชื่อตามที่มีการรายงานก่อนหน้านี้ ได้แก่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ดำรงตำแหน่ง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ดำรงตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ นายอัครา พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายองอาจ วงษ์ประยูร สส. สระบุรี ดำรงตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ

ล่าสุดมีการปรับเปลี่ยนรายชื่อในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ 2 ตำแหน่ง โดยจากเดิมที่มีชื่อของนายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส. นราธิวาส เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้เปลี่ยนเป็นน้องชาย คือ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส. นราธิวาส เนื่องจากนายสัมพันธ์ติดเงื่อนไขด้านคุณสมบัติ เช่นเดียวกับกรณีของนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สส. เชียงใหม่ ที่จะมาดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ แทนที่นายไผ่ ลิกค์ สส. กำแพงเพชร เลขาธิการพรรค เนื่องจากติดเงื่อนไขทางรัฐธรรมนูญ

ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ 2 ตำแหน่ง และรัฐมนตรีช่วยว่าการอีก 2 ตำแหน่ง ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่า นายสันติ พร้อมพัฒน์ จะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.สาธารณสุข นางตรีนุช เทียนทอง จะดำรงตำแหน่ง รมว.แรงงาน นายวรโชติ สุคนธ์ขจร สส. เพชรบูรณ์ จะดำรงตำแหน่ง รมช.สาธารณสุข และพล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ จะดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม

จับตาโผ ครม.อนุทิน กับเก้าอี้ รมว.พาณิชย์

การเปลี่ยนแปลงใน โผ ครม.อนุทิน ยังคงเป็นที่จับตาของหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทาบทาม “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” มาดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ จะส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไป แม้ว่า โผ ครม.อนุทิน จะยังไม่นิ่ง แต่การได้ผู้ที่มีความสามารถจากหลากหลายภาคส่วนเข้ามาบริหารประเทศ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

ที่มา – โผครม.อนุทิน ยังไม่นิ่ง สะพัดดึง “ศุภจี” นั่ง รมว.พาณิชย์-“บวรศักดิ์” รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย

กล้าธรรม ปิดจ๊อบ! เก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด

ความชัดเจนเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรมมาแล้ว! “ธรรมนัส” นั่งรองนายกฯ ควบเกษตรฯ, “นฤมล” ดูแลศึกษาฯ, “อรรถกร” คุมท่องเที่ยวฯ, และ “อัครา” ดูแลพัฒนาสังคมฯ ส่วน “ไผ่-สัมพันธ์” อดเพราะคุณสมบัติไม่ผ่าน ทำให้ “นเรศ-อามินทร์” ได้นั่ง รมช.เกษตรฯ แทน ขณะที่ “องอาจ” เตรียมเป็น รมช.ศึกษา

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ในส่วนของพรรคกล้าธรรม ตอนนี้ทุกอย่างลงตัว 100% แล้ว โดยพรรคได้รับจัดสรร 4 รัฐมนตรีว่าการ และ 3 รัฐมนตรีช่วย ซึ่งประกอบด้วย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายอัครา พรหมเผ่า ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย เดิมทีมีชื่อของนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรค ที่ถูกวางตัวให้ดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ เช่นเดียวกับนายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส แต่เนื่องจากติดเงื่อนไขด้านคุณสมบัติ ทำให้พรรคเสนอชื่อนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สส.เชียงใหม่ เข้ามาแทนนายไผ่ ขณะที่นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส ซึ่งเป็นน้องชายนายสัมพันธ์ จะมาดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ แทนพี่ชาย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโควต้ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พรรคกล้าธรรมได้วางตัวนายองอาจ วงษ์ประยูร สส.สระบุรี ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว

กล้าธรรม ปิดจ๊อบ! เก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด

จากความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ แสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลภายในพรรคกล้าธรรม เพื่อให้การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ทำไมการเปลี่ยนแปลงในพรรคกล้าธรรมจึงน่าสนใจ?

  • การที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้นั่งควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่พรรคมีต่อความสามารถในการบริหารจัดการด้านการเกษตรของท่าน
  • การที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เข้ามาดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ถือเป็นความท้าทายครั้งใหม่ในการปฏิรูปการศึกษาไทย
  • การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบในการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง

อนาคตของพรรคกล้าธรรมกับการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี

การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของพรรคกล้าธรรมในการเข้ามาบริหารประเทศ การตัดสินใจและความรับผิดชอบของรัฐมนตรีแต่ละท่าน จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของพรรคในการนำเสนอนโยบายและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม

กล้าธรรม ปิดจ๊อบ! เก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด อาจจะทำให้เกิดคำถามและความสงสัยในหมู่ประชาชน แต่สิ่งสำคัญคือการติดตามและให้กำลังใจรัฐมนตรีทุกท่านในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ

การที่พรรคกล้าธรรมสามารถเคลียร์ปัญหาเรื่อง กล้าธรรม ปิดจ๊อบ! เก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด ได้อย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพและความมุ่งมั่นของพรรคในการเดินหน้าพัฒนาประเทศต่อไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจส่งผลต่อทิศทางการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงศึกษาฯ อย่างไรบ้าง ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

อนาคตของการเมืองไทย ยังมีเรื่องราวที่น่าติดตามอีกมากมาย การเปลี่ยนแปลงในพรรคกล้าธรรมครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงพลวัตทางการเมืองที่ยังคงดำเนินต่อไป หวังว่าการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในครั้งนี้ จะนำมาซึ่งการพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติอย่างแท้จริง

ที่มา – กล้าธรรม ปิดจ๊อบเก้าอี้ รมต. “ไผ่-สัมพันธ์” ชวด ต้องดึง “นเรศ-อามินทร์” นั่ง รมช.เกษตรฯ แทน

โผ ครม.อนุทิน: ภูมิใจไทยชี้ เป็นไปตามข่าว

โผ ครม. อนุทิน ยังไม่นิ่ง แกนนำพรรคภูมิใจไทยบอก เป็นไปตามข่าว ขณะที่คนการเมืองยังแห่ส่งดอกไม้ แสดงความยินดีนายกฯ คนที่ 32

วันที่ 8 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทย ตลอดช่วงบ่ายวันนี้ ยังมีการนำแจกันดอกไม้และช่อดอกไม้ส่งมาเพื่อแสดงความยินดี กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อาทิ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง ที่ส่งแจกันดอกไม้พร้อมการ์ดระบุข้อความขอแสดงความยินดี ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 รวมถึงนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ส่งแจกันดอกไม้มาแสดงความยินดี

ขณะที่นายอนุทิน ยังเก็บตัวเงียบ ไม่ได้เดินทางมาที่พรรคภูมิใจไทย โดยมีรายงานว่า จะกำลังจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้ลงตัว เพราะยังมีบางตำแหน่งที่จะต้องขยับ

ทั้งนี้เวลา 16:15 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ และนายทรงศักดิ์ ทองศรี 2 แกนนำของพรรคภูมิใจไทยได้เดินทางออกจากพรรค ซึ่งผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า ขณะนี้รายชื่อคณะรัฐมนตรียังไม่นิ่งใช่หรือไม่ ซึ่งนายทรงศักดิ์ ระบุเพียงว่า ก็เป็นไปตามข่าว ส่วนนายพิพัฒน์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามใดๆ ก่อนจะขึ้นรถกลับออกไป

โผ ครม. อนุทิน: ความเคลื่อนไหวล่าสุด

สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสรรตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ยังคงมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น แม้ว่าจะมีกระแสข่าวและการคาดการณ์ต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ความชัดเจนสุดท้ายยังคงต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจากผู้มีอำนาจตัดสินใจ

พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลที่สำคัญ กำลังได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลใหม่ การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในส่วนของพรรคภูมิใจไทยจึงเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจอย่างมาก

แกนนำภูมิใจไทยกล่าวถึง โผ ครม. อนุทิน อย่างไร?

ล่าสุด แกนนำของพรรคภูมิใจไทยได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าของการจัดทำโผ ครม. อนุทิน โดยระบุว่า ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏในข่าวเป็นไปตามนั้น ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในโผ ครม. อนุทิน

อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังคงเก็บตัวเงียบและไม่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้เกิดความสงสัยและความไม่แน่นอนในแวดวงการเมืองมากยิ่งขึ้น

การที่นายอนุทินยังคงเก็บตัวเงียบ อาจเป็นเพราะกำลังพิจารณาและจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสมและสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรืออาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ ความชัดเจนในการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี และการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงทิศทางและนโยบายของรัฐบาลในอนาคตอันใกล้นี้

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์และสามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันของเราได้

ถึงแม้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลและโผ ครม. อนุทิน จะเป็นเรื่องของการเมือง แต่ก็มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม ดังนั้น เราในฐานะประชาชนคนไทย ควรให้ความสนใจและติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เข้าใจถึงทิศทางและอนาคตของประเทศ

ที่มา – แกนนำภูมิใจไทย ชี้ โผ ครม. อนุทิน เป็นไปตามข่าว นายกฯ ยังเก็บตัวเงียบเร่งจัดสรรให้ลงตัว

“คนละครึ่ง” รอบใหม่! คาดเริ่มตุลาคมนี้

โครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่ กำลังจะกลับมา! คาดการณ์กันว่าเงื่อนไขอาจจะไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยเหลือประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ และมีความเป็นไปได้สูงที่จะเริ่มใช้โครงการได้เร็วสุดภายในเดือนตุลาคมนี้

จากแนวคิดของรัฐบาลที่จะนำโครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาใช้อีกครั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน กระทรวงการคลังก็แสดงความพร้อมอย่างเต็มที่ในการดำเนินโครงการ หากได้รับการอนุมัติและมีนโยบายที่ชัดเจน เพราะทั้งระบบ งบประมาณ และความเหมาะสมต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันนั้นเอื้ออำนวยต่อการผลักดันโครงการนี้

หากคณะรัฐมนตรีอนุมัติ โครงการจะใช้เวลาเตรียมการไม่นานนัก คาดว่าประมาณ 30-45 วันก็สามารถเริ่มต้นโครงการได้เลยในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงปลายปีที่เศรษฐกิจต้องการแรงกระตุ้นเพิ่มเติม การกลับมาของโครงการ “คนละครึ่ง” จึงเป็นที่จับตามองอย่างมาก

กระทรวงการคลังมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบคนละครึ่งมีประสิทธิภาพสูง เพราะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนและกระตุ้นกำลังซื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะครอบคลุมทั้งประชาชนผู้บริโภคและผู้ประกอบการร้านค้าที่สามารถเพิ่มยอดขายและสร้างการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจฐานราก

ในส่วนของงบประมาณ รัฐบาลได้จัดสรรงบกลางสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2569 ไว้แล้วจำนวน 25,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่สามารถนำงบประมาณนี้มาใช้ดำเนินโครงการคนละครึ่งหรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ได้ทันที โดยไม่ต้องรอการอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม

ด้านความพร้อมของระบบเทคโนโลยีก็ไม่มีปัญหา เพราะกระทรวงการคลังเคยดำเนินโครงการคนละครึ่งมาแล้วถึง 5 รอบผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังและแอปถุงเงิน ทำให้มีประสบการณ์และความชำนาญในการจัดการระบบเป็นอย่างดี ดังนั้น หากจะเดินหน้าโครงการต่อ ก็สามารถใช้แอปพลิเคชันเป๋าตังที่มีอยู่ เปิดให้ประชาชนลงทะเบียน และดำเนินการรับจ่ายเงินได้ทันทีโดยไม่ต้องพัฒนาระบบใหม่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องติดตามและปรับปรุงคือเรื่องของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ก่อนหน้านี้มีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการทั้งร้านเล็กและร้านใหญ่รวมกันเกินกว่า 1 ล้านร้านค้า ครอบคลุมทั้งในเขตเมืองและชนบท

ในช่วงที่หยุดโครงการไประยะหนึ่ง อาจมีร้านค้าบางส่วนถอนตัวออกจากระบบหรือปิดกิจการไป ดังนั้นจึงต้องทบทวนและตรวจสอบตัวเลขร้านค้าที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่อีกครั้ง แต่ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน สามารถดำเนินการแบบคู่ขนานได้ คือเปิดให้ร้านค้าที่ยังอยู่ในระบบและพร้อมดำเนินการรับเงินเริ่มทำงานไปก่อน และในขณะเดียวกันก็เปิดรับสมัครร้านค้าใหม่ หรือร้านค้าที่ต้องการกลับเข้าร่วมโครงการไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การให้บริการได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเตรียมความพร้อมด้านการประชาสัมพันธ์และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับขั้นตอนการใช้งาน เพื่อให้โครงการสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างผลกระทบทางบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวมตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อีกด้วย

คนละครึ่ง รอบใหม่ คาดเริ่มตุลาคมนี้

ถึงแม้ว่ารายละเอียดและเงื่อนไขของโครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่จะยังไม่ชัดเจน แต่การกลับมาของโครงการนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเศรษฐกิจไทยที่กำลังต้องการแรงกระตุ้น

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับ คนละครึ่ง รอบใหม่

สำหรับประชาชนที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง” ในรอบก่อนหน้า ก็ควรเตรียมพร้อมอัปเดตแอปพลิเคชันเป๋าตังให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ และสำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการเป็นครั้งแรก ก็สามารถศึกษาข้อมูลและเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถลงทะเบียนได้อย่างรวดเร็วเมื่อโครงการเปิดให้ลงทะเบียน

การกลับมาของโครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่นี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ โดยโครงการนี้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา – “คนละครึ่ง” รอบใหม่ เงื่อนไขอาจไม่แตกต่าง คาดเริ่มใช้ได้เร็วสุด ต.ค.นี้

เครื่องบินส่วนตัว “ทักษิณ” ถึงสิงคโปร์ จับตาคืนนี้!

ความเคลื่อนไหวล่าสุด! มีรายงานว่า เครื่องบินส่วนตัว “ทักษิณ” ได้ลงจอดที่สิงคโปร์แล้วในช่วงเช้าวันนี้ (8 ก.ย.) หลังจากออกเดินทางจากดูไบ ทำให้หลายฝ่ายจับตาดูการเดินทางกลับไทยในช่วงเย็นวันนี้ตามที่ได้ประกาศไว้

ข้อมูลจาก Flightradar 24 ระบุว่า เครื่องบิน Bombardier Global 7500 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับเครื่องบินส่วนตัว “ทักษิณ” ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกจากท่าอากาศยานนานาชาติอัลมักตูม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อเวลา 20.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น และมุ่งหน้าไปยังสิงคโปร์ ยังไม่มีข้อมูลยืนยันจุดหมายปลายทางที่แน่ชัดในสิงคโปร์

ก่อนหน้านี้ มีรายงานข่าวว่า นายทักษิณมีกำหนดการเดินทางออกจากดูไบไปยังสิงคโปร์ ก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทยในเวลา 17.00 น. ของวันนี้ (8 ก.ย. 66) เพื่อเข้ารับฟังคำตัดสินของศาลฎีกาในวันที่ 9 ก.ย. เกี่ยวกับคดีการพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

นายทักษิณได้เคยชี้แจงผ่านแพลตฟอร์ม X (@ThaksinLive) ว่า เดิมทีตั้งใจจะเดินทางไปสิงคโปร์เพื่อตรวจสุขภาพ แต่เกิดปัญหาที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ของไทย ทำให้เสียเวลาเกือบสองชั่วโมง แม้ว่าเขาจะชนะคดีที่ถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศแล้วก็ตาม เหตุการณ์นี้ทำให้เครื่องบินไม่สามารถลงจอดที่สนามบิน Seletar ในสิงคโปร์ได้ทันเวลา เนื่องจากสนามบินดังกล่าวให้บริการเฉพาะเครื่องบินส่วนตัว (Private Jet) และปิดทำการในเวลา 22.00 น. เขาจึงตัดสินใจให้นักบินเปลี่ยนเส้นทางไปยังดูไบ ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและปอดที่เขาคุ้นเคยอยู่ รวมถึงเป็นโอกาสให้ได้พบปะเพื่อนฝูงที่ไม่ได้พบกันนานกว่าสองปี โดยเขายืนยันว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยภายในวันที่ 8 ก.ย. เพื่อไปศาลด้วยตนเองในวันที่ 9 ก.ย. นี้

เครื่องบินส่วนตัว “ทักษิณ” ลงจอดที่สิงคโปร์ จับตาถึงไทยวันนี้

การเดินทางกลับประเทศไทยของนายทักษิณในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย เนื่องจากเป็นการกลับประเทศครั้งแรกในรอบหลายปี และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความสำคัญทางการเมืองหลายประการ

ทำไมการกลับไทยของทักษิณถึงสำคัญ?

การกลับมาของนายทักษิณเป็นการสิ้นสุดการลี้ภัยตนเองในต่างประเทศที่ยาวนานหลายปี การกลับมาของเขาอาจมีผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคที่เขามีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

  • การกลับมาครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาล
  • มีหลายฝ่ายจับตาดูบทบาทของนายทักษิณหลังการกลับมา
  • การตัดสินใจของศาลฎีกาในวันที่ 9 ก.ย. จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของนายทักษิณ

สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด การกลับมาของอดีตนายกฯ ทักษิณ ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่น่าติดตามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมาหลังจากนี้ อย่างไรก็ตาม เครื่องบินส่วนตัว “ทักษิณ” ได้ลงจอดที่สิงคโปร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเดินทางกลับไทย ซึ่งทุกสายตากำลังจับจ้องอยู่

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอน การกลับมาของนายทักษิณจึงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของศาลฎีกาและการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศไทยในอนาคต

ที่มา – เครื่องบินส่วนตัว “ทักษิณ” ลงจอดที่สิงคโปร์ จับตาถึงไทยวันนี้

Scroll to top