ข่าวในกระแส

ฮามาสเผยคลิปตัวประกัน กดดันเจรจา

ฮามาสเผยคลิปสองตัวประกันอิสราเอลที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในกาซา ด้านเนทันยาฮู ลั่นเป็นวิดีโอโฆษณาชวนเชื่อ ไม่อาจสั่นคลอนรัฐบาล อ้างสงครามจบได้ทันทีหากฮามาสปล่อยตัวประกันทั้งหมด

เมื่อวันที่ 5 กันยายน กลุ่มฮามาสได้เผยแพร่คลิปวิดีโอที่แสดงภาพตัวประกันชาวอิสราเอล 2 ราย ซึ่งถูกลักพาตัวไปจากงานเทศกาลดนตรีโนวา ตั้งแต่การโจมตีข้ามพรมแดนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 โดยในคลิปดังกล่าวปรากฏภาพของ กาย กิลบัว-ดาลาล และ อลอน โอเฮล ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในฉนวนกาซา

ในคลิปวิดีโอซึ่งระบุวันที่ 28 สิงหาคม นายกิลบัว ดาลาล ถูกบันทึกภาพขณะอยู่ในรถยนต์ที่ระบุว่าเป็นในกาซาซิตี เขาได้ขอร้องให้มีการปล่อยตัว และยืนยันว่ายังมีผู้ถูกกักขังอยู่ด้วยกันอีก 8 คน ขณะที่นายโอเฮลปรากฏตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ถูกลักพาตัวไปเมื่อ 700 วันก่อน

ครอบครัวของผู้ถูกจับกุมและกลุ่มสิทธิมนุษยชนได้ออกมาโจมตีวิดีโอดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อที่ตอกย้ำถึงสถานการณ์อันยืดเยื้อ เนื่องจากในปัจจุบันยังมีชาวอิสราเอล 48 คนที่ยังคงตกเป็นตัวประกันในกาซา โดยเชื่อกันว่ามีประมาณ 20 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ และหากรัฐบาลต้องการที่จะนำตัวประกันทั้งหมดกลับบ้านจริง จะต้องกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาโดยเร็วที่สุด และใช้โอกาสจากข้อเสนอของคนกลางเพื่อเดินหน้าข้อตกลงแลกเปลี่ยน

ด้านนายอิตามาร์ เบน กวีร์ รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติสายขวาจัดของอิสราเอล ได้เรียกร้องให้มีการยึดครองกาซาอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อปลดปล่อยตัวประกันทั้งหมด

ขณะที่สำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลได้ออกแถลงการณ์ว่า เบนจามิน เนทันยาฮู ได้พูดคุยกับครอบครัวของตัวประกันทั้งสอง และย้ำว่าสงครามจะยุติลงทันทีหากฮามาสยอมรับเงื่อนไขการปล่อยตัวประกันทั้งหมด พร้อมประกาศว่าไม่มีวิดีโอโฆษณาชวนเชื่อใดที่จะทำให้อิสราเอลล้มเลิกเป้าหมายนี้ได้

ทั้งนี้ สถิติจากกระทรวงสาธารณสุขกาซาเผยว่า นับตั้งแต่การโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วกว่า 64,300 คน ขณะที่ 376 คนเสียชีวิตจากความอดอยากและภาวะทุพโภชนาการ ซึ่งรวมถึง 3 รายในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ฮามาสเผยคลิปสองตัวประกันอิสราเอลที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในกาซา

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮามาสยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ฮามาสเผยคลิปสองตัวประกันอิสราเอลที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในกาซา ทำให้เกิดแรงกดดันจากครอบครัวและกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่อรัฐบาลอิสราเอลให้เร่งเจรจาเพื่อช่วยเหลือตัวประกัน

ทำไมการเจรจาจึงสำคัญหลังฮามาสเผยคลิปสองตัวประกันอิสราเอลที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในกาซา?

การเผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าวถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากกลุ่มฮามาสถึงสถานการณ์ที่ยังคงตึงเครียดและยากลำบากสำหรับตัวประกันที่ถูกคุมขัง การเจรจาจึงเป็นทางออกเดียวที่จะนำไปสู่การปล่อยตัวประกันและการยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ

ครอบครัวของตัวประกันต่างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเจรจาโดยเร็วที่สุด โดยมองว่าการปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปจะยิ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตและความปลอดภัยของคนที่พวกเขารัก

นอกจากนี้ กลุ่มสิทธิมนุษยชนยังได้ออกมาประณามการกระทำของฮามาสที่ใช้ตัวประกันเป็นเครื่องมือในการต่อรองทางการเมือง พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและให้ความคุ้มครองแก่พลเรือน

สถานการณ์นี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทุกฝ่ายจะหันหน้าเข้าหากันเพื่อหาทางออกอย่างสันติและนำความสงบสุขกลับคืนสู่ภูมิภาค

การที่ฮามาสเผยคลิปสองตัวประกันอิสราเอลที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในกาซา สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์และความจำเป็นในการหาทางออกทางการทูตอย่างเร่งด่วน การเจรจาอาจเป็นเส้นทางที่ยากลำบาก แต่เป็นเส้นทางเดียวที่จะนำไปสู่การช่วยเหลือตัวประกันและความหวังในการยุติความขัดแย้ง

อนาคตของตัวประกันและความสงบสุขในภูมิภาคขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการกระทำของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ฮามาสเผยคลิปสองตัวประกันอิสราเอลที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในกาซา ขณะที่ครอบครัวกดดันรัฐบาลเจรจา

ออง ซาน ซูจี ป่วยหนัก! ลูกชายเผยอาการน่าห่วง

สถานการณ์น่าเป็นห่วง! ลูกชายออกมาเปิดเผยว่า ออง ซาน ซูจี วัย 80 ปี กำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพที่ทรุดหนัก โดยเฉพาะอาการป่วยทางโรคหัวใจที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการถูกคุมขังในเรือนจำภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารพม่าตั้งแต่ปี 2564

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 นายคิม อริส บุตรชายของ ออง ซาน ซูจี นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยชาวเมียนมา ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลใจผ่านสื่อ The Independent ของอังกฤษ โดยระบุว่า สุขภาพของมารดาซึ่งมีอายุ 80 ปีแล้วนั้น กำลังทรุดลงอย่างน่าวิตก โดยเฉพาะอาการป่วยจากโรคหัวใจที่กำเริบขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และนางซูจีได้ร้องขอให้ได้รับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจจากภายนอกเรือนจำ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่า ทางการพม่าจะอนุมัติคำขอดังกล่าวหรือไม่

นายคิม อริส กล่าวด้วยความรู้สึกเจ็บปวดว่า การได้รับทราบข่าวอาการป่วยที่ทรุดลงของมารดาเป็นเรื่องที่ยากจะทำใจให้ยอมรับได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สภาพการถูกกักขังเดี่ยว ยิ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้โรคหัวใจของนางซูจีเลวร้ายลงอย่างแน่นอน เขาจึงเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจี โดยทันที พร้อมทั้งประณามการกระทำของรัฐบาลทหารว่า เป็นการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งไม่อาจยอมรับได้

นายวิลเลียม เฮก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ ก็ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวเช่นกัน โดยเน้นย้ำว่า “ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปล่อยตัว ออง ซาน ซูจี และเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในด้านศีลธรรมและมนุษยธรรม ที่เธอจะต้องได้รับการรักษาพยาบาลที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที โดยไม่ล่าช้า”

นางออง ซาน ซูจี ถูกคุมขังโดยรัฐบาลทหารพม่าภายหลังการรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 และถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 27 ปี ในข้อหาทุจริต ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง เธอถูกขังเดี่ยวมาโดยตลอด และแทบไม่มีโอกาสได้ติดต่อกับโลกภายนอก

นับตั้งแต่เกิดการยึดอำนาจในพม่า สมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (Assistance Association for Political Prisoners – AAPP) ได้รายงานว่า มีผู้ถูกจับกุมหรือควบคุมตัวแล้วทั้งสิ้น 29,628 คน และมีผู้เสียชีวิต 7,182 ราย ในจำนวนนี้ มีเด็กรวมอยู่ด้วยอย่างน้อย 890 คน และผู้หญิง 1,806 คน ขณะเดียวกัน ผู้นำพรรค NLD (National League for Democracy) จำนวนมากยังคงถูกคุมขังอยู่ บางรายเสียชีวิตในเรือนจำ หรือถูกปล่อยตัวออกมาในสภาพที่ใกล้เสียชีวิต

ออง ซาน ซูจี อาการทรุดหนัก

สถานการณ์สุขภาพของ ออง ซาน ซูจี กำลังเป็นที่จับตาของนานาชาติ ภายใต้การคุมขังของรัฐบาลทหาร

ความเป็นมาของ ออง ซาน ซูจี

นาง ออง ซาน ซูจี เป็นนักการเมืองและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชาวพม่า เธอเป็นบุตรีของนายพลออง ซาน บิดาแห่งเอกราชพม่า และเป็นผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านหลักในพม่า เธอได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1991 จากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างสันติวิธี

  • การถูกกักบริเวณ: นางซูจีถูกกักบริเวณในบ้านพักเป็นระยะเวลารวม 15 ปี ระหว่างปี 1989 ถึง 2010 เนื่องจากบทบาทของเธอในการเรียกร้องประชาธิปไตย
  • การรัฐประหารปี 2021: ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 กองทัพพม่าได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจ และจับกุมนางซูจี พร้อมด้วยผู้นำคนอื่นๆ ในพรรค NLD
  • ข้อกล่าวหาและการพิจารณาคดี: นางซูจีถูกตั้งข้อหาต่างๆ มากมาย รวมถึงการทุจริต การนำเข้าอุปกรณ์สื่อสารโดยไม่ได้รับอนุญาต และการละเมิดมาตรการป้องกันโควิด-19 เธอถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลานานหลายปีในการพิจารณาคดีที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์

สถานการณ์ของนาง ออง ซาน ซูจี สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่า และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร นานาชาติต่างเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนางซูจีและนักโทษทางการเมืองอื่นๆ โดยทันที

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่ายังคงดำเนินต่อไป แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมาย ความหวังในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและเคารพสิทธิมนุษยชนยังคงเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ผู้คนลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

ที่มา – “ออง ซาน ซูจี” ป่วยโรคหัวใจอาการรุนแรง ลูกชายเผยสุขภาพทรุดหนักในเรือนจำเผด็จการทหารพม่า

สมศักดิ์: การเมืองอย่าจริงจัง ยินดี อนุทิน นายกฯคนที่ 32

“สมศักดิ์” แสดงความยินดี “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32 ยืนยัน พรรคมีแนวทางจัดการ สส.งูเห่า เชื่อเพื่อไทย ไม่ขับ “เฉลิม” พ้นพรรคเหตุอยู่มานาน บอก การเมืองอย่าไปเอาจริงเอาจังกันมากไม่ถึงล้มถึงตาย

เมื่อเวลา 21.45 น. วันที่ 5 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงแนวทางการทำงานของพรรคเพื่อไทยหลังมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ว่า ตนยังไม่ทราบว่าในพรรคมีการดำเนินการอย่างไรบ้าง เนื่องจากวันนี้ยังอยู่ที่สภา ซึ่งหลังจากนี้จะไปสอบถามว่าผู้บริหาร และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ทำอะไรไปแล้วบ้าง 

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการอย่างไรกับ สส.ที่โหวตสวนมติพรรค นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ พรรคก็มีบทลงโทษอยู่ แต่คนที่โหวตสวนมติพรรคก็ต้องทำจิตใจของเขาแล้วว่าเขารับสภาพอย่างไร หรือต้องเดินทางในทิศทางที่ต้องย้ายพรรค เพราะเขาเห็นว่ารัฐบาลใหม่มีเวลาแค่ 4 เดือน ไม่ต้องหลบมาก ไม่เครียดมาก เมื่อตัดสินใจไปแล้วก็ไม่ว่ากัน มันเป็นทิศทางการเมืองและเป็นเอกสิทธิ์ด้วย

เมื่อถามว่า กรณีนายวัน อยู่บำรุง เรียกร้องให้ขับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกจากพรรคนั้น นายสมศักดิ์ กล่าวว่า พรรคคงไม่ขับออก เพราะอยู่มาตั้งนานแล้วจะไปขับอะไร ก็อยู่กันไปเถอะ เผื่อวันหน้าวันหลังจะได้มาพูดคุยกัน คนทะเลาะกันส่วนใหญ่โกรธกันหลายปี กว่าจะมาคุยกัน ถ้าทะเลาะน้อยๆ หายโกรธก็คุยกัน เรื่องการเมืองอย่าไปเอาจริงเอาจังกันมาก ไม่ถึงล้มถึงตาย มันเป็นทิศทางของการบริหารจัดการที่จะต้องเปลี่ยนแนวทาง เป็นสิ่งที่เราต้องเข้าใจว่ามีล้ม มีลุก มียืน มีนั่ง มีวิ่ง เป็นเรื่องของการเมือง และใช้เวลาไม่นานอีก 4 เดือนก็เตรียมการเลือกตั้งได้แล้ว 

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยจะเตรียมตัวเลือกตั้งใหม่หรือไม่ เนื่องจากขณะนี้พรรคประชาชนเริ่มเตรียมแล้ว นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนตัวต้องเตรียมการเพราะต้องไปช่วยทุกแห่ง แต่ในส่วนของพรรคก็มีการเตรียมไว้อยู่แล้ว ซึ่งก็คงต้องทำกิจกรรมให้สำเร็จ นั่นคือการส่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ เราต้องยอมรับในระบบรัฐสภา ต้องขอแสดงความดีใจกับนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เมื่อสภายอมรับแล้วก็ต้องยอมรับ

การเมืองอย่าไปเอาจริงเอาจัง

สมศักดิ์เตือน: การเมืองอย่าไปเอาจริงเอาจังมากเกินไป

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเน้นย้ำว่า การเมืองอย่าไปเอาจริงเอาจังกันมากจนเกินไป เพราะท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ได้ถึงขั้นล้มถึงตาย และเป็นเพียงแค่ทิศทางของการบริหารจัดการที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ยังได้กล่าวถึงกรณีที่มี สส. โหวตสวนมติพรรคว่า เป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละบุคคล และพรรคก็มีบทลงโทษอยู่แล้ว แต่คนที่โหวตสวนมติพรรคก็ต้องยอมรับสภาพที่อาจจะต้องย้ายพรรคไป หากเห็นว่าทิศทางไม่ตรงกัน

ในส่วนของการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ส่วนตัวต้องเตรียมการเพราะต้องไปช่วยทุกแห่ง แต่ในส่วนของพรรคก็มีการเตรียมไว้อยู่แล้ว และสิ่งสำคัญที่สุดคือการสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้เป็นนายกรัฐมนตรี

ท่าทีของนายสมศักดิ์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในเกมการเมือง และการมองสถานการณ์อย่างเป็นกลาง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประนีประนอม และการยอมรับในความแตกต่าง เพื่อให้การเมืองดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

สถานการณ์ทางการเมืองไทยในขณะนี้มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจและมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณสนใจที่จะติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด สามารถติดตามได้จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อช่วยกันพัฒนาการเมืองไทยให้ก้าวหน้าต่อไป

ที่มา – “สมศักดิ์” บอกการเมืองอย่าไปเอาจริงเอาจัง ยินดี “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดที่รอ “อนุทิน” แก้บน

จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า จังหวัดบุรีรัมย์ได้จัดเตรียมสถานที่ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 หรือ วงเวียน ร.1 บริเวณ ต.อีสาน อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “วงเวียนช้าง” เพื่อเตรียมจัดพิธีแก้บนให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ที่จะบินมาแก้บน นั้น ล่าสุด นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวแล้ว

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน

นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน ยืนยันว่าเป็นการจัดพิธีบวงสรวงรัชกาลที่ 1 ซึ่งมีเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว โดยในวันที่ 7 กันยายน 2568 ที่จะถึงนี้ จังหวัดบุรีรัมย์จะมีพิธีบวงสรวงรัชกาลที่ 1 ณ บริเวณอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์เป็นเจ้าภาพ ขณะนี้ได้มีการจัดเตรียมสถานที่บริเวณอนุสาวรีย์ ไม่ใช่เป็นการเตรียมการแก้บนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ตามที่เป็นข่าว

ทำไมถึงมีข่าวลือเรื่องการจัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน?

กระแสข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้หากประสบความสำเร็จในการจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน และยืนยันว่าการเตรียมสถานที่ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานบวงสรวงประจำปีที่จัดขึ้นเพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ผู้ทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร

พิธีบวงสรวงเป็นประเพณีที่สำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบูรพกษัตริย์ และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมือง การจัดงานครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวบุรีรัมย์

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน ทำให้ประชาชนคลายความสงสัย และเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจัดเตรียมสถานที่ในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ข่าวลือและการคาดเดาต่างๆ ก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมืองและบทบาทของนักการเมืองคนสำคัญ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ในสังคมออนไลน์นั้น ควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อถือและส่งต่อ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและการสร้างความสับสนในสังคม

ท้ายที่สุดแล้ว การทำความเข้าใจในข้อมูลที่ถูกต้องและการมีวิจารณญาณในการรับข่าวสาร จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจและแสดงความคิดเห็นได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ โต้จัดสถานที่รอรับ “อนุทิน” แก้บน ยันเป็นงานบวงสรวงประจำปี

“ฉัตรชัย” เผยเคาะกรอบถกจีบีซี 10 ก.ย. นี้

“ภูมิธรรม” ถก “ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ” ด้าน “ฉัตรชัย” เผยเคาะกรอบถกจีบีซี 10 ก.ย. ยืนยันทำหน้าที่ต่อจนกว่า ครม. ใหม่ถวายสัตย์

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 5 ก.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ เป็นประธานประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ใช้เวลาเกือบ 3 ชม. โดยภายหลังการประชุม นายภูมิธรรม กล่าวถึงผลการประชุมว่าเพียงสั้น ๆ ว่า ให้เลขาฯสมช.เป็นผู้แถลงผลประชุม ก่อนจะขึ้นรถเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล

จากนั้น นายฉัตรชัย แถลงผลการประชุม สมช.ว่า ที่ประชุมเห็นชอบกรอบและประเด็นที่จะนำเข้าสู่การหารือในคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ที่ฝ่ายเลขานุการของไทย จะนำไปหารือกับฝ่ายเลขานุการของกัมพูชา และเมื่อได้กรอบแล้ว จะนำเรื่องที่ทุกฝ่ายเห็นชอบตามที่ตกลงกันนำมาเสนอเข้าที่ประชุม สมช.พิจารณาในวันที่ 8 ก.ย. 2568 เพื่อเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในวันที่ 9 ก.ย. 2568 ก่อนที่คณะทำงานจะนำกรอบการหารือ เข้าสู่ที่ประชุมจีบีซีในวันที่ 10 ก.ย. 2568 ส่วนรายละเอียดกรอบและประเด็นที่จะเจรจายังไม่ขอเปิดเผย จนกว่าการหารือจะเรียบร้อย

ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในการประชุมสมช.วันที่ 8 ก.ย. 2568 นายภูมิธรรมยังทำหน้าที่อยู่หรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ได้ประสานเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุว่าคณะทำงานยังต้องปฏิบัติงานอยู่จนกว่า ครม.ชุดใหม่ จะเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่.

“ฉัตรชัย” เผยเคาะกรอบถกจีบีซี 10 ก.ย. ยันทำหน้าที่ต่อจนกว่า ครม.ใหม่ถวายสัตย์

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป การประชุมและข้อตกลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ที่มีกำหนดการในวันที่ 10 ก.ย. นี้ การที่นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ออกมายืนยันถึงกรอบการหารือที่ได้ข้อสรุป และความต่อเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะทำงานชุดเดิมจนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้ารับตำแหน่ง ถือเป็นการสร้างความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าการดำเนินงานในประเด็นสำคัญต่างๆ จะไม่หยุดชะงัก

การที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่แทนนายกฯ ในการเป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการติดตามสถานการณ์และความพยายามในการรักษาความต่อเนื่องของการทำงาน แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านอำนาจก็ตาม การที่ที่ประชุม สมช. เห็นชอบกรอบและประเด็นที่จะนำไปหารือกับฝ่ายกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าในการเตรียมการสำหรับการประชุมจีบีซีในวันที่ 10 ก.ย.

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา: การประชุมจีบีซี 10 ก.ย.

การประชุมจีบีซีในวันที่ 10 ก.ย. นี้ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของกรอบและประเด็นที่จะมีการเจรจา ซึ่งนายฉัตรชัยยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดจนกว่าการหารือจะเรียบร้อย การที่นายฉัตรชัยย้ำว่าคณะทำงานชุดเดิมจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า ครม.ชุดใหม่จะเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ เป็นการส่งสัญญาณว่าการดำเนินงานต่างๆ จะยังคงเป็นไปตามแผนที่วางไว้

สถานการณ์ทางการเมืองไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อน การที่หน่วยงานต่างๆ ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศ การที่นายฉัตรชัยออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับกรอบการหารือและการปฏิบัติหน้าที่ของคณะทำงาน เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง ว่าการดำเนินงานต่างๆ จะเป็นไปอย่างราบรื่น

การติดตามความคืบหน้าของการประชุมจีบีซี และการทำงานของคณะทำงานชุดต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนควรให้ความสนใจ เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์และการดำเนินงานของภาครัฐในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

โดยสรุปแล้ว การที่นายฉัตรชัยออกมาเปิดเผยถึงกรอบการประชุมจีบีซี 10 ก.ย. และยืนยันการทำหน้าที่ต่อเนื่องของคณะทำงานชุดเดิม เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาความต่อเนื่องของการทำงานในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลนี้ หวังว่าการประชุมจีบีซีในวันที่ 10 ก.ย. จะเป็นไปอย่างราบรื่นและนำมาซึ่งผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ

ที่มา – “ฉัตรชัย” เผยเคาะกรอบถกจีบีซี 10 ก.ย. ยันทำหน้าที่ต่อจนกว่า ครม.ใหม่ถวายสัตย์

“อนุทิน” เปิดใจหลังได้โหวตเป็น นายกฯ

เปิดใจครั้งแรกหลังได้รับโหวตเป็นนายกฯ “อนุทิน” ขอบคุณ “พรรคประชาชน” และทุกคะแนนเสียงที่สนับสนุน พร้อมทำงานทุกวันให้คุ้มค่าที่สุด

เมื่อเวลา 17.10 น. วันที่ 5 ก.ย. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย เปิดใจครั้งแรกหลังได้รับเสียงโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ เพราะเวลามีอยู่ไม่มาก ต้องทำงานทุกวันให้คุ้มค่าที่สุด ไม่มีวันหยุดนะ

ถามต่อว่า แบบนี้ต้องทำงานให้หนักขึ้นใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องทำงานหนักมาก ให้ปัญหาที่มีอยู่คลี่คลาย พร้อมยังกล่าวขอบคุณพรรคประชาชน และทุกเสียงที่สนับสนุน พร้อมตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ว่า “Move Forward to the Right Action, Definitely” (แน่นอนว่าเราจะก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง)

ส่วน โผ ครม. ได้ตกลงกับพรรคร่วมรัฐบาลใหม่แล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ขอให้ใจเย็น แต่ทั้งนี้ทุกอย่างได้เตรียมการไว้หมดแล้ว

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะเดินทางไปเยี่ยมคุณพ่อ เพราะพ่อไม่ค่อยสบาย ไปกราบท่านก่อน และเดี๋ยวจะต้องกลับมาสภาฯ เพื่อลงมติ และยังจะต้องอยู่รักษาองค์ประชุม.

“อนุทิน” เปิดใจหลังได้รับโหวตเป็น นายกฯ

หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ท่ามกลางความคาดหวังและความท้าทายมากมาย หนึ่งในประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งคือ วิสัยทัศน์และแนวทางการบริหารประเทศของท่าน

ในการเปิดใจครั้งแรกหลังได้รับตำแหน่ง “อนุทิน” ได้แสดงความขอบคุณต่อทุกคะแนนเสียงที่สนับสนุน และให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อตอบแทนความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทำงานอย่างหนักและรวดเร็วเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในเรื่องของคณะรัฐมนตรี โดยขอให้ทุกฝ่ายใจเย็นและยืนยันว่าทุกอย่างได้เตรียมการไว้พร้อมแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและใส่ใจในรายละเอียดของการบริหารจัดการ

อนาคตประเทศไทยภายใต้การนำของ”อนุทิน”

การได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย หลายฝ่ายคาดหวังว่าด้วยประสบการณ์และความสามารถของท่าน จะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลและความท้าทายต่างๆ ที่นายอนุทินและรัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญ ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม

  • การกระตุ้นเศรษฐกิจและการสร้างงาน: รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องมีนโยบายที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน และลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้
  • การแก้ไขปัญหาสังคม: ปัญหาต่างๆ เช่น ความยากจน ยาเสพติด และอาชญากรรม ยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง
  • การสร้างความปรองดองทางการเมือง: ความขัดแย้งทางการเมืองยังคงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ รัฐบาลใหม่ควรส่งเสริมการหารือและประนีประนอมเพื่อสร้างความปรองดองในสังคม

“อนุทิน” และรัฐบาลใหม่จึงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อตอบสนองความคาดหวังของประชาชน และนำพาประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

การที่นายอนุทิน เปิดใจหลังได้รับโหวตเป็น นายกฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการบริหารประเทศต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างเปิดกว้าง

ที่มา – “อนุทิน” เปิดใจหลังได้รับโหวตเป็น นายกฯ พร้อมขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่สนับสนุน

วัน โพสต์ภาพ เฉลิม จับมือ อนุทิน ยินดีว่าที่นายกฯ

หลังการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นายวัน อยู่บำรุง ได้โพสต์ภาพ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จับมือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมแสดงความยินดีกับว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย พร้อมกันนั้นยังได้ฝากข้อความถึงพรรคเพื่อไทยให้พิจารณาเรื่องของ ร.ต.อ.เฉลิม

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ณ รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 โดยมีสมาชิกสภาเข้าร่วมประชุม 475 คน จากทั้งหมด 492 คน ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นว่าที่นายกฯ คนที่ 32 ด้วยคะแนนเสียง 311 ต่อ 152 เสียง ทำให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลายเป็น ว่าที่นายกฯ คนที่ 32 แห่งประเทศไทย

หลังจากทราบผลการลงมติ นายวัน อยู่บำรุง ได้โพสต์ภาพ ร.ต.อ.เฉลิม จับมือกับนายอนุทิน พร้อมข้อความว่า “ขอแสดงความยินดีกับว่าที่นายกฯ คนที่ 32 ของประเทศไทยครับ” การแสดงความยินดีกับ ว่าที่นายกฯ คนที่ 32 สร้างความฮือฮาไม่น้อย

ต่อมาได้โพสต์ข้อความเพิ่มเติมว่า “พรรคเพื่อไทยต้องขับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกจากพรรคโดยเร็ววันครับ” ข้อความดังกล่าวถูกตีความว่าเป็นการแสดงความไม่พอใจที่ ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้ลงคะแนนเสียงสนับสนุนนายอนุทินให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย เช่น “คนดีอยู่ไหนก็ได้ครับ” “เขาไม่กล้าไล่ครับ กลัวคะแนนเสียงหาย” และ “ท่านเฉลิม แน่นอนจริงๆ ครับ” แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของความคิดเห็นที่มีต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

วัน โพสต์ภาพ เฉลิม จับมือ อนุทิน ยินดีว่าที่นายกฯ

ทำไมเรื่อง วัน โพสต์ภาพ เฉลิม จับมือ อนุทิน ยินดีว่าที่นายกฯ ถึงเป็นที่สนใจ?

ปรากฏการณ์ที่นายวัน อยู่บำรุง โพสต์ภาพ ร.ต.อ.เฉลิม จับมือกับนายอนุทิน และแสดงความยินดีกับว่าที่นายกฯ คนที่ 32 นั้นได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความขัดแย้งทางการเมืองภายในพรรคเพื่อไทย นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมืองของนายวัน อยู่บำรุง ที่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อสมาชิกพรรคที่ไม่ปฏิบัติตามมติพรรค

การกระทำของ ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในพรรคเพื่อไทย ยิ่งทำให้ประเด็นนี้มีความน่าสนใจและเป็นที่จับตามองมากยิ่งขึ้น การที่ ร.ต.อ.เฉลิม ตัดสินใจลงคะแนนเสียงสนับสนุนนายอนุทิน ทั้งๆ ที่ขัดกับมติของพรรค สร้างความไม่พอใจให้กับสมาชิกพรรคบางส่วน และนำไปสู่การเรียกร้องให้มีการขับ ร.ต.อ.เฉลิม ออกจากพรรค

ถึงแม้การเมืองจะมีความซับซ้อน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ประชาชนมีความสนใจและติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด การแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมืองและความต้องการที่จะมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศ

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

อนาคตทางการเมืองของ ร.ต.อ.เฉลิม จะเป็นอย่างไร?

อนาคตทางการเมืองของ ร.ต.อ.เฉลิม ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยว่าจะดำเนินการอย่างไรกับ ร.ต.อ.เฉลิม จะมีผลกระทบต่อทิศทางทางการเมืองของพรรคและต่อตัว ร.ต.อ.เฉลิม เอง นอกจากนี้ การตัดสินใจของ ร.ต.อ.เฉลิม เองก็มีความสำคัญเช่นกันว่าจะเลือกที่จะอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อไป หรือจะตัดสินใจทางการเมืองในรูปแบบอื่น

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือการเคารพในการตัดสินใจของทุกฝ่ายและการดำเนินการทุกอย่างภายใต้กรอบของกฎหมายและประชาธิปไตย

ที่มา – “วัน” โพสต์ภาพ “เฉลิม” จับมือ “อนุทิน” บอกยินดีกับว่าที่นายกฯ คนที่ 32

“พรรคเพื่อไทย” พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

“พรรคเพื่อไทย” ประกาศความพร้อมในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่ในสภา พร้อมย้ำว่าจะรอวันกลับมาสานต่อนโยบายที่ยังค้างไว้ให้สำเร็จลุล่วง เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน

สืบเนื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีมติเห็นชอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงหนึ่งเดียวจากพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แห่งประเทศไทย (ผลโหวตนายก มติสภาฯ เห็นชอบให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” จากภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32) ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยต้องปรับบทบาทมาเป็นฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ทางเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของ พรรคเพื่อไทย ได้มีการโพสต์ข้อความเพื่อแสดงจุดยืนและความพร้อมในการทำหน้าที่ โดยมีเนื้อหาใจความสำคัญดังนี้ “พรรคเพื่อไทยพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ตามครรลองของรัฐสภา ยึดมั่นหลักการประชาธิปไตย ขอขอบคุณทุกแรงใจ นโยบายหลายเรื่องที่ยังค้างไว้ เราจะรอวันกลับมาสานต่อให้สำเร็จ เพื่อคนไทยทุกคน…ตลอดไป”

“พรรคเพื่อไทย” พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

การประกาศดังกล่าวเป็นการยืนยันว่า “พรรคเพื่อไทย” จะยังคงเดินหน้าทำงานการเมืองต่อไป แม้ว่าจะไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ตาม โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบ ถ่วงดุล และเสนอแนะนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างสร้างสรรค์

นโยบายต่างๆ ที่“พรรคเพื่อไทย” เคยได้ริเริ่มและผลักดันไว้ในอดีต แต่ยังไม่ทันได้สานต่อให้สำเร็จลุล่วงนั้น พรรคฯ ยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้ง และจะรอโอกาสที่จะกลับมาสานต่อนโยบายเหล่านั้นให้เป็นจริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

ความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้าน

ในฐานะฝ่ายค้าน “พรรคเพื่อไทย” จะมุ่งเน้นการทำงานดังต่อไปนี้:

  • ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โปร่งใส และเป็นธรรม
  • เสนอแนะนโยบายทางเลือกที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • ปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน
  • รักษาและส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะมีการเปลี่ยนแปลงไป แต่ “พรรคเพื่อไทย” ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์และคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนเสมอมา และจะยังคงทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถเพื่อสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นสังคมที่เสมอภาค ยุติธรรม และเจริญก้าวหน้า

การทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ของพรรคเพื่อไทย น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว เพราะจะช่วยให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจอย่างเหมาะสม ทำให้รัฐบาลต้องทำงานอย่างโปร่งใสและมีความรับผิดชอบต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “พรรคเพื่อไทย” พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ลั่นจะรอวันกลับมาสานต่อนโยบายที่ค้างไว้

ส่องเทรนด์! #นายกรัฐมนตรีคนที่32 ติดลมบน

แฮชแท็ก #นายกรัฐมนตรีคนที่32 #ประชุมสภา #โหวตนายก พุ่งติดเทรนด์โซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว หลังจากการลงมติในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผลปรากฏว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” จากพรรคภูมิใจไทย ได้รับการเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อย่างไม่เป็นทางการ

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีการพิจารณาวาระสำคัญ นั่นคือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย สืบเนื่องจากการที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ คือวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และนำไปสู่การเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ในการประชุมครั้งนี้ นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้ชี้แจงขั้นตอนการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยการขานชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ตามลำดับตัวอักษร และให้แต่ละคนออกเสียงลงมติว่าจะเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรือ งดออกเสียง โดยจำนวน สส. ในปัจจุบันมีทั้งหมด 493 คน ดังนั้น ผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาฯ เกินกึ่งหนึ่ง หรือ 247 เสียงขึ้นไป การเข้าสู่วาระการโหวตนายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นหลังจากที่มีการถกเถียงและลงมติว่าจะเลื่อนญัตติเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเรื่องด่วนในวาระ 8 ขึ้นมาพิจารณาก่อน ด้วยคะแนน 313 ต่อ 142 เสียง

นายไชยชนก ชิดชอบ สส. บุรีรัมย์ ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้เสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นบุคคลเพียงชื่อเดียวที่พรรคเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ นายสรวงศ์ เทียนทอง สส. สระแก้ว และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ ซึ่งเป็นบุคคลสุดท้ายที่พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี จากนั้นจึงเปิดโอกาสให้สมาชิกสภาฯ ได้อภิปรายก่อนที่จะลงมติเลือกผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ โดยใช้วิธีการขานชื่อลงคะแนนแบบเปิดเผยจนครบทั้ง 493 คน และผู้ที่ได้รับเลือกจะต้องมีคะแนนเสียงเกิน 247 เสียงขึ้นไป

เมื่อเวลา 15.51 น. ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาฯ ได้มีมติเห็นชอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับคะแนนเสียงเกิน 247 เสียง ส่งผลให้ นายอนุทิน ได้รับเลือกให้เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่32 ของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนต่อไปคือการรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ

#นายกรัฐมนตรีคนที่32 คือใคร? ทำไมถึงเป็นที่พูดถึง?

ภายหลังจากการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ส่งผลให้แฮชแท็กที่เกี่ยวข้อง เช่น #ประชุมสภา #พรรคภูมิใจไทย และ #โหวตนายก พุ่งขึ้นติดเทรนด์ยอดนิยมบนแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ (X) อย่างรวดเร็ว ประเด็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและความตื่นตัวของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ทำความเข้าใจขั้นตอนหลังจากการโหวต #นายกรัฐมนตรีคนที่32

หลายคนอาจสงสัยว่า หลังจากสภาฯ มีมติเห็นชอบแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป? ขั้นตอนหลังจากนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างสมบูรณ์

การเลือก #นายกรัฐมนตรีคนที่32 ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราทุกคนสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – แฮชแท็กการเมืองพุ่งติดเทรนด์ หลังโหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ คนที่ 32

Scroll to top