ข่าวในกระแส

ยังไม่พบเที่ยวบิน “ทักษิณ” ออกจากดูไบ จริงหรือ?

สถานการณ์ล่าสุด! ยังไม่พบเที่ยวบินของ “ทักษิณ” ออกจากดูไบ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่าจะแวะสิงคโปร์ก่อนกลับไทย หลายคนกำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

หลังจากมีกระแสข่าวเกี่ยวกับกำหนดการเดินทางกลับประเทศไทยของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีการเปลี่ยนแปลงแผนการเดินทางหลายครั้ง ล่าสุดมีรายงานข่าวว่า ยังไม่พบเที่ยวบิน “ทักษิณ” ออกจากดูไบ ตามที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเดินทางมายังสิงคโปร์ก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 8 กันยายน 2568

ก่อนหน้านี้ นายทักษิณ ชินวัตร ได้เดินทางออกจากประเทศไทยด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว โดยมีจุดหมายปลายทางแรกคือสิงคโปร์ แต่เนื่องจากปัญหาเรื่องการดำเนินการที่ ตม. ทำให้เครื่องบินต้องเปลี่ยนเส้นทางไปยังดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แทน (อ่านข่าว : “ทักษิณ” แจงเหตุบินวน เปลี่ยนปลายทางจากสิงคโปร์ไปดูไบ ย้ำ 9 ก.ย. ไปศาลแน่)

ยังไม่พบเที่ยวบิน “ทักษิณ” ออกจากดูไบ

ตามกำหนดการเดิมที่ปรากฏในข่าว ภายในวันที่ 7 กันยายน 2568 นายทักษิณจะเดินทางออกจากดูไบด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว เที่ยวบิน T7GTS ในเวลา 21.00 น. เพื่อไปยังสิงคโปร์ ก่อนที่จะเดินทางต่อมายังประเทศไทย และมีกำหนดการเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 8 กันยายน 2568 เวลา 17.00 น.

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลการบินล่าสุดผ่านเว็บไซต์ Flightradar24 เมื่อเวลา 21.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ยังไม่พบเที่ยวบิน “ทักษิณ” ออกจากดูไบ ตามที่ได้มีการรายงานข่าวแต่อย่างใด ทำให้เกิดความสงสัยและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแผนการเดินทางกลับประเทศไทยของอดีตนายกรัฐมนตรี

รายละเอียดที่ต้องติดตามเกี่ยวกับเที่ยวบิน “ทักษิณ” ออกจากดูไบ

สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางของนายทักษิณ ชินวัตร มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่กำหนดการเดินทางมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง หรือมีเหตุผลอื่นใดที่ทำให้ยังไม่พบเที่ยวบิน “ทักษิณ” ออกจากดูไบ ตามเวลาที่กำหนดไว้

ประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามต่อไปมีดังนี้:

  • ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกำหนดการเดินทางของนายทักษิณ
  • การยืนยันจากแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับแผนการเดินทาง
  • เหตุผลเบื้องหลังความล่าช้าหรือการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

การเดินทางกลับประเทศไทยของนายทักษิณ ชินวัตร ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสร้างความไม่แน่นอนให้กับสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่

การที่ยังไม่พบเที่ยวบิน “ทักษิณ” ออกจากดูไบ ตามกำหนดการเดิม แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ยังคงมีความผันผวนและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ผู้ที่เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไปจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน

ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับกำหนดการเดินทางของนายทักษิณ ชินวัตร จะมีการรายงานให้ทราบต่อไป

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและเรื่องราวที่น่าติดตามอย่างต่อเนื่อง การกลับมาของนายทักษิณจะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันยาวๆ

ที่มา – ยังไม่พบเที่ยวบิน “ทักษิณ” ออกจากดูไบ หลังมีข่าวจ่อแวะสิงคโปร์ก่อนกลับไทย

ทำไม? “จันทรุปราคาเต็มดวง” สีแดงอิฐ ช่องทางชม

เคยสงสัยไหมว่าทำไม “จันทรุปราคาเต็มดวง” ถึงกลายเป็นสีแดงอิฐ? ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจนี้ มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจซ่อนอยู่ วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยนี้ไปพร้อมๆ กัน พร้อมแนะนำช่องทางให้คุณได้รับชมความงามของปรากฏการณ์นี้แบบสดๆ อีกด้วย

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา แฟนเพจ NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยระบุว่าในช่วงคืนวันที่ 7 ต่อเนื่องถึงเช้ามืดวันที่ 8 กันยายน จะเป็นช่วงเวลาที่คนไทยสามารถชม “จันทรุปราคาเต็มดวง” ได้ในรอบ 3 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลา 00.31 – 01.53 น. ของวันที่ 8 กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ดวงจันทร์เต็มดวงทั้งดวงจะเคลื่อนที่เข้าไปอยู่ในเงามืดของโลก และปรากฏให้เห็นเป็นสีแดงอิฐ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Blood Moon

ทำไม “จันทรุปราคาเต็มดวง” ถึงเป็นสีแดงอิฐ?

คำถามที่หลายคนสงสัยก็คือ ในเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนเข้าไปอยู่ในเงามืดของโลกแล้ว ทำไมดวงจันทร์ถึงไม่มืดสนิทหายไปจากท้องฟ้า แต่กลับปรากฏเป็นสีแดงอิฐแทน? กลไกทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายปรากฏการณ์นี้มีความซับซ้อนแต่ก็เข้าใจได้ไม่ยาก

ในขณะที่เกิด “จันทรุปราคาเต็มดวง” นั้น ดวงจันทร์จะโคจรเข้าไปอยู่ในเงามืดของโลกจริง แต่เงาของโลกไม่ได้มืดสนิทอย่างที่เราคิด แสงอาทิตย์ที่ส่องมากระทบโลกจะทำให้เกิดเงาทอดยาวไปในอวกาศ และเงาที่ทอดยาวนี้ก็ไปถึงดวงจันทร์ด้วยเช่นกัน แต่ก่อนที่แสงอาทิตย์จะเดินทางไปถึงดวงจันทร์ แสงจะต้องเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศของโลกเสียก่อน ซึ่งชั้นบรรยากาศโลกนี้เองที่ทำหน้าที่เสมือนฟิลเตอร์กรองแสงขนาดยักษ์ ส่งผลให้แสงบางส่วนเกิดการกระเจิงและการหักเห

ปรากฏการณ์การกระเจิงและการหักเหของแสง

แสงอาทิตย์ที่เราเห็นเป็นแสงสีขาวนั้น จริงๆ แล้วประกอบไปด้วยสเปกตรัมของแสงสีต่างๆ ทั้งหมด 7 สี ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม และแดง แสงสีที่มีความยาวคลื่นสั้น เช่น สีน้ำเงิน สีฟ้า และสีเขียว จะถูกกรองออกไปในระหว่างที่แสงเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศโลก เหลือไว้เพียงแสงสีแดง ซึ่งมีความยาวคลื่นยาวกว่า ที่สามารถหักเหเข้าไปในเงามืดของโลกได้

เมื่อแสงสีแดงที่หักเหเข้ามา ตกกระทบลงบนพื้นผิวดวงจันทร์ และสะท้อนกลับมายังโลก เราจึงมองเห็นดวงจันทร์เป็นสีแดงอิฐ ในช่วงเวลาที่เกิด “จันทรุปราคาเต็มดวง” นั่นเอง ปรากฏการณ์นี้คล้ายคลึงกับเวลาที่เราเห็นท้องฟ้าเป็นสีแดงในช่วงพระอาทิตย์ตกดินหรือพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการกระเจิงของแสงในชั้นบรรยากาศโลกเช่นเดียวกัน

ดังนั้น ครั้งต่อไปที่คุณได้ชม “จันทรุปราคาเต็มดวง” และเห็นดวงจันทร์เป็นสีแดงอิฐ อย่าลืมว่าปรากฏการณ์นี้เป็นผลมาจากกลไกทางวิทยาศาสตร์ที่น่าทึ่ง ที่แสงเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศโลก และแสงสีแดงที่เหลือรอดมาได้ ทำให้เราได้เห็นความงามของดวงจันทร์ในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร

สำหรับใครที่สนใจจะชม “ดวงจันทร์สีแดงอิฐ” ของจริง สามารถชมด้วยตาเปล่าได้ทั่วประเทศไทย ในคืนวันที่ 7 ต่อเนื่องเช้ามืดวันที่ 8 กันยายนที่จะถึงนี้ แต่หากสภาพอากาศไม่เป็นใจ หรือมีเมฆฝนบดบัง ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะคุณยังสามารถติดตามการถ่ายทอดสดปรากฏการณ์ได้ตลอดระยะเวลา ตั้งแต่เวลา 22.29 น. – 03.55 น. ผ่านทางช่องทางต่างๆ ดังนี้:

เตรียมตัวให้พร้อม แล้วออกไปชมความงามของ “จันทรุปราคาเต็มดวง” ด้วยตาของคุณเอง หรือติดตามการถ่ายทอดสดเพื่อไม่ให้พลาดปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจครั้งนี้

จันทรุปราคาเต็มดวงสีแดงอิฐเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากความสวยงามของวิทยาศาสตร์และธรรมชาติ การได้เห็นดวงจันทร์เปลี่ยนสีเป็นสีแดงอิฐทำให้เราตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวาลและปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา อย่าลืมแบ่งปันประสบการณ์การชมจันทรุปราคาเต็มดวงของคุณกับเพื่อนๆ และครอบครัว!

ที่มา – ไขข้อสงสัย ทำไม “จันทรุปราคาเต็มดวง” เป็น “สีแดงอิฐ” พร้อมแนะช่องทางชมสด

ปลัดมหาดไทย ยินดี นายกฯ อนุทิน พร้อมกุหลาบชมพู!

“ปลัดกระทรวงมหาดไทย” นำดอกกุหลาบสีชมพูช่อใหญ่ ร่วมแสดงความยินดีกับ “นายกฯ อนุทิน” อย่างอบอุ่น พร้อมด้วยอดีตอธิบดี 3 ท่านที่เคยร่วมงานกับ “มท.อนุทิน” ก็เดินทางเข้าแสดงความยินดีที่พรรคภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 เวลา 14:40 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานพรรคภูมิใจไทยว่า นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดมหาดไทย ได้เดินทางมาถึงพรรค พร้อมด้วยช่อดอกกุหลาบสีชมพูขนาดใหญ่ เพื่อแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในโอกาสที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 โดยมีทีมงานให้การต้อนรับและนำนายอรรษิษฐ์ขึ้นลิฟต์ไปยังสำนักงานด้านบนของพรรค

นอกจากนี้ ยังมีอดีตอธิบดีที่เคยดำรงตำแหน่งในสมัยที่นายอนุทินเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาร่วมแสดงความยินดีอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายไชยวัฒน์ จุนถิรพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย อดีตอธิบดีกรมการปกครอง, นายพรพจน์ เพ็ญภาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย อดีตอธิบดีกรมที่ดิน และนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

น่าสนใจว่า อดีตอธิบดีทั้ง 3 ท่านนี้ มีสถานะที่แตกต่างกัน โดยนายไชยวัฒน์จะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ขณะที่นายพรพจน์เหลืออายุราชการอีก 1 ปี และนายนฤชาเหลืออายุราชการอีก 2 ปี โดยทั้งหมดเคยถูกโยกย้ายตำแหน่งในช่วงที่นายภูมิธรรม เวชชยชัย ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ปลัดมหาดไทย แสดงความยินดี นายกฯ อนุทิน

การปรากฏตัวของ ปลัดมหาดไทย พร้อมด้วยอดีตอธิบดีทั้ง 3 ท่าน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างข้าราชการระดับสูงกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการทำงานร่วมกันในอนาคต

ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเช่นนี้ บ่งบอกถึงการสนับสนุนและความเชื่อมั่นที่ข้าราชการมีต่อนายกรัฐมนตรีอนุทิน และอาจนำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความสำคัญของตำแหน่งปลัดมหาดไทย

ตำแหน่ง ปลัดมหาดไทย ถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารราชการแผ่นดิน เนื่องจากเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ การบริหารจัดการท้องถิ่น และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

การที่ ปลัดมหาดไทย เดินทางมาแสดงความยินดีด้วยตนเอง จึงเป็นการแสดงความเคารพและให้เกียรติอย่างสูงต่อนายกรัฐมนตรี อีกทั้งยังเป็นการยืนยันถึงความพร้อมในการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่

การสนับสนุนและความร่วมมือจากข้าราชการในทุกระดับ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้รัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ และพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน การเริ่มต้นด้วยความสัมพันธ์ที่ดีจึงเป็นนิมิตรหมายอันดีสำหรับอนาคตของประเทศไทย

อนาคตของการทำงานร่วมกัน

การที่นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดมหาดไทย นำดอกกุหลาบสีชมพูช่อใหญ่มาแสดงความยินดีกับนายกฯ อนุทิน นับเป็นภาพที่น่าประทับใจและแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างข้าราชการประจำและนักการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า การทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพจะนำมาซึ่งประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง

การแสดงความยินดีของอดีตอธิบดีทั้ง 3 ท่าน ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่านายกฯ อนุทินยังคงได้รับการสนับสนุนและความเชื่อมั่นจากผู้ที่เคยร่วมงานกันในอดีต ซึ่งเป็นกำลังใจสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่

ความสามัคคีและความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการสร้างสรรค์ประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา – “ปลัดมหาดไทย” นำดอกกุหลาบสีชมพูช่อใหญ่ ร่วมยินดีกับ “นายกฯ อนุทิน”

อนุทิน นายกฯ คนที่ 32 ทำงานไม่หยุด ยุบสภาใน 4 เดือน

“อนุทิน ชาญวีรกูล” แถลงครั้งแรกในฐานะนายกฯ คนที่ 32 ลั่น ครม. ทำงานไม่มีวันหยุด ลุยแก้ 4 เรื่อง ตอบแทนบุญคุณแผ่นดินและประชาชนคนไทย ย้ำไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม พร้อมยุบสภาใน 4 เดือน

เมื่อเวลา 12.17 น. วันที่ 7 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แถลงครั้งแรกภายหลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ว่า สวัสดีพี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพรักทุกท่าน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ตัวกระผมอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ผมยืนอยู่ตรงนี้ด้วยความตระหนักดีว่าการเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันนี้อาจจะมีข้อจำกัดหลายประการหลายด้านในการปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน แต่อย่างไรก็ตามขอให้ความมั่นใจต่อพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านว่า ตัวผมและคณะรัฐมนตรีของผมทุกคนจะมุ่งมั่นทุ่มเททำงานด้วยความไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกำลังกาย กำลังสมอง เพื่อให้ประเทศไทยของเราได้หลุดพ้นจากสถานการณ์วิกฤตต่างๆ โดยเร็วที่สุด

ผมต้องขอขอบพระคุณพี่น้องประชาชนที่ได้ให้ความมั่นใจโดยผ่านความไว้วางใจและการลงคะแนนเสียงของบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน ที่ได้ให้การสนับสนุนตัวกระผมให้เข้ามาแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ท่านได้เสียสละให้ประเทศไทยมีทางออกและหลังจากลงคะแนนเสียงเรียบร้อยแล้วท่านก็ได้กลับไปอยู่ในเจตนารมณ์ของท่านก็คือการเป็นฝ่ายตรวจสอบ

และผมต้องขอขอบพระคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากพรรคร่วมรัฐบาล อาทิ พรรคกล้าธรรม พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปไตยใหม่ และพี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ให้การสนับสนุนไว้วางใจทำให้รัฐบาลของผมภายใต้การนำของผมที่เป็นนายกรัฐมนตรีกำลังจะเกิดขึ้นเพื่อมารับใช้พ่อแม่พี่น้องประชาชนรับใช้ประเทศไทยที่รักของเรา

วันนี้ด้วยเวลาที่มีอยู่เราจะเร่งแก้ไขปัญหา 4 ด้าน ที่เป็นภัยคุกคามและส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของพี่น้องประชาชนชาวไทย เรื่องที่ 1 ปัญหาเศรษฐกิจ เราจะเร่งดำเนินมาตรการลดรายจ่าย ลดค่าครองชีพ ลดค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ค่าขนส่งต่างๆ ให้แก่พี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการทั้งหลาย และจะแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย หามาตรการต่างๆ ทั้งทางกฎหมายและการอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อเสริมสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและพี่น้องประชาชน ตลอดจนทำให้รายได้ของชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นฐานรากของสังคมไทยมีความมั่นคงแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

เรื่องที่ 2 ความมั่นคง ซึ่งเป็นปัญหาที่กำลังดำเนินอยู่ รัฐบาลของผมจะเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหากรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพ เพื่อให้เกิดการลดความสูญเสียของประชาชนของทั้งสองประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม “ประเทศไทยจะต้องยึดหลักการที่เราจะต้องไม่มีวันเสียดินแดนแผ่นดินเราแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว คนไทยจะต้องไม่เสียประโยชน์คนไทยจะต้องดำเนินชีวิตด้วยความเป็นปกติสุข” และรัฐบาลจะเร่งดำเนินการชดเชยให้กับพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาอาจจะมีการล่าช้าไปบ้าง แต่รัฐบาลของผมจะต้องชดเชยให้กับค่าเสียหายต่างๆ ให้แก่พี่น้องประชาชนในบริเวณจังหวัดที่มีจังหวัดชายแดนติดต่อกับกัมพูชาด้วยความรวดเร็ว ครอบคลุมทุกหลังคาเรือน

เรื่องที่ 3 ปัญหาภัยธรรมชาติ ต้องเร่งต่อยอดในเรื่องการจัดทำระบบเตือนภัย ซึ่งได้ทำมาแล้วในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หวังว่าในช่วงที่ไปพักร้อนอยู่สักพักหนึ่งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานต่างๆ ที่เราได้เคยประชุมหารือกันอยู่ คงไม่ได้หยุดในการที่จะจัดหาระบบเตือนภัยระบบป้องกันภัย ระบบการเยียวยาฟื้นฟู และระบบการแจ้งเตือนภัยต่างๆ ให้กับพี่น้องประชาชน เราจะต้องเร่งให้มีการชดเชยค่าเสียหายให้กับประชาชนผู้ประสบภัยจากภัยธรรมชาติอย่างรวดเร็ว ทันท่วงที สมเหตุสมผล และมีความเป็นธรรม

“ตัวกระผมเองมีความคุ้นเคยกับเรื่องนี้เป็นอย่างดีในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และจะเข้ามาดำเนินการอย่างเต็มที่และเข้มแข็ง เพราะผมก็จะควบในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยด้วย ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะไม่มีการหยุดชะงักและจะไม่มีการติดอุปสรรคใดๆ ผมเชื่อมั่นว่าผมยังคงจะได้รับความร่วมมือที่ดีจากพี่น้องข้าราชการทุกหน่วยงานที่ผมมีความคุ้นเคย”

ทั้งนี้ ตนไม่ได้มีความคุ้นเคยเฉพาะพี่น้องข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงสาธารณสุขที่อยู่มา แต่ในช่วงเป็นรองนายกรัฐมนตรีก็ได้มีความสัมพันธ์ มีเครือข่ายความร่วมมือจากทุกๆ หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นด้านการพลเรือน ตำรวจ ความมั่นคง กองทัพ ในเวลาที่ผ่านมาที่ผมมีตำแหน่งหน้าที่ราชการอยู่ เรื่องปัญหาความร่วมมือไม่เคยเป็นอุปสรรคต่อการทำงานเพื่อตอบสนองพี่น้องประชาชนแต่อย่างใดเลย ตรงกันข้ามผมมั่นใจในความสามารถของตัวผมเอง ที่จะเชื่อมโยงความสัมพันธ์และประสานงานเร่งให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือเพราะประโยชน์ทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นด้วยเวลาที่รวดเร็วด้วยความร่วมมือที่เข้มแข็ง ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ก็คือพี่น้องประชาชนทั้งสิ้นซึ่งผมมั่นใจว่าผมและพี่น้องข้าราชการทุกท่านมีเป้าหมายเดียวกัน

เรื่องที่ 4 ปัญหาเรื่องภัยสังคม รัฐบาลจะเร่งปราบปรามกระบวนการค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ การพนันและการพนันออนไลน์ทั้งหลายอย่างจริงจัง โดยสร้างความร่วมมือกับเพื่อนบ้านและมิตรประเทศเพื่อกำจัดภัยสังคมทุกรูปแบบ

“ขอให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจว่าผมมาเป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ไม่ได้มาด้วยบุญคุณของใคร ยกเว้นบุญคุณของพี่น้องประชาชนชาวไทยโดยผ่านผู้แทนราษฎรของท่าน เพราะฉะนั้นผมมีผู้ที่ผมจะต้องตอบแทนพระคุณอยู่เพียงกลุ่มเดียวก็คือพี่น้องประชาชนชาวไทย ซึ่งเป็นสุดยอดปรารถนาของผม”

การแก้ไขปัญหาที่ได้กล่าวมา 4 ประการหลักๆ ขอให้ความมั่นใจว่าจะต้องได้รับความร่วมมือและการประสานงานเพื่อให้เจตนารมณ์ของผมซึ่งก็คือเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนทุกคน ได้ขับเคลื่อนไปด้วยประสิทธิภาพและความรวดเร็วโดยปราศจากอุปสรรคและสิ่งกีดขวางใดๆ เพราะมั่นใจว่าด้วยประสบการณ์ที่ตัวผมและคณะรัฐมนตรีที่ผมกำลังคัดสรรแต่งตั้งให้มาทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนนั้น จะไม่มีเวลาทดลองงาน ผมต้องคัดสรรมาอย่างดีเมื่อทุกคนถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ก็จะปฏิบัติงานได้ทันทีด้วยความมีประสิทธิภาพ

ในเรื่องความกังวลทั้งหลายของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่เป็นความกังขาในเรื่องของจริยธรรม เรื่องตัวบทกฎหมายที่ในบางครั้งพวกตนก็ไม่ได้รับความยุติธรรม มีการกลั่นแกล้งใส่ร้าย แต่ถือว่าวันนั้นได้ผ่านไปแล้ว เรื่องที่เป็นสิ่งที่กังวลใจของพี่น้องประชาชน ขอเรียนยืนยันว่าตัวผมและรัฐบาลซึ่งก็หมายถึงรัฐมนตรีทุกคน จะทำงานโดยยึดความถูกต้องของกฎหมายเป็นหลักเท่านั้น

“ผมขอย้ำนะครับ จะไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมตามที่มีผู้ห่วงใยตามที่มีผู้กังวล แต่จะปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำงานด้วยกลไกซึ่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ ความยุติธรรมที่จะต้องมีกับผู้คนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครยัดเยียด ปรุงแต่ง หรือกลั่นแกล้งใส่ร้ายอย่างที่เคยมีผู้ปฏิบัติมา ขอให้พี่น้องประชาชนได้มีความมั่นใจ นอกจากจะไม่เข้าไปแทรกแซงแล้วจะเข้าไปเร่งรัด เปิดเผย ให้กระบวนการยุติธรรมทุกอย่างต้องอยู่บนโต๊ะ และสามารถอธิบายให้กับพี่น้องประชาชนที่มีความกังวลสงสัยหรือแม้กระทั่งคู่ความได้รับทราบ ถ้าตรงไหนผิดดำเนินการทันที แต่ต้องดำเนินการด้วยกฎหมาย ไม่ใช่กฎหมู่ ขอให้พี่น้องประชาชนคอยติดตามการทำงานของผมในเรื่องนี้”

ส่วนสิ่งที่พี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนมีความห่วงใย ซึ่งได้กำหนดไว้ในบันทึกข้อตกลงว่า รัฐบาลของผมจะมีจุดมุ่งหมายที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในหมวดของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนอกจากนี้น่าจะมีกระบวนการตามที่ศาลรัฐธรรมนูญจะได้กำหนดวินิจฉัยในเร็วๆ นี้ “และหลังจากนั้นผมจะยุบสภาครับภายในกรอบเวลา 4 เดือนที่ได้มีข้อตกลงไว้ เพื่อที่เราจะได้คืนอำนาจกลับคืนสู่พี่น้องประชาชนให้พี่น้องได้ตัดสินใจอนาคตของประเทศต่อไป”

นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 กล่าวต่อไปว่า แม้จะยังมีเวลาไม่มากนัก แต่มั่นใจว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย . ผมจะทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ในเวลาเวลาน้อยเพียง 4 เดือน ดังนั้นตัวผมและคณะรัฐมนตรีจะไม่มีวันหยุด ไม่มีพักร้อน และถ้าเป็นไปได้ต้องไม่มีการเจ็บป่วย ไม่มี Holiday ไม่มีวันที่จะบอกว่าพักผ่อนกับครอบครัว ยกเว้นพักผ่อนตามความต้องการของร่างกายในทุกๆ วัน ผมเชื่อว่า 4 เดือนคนที่มาเป็นรัฐมนตรีของผมรวมทั้งตัวผมเอง จะสามารถยืนหยัดทำงานให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างเต็มที่เราจะต้องเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทย ให้หลุดพ้นจากสถานการณ์วิกฤตให้จงได้ในระยะเวลาที่มีอยู่

จากนั้นเราจะสร้างรากฐานเพื่อที่รัฐบาลชุดต่อไปจะได้มาสานต่อการทำงานของรัฐบาล โดยดำรงเจตนารมณ์ให้พี่น้องประชาชนมีความอยู่ดีมีสุข มีความมั่นคงในชีวิตเพื่อความยั่งยืนตลอดไป รวมทั้งจะสร้างความรักความสามัคคีของคนในชาติเพื่อสร้างเป็นพลังในการเป็นประเทศไทยที่รักของเราสืบไป

ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “ผมจะไม่ทำให้เจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนที่มอบความไว้วางใจในตัวผมต้องสูญเปล่าและผมจะทุ่มเทอย่างสุดความสามารถที่จะทำงานตอบแทนบุญคุณของแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะรับใช้พี่น้องประชาชนของผม ให้สมกับความไว้วางใจที่ท่านได้กรุณามีให้แก่ผมในการเป็นนายกรัฐมนตรีของท่านในวันนี้ ขอขอบพระคุณครับ”

อนุทิน นายกฯ คนที่ 32 ทำงานไม่หยุด ยุบสภาใน 4 เดือน

สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้: อนุทิน นายกฯ คนที่ 32 ทำงานไม่หยุด ยุบสภาใน 4 เดือน จริงหรือไม่?

การแถลงนโยบายของ อนุทิน นายกฯ คนที่ 32 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคง การประกาศยุบสภาใน 4 เดือน ถือเป็นสัญญาประชาคมที่ต้องติดตามว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ การทำงานของรัฐบาลชุดนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องจับตาดู

ที่มา – “อนุทิน” นายกฯ คนที่ 32 แถลงครั้งแรก ทำงานไม่หยุด ลุยแก้ 4 เรื่อง ยุบสภาใน 4 เดือน

เปิดประวัติ จ.อ.ยศสิงห์ ว่าที่รมว.อุตสาหกรรม

เปิดประวัติ จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ จากอดีตผู้สมัครนายก อบจ.คณะก้าวหน้า สู่ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คนสนิท “สุชาติ” จนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในครม.อนุทิน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามอง

วันที่ 6 กันยายน 2568 มีรายงานว่าโผคณะรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีความชัดเจนแล้วว่าทางกลุ่มของนายสุชาติ ชมกลิ่น ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี 3 ที่นั่ง โดยนายสุชาติเองนั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะที่ จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ คนสนิทของนายสุชาติ ได้รับโควตารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีชื่อของนายธนกร วังบุญคงชนะ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดย จ.อ.ยศสิงห์ ถือเป็นรัฐมนตรีใหม่ป้ายแดง และได้รับการผลักดันจากนายสุชาติให้เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างเต็มที่

เปิดประวัติ จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ

สำหรับประวัติ จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ เป็นชาวจังหวัดฉะเชิงเทราโดยกำเนิด จบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการบริหารงานยุติธรรมและสังคม จากมหาวิทยาลัยบูรพา เคยรับราชการในสายสรรพาวุธทหารเรือ ก่อนที่จะลาออกมาเข้าสู่สนามการเมืองครั้งแรกในปี 2544 โดยลงสมัครในระดับท้องถิ่นในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร อบต.บางผึ้ง ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น นายก อบต.บางผึ้ง จ.ฉะเชิงเทรา และชนะการเลือกตั้งถึง 4 สมัย ครองตำแหน่งรวม 4 สมัย และอีก 3 ปีเต็ม

ในปี 2563 จ.อ.ยศสิงห์ ได้เข้าสู่สนามการเมืองระดับจังหวัด โดยลงสมัครชิงตำแหน่งนายก อบจ.แปดริ้ว ในนามคณะก้าวหน้า แต่พ่ายแพ้ให้กับนายกิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีตนายก อบจ. 3 สมัย อย่างไรก็ตาม จ.อ.ยศสิงห์ ก็ได้รับคะแนนเสียงไปถึง 132,191 คะแนน และยังสามารถนำทีม ส.อบจ. คณะก้าวหน้า ให้ได้รับการเลือกตั้งถึง 10 คน โดยในการเลือกตั้งครั้งนั้น ช่อ พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ได้เดินทางไปช่วยหาเสียงด้วยตนเอง

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 คณะรัฐมนตรีรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง จ.อ.ยศสิงห์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้น

ล่าสุด จ.อ.ยศสิงห์ ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในครม.อนุทิน ชาญวีรกูล โดยได้รับการสนับสนุนจากนายสุชาติ ชมกลิ่น อย่างเต็มที่ เส้นทางการเมืองของ จ.อ.ยศสิงห์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถในการปรับตัวที่น่าสนใจ

เส้นทางสู่ตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีของ จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ

จากประวัติที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ มีประสบการณ์ที่หลากหลาย ทั้งในด้านการบริหารราชการ การเมืองท้องถิ่น และการเมืองระดับชาติ การได้รับตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ถือเป็นความท้าทายครั้งใหม่ที่สำคัญ ซึ่งจะต้องใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ในการขับเคลื่อนและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของภาคอุตสาหกรรมไทย

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีของ จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในแวดวงการเมืองไทย และความสำคัญของการมีประสบการณ์ที่หลากหลายในการบริหารประเทศ การที่เขาได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงาน และวิสัยทัศน์ที่น่าจะนำพาประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้

การที่บุคคลที่เติบโตมาจากการเมืองท้องถิ่นสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับประเทศได้นั้น แสดงให้เห็นถึงโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนที่มีความสามารถและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักการเมืองรุ่นใหม่ และผู้ที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศต่อไป

โดยสรุปแล้ว การได้รู้จักกับประวัติของ จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ ทำให้เราเห็นถึงเส้นทางการเติบโตและความมุ่งมั่นของนักการเมืองคนหนึ่ง ที่พร้อมจะเข้ามาทำหน้าที่ในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

ที่มา – เปิดประวัติ “จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ” จากผู้ช่วยรมต. สู่ว่าที่รมว.อุตสาหกรรม ครม.อนุทิน

อดีตพี่เลี้ยงดีใจ “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ

อดีตพี่เลี้ยงดีใจ “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ คนที่ 32 เผยนิสัยวัยเด็ก เป็นคนขี้เล่น กินง่าย ไม่ก้าวร้าว พร้อมอวยพรให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ และดูแลประเทศชาติอย่างดีที่สุด

วันที่ 6 กันยายน 2568 เวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่หมู่ 12 ตำบลสะพุง อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อพบกับ นางเพ็ง อ้อมชมพู อายุ 65 ปี และ นางเล่ง นิสัย อายุ 61 ปี ซึ่งเป็นญาติพี่น้องกัน ทั้งสองเคยทำงานเป็นพี่เลี้ยงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ในช่วงที่ยังเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หรือเมื่อราว 30 ปีก่อน โดยทั้งสองต่างรู้สึกดีใจอย่างยิ่งเมื่อทราบข่าวว่านายอนุทินได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมหยิบอัลบั้มรูปถ่ายย้อนอดีตขึ้นมาดูด้วยความปลื้มใจ

นางเพ็ง อ้อมชมพู เล่าว่า เมื่อปี พ.ศ. 2520 ขณะอายุ 18 ปี ตนได้เดินทางไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร ทราบว่า คุณนาย หรือคุณแม่ของนายอนุทิน ต้องการคนดูแลลูก ๆ และช่วยงานบ้าน ตนจึงไปพร้อมกับ นางเล่ง นิสัย เพื่อทำหน้าที่พี่เลี้ยงเด็กทั้งสามคนในบ้าน เด็กคนโตคือ นายอนุทิน มีชื่อเล่นว่า “หนูหนู” น้องชายคนรองชื่อ นายมาศถวิน หรือ “น้องน้อง” และน้องสาวคนเล็กชื่อ นางสาวอนิลรัตน์ หรือ “หนุ่ยนุ้ย” ทั้งสามพี่น้องมีนิสัยเรียบร้อย น่ารัก และไม่เคยแสดงท่าทีถือตัวหรือลำเอียงกับตน ทั้งที่ตนเป็นเพียงคนงานในบ้าน 

ตนเคยดูแลอยู่ถึง 13 ปี แม้ปัจจุบันจะกลับมาอยู่ภูมิลำเนาที่ศรีสะเกษแล้ว แต่ก็ยังคงรู้สึกผูกพันและห่วงใยเสมอ ในช่วงที่ดูแลนายอนุทินอยู่ชั้น ป.3 อายุประมาณ 9 ขวบ มีนิสัยขี้เล่น ไม่ดื้อ เลี้ยงง่าย สุภาพ ไม่ก้าวร้าว และชอบรับประทานอาหารง่าย ๆ เช่น ไข่เจียว ไข่ดาว เป็นต้น เขายังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพี่น้อง หยอกล้อเล่นกันอย่างอบอุ่น ตนมักอยู่เป็นเพื่อนยามค่ำคืน โดยเฉพาะเวลาที่เขารอพ่อแม่กลับบ้าน จนกว่าจะมั่นใจว่าทุกคนกลับมาแล้วจึงค่อยพักผ่อน

เมื่อถึงปี พ.ศ. 2533 ตนตัดสินใจลาออกกลับมาดูแลมารดาที่บ้านเกิด เพราะไม่มีใครช่วยทำนาและทำเกษตร เนื่องจากญาติพี่น้องอยู่ไกลที่กรุงเทพฯ แม้จะได้รับความไว้วางใจจากคุณพ่อของนายอนุทิน และถูกขอร้องให้อยู่ต่อด้วยความผูกพันที่ยาวนาน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจกลับบ้านด้วยความจำเป็น

ล่าสุด เมื่อประมาณ 4 ปีก่อน ตนมีโอกาสได้พบกับ คุณอนิลรัตน์ หรือน้องหนุ่ยนุ้ย ซึ่งได้แวะมาเยี่ยมที่บ้าน และเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาปฏิบัติภารกิจที่สวนทุเรียน “ไร่สร้างฝัน” ตำบลศรีแก้ว อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังปัญหาเกี่ยวกับไฟฟ้า น้ำ และที่ดิน ในครั้งนั้น ตนได้พบกับนายอนุทินอีกครั้งหลังจากไม่ได้พบกันมานานกว่า 30 ปี รู้สึกตื่นเต้นและดีใจมาก 

ขณะเดียวกันก็เกรงว่าเขาจะจำตนไม่ได้ แต่ปรากฏว่า นายอนุทินจำตนได้ทันที พร้อมกล่าวอย่างตื้นตันว่า “วันนี้ได้พบกับพี่เลี้ยงของผม ไม่ได้เจอกันมากว่า 30 ปี เลี้ยงผมมาตั้งแต่ ป.3 เคยถูกตีด้วย เพราะไปแกล้งน้องสาว” แม้ไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกันมากนัก เพราะนายอนุทินมีภารกิจ แต่ก่อนไปท่านกล่าวทิ้งท้ายว่า “ไปหาแม่ไหม ไปเที่ยวกรุงเทพฯ ไหม” เพียงแค่นั้นก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายและน่าประทับใจอย่างยิ่ง

ครั้งใดที่มีกระแสทางการเมืองเกี่ยวกับนายอนุทิน ตนก็มักรู้สึกเป็นห่วงอยู่เสมอ ด้วยความผูกพันที่เคยดูแลกันมาแต่เด็ก และเมื่อวานนี้ หลังทราบว่านายอนุทินได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ตนรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง ได้โทรศัพท์ไปพูดคุยแสดงความยินดีกับคุณพ่อและคุณแม่ของนายอนุทิน ซึ่งทุกท่านต่างปลื้มใจเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่มีโอกาสโทรศัพท์ไปแสดงความยินดีกับนายอนุทินโดยตรง เนื่องจากยังไม่มีช่องทางในการติดต่อ แต่ยังคงสื่อสารผ่านทางคุณแม่ของนายอนุทินอย่างสม่ำเสมอ และในขณะนี้ ตนก็มีความคิดที่จะเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อร่วมแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการด้วยตัวเอง โดยคุณแม่ของนายอนุทินยังได้กล่าวกับตนด้วยความเอ็นดูว่า “ถ้านายอนุทินในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่ศรีสะเกษเมื่อไหร่ ไปกอดให้แน่น ๆ เลยนะ”

นั่นคือสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ตนยังคงมีต่อครอบครัวของว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ความฝันของตนในวันนี้เป็นจริงแล้ว เพราะตลอดมาได้เฝ้าหวังและภาคภูมิใจที่จะเห็นนายอนุทินได้เป็นนายกรัฐมนตรี ตนรู้สึกตื้นตันใจอย่างที่สุด และขออวยพรให้ท่านนายกรัฐมนตรีมีสุขภาพแข็งแรง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่น และดูแลประเทศชาติอย่างดีที่สุด ให้ประชาชนในทุกหย่อมหญ้าได้รับความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกด้าน

อดีตพี่เลี้ยงดีใจ “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ

เรื่องราวความผูกพันของอดีตพี่เลี้ยงที่ได้เห็น “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ความรู้สึกดีๆ ก็ยังคงอยู่เสมอ

ความรู้สึกของอดีตพี่เลี้ยงเมื่อ “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ

อดีตพี่เลี้ยงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นอดีตเด็กที่ตนเคยดูแลเติบโตและประสบความสำเร็จในชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองของประเทศ

  • ความผูกพันที่มีมายาวนาน
  • ความภาคภูมิใจในตัวนายอนุทิน
  • ความหวังที่จะเห็นนายอนุทินนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

เรื่องราวนี้เป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังทำหน้าที่ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ใดก็ตาม ขอให้ทำด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่น เพราะความดีและความตั้งใจจริงจะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จในที่สุด

นอกจากนี้ เรื่องราวของอดีตพี่เลี้ยงที่แสดงความยินดีกับ “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ ยังแสดงให้เห็นว่าการเป็นคนดี มีน้ำใจ และมีความกตัญญู เป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่ทำให้คนเราได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากผู้อื่น

ที่มา – อดีตพี่เลี้ยงดีใจ “อนุทิน” ได้เป็นนายกฯ เผยนิสัยวัยเด็ก เป็นคนขี้เล่น กินง่าย

เปิดประวัติ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ว่าที่ รมว.คลัง

“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ประวัติไม่ธรรมดา เรียนดีได้ทุนตั้งแต่ปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก ผ่านทั้งงานธนาคารในไทยและธนาคารโลก ผลงานเข้าตา “อนุทิน” จนถูกคว้าตัว จากอธิบดีกรมธนารักษ์ ผงาดให้นั่งเป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ใน ครม.อนุทิน 1

วันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะรัฐมนตรี ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดให้คนนอกนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี 3 ตำแหน่ง 1 ในนั้น คือนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ ที่จะมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่า เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จะสามารถนำพาเศรษฐกิจของประเทศไปในทิศทางใด

ประวัติ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ”

สำหรับนายเอกนิติ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์ และยังพ่วงตำแหน่ง กรรมการ และประธานกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด รวมถึงเป็นกรรมการบริหาร Tax Inspectors Without Borders (TIWB) , OECD & UNITED NATIONS DEVELOPMENT PROGRAMME (UNDP) กรรมการและกรรมการบริหารวชิราวุธวิทยาลัย และยังเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย NIDA ด้วย

ส่วนการศึกษา นายเอกนิติ จบเศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ทุนสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์) จากนั้นได้ทุนรัฐบาลไทย ก.พ. ไปเรียนปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ จาก University of ILLINOIS at Urbana-Champaign และได้ทุนเดียวกันเรียนปริญญาเอก ในสาขาเศรษฐศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัย Claremont Graduate University ประเทศสหรัฐ ขึ้นชื่อว่าเป็นเด็กเรียนดี ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นของมหาวิทยาลัย Illinois และยังได้รางวัลนักเรียนทุนดีเด่น ของสำนักงาน ก.พ. รางวัลนักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่งแห่งปี 2552 และรางวัลนักเศรษฐศาสตร์ดีเด่นแห่งปี 2561 สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ และรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นของคณะเศรษฐศาสตร์ และของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2567 นอกจากนี้นายเอกนิติ ยังเป็นนักรักบี้ฟุตบอลเยาวชนทีมชาติไทย และประธานชุมนุมรักบี้ฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย

ขณะที่ประสบการณ์ทำงาน เริ่มต้นการทำงานที่ ธนาคารโลก ในสหรัฐอเมริกา ในตำแหน่ง Senior Advisor to Executive Director ต่อมาได้เป็น โฆษกกระทรวงการคลัง ก่อนจะถูกไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูต (ฝ่ายเศรษฐกิจการคลัง) ประจำสหราชอาณาจักรและยุโรป อีกทั้งยังเคยเป็น ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

จากนั้นในยุครัฐบาล เศรษฐา ทวีสินได้ถูกแต่งตั้งให้นั่งอธิบดีกรมสรรพากร ก่อนจะถูกสั่งเด้งลงมาให้นั่งในตำแหน่งอธิบดีกรมสรรสามิต กระทรวงการคลัง โดยให้นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรสามิต ไปเป็นอธิบดีกรมสรรพากร ต่อมาในรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ถูกสั่งย้ายอีกครั้งไปนั่งตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์

ส่วนประสบการณ์ในฐานะประธานกรรมการ เคยเป็นทั้ง ประธานกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME Bank) และประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTAM) กรรมการและกรรมการบรรษัทภิบาลของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กรรมการ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด และกรรมการบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)

นายเอกนิติยังมี ผลงานที่โดดเด่นคือการนำระบบ Digital มายกระดับกรมสรรพากรและกรมสรรสามิต ในการบริการประชาชนจนได้รับ รางวัลผู้นำองค์กรดิจิทัลดีเด่นจากรัฐบาล ประจำปี 2566 และรางวัลระดับ นานาชาติ Digital Government Award ในเอเชียโอเชียเนีย ในปี2565 รับรางวัล Thailand Digital Transformation Award ในปี 2564 และยังเป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งกองทุน Thailand Future Fund ซึ่งเป็นแหล่งระดมทุนใหม่ของภาครัฐ ช่วยลดภาระหนี้ของประเทศ เป็นผู้นำในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจโดยการนำระบบสรรหาและคัดเลือกกรรมการ โดยนำสมรรถนะ Skill Matrix มาใช้ รวมถึงยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและออกแบบระบบการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค และประมาณการเศรษฐกิจ ให้แก่ กระทรวงการคลัง

อนาคตของเศรษฐกิจไทยภายใต้การนำของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

การเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถือเป็นความหวังใหม่ของหลายฝ่าย ด้วยประสบการณ์และความสามารถที่สั่งสมมา ทำให้หลายคนเชื่อมั่นว่าเขาจะสามารถนำพาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายอีกมากมายที่รออยู่ข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อ หรือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

การจับตาดูนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จะนำมาใช้นั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนั่นจะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคน

ในภาพรวมแล้ว การได้รับการแต่งตั้งของนาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย และเป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิดว่าเขาจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้หรือไม่

ที่มา – เปิดประวัติ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ว่าที่ รมว.คลัง ใน ครม.อนุทิน 1

จับตาจริงไหม? ภูมิธรรมแนะจับตาพรรคประชาชน คุม ภูมิใจไทย แก้รธน.

“ภูมิธรรม เวชยชัย” ชี้ พรรคประชาชนต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น จากนี้ จับตาคุม พรรคภูมิใจไทย เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ย้ำเรื่องนี้เป็นเจตจำนงของพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด

วันที่ 6 ก.ย. 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ ฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวกรณีพรรคประชาชนโหวตสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้เป็นนายกฯ ว่า เมื่อสภาฯ โดยเฉพาะพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ตัดสินใจโหวตสนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกฯ ก็ถือว่าเข้ามาตามกระบวนการ ต้องเคารพการตัดสินใจของพรรคปชน. โดยพรรคปชน.จะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่รัฐบาลนี้ถือว่าได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ตามที่ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนแล้ว ที่เหลือก็ขอให้เป็นไปตามกระบวนการ ตนในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ ถือว่าหมดภารกิจในการแก้ไขวิกฤตต่างๆ แล้ว หลังจากนี้รัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง เมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่ที่ได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว เราก็พร้อมจะหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ระหว่างนี้เราก็จะทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศและประชาชนจนกว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ามารับผิดชอบสำหรับเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือเป็นเจตจำนงของพรรคพท.อยู่แล้ว เราผลักดันมาตลอด มีแต่พรรคภท.และ สว.ที่ปฏิเสธเรื่องนี้มาโดยตลอด ก็ต้องมาดูว่าหลังจากนี้พวกเขาจะทำอย่างไร แล้วก็ต้องมาดูว่าพรรคปชน.สามารถประสานและควบคุมให้พรรคภท.แก้รัฐธรรมนูญได้จริงอย่างที่ตกลงกันไว้หรือไม่

ภูมิธรรมแนะจับตาพรรคประชาชน คุม ภูมิใจไทย แก้รธน.ได้จริงหรือไม่

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่น่าสนใจไปยังพรรคประชาชน (ปชน.) ว่าความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจทางการเมืองนั้นไม่ได้จบลงเพียงแค่การโหวตสนับสนุนนายกรัฐมนตรีเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงการผลักดันนโยบายสำคัญที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับประชาชนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นข้อเรียกร้องสำคัญจากหลายภาคส่วนในสังคม

การที่นายภูมิธรรมกล่าวถึงบทบาทของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่เคยปฏิเสธการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาก่อนหน้านี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความท้าทายที่พรรคประชาชนจะต้องเผชิญในการผลักดันประเด็นนี้ให้สำเร็จลุล่วงได้จริง การจับตาดูว่าพรรคประชาชนจะสามารถประสานงานและควบคุมให้พรรคภูมิใจไทยดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ตามที่ตกลงกันไว้หรือไม่ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศ

สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในการแก้รัฐธรรมนูญได้จริง เพราะมีความซับซ้อนหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเจรจาต่อรอง การปรับแก้เนื้อหา หรือแม้แต่การได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว. ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ความท้าทายในการแก้รัฐธรรมนูญได้จริง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย และต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ดังนี้:

  • การเจรจาต่อรอง: การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งอาจมีข้อเรียกร้องและผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน การเจรจาต่อรองเพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย
  • การปรับแก้เนื้อหา: เนื้อหาของรัฐธรรมนูญมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายส่วน การปรับแก้เนื้อหาจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์
  • การได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว.: สว.มีบทบาทสำคัญในการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ การได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว.จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ การแก้รัฐธรรมนูญได้จริง จึงต้องอาศัยความมุ่งมั่น ความตั้งใจจริง และความสามารถในการประสานงานจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาชนซึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ พรรคประชาชนจะสามารถบริหารจัดการความขัดแย้งและผลักดันให้เกิดความร่วมมือจากทุกฝ่ายได้อย่างไร และจะสามารถนำพาประเทศไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริงหรือไม่

การเมืองไทยในยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน การตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ และการดำเนินงานของรัฐบาลชุดใหม่ ล้วนมีผลกระทบต่ออนาคตของประเทศ การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “ภูมิธรรม” แนะจับตาพรรคประชาชน คุม ภูมิใจไทย แก้รธน.ได้จริงหรือไม่

LINE MAN Wongnai หนุน “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจ

โครงการคนละครึ่งอาจหวนคืนมาอีกครั้ง! LINE MAN Wongnai ขานรับนโยบาย สนับสนุนรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ฟื้นโครงการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง พร้อมเสนอข้อมูลร้านค้าอัปเดตล่าสุดเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว สนับสนุนข้อเสนอของสมาคมภัตตาคารไทยที่เรียกร้องให้รัฐบาลใหม่นำโครงการคนละครึ่งกลับมาใช้อีกครั้ง โดยมองว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อร้านอาหารไทยที่กำลังเผชิญกับยอดขายที่ลดลงอย่างมาก

นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai
นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai

จากสถิติของ LINE MAN Wongnai พบว่ายอดขายเฉลี่ยของร้านอาหารทั่วประเทศลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะไตรมาสที่ 2 ซึ่งลดลงถึง 14% หากพิจารณาตามพื้นที่:

  • กรุงเทพมหานคร: ยอดขายลดลง 16%
  • ย่านธุรกิจใจกลางเมือง (CBD): ยอดขายลดลง 19%
  • พื้นที่ยอดนิยมอย่างบรรทัดทอง: ยอดขายลดลงถึง 35%

“ในฐานะที่เราเคยร่วมโครงการคนละครึ่งในอดีต ผมเชื่อมั่นว่าเป็นนโยบายที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ยอดขายของร้านขนาดเล็กเพิ่มขึ้น 1.7-4 เท่าในช่วงนั้น และยอดขายเดลิเวอรี่เติบโตเฉลี่ย 2.5 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโครงการ” นายยอดกล่าว

กระแสตอบรับจากประชาชนในโซเชียลมีเดียยังสนับสนุนให้มีการนำโครงการนี้กลับมาใช้ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพในปัจจุบัน

LINE MAN Wongnai หนุนรัฐบาลอนุทิน ฟื้น “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง

ทำไมโครงการ “คนละครึ่ง” ถึงมีประสิทธิภาพ?

นายยอดได้อธิบายถึงข้อดีของโครงการลักษณะ Co-payment ดังนี้:

  1. สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก (SMBs): เป็นการสร้างกำลังใจและแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการที่พยายามช่วยเหลือตนเอง ทำให้ธุรกิจมีความคล่องตัวและสามารถดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว
  2. ลดโอกาสการทุจริต: การที่ผู้ซื้อต้องร่วมจ่ายค่าสินค้าครึ่งหนึ่ง และร้านค้าต้องลงทะเบียนอย่างถูกต้อง ทำให้การทุจริตทำได้ยากกว่าโครงการอื่นๆ
  3. สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน: การจำกัดวงเงินใช้จ่ายต่อวัน (เช่น 150 บาทในอดีต) ช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ มากกว่าการให้เงินช่วยเหลือแบบครั้งเดียว

“หากรัฐบาลมีระยะเวลาจำกัดเพียง 4 เดือนก่อนยุบสภา การนำระบบไอทีเดิมที่เคยใช้งานแล้วกลับมาใช้ จะเป็นทางออกที่รวดเร็วที่สุด การตรวจสอบร้านค้าที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา สามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้” นายยอดกล่าว

“LINE MAN Wongnai มีข้อมูลร้านอาหารที่อัปเดตเป็นปัจจุบัน พร้อมสนับสนุนข้อมูลทั้งหมดให้รัฐบาล เพื่อลดขั้นตอนการยืนยันตัวตนใหม่ของร้านค้า และให้โครงการคนละครึ่งเกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

การกลับมาของโครงการคนละครึ่งถือเป็นความหวังของผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนทั่วไป การสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่าง LINE MAN Wongnai จะช่วยให้โครงการนี้เกิดขึ้นได้จริงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เราหวังว่ารัฐบาลจะพิจารณาข้อเสนอแนะนี้เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน

ที่มา – LINE MAN Wongnai หนุนรัฐบาลอนุทิน ฟื้น “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง

Scroll to top