ข่าวไทยรัฐ

ลุยไฮสปีด 3 สนามบิน! ขยายถึงตราด จูงใจลงทุน

“พิพัฒน์” เปิดออปชันเสริมแก้ปัญหา “ไฮสปีด 3 สนามบิน” เดินหน้าเจรจาสร้างต่อขยายระยอง – จันทบุรี – ตราด มั่นใจเกิดความคุ้มค่าและจูงใจลงทุน

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยความคืบหน้าและแนวทางล่าสุดในการขับเคลื่อนโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) โดยระบุว่า ภายในสิ้นเดือน ต.ค.นี้ ตนจะนัดหารือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมกับการดำเนินโครงการนี้

อย่างไรก็ดี ตนยืนยันว่าจะต้องเดินหน้าโครงการให้สอดคล้องกับความเห็นของอัยการสูงสุด ซึ่งทราบมาว่ามีความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขสัญญาร่วมทุน โดยจะมีการปรับรูปแบบการจ่ายเงินสนับสนุนของรัฐ จากเดิมสร้างเสร็จแล้วจ่าย ปรับเป็นจ่ายเป็นงวดงานในลักษณะสร้างไปจ่ายไป ซึ่งขัดกับหลักการของสัญญา โดยหากอัยการมีความเห็นเช่นนี้ แน่นอนว่าตนจะไม่ดำเนินการแก้ไขสัญญา เพราะถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ ตนมีแนวคิดที่จะเจรจาเพื่อหาแรงจูงใจในการลงทุนโครงการนี้เพิ่มขึ้น เจรจากับเอกชนคู่สัญญา คือ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) เพื่อรับดำเนินโครงการช่วงส่วนต่อขยายจากท่าอากาศยานอู่ตะเภาไปยังเมืองระยอง จันทบุรี และสิ้นสุดที่ตราด ซึ่งถือเป็นส่วนต่อขยายที่จะจูงใจให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น มีผู้โดยสารมากขึ้น และคุ้มค่าต่อการลงทุน

“ตอนนี้เรามีออปชันเสริมที่จะไปเจรจากับเอกชน เพื่อทำส่วนต่อขยายออกไปถึงตราด จูงใจการใช้บริการมากขึ้น และน่าจะจูงใจให้เอกชนดำเนินโครงการนี้ ซึ่งหากเอกชนรับข้อเสนอออปชันเสริมนี้ ก็จะเจรจาทำสัญญาใหม่หรือสัญญาต่อเนื่อง แต่ต้องเจรจาผลตอบแทนให้กับรัฐเพิ่มเติมด้วย”

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า แนวทางเจรจาออปชันเสริมนี้ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการทำเพื่อเอื้อเอกชน เพราะรัฐจะยังได้ผลตอบแทนเพิ่มเติม และการสร้างส่วนต่อขยายออกไป เกิดประโยชน์กับประชาชน และสร้างโอกาสในการใช้บริการเพิ่มเติม และแนวทางแก้ไขสัญญา อาจกลายเป็นการผิดสัญญา ทำให้ผู้ประมูลรายอื่นที่เคยแพ้การประมูลสามารถอ้างสิทธิ์ฟ้องร้องได้ โดยยืนยันว่าเรื่องนี้จะต้องได้ข้อสรุปภายใน 4 เดือนของรัฐบาลนี้

ลุยไฮสปีด 3 สนามบิน ขยายถึงตราด จูงใจลงทุน

โครงการลุยไฮสปีด 3 สนามบิน ที่มีการพูดถึงกันมาอย่างต่อเนื่องนั้น ล่าสุดมีข่าวอัปเดตจากทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมถึงแนวทางการเจรจาส่วนต่อขยายเพื่อดึงดูดนักลงทุน

ทำไมต้องขยายไฮสปีด 3 สนามบินไปถึงตราด?

คำถามสำคัญคือ ทำไมต้องเป็นตราด? การขยายเส้นทางลุยไฮสปีด 3 สนามบิน ไปยังจังหวัดตราดนั้นมีเหตุผลสำคัญหลายประการ ประการแรกคือการส่งเสริมการท่องเที่ยว จังหวัดตราดเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญ มีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยงามมากมาย การมีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อจะช่วยให้การเดินทางสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางมาท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้น

ประการที่สองคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟความเร็วสูงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ทำให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น และส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการขนส่ง

ประการที่สามคือความคุ้มค่าในการลงทุน การขยายเส้นทางไปยังตราดจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร ทำให้โครงการรถไฟความเร็วสูงมีความคุ้มค่าในการลงทุนมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนเอกชนให้เข้ามาลงทุนในโครงการ

การเจรจาในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของโครงการลุยไฮสปีด 3 สนามบิน หากการเจรจาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เราก็จะได้เห็นรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อกรุงเทพฯ กับภาคตะวันออก รวมถึงจังหวัดตราด ซึ่งจะช่วยยกระดับการคมนาคมขนส่งของประเทศ และส่งเสริมการท่องเที่ยวและการลงทุนได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือเรื่องของผลตอบแทนที่รัฐจะได้รับจากการลงทุนส่วนต่อขยายนี้ รวมถึงความโปร่งใสในการเจรจาเพื่อให้มั่นใจได้ว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง การผลักดันโครงการนี้ให้สำเร็จจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้โครงการนี้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การมีรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อเมืองสำคัญต่างๆ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับประชาชน การติดตามความคืบหน้าของโครงการลุยไฮสปีด 3 สนามบิน อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสนใจ

ที่มา – ลุยไฮสปีด 3 สนามบิน “พิพัฒน์” เผยแผนเจรจา สร้างส่วนต่อขยายถึงตราด จูงใจลงทุน

กินเจ 2568: เช็กราคาสินค้าตลาดยิ่งเจริญ เทียบปีก่อน!

เทศกาลกินเจ 2568 ใกล้เข้ามาแล้ว หลายคนคงกำลังเตรียมตัวจับจ่ายซื้อของเพื่อทำอาหารเจทานเอง หรือซื้ออาหารเจสำเร็จรูป วันนี้เราจะพาไปสำรวจราคาสินค้าที่ตลาดยิ่งเจริญกันค่ะ

กรมการค้าภายใน ตรวจราคาสินค้าช่วงเทศกาลกินเจ 2568 ที่ตลาดยิ่งเจริญ พบราคาสินค้าส่วนใหญ่ลดลงจากปีก่อน มีเพียงผักบางชนิดที่ปรับขึ้นเล็กน้อย พร้อมผลักดันร้านธงฟ้า-ร้านค้าประชารัฐ กว่า 8 หมื่นแห่งทั่วประเทศร่วมคนละครึ่งพลัส เพิ่มทางเลือกประชาชนซื้อของถูก

นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เผยภายหลังการติดตามสถานการณ์การจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ณ ตลาดยิ่งเจริญ เมื่อวันที่ 22 ต.ค.68 ว่า สถานการณ์การจำหน่ายสินค้าเทศกาลกินเจ 2568ตลาดยิ่งเจริญ เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมาจับจ่ายจำนวนมาก โดยพบว่าผู้ประกอบการให้ความร่วมมืออย่างดี ในการติดป้ายแสดงราคาสินค้าอย่างชัดเจนครบถ้วน และมีการจัดโปรโมชั่น “3 อย่าง 100 บาท” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน พร้อมทั้งเพิ่มจำนวนแผงจำหน่ายวัตถุดิบอาหารเจ เช่น ผักสด เต้าหู้ หมี่ซั่ว และสินค้าโปรตีนทางเลือก เพื่อรองรับความต้องการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาล

นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน
นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน

จากการสอบถามแม่ค้าและผู้บริโภค พบว่า ราคาวัตถุดิบอาหารเจปีนี้ลดลงจากปีก่อน โดยเฉพาะกะหล่ำปลี หัวไชเท้า ผักกาด และแครอท ขณะที่ซอสปรุงรสและอาหารแห้ง เช่น ฟองเต้าหู้ เห็ดหอม และหมี่ซั่ว มีราคาทรงตัวจากปีก่อน ไม่ได้ปรับขึ้น ส่วนผักบางชนิด เช่น คะน้าและกวางตุ้ง ราคาขยับขึ้นเล็กน้อยตามสภาพผลผลิตจากสภาพอากาศ โดยประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับว่าตลาดยิ่งเจริญเป็นแหล่งซื้อสินค้าเทศกาลกินเจ ที่มีราคาย่อมเยา และมีสินค้าหลากหลายตอบโจทย์การบริโภคเจได้ครบในที่เดียว

สำหรับเทศกาลเจปี 2568 กรมได้จัดกิจกรรม “มหกรรมสินค้าลดราคาสินค้าเทศกาลกินเจ อิ่มบุญ ราคาประหยัด” ระหว่างวันที่ 21–29 ต.ค.68 ลดราคาสินค้าครอบคลุมทั้งวัตถุดิบอาหารเจ ซอสปรุงรส อาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาหารแห่งอนาคต (Plant-based) และอาหารสด–ปรุงสำเร็จ พร้อมเชื่อมโยงผักปลอดภัยจากเกษตรกรโดยตรงเข้าสู่ตลาด จำหน่ายในราคาประหยัดอย่างต่อเนื่องตลอดเทศกาล โดยมีพันธมิตรกว่า 97 ราย ทั้งจากห้างค้าส่ง–ค้าปลีก ตลาดสด ตลาดกลาง และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าร่วม สามารถลดราคาสินค้าได้สูงสุดถึง 56% เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงอาหารเจ คุณภาพดีในราคาย่อมเยา พร้อมทั้งเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ยังได้ติดตามสถานการณ์การจำหน่ายสินค้าอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบการแสดงป้ายราคาสินค้าอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมและสามารถเปรียบเทียบราคาได้อย่างโปร่งใส โดยจากการลงพื้นที่ตรวจสอบตลาดยิ่งเจริญในกรุงเทพมหานคร พบว่าประชาชนให้การตอบรับกิจกรรมลดราคาคึกคัก

“กรมจะติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดตลอดช่วงเทศกาล หากพบการจำหน่ายสินค้าเกินราคาที่สมควร ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือบิดเบือนปริมาณ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน และหากพบเห็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมโทร.1569 จะส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบ และหากพบผิด จะดำเนินการตามกฎหมาย”

นายกรนิจ กล่าวต่อถึงโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาลว่า กรมได้เร่งขยายเครือข่ายร้านค้าประชารัฐและร้านค้าธงฟ้ากว่า 80,000 แห่งทั่วประเทศ เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิคนละครึ่งซื้อสินค้าได้จริง ลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน ยังเป็นการเพิ่มช่องทางรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างทั่วถึง.

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

กินเจ 2568 ตรวจราคาสินค้าตลาดยิ่งเจริญ ส่วนใหญ่ลดลงจากปีก่อน เว้นผักบางชนิด

สรุปได้ว่า เทศกาลกินเจ 2568 นี้ ราคาสินค้าหลายรายการในตลาดยิ่งเจริญมีการปรับลดลง ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารเจได้ในราคาที่ย่อมเยา อย่างไรก็ตาม ผักบางชนิดอาจมีราคาสูงขึ้นเล็กน้อยเนื่องจากสภาพอากาศ หากใครที่กำลังวางแผนจะซื้อของเตรียมทำอาหารเจ อย่าลืมเปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อนะคะ

เช็กราคาสินค้า กินเจ 2568 ก่อนช้อป!

  • ผักสด: กะหล่ำปลี, หัวไชเท้า, ผักกาด, แครอท ราคาลดลง
  • ซอสปรุงรสและอาหารแห้ง: ฟองเต้าหู้, เห็ดหอม, หมี่ซั่ว ราคาทรงตัว
  • ผักบางชนิด: คะน้า, กวางตุ้ง ราคาขึ้นเล็กน้อย

นอกจากนี้ อย่าลืมมองหาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อใช้สิทธิลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในช่วงเทศกาลกินเจ 2568 นี้นะคะ

ที่มา – กินเจ 2568 ตรวจราคาสินค้าตลาดยิ่งเจริญ ส่วนใหญ่ลดลงจากปีก่อน เว้นผักบางชนิด

เปิดแล้ว! มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย วิ่งฟรี

เปิดแล้ววันนี้ มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย เริ่มใช้ได้ตั้งแต่เวลา 16:00 น. ของวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ทดลองวิ่งฟรีระยะทางประมาณ 10.3 กิโลเมตร เชื่อมต่อถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้

กรมทางหลวง โดยกระทรวงคมนาคม ได้เปิดทดลองให้บริการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 82 หรือ มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย เชื่อมต่อวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ จากต่างระดับบางขุนเทียน ถึงเอกชัย อย่างเป็นทางการ โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เกียรติเป็นประธาน โดยเปิดให้ประชาชนเริ่มใช้ได้ตั้งแต่เวลา 16:00 น. ของวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อทดลองใช้เส้นทางจริง ในช่วงที่ก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ ระยะทางประมาณ 10.3 กิโลเมตร เชื่อมต่อถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ จากทางแยกต่างระดับบางขุนเทียนจนถึงเอกชัย โดยยังไม่เก็บค่าผ่านทาง ซึ่งเป็นโครงข่ายสำคัญในการเดินทางสู่ภาคใต้

โดยมอเตอร์เวย์สาย M82 ที่พร้อมในการทดลองเปิดให้บริการในครั้งนี้จะเชื่อมต่อกับวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ ช่วงต่างระดับบางขุนเทียน ถึงเอกชัย มีระยะทางรวม 10.3 กิโลเมตร ประกอบด้วย ส่วนที่ดำเนินการก่อสร้างโดยกรมทางหลวง 8.3 กิโลเมตร และเป็นส่วนที่ดำเนินการโดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ภายใต้โครงการทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตกอีกประมาณ 2 กม มีรายละเอียดจุดเข้า-ออก ดังนี้

  • ฝั่งขาออกเมือง จุดที่ 1 จากทางด่วนวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ (บางพลี – สุขสวัสดิ์ – พระราม 2) ให้ชิดซ้ายก่อนถึงต่างระดับบางขุนเทียนประมาณ 2 กม. สังเกตป้าย M82 มุ่งหน้าสมุทรสาคร สมุทรสงคราม จากนั้น วิ่งออกช่องทางด้านซ้าย ผ่านด่านเก็บค่าผ่านทางของทางด่วนฯ และเข้าสู่ทางยกระดับ M82 โดยสามารถวิ่งต่อไปได้อีกประมาณ 10 กิโลเมตร จะถึงปลายทาง เป็นทางลงจากทางยกระดับไปยัง ถ.พระราม 2 เพื่อมุ่งหน้าต่อไปมหาชัย หรือมุ่งหน้าไปทางเลี้ยวเข้า ถ.เอกชัยได้
  • ฝั่งขาออกเมือง จุดที่ 2 จาก ถ.พระราม 2 ฝั่งขาออก บริเวณถัดจากห้างบุญถาวร สาขาพระราม 2 จะมีทางขึ้นทางยกระดับ M82 โดยสามารถวิ่งต่อไปได้อีกประมาณ 4 กิโลเมตร จะถึงปลายทาง เป็นทางลงจากทางยกระดับไปยัง ถ.พระราม 2 เพื่อมุ่งหน้าต่อไปมหาชัย หรือมุ่งหน้าไปทางเลี้ยวเข้า ถ.เอกชัยได้
  • ฝั่งขาเข้าเมือง จาก ถ.พระราม 2 ฝั่งขาเข้า ที่วิ่งมาจากมหาชัย หรือเลี้ยวมาจาก ถ.เอกชัย สังเกตป้าย M82 ไปพระประแดง จะมีทางขึ้นทางยกระดับ M82 บริเวณหน้าวัดราษฎร์รังสรรค์ จากนั้น วิ่งบนทางยกระดับไปได้ประมาณ 4 กิโลเมตร สังเกตป้ายทางออก บางแค บางบัวทอง จะเป็นทางลงจากทางยกระดับไปยัง ถ.พระราม 2 เพื่อมุ่งหน้าไปดาวคะนอง หรือเลี้ยวซ้ายที่ต่างระดับบางขุนเทียนไปเข้าถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านตะวันตก เพื่อวิ่งไปบางแคหรือบางปะอินได้
  • หากขับเลยป้ายทางออก บางแค บางบัวทอง ตรงนี้ วิ่งต่อไปอีกประมาณ 6 กิโลเมตร จะเป็นทางบังคับเลี้ยวไปเข้าทางด่วนวงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ (บางพลี – สุขสวัสดิ์ – พระราม 2) ที่ต้องเสียค่าผ่านทาง และจะไม่มีจุดให้กลับรถออกมา

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า โครงการมอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย นี้จะช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และเป็นทางเลือกใหม่ที่สำคัญในการเดินทางจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑลสู่ภาคใต้ได้ ช่วยลดระยะเวลาเดินทาง และบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนพระราม 2

ทั้งนี้ กรมทางหลวงจะสามารถเปิดทดลองให้บริการได้ตลอดเส้นทางในช่วงกลางปี 2569 รวมทั้งเร่งรัดประมูลการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนในการดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ และเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางในปี 2571 ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเดินทางและขนส่งสู่ภาคใต้ ขยายศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรี 24 ชั่วโมง)

สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปยังภาคใต้ มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ช่วยให้ประหยัดเวลาและหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดได้มากทีเดียว อย่าลืมศึกษาเส้นทางและจุดขึ้น-ลงให้ดีก่อนออกเดินทาง

มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย

จุดสังเกตสำคัญ มอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน-เอกชัย

อีกหนึ่งสิ่งที่ควรทราบคือ จุดสังเกตสำคัญในการขึ้น-ลงมอเตอร์เวย์ เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่พลาดจุดหมายปลายทาง

ที่มา – เปิดแล้ว “มอเตอร์เวย์ M82” บางขุนเทียน-เอกชัย เช็กจุดเข้า-ออก พร้อมทดลองวิ่งฟรี

กรมการค้าต่างประเทศ ดันข้าวไทย Anuga 2025

กรมการค้าต่างประเทศ ดันข้าวไทยในงาน Anuga 2025 เสริมความเชื่อมั่นข้าวคุณภาพระดับโลก พร้อมปูพรมลุยส่งออกตลาดยุโรป

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้เข้าร่วมออกคูหาประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงานแสดงสินค้า Anuga 2025 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป มีผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มกว่า 8,000 ราย จากกว่า 110 ประเทศเข้าร่วม และมีผู้เยี่ยมชมงานกว่า 145,000 ราย เมื่อวันที่ 4 – 8 ต.ค.68 ณ เมืองโคโลญ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ศักยภาพและเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของข้าวไทย เพื่อขยายโอกาสทางการค้าในตลาดยุโรป ภายใต้แนวคิด “Think Rice Think Thailand – We serve the best quality rice to the world.”

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

สำหรับคูหาของกรมการค้าต่างประเทศ ได้จัดกิจกรรมที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดผู้เข้าเยี่ยมชม ได้แก่ การจัดนิทรรศการและตัวอย่างข้าวไทย เช่น ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวเหนียว ข้าวขาว ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสังข์หยด ข้าวหอมมะลิแดง รวมถึงผลิตภัณฑ์จากข้าวไทยต่างๆ เช่น น้ำนมข้าว สบู่ข้าว ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น, การให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับข้าวไทย เครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิไทย และมาตรฐานข้าวไทยเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง, การสาธิตการหุงข้าวหอมมะลิไทยให้ผู้เข้าเยี่ยมชมได้ทดลองชิมคู่กับอาหารไทย เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงแก่ผู้เยี่ยมชม, แจกของที่ระลึก เช่น ยาหม่องกลิ่นข้าวหอมมะลิไทย

“กระทรวงพาณิชย์มุ่งผลักดันให้ข้าวไทยคงความเป็นผู้นำในตลาดโลก ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความโดดเด่น โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทย ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นข้าวคุณภาพเยี่ยมระดับโลก โดยตลาดยุโรป เป็นตลาดศักยภาพของข้าวไทย เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน ซึ่งข้าวไทยตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วน การเข้าร่วมงานครั้งนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้นำเข้า ผู้ซื้อ คู่ค้า และผู้บริโภคในยุโรป มั่นใจว่า ข้าวไทย คือ สินค้าที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และปลอดภัย นอกจากนี้ การส่งเสริมข้าวไทยในตลาดยุโรป ยังเป็นการผลักดันให้ข้าวคุณภาพสูงของไทยเป็นที่ต้องการมากขึ้น อันจะนำไปสู่การพัฒนาผลผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่ม และรายได้ที่มั่นคงในระยะยาวต่อไป”

สำหรับสถิติการส่งออกข้าวไปยุโรป พบว่า ในช่วงปี 65 – 67 ไทยส่งออกเฉลี่ยปีละ 209,068 ตัน สำหรับช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.7 ปี 68 ส่งออกแล้ว 154,559 ตัน เพิ่มขึ้น 8.59% จากช่วงเดียวกันของปี 67 ที่ส่งออก 142,327 ตัน โดยตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และอิตาลี สำหรับชนิดข้าวที่ส่งออกไปสหภาพยุโรปมากที่สุด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย สัดส่วน 59.02% รองลงมา ได้แก่ ข้าวหอมไทย 20.76% และข้าวนึ่ง 8.94% ตามลำดับ

กรมการค้าต่างประเทศ บุกงาน Anuga 2025

ทำไมกรมการค้าต่างประเทศถึงให้ความสำคัญกับงาน Anuga 2025

งาน Anuga เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับโลกที่ใหญ่ที่สุด การที่กรมการค้าต่างประเทศเข้าร่วมงานนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันข้าวไทยสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง

เป้าหมายของกรมการค้าต่างประเทศในการผลักดันข้าวไทย

เป้าหมายหลักของกรมการค้าต่างประเทศคือ การสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานของข้าวไทยในตลาดโลก และขยายโอกาสทางการค้าในตลาดยุโรป โดยเน้นที่ข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในยุโรป

ความสำคัญของการเข้าร่วมงาน Anuga 2025 ของกรมการค้าต่างประเทศ

การเข้าร่วมงาน Anuga 2025 ของกรมการค้าต่างประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นโอกาสในการประชาสัมพันธ์ข้าวไทย สร้างความเชื่อมั่น และขยายตลาดในยุโรป การส่งออกข้าวไปยังยุโรปที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการผลักดันข้าวไทยของภาครัฐและเอกชน

การส่งเสริมข้าวไทยในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง จะช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกรไทย และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ

ที่มา – “กรมการค้าต่างประเทศ” บุกงาน Anuga 2025 ดันข้าวไทยคุณภาพระดับโลก ลุยตลาดยุโรป

คมนาคมย้ำ! ไม่ขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่ ลุย Digital Taxi Meter

“มัลลิกา” ยืนยันยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่มิเตอร์ แต่ยอมรับมีการศึกษา “Digital Taxi Meter” เพื่อสร้างความเป็นธรรมกับผู้ใช้บริการ พร้อมลุยติดตั้งสติกเกอร์ QR Code แปะข้างรถให้ประชาชนสแกนร้องเรียน หากไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านบริการหรือพบแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร หวังยกระดับแท็กซี่ไทย ตั้งธงบังคับติดครบทุกคันกว่า 6.9 หมื่นคัน เริ่มมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ เพิ่มบทลงโทษจ่ายค่าปรับ 2 พันบาทและพักใช้ใบขับขี่ทันที

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม โดยกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ยืนยันว่าจะไม่มีการปรับราคาค่าโดยสารรถแท็กซี่ในทุกกรณีในขณะนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน เนื่องจากในปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย แต่ยอมรับว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาที่จะนำระบบเทคโนโลยี Digital Taxi Meter เข้ามาใช้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ขณะเดียวกันเพื่อยกระดับแท็กซี่ไทย

นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม
นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม

“ปัจจุบันมุ่งเน้นที่ระบบความปลอดภัย ความสะดวกและความทันสมัยก่อน ส่วนการประเมินผลเรื่องค่าโดยสาร เช่น ค่า Surcharge จะใช้เวลาพิจารณาและจะต้องได้รับความเห็นชอบจากทุกภาคส่วนอย่างละเอียดรอบคอบ” นางสาวมัลลิกา กล่าว

นางสาวมัลลิกา กล่าวต่อว่า และเพื่อเป็นการแก้ปัญหารถแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร ตนจึงได้สั่งการให้กรมขนส่งทางบก นำระบบคิวอาร์โค้ดร้องเรียน (QR Code) มาใช้ โดยจะเป็นรูปแบบสติกเกอร์แปะข้างรถบริเวณประตูรถข้างนอก หากเรียกแล้วแท็กซี่ปฏิเสธรับก็สามารถสแกนร้องเรียนได้ทันที ซึ่งคิวอาร์โค้ด QR Code จะสามารถตรวจสอบข้อมูลผู้ขับขี่, เลขที่ใบขับขี่ ที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้บริการในเรื่องความปลอดภัย ความสะดวก ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้

ด้าน นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร โดยใช้ระบบคิวอาร์โค้ด (QR Code) ที่ติดอยู่ด้านนอกตัวรถแท็กซี่ทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งจะช่วยให้ผู้โดยสารสามารถสแกนและร้องเรียนได้ทันที นอกจากนี้ยังสามารถร้องเรียนเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากการปฏิเสธผู้โดยสารได้ด้วย หากรถคันดังกล่าวปฏิเสธการรับผู้โดยสารก่อนขึ้นรถ ข้อมูลนี้จะลิงก์ตรงไปยังกรมฯ โดยระบุขึ้นทะเบียนรถและข้อมูลคนขับได้ทันที

ขณะเดียวกันกรมฯ จะมีการประสานงานกับอู่รถแท็กซี่และสหกรณ์แท็กซี่ โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ในพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ประมาณ 5,000 คัน ให้เข้ามารับสติกเกอร์ไปดำเนินการ ทั้งนี้การติดสติกเกอร์คิวอาร์โค้ดจะเปิดโอกาสให้แท็กซี่รายเดิมเข้าร่วมด้วย ส่วนแท็กซี่รายใหม่จะต้องติดตั้งสติกเกอร์คิวอาร์โค้ดทันที “การบังคับใช้ระบบคิวอาร์โค้ด ตามแผนกรมฯ จะเริ่มติดสติกเกอร์คิวอาร์โค้ดบนตัวรถแท็กซี่ โดยจะเริ่มพร้อมกับการตรวจสภาพรถประจำปี ที่มีการตรวจรถ 2 ครั้งต่อปี ภายในปีนี้ ยืนยันว่ารถแท็กซี่ทุกคันต้องติดสติกเกอร์คิวอาร์โค้ดดังกล่าวเพื่อใช้เป็นช่องทางร้องเรียนโดยตรง” นายสรพงศ์ กล่าว

สำหรับบทลงโทษหากรถแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารนั้น เบื้องต้นกรมฯ จะบังคับใช้บทลงโทษ ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.บ. รถยนต์ ที่มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท โดยจะมีการบันทึกประวัติ จากนั้นจะนำไปสู่การพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ หากกระทำผิดซ้ำตามเกณฑ์ที่กำหนดหรือหากเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่กระทบต่อชื่อเสียงของประเทศ เช่น เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยว สามารถนำไปสู่การพักใช้ใบอนุญาตได้ทันที อย่างไรก็ดีในปัจจุบันมีแท็กซี่ที่ให้บริการในระบบประมาณ 69,000 คัน ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 จำนวนประมาณ 120,000 คัน

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

คมนาคมย้ำ! ไม่ขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่ ลุย Digital Taxi Meter

สรุปประเด็นสำคัญคือ กระทรวงคมนาคมยืนยันว่ายังไม่มีนโยบายปรับขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่ แต่จะผลักดันการใช้ Digital Taxi Meter เพื่อความเป็นธรรมและยกระดับบริการ

แล้วมาตรการนี้จะช่วยแก้ปัญหาแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารและยกระดับบริการได้อย่างไร?

การติดตั้ง QR Code ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถร้องเรียนได้ทันทีเมื่อพบปัญหา เช่น แท็กซี่ปฏิเสธไม่รับ หรือบริการไม่เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพการให้บริการในระยะยาว นอกจากนี้ การใช้ Digital Taxi Meter จะช่วยให้การคิดค่าโดยสารมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น ทั้งต่อผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

นอกจากเรื่องการควบคุมค่าโดยสารแท็กซี่, การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อจัดการปัญหาแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการบริการขนส่งสาธารณะในประเทศไทย การมีระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการและส่งเสริมให้แท็กซี่มีมาตรฐานการบริการที่ดีขึ้น

สิ่งที่น่าติดตามต่อไปคือ ความคืบหน้าในการติดตั้ง Digital Taxi Meter และการบังคับใช้มาตรการ QR Code ร้องเรียน ซึ่งจะต้องมีการประชาสัมพันธ์และการให้ความรู้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารอย่างทั่วถึง เพื่อให้ระบบใหม่นี้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หากมีการผลักดันนโยบายนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในวงการแท็กซี่ไทยในอนาคตอันใกล้นี้ ทำให้ค่าโดยสารแท็กซี่สมเหตุสมผลยิ่งขึ้น

ที่มา – “คมนาคม” ย้ำชัด! ไม่ขึ้นค่าโดยสารแท็กซี่ ลุยทำ Digital Taxi Meter ร้องเรียนบริการ

พาณิชย์หนุน “คนละครึ่งพลัส” ลดราคาทั่วไทย

เตรียมตัวให้พร้อม! กระทรวงพาณิชย์ จับมือกับห้างร้านท้องถิ่นทั่วประเทศ จัดมหกรรมลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ ภายใต้ชื่อ “รวมพลังห้างท้องถิ่น ลดยิ่งใหญ่ ไทยช่วยไทย” งานนี้ขนสินค้ามาลดกระหน่ำสูงสุดถึง 60% ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1–15 พฤศจิกายนนี้ คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้กว่า 1,500 ล้านบาทเลยทีเดียว ใครที่กำลังมองหาสินค้าราคาประหยัด ห้ามพลาดเด็ดขาด!

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำว่าโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการห้างค้าส่ง-ค้าปลีกท้องถิ่นกว่า 90 ราย จำนวน 800 สาขา ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อนำสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันมาลดราคาพิเศษสุดๆ

รมว.พาณิชย์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงสินค้าราคาประหยัด ลดภาระค่าใช้จ่าย และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นการ ‘กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว’ ภายใต้กรอบของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

นอกจากนี้ รมว.พาณิชย์ ยังเน้นย้ำว่า กิจกรรมนี้ตอบโจทย์ 2 ด้านสำคัญของกระทรวงฯ คือ การลดค่าครองชีพ และการพัฒนาเสริมแกร่ง SMEs โดยมหกรรมครั้งนี้เป็นการรวมห้างท้องถิ่นกว่า 90 แห่งทั่วประเทศ เพื่อจำหน่ายสินค้าหลากหลายประเภท ทั้งอุปโภค บริโภค ผลิตภัณฑ์ความงาม อาหารสัตว์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในราคาพิเศษ ลดสูงสุดถึง 60% เลยทีเดียว

ที่สำคัญ วันนี้ยังเป็นวันแรกของการลงทะเบียนโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ ซึ่งเปิดโอกาสให้ทั้งประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถเข้าร่วมโครงการได้ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงคนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม คาดการณ์ว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจได้มากกว่า 5,000 ล้านบาท และลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้กว่า 1,500 ล้านบาท

“คนละครึ่งพลัส” มหกรรมลดราคาทั่วประเทศ

ภายในงาน ยังมีการจำลองพื้นที่ขายสินค้าราคาพิเศษจากหลากหลายภาคส่วน เช่น บูธจากห้างค้าส่ง-ค้าปลีกท้องถิ่น บูธจากผู้ผลิตและผู้แทนจำหน่ายสินค้า บูธจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ที่นำเสนอสิทธิประโยชน์จากโครงการ OTOP AI Transformation และบูธจาก SME D Bank ที่ให้สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษสำหรับผู้ประกอบการ รวมถึงบูธสินค้าชุมชนจากจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

นอกจากการจัดมหกรรมลดราคา “คนละครึ่งพลัส” แล้ว กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังเดินหน้าโครงการ “พี่เลี้ยงโชห่วย” เพื่อยกระดับร้านค้าท้องถิ่นให้เป็น “สมาร์ทโชห่วย” ที่มีความทันสมัย ใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการ และขยายช่องทางการขายออนไลน์ โดยได้รับความร่วมมือจากห้างค้าปลีกท้องถิ่น ที่จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและส่งต่อสินค้าราคาดีให้กับร้านโชห่วยรายย่อย นอกจากนี้ ยังมีการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เช่น DEPA เพื่อ Upskill/Reskill ผู้ประกอบการรายย่อย และร่วมกับ SME D Bank เพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินทุน สิ่งเหล่านี้เป็นพลังแห่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสมาคม ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ทำไมต้องสนใจมหกรรม “คนละครึ่งพลัส”

มหกรรม “คนละครึ่งพลัส” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลดราคาสินค้า แต่เป็นความพยายามของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และช่วยเหลือประชาชนให้สามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่จับต้องได้ ในช่วงเวลาที่ค่าครองชีพสูงขึ้น การลดราคาสินค้าครั้งใหญ่นี้ จะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับหลายครัวเรือน และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้เพิ่มยอดขายอีกด้วย

สำหรับผู้บริโภค นี่คือโอกาสทองในการซื้อสินค้าที่ต้องการ ในราคาที่ถูกกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นของใช้ในบ้าน อาหาร เสื้อผ้า หรือแม้แต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การวางแผนการซื้อสินค้าล่วงหน้า และการเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจ จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากมหกรรม “คนละครึ่งพลัส” ครั้งนี้

โดยสรุป มหกรรม “คนละครึ่งพลัส” เป็นโครงการที่ดี ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพให้กับประชาชน หากคุณกำลังมองหาสินค้าราคาประหยัด อย่าลืมแวะไปชมงานได้ตั้งแต่วันที่ 1–15 พฤศจิกายนนี้นะคะ

ที่มา – พาณิชย์ หนุน “คนละครึ่งพลัส” จัดมหกรรมสินค้าลดราคาทั่วประเทศ ดีเดย์ 1–15 พ.ย. 68

กสทช. คุมเข้ม SMS ต่างประเทศ คัดกรอง-เตือนภัย

กสทช. คุมเข้ม SMS ส่งจากต่างประเทศ ออก 4 มาตรการเข้มงวด ให้ผู้ให้บริการทุกเครือข่ายใช้เทคโนโลยี SMS Firewall คัดกรองเนื้อหา และแจ้งเตือนประชาชนหากพบข้อความน่าสงสัย

สำนักงาน กสทช. จัดประชุมคณะอนุกรรมการบูรณาการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยีโทรคมนาคมฯ ครั้งที่ 8/2568 โดยมี พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร กสทช. เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจไซเบอร์, ปปง., DSI, CIB, ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และสมาคมธนาคารไทย เพื่อติดตามมาตรการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ที่ กสทช. กำหนด โดยเน้นมาตรการควบคุม SMS จากแอปพลิเคชันถึงบุคคลทั่วไป (A2P) โดยเฉพาะ SMS ที่ส่งจากต่างประเทศ

สาระสำคัญของการประชุมคือ การออกมาตรการ กสทช. คุมเข้ม SMS ส่งจากต่างประเทศ โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการทุกเครือข่ายใช้เทคโนโลยีในการคัดกรองเนื้อหา หากพบข้อความที่น่าสงสัย จะต้องระงับการส่งต่อ หรือขึ้นเครื่องหมายเตือนประชาชน

พล.ต.อ.ณัฐธร กล่าวว่า หลังจากบังคับใช้ 8 มาตรการตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฯ เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2568 พบว่าสถิติการโทรหลอกลวงลดลง แต่ SMS หลอกลวงจากต่างประเทศกลับเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. 2568 ซึ่งมีการระงับ SMS ต้องสงสัยไปแล้วกว่า 1 ล้านข้อความต่อวัน

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กสทช. จึงได้หารือมาตรการควบคุม SMS ในรูปแบบ A2P โดยมีแนวทางสำคัญดังนี้:

  1. ผู้ให้บริการต้องแบ่งกลุ่มผู้ส่ง SMS โดยแยกผู้ส่งจากต่างประเทศ และผู้ส่งในประเทศ เพื่อให้การคัดกรองมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMS ที่ใช้สำหรับการยืนยันตัวตนแบบครั้งเดียว (OTP)
  2. ผู้ให้บริการต้องมีระบบลงทะเบียนผู้ใช้งานในประเทศ ที่ต้องการส่ง SMS ในรูปแบบ A2P โดยต้องมีการยืนยันตัวตน (KYC) และจัดกลุ่มผู้ที่ผ่านการคัดกรองเป็น White List แยกจากผู้ส่งจากต่างประเทศ

กสทช. ออก 4 มาตรการคุมเข้ม SMS ส่งจากต่างประเทศ คัดกรอง-แจ้งเตือนประชาชน

  1. ผู้ให้บริการทุกเครือข่ายต้องมีระบบ SMS Firewall เพื่อตรวจสอบคัดกรองเนื้อหาที่มีความเสี่ยง โดยเน้น SMS ที่ส่งมาจากต่างประเทศ หากผ่านการคัดกรองแล้ว จะต้องติดสัญลักษณ์ เช่น เครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) เพื่อให้ผู้รับทราบว่าเป็น SMS จากต่างประเทศที่ควรระวัง และต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ
  2. การขึ้นทะเบียน Simbox จะเริ่มในเดือน พ.ย. 2568 โดย Simbox ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนจะไม่สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายโทรคมนาคมได้

ทำไม กสทช. ต้องคุมเข้ม SMS ส่งจากต่างประเทศ?

มาตรการ กสทช. คุมเข้ม SMS ส่งจากต่างประเทศ นี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อปกป้องประชาชนจากมิจฉาชีพที่ใช้ SMS เป็นเครื่องมือในการหลอกลวง การคัดกรองและแจ้งเตือน SMS ที่มาจากต่างประเทศ จะช่วยลดโอกาสที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์อื่นๆ

SMS กลายเป็นช่องทางหลักที่มิจฉาชีพใช้ในการเข้าถึงเหยื่อ เนื่องจากการเข้าถึงที่ง่ายและต้นทุนที่ต่ำ ทำให้การส่ง SMS จำนวนมากเพื่อหลอกลวงทำได้ง่าย การที่ กสทช. ออกมาตรการนี้จึงเป็นการตอบสนองต่อภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป และเป็นการปรับปรุงกลไกการป้องกันให้เท่าทันกับกลโกงของมิจฉาชีพ

มาตรการนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์ในประเทศไทย การที่ กสทช. ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามภัยร้ายเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องประชาชน และสร้างความปลอดภัยในโลกดิจิทัล

ที่มา – กสทช. ออก 4 มาตรการคุมเข้ม SMS ส่งจากต่างประเทศ คัดกรอง-แจ้งเตือนประชาชน

“คมนาคม” ไฟเขียว! แท็กซี่ขึ้นค่าบริการชั่วโมงเร่งด่วน

“มัลลิกา” ไฟเขียวแท็กซี่มิเตอร์ ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมบริการในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน รถติด หรือช่วงหลังเวลา 21.00 น. ประมาณ 10-20 บาท/ช่วง ซึ่งจะไม่ใช่การปรับค่าโดยสาร ด้านขนส่งทางบก ลั่น! เริ่มได้เดือนธันวาคมนี้

นางมัลลิกา จิระพันธ์ุวาณิช รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหารถแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร ทางกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) รายงานว่ามีแนวคิดที่จะให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมบริการเพิ่มในช่วงเวลาชั่วโมงเร่งด่วน หรือ รถติด หรือช่วงหลังเวลา 21.00 น. ประมาณ 10-20 บาท/ช่วง ซึ่งการปรับค่าบริการดังกล่าวจะไม่ใช่การปรับค่าโดยสารรถแท็กซี่มิเตอร์ โดยยังคงเป็นอัตราค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 35 บาท แต่เป็นการปรับค่าบริการเท่านั้น ซึ่งมั่นใจว่าจะช่วยให้การปฏิเสธผู้โดยสารของรถแท็กซี่มิเตอร์ลดลง

“ยอมรับว่า รถแท็กซี่มิเตอร์ไม่ได้ปรับราคาค่าโดยสารมากว่า 20 ปี ซึ่งนอกจากที่ผ่านมารัฐบาลจะดูแลประชาชนแล้ว การให้ปรับค่าธรรมเนียมบริการเพิ่มในชั่วโมงเร่งด่วนก็เป็นการช่วยรถแท็กซี่อีกทางหนึ่ง ขณะเดียวกันที่ผ่านมาทางขนส่งทางบกได้มีการศึกษาการปรับโครงสร้างราคาค่าโดยสารมิเตอร์ใหม่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะเกรงจะกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งปัจจุบัน ขนส่งได้มีแนวคิดที่จะปรับปรุงราคาค่าแท็กซี่มิเตอร์ โดยจะนำระบบดิจิทัลมิเตอร์มาใช้ ซึ่งเป็นการปรับคำนวณราคา มาจากต้นทุนน้ำมัน แก๊สตามความเป็นจริง”

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) กล่าวว่า การปรับค่าธรรมเนียมการบริการรถแท็กซี่มิเตอร์ ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนนั้น มั่นใจว่าจะช่วยให้การปฏิเสธผู้โดยสารลดลง โดยจะเริ่มได้ภายในเดือนธันวาคม 68 นี้ ส่วนการปรับโครงสร้างราคาค่าโดยสารรถแท็กซี่มิเตอร์ใหม่นั้น ทางขนส่งทางบกได้มีการศึกษาไว้ แต่การจะนำมาใช้นั้นจะต้องมีการปรับเป็นดิจิทัลมิเตอร์ก่อนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งแท็กซี่และผู้โดยสาร.

การอนุมัติจาก “คมนาคม” ให้แท็กซี่ปรับขึ้นค่าบริการในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ถือเป็นข่าวที่น่าสนใจสำหรับทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการแท็กซี่เอง การเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร และช่วยเหลือผู้ขับแท็กซี่ให้มีรายได้ที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

“คมนาคม” ไฟเขียว “แท็กซี่” ปรับขึ้นค่าบริการชั่วโมงเร่งด่วน

การตัดสินใจของกระทรวงคมนาคมในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการพิจารณาหลายปัจจัย รวมถึงต้นทุนการดำเนินงานของผู้ขับแท็กซี่ที่สูงขึ้น และความต้องการที่จะปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ โดยการปรับขึ้นค่าบริการในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูง จะช่วยจูงใจให้ผู้ขับแท็กซี่ให้บริการอย่างเต็มที่

รายละเอียดการปรับขึ้นค่าบริการแท็กซี่

การปรับขึ้นค่าบริการดังกล่าว จะมีผลเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน หรือช่วงที่มีการจราจรติดขัด และช่วงหลังเวลา 21.00 น. โดยจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มประมาณ 10-20 บาทต่อช่วง ซึ่งไม่ใช่การปรับค่าโดยสารปกติที่เริ่มต้น 35 บาท มาตรการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ขับแท็กซี่รับผู้โดยสารในเวลาที่การจราจรหนาแน่น และลดปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับโครงสร้างค่าโดยสารแท็กซี่โดยรวมในอนาคต โดยจะนำระบบดิจิทัลมิเตอร์มาใช้ เพื่อให้การคำนวณค่าโดยสารมีความเป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของผู้ขับแท็กซี่มากขึ้น

การปรับขึ้นค่าบริการ “คมนาคม” ไฟเขียว “แท็กซี่” ปรับขึ้นค่าบริการชั่วโมงเร่งด่วน นี้ จะเริ่มต้นในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร และเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ขับแท็กซี่ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บริการก็อาจต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นเล็กน้อยในช่วงเวลาดังกล่าว

การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะของประเทศไทย และเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ การติดตามผลกระทบของการปรับขึ้นค่าบริการ “คมนาคม” ไฟเขียว “แท็กซี่” ปรับขึ้นค่าบริการชั่วโมงเร่งด่วน ในระยะยาว จะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงนโยบายและมาตรการต่างๆ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้นในอนาคต

การที่ “คมนาคม” ไฟเขียว “แท็กซี่” ปรับขึ้นค่าบริการชั่วโมงเร่งด่วน สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนในระบบขนส่งสาธารณะ การสร้างสมดุลระหว่างความต้องการของผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “คมนาคม” ไฟเขียว “แท็กซี่” ปรับขึ้นค่าบริการชั่วโมงเร่งด่วน 10-20 บาทต่อช่วง เริ่ม ธ.ค.นี้

ไทยบุกปักกิ่ง! ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพ

”รมว.อรรถกร” บุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก พร้อมสร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน “ไทยปลอดภัย เที่ยวง่าย มั่นใจได้”

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้าร่วมกิจกรรม “Amazing Thailand, Networking Dinner” เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีนเดินทางเข้าร่วมงาน Amazing Thailand Networking Dinner ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้พบปะและหารือกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีน ได้แก่ UTour, Caissa, Qunar, Tongcheng, China Comfort Tourism (CCT), China Travel Group (CTG), 6renyou, ZX-Tour, Hainan Airlines และ Air China ซึ่งต่างเป็นพันธมิตรหลักในการขับเคลื่อนตลาด outbound ของจีน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพสูง

โดยนายอรรถกร ได้กล่าวกับทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนช่วงหนึ่งว่า ในนามของรัฐบาลไทย เรามาเพื่อขอคำแนะนำจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนว่า อยากจะให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างไรบ้าง เพราะการทำงานของตนยึดมั่นว่า ถ้าเราจะทำอะไรต้องมารับฟังจากผู้รู้ วันนี้เราต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว กระชับความสัมพันธ์ และผลักดันภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก การพบปะครั้งนี้ จึงไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ แต่ยังมาแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน

“การหารือครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระหว่างไทย–จีน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย มาตรฐานการท่องเที่ยว และการคุ้มครองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านการเดินทาง การบริการ การดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกท่านเที่ยวไทยได้อย่างสบายใจ ปลอดภัยทุกก้าว” นายอรรถกร กล่าว

ทั้งนี้ การเดินทางพบปะพันธมิตรจีนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเชิงรุกภายใต้นโยบาย “Big Impact, Act Fast” ซึ่งมุ่งสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเน้นการดำเนินงานแบบบูรณาการกับพันธมิตรสำคัญของจีนในทุกมิติ ทั้งสายการบิน แพลตฟอร์มออนไลน์ และบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ เพื่อเร่งฟื้นฟูและยกระดับตลาดนักท่องเที่ยวจีนสู่ประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้าง “Strategic Connectivity” ระหว่างไทยและจีน ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อยืนยันบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวจีน พร้อมผลักดันให้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว มีพลัง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำลังเดินหน้าอย่างเต็มกำลังในการโปรโมทประเทศไทยในตลาดจีน โดยมุ่งหวังที่จะยกระดับให้ ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก ให้ได้ การบุกตลาดจีนครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย

ทำไมต้องเน้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพ?

การเน้นนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูงและต้องการประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณภาพ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยที่ต้องการเป็น ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก

รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวจีน โดยดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ประทับใจและปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวจีนทุกคน

การที่ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะเป็น ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก ไม่ใช่แค่เป้าหมายทางการตลาด แต่เป็นการแสดงถึงความพร้อมและความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ และบริการที่อบอุ่นประทับใจ ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจและคุ้มค่าสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์ที่แตกต่างและเหนือระดับ

การบุกตลาดจีนครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและจีน และเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพ การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายในการเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลกได้อย่างแน่นอน

ที่มา – ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก

Scroll to top