โฮปเวลล์ ร้องไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังรื้อคดีใหม่
โฮปเวลล์ ร้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังกลุ่มการเมืองรื้อคดีใหม่ ทำชวดเงินชดเชย
ในแวดวงการลงทุนและการเมืองไทย คดีของบริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนต่างชาติมาอย่างยาวนาน ล่าสุด นายสัญญา สถิรบุตร ที่ปรึกษาบริษัทโฮปเวลล์ ออกมาแถลงข่าวด้วยความคับข้องใจ โดยระบุว่า โฮปเวลล์ ร้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังกลุ่มการเมืองรื้อคดีใหม่ ทำชวดเงินชดเชย กว่า 11,888 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ศาลปกครองสูงสุดเคยสั่งให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และกระทรวงคมนาคมชดใช้ แต่กลับถูกอุทธรณ์และรื้อคดีใหม่จนคดีขาดอายุความ
โฮปเวลล์ ร้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังกลุ่มการเมืองรื้อคดีใหม่ ทำชวดเงินชดเชย
ย้อนกลับไปในปี 2562 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาสิ้นสุดให้ รฟท. และกระทรวงคมนาคมคืนเงินลงทุนและค่าตอบแทนตามสัญญาให้โฮปเวลล์ เนื่องจากสัญญาโครงการรถไฟฟ้า Hopewell ได้ยุติลงแล้ว เงินจำนวนนี้รวมดอกเบี้ยกว่า 11,888 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นชัยชนะของโฮปเวลล์ที่ลงทุนในไทยมานานนับสิบปี อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นาน กระทรวงคมนาคมและ รฟท. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อพิจารณาคดีใหม่ โดยอ้างว่าคดีขาดอายุความ และศาลปกครองกลางก็มีคำสั่งเมื่อ 18 กันยายน 2566 ว่าคดีดังกล่าวขาดอายุความ ทำให้รัฐไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย
นายสัญญา มองว่าการรื้อคดีครั้งนี้เกิดจากคณะทำงานของกลุ่มนักการเมืองในยุคนั้น ซึ่งอาจมีการปกปิดข้อมูลสำคัญ ส่งผลให้เกิดการยื่นฟ้องใหม่ แม้ศาลสูงสุดจะตัดสินแล้วก็ตาม การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงทำให้โฮปเวลล์สูญเสียเงินชดเชย แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อระบบยุติธรรมไทย นักลงทุนเอกชนที่เข้ามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของไทยจะลังเล หากรู้สึกว่ารัฐสามารถรื้อคดีได้ตามอำเภอใจ
ผลกระทบต่อการลงทุนในประเทศไทย
โฮปเวลล์ซึ่งเป็นบริษัทจากฮ่องกง ได้ลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสและโครงการอื่นๆ ในไทยตั้งแต่ยุค 90s ด้วยความคาดหวังในระบบกฎหมายที่โปร่งใส แต่เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามใหญ่หลวงว่า ประเทศไทยพร้อมสำหรับการลงทุนจากต่างชาติหรือไม่? นายคอลลิน เวียร์ กรรมการผู้จัดการโฮปเวลล์ ยังได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึก ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าโฮปเวลล์เคยจ่ายสินบน 10,000 ล้านบาทเพื่อล้มคดี โดยยืนยันว่าบริษัทยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด ไม่เคยมีพฤติกรรมทุจริตใดๆ
- ศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้ชดเชยในปี 2562
- กระทรวงคมนาคมยื่นรื้อคดีใหม่
- ศาลปกครองกลางตัดสินขาดอายุความในปี 2566
- โฮปเวลล์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุด
เพื่อแก้ไขปัญหา โฮปเวลล์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดในประเด็นอายุความ และวางแผนส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานศาลฎีกา เพื่อขอตรวจสอบคำสั่งนายกฯ ที่ 143/2562 ที่อาจถูกหลอกลวงด้วยข้อมูลไม่ครบถ้วน นอกจากนี้ ยังขอให้ประธานศาลฎีกาเป็นเจ้าภาพประชุมศาลต่างๆ เพื่อกำหนดแนวทางป้องกันการรื้อคดีที่ตัดสินสิ้นสุดแล้ว
ประเด็นนี้สะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างในระบบยุติธรรมไทย ที่มีศาลหลายประเภทและอาจเกิดความขัดแย้งได้ หากไม่มีการประสานงานที่ดี นักลงทุนจะมองว่าประเทศไทยเสี่ยงเกินไปสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับรัฐ
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การลงทุนจากต่างชาติเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย หากคดีอย่างโฮปเวลล์ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก ทำให้ยากต่อการดึงดูดเงินทุนจากเอกชน
สุดท้ายนี้ ผู้สนใจควรติดตามความคืบหน้าของคดีนี้ เพราะอาจเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นในการลงทุนไทย หากคุณเป็นนักลงทุนหรือผู้สนใจเรื่องการเมืองเศรษฐกิจ แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด
ที่มา – โฮปเวลล์ ร้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังกลุ่มการเมืองรื้อคดีใหม่ ทำชวดเงินชดเชย













