ข่าวไทยรัฐ

โฮปเวลล์ ร้องไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังรื้อคดีใหม่

โฮปเวลล์ ร้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังกลุ่มการเมืองรื้อคดีใหม่ ทำชวดเงินชดเชย

ในแวดวงการลงทุนและการเมืองไทย คดีของบริษัทโฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนต่างชาติมาอย่างยาวนาน ล่าสุด นายสัญญา สถิรบุตร ที่ปรึกษาบริษัทโฮปเวลล์ ออกมาแถลงข่าวด้วยความคับข้องใจ โดยระบุว่า โฮปเวลล์ ร้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังกลุ่มการเมืองรื้อคดีใหม่ ทำชวดเงินชดเชย กว่า 11,888 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ศาลปกครองสูงสุดเคยสั่งให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และกระทรวงคมนาคมชดใช้ แต่กลับถูกอุทธรณ์และรื้อคดีใหม่จนคดีขาดอายุความ

โฮปเวลล์ ร้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังกลุ่มการเมืองรื้อคดีใหม่ ทำชวดเงินชดเชย

ย้อนกลับไปในปี 2562 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาสิ้นสุดให้ รฟท. และกระทรวงคมนาคมคืนเงินลงทุนและค่าตอบแทนตามสัญญาให้โฮปเวลล์ เนื่องจากสัญญาโครงการรถไฟฟ้า Hopewell ได้ยุติลงแล้ว เงินจำนวนนี้รวมดอกเบี้ยกว่า 11,888 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นชัยชนะของโฮปเวลล์ที่ลงทุนในไทยมานานนับสิบปี อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นาน กระทรวงคมนาคมและ รฟท. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อพิจารณาคดีใหม่ โดยอ้างว่าคดีขาดอายุความ และศาลปกครองกลางก็มีคำสั่งเมื่อ 18 กันยายน 2566 ว่าคดีดังกล่าวขาดอายุความ ทำให้รัฐไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย

นายสัญญา มองว่าการรื้อคดีครั้งนี้เกิดจากคณะทำงานของกลุ่มนักการเมืองในยุคนั้น ซึ่งอาจมีการปกปิดข้อมูลสำคัญ ส่งผลให้เกิดการยื่นฟ้องใหม่ แม้ศาลสูงสุดจะตัดสินแล้วก็ตาม การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงทำให้โฮปเวลล์สูญเสียเงินชดเชย แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อระบบยุติธรรมไทย นักลงทุนเอกชนที่เข้ามาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของไทยจะลังเล หากรู้สึกว่ารัฐสามารถรื้อคดีได้ตามอำเภอใจ

ผลกระทบต่อการลงทุนในประเทศไทย

โฮปเวลล์ซึ่งเป็นบริษัทจากฮ่องกง ได้ลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสและโครงการอื่นๆ ในไทยตั้งแต่ยุค 90s ด้วยความคาดหวังในระบบกฎหมายที่โปร่งใส แต่เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามใหญ่หลวงว่า ประเทศไทยพร้อมสำหรับการลงทุนจากต่างชาติหรือไม่? นายคอลลิน เวียร์ กรรมการผู้จัดการโฮปเวลล์ ยังได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึก ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าโฮปเวลล์เคยจ่ายสินบน 10,000 ล้านบาทเพื่อล้มคดี โดยยืนยันว่าบริษัทยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด ไม่เคยมีพฤติกรรมทุจริตใดๆ

  • ศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้ชดเชยในปี 2562
  • กระทรวงคมนาคมยื่นรื้อคดีใหม่
  • ศาลปกครองกลางตัดสินขาดอายุความในปี 2566
  • โฮปเวลล์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุด

เพื่อแก้ไขปัญหา โฮปเวลล์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดในประเด็นอายุความ และวางแผนส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานศาลฎีกา เพื่อขอตรวจสอบคำสั่งนายกฯ ที่ 143/2562 ที่อาจถูกหลอกลวงด้วยข้อมูลไม่ครบถ้วน นอกจากนี้ ยังขอให้ประธานศาลฎีกาเป็นเจ้าภาพประชุมศาลต่างๆ เพื่อกำหนดแนวทางป้องกันการรื้อคดีที่ตัดสินสิ้นสุดแล้ว

ประเด็นนี้สะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างในระบบยุติธรรมไทย ที่มีศาลหลายประเภทและอาจเกิดความขัดแย้งได้ หากไม่มีการประสานงานที่ดี นักลงทุนจะมองว่าประเทศไทยเสี่ยงเกินไปสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับรัฐ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การลงทุนจากต่างชาติเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย หากคดีอย่างโฮปเวลล์ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก ทำให้ยากต่อการดึงดูดเงินทุนจากเอกชน

สุดท้ายนี้ ผู้สนใจควรติดตามความคืบหน้าของคดีนี้ เพราะอาจเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นในการลงทุนไทย หากคุณเป็นนักลงทุนหรือผู้สนใจเรื่องการเมืองเศรษฐกิจ แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – โฮปเวลล์ ร้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังกลุ่มการเมืองรื้อคดีใหม่ ทำชวดเงินชดเชย

“พาณิชย์” ร่วมถก รมต.การค้าอาเซียน เตรียมลงนามยกระดับการค้าสินค้า ต.ค.นี้

กระทรวงพาณิชย์ของไทยกำลังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการค้าภูมิภาคอาเซียน ล่าสุด “พาณิชย์” ร่วมถก รมต.การค้าอาเซียน เตรียมลงนามยกระดับการค้าสินค้า ต.ค.นี้ โดยการประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“พาณิชย์” ร่วมถก รมต.การค้าอาเซียน เตรียมลงนามยกระดับการค้าสินค้า ต.ค.นี้

ในวันที่ 23 กันยายน 2567 นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้เป็นตัวแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีเขตการค้าเสรีอาเซียน ครั้งที่ 39 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย การประชุมนี้มุ่งเน้นไปที่การผลักดันการดำเนินการด้านการค้าสินค้าที่สำคัญของอาเซียน รวมถึงการสรุปผลการเจรจายกระดับความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (Upgraded ATIGA) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาการค้าในภูมิภาค

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการปรับโอนพิกัดศุลกากรของตารางการลดภาษีให้สอดคล้องกับระบบพิกัดศุลกากรฉบับล่าสุดขององค์การศุลกากรโลก (HS 2022) เพื่อให้การค้าสินค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานภายในภูมิภาคและการต่อต้านการฉ้อฉลถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งจะช่วยรับประกันว่าสินค้าที่ค้าขายกันในอาเซียนมีคุณสมบัติตามมาตรฐานที่แท้จริง สิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้ประกอบการ

นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์
นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์

ผลการเจรจาและการลงนามพิธีสารแก้ไข Upgraded ATIGA

จากข้อมูลที่ได้ อาเซียนได้สรุปผลการเจรจายกระดับความตกลงการค้าสินค้าอาเซียนเรียบร้อยแล้ว และเตรียมลงนามพิธีสารแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (Upgraded ATIGA) ในช่วงการประชุมผู้นำอาเซียนเดือนตุลาคมนี้ การแก้ไขนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนให้รองรับรูปแบบการค้าใหม่ๆ เช่น การค้าในภาวะวิกฤต การค้าที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มกลไกแก้ไขข้อพิพาททางการค้าเพื่อให้การค้าดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยทุกประเทศสมาชิกตกลงเร่งรัดกระบวนการภายในเพื่อให้ความตกลงมีผลบังคับใช้ในปี 2570 ซึ่งจะเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

อาเซียนยังเห็นพ้องกันในการเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการค้าผิดกฎหมาย การหลีกเลี่ยงมาตรการ และการฉ้อฉลถิ่นกำเนิดสินค้า สิ่งเหล่านี้จะสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่โปร่งใสและมั่นคงทางชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรับประกันว่าสินค้าส่งออกไปยังตลาดใหญ่เช่นสหรัฐฯ มีถิ่นกำเนิดจากอาเซียนจริง

การพัฒนาระบบ ASEAN Single Window เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า

อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือการพัฒนาผ่านระบบ ASEAN Single Window (ASW) ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าภายในภูมิภาค ปัจจุบันระบบนี้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Form D) และใบขนสินค้าของอาเซียน (ASEAN Customs Declaration Document) ได้ครบทั้ง 10 ประเทศแล้ว

นอกจากนี้ ยังกำลังเร่งรัดการแลกเปลี่ยนข้อมูลใบรับรองสุขอนามัยพืชอิเล็กทรอนิกส์ (e-Phyto certificate) และใบรับรองสุขภาพสัตว์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Animal Health certificate) ให้ครอบคลุมทุกประเทศ ไทยเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำที่สามารถแลกเปลี่ยน e-Phyto certificate แล้ว และกำลังทดสอบระบบ e-Animal Health certificate กับอินโดนีเซีย ซึ่งจะช่วยลดเวลาและต้นทุนในการค้าขายสินค้าเกษตรและสัตว์

  • ระบบ ASW ช่วยลดขั้นตอนเอกสารจากหลายวันเหลือไม่กี่ชั่วโมง
  • เพิ่มความโปร่งใสและลดโอกาสทุจริต
  • สนับสนุนการค้าสินค้าไทยสู่ตลาดอาเซียนได้ดียิ่งขึ้น

การริเริ่มเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมเศรษฐกิจอาเซียนเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในภาคการผลิตและส่งออก ที่จะได้รับโอกาสใหม่ๆ จากการค้าที่ไร้พรมแดนมากขึ้น

จากมุมมองของผู้เขียน การลงนามยกระดับการค้าสินค้าครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่สำหรับอาเซียน โดยเฉพาะไทยที่สามารถใช้ประโยชน์จากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ผู้ประกอบการควรเตรียมตัวรับมือกับโอกาสเหล่านี้โดยศึกษากฎเกณฑ์ใหม่และปรับกลยุทธ์การส่งออกให้สอดคล้อง หากคุณเป็นนักธุรกิจ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในตลาดอาเซียน

ที่มา – “พาณิชย์” ร่วมถก รมต.การค้าอาเซียน เตรียมลงนามยกระดับการค้าสินค้า ต.ค.นี้

กรมการค้าต่างประเทศ ยกทัพบุกญี่ปุ่น เจรจาขยายตลาดผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย

กรมการค้าต่างประเทศ ยกทัพบุกญี่ปุ่น เจรจาขยายตลาดผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย

ในยุคที่การค้าขายระหว่างประเทศกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว กรมการค้าต่างประเทศของไทยได้ตัดสินใจยกทัพบุกตลาดญี่ปุ่น เพื่อเจรจาขยายตลาดผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกหลักของประเทศ โดยกิจกรรมครั้งนี้จะจัดขึ้นที่เมืองฟูกูโอกะและเมืองคุมาโมโตะ ภูมิภาคคิวชู ระหว่างวันที่ 28 กันยายน ถึง 2 ตุลาคมนี้ คณะผู้แทนการค้าประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและนักวิชาการด้านอาหารสัตว์ จะไปประชาสัมพันธ์และหาโอกาสใหม่ๆ สำหรับมันสำปะหลังไทย

กรมการค้าต่างประเทศ ยกทัพบุกญี่ปุ่น เจรจาขยายตลาดผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงภารกิจสำคัญครั้งนี้ว่า ญี่ปุ่นเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อาหารเพื่อสุขภาพ และอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง การบุกตลาดญี่ปุ่นครั้งนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าไทยและกระจายความเสี่ยงทางการค้า ไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดเดียว

เมืองฟูกูโอกะและคุมาโมโตะ ถือเป็นแหล่งผลิตเนื้อวัววากิวชื่อดังของญี่ปุ่น ซึ่งต้องการวัตถุดิบคุณภาพสูงสำหรับอาหารสัตว์ มันอัดเม็ดของไทยมีมาตรฐานที่ได้มาตรฐานสากล จึงเหมาะสมที่จะเป็นพันธมิตรหลักในการผลิต คาดว่าจะนำไปสู่การเจรจาที่ยั่งยืนและเพิ่มรายได้เข้าประเทศ

โอกาสใหม่ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอาหารคน

การเจรจาครั้งนี้จะเน้นหารือกับภาคเอกชนญี่ปุ่นหลายรายที่สนใจนำเข้ามันอัดเม็ดสำหรับอาหารสัตว์ แป้งมันสำปะหลังสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงทรายแมวและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องอื่นๆ ผู้ประกอบการบางรายเป็นรายใหม่ที่ไม่เคยใช้มันสำปะหลังไทยมาก่อน แต่ได้ยินชื่อเสียงด้านคุณภาพ จึงแสดงความสนใจอย่างมาก

  • ประชาสัมพันธ์คุณภาพมันสำปะหลังไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดใหม่
  • เจรจาสัญญานำเข้าที่ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า
  • ขยายช่องทางสู่ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงและสุขภาพ
  • สร้างเครือข่ายพันธมิตรระยะยาวกับผู้ผลิตวากิว

นอกจากนี้ คณะผู้แทนยังจะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการผลิตที่ยั่งยืนของไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น ทำให้โอกาสประสบความสำเร็จสูงขึ้น

ประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย

กิจกรรมกรมการค้าต่างประเทศ ยกทัพบุกญี่ปุ่น เจรจาขยายตลาดผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย นี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การขยายตลาดจะลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาในตลาดหลัก และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น อาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อสุขภาพ

จากข้อมูลสถิติ การส่งออกมันสำปะหลังไทยไปญี่ปุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี หากการเจรจาครั้งนี้สำเร็จ จะยิ่งเร่งให้เกิดการเติบโต โดยคาดว่าปีหน้าจะเห็นตัวเลขส่งออกพุ่งสูงกว่าเดิม 20-30% นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์สินค้าไทยในฐานะวัตถุดิบคุณภาพสูงระดับโลก

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การบุกตลาดญี่ปุ่นครั้งนี้เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะญี่ปุ่นมีมาตรฐานสูงแต่ก็เปิดรับพันธมิตรที่เชื่อถือได้ มันสำปะหลังไทยจึงมีโอกาสก้าวสู่ตลาดพรีเมียมได้ไม่ยาก

เพื่อให้การส่งออกประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมเอกสารรับรองคุณภาพและติดตามข่าวสารจากกรมการค้าต่างประเทศอย่างใกล้ชิด หากคุณเป็นเกษตรกรหรือผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดโอกาสทองครั้งนี้

ที่มา – กรมการค้าต่างประเทศ ยกทัพบุกญี่ปุ่น เจรจาขยายตลาดผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย

รมว.คมนาคมลั่น! ไม่ต่อ รถไฟฟ้า 20 บาท

“พิพัฒน์” ลั่น ไม่เดินหน้านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ส่งผล 1 ต.ค. 68 ประชาชนต้องกลับไปจ่ายค่ารถไฟฟ้าสายสีม่วง-แดง ในราคาปกติ แม้ว่ารัฐบาลก่อนจะเสนอ ครม. ขยายระยะเวลา 20 บาทจากหมด 30 ก.ย. 68 ไปหมด 30 ก.ย. 69 ก็ตาม เหตุไม่ใช่นโยบายพรรคภูมิใจไทย แต่จะหาวิธีในการลดค่าครองชีพประชาชน แบบครบทุกโหมด “บก-ราง-น้ำ” ภายใน 2 สัปดาห์หลังจากแถลงนโยบายรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงคมนาคมว่า เมื่อเวลา 08.19 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม พร้อมด้วยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม ได้เดินทางมากราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์กระทรวงคมนาคม หลังจากนั้นมารับมอบดอกไม้แสดงความยินดีจากผู้บริหารกระทรวงคมนาคม

โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมยืนยันว่าจะไม่เดินหน้านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายในรถไฟฟ้าสายสีม่วง และ สายสีแดง อย่างแน่นอน แม้ว่ารัฐบาลชุดก่อนจะเคยมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 68 ขยายระยะเวลามาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายจากหมดเขต 30 ก.ย. 68 เป็นหมดเขต 30 ก.ย. 69 ก็ตาม เนื่องจากไม่เป็นไปตามนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ขณะเดียวกันภายหลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบายเสร็จ ตนได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม หาแนวทางในการลดค่าครองชีพประชาชนให้ครบทุกโหมดของการเดินทางทั้ง ทางบก ทางราง และ ทางน้ำ ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ เพื่อขยายผลให้ครอบคลุมมากกว่าเดิม แต่ยอมรับว่าอาจเกิดช่วงสุญญากาศบ้าง

ทั้งนี้ที่ไม่สามารถเดินหน้ามาตรการ 20 บาทตลอดสายได้เลยนั้น เพราะกรอบเวลาที่รัฐบาลต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะมีขึ้นในวันที่ 29–30 ก.ย. 68 ทำให้การนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม. นัดแรกอาจไม่ทันการณ์ ส่งผลให้มีโอกาสที่ค่าโดยสารจะกลับไปใช้อัตราเดิมเป็นเวลา 1–2 สัปดาห์ก่อนประกาศนโยบายใหม่ เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล จำเป็นต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม ครม. อีกครั้ง เพื่อพิจารณาว่าจะทำอะไรให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีเป้าหมายที่จะออกมาตรการแพ็กเกจลดค่าครองชีพด้านการคมนาคมอยู่แล้ว แต่ขอเวลา ภายใน 2 สัปดาห์หลังการแถลงนโยบาย ซึ่งเป้าหมายก็เพื่อแบ่งเบาภาระการเดินทางของประชาชน โดยจะครอบคลุมรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ ด้วย ซึ่งไม่ได้หยุดเฉพาะสายสีแดง และ สายสีม่วง รวมถึงรถโดยสารประจำทางทั้งรถร้อนและรถแอร์, ค่าทางด่วน และอาจรวมถึงการเดินทางทางน้ำ ส่วนการเดินทางทางอากาศและค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน (PSC) ยังไม่อยู่ในแผนพิจารณา คงไม่ได้หยุดแค่สีม่วงกับสีแดง แต่จะมองภาพรวมทั้งหมด

(ซ้าย) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม (ขวา) นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม
(ซ้าย) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม (ขวา) นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม

“ส่วนแนวคิด “ตั๋วร่วม” หรือค่าโดยสารราคาเดียว เช่น 40 บาทตลอดสาย ซึ่งเคยเป็นนโยบายหาเสียง จะถูกพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจใหม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องหาจุดสมดุลระหว่างภาระงบประมาณรัฐบาลและประโยชน์ของประชาชน โดยจะอ้างอิงบทเรียนจากนโยบาย 20 บาททุกเส้นทางในอดีตที่สร้างภาระชดเชยให้รัฐเกือบ 20,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งนโยบายนี้ก็อาจไม่เป็นธรรมต่อประชาชนในต่างจังหวัด”

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการเร่งเดินหน้าผลักดันโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่นั้น ก็ให้เดินหน้าตามปกติ ไม่มีสะดุด แม้ว่ารัฐบาลจะมีกรอบเวลาการทำงานเพียง 4 เดือน โดยเฉพาะโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย-อันดามัน หรือ แลนด์บริดจ์ แม้ว่าโครงการนี้จะมีทั้งผู้สนับสนุนและผู้คัดค้านก็ตาม ส่วนโครงการรถไฟทางคู่ก็จะเร่งผลักดันภายในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อเชื่อมต่อเศรษฐกิจภูมิภาค

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

รมว.คมนาคม ลั่น ไม่สานต่อ “รถไฟฟ้า 20 บาท”

จากข่าวดังกล่าว รมว.คมนาคม ประกาศชัดเจนว่าจะไม่สานต่อนโยบาย รถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีแดงโดยตรง นโยบายนี้เคยเป็นที่คาดหวังว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน แต่เนื่องจากไม่ใช่แนวนโยบายของพรรคภูมิใจไทย จึงทำให้ต้องมีการพิจารณาแนวทางอื่น ๆ ในการช่วยเหลือค่าครองชีพ

ผลกระทบจากยกเลิก รถไฟฟ้า 20 บาท

การยกเลิกนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท จะส่งผลให้ประชาชนต้องกลับไปจ่ายค่าโดยสารในราคาปกติ ซึ่งอาจเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำวัน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีแดงเป็นประจำในการเดินทางไปทำงานหรือทำธุระต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใหม่กำลังพิจารณามาตรการอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพในด้านการเดินทาง

แนวทางแก้ไขและมาตรการช่วยเหลือ

แม้ว่าจะไม่มีรถไฟฟ้า 20 บาท แล้ว รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังพิจารณาแพ็กเกจลดค่าครองชีพด้านการคมนาคม ซึ่งอาจครอบคลุมถึงรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ รถโดยสารประจำทาง ค่าทางด่วน และการเดินทางทางน้ำ โดยคาดว่าจะมีการประกาศรายละเอียดภายใน 2 สัปดาห์หลังการแถลงนโยบายของรัฐบาล

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน ซึ่งรวมถึงโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (แลนด์บริดจ์) และโครงการรถไฟทางคู่

การยกเลิกนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทอาจสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้บริการ แต่รัฐบาลกำลังเร่งหามาตรการอื่น ๆ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่ามาตรการใหม่จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – รมว.คมนาคม ลั่น ไม่สานต่อ “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีแดง-ม่วง เตรียมจ่ายเต็ม

ส.อ.ท. ยื่น 4 ข้อ แก้วิกฤตอุตสาหกรรมพลาสติก-ปิโตรเคมี

กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก-ปิโตรเคมี เตรียมยื่นข้อเสนอ 4 ข้อต่อรัฐบาล ช่วยแก้วิกฤตอุตสาหกรรมพลาสติก-ปิโตรเคมีไทย เน้นใช้วัตถุดิบในประเทศ ปรับปรุงภาษี ลดต้นทุนแข่งในตลาดโลก

เมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดเสวนาเกี่ยวกับ “อุตสาหกรรมพลาสติกไทย-ปิโตรเคมี ได้หรือเสีย…จากภาษีทรัมป์” เพื่อสะท้อนปัญหาและความท้าทายของผู้ประกอบการไทย

นายฐิติธัม พงศ์พนางาม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ส.อ.ท. กล่าวว่า อุตสาหกรรมพลาสติกไทยกำลังเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาส ทั้งเรื่องการกีดกันทางการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งกระทบต้นทุนการผลิต ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว การสนับสนุนจากภาครัฐจึงสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันอุตสาหกรรมรีไซเคิลให้เติบโต

มาตรการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ทำให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบด้านราคา สูญเสียส่วนแบ่งตลาด และต้นทุนการผลิตสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังเกิด Trade Diversion จากประเทศอื่น ทำให้การแข่งขันด้านราคารุนแรงขึ้น

นายฐิติธัม กล่าวต่อว่า ผลิตภัณฑ์พลาสติกเป็นโซลูชั่นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการใช้ชีวิต หากปิโตรเคมีและพลาสติกของไทยไม่แข็งแรง การพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve ของประเทศก็จะยาก แม้ไทยเผชิญแรงกดดันจากภาษีสหรัฐฯ และการแข่งขันที่เข้มข้น แต่ไทยยังเป็นฐานการผลิตปิโตรเคมีที่สำคัญ ด้วยโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ ต้นทุนการผลิต และคุณภาพสินค้า ทำให้ไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขัน

ส.อ.ท. เตรียมยื่น 4 ข้อเสนอ แก้วิกฤตอุตสาหกรรมพลาสติก-ปิโตรเคมีไทย ต่อรัฐบาล

ส.อ.ท. เตรียมยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลช่วยเหลือใน 4 ประเด็นหลัก:

  • ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศให้เพิ่มขึ้น
  • ปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านภาษี เพื่อลดต้นทุนการแข่งขัน
  • ปกป้องตลาดจากการทุ่มตลาด
  • สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติกครบวงจร

นายเดชาธร ฐิสิฐสกร คณะทำงานสายเศรษฐกิจและการค้า กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ส.อ.ท. กล่าวว่า สถานการณ์การค้าโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก สหรัฐฯ เก็บภาษีตอบโต้จากไทย 19% รวมกับภาษีเดิมอีก 5% ทำให้สินค้าที่ส่งไปสหรัฐฯ เสียภาษี 24% ขณะที่คู่แข่งของไทยอัตราภาษีต่ำกว่า ดังนั้นไทยต้องเร่งปรับตัว หาตลาดส่งออกใหม่ๆ มองว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลกผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และคาดการณ์ว่าในปี 2028 สถานการณ์อุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะดีขึ้น

นายวีระ ขวัญเลิศจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานสมาคม PPP พลาสติก กล่าวว่า ทั่วโลกให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสีเขียว ไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจคัดแยกและกำจัดขยะแล้วนำไปรีไซเคิล ซึ่งถือเป็นโอกาสทำเงิน เนื่องจากปัจจุบันปริมาณขยะในประเทศไทยมีมากกว่า 3 ล้านตันต่อปี แต่การกำจัดขยะแล้วนำไปรีไซเคิลอย่างถูกต้องตามกฎหมายมีเพียง 50,000 ตันต่อปี ในอนาคตจะมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมความรับผิดชอบของผู้ผลิต เพื่อรองรับมาตรการปรับราคาคาร์บอน

ทำไมต้องเร่ง แก้วิกฤตอุตสาหกรรมพลาสติก-ปิโตรเคมีไทย?

การแก้ไขวิกฤตของอุตสาหกรรมพลาสติกและปิโตรเคมีในประเทศไทยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว การผลักดันให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อภาคธุรกิจและสังคมโดยรวม

ข้อเสนอทั้ง 4 ข้อที่ ส.อ.ท. เตรียมยื่นต่อรัฐบาลนั้น เป็นแนวทางที่น่าสนใจในการแก้ไขปัญหาที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญอยู่ การสนับสนุนให้ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ การปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านภาษี การปกป้องตลาดจากการทุ่มตลาด และการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมพลาสติกและปิโตรเคมีของไทย

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการตามข้อเสนอแนะเหล่านี้ จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

ที่มา – ส.อ.ท. จ่อชง 4 ข้อเสนอต่อรัฐบาล แก้วิกฤตอุตสาหกรรมพลาสติก-ปิโตรเคมีไทย

DBD เตรียมขีดชื่อนิติบุคคลร้าง ตัดวงจรมิจฉาชีพ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เตรียมดำเนินการครั้งใหญ่ ขีดชื่อนิติบุคคลเกือบหมื่นรายที่เข้าข่ายไม่ส่งงบการเงินและไม่ชำระบัญชีออกจากทะเบียน สู่สถานะ “ร้าง” อย่างเป็นทางการ หวังตัดวงจรมิจฉาชีพที่อาจแอบอ้างชื่อบริษัทเหล่านี้ไปหลอกลวงประชาชน สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโดยรวม

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ออกประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพฯ จำนวน 2 ฉบับ เรื่องการขีดชื่อห้างหุ้นส่วนบริษัทออกจากทะเบียน จำนวน 9,343 ราย โดยแบ่งเป็น 2 กรณีหลักๆ ได้แก่

  • กรณีไม่ส่งงบการเงินติดต่อกันนาน 3 ปี: จำนวน 7,032 ราย ซึ่งเป็นเหตุให้เชื่อได้ว่านิติบุคคลเหล่านี้ไม่ได้ทำการค้าขายหรือประกอบกิจการงานแล้ว
  • กรณีจดทะเบียนเลิกแล้ว แต่ไม่มีผู้ชำระบัญชี: หรือไม่ได้จัดทำรายงานการชำระบัญชี หรือไม่ยื่นจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีภายใน 3 ปี นับแต่เลิกห้างหุ้นส่วนบริษัท จำนวน 2,311 ราย

สำหรับนิติบุคคลที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด ทางกรมฯ ได้ประสานงานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดให้เร่งดำเนินการตรวจสอบและดำเนินการในลักษณะเดียวกัน

DBD เตรียมขีดชื่อนิติบุคคลร้าง ตัดวงจรมิจฉาชีพ

ขณะนี้ กรมฯ ได้เผยแพร่รายชื่อนิติบุคคลที่เข้าข่ายถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนบนเว็บไซต์ www.dbd.go.th ในหัวข้อ “คู่มือทำธุรกิจ” เลือก “บริการข้อมูล” เลือก “จดทะเบียนธุรกิจ” และเลือก “ประกาศถอนทะเบียนร้างและคืนสู่ทะเบียน” นิติบุคคลที่มีรายชื่อตามประกาศ สามารถยื่นคำร้องชี้แจงต่อนายทะเบียนได้ภายใน 90 วันนับจากวันที่ออกประกาศ หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว จะถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนและสิ้นสภาพนิติบุคคลโดยทันที ส่งผลให้ไม่สามารถทำนิติกรรมใดๆ ได้อีกต่อไป

ทำไม DBD ต้องขีดชื่อนิติบุคคลร้าง?

การดำเนินการขีดชื่อนิติบุคคลที่เข้าสู่สถานะ “ร้าง” เป็นกระบวนการที่สำคัญอย่างยิ่งในการปรับปรุงฐานข้อมูลนิติบุคคลของประเทศให้มีความถูกต้องและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการนำข้อมูลของนิติบุคคลที่ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวทางธุรกิจแล้ว ไปใช้ในการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย หรือแอบอ้างหลอกลวงประชาชน

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังเน้นย้ำว่า ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลและสถานะของนิติบุคคลได้ด้วยตนเองตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านทางเว็บไซต์ของกรมฯ www.dbd.go.th หรือแอปพลิเคชัน DBD e-Service ซึ่งเป็นช่องทางที่สะดวกและรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังเป็นการเตือนให้นิติบุคคลทุกแห่งปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อลดภาระในการดำเนินธุรกิจ ทั้งในด้านการเสียเวลา ค่าใช้จ่าย และค่าปรับต่างๆ

การมีข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้องและครบถ้วน จะช่วยสร้างความโปร่งใสในการทำธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ การดำเนินการขีดชื่อนิติบุคคลร้าง นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการบรรลุเป้าหมายนี้

ดังนั้น หากท่านเป็นผู้ประกอบการ อย่าลืมตรวจสอบสถานะนิติบุคคลของท่าน และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – DBD เตรียมขีดชื่อนิติบุคคล ไม่ส่งงบ ไม่ชำระบัญชี สู่สถานะ “ร้าง” ตัดวงจรมิจฉาชีพ

ยอดขายรถกระบะลด: สภาอุตฯ ชี้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น

สภาอุตฯ ชี้ เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ และกำลังซื้อของประชาชนที่ลดต่ำลง ส่งผลให้ยอดขายรถกระบะลดลงอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์นี้สร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอย่างมาก

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนสิงหาคม 2568

โดยจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนสิงหาคม 2568 มีทั้งสิ้น 112,366 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 1.58 แต่ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2567 ร้อยละ 6.11 จากการผลิตเพื่อส่งออกที่ลดลงร้อยละ 10.67 จากสิงหาคมปีที่แล้ว เพราะผลิตรถยนต์นั่งลดลงร้อยละ 21.27 จากการเลิกผลิตรถยนต์นั่งบางรุ่นเพราะความเข้มงวดในการติดตั้งอุปกรณ์ช่วยขับในด้านความปลอดภัยของประเทศคู่ค้า รวมทั้งผลิตรถกระบะส่งออกลดลงร้อยละ 6.36 จากการเข้มงวดในการปล่อยคาร์บอนของประเทศคู่ค้า ส่วนการผลิตเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.11 จากการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้ามาขายในปี 2565 – 2566 ทำให้จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม – สิงหาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 947,697 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – สิงหาคม 2567 ร้อยละ 5.77

สำหรับการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออก เดือนสิงหาคม 2568 ผลิตได้ 73,956 คัน เท่ากับร้อยละ 65.82 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2567 ร้อยละ 10.67 ส่วนเดือนมกราคม – สิงหาคม 2568 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 623,069 คัน เท่ากับร้อยละ 65.75 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากปี 2567 ระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 9.24

ส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ เดือนสิงหาคม 2568 ผลิตได้ 38,410 คัน เท่ากับร้อยละ 34.18 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2567 ร้อยละ 4.11 และเดือนมกราคม – สิงหาคม 2568 ผลิตได้ 324,628 คัน เท่ากับร้อยละ 34.25 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – สิงหาคม 2567 ร้อยละ 1.69

ด้านยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนสิงหาคม 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 47,622 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 3.01 แต่เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2567 ร้อยละ 5.38 จากการขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าที่มีถึง 9,246 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.62 จากปีที่แล้ว รถกระบะขายได้ 10,960 คัน ลดลงร้อยละ 10.92 รถกระบะยังคงขายลดลงต่อเนื่องกว่าสองปี จากการเข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงินเพราะเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราต่ำ, หลักฐานการเงินของผู้ซื้ออ่อนแอ

ขณะที่สถานการณ์รถยนต์ไฟฟ้าในเดือนสิงหาคม 2568 แบ่งเป็น

  • ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) มีการจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด 11,486 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 30.46 ส่งผลให้เดือนมกราคม – สิงหาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (BEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 92,665 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – สิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 34.49
  • ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 10,575 คัน ลดลงจากเดือนสิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 3.86 ส่งผลให้เดือนมกราคม – สิงหาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (HEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 94,703 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – สิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 0.10
  • ยานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่มีจำนวน 1,049 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 22.83 ส่งผลให้เดือนมกราคม – สิงหาคม 2568 มียานยนต์ประเภทไฟฟ้า (PHEV) จดทะเบียนใหม่สะสมมีจำนวน 13,681 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – สิงหาคมปีที่แล้วร้อยละ 108.04

ยอดขายรถกระบะลด เกิดจากอะไร?

ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อ ยอดขายรถกระบะลด คือ สภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง และความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อรถกระบะไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

ผลกระทบจากยอดขายรถกระบะลด

การที่ ยอดขายรถกระบะลด ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ ผู้จำหน่ายรถยนต์ รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ และอุตสาหกรรมขนส่ง

นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อรายได้ของภาครัฐจากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์อีกด้วย

สถานการณ์ ยอดขายรถกระบะลด ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจไทยยังคงมีความเปราะบาง และจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน เพื่อฟื้นฟูกำลังซื้อของผู้บริโภค และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์

ทางออกหนึ่งที่น่าสนใจคือการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต

ที่มา – สภาอุตฯ​ ชี้ เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น กำลังซื้อลด แบงก์เข้มสินเชื่อ ทำยอดขายรถกระบะลด

“ดอนเมือง” พร้อมรับมือน้ำท่วม! มั่นใจปี 69 ดีขึ้น

สถานการณ์น้ำท่วมขังในเขตดอนเมืองเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณถนนช่างอากาศอุทิศที่ถือเป็นจุดเสี่ยงสำคัญ แต่ล่าสุดทางเขตดอนเมืองได้ออกมาตรการและแผนงานที่ชัดเจนเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าจะสามารถรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“ดอนเมือง” พร้อมรับมือน้ำท่วม

นายสมบัติ กนกทิพย์วรรณ ผู้อำนวยการเขตดอนเมือง ได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงถนนช่างอากาศอุทิศ ตั้งแต่ช่วงคลองเปรมประชากรจนถึงแยกศิริสุข โดยมีการขุดวางท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ตั้งแต่ปากซอยช่างอากาศอุทิศ 5 ถึงนิรันดร์คอนโดเทล 1 ซึ่งมีความคืบหน้าไปแล้วประมาณ 20% และคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2569

“การปรับปรุงถนนและการวางท่อระบายน้ำใหม่นี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและลดปัญหาน้ำท่วมขังในบริเวณนี้ได้อย่างมาก” นายสมบัติกล่าว

มาตรการเร่งด่วนรับมือน้ำท่วม “ดอนเมือง” ในช่วงฝนตก

นอกจากการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ทางเขตดอนเมืองยังมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฝนตกในช่วงนี้ โดยมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่วางตามจุดต่างๆ เพื่อเร่งระบายน้ำที่ท่วมขังลงสู่คลองเปรมประชากรให้เร็วที่สุด

“เราได้เตรียมเครื่องสูบน้ำสำรองไว้พร้อม หากเครื่องไหนทำงานหนักและเกิดปัญหา ก็จะมีเครื่องสำรองมาทดแทนทันที” ผู้อำนวยการเขตดอนเมืองกล่าว “อาจจะมีระยะเวลาระบายน้ำนานหน่อย แต่มากที่สุดก็ไม่เกิน 2 วัน จะไม่ท่วมขังเหมือนที่ผ่านมาอย่างแน่นอน”

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเจ้าหน้าที่เทศกิจประจำจุดน้ำท่วมเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้กับประชาชน รวมถึงเตรียมความพร้อมรถรับส่งประชาชนกรณีมีน้ำท่วมสูง และสั่งการให้เจ้าหน้าที่คอยเก็บกวาดขยะและใบไม้หน้าตะแกรงระบายน้ำเพื่อป้องกันการอุดตัน

อีกจุดที่น่าเป็นห่วงคือบริเวณวัดเวฬุวนาราม (ไผ่เขียว) ซึ่งมีระบบระบายน้ำเก่า ทางเขตดอนเมืองจึงมีแผนปรับปรุงถนนใหม่ทั้งหมดและวางบ่อสูบน้ำ โดยขณะนี้ได้รับงบประมาณดำเนินการแล้ว และจะเร่งหาผู้รับจ้างให้เร็วที่สุดเพื่อให้สามารถดำเนินการได้ไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ 2569

โดยรวมแล้ว มาตรการต่างๆ ที่ทางเขต“ดอนเมือง” ได้ดำเนินการนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น

ปัญหา“ดอนเมือง”น้ำท่วมขังเป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและประชาชน ในการร่วมกันดูแลรักษาความสะอาดและบำรุงรักษาระบบระบายน้ำ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การที่เขต“ดอนเมือง” เร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความรับผิดชอบต่อประชาชนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนนั้นต้องอาศัยการวางแผนระยะยาวและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปริมาณน้ำฝนที่มากขึ้นในอนาคต

ที่มา – “ดอนเมือง” พร้อมมากรับมือนํ้าท่วม ผุดมาตรการสร้างความมั่นใจ ปชช.ปรับปรุงถนนหน้าวัดไผ่เขียว

Scroll to top