ข่าวไทยรัฐ

ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง ฉันทานนท์ วรรณเขจร นั่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีประเด็นร้อนทางการเมืองที่น่าสนใจมาก เมื่อล่าสุดมีรายงานข่าวว่า ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง ฉันทานนท์ วรรณเขจร นั่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ หลังจากที่หลายคนจับตามองกันมาสักพักเกี่ยวกับการโยกย้ายตำแหน่งสำคัญในกระทรวงพลังงาน เพื่อแทนที่ตำแหน่งเดิมที่จะเกษียณอายุราชการในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้

ทำความรู้จัก ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง ฉันทานนท์ วรรณเขจร นั่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้ นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามารับไม้ต่อในตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ แทนที่นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้ การตัดสินใจนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของกระทรวงพลังงานท่ามกลางความท้าทายด้านราคาพลังงานและนโยบายระดับประเทศที่ต้องเร่งขับเคลื่อน

เส้นทางก่อนมาเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ไม่ใช่คนหน้าใหม่ในแวดวงข้าราชการระดับสูง โดยก่อนหน้านี้มีประสบการณ์ที่โดดเด่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)
  • เคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการการประปานครหลวง (กปน.)

ด้วยประสบการณ์การบริหารงานในหน่วยงานที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทำให้การที่ ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง ฉันทานนท์ วรรณเขจร นั่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากหลายฝ่ายว่าเขาจะเข้ามาบริหารจัดการนโยบายพลังงานของไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืนได้อย่างไรในยุคเปลี่ยนผ่านนี้

ก่อนที่จะมาถึงบทสรุปนี้ มีกระแสข่าวมากมายเกี่ยวกับการโยกย้ายข้ามกระทรวง แต่สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมนั้นยังต้องรอการพิจารณาอีกครั้งหลังจากที่นายกรัฐมนตรีกลับจากการปฏิบัติภารกิจต่างประเทศครับ

ในฐานะประชาชนคนไทย เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าภายใต้การนำของปลัดกระทรวงคนใหม่ ทิศทางของกระทรวงพลังงานจะเป็นอย่างไร จะมีโครงการใหม่ๆ หรือการปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรมกับประชาชนมากขึ้นหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่น่าสนใจครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง “ฉันทานนท์ วรรณเขจร” นั่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

ไทยติดกับดักเอ็นจีโอ พิพัฒน์ลั่นสวนมาสวนกลับ

ช่วงนี้วงการการเมืองไทยกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างดุเดือดเกี่ยวกับปัญหาที่ประเทศไทยต้องเผชิญ โดยระบุว่าเรากำลังเข้าสู่สภาวะไทยติดกับดักเอ็นจีโอ ที่มักจะมีการคัดค้านโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐบาลโดยขาดการศึกษาข้อมูลที่รอบด้าน

ไทยติดกับดักเอ็นจีโอ สวนมาสวนกลับ

นายพิพัฒน์กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า การดำเนินโครงการใหญ่ๆ ของรัฐบาล เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึก อ.จะนะ จ.สงขลา นั้น ทุกอย่างควรวางอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล หากฝ่ายค้านหรือกลุ่มเอ็นจีโอจะออกมาคัดค้าน ก็ควรจะมีเหตุผลรองรับที่ชัดเจนว่าสิ่งที่คัดค้านนั้นเป็นผลดีหรือผลเสียต่อประเทศชาติอย่างไร ไม่ใช่เพียงเพราะนึกอยากจะค้านก็ค้านทุกเรื่อง ซึ่งการกระทำเช่นนี้สุดท้ายแล้วผลกระทบก็มักจะย้อนกลับมาหาคนในพื้นที่เอง

มุมมองต่อการพัฒนาและไทยติดกับดักเอ็นจีโอ

นอกจากนี้ ท่านยังได้ย้ำถึงกรณีการประท้วงโครงการแลนด์บริดจ์หรือระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ที่มีการยกเลิกไปแล้วแต่ยังคงมีการหยิบยกขึ้นมาทวงถาม โดยมองว่าการแสดงออกทางการเมืองเป็นสิทธิที่ทำได้ แต่ต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ท่านยังเสริมว่าตนเองเป็นคนพูดตรงไปตรงมา ไม่ชอบพูดอ้อมค้อม ใครแรงมาก็พร้อมจะแรงกลับ เพราะเชื่อว่าการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริง

  • รัฐบาลต้องมีหน้าที่นำเสนอโครงการเพื่อพัฒนาประเทศ
  • ฝ่ายค้านและเอ็นจีโอควรคัดค้านด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง
  • โครงการท่าเรือน้ำลึกจะนะมีความจำเป็นเนื่องจากพื้นที่เดิมเต็มความจุ

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลยุคนี้จะไม่ยอมให้โครงการต่างๆ ต้องหยุดชะงักเพียงเพราะการคัดค้านที่ไม่มีที่มาที่ไป หากมองในแง่การพัฒนา การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องเป็นการมีส่วนร่วมที่สร้างสรรค์และรับฟังเหตุผลของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้โครงการต่างๆ สามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ตกหลุมพรางของการแบ่งแยกฝ่ายจนลืมเป้าหมายหลักคือการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

หากเราต้องการเห็นประเทศก้าวข้ามปัญหาเดิมๆ เราอาจต้องเริ่มจากการเปิดใจรับฟังข้อมูลในเชิงลึกมากกว่าการฟังเพียงแค่กระแสในโซเชียลมีเดีย ท่านมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้? การคัดค้านควรมีเส้นแบ่งแค่ไหนเพื่อไม่ให้กระทบกับการพัฒนาในภาพรวม มาร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยครับ

ที่มา – “พิพัฒน์” บอกไทยติดกับดักเอ็นจีโอ ไม่ใช่นึกอยากค้านก็ค้านทุกเรื่อง ลั่น สวนมาสวนกลับ

ไชยชนก บอกไม่รู้จักนายกเทศมนตรีตำบลโพนสา หลัง ปชน. โยงคดีฮั้ว สว.

ไชยชนก บอกไม่รู้จักนายกเทศมนตรีตำบลโพนสา หลัง ปชน. โยงคดีฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการกล่าวถึงชื่อของ นายวิทยา คำพวง นายกเทศมนตรีตำบลโพนสา อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เข้าไปพัวพันกับกรณีที่พรรคประชาชนออกมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ คดีฮั้ว สว. ซึ่งมีการพยายามเชื่อมโยงให้ถึงพรรคภูมิใจไทย โดยล่าสุด นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สั้นๆ ถึงกรณีดังกล่าวนี้ด้วยตัวเอง

จุดเริ่มต้นของข้อสงสัยกรณี ไชยชนก บอกไม่รู้จักนายกเทศมนตรีตำบลโพนสา หลัง ปชน. โยงคดีฮั้ว สว.

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ได้นำหลักฐานออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยระบุว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างตัวของนายกเทศมนตรีตำบลโพนสากับเครือข่ายของพรรคภูมิใจไทยในเรื่องการจัดการเลือกตั้ง สว. ที่ผ่านมา ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และมีการทำเป็นขบวนการจริงหรือไม่ ตามที่ฝ่ายค้านได้ตั้งข้อกล่าวหาไว้

ทางด้าน นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ในส่วนตัวของเขานั้น ไชยชนก บอกไม่รู้จักนายกเทศมนตรีตำบลโพนสา เลยแม้แต่น้อยว่าเขาเป็นใครหรือมีหน้าที่การงานอย่างไร และยังไม่ทราบรายละเอียดลึกๆ เกี่ยวกับคดีที่พรรคประชาชนกำลังตรวจสอบอยู่

  • นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ออกมาเปิดเผยข้อมูลชุดใหม่
  • ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการเลือก สว.
  • นายไชยชนกยืนยันสถานะความสัมพันธ์ว่าไม่รู้จักบุคคลดังกล่าว

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและเครือข่ายในท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบถ่วงดุล หากใครมีหลักฐานที่ชัดเจนก็ควรดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ความจริงปรากฏต่อสายตาประชาชน ส่วนในมุมมองของนักสังเกตการณ์การเมือง การออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนของเลขาสังกัดพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ เป็นการดึงตัวเองออกจากความขัดแย้งก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปมากกว่านี้

ท้ายที่สุดแล้ว ต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีฮั้ว สว. นี้จะจบลงอย่างไร และข้อมูลที่พรรคประชาชนถืออยู่ในมือนั้น จะสามารถมัดตัวผู้กระทำผิดหรือเชื่อมโยงไปถึงผู้มีอำนาจระดับสูงได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงประเด็นทางการเมืองที่ใช้โจมตีกันในช่วงเวลาที่มีความเปราะบางเช่นนี้

ที่มา – “ไชยชนก” บอกไม่รู้จักนายกเทศมนตรีตำบลโพนสา หลัง ปชน. โยงคดีฮั้ว สว. กับภูมิใจไทย

นฤพนธ์ หลานชาย ธงชัย เย็นประเสริฐ ลงสมัครนายก อบจ.นนทบุรี เบอร์ 1

เรียกได้ว่าสนามการเมืองท้องถิ่นจังหวัดนนทบุรีกำลังคึกคักสุดๆ เลยครับ เมื่อบรรยากาศการเปิดรับสมัครเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี ล่าสุดมีสีสันจากการปรากฏตัวของ นฤพนธ์ หลานชาย ธงชัย เย็นประเสริฐ ลงสมัครเลือกตั้ง นายก อบจ.นนทบุรี ได้เบอร์ 1 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของกลุ่มผึ้งหลวงที่ต้องการสานต่อเจตนารมณ์เดิมให้สำเร็จ

นฤพนธ์ หลานชาย ธงชัย เย็นประเสริฐ ลงสมัครเลือกตั้ง นายก อบจ.นนทบุรี ได้เบอร์ 1

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ท่ามกลางกองเชียร์ที่มารวมตัวกันให้กำลังใจอย่างเนืองแน่น นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ได้เข้ายื่นเอกสารการสมัครเป็นลำดับแรก ทำให้เขาคว้าหมายเลข 1 ไปครอง โดยเจ้าตัวเผยความรู้สึกว่าพร้อมที่จะนำประสบการณ์และความตั้งใจมาสานต่องานด้านการศึกษา สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมที่คุณอา (ธงชัย เย็นประเสริฐ) ได้วางรากฐานเอาไว้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องชาวนนทบุรีทุกคน

ประวัติและก้าวสำคัญของ นฤพนธ์ หลานชาย ธงชัย เย็นประเสริฐ ลงสมัครเลือกตั้ง นายก อบจ.นนทบุรี ได้เบอร์ 1

นายนฤพนธ์ไม่ได้มีดีแค่เรื่องนามสกุลเท่านั้น แต่ยังมีโปรไฟล์ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยครับ:

  • จบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์เครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
  • มีประสบการณ์การทำงานเป็นวิศวกรในบริษัทมหาชน
  • เป็นบุตรชายของนายณรงค์ เย็นประเสริฐ อดีต สจ.นนทบุรี

ทางด้านลูกสาวของอดีตนายกธงชัยเอง ก็ได้ออกมากล่าวขอโอกาสให้พี่ชายคนนี้ได้เข้ามาทำหน้าที่ เพื่อสานต่อความฝันและโครงการต่างๆ ที่คุณพ่อเคยตั้งใจไว้ โดยเฉพาะโครงการด้านดนตรีและกีฬาที่ตั้งใจจะผลักดันให้เห็นผลเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ในสนามการเมืองครั้งนี้ยังมีผู้สมัครท่านอื่นเช่น พลเอกนิพนธ์ สีตบุตร ที่ลงสมัครในนามอิสระเข้ามาเพิ่มสีสันให้กับสนามแข่งนี้ด้วย

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเลือกตัวบุคคล แต่เป็นการเลือกว่าเราจะก้าวต่อไปอย่างไรในทิศทางที่เคยถูกวางไว้ การที่ นฤพนธ์ หลานชาย ธงชัย เย็นประเสริฐ ลงสมัครเลือกตั้ง นายก อบจ.นนทบุรี ได้เบอร์ 1 ถือเป็นการยืนยันความตั้งใจที่จะรักษาสิ่งดีๆ เดิมเอาไว้พร้อมกับพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร แต่การเห็นคนรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นอาสาเข้ามาทำงานเพื่อบ้านเกิด ก็เป็นเรื่องที่น่าสนับสนุนครับ อย่าลืมติดตามนโยบายของแต่ละทีมให้ดีก่อนตัดสินใจใช้สิทธิเลือกตั้งกันนะครับ

ที่มา – “นฤพนธ์” หลานชาย “ธงชัย เย็นประเสริฐ” ลงสมัครเลือกตั้ง นายก อบจ.นนทบุรี ได้เบอร์ 1

“ยศชนัน” เผย ก.แรงงาน ชงร่างกฎหมาย 4 ฉบับ เข้าที่ประชุม ครม. วันนี้

เชื่อว่าพี่น้องแรงงานหลายคนคงกำลังจับตามองข่าวสำคัญในวันนี้ เมื่อ “ยศชนัน” เผย ก.แรงงาน ชงร่างกฎหมาย 4 ฉบับ เข้าที่ประชุม ครม. วันนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและคุ้มครองสิทธิแรงงานในหลายกลุ่มที่เคยถูกละเลยไปครับ

“ยศชนัน” เผย ก.แรงงาน ชงร่างกฎหมาย 4 ฉบับ เข้าที่ประชุม ครม. วันนี้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย แต่ยังเป็นการสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นจริงในสังคมการทำงาน โดยสาระสำคัญที่ “ยศชนัน” เผย ก.แรงงาน ชงร่างกฎหมาย 4 ฉบับ เข้าที่ประชุม ครม. วันนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

สรุปสาระสำคัญของกฎหมายใหม่เพื่อแรงงาน

  • แรงงานทางทะเล: คนประจำเรือขนส่งจะได้รับความคุ้มครองจากประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน ไม่ต่างจากแรงงานบนบก
  • คุ้มครองคนรับงานไปทำที่บ้าน: ยกระดับมาตรฐานการจ้างงาน กำหนดค่าตอบแทนที่เป็นธรรม และมีบทลงโทษผู้จ้างงานที่ผิดนัดชำระเงิน
  • สมรสเท่าเทียมในรัฐวิสาหกิจ: เปลี่ยนคำว่าคู่สามีภรรยา เป็น “คู่สมรส” เพื่อให้สิทธิประโยชน์สวัสดิการครอบคลุมคู่รักทุกเพศอย่างเท่าเทียม

ทางด้านปลัดกระทรวงแรงงานได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มาตรการเหล่านี้จะครอบคลุมถึงการกำหนดอายุขั้นต่ำในการรับงานไปทำที่บ้านที่ 15 ปี และต้องไม่มีงานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งถือว่าเป็นการวางรากฐานการคุ้มครองแรงงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่างมากครับ

การผลักดันในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับกลุ่มแรงงานนอกระบบและแรงงานเฉพาะทางมากขึ้น การที่กฎหมายมีผลย้อนหลังในบางประเด็น โดยเฉพาะเรื่องสมรสเท่าเทียม ยังแสดงถึงความตั้งใจจริงที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้เห็นผลโดยเร็วที่สุด

ถือว่าเป็นข่าวดีที่น่าติดตามอย่างยิ่งครับ เพราะหากร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. จะส่งผลดีต่อแรงงานไทยหลายแสนชีวิตให้มีความมั่นคงในอาชีพและได้รับสวัสดิการที่เหมาะสมอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน เรามาร่วมลุ้นกันว่าผลการประชุมจะเป็นอย่างไรต่อไปครับ

ที่มา – “ยศชนัน” เผย ก.แรงงาน ชงร่างกฎหมาย 4 ฉบับ เข้าที่ประชุม ครม. วันนี้

อนุทิน-เอกนิติ ลั่น GDP โต 2.2% ยังไม่พอใจ ต้องโตกว่านี้

เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามองเมื่อ “นายกฯ อนุทิน” ควงคู่ “เอกนิติ” ออกมาให้สัมภาษณ์จากแดนไกลถึงเรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจไทย โดยทั้งสองท่านได้ระบุตรงกันว่า อนุทิน-เอกนิติ ลั่นตัวเลข GDP ที่ขยับเป้าโตเป็น 2.2% ยังไม่น่าพอใจ ชี้ ศก.ไทย ต้องโตกว่านี้ ซึ่งถือเป็นทัศนคติที่สะท้อนว่ารัฐบาลต้องการผลักดันประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลัง

อนุทิน-เอกนิติ ลั่นตัวเลข GDP ที่ขยับเป้าโตเป็น 2.2% ยังไม่น่าพอใจ ชี้ ศก.ไทย ต้องโตกว่านี้

ในการแถลงข่าวล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้ย้ำชัดว่า ตัวเลขการเติบโตที่ระดับ 2.2% นั้นยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด เราไม่สามารถหยุดอยู่แค่นี้ได้ เพราะในโลกเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันสูง การที่เศรษฐกิจจะโตเพียงเล็กน้อยนั้นยังไม่เพียงพอต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในระยะยาว ท่านนายกฯ ได้ตั้งคำถามเชิงสะท้อนความคิดว่า ทำไมเราไม่มองไปถึงการเติบโตระดับ 3-6% เพื่อให้ประเทศก้าวผ่านวิกฤตไปได้อย่างมั่นคง

วิเคราะห์แนวทางเศรษฐกิจจากมุมมองของ อนุทิน-เอกนิติ ลั่นตัวเลข GDP ที่ขยับเป้าโตเป็น 2.2% ยังไม่น่าพอใจ ชี้ ศก.ไทย ต้องโตกว่านี้

ทางด้านนายเอกนิติ ได้เสริมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่ารัฐบาลมาถูกทางแล้ว โดยได้นำมาประคองเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพประชาชนผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60:40” อย่างไรก็ตาม เรายังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง 3 ด้าน ได้แก่:

  • วิกฤตพลังงาน: ที่ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลอย่างหนักจากการนำเข้าน้ำมัน
  • วิกฤตค่าครองชีพ: จากอัตราเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น
  • วิกฤตกำลังซื้อ: ซึ่งส่งผลต่อการบริโภคภายในประเทศ

แม้ตัวเลขจะดูท้าทาย แต่เราเห็นสัญญาณบวกจากการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตถึง 13% ในไตรมาสที่ 2 ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI ที่มีการเข้ามาลงทุนจริงในไทย ช่วยสร้างงานและถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้กับแรงงานในประเทศ นี่คือจุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่น่าจับตามอง

ในฐานะประชาชน เราคงต้องรอดูว่านโยบายเหล่านี้จะสามารถนำพาประเทศไทยไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนได้หรือไม่ แต่การที่ผู้นำระดับสูงกล้าที่จะตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้นและยอมรับว่าเราต้องปรับปรุงงานให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ครับ

ที่มา – “อนุทิน-เอกนิติ” ลั่นตัวเลข GDP ที่ขยับเป้าโตเป็น 2.2% ยังไม่น่าพอใจ ชี้ ศก.ไทย ต้องโตกว่านี้

แห่ส่งกำลังใจให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ ใกล้พื้นที่ช่องอานม้า

เชื่อว่าในวันนี้หลายคนคงได้เห็นข่าวที่สร้างความสะเทือนใจให้กับพี่น้องชาวไทย เมื่อมีรายงานว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นในพื้นที่ชายแดน กับภารกิจที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงของการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งล่าสุดกระแสสังคมได้ร่วมกันแห่ส่งกำลังใจให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ ใกล้พื้นที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับวีรบุรุษผู้เสียสละรายนี้

แห่ส่งกำลังใจให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ ใกล้พื้นที่ช่องอานม้า

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นกับ “จ่าโจ้” หรือ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ สังกัด ร.2 พัน.2 รอ. ขณะที่เขากำลังปฏิบัติหน้าที่อันทรงเกียรติในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณช่องอานม้า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งในอดีต การปฏิบัติภารกิจนี้ถือเป็นงานที่ละเอียดอ่อนและอันตรายเป็นอย่างมาก เนื่องจากทุ่นระเบิดที่ตกค้างอยู่มีสภาพเสื่อมโทรมและคาดเดาตำแหน่งได้ยาก

รายละเอียดเหตุการณ์และความคืบหน้าล่าสุด

จากรายงานระบุว่า ในระหว่างที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ได้เหยียบเข้ากับทุ่นระเบิดโดยไม่คาดคิด ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณขาขวาท่อนล่าง มือขวา และมีบาดแผลตามร่างกาย อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือในขณะนี้อาการของเขายังคงรู้สึกตัวและอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ถึงอย่างไรการ แห่ส่งกำลังใจให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ ใกล้พื้นที่ช่องอานม้า ก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องในโลกโซเชียล

ทางหน่วยงานต้นสังกัดได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดและมาตรการช่วยเหลือ ดังนี้:

  • กองทัพบกยืนยันดูแลสวัสดิการและค่ารักษาพยาบาลอย่างเต็มที่
  • หน่วยต้นสังกัด ร.2 พัน.2 รอ. ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
  • มีการจัดเตรียมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อดูแลบาดแผลให้หายดีโดยเร็วที่สุด

ความเสียสละของทหารกล้าที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน คือสิ่งที่สังคมไทยต้องให้ความสำคัญและร่วมยกย่อง ในฐานะคนไทยเราทำได้เพียงการส่งพลังใจให้เขาผ่านวิกฤตนี้ไปได้โดยเร็ว และหวังว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต

สุดท้ายนี้ ขอให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เข้มแข็งและมีกำลังใจที่ดีในการฟื้นฟูร่างกาย พวกเราทุกคนขอส่งแรงเชียร์ให้เขากลับมาแข็งแรงสมบูรณ์และเป็นกำลังสำคัญของกองทัพต่อไปครับ

ที่มา – แห่ส่งกำลังใจให้ “จ.ส.อ.ชาญณรงค์” เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ ใกล้พื้นที่ช่องอานม้า

เงียบเหงา วันแรกไร้ผู้สมัคร ชิงตำแหน่งนายก อบจ.นนทบุรี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวนนทบุรีทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์การเมืองท้องถิ่นที่หลายคนกำลังจับตามองกันอยู่ นั่นคือการเปิดรับสมัครเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี แทนตำแหน่งที่ว่างลงครับ แต่บรรยากาศการเปิดรับสมัครในวันแรกกลับกลายเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจไม่น้อย เพราะเกิดเหตุการณ์ เงียบเหงา วันแรกไร้ผู้สมัคร ชิงตำแหน่งนายก อบจ.นนทบุรี อย่างแท้จริง

สรุปสถานการณ์ เงียบเหงา วันแรกไร้ผู้สมัคร ชิงตำแหน่งนายก อบจ.นนทบุรี

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 17 ส.ค. 69 ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเปิดรับสมัครเวลา 08.30 น. เป็นต้นมา จนกระทั่งปิดรับสมัครในเวลา 16.30 น. ปรากฏว่ายังไม่มีผู้สนใจเดินทางมายื่นใบสมัครเพื่อชิงเก้าอี้นายก อบจ. เลยแม้แต่รายเดียว โดยมีเจ้าหน้าที่จาก กกต. ประจำจังหวัด และเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.รัตนาธิเบศร์ คอยดูแลความเรียบร้อยและสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด

ทำไมถึงยังไม่มีใครมาสมัครใน เงียบเหงา วันแรกไร้ผู้สมัคร ชิงตำแหน่งนายก อบจ.นนทบุรี?

หลายคนอาจตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงไม่มีใครรีบมาลงชื่อสมัครตั้งแต่วันแรก ซึ่งจากการวิเคราะห์สถานการณ์มีความเป็นไปได้หลายประเด็นครับ:

  • การเตรียมเอกสารและคุณสมบัติ: ผู้สมัครหลายท่านอาจกำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียด เพื่อป้องกันปัญหาการถูกตัดสิทธิ์ภายหลังตามข้อกฎหมายเลือกตั้งที่เข้มงวด
  • การบริหารจัดการเวลา: มีกระแสข่าวว่ากลุ่มการเมืองหลักอย่าง ‘กลุ่มผึ้งหลวง’ ที่เปิดตัวนายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ อาจรอให้เสร็จสิ้นภารกิจงานพระราชทานเพลิงศพ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ ในวันที่ 19 ส.ค. 69 ก่อนจะดำเนินการสมัครอย่างเป็นทางการ
  • ความพร้อมของพรรคการเมือง: ผู้สมัครในนามอิสระหรือตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ อาจกำลังวางกลยุทธ์ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนปิดรับสมัครในวันที่ 21 ส.ค. 69 นี้

สำหรับการเปิดรับสมัครจะยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายวัน ซึ่งเชื่อว่าหลังจากผ่านพ้นช่วงวันหยุดหรือเสร็จสิ้นภารกิจส่วนตัวแล้ว เราน่าจะเริ่มเห็นรายชื่อผู้สมัครทยอยเดินเข้ามาที่ อบจ. นนทบุรี กันมากขึ้นครับ การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาจังหวัดของเรา ดังนั้นการตรวจสอบคุณสมบัติให้ครบถ้วนถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดเพื่อให้ได้ผู้นำที่สง่างาม

ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เรามารอลุ้นกันดีกว่าครับว่า ใครจะเป็นคนแรกที่ประเดิมก้าวเข้ามาลงสมัครอย่างเป็นทางการ แล้วโค้งสุดท้ายก่อนปิดรับสมัครจะคึกคักสมกับการรอคอยของชาวนนทบุรีหรือไม่ เพื่อนๆ มีความคิดเห็นอย่างไรกับการเลือกตั้งในครั้งนี้ คอมเมนต์พูดคุยกันได้นะครับ

ที่มา – เงียบเหงา วันแรกไร้ผู้สมัคร ชิงตำแหน่งนายก อบจ.นนทบุรี

ที่ดินจังหวัด เตรียมแจ้งความเอาผิด ผู้จัดการมรดกตาเฮียง ให้ถ้อยคำเท็จ อ้างโฉนดหาย

ที่ดินจังหวัด เตรียมแจ้งความเอาผิด ผู้จัดการมรดกตาเฮียง ให้ถ้อยคำเท็จ อ้างโฉนดหาย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นได้ออกมาประกาศความชัดเจนว่า เตรียมดำเนินการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดกับกรณีการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินของมรดกนายเฮียง พิมพ์ศรี หลังจากพบพฤติกรรมส่อไปในทางไม่สุจริต โดยมีการอ้างว่าโฉนดตัวจริงสูญหาย ทั้งที่ในความเป็นจริงเอกสารดังกล่าวยังคงอยู่ครบถ้วนในความดูแลของทางวัดป่าอดุลยาราม

สรุปเหตุการณ์ ที่ดินจังหวัด เตรียมแจ้งความเอาผิด ผู้จัดการมรดกตาเฮียง ให้ถ้อยคำเท็จ อ้างโฉนดหาย

เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่ทายาทซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดก ได้ยื่นคำขอต่อสำนักงานที่ดินเพื่อออกใบแทนโฉนดใบใหม่ โดยให้เหตุผลว่าโฉนดใบเดิมสูญหายไปจากการเก็บรักษาที่บ้านพัก แต่เหตุการณ์พลิกผันเมื่อทางวัดป่าอดุลยารามได้นำโฉนดตัวจริงออกมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อคัดค้านและขอเปลี่ยนชื่อในโฉนดให้ถูกต้องตามเจตนารมณ์ การกระทำนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ ที่ดินจังหวัด เตรียมแจ้งความเอาผิด ผู้จัดการมรดกตาเฮียง ให้ถ้อยคำเท็จ อ้างโฉนดหาย อย่างเป็นทางการ เนื่องจากเป็นการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน

นายพงษ์สุวัจน์ ไชยต้นเทือก เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเกณฑ์การออกใบแทนโฉนดว่า สามารถทำได้เพียง 2 กรณีเท่านั้น คือ:

  • โฉนดสูญหายจริง
  • โฉนดชำรุด หรือมีการสั่งการจากศาลให้ดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ถือว่าไม่เข้าข่ายเงื่อนไขใดๆ เพราะหลักฐานโฉนดตัวจริงปรากฏชัดเจน การที่ผู้จัดการมรดกให้ถ้อยคำว่าสูญหายทั้งที่รู้อยู่เต็มอก จึงถือเป็นความผิดฐานให้ถ้อยคำเท็จ ซึ่งทางสำนักงานที่ดินไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้ และต้องดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมายเพื่อรักษาความถูกต้องและเป็นธรรม

ขั้นตอนต่อไปของทางราชการ

ทางสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นได้ประสานงานกับทางสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อเข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด โดยจะมีการพิจารณาว่ามีบุคคลอื่นใดร่วมกระบวนการในการทำผิดครั้งนี้หรือไม่ การกระทำลักษณะนี้เป็นอุทาหรณ์ชั้นดีสำหรับผู้ที่คิดจะใช้วิธีการไม่สุจริตในการครอบครองหรือจัดการมรดกที่ดิน เพราะกฎหมายไทยมีความเข้มงวดและพร้อมลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง

ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดกทุกคนว่า ความซื่อสัตย์คือหัวใจสำคัญที่สุดในการปฏิบัติหน้าที่ การคิดคดหรือให้ข้อมูลเท็จต่อทางราชการ นอกจากจะทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นและวัดวาอารามแล้ว ยังนำพาความเดือดร้อนมาสู่ตนเองจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาลในที่สุด เราควรทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อความโปร่งใสและสบายใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ที่ดินจังหวัด เตรียมแจ้งความเอาผิด ผู้จัดการมรดกตาเฮียง ให้ถ้อยคำเท็จ อ้างโฉนดหาย

Scroll to top