ความยุติธรรม

ประธานศาลฎีกา ส่งสารปีใหม่ 2569 ถึงคนไทย

ประธานศาลฎีกา “อดิศักดิ์ ตันติวงศ์” ส่งสารอวยพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2569 ให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่าน โดยยืนยันว่าศาลยุติธรรมยังคงมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่อำนวยความยุติธรรมอย่างเต็มกำลัง พร้อมทั้งย้ำถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้หลักแห่งความสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้ส่งสารอวยพรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2569 ถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ โดยมีใจความสำคัญดังนี้:

“พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักทุกท่าน เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 ผมและข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพร้อมใจกันน้อมจิตอธิษฐานต่อคุณพระศรีรัตนตรัย ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก โปรดอภิบาลประทานพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ให้ทรงพระเกษมสำราญ พระบารมีแผ่ไพศาล สถิตเป็นมิ่งขวัญปกเกล้าแก่ปวงชาวไทยตราบชั่วกาลนาน”

ประธานศาลฎีกา ยังได้กล่าวถึงการปฏิบัติหน้าที่ของศาลยุติธรรมในปีที่ผ่านมาว่า “ปีที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมในฐานะองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี รักษาความเป็นธรรม ตลอดจนคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยยึดมั่นในหลักนิติธรรมภายใต้ความสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม และปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรมตลอดมา”

“ประธานศาลฎีกา” ส่งสารอวยพรเนื่องด้วยวันขึ้นปีใหม่ 2569 ให้กับประชาชนคนไทย

ภายหลังเข้ารับตำแหน่งประธานศาลฎีกาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 ท่านได้กำหนดนโยบาย “คุณธรรมนำทาง สร้างศรัทธา พัฒนาคุณภาพ” เพื่อมุ่งยกระดับการอำนวยความยุติธรรมของศาลไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยมีแนวทางสำคัญ 3 ประการ ดังต่อไปนี้:

นโยบายสำคัญในการอำนวยความยุติธรรม

  • คุณธรรมนำทาง: มุ่งเน้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม ดำรงตนตามแบบอย่างอันดีงามของตุลาการ เพื่อให้การวินิจฉัยคดีเป็นไปโดยเที่ยงธรรมและปราศจากอคติทั้งปวง สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในกระบวนการยุติธรรมอย่างยั่งยืน
  • สร้างศรัทธา: ศาลยุติธรรมตระหนักดีว่า ศรัทธาของประชาชนเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงในกระบวนการยุติธรรม เราจึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการสื่อสารและประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อลดช่องว่างเสรีภาพของประชาชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาการบริการให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และประหยัดยิ่งขึ้น และอำนวยความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในหลากหลายมิติและให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน
  • พัฒนาคุณภาพ: ศาลยุติธรรมไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนพัฒนาระบบงานและกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมเป็นไปอย่างถูกต้อง เที่ยงธรรม เพื่อให้ศาลยุติธรรมเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ศาลยุติธรรมยังคงยืนหยัดปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยยึดมั่นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อธำรงไว้ซึ่งความสงบสุขของประชาชนและประเทศชาติสืบไป

ในศุภวาระอันเป็นมงคลนี้ ผมขอส่งความสุขและความปรารถนาดีมายังพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่าน ผมขออาราธนาอำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ทุกท่านเคารพนับถือ อีกทั้งเดชะพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โปรดดลบันดาลประทานพรให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขความเจริญ มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและภยันตรายทั้งปวง มีกำลังกายกำลังใจที่เข้มแข็ง มีสติตั้งมั่นอยู่บนความถูกต้อง พร้อมฟันฝ่าอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีทุกประการ และขอให้ประเทศไทยสงบสุขสถาพรตลอดไป

สวัสดีปีใหม่ 2569

สารอวยพรปีใหม่จากท่านประธานศาลฎีกา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของศาลยุติธรรมในการอำนวยความยุติธรรมอย่างแท้จริง และเป็นกำลังใจให้ประชาชนชาวไทยก้าวผ่านปีใหม่นี้ไปด้วยความหวังและความเข้มแข็ง

ที่มา – “ประธานศาลฎีกา” ส่งสารอวยพรเนื่องด้วยวันขึ้นปีใหม่ 2569 ให้กับประชาชนคนไทย

“วรชัย” งง “ทักษิณ” ถูกเรียกภาษี ชวนให้กำลังใจ

“วรชัย” งง เรียกภาษี “ทักษิณ” 1.7 หมื่นล้าน ทั้งที่เคยถูกยึดเงินขายหุ้นไปแล้ว 4.6 หมื่นล้านบาท สงสัยเงินที่ถูกยึดไปอยู่ที่ไหน ชวนกินข้าวหน้าเรือนจำให้กำลังใจเสาร์นี้

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2568 นายวรชัย เหมะ อดีตสส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ กรณีศาลฎีกาพิพากษากลับให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จำนวน 1.7 หมื่นล้านบาทกรณีขายหุ้นว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นมาเกือบ 20 ปีแล้ว ตนรู้สึกงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะเงิน 7 หมื่นล้านบาทจากการขายหุ้น ถูกยึดไปจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท แล้วยังต้องมาเสียภาษีอีก 1.7 หมื่นล้านบาทอีก เลยสงสัยว่าเงินที่ถูกยึดไปอยู่ที่ไหนไปเข้ากระเป๋าใคร และการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษีเหมือนกรณีอื่นๆ กรณี น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯก็ถูกคสช.ใช้อำนาจยึดทรัพย์จากคดีจำนำข้าว ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีไทยคนไหนถูกกระทำเช่นนี้เลย นี่คือความอยุติธรรมที่ยังคงมีอยู่ ฉะนั้นในวันเสาร์นี้ ขอเชิญพี่น้องที่รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตยรวมตัวแสดงพลังให้กำลังใจนายทักษิณ หน้าเรือนจำคลองเปรม เวลา 12.00 น. เพื่อทานอาหารพร้อมกับนายทักษิณในเรือนจำ ขอเชิญประชาชนมากันให้มากที่สุดในวันเสาร์นี้ และเพื่อขอคืนความยุติธรรมให้กับนายทักษิณ ที่ถูกกระทำมาตลอดกว่า 18 ปี

“วรชัย” งง “ทักษิณ” ถูกเรียกภาษี 1.7 หมื่นล้าน ชวนให้กำลังใจ

จากกรณีที่นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส. สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความสงสัยเกี่ยวกับกรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ถูกเรียกเก็บภาษีเป็นจำนวนเงิน 1.7 หมื่นล้านบาทนั้น กำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงการเมืองและประชาชนทั่วไป โดยนายวรชัยได้ตั้งข้อสังเกตถึงความซับซ้อนของเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า เงินจากการขายหุ้นของนายทักษิณได้ถูกยึดไปแล้วเป็นจำนวนมาก

ประเด็นที่น่าสนใจ: ทำไมต้องเสียภาษีอีก?

คำถามสำคัญที่นายวรชัยและอีกหลายคนตั้งขึ้นก็คือ เหตุใดนายทักษิณจึงยังต้องถูกเรียกเก็บภาษีอีก ทั้งๆ ที่เงินจากการขายหุ้นจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาทได้ถูกยึดไปแล้ว ข้อสงสัยนี้ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบความโปร่งใสในกระบวนการทางกฎหมายและการเงินที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้อย่างละเอียด

นอกจากนี้ นายวรชัยยังได้กล่าวถึงกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจยึดทรัพย์จากคดีจำนำข้าว โดยเน้นย้ำว่า ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีไทยคนใดที่ถูกกระทำในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความอยุติธรรมที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย

เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่นายทักษิณ นายวรชัยได้เชิญชวนประชาชนที่รักความเป็นธรรมและประชาธิปไตยให้รวมตัวกันในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ บริเวณหน้าเรือนจำคลองเปรม เวลา 12.00 น. เพื่อร่วมรับประทานอาหารและส่งกำลังใจให้นายทักษิณที่อยู่ในเรือนจำ การรวมตัวครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยต่อการกระทำที่ไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับนายทักษิณตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายทักษิณได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมที่ยังคงฝังรากลึกในประเทศไทย การออกมาเคลื่อนไหวและเรียกร้องความยุติธรรมของประชาชนจึงเป็นการแสดงออกถึงความต้องการที่จะเห็นสังคมไทยก้าวไปสู่ความเป็นธรรมและความเสมอภาคอย่างแท้จริง

  • การถูกเรียกเก็บภาษีของนายทักษิณ: ความเป็นธรรมอยู่ที่ไหน?
  • การรวมตัวให้กำลังใจ: พลังของประชาชนในการเรียกร้องความยุติธรรม
  • มองอนาคต: สังคมไทยจะก้าวไปสู่ความเป็นธรรมได้อย่างไร?

การที่อดีตนายกรัฐมนตรีต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและสร้างสังคมที่เคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทุกคน

ดังนั้น การตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อแสดงออกถึงการสนับสนุนความเป็นธรรม จึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้มีอำนาจว่าประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและความโปร่งใสในทุกภาคส่วนของสังคม มาร่วมกันสร้างสังคมที่ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

ที่มา – “วรชัย” งง “ทักษิณ” ถูกเรียกภาษี 1.7 หมื่นล้าน ชวนพลพรรคให้กำลังใจหน้าเรือนจำ

ธนเดช ขุดคุ้ยโควตาสลากคนตาบอด พบพิรุธ!

“ธนเดช” เปิดโพยรายชื่อผู้ได้รับโควตาสลากคนตาบอดของสมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศไทย พบไม่ใช่นักกีฬา มีนามสกุลซ้ำ ใช้เบอร์โทรศัพท์เดียวกัน ถามผิดวัตถุประสงค์หรือไม่

วันที่ 11 พ.ย. 2568 นายธนเดช เพ็งสุข สส. กทม. พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กพร้อมรายชื่อสมาชิกที่ระบุว่าเป็นผู้ได้รับโควตาสลากคนตาบอดของสมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศไทย จำนวน 157 คน รวมโควตา กว่า 2,647 เล่ม พร้อมข้อความว่า “ไม่ต้องไปหาหลักฐานที่ไหน มาเอาที่ ส.ส.ธนเดช คนนี้ได้เลยครับ” นายธนเดช กล่าวและว่า

แต่สิ่งที่พบคือ รายชื่อส่วนใหญ่ ไม่ใช่นักกีฬาคนตาบอด แต่คือ คนปกติ และทุกรายคือ นอมินีที่ถูกใช้ชื่อแลกเงิน 500 บาทต่อครั้ง มีนามสกุลซ้ำเป็นกลุ่ม และที่หนักที่สุดคือ ใช้เบอร์โทรศัพท์ “เบอร์เดียวกัน” แทบทั้งลิสต์ และเบอร์นั้น คือเบอร์ของหนึ่งในกรรมการสมาคม ที่เป็นผู้บริหารบริษัทจำหน่ายสลากกินแบ่งด้วยตัวเอง

ถามแบบนี้ผิดหรือไม่

นายธนเดช กล่าวว่า ชัดเจนมาก ว่าโควตาที่ควรเป็นสิทธิของนักกีฬาพิการผู้บกพร่องทางการมองเห็น ถูกพรากไป รวมศูนย์ รวบขาย เป็นระบบ โดยใช้ “ผู้พิการ”เป็นฉากหน้า พร้อมตั้งคำถามด้วยว่า แบบนี้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่? ผิดศีลธรรมไหม? ผิดคุณธรรมไหม? แล้วผิดกฎหมายไหม? ซึ่งอยากทราบว่า รมว.คลังจะทำอย่างไรต่อไป และผอ.กองสลากจะเงียบอีกนานแค่ไหน?

เปิดต่อจนกว่าความยุติธรรมกลับคืน

นายธนเดช ตั้งคำถามด้วยว่า จะปล่อยให้คนที่สมควรได้รับสิทธิจริง ๆ เดือดร้อนต่อไปอีกหรือ? นี่แค่ส่วนหนึ่งหลักฐานยังมีอีกมาก “ผมพร้อมเปิดต่อ เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องการเมืองที่ผมจะไปไล่ล่าใคร แต่คือ การทวงคืนสิทธิของผู้พิการที่ถูกเอาเปรียบ และผมจะไม่หยุด จนกว่าความยุติธรรมจะกลับมาสู่มือคนที่สมควรได้จริง ๆ”

ธนเดช ขุดคุ้ยโควตาสลากคนตาบอด พบพิรุธ!

ความคืบหน้าล่าสุดของเรื่องโควตาสลากคนตาบอด

จากกรณีที่นายธนเดช เพ็งสุข ส.ส.กทม. ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับรายชื่อผู้ได้รับโควตาสลากคนตาบอดของสมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศไทย ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพบว่ารายชื่อส่วนใหญ่ที่ได้รับโควตานั้น ไม่ใช่นักกีฬาคนตาบอดจริง ๆ แต่กลับเป็นบุคคลทั่วไปที่มีนามสกุลซ้ำกัน และใช้เบอร์โทรศัพท์เดียวกัน ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีการนำโควตาเหล่านี้ไปแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่

เรื่องนี้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรที่ควรจะช่วยเหลือและสนับสนุนผู้พิการทางการมองเห็นเป็นอย่างมาก การที่สิทธิของพวกเขาถูกพรากไปและถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจและควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไป

สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปจากนี้คือ การดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ผู้อำนวยการกองสลาก ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรกับเรื่องนี้ จะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและลงโทษผู้กระทำผิดหรือไม่ และจะมีการปรับปรุงแก้ไขระบบการจัดสรรโควตาสลากให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้นได้อย่างไร

นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการให้ความสำคัญกับการเยียวยาและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้พิการทางการมองเห็น การสร้างความมั่นใจให้กับพวกเขาว่าสิทธิของพวกเขาจะได้รับการปกป้องและดูแลอย่างเต็มที่ และจะไม่มีใครสามารถเอาเปรียบพวกเขาได้อีกต่อไป

การแก้ไขปัญหาโควตาสลากคนตาบอดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการลงโทษผู้กระทำผิด แต่เป็นการสร้างระบบที่โปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต และเพื่อให้ผู้พิการทางการมองเห็นได้รับสิทธิที่พวกเขาสมควรได้รับอย่างแท้จริง

ที่มา – “ธนเดช” ไม่ปล่อยเดินหน้าขุดคุ้ยโควตาสลากของสมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศ พบไม่ใช่นักกีฬา นามสกุลซ้ำ

“อนุทิน” ร้องหือ-ส่ายหัว บอกกินข้าวกับ “ปลัดป๊อป” ก็เป็นข่าว

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยข่าวสารลือกันไปมา บ่อยครั้งที่ภาพถ่ายธรรมดาๆ สามารถกลายเป็นประเด็นร้อนได้อย่างรวดเร็ว ล่าสุด “อนุทิน” ร้องหือ-ส่ายหัว บอกแค่กินข้าวกับ “ปลัดป๊อป” ก็เป็นข่าว ทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่านี่คือสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงอะไรในกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ วันนี้เราจะมาพูดคุยถึงเหตุการณ์นี้แบบเป็นกันเอง พร้อมวิเคราะห์เบื้องหลังที่อาจซ่อนอยู่

“อนุทิน” ร้องหือ-ส่ายหัว บอกแค่กินข้าวกับ “ปลัดป๊อป” ก็เป็นข่าว

วันที่ 28 กันยายน 2568 ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเกี่ยวกับภาพที่ปรากฏในโซเชียลมีเดีย ขณะที่ท่านกำลังรับประทานห่านพะโล้ที่ร้านฉั่ว คิม เฮง ร่วมกับนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ปลัดป๊อป” ปลัดกระทรวงมหาดไทย

เมื่อถูกถามถึงภาพดังกล่าว นายอนุทินแสดงสีหน้าร้องหือพร้อมส่ายหัว ก่อนจะตอบแบบตรงไปตรงมาว่า “ก็แค่ภาพกินข้าว มันต้องกินข้าวหรือเปล่า พอกินข้าวเสร็จก็ไปทำงาน” คำตอบนี้สะท้อนถึงสไตล์ของท่านที่เรียบง่าย ไม่ชอบเรื่องยุ่งเหยิง และมุ่งเน้นไปที่การทำงานจริงๆ ไม่ใช่ข่าวลือ

เบื้องหลังการกินข้าวที่กลายเป็นข่าวใหญ่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวการปรับโครงสร้างในกระทรวงมหาดไทยที่กำลังร้อนระอุ หลายคนคาดเดาว่าการที่นายอนุทินไปกินข้าวกับปลัดกระทรวงฯ อาจบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น หรือแม้กระทั่งการกลับมาของ “คู่หูคู่เดิม” ในอดีต แต่ตัวนายอนุทินเองกลับยืนยันชัดเจนว่า การทำงานของท่านยึดหลักประโยชน์ของประชาชนและบ้านเมืองเป็นสำคัญ

ท่านยังถามกลับสื่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า “คุณจะเอาอย่างไรกับที่คนก่อนหน้านี้โยกย้ายแทบจะหมดกระทรวง แล้วได้ประโยชน์อะไรหรือไม่ งานสำเร็จหรือไม่ ผลงานมีหรือไม่” คำถามเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการโยกย้ายข้าราชการที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้า ซึ่งมักถูกมองว่าไม่เป็นธรรมและขาดประสิทธิภาพ ส่งผลให้งานในกระทรวงไม่เดินหน้า

ในยุคของนายอนุทิน การบริหารกระทรวงมหาดไทยจะยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ท่านย้ำว่า “การย้ายใครหรือไม่ย้ายใครไม่ใช่เรื่องหลัก ทุกคนต้องทำงานได้หมด” นี่คือหลักการที่แตกต่างจากอดีต ซึ่งพิสูจน์ได้จากผลงานที่เน้นความโปร่งใสและยุติธรรม

คืนความยุติธรรมให้ข้าราชการที่ถูกย้ายไม่เป็นธรรม

อีกประเด็นสำคัญที่นายอนุทินกล่าวถึงคือการคืนความยุติธรรมให้กับข้าราชการที่เคยถูกโยกย้ายไปอย่างไม่เป็นธรรม ท่านยืนยันว่า “คนที่ไม่ได้รับความยุติธรรมก็จะได้รับความยุติธรรม” แต่เมื่อถูกถามย้ำว่าจะย้ายกลับมาทุกคนหรือไม่ ท่านก็ตอบแบบขบขันว่า “อย่าเอาอะไรมายัดปากผม” แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการตอบคำถามที่อาจถูกตีความเกินจริง

  • หลักการทำงาน: ยึดประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่การเมืองภายใน
  • ปัญหาเก่า: การโยกย้ายที่ไม่โปร่งใส ส่งผลเสียต่อการทำงาน
  • แนวทางใหม่: ส่งเสริมให้ทุกคนทำงานร่วมกันเพื่อผลลัพธ์ที่ดี

จากมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ “อนุทิน” ร้องหือ-ส่ายหัว บอกแค่กินข้าวกับ “ปลัดป๊อป” ก็เป็นข่าว นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของสื่อที่ชอบขยายเรื่องเล็กให้ใหญ่ แต่ในทางกลับกัน มันก็ช่วยให้ประชาชนได้เห็นภาพลักษณ์จริงๆ ของผู้นำที่เรียบง่ายและมุ่งมั่น นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในกระทรวงมหาดไทยที่กำลังมุ่งสู่ความโปร่งใสมากขึ้น หากคุณสนใจข่าวการเมืองแบบนี้ ลองติดตามเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

สุดท้ายแล้ว การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยสีสัน แต่สิ่งที่สำคัญคือผลงานที่จับต้องได้ หากนายอนุทินสามารถคืนความยุติธรรมและขับเคลื่อนงานได้จริง ประชาชนอย่างเราก็คงได้ประโยชน์เต็มๆ

ที่มา – “อนุทิน” ร้องหือ-ส่ายหัว บอกแค่กินข้าวกับ “ปลัดป๊อป” ก็เป็นข่าว

“ทวี” ให้กำลังใจ ครม.ใหม่ ไม่ห่วงคดีฮั้วสว.

“ทวี” ให้กำลังใจ ครม.ใหม่ บอก ยินดีให้คำปรึกษา ไม่ห่วงคดีฮั้วสว.-เขากระโดง ลุยใช้กลไกสภาตรวจสอบ ให้กำลังใจข้าราชการดีเอสไอ

เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 9 ก.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงหน้าตารัฐมนตรีใหม่ตามที่เป็นข่าวออกมาในขณะนี้ว่า ขอให้กำลังใจ อยากให้มี ครม.เร็วๆ ส่วน ครม.เก่า ซึ่งอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ขอวิจารณ์อะไร เพราะไม่รู้ว่ามีใครเป็นรัฐมนตรีบ้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นห่วงคดีต่างๆ ในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทั้งคดีฮั้ว สว. และคดีเขากระโดง จะเดินหน้าต่อหรือสะดุดหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ไม่เป็นห่วง เชื่อว่านายกฯคนใหม่คงจะตั้งรัฐมนตรีมาดู ที่สำคัญ ฝ่ายบริหารโดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรมอาจจะเป็นกระทรวงที่มีอำนาจน้อยที่สุด เนื่องจากทุกหน่วยงานถูกกำกับโดยกฎหมาย ซึ่งในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่าจะต้องมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ และยังบัญญัติเป็นข้อใหญ่ไว้ด้วยว่าบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมต้องมีหลักประกันไม่ถูกแทรกแซง หรือครอบงำ แม้แต่คนที่เป็นรัฐมนตรีทำได้เพียงบริหารงานให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม คือทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ จะต้องไม่ใช้กฎหมายอยู่เหนือความยุติธรรม

ยินดีให้คำปรึกษาว่าที่รัฐมนตรี

เมื่อถามว่า ห่วงเรื่องการจะมาแก้แค้นอะไรหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ไม่มีหรอก เพราะเป็นรัฐบาลที่มาอยู่ 4 เดือน วันนี้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจตรวจสอบ และเชื่อว่าจะร่วมกันทำงานมากกว่า ตนในฐานะฝ่ายค้านจะค้านแบบสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในส่วนของพรรคประชาชาติ เราเป็นประธานกรรมาธิการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ซึ่งเราต้องทำความยุติธรรมให้อยู่ภายใต้หลักนิติธรรม ไม่มีความห่วงใย และยินดีจะให้คำปรึกษาถ้าเป็นเรื่องของอะไรที่ทำให้ประชาชนมีความสุขขึ้น

มั่นใจขรก.ยุติธรรมมีคุณธรรม

เมื่อถามว่า อยากฝากอะไรถึงรัฐมนตรีคนใหม่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า คงไม่ฝาก และเชื่อว่านายกฯจะเลือกบุคคลที่มีความเพียบพร้อมอยู่แล้ว เนื่องจากเวลามีน้อย และในการทำงานของกระบวนการยุติธรรมต่างๆ มันจะมีรัฐธรรมนูญและกฎหมายกำกับไว้ และบุคลากรในกระทรวงยุติธรรมก็เป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และมีคุณธรรมอยู่แล้ว

ให้กำลังใจขรก.ดีเอสไอ

เมื่อถามอีกว่า เป็นห่วงบรรดาข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการในดีเอสไอที่ทำคดีฮั้ว สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งอาจจะถูกโยกย้ายหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า เราให้กำลังใจเขา แต่คงไม่เข้าไปแสดงความเห็นอะไร เพราะมีสภาอยู่แล้ว และสภาตอนนี้มีฝ่ายค้านเสียงข้างมาก ซึ่งเราอาจจะต้องทำหน้าที่ค้านเพื่อประชาชนให้มากขึ้น เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่าฝ่ายค้านจะมีการจับตาดูการทำงานของรัฐบาลเป็นพิเศษใช่หรือไม่ เพราะอาจจะมีการดึงเรื่องคดีต่างๆ ที่ค้างอยู่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ฝ่ายค้านก็คงทำหน้าที่สนับสนุนให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลักนิติธรรม

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยแสดงความเห็นว่าขอให้กำลังใจและพร้อมให้คำปรึกษาหากได้รับการร้องขอ ประเด็นที่น่าสนใจคือ พ.ต.อ.ทวี ไม่ได้แสดงความกังวลต่อคดีความต่างๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นคดีฮั้ว สว. หรือคดีเขากระโดง

“ทวี” ให้กำลังใจ ครม.ใหม่ ไม่ห่วงคดีฮั้วสว.-เขากระโดง ลุยใช้กลไกสภาตรวจสอบ

พ.ต.อ.ทวี ยังกล่าวถึงบทบาทของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมและหลักนิติธรรม พรรคประชาชาติในฐานะประธานกรรมาธิการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ประเด็นสำคัญ: “ทวี” ให้กำลังใจ ครม.ใหม่ และพร้อมตรวจสอบการทำงาน

จากการสัมภาษณ์ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • ให้กำลังใจคณะรัฐมนตรีชุดใหม่และพร้อมให้คำปรึกษา
  • ไม่กังวลต่อคดีความต่างๆ ในดีเอสไอ
  • พร้อมตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลผ่านกลไกสภา

นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังได้ให้กำลังใจข้าราชการในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยเฉพาะผู้ที่ทำคดีฮั้ว สว. และคดีเขากระโดง ซึ่งอาจมีความกังวลเกี่ยวกับการโยกย้ายตำแหน่ง

การออกมาให้กำลังใจ ครม.ใหม่ ไม่ห่วงคดีฮั้วสว. ของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ โดยพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการพัฒนาประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเพื่อให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม

โดยรวมแล้ว ท่าทีของ พ.ต.อ.ทวี ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการเมืองไทยที่ต้องการความร่วมมือและความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

ที่มา – “ทวี” ให้กำลังใจ ครม.ใหม่ ไม่ห่วงคดีฮั้วสว.-เขากระโดง ลุยใช้กลไกสภาตรวจสอบ

Scroll to top