คุณภาพชีวิตประชาชน

มัลลิกาลุยมักกะสัน ประกาศวาระสวนสาธารณะ 50 เขต

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ มาฝากกันค่ะ เชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งคำถามว่า ทำไมกรุงเทพฯ ถึงมีพื้นที่รกร้างว่างเปล่าเยอะจัง ทั้งที่จริงๆ แล้วเราสามารถนำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมได้มากยิ่งขึ้น ล่าสุด มัลลิกาลุยมักกะสัน ประกาศวาระสวนสาธารณะ 50 เขต เพื่อเปลี่ยนที่ดินไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้กลายเป็นปอดแห่งใหม่ของคนกรุงค่ะ

มัลลิกาลุยมักกะสัน ประกาศวาระสวนสาธารณะ 50 เขต เปลี่ยนกรุงให้เขียว

ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ได้ลงพื้นที่ย่านมักกะสันเพื่อสำรวจพื้นที่รกร้างกว่า 140 ไร่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยมองเห็นศักยภาพที่จะเปลี่ยนพื้นที่เหล่านี้ให้เป็นสวนสาธารณะ สวนสุขภาพ หรือแม้แต่ลานกิจกรรมสำหรับชุมชน แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดแค่ที่มักกะสันเท่านั้น แต่เป็นการผลักดันโมเดลใหม่ทั่วทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ทุกคนได้เข้าถึงพื้นที่สีเขียวได้ง่ายขึ้น

ทำไมเราถึงต้องการ สวนสาธารณะ 50 เขต?

ปัจจุบันกรุงเทพฯ ตกอยู่ในสภาวะเกาะความร้อน (Urban Heat Island) และขาดแคลนพื้นที่สีเขียวเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร การที่ มัลลิกา ลุยมักกะสัน ประกาศวาระสวนสาธารณะ 50 เขต จึงเป็นการตอบโจทย์ที่ตรงจุดที่สุด เพราะการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีเริ่มต้นได้ที่การมีสวนใกล้บ้าน การมีพื้นที่ออกกำลังกาย และพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจในระยะที่เดินถึง

แนวทางการดำเนินงานที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • ขอความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐ เช่น การรถไฟฯ และที่ราชพัสดุ ในการใช้พื้นที่ว่างเปล่า
  • การบริหารจัดการแบบสร้างสรรค์ให้หน่วยงานท้องถิ่นเช่าใช้พื้นที่เพื่อสาธารณประโยชน์
  • สร้างฐานข้อมูลพื้นที่สีเขียวกลางเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้
  • เน้นการกระจายความเจริญและพื้นที่พักผ่อนให้เท่าเทียมในทุกเขต

หากนโยบายนี้เกิดขึ้นจริง เราจะได้เห็นที่ดินร้างที่เคยเป็นแหล่งสะสมขยะหรือที่ดินว่างเปล่าเปลี่ยนโฉมหน้าไปเป็นพื้นที่ที่สวยงามน่าอยู่มากขึ้น นอกจากจะช่วยเรื่องสุขภาพกายและใจแล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่พื้นที่โดยรอบอีกด้วย

ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่ายินดีสำหรับคนกรุงที่โหยหาธรรมชาติท่ามกลางป่าคอนกรีต เรามาร่วมลุ้นและติดตามกันต่อไปค่ะว่า แผนงานที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะสำรวจพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ ให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือนนั้นจะทำได้สำเร็จแค่ไหน เพราะเชื่อเหลือเกินว่าถ้ากรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น คุณภาพชีวิตของพวกเราทุกคนจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ

ที่มา – “มัลลิกา” ลุยมักกะสัน ตรวจป่ารกร้าง 140 ไร่ ประกาศวาระ “สวนสาธารณะ 50 เขต”

“เท้ง” ชี้สนาม กทม.คือฝันใหญ่พรรคประชาชน ปลุกกาเพื่อเปลี่ยน

เชื่อว่าพี่น้องชาวกรุงเทพฯ หลายคนคงได้ยินกระแสความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองในขณะนี้ เมื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาประกาศชัดเจนว่า “เท้ง” ชี้สนาม กทม.คือฝันใหญ่พรรคประชาชน ปลุกกาเพื่อเปลี่ยน เพื่อมุ่งเน้นการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง ผ่านการสนับสนุน ดร.โจ และ สก. จากพรรคประชาชน ในวันเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้

“เท้ง” ชี้สนาม กทม.คือฝันใหญ่พรรคประชาชน ปลุกกาเพื่อเปลี่ยน

การเลือกตั้งท้องถิ่นในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเลือกพ่อเมืองคนใหม่ แต่คือการผลักดันวาระการเมืองที่ก้าวหน้า นายณัฐพงษ์ย้ำเสมอว่า พรรคประชาชนมีความมุ่งมั่นที่จะรื้อระบบงบประมาณแสนล้านให้โปร่งใส และการที่ “เท้ง” ชี้สนาม กทม.คือฝันใหญ่พรรคประชาชน ปลุกกาเพื่อเปลี่ยน นั้น สะท้อนให้เห็นว่าพรรคไม่ได้มองแค่เรื่องงบประมาณพื้นฐาน แต่พยายามผลักดันการเลือกตั้งระดับเขตเพื่อให้ตัวแทนประชาชนเข้าไปจัดการปัญหาที่ฝังรากลึกอย่าง “ส่วย” และความไม่โปร่งใสในระดับเขตโดยตรง

เหตุผลที่ต้องเลือก ดร.โจ และ สก. พรรคประชาชน

การทำงานของพรรคประชาชนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายสมรสเท่าเทียมหรือการปฏิรูปกองทัพ พิสูจน์แล้วว่าหากเราฝันใหญ่และลงมือทำอย่างจริงจัง ประชาชนจะอยู่เคียงข้างเสมอ การที่จะเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่ “แคร์คน” ได้นั้น จำเป็นต้องมีกระบวนการดังนี้:

  • การบริหารที่มืออาชีพ: ดร.โจและทีมงานพร้อมเข้ามาทำงานทันทีโดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน
  • ความโปร่งใสของสภากทม.: สก.จากพรรคประชาชนจะเป็นกุญแจสำคัญในการตรวจสอบการอนุมัติงบแสนล้าน
  • การแก้ไขปัญหาส่วยอย่างเป็นรูปธรรม: ขจัดการเรียกรับผลประโยชน์ที่ทำให้พ่อค้าแม่ค้าเดือดร้อน

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ยังทิ้งท้ายด้วยประสบการณ์ขำๆ กรณีไมโครโฟนดับกลางงาน โดยเปรียบเทียบว่า “สายไมค์เปราะบางเหมือนการเมืองไทย สะกิดนิดเดียวคดีก็มา” ซึ่งสร้างเสียงหัวเราะและเตือนสติให้เห็นถึงความท้าทายที่พรรคต้องเผชิญ อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจยังคงแน่วแน่ว่าการกากบาทเลือกพรรคประชาชนคือการกากบาทเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของคนเมือง

หากเราต้องการเห็นระบบราชการที่ใช้งานดิจิทัลได้จริง มากกว่าแค่แอปพลิเคชันที่ล่มบ่อย และต้องการให้เงินภาษีแสนล้านถูกใช้ไปในทางที่เกิดประโยชน์กับคนตัวเล็กตัวน้อยที่สุด นี่คือโอกาสที่เราจะร่วมกันเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับกรุงเทพมหานคร ขอเชิญชวนพี่น้องชาวกทม. ออกไปใช้สิทธิ์เลือกผู้บริหารเมืองที่มีวิสัยทัศน์และการเมืองที่โปร่งใสไปด้วยกันครับ!

ที่มา – “เท้ง” ชี้สนาม กทม.คือฝันใหญ่พรรคประชาชน ปลุกกาเพื่อเปลี่ยน เลือก “ดร.โจ-สก.ปชน.” แก้ส่วย

มัลลิกา เปิดยุทธศาสตร์ ดูแลกว่า 2,000 ชุมชนทั่วกรุงเทพฯ

เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ หลายคนกำลังมองหาความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ในวันนี้เราจะมาพูดถึงวิสัยทัศน์ที่คุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ได้นำเสนอผ่านแคมเปญหาเสียง ซึ่งน่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็น “มัลลิกา” เปิดยุทธศาสตร์ ดูแลกว่า 2,000 ชุมชนทั่วกรุงเทพฯ ชู “สะอาด สว่าง ปลอดภัย” ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนเมืองทุกคนในทุกระดับ

“มัลลิกา” เปิดยุทธศาสตร์ ดูแลกว่า 2,000 ชุมชนทั่วกรุงเทพฯ ชู “สะอาด สว่าง ปลอดภัย”

จากการลงพื้นที่จริงในหลายเขต ไม่ว่าจะเป็นเขตราชเทวีหรือพญาไท ปัญหาเรื่องความปลอดภัยและการใช้ชีวิตประจำวันยังคงเป็นเรื่องใหญ่ คุณมัลลิกาจึงได้หยิบยกยุทธศาสตร์ที่จะเข้ามาจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้กรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่เมืองผ่าน แต่เป็นเมืองที่ทุกคนอยู่ได้อย่างสบายใจตลอด 24 ชั่วโมง

รายละเอียดเชิงลึกของกลยุทธ์ “มัลลิกา” เปิดยุทธศาสตร์ ดูแลกว่า 2,000 ชุมชนทั่วกรุงเทพฯ ชู “สะอาด สว่าง ปลอดภัย”

ยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้มีแค่คำนิยามที่สวยหรู แต่มาพร้อมแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ดังนี้:

  • เพิ่มไฟส่องสว่าง LED: แก้ปัญหาจุดมืดในซอยลึกและพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้คนทำงานกลางคืนและผู้สูงอายุเดินได้อย่างมั่นใจ
  • ใช้ AI และ Smart City: ยกระดับการตรวจจับปัญหาด้วยระบบอัจฉริยะแบบเรียลไทม์
  • กล้องวงจรปิดอัจฉริยะ: เชื่อมโยงทุกระบบเข้าสู่ศูนย์ควบคุมกลาง เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็ว
  • ปรับปรุงสภาพแวดล้อม: เน้นความสะอาด เป็นระเบียบ ลดขยะสะสมในชุมชน
  • หนุนเศรษฐกิจชุมชน: ส่งเสริมพื้นที่ทำมาหากินให้ประชาชนมีรายได้มั่นคง
  • มีส่วนร่วมจากคนในพื้นที่: ให้ชาวบ้านมีสิทธิ์กำหนดแผนพัฒนาด้วยตัวเอง

ด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ทั้งเด็ก สตรี และผู้สูงอายุ ยุทธศาสตร์นี้จึงเป็นเหมือนแสงสว่างที่แสดงให้เห็นว่าเสียงของชุมชนคือหัวใจสำคัญของการทำงานในอนาคต หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเห็นเมืองเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น การทำความเข้าใจแผนงานระดับฐานรากเช่นนี้คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดครับ

คุณล่ะ คิดอย่างไรกับแนวคิดนี้? หากเทคโนโลยีร่วมกับการบริหารจัดการที่ใส่ใจถูกนำมาใช้จริง เชื่อว่าชุมชนทั่วกรุงเทพฯ จะเข้มแข็งและน่าอยู่ขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา – “มัลลิกา” เปิดยุทธศาสตร์ ดูแลกว่า 2,000 ชุมชนทั่วกรุงเทพฯ ชู “สะอาด สว่าง ปลอดภัย”

“ชัชวาลล์” จี้ กทม. เร่งสางปมระบบบำบัดน้ำเสียฝั่งธนฯ

“ชัชวาลล์” จี้ กทม. เร่งสางปมระบบบำบัดน้ำเสียฝั่งธนฯ

ปัญหาน้ำเน่าเสียและขยะสะสมในพื้นที่ฝั่งธนบุรีกลายเป็นประเด็นร้อนที่ชาวบ้านต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ล่าสุด นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาเคลื่อนไหวด้วยการ“ชัชวาลล์” จี้ กทม. เร่งสางปมระบบบำบัดน้ำเสียฝั่งธนฯ เพื่อทวงถามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียที่ล่าช้าจนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างหนัก

ผลกระทบจากการจัดการน้ำเน่าเสียที่ล้มเหลวในพื้นที่ธนบุรี

โครงการดังกล่าวเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2565 โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพน้ำในเขตบางพลัดและบางกอกน้อย แต่กลับกลายเป็นว่าชาวบ้านต้องทนอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม นายชัชวาลล์จึงยืนยันว่าการที่ประชาชนทนแบกรับน้ำเน่ามานานนั้นไม่ใช่เรื่องที่หน่วยงานรัฐจะเพิกเฉยได้ โดยปัญหาหลักที่พบเจอมีดังนี้:

  • กลิ่นเหม็นรบกวน: น้ำเสียที่ไหลเวียนไม่ได้ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงตลอดทั้งวัน
  • แหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย: น้ำนิ่งขังและขยะสะสมทำให้ยุงระบาด นำไปสู่ความเสี่ยงต่อโรคไข้เลือดออก
  • น้ำท่วมขัง: เมื่อฝนตกน้ำไม่สามารถระบายได้ทัน ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังในชุมชน

แม้ทางสำนักงานเขตจะเข้ามาช่วยฉีดพ่นหมอกควันบ้าง แต่ชาวบ้านมองว่านี่คือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น การดำเนินการที่ล่าช้าทำให้ภาพรวมของ “ชัชวาลล์” จี้ กทม. เร่งสางปมระบบบำบัดน้ำเสียฝั่งธนฯ กลายเป็นกระแสกดดันให้ กทม. ต้องออกมารับผิดชอบต่อความล่าช้าที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าเดิม

ความต้องการจากประชาชนต่อ กทม.

นายชัชวาลล์เสนอให้ กทม. เปิดเผยแผนงานแบบรายคลองและรายซอย เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่สามารถติดตามตรวจสอบความคืบหน้าได้ชัดเจน ซึ่งถ้าหากโครงการไม่เป็นไปตามกรอบเวลาเดิม กทม. จำเป็นต้องมีมาตรการบรรเทาทุกข์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าปัจจุบัน เพื่อลดภาระสุขภาพอนามัยของคนในพื้นที่

โดยสรุปแล้ว การที่ “ชัชวาลล์” จี้ กทม. เร่งสางปมระบบบำบัดน้ำเสียฝั่งธนฯ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่แท้จริง เราหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรีบเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ก่อนที่สถานการณ์ทางสุขอนามัยของคนฝั่งธนฯ จะเลวร้ายไปมากกว่านี้

ที่มา – “ชัชวาลล์” จี้ กทม. เร่งสางปมระบบบำบัดน้ำเสียฝั่งธนฯ ชาวบ้านสุดทนแบกรับน้ำเน่า-ยุงระบาด

โครงการโชว์ภูมิ พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

โครงการโชว์ภูมิ พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับการขับเคลื่อนสังคมไทยมาฝากกัน เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ แต่ล่าสุดมีการยกระดับไปอีกขั้นกับการเปิดหลักสูตรนักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่ ภายใต้โครงการโชว์ภูมิ พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ที่มุ่งเน้นการสร้างคนรุ่นใหม่มาเป็นหัวหอกในการพัฒนาท้องถิ่นให้เข้มแข็งจากภายในสู่ภายนอกครับ

จุดเริ่มต้นของโครงการโชว์ภูมิ พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

สำหรับโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากบุคคลระดับแถวหน้าของประเทศ นำโดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และคุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ซึ่งมีความมุ่งมั่นตั้งใจให้โครงการโชว์ภูมิ พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน เป็นกลไกสำคัญในการสร้างนักพัฒนาชุมชนระดับอำเภอทั่วประเทศ เพื่อให้คนเหล่านี้กลายเป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่คนในพื้นที่อย่างมั่นคง

เป้าหมายหลักของหลักสูตรนี้คือการสร้างองค์ความรู้ที่ใช้งานได้จริง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • การดึงศักยภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม
  • การใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเข็มทิศในการดำเนินงาน
  • การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชนและภาคธุรกิจ
  • การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับฐานรากให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ด้วยหัวใจของหลักสูตรที่เน้นการปฏิบัติและเข้าถึงปัญหาจริง เชื่อเถอะครับว่าบุคลากรที่ผ่านการอบรมในครั้งนี้ จะกลายเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจระดับฐานรากของไทยให้น่าอยู่และยั่งยืนยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

หากเรามองในมุมของความยั่งยืน การที่คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจและลงมือพัฒนาชุมชนของตัวเอง ไม่ใช่แค่การรักษารากเหง้าเดิมเอาไว้เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดช่องทางใหม่ให้เศรษฐกิจท้องถิ่นก้าวทันโลกยุคดิจิทัลโดยไม่ทิ้งรากฐานดั้งเดิมครับ การมีนักพัฒนาชุมชนที่เข้าใจถึงบริบทสังคมอย่างแท้จริงจะช่วยปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำและสร้างอนาคตที่สดใสให้กับประเทศของเราได้อย่างแน่นอน

ที่มา – เปิดหลักสูตรนักพัฒนาชุมชนพอเพียงรุ่นใหม่ โครงการ “โชว์ภูมิ” มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

“ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง

“ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดกระแสความคึกคักอย่างมากในพื้นที่ชลบุรี เมื่อ “ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง โดยชูประเด็นสำคัญว่าการมี สส. ในสภาฯ เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องยกระดับการเปลี่ยนการเมืองท้องถิ่นเพื่อให้การแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานและการยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนเกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม

การลงพื้นที่ครั้งนี้ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ร่วมเดินรณรงค์พบปะพี่น้องประชาชนตั้งแต่บริเวณชายหาดพัทยา ไปจนถึงชุมชนประมงพื้นบ้าน โดยมีเป้าหมายหลักในการสนับสนุน “อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร” ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา เบอร์ 1 ให้เข้ามาเป็นตัวแทนในการบริหารเมือง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่เน้นประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

ทำไมการเมืองท้องถิ่นจึงสำคัญ?

จากการรับฟังปัญหาตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถติด น้ำท่วม หรือปัญหาการรีดไถ “ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง ย้ำชัดว่าปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ท้องถิ่นต้องจัดการเองได้ หากบริหารจัดการด้วยความโปร่งใส จะเป็นการลดต้นทุนให้กับประชาชนและเพิ่มโอกาสในการทำมาหากินอย่างยั่งยืน โดยพรรคประชาชนมีนโยบายหลักในการผลักดันประเด็นต่างๆ ดังนี้:

  • การกระจายรายได้: สนับสนุนให้ผู้ค้ารายย่อยได้รับโอกาสเข้าถึงพื้นที่การค้าอย่างเท่าเทียม
  • การแก้ไขปัญหาโครงสร้าง: จัดการเรื่องระบายน้ำและการจราจรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การบริหารที่โปร่งใส: ปราบปรามส่วยและสินบนเพื่อให้งบประมาณเมืองพัทยาถูกใช้ไปเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ด้านนายอิทธิวัฒน์เองก็ได้ระบุว่า หัวใจสำคัญของการทำงานคือการทำให้ทุกคนมีโอกาสเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ขยะ หรือเรื่องพื้นฐานต่างๆ ทีมพัทยาพรรคประชาชนพร้อมที่จะเข้ามาเปลี่ยนเมืองพัทยาให้เป็นเมืองที่น่าอยู่และเอื้อต่อการประกอบธุรกิจของทุกคน ไม่ใช่แค่กลุ่มทุนใหญ่เพียงอย่างเดียว

การที่ “ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่า พรรคประชาชนมุ่งมั่นที่จะไม่ทิ้งพื้นที่ท้องถิ่น เพราะเมื่อการเมืองท้องถิ่นเปลี่ยน การเมืองระดับชาติก็จะเข้มแข็งขึ้นตามไปด้วย เชื่อว่าพี่น้องชาวพัทยาจะได้รับทางเลือกใหม่ในการตัดสินใจเลือกผู้ที่จะเข้ามาพัฒนาเมืองของพวกเขาให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเห็นพัทยาเปลี่ยนแปลง ร่วมติดตามและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

ที่มา – “ศิริกัญญา” ลุยหาเสียงพัทยา หนุน “อิทธิวัฒน์” นั่งนายกเมือง ย้ำต้องเปลี่ยนการเมืองท้องถิ่นด้วย

MRT 4 สายร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เริ่ม 1 มิ.ย. 69

ข่าวดีสำหรับชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ต้องใช้บริการรถไฟฟ้าเป็นประจำครับ เพราะรัฐบาลเตรียมเดินหน้าเต็มสูบกับมาตรการช่วยลดค่าครองชีพด้วยโครงการ รัฐบาลดัน MRT 4 สายเข้า “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ช่วยจ่ายค่าโดยสาร 60% เริ่ม 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69 เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางในทุกๆ วันของคุณ

รัฐบาลดัน MRT 4 สายเข้า “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ช่วยจ่ายค่าโดยสาร 60% เริ่ม 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ประกาศข่าวดีให้ประชาชนทราบว่า ขณะนี้ได้มีการเตรียมระบบเพื่อรองรับการใช้งานโครงการ รัฐบาลดัน MRT 4 สายเข้า “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ช่วยจ่ายค่าโดยสาร 60% เริ่ม 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69 อย่างเป็นทางการ ซึ่งครอบคลุมรถไฟฟ้า MRT ทั้ง 4 สายหลัก ได้แก่ สายสีน้ำเงิน, สายสีม่วง, สายสีเหลือง และสายสีชมพู โดยมีรายละเอียดเงื่อนไขที่คุณควรทราบดังนี้ครับ:

วิธีใช้สิทธิ์โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40

  • รัฐบาลร่วมจ่ายค่าโดยสารให้ 60% ส่วนคุณจ่ายเองเพียง 40%
  • จำกัดวงเงินสนับสนุนสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน
  • จำกัดวงเงินสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน
  • ใช้งานง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
  • ใช้ซื้อตั๋วเที่ยวเดียว (Single Journey Ticket) ได้ที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารทุกสถานี

มาตรการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า แต่ยังสนับสนุนให้ทุกคนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีทั้งต่อการลดมลพิษในอากาศและลดความแออัดบนท้องถนนในชั่วโมงเร่งด่วนอีกด้วย สำหรับใครที่ยังไม่มีแอปเป๋าตัง อย่าลืมรีบไปดาวน์โหลดและยืนยันตัวตนไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่จะได้ไม่พลาดสิทธิ์จากโครงการ รัฐบาลดัน MRT 4 สายเข้า “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ช่วยจ่ายค่าโดยสาร 60% เริ่ม 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69 ในครั้งนี้

ส่วนตัวผมมองว่าโครงการนี้เป็นนโยบายที่จับต้องได้จริงและตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองอย่างมาก หวังว่ารัฐบาลจะขยายโครงการดีๆ แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนในระยะยาวครับ หากใครมีข้อสงสัยเพิ่มเติม อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ประจำสถานีหรือผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของ MRT ได้เลยครับ

ที่มา – รัฐบาลดัน MRT 4 สายเข้า “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ช่วยจ่ายค่าโดยสาร 60% เริ่ม 1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 69

นายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่ง

เชื่อว่าหลายคนคงทราบข่าวกันแล้วว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีเหตุการณ์สำคัญทางการทูตเกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้มาอัปเดตความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ยังคงแน่นแฟ้นและก้าวไกลไปอีกขั้น

นายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่ง

เหตุการณ์การเข้าเยี่ยมคารวะในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การอำลาตำแหน่งตามวาระปกติ แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงความร่วมมือที่ยาวนาน โดยท่านนายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่ง นายแร็มโก โยฮันเนิส ฟัน ไวน์คาร์เดิน ณ ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อหารือถึงทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างไทยและเนเธอร์แลนด์ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง

ศักยภาพของไทยในสายตานักลงทุนเนเธอร์แลนด์

ทางเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ได้แสดงความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยคือพันธมิตรที่สำคัญ โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น:

  • อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีชิปขั้นสูง
  • ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงทั่วภูมิภาค
  • อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่

ความสำเร็จจากการที่นายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่งในครั้งนี้ ยังสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในแง่การจ้างงานและการยกระดับทักษะแรงงานไทย เพื่อเตรียมพร้อมรับการลงทุนจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปอย่างเต็มที่ครับ

ในส่วนของรัฐบาลเอง ก็กำลังเร่งเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ OECD เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งนี่ถือเป็นข่าวดีที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจบ้านเราให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

บทสรุปของเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นภาพลักษณ์ที่ดีในระดับมหภาค แต่ยังเป็นสัญญาณบวกที่ว่าประเทศไทยกำลังก้าวไปข้างหน้าในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของนักลงทุนทั่วโลก สำหรับใครที่สนใจข่าวสารเศรษฐกิจ ก็อย่าลืมติดตามการอัปเดตจากทางเว็บไซต์รัฐบาลอย่างใกล้ชิดนะครับ เพราะเชื่อว่ายังมีนโยบายดีๆ และข่าวสารน่าสนใจแบบนี้ออกมาให้เราได้ติดตามกันอีกแน่นอน

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ต้อนรับเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์อำลาตำแหน่ง

“ชัยวัฒน์” ประกาศเป็นผู้ว่าฯ กทม. คิวแรกสางปมกลิ่นโรงขยะอ่อนนุชและสิทธิบัตรทอง

“ชัยวัฒน์” ประกาศเป็นผู้ว่าฯ กทม. คิวแรกสางปมกลิ่นโรงขยะอ่อนนุชและสิทธิบัตรทอง ถือเป็นข่าวร้อนที่คนกรุงเทพฯ กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจากพรรคประชาชน ได้แถลงวิสัยทัศน์ภายใต้แคมเปญ “กรุงเทพง่ายๆ” เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 เพื่อตอบโจทย์ปัญหาชีวิตประจำวันของประชาชนในเมืองหลวง

“ชัยวัฒน์” ประกาศเป็นผู้ว่าฯ กทม. คิวแรกสางปมกลิ่นโรงขยะอ่อนนุชและสิทธิบัตรทอง

ในงานแถลงครั้งนี้ นายชัยวัฒน์ได้เน้นย้ำถึงวาระเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขทันทีหากได้รับเลือกตั้ง โดยเฉพาะปัญหากลิ่นเหม็นจากโรงขยะอ่อนนุชที่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านกว่า 4 แสนคนในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ตรงของผู้ว่าฯ กทม. โดยตรง นอกจากนี้ยังมุ่งยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุขให้รองรับผู้ใช้สิทธิบัตรทองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนยุ่งยากในการรักษาพยาบาล เช่น ปัญหาใบส่งตัวที่เป็นอุปสรรคใหญ่

วิสัยทัศน์ “กรุงเทพง่ายๆ” และนโยบาย 4 ง่าย

วิสัยทัศน์หลักคือ “กรุงเทพง่ายๆ” ที่มุ่งคืนเวลาสู่ประชาชนจากการถูกเมือง “ขโมยเวลา” ไปกับค่าครองชีพ การเดินทาง และสวัสดิการ โดยเสนอนโยบาย “4 ง่าย” ได้แก่ ง่ายในการเดินทาง ง่ายในการรักษา ง่ายในการอยู่อาศัย และง่ายในการทำมาหากิน พร้อมทีม ส.ก. ครบ 50 เขตเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อน

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการผลักดันร่าง พ.ร.บ.กทม. ฉบับใหม่ เปลี่ยนระบบบริหารจาก Positive List (ทำได้เฉพาะที่กฎหมายกำหนด) เป็น Negative List (ทำได้ทุกอย่างยกเว้นที่ห้าม) เพื่อให้ กทม. มีอำนาจตัดสินใจเบ็ดเสร็จในเรื่องสำคัญ เช่น จัดการสิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรคผ่านศูนย์สุขภาพของ กทม. และขยายรถเมล์ในถนนสายใหม่ๆ ที่ปัจจุบันยังไม่เต็มประสิทธิภาพ

เมกะโปรเจกต์พลิกฟื้นคลองทั่วกรุง

สำหรับแผนพัฒนาขนาดใหญ่ นายชัยวัฒน์เสนอ “พลิกฟื้นคลองทั่วกรุง” โดยใช้คลองที่มีอยู่นับร้อยสายเป็นโครงข่ายสัญจรหลัก เชื่อมต่อขนส่งสาธารณะ พัฒนาริมคลองเป็นย่านท่องเที่ยว ชุมชน และเศรษฐกิจ เพื่อกระจายรายได้สู่ทุกเขต แทนการพึ่งพาพื้นที่บกเพียงอย่างเดียว โครงการนี้จะช่วยเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่เดินทางสะดวกและมีเสน่ห์มากขึ้น

  • แก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงขยะอ่อนนุชและสิทธิบัตรทอง
  • พัฒนาคลองเป็นเส้นทางสัญจรและท่องเที่ยว
  • ผลักดัน พ.ร.บ.กทม. ใหม่เพื่อเพิ่มอำนาจบริหาร
  • นโยบาย 4 ง่ายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงระบบ เช่น การจัดการขนส่งสาธารณะให้ครอบคลุมมากขึ้น และยกระดับบริการสุขภาพให้เข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่พึ่งพาสิทธิบัตรทอง การประกาศครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของนายชัยวัฒน์ในการเป็นผู้ว่าฯ ที่ใส่ใจปัญหาเรื้อรังของคนกรุง

หากคุณกำลังมองหาผู้ว่าฯ ที่จะนำพากรุงเทพฯ สู่ยุคใหม่ ติดตามการหาเสียงของนายชัยวัฒน์ต่อไป เพราะนโยบายเหล่านี้อาจเปลี่ยนชีวิตคนเมืองได้จริง นี่คือโอกาสในการเลือกตั้งที่ไม่ควรพลาด!

ที่มา – “ชัยวัฒน์” ประกาศเป็นผู้ว่าฯ กทม. คิวแรกสางปมกลิ่นโรงขยะอ่อนนุชและสิทธิบัตรทอง

Scroll to top