งบกลาง

“สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง

“สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง

ข่าวดีสำหรับคอท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ เมื่อล่าสุด นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ออกมาเผยข่าวดีว่า กระทรวงการคลังได้ไฟเขียวอนุมัติงบประมาณจาก พ.ร.ก. กู้เงิน เพื่อเดินหน้าโครงการ “สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยให้คึกคักอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

รายละเอียดและเป้าหมายของโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส

สำหรับการดำเนินงานในโครงการนี้ จะมีการใช้วงเงินประมาณ 1,750-2,000 ล้านบาท โดยดึงมาจากงบเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่ทำให้การขับเคลื่อน “สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง เกิดขึ้นได้จริงตามเป้าหมาย โดยรูปแบบหลักจะเน้นการใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้ง่ายและตรวจสอบความโปร่งใสได้ชัดเจน โดยมีรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้:

  • รูปแบบการสนับสนุนเป็นแบบรัฐร่วมจ่าย (Co-payment) สูงสุด 3,000 บาทต่อการจอง
  • ตั้งเป้าสนับสนุนจำนวน 5 แสนสิทธิเพื่อกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียน
  • ความร่วมมือระหว่างกระทรวงท่องเที่ยวฯ และกระทรวงการคลังเพื่อวางระบบให้พร้อมใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรายละเอียดเชิงลึกและเงื่อนไขการใช้จ่ายนั้น ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะเร่งหารือกับทางภาคเอกชนและผู้ประกอบการอีกครั้งภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้มาตรการ “สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง ตอบโจทย์การใช้งานจริงและช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงโลว์ซีซันให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้กว่า 56,000 ล้านบาท

สิ่งที่น่าจับตาสำหรับมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวอื่นๆ

แม้โครงการหลักอย่างไทยเที่ยวไทยพลัสจะได้รับไฟเขียวแล้ว แต่ในส่วนของมาตรการอื่นๆ เช่น โครงการ Fly Thai All the Feelings หรือ Thailand Air Connect ที่เน้นเรื่องตั๋วเครื่องบินนั้น อาจจะต้องรอใช้งบประมาณในปี 2570 ต่อไป เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านแหล่งงบประมาณ ซึ่งในประเด็นนี้ถือเป็นความท้าทายที่รัฐบาลต้องวางแผนให้รอบคอบ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์สูงสุดอย่างทั่วถึง

โดยสรุปแล้ว การผลักดันโครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเติมเต็มความหวังให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยได้เป็นอย่างดี แนะนำให้ประชาชนคอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดผ่านช่องทางทางการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการกดรับสิทธิและออกไปท่องเที่ยวทั่วไทยกันครับ

ที่มา – “สุรศักดิ์” เฮ! คลังไฟเขียวงบกู้ 2 พันล้าน ลุย “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ผ่านเป๋าตัง

พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2569 ใช้บังคับวันนี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวสำคัญในแวดวงการบริหารประเทศมาอัปเดตกันครับ เมื่อราชกิจจานุเบกษาได้มีการประกาศเผยแพร่ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2569 ใช้บังคับวันนี้ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการเงินในภาพรวมของประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจและสังคมมีความท้าทายรอบด้านครับ

สรุปสาระสำคัญ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2569 ใช้บังคับวันนี้

การประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 จากหน่วยงานต่างๆ รวมเป็นจำนวนเงินกว่า 10,328 ล้านบาท เพื่อนำไปสมทบในงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นครับ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องโอนงบ? คำตอบคือรัฐบาลมีความจำเป็นต้องรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ซึ่งงบประมาณเดิมที่มีอยู่นั้นอาจไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนครับ

รายละเอียดการโอนงบและเหตุผลความจำเป็น

เหตุผลหลักที่ต้องมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2569 ใช้บังคับวันนี้ ก็เพื่อสร้างความคล่องตัวให้รัฐบาลสามารถนำเงินไปช่วยประชาชนได้ทันท่วงทีครับ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • ยอดงบประมาณที่โอนย้าย: 10,328,065,100 บาท
  • เป้าหมายการโอน: งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
  • สถานการณ์ปัจจุบัน: ประเทศไทยเผชิญผลกระทบทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ทำให้ต้องมีงบสำรองเพิ่มเติม
  • การบริหารจัดการ: ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังร่วมกันดูแลรักษาการให้เป็นไปตามกฎหมาย

การปรับเปลี่ยนงบประมาณในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นกลไกปกติที่ภาครัฐใช้เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การที่รัฐบาลมีเงินสำรองในมือที่เพียงพอย่อมช่วยให้อุ่นใจได้ว่า จะมีงบประมาณไปบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนได้อย่างรวดเร็วครับ

ในมุมมองส่วนตัว ผมคิดว่าความโปร่งใสและการบริหารจัดการเงินงบประมาณอย่างคุ้มค่าเป็นสิ่งที่ประชาชนจับตามองอยู่เสมอ การที่รัฐตัดสินใจโอนงบประมาณเพื่อมาแก้ปัญหาเร่งด่วน เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการใช้เงินก้อนนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของคนในชาติอย่างแท้จริงครับ และเราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ในระยะเวลาที่เหลือของปีงบประมาณนี้ จะมีการจัดสรรอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ตามเป้าหมายครับ

ที่มา – พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2569 ใช้บังคับวันนี้ โอน 10,328 ล้าน เป็นงบกลางรายการเงินสำรองฉุกเฉิน

“ไอซ์” แฉ 4 กระทรวงเบี้ยวไม่ส่งข้อมูลคำของบฯ ให้ กมธ.

เป็นประเด็นร้อนที่สังคมต่างให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อ “ไอซ์” แฉ 4 กระทรวงเบี้ยวไม่ส่งข้อมูลคำของบฯ ให้ กมธ. หวังตรวจสอบความโปร่งใสของงบประมาณแผ่นดิน งานนี้บอกเลยว่าทำเอาชาวเน็ตและประชาชนตัวน้อยๆ อย่างเราต้องหันมาจับตามองบทบาทของคณะกรรมาธิการการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณฯ กันอย่างใกล้ชิด

“ไอซ์” แฉ 4 กระทรวงเบี้ยวไม่ส่งข้อมูลคำของบฯ ให้ กมธ.

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นที่อาคารรัฐสภา เมื่อนางสาวรักชนก ศรีนอก หรือไอซ์ ในฐานะประธาน กมธ. ได้ออกมาเปิดเผยความไม่โปร่งใสของหลายหน่วยงานรัฐที่ดูจะมีพฤติกรรม “ปกปิด” ข้อมูลสำคัญ แทนที่จะให้ความร่วมมือในการเปิดเผยรายละเอียดคำของบประมาณประจำปี เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติช่วยตรวจสอบตามหน้าที่ การกระทำดังกล่าวสร้างคำถามตัวโตๆ ว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องตื่นตระหนกกับการถูกตรวจสอบขนาดนี้

รายชื่อหน่วยงานที่มีปัญหา

สำหรับรายชื่อกระทรวงที่ถูก “ไอซ์” แฉ 4 กระทรวงเบี้ยวไม่ส่งข้อมูลคำของบฯ ให้ กมธ. ได้แก่:

  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
  • กระทรวงพลังงาน
  • กระทรวงสาธารณสุข

นอกจากนี้ ยังมีบางหน่วยงานที่ให้ข้อมูลแบบ “ขอไปที” จนไม่สามารถนำไปพิจารณาได้จริง หรือบางกระทรวงที่ส่งมาแล้วก็กลับไปดึงเรื่องขอเอกสารคืนอย่างมีพิรุธ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการจัดสรรงบประมาณในปัจจุบันอาจมีรอยรั่วที่มากกว่าที่เราคิด

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคืองบกลาง ซึ่งกลายเป็นช่องทางหลักที่รัฐบาลเลือกใช้แทนการตั้งงบประมาณปกติ “ไอซ์” ได้ยกตัวอย่างดราม่าจอมเจ็ตสกีที่หาดใหญ่ เพื่อชี้ให้เห็นว่าการที่ท้องถิ่นขอไปแต่ถูกปัดตก แล้วไปอนุมัติงบผ่านช่องทางงบกลางนั้น คือความล้มเหลวของการจัดการงบประมาณที่ไร้ความโปร่งใสและไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของชาวบ้านอย่างถาวร

ในฐานะประชาชน เราคงต้องช่วยกันกดดันและเรียกร้องให้หน่วยงานเหล่านี้เปิดเผยข้อมูลออกมาให้หมด อย่าให้ภาษีของพวกเราต้องกลายเป็นงบประมาณที่ไม่มีใครตรวจสอบได้ เพราะความโปร่งใสคือรากฐานสำคัญที่สุดของประชาธิปไตยและการบริหารบ้านเมืองที่ดี หากรัฐบาลไม่มีอะไรต้องปิดบัง ก็ไม่ควรมีเหตุผลให้ต้องปฏิเสธการให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการที่ทำหน้าที่ตรวจสอบแทนประชาชน

ที่มา – “ไอซ์” แฉ 4 กระทรวงเบี้ยวไม่ส่งข้อมูลคำของบฯ ให้ กมธ.

โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีการกล่าวถึงเหตุการณ์ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการโหวตผ่านร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่าเกิดอะไรขึ้นในสภาฯ แห่งนี้ครับ

สถานการณ์จริงเมื่อ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

การประชุมในวันนั้นเต็มไปด้วยความกระชับ โดยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ ได้ทำหน้าที่ประธานในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย วงเงินรวมทั้งสิ้น 10,328 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้มาจากหน่วยงานต่างๆ ถึง 118 แห่ง โดยมีเป้าหมายหลักคือการโอนไปใส่ไว้ในงบกลาง เพื่อนำไปใช้เป็นเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินและปฏิบัติภารกิจที่เร่งด่วนในการแก้วิกฤตการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย

รายละเอียดการโหวตมติเอกฉันท์หลังจาก โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

ความน่าสนใจของเหตุการณ์นี้อยู่ที่ตัวเลขและขั้นตอนการพิจารณาครับ เพราะในวาระที่ 2 ของการประชุม ไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านใดติดใจอภิปรายในรายละเอียดที่กรรมาธิการวิสามัญฯ ได้แก้ไขมา ส่งผลให้วาระที่ 3 เกิดการลงมติด่วนด้วยผลคะแนนเอกฉันท์ 449 ต่อ 0 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง ภายในเวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่าเร็วมากหากเทียบกับกระบวนการปกติของสภาฯ

สาเหตุสำคัญของการเร่งรีบในครั้งนี้คือ:

  • เพื่อสนับสนุนภารกิจเร่งด่วนในการฟื้นฟูประเทศ
  • เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจทั้งปัจจัยภายในและภายนอก
  • เพื่อให้เงินสำรองฉุกเฉินมีความพร้อมในการนำมาใช้งานทันที

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า การที่สภาฯ ทำงานรวดเร็วขนาดนี้เป็นเรื่องดีหรือน่ากังวล? ในมุมมองหนึ่ง นี่คือการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการตอบสนองต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทันท่วงที แต่ในอีกมุมหนึ่ง ประชาชนก็ยังคงจับตามองว่า งบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านบาทนี้ จะถูกบริหารจัดการอย่างไรให้โปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด เพื่อไม่ให้เงินภาษีของประชาชนต้องสูญเปล่าไปกับโครงการที่ไม่เกิดผลตอบแทนที่ชัดเจน

สรุปแล้ว แม้เหตุการณ์ โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ภารกิจสำคัญหลังจากนี้คือการติดตามการนำงบประมาณไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนทั่วประเทศครับ

ที่มา – โอนไว สภาฯ ใช้เวลา 15 นาที เห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบ 1 หมื่นล้านบาท

สส.พรรคกล้าธรรมตำหนิจัดงบประมาณปี2570 แหกกฎเกณฑ์ชูกระทรวงลูกเทพ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงทิศทางการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่หลายฝ่ายมองว่ามีความเหลื่อมล้ำและไม่ตอบโจทย์การพัฒนาฐานราก โดยเฉพาะกรณีที่ สส.พรรคกล้าธรรมตำหนิจัดงบประมาณปี2570 แหกกฎเกณฑ์ชูกระทรวงลูกเทพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการดึงเม็ดเงินเข้าสู่ส่วนกลางและลดทอนความสำคัญของงบประมาณพัฒนาจังหวัดอย่างน่าตกใจ

สส.พรรคกล้าธรรมตำหนิจัดงบประมาณปี2570 แหกกฎเกณฑ์ชูกระทรวงลูกเทพ

การอภิปรายในรัฐสภาโดยนายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สส.ตาก จากพรรคกล้าธรรม ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติของการจัดสรรงบประมาณ โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับงบเพิ่มขึ้นถึง 33.6% ซึ่งถูกเปรียบเปรยว่าเป็นดั่ง “กระทรวงลูกเทพ” เพราะการได้รับงบประมาณที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดนี้ ดูเหมือนจะไร้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน จนสร้างความกังขาให้กับประชาชนและผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน

ปัญหาการลดงบพัฒนาจังหวัดที่กระทบต่อพื้นที่

นอกจากประเด็นกระทรวงลูกเทพแล้ว สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการปรับลดงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ซึ่งลดลงเหลือเพียง 4,200 ล้านบาท หรือหายไปกว่า 26,000 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา นี่คือเหตุผลสำคัญที่ สส.พรรคกล้าธรรมตำหนิจัดงบประมาณปี2570 แหกกฎเกณฑ์ชูกระทรวงลูกเทพ เพราะการกระทำนี้เปรียบเสมือนการรื้อโครงสร้างการกระจายอำนาจ และผลักภาระให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องไป “ง้อ” งบกลางแทนที่จะมีการจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจน

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับท้องถิ่นประกอบด้วย:

  • ขาดงบประมาณในการซ่อมแซมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น
  • เศรษฐกิจฐานรากหยุดชะงัก เนื่องจากงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นถูกตัดลด
  • ความไม่เท่าเทียมในการกระจายงบประมาณตามสีทางการเมืองของแต่ละพื้นที่
  • ความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประชาชนในจังหวัดที่ห่างไกล

ในฐานะประชาชน เราควรจับตามองว่ารัฐบาลจะสามารถชี้แจงความคุ้มค่าของการจัดสรรงบประมาณครั้งนี้ได้อย่างไร การที่ สส.พรรคกล้าธรรมตำหนิจัดงบประมาณปี2570 แหกกฎเกณฑ์ชูกระทรวงลูกเทพ นั้นเป็นสัญญาณเตือนว่า หากงบประมาณถูกดึงกลับเข้าส่วนกลางมากเกินไป ความเจริญจะกระจุกตัวและไม่ถึงมือพี่น้องในระดับจังหวัดอย่างแน่นอน ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องปรับเปลี่ยนแนวทางเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเน้นย้ำถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นที่ตั้ง

ที่มา – สส.พรรคกล้าธรรมตำหนิจัดงบประมาณปี2570 แหกกฎเกณฑ์ชูกระทรวงลูกเทพ

“อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร

“อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร

กลายเป็นประเด็นร้อนในสภาฯ เมื่อนายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ จากพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาอภิปรายร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 โดยประเด็นหลักคือการโอนเงินจำนวนกว่า 10,328 ล้านบาทไปไว้ในงบกลางภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี ซึ่งการที่ “อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร นั้น สะท้อนถึงความกังวลของตัวแทนประชาชนที่ต้องการความโปร่งใสและเป้าหมายที่ชัดเจนในการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน

ความจำเป็นของงบประมาณและผลกระทบต่อเกษตรกร

ในมุมมองของ นายอัครแสนคีรี การตัดงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อไปรวมเป็นงบกลางนั้น หากทำเพื่อรีดไขมันส่วนเกินก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่คำถามสำคัญคือ “อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร เพราะต้องมั่นใจว่าการโอนงบก้อนนี้จะไม่กระทบต่อการดำเนินงานหลักของหน่วยงานรัฐ และที่สำคัญที่สุดคือต้องนำไปแก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริง โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสาน

นายอัครแสนคีรีได้สะท้อนความเจ็บปวดแทนเกษตรกรว่า ปัจจุบันหลายจังหวัดในภาคอีสานกำลังเผชิญกับภาวะฝนทิ้งช่วงอย่างหนัก สภาพนาข้าวแห้งกรอบจนแทบไม่ต่างจากสนามหญ้า ซึ่งเขากล่าวอย่างดุเดือดว่า:

  • ต้นข้าวเหี่ยวตายจนสภาพเหมือนสนามหญ้าที่จัดแข่งฟุตบอลโลกได้
  • ค่าครองชีพ ปุ๋ย และยาปราบศัตรูพืช ราคาพุ่งสูงกว่าหุ้น IPO ดังๆ
  • เกษตรกรขาดแคลนทุนทรัพย์และปัจจัยในการผลิตอย่างรุนแรง

ด้วยเหตุนี้ “อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร จึงกลายเป็นคำถามแห่งปีที่รัฐบาลต้องเร่งหาคำตอบให้กระจ่าง หากนำงบประมาณหมื่นล้านนี้ไปสร้างระบบชลประทานหรือช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังเดือดร้อน ฝ่ายค้านก็พร้อมสนับสนุน แต่ถ้าใช้ไม่คุ้มค่าก็เตรียมตัวรับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นได้เลย

เราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า เงินงบประมาณก้อนใหญ่ขนาดนี้จะถูกนำไปใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนรากหญ้า ไม่ใช่เพียงแค่การย้ายตัวเลขในบัญชี แต่คือการต่อลมหายใจให้พี่น้องเกษตรกรที่กำลังเผชิญวิกฤตภัยแล้งอยู่ในขณะนี้

ที่มา – “อัครแสนคีรี” ไม่ติด โอนงบหมื่นล้าน จี้ถามนายกฯ เอาไปทำอะไร วอนช่วยเกษตรกรด้วย

ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินของประเทศกันหน่อยครับ กับประเด็นล่าสุดที่หลายคนกำลังจับตามอง คือเรื่องที่ ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน ซึ่งถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการวางแผนการใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดครับ

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติผ่าน ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน

ในการประชุม ครม. นัดพิเศษที่ผ่านมา ได้มีการเห็นชอบในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยกำหนดกรอบวงเงินไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพื่อเตรียมผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์หน้า นี่คือสัญญาณที่บอกว่ารัฐบาลกำลังเร่งวางรากฐานการบริหารประเทศเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตครับ

ทำไมตัวเลขงบประมาณถึงมีการเปลี่ยนแปลง?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมยอดเงินที่รัฐบาลดึงกลับมาจากปี 2569 ถึงเหลือเพียง 10,300 ล้านบาท ทั้งที่ตอนแรกคาดการณ์ไว้สูงกว่านี้ เหตุผลคือเมื่อหน่วยงานต่างๆ ทราบข่าวนโยบายนี้ ก็ได้เร่งการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างเต็มที่ในไตรมาสที่ 3 ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วกว่าที่คาดไว้ ซึ่งมองอีกมุมก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่งบประมาณถูกนำไปใช้ตามเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครับ

  • งบที่ดึงกลับมา 10,300 ล้านบาท จะเข้าสู่งบกลาง
  • เพื่อชำระหนี้ค้างชำระและโครงการสำคัญเช่น รถไฟฟ้าสายสีส้ม
  • เตรียมสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น

สรุปแล้วสถานการณ์ที่ ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน นั้นชี้ให้เห็นว่าภาครัฐมีการบริหารจัดการงบประมาณอย่างรัดกุมและมีความยืดหยุ่น เพื่อรับมือกับวิกฤติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกหรือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นี่คือความพยายามของภาครัฐในการประคองเสถียรภาพทางการเงินของประเทศเพื่อให้ทุกโครงการสำคัญขับเคลื่อนต่อไปได้ ผมมองว่าการที่รัฐบาลแสดงความโปร่งใสในเรื่องงบประมาณแบบนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนได้เป็นอย่างดีเลยครับ

ที่มา – ครม. เคาะผ่านกรอบงบประมาณ 2570 เผยงบเหลือจ่ายปี 69 คืนคลังได้ 10,300 ล้าน

ครม. อนุมัติงบ 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพลชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 12 พฤษภาคม 2567 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติงบประมาณกลางจำนวน 452 ล้านบาท เพื่อ ครม. อนุมัติงบกลาง 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพล 91 นาย จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของรัฐบาลต่อบุคลากรทางทหารที่เสี่ยงภัยเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

ครม. อนุมัติงบกลาง 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพล 91 นาย จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมครม. ว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ถูกอนุมัติให้กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก และกองทัพเรือ รวมวงเงิน 452,350,000 บาท ตามข้อเสนอของกระทรวงกลาโหม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเยียวยากำลังพล 91 นายที่ได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

รายละเอียดกำลังพลที่ได้รับการเยียวยา

กำลังพลทั้ง 91 นาย มาจากหน่วยงานหลัก 3 หน่วย ได้แก่

  • กองบัญชาการกองทัพไทย
  • กองทัพบก
  • กองทัพเรือ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวมานาน เนื่องจากข้อพิพาทด้านเขตแดน โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง แม้ไทยและกัมพูชาจะมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น แต่การปฏิบัติหน้าที่ของทหารยังคงมีความเสี่ยงสูง ทั้งจากสภาพภูมิประเทศที่ขรุขระ ฝนตกหนัก หรือแม้กระทั่งการเผชิญหน้ากับฝั่งตรงข้าม

งบประมาณจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้ในการรักษาพยาบาล สนับสนุนการฟื้นฟูสุขภาพจิต การชดเชยความสูญเสีย และการปรับปรุงสวัสดิการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยคำนวณจากความรุนแรงของอาการบาดเจ็บและผลกระทบที่เกิดขึ้น คาดว่าจะช่วยให้กำลังพลเหล่านี้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความสำคัญของการเยียวยาจากครม.

การที่ ครม. อนุมัติงบกลาง 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพล 91 นาย จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นตัวอย่างของการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อความต้องการของฝ่ายความมั่นคง ทหารไทยทำหน้าที่ปกป้องชาติอย่างกล้าหาญ แต่พวกเขาก็เป็นมนุษย์ที่ต้องการการดูแลเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน งบประมาณนี้ไม่เพียงช่วยเหลือบุคคล แต่ยังเสริมขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลทั้งกองทัพในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ในอดีต มีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันหลายครั้ง เช่น การปะทะที่ปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2551-2554 ซึ่งทำให้มีทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รัฐบาลในขณะนั้นก็ได้จัดสรรงบเยียวยาเช่นกัน การอนุมัติครั้งนี้จึงเป็นการสานต่อนโยบายที่ให้ความสำคัญกับบุคลากรทหาร นอกจากนี้ ยังช่วยลดความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยแสดงให้กัมพูชาเห็นถึงความรับผิดชอบของไทยต่อกำลังพลของตน

กระทรวงกลาโหมยืนยันว่างบนี้จะถูกใช้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้รับผลกระทบ นอกจากการเยียวยาแล้ว ยังมีการวางแผนป้องกันเหตุซ้ำรอย เช่น การฝึกอบรมเพิ่มเติม การปรับปรุงยุทโธปกรณ์ และการเจรจากับกัมพูชาในระดับทวิภาคี

สำหรับประชาชนชาวไทย การตัดสินใจของครม. ครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีว่า รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับความมั่นคงชายแดน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของชาติ โดยเฉพาะในยุคที่โลกมีความไม่แน่นอนสูง การลงทุนในกำลังพลจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

ครม. อนุมัติงบกลาง 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพล 91 นาย จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นก้าวแรกในการเยียวยา แต่เรายังต้องติดตามการใช้จ่ายและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าทุกบาททุกสตางค์ไปถึงผู้ที่สมควรได้รับ ในมุมมองของผู้เขียน การดำเนินการครั้งนี้ไม่เพียงช่วยทหาร แต่ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลกให้เป็นชาติที่ใส่ใจบุคลากร

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? เชื่อว่าพอหรือไม่ หรือควรมีเพิ่มเติม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นทราบข่าวสารสำคัญ!

ที่มา – ครม. อนุมัติงบกลาง 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพล 91 นาย จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

“ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐจ่าย 60:40 ไม่ถังแตก

สวัสดีครับชาวไทยทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีเกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่หลายคนรอคอย นั่นคือ ไทยช่วยไทยพลัส หรือที่เรียกกันติดปากว่า “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล ได้แย้มรายละเอียดล่าสุดมาแล้ว รัฐบาลจะจ่ายส่วนแบ่ง 60% ส่วนประชาชนจ่ายแค่ 40% ย้ำชัดว่ารัฐไม่ถังแตก มีงบกลางและ พ.ร.บ.โอนงบฯ พร้อมสนับสนุนเต็มที่!

ไทยช่วยไทยพลัส คืออะไร? รายละเอียดเบื้องต้น

นโยบาย ไทยช่วยไทยพลัส นี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ จากข้อมูลที่นายภราดรเปิดเผยเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 อัตราการจ่ายจะเป็น 60:40 นั่นคือ รัฐบาลออกเงิน 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% ซึ่งคล้ายกับโครงการคนละครึ่งรุ่นก่อน แต่คราวนี้ชื่อ ไทยช่วยไทยพลัส และอาจปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

ส่วนจะจ่ายเป็นก้อนเดียวหรือทยอย 4 เดือนนั้น ยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา คุณสมบัติผู้รับสิทธิ์ก็ง่ายๆ คืออายุ 18 ปีขึ้นไป และจำนวนผู้เข้าร่วมจะขึ้นอยู่กับงบประมาณที่มี เช่น ถ้าจะครอบคลุม 20-30 ล้านคน รวมกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน ก็ต้องคำนวณเงินให้พอ

แหล่งเงินมาจากไหน? งบกลางและ พ.ร.บ.โอนงบฯ

หลายคนกังวลว่ารัฐจะเอาเงินมาจากไหน นายภราดรยืนยันชัดเจนว่า มีแหล่งเงินหลากหลาย เช่น งบกลางปี 2569 และ พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่จะออกในเดือนมิถุนายน ซึ่งมีเงินจำนวนมากพอสมควร ไม่ต้องห่วงเรื่องถังแตกแน่นอน!

ไทยช่วยไทยพลัส รัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40

ในที่ประชุมกรอบงบประมาณปี 2570 เมื่อ 22 เมษายน ก็ไม่ได้พูดถึง พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท แต่เป็นแผนระยะกลางที่เน้นภาพรวมเศรษฐกิจ ส่วนเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงินนั้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง จะเป็นคนแจงว่าจะเข้าครม.วันไหน ประชุมครม.เศรษฐกิจ 27 เมษายนนี้ยังไม่มีวาระชัดเจน

ประโยชน์ของไทยช่วยไทยพลัส ต่อประชาชนและร้านค้า

  • ช่วยลดภาระค่าครองชีพ: ประชาชนจ่ายน้อยลง รับสิทธิ์ทันที
  • กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก: ร้านค้าปลีกรับเงินหมุนเวียนเร็ว
  • ครอบคลุมกว้าง: รวมบัตรคนจนและประชาชนทั่วไป
  • ยั่งยืนด้วยงบจริง: ไม่ใช่กู้เพิ่มแบบเสี่ยง

นโยบายนี้จะช่วยให้เงินไหลเวียนในระบบมากขึ้น โดยเฉพาะ SME และร้านค้าท้องถิ่นที่เดือดร้อนจากโควิด คาดว่าจะเป็นตัวช่วยฟื้นเศรษฐกิจปีนี้ได้ดี

สรุปแล้ว ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ใช่แค่มาแก้เผ็ดชั่วคราว แต่เป็นมาตรการที่รัฐบาลวางแผนมาดี มีงบพร้อม รอติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลยครับ

คุณคิดยังไงกับนโยบายนี้? คอมเมนต์บอกกันหน่อย และอย่าลืมแชร์ให้เพื่อนๆ ที่อาจได้สิทธิ์นะ! ติดตามข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐเพิ่มเติมที่นี่เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40 ย้ำรัฐบาลไม่ถังแตก มีงบกลาง-พ.ร.บ.โอนงบฯ

Scroll to top