จังหวัดระนอง

“พิพัฒน์” ลั่น “แลนด์บริดจ์” ไม่มีแล้ว ย้ำยังต้องมีท่าเรือน้ำลึก

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสนใจให้กับนักลงทุนและประชาชนทั่วประเทศอีกครั้ง เมื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคใต้ โดยระบุชัดเจนว่า “พิพัฒน์” ลั่น “แลนด์บริดจ์” ไม่มีแล้ว เพื่อทำการทบทวนรายละเอียดและเตรียมปรับเปลี่ยนแนวทางใหม่ให้มีความรัดกุมและได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนมากขึ้น

“พิพัฒน์” ลั่น “แลนด์บริดจ์” ไม่มีแล้ว พร้อมเดินหน้าท่าเรือน้ำลึก

การประกาศปรับแผนงานในครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าโครงการจะถูกยกเลิกไปเสียทีเดียว แต่รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนชื่อโครงการใหม่เพื่อลดความเข้าใจผิดและสร้างความชัดเจนในกรอบกฎหมาย นายพิพัฒน์เน้นย้ำว่า เป้าหมายหลักของกระแสการพัฒนาในพื้นที่ภาคใต้ยังคงต้องมีท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันและอ่าวไทย เพื่อเป็นจุดเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าทางทะเลที่สำคัญของภูมิภาค

ศักยภาพพื้นที่และกลยุทธ์การเชื่อมโยงระบบราง

จากการประเมินศักยภาพเชิงพื้นที่ รัฐบาลยังคงมองว่าจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมยังคงเป็นจังหวัดระนองและชุมพร โดยโครงสร้างพื้นฐานที่จะเกิดขึ้นอาจเน้นการใช้ระบบรางเป็นแกนหลักในการเชื่อมต่อแทนการสร้างสะพานเชื่อมเพียงอย่างเดียว เหตุผลสำคัญที่ “พิพัฒน์” ลั่น “แลนด์บริดจ์” ไม่มีแล้ว เป็นเพราะต้องการนำบทเรียนจากการพัฒนาท่าเรือระนองในช่วง 20 ปีที่ผ่านมามาเป็นตัวอย่าง ว่าการลงทุนต้องคุ้มค่าและรองรับปริมาณสินค้าได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการทุ่มงบประมาณลงไปโดยไม่มีผลตอบแทนที่คุ้มค่า

  • รอนายกรัฐมนตรีสรุปผลการศึกษาโครงการฉบับใหม่
  • เน้นการขนส่งด้วยระบบรางเชื่อมระหว่างฝั่งอันดามันและอ่าวไทย
  • เปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อลดแรงกดดันต่อกระทรวงคมนาคม
  • มุ่งเน้นความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจและการยอมรับของคนในพื้นที่

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การปรับเปลี่ยนท่าทีในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงถึงความรอบคอบของรัฐบาล เพราะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีการศึกษาที่ละเอียดในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์ หรือแม้แต่การคัดค้านจากภาคประชาชนในจังหวัดต่างๆ เช่น สตูล ตรัง หรือกระบี่ การนำโครงการกลับมาทบทวนใหม่ให้เป็นระบบและผ่านการตรวจสอบอย่างโปร่งใส จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้โครงการนี้เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืนและสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติอย่างแท้จริง

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับการปรับเปลี่ยนแผนของรัฐบาลในครั้งนี้? การขยับตัวครั้งนี้จะช่วยให้โครงการท่าเรือน้ำลึกแจ้งเกิดได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ หรือเรายังต้องรอคอยผลการศึกษาขั้นสุดท้ายกันต่อไป มาร่วมติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดไปพร้อมๆ กันนะครับ

ที่มา – “พิพัฒน์” ลั่น “แลนด์บริดจ์” ไม่มีแล้ว ย้ำยังต้องมีท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน-อ่าวไทย

รัฐบาลเตือน 4 จ.ภาคใต้ เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ช่วง 10-15 ก.ค. นี้

สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยทุกคน โดยเฉพาะใครที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ช่วงนี้ต้องอ่านเลยครับ เพราะล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาประกาศแจ้งเตือนด่วนให้ประชาชนตื่นตัว เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์สภาพอากาศที่อาจจะมีความแปรปรวนหนักขึ้น โดยมีหัวข้อสำคัญคือ รัฐบาลเตือน 4 จ.ภาคใต้ เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ช่วง 10-15 ก.ค. นี้ เพื่อให้ทุกคนได้วางแผนและดูแลตัวเองอย่างปลอดภัยครับ

รัฐบาลเตือน 4 จ.ภาคใต้ เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ช่วง 10-15 ก.ค. นี้

ตามประกาศจากนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่ามรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทยกำลังมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดคลื่นลมแรงและฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงวันที่ 10 – 15 กรกฎาคมนี้ ซึ่งเหตุการณ์นี้นำมาสู่การที่ รัฐบาลเตือน 4 จ.ภาคใต้ เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ช่วง 10-15 ก.ค. นี้ ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัยหลายจังหวัด ได้แก่:

  • ระนอง: อ.เมืองระนอง, อ.สุขสำราญ และ อ.กะเปอร์
  • พังงา: อ.เกาะยาว, อ.ตะกั่วทุ่ง, อ.ท้ายเหมือง, อ.ตะกั่วป่า และ อ.คุระบุรี
  • ภูเก็ต: ทุกอำเภอ
  • กระบี่: อ.เมืองกระบี่, อ.คลองท่อม, อ.เกาะลันตา, อ.เหนือคลอง และ อ.อ่าวลึก
  • ตรังและสตูล: พื้นที่เสี่ยงภัยในหลายอำเภอ

แนวทางการปฏิบัติตัวและข้อควรระวัง

นอกจากนี้ ทางภาครัฐยังได้เน้นย้ำถึงความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น ถ้ำและน้ำตก หากมีฝนตกหนักให้หลีกเลี่ยงการเข้าพื้นที่ทันที รวมไปถึงชาวประมงควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือเนื่องจากคลื่นลมอาจสูงถึง 2-4 เมตร ขอให้ทุกคนติดตามข่าวสารการประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินครับ

หากสถานการณ์มีความรุนแรงขึ้น ทางแต่ละจังหวัดได้เตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราว พร้อมอาหารและน้ำดื่มไว้คอยบริการประชาชนแล้ว เราทุกคนควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาและดูแลคนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กเล็กในช่วงสัปดาห์นี้ครับ การเตรียมพร้อมไว้ก่อนย่อมดีกว่าเสมอ แม้ฝนจะตกหรือลมจะแรงแค่ไหน ความร่วมมือของพวกเราทุกคนจะช่วยให้ผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดีแน่นอนครับ

ที่มา – รัฐบาลเตือน 4 จ.ภาคใต้ เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ช่วง 10-15 ก.ค. นี้

ท่าเรือระนอง ประตูการค้าอันดามัน เชื่อมเอเชียใต้-BIMSTEC

เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่ทราบถึงความคืบหน้าครั้งสำคัญของกระทรวงคมนาคมที่กำลังเดินหน้าเปลี่ยนโฉมจังหวัดระนองให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ ล่าสุดมีการปักธงให้ ท่าเรือระนอง ประตูการค้าอันดามัน เชื่อมเอเชียใต้-BIMSTEC อย่างเป็นทางการ เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคการขนส่งสินค้าทางทะเลที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในฝั่งอันดามัน

ทำไมท่าเรือระนอง ประตูการค้าอันดามัน เชื่อมเอเชียใต้-BIMSTEC ถึงสำคัญ?

ด้วยทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ท่าเรือระนอง ประตูการค้าอันดามัน เชื่อมเอเชียใต้-BIMSTEC จึงไม่ใช่แค่เรื่องของท่าเรือ แต่คือหัวใจหลักในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ของไทย การเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมจากฝั่งอ่าวไทยสู่มหาสมุทรอินเดียจะเป็นการเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดในบังกลาเทศ อินเดีย และศรีลังกาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ศักยภาพที่น่าจับตามองของท่าเรือระนอง

ปัจจุบันท่าเรือแห่งนี้ไม่ได้มีดีแค่ทำเล แต่ยังมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นท่าเทียบเรือเอนกประสงค์และท่าเทียบเรือตู้สินค้า รวมถึงอุปกรณ์ทุ่นแรงทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นรถเครนเคลื่อนที่หรือระบบจัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์ที่พร้อมรองรับธุรกิจทุกระดับ

  • เติบโตอย่างมั่นคง: ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา มีตู้สินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้นกว่า 55%
  • ความร่วมมือระดับนานาชาติ: มีการทำ MOU กับท่าเรือพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อขยายเส้นทางขนส่ง
  • การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง: รัฐบาลสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือทุ่นแรงเพื่อความคล่องตัวสูงสุด

หากมองในมุมของนักลงทุน นี่คือสัญญาณที่ดีมากครับ เพราะการที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับการยกระดับ ท่าเรือระนอง ประตูการค้าอันดามัน เชื่อมเอเชียใต้-BIMSTEC จะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับสินค้าไทยในเวทีโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ สำหรับใครที่เป็นผู้ประกอบการหรือสนใจเรื่องการขนส่งระหว่างประเทศ ผมขอแนะนำให้จับตาดูการพัฒนาของท่าเรือแห่งนี้ให้ดี เพราะอนาคตของการค้าในฝั่งอันดามันจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคใต้เติบโตอย่างยั่งยืนแน่นอนครับ

ที่มา – คมนาคมปักธง “ท่าเรือระนอง” ประตูการค้าอันดามัน เชื่อมขนส่งสินค้าเอเชียใต้-BIMSTEC

“ลิซ่า” แฉ กว้านซื้อที่ดิน 500 ไร่ รอแลนด์บริดจ์

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง นั่นคือ “ลิซ่า” แฉ กว้านซื้อที่ดิน 500 ไร่จากบริษัทนอมินี อาม่า รอรับโครงการ “แลนด์บริดจ์” ซึ่งน.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า” ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดโปง เพื่อให้ประชาชนตื่นตัวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้

“ลิซ่า” แฉ กว้านซื้อที่ดิน 500 ไร่จากบริษัทนอมินี อาม่า รอรับโครงการ “แลนด์บริดจ์”

ตามที่ลิซ่าแฉเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2567 มีการกว้านซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ในพื้นที่อ่าวเคย จังหวัดระนอง โดยบริษัทนอมินีที่ชาวบ้านรู้จักในนาม “อาม่า” ซึ่งเป็นบริษัทที่คนในพื้นที่คุ้นเคยดี การซื้อที่ดินจำนวนมากเช่นนี้ เกิดขึ้นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา และดูเหมือนจะรอรับโครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลกำลังผลักดัน โครงการนี้มีเป้าหมายเชื่อมโยงทางบกและทางทะเลระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน เพื่อลดเวลาการขนส่งสินค้า แต่ลิซ่าตั้งคำถามว่า มันจะเอื้อประโยชน์ให้ใครกันแน่?

สถานการณ์กว้านซื้อที่ดินที่อ่าวเคย

ลิซ่าแนะนำให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่อ่าวเคยด้วยตัวเอง เพื่อรับฟังเสียงประชาชนจริงๆ ไม่ใช่กลุ่มที่ถูกจัดตั้ง ชาวบ้านในพื้นที่พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อที่ดินจากบริษัทนอมินีอาม่า ซึ่งหากเป็นจริง ก็อาจบ่งชี้ถึงการเก็งกำไรที่ดินก่อนโครงการรัฐจะเริ่ม ลิซ่ายังวิจารณ์ว่ารัฐบาลเร่งรัดโครงการโดยขาดความโปร่งใส โดยเปรียบเทียบกับโครงการอีอีซีที่เคยสร้างบทเรียนราคาแพงในภาคตะวันออก

  • มีการซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ในระยะเวลา 2-3 เดือน
  • ผู้ซื้อคือบริษัทนอมินี “อาม่า” ที่ชาวบ้านรู้จัก
  • ที่ตั้งสำคัญ: อ่าวเคย จ.ระนอง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของแลนด์บริดจ์
  • รัฐมนตรีพิพัฒน์ถูกเรียกร้องให้ลงพื้นที่รับฟัง
  • คำเตือนจากบทเรียน EEC ที่เอื้อทุนใหญ่

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Landbridge เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อพัฒนาภาคใต้ให้เป็นศูนย์กลางการขนส่ง โดยจะสร้างรันเวย์คู่ขนานทะเลจากชุมพรไประนอง ความยาวราว 100 กม. เพื่อให้เรือสินค้าผ่านช่องแคบลงได้เร็วขึ้น คาดว่าจะสร้างรายได้มหาศาล แต่ลิซ่าชี้ว่า การไม่พูดถึงผลกระทบก่อนโครงการ เช่น การยึดที่ดิน สิ่งแวดล้อม และชุมชนท้องถิ่น เป็นการขายฝันล้วนๆ

วิจารณ์รัฐบาลขาดความจริงใจ

ลิซ่ากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “รัฐบาลไม่มีความจริงใจ ไม่มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ทุกอย่างดูเร่งรีบ” โดยเฉพาะคำตอบของนายกรัฐมนตรีที่บอกให้ “ดูหน้าท่าน” ว่าไม่เคยเอื้อใครใน 7-8 ปีที่ผ่านมา ลิซ่าถึงกับบอกว่ามันมักง่ายเกินไป ผลประโยชน์ของประชาชนและทรัพยากรชาติต้องพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่แค่คำพูด นอกจากนี้ การยกเลิกภารกิจลงพื้นที่ภาคใต้ของนายพิพัฒน์ ก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลฟังเสียงประชาชนจริงหรือไม่

จากประสบการณ์ EEC ที่ทำให้ที่ดินแพงเกินเอื้อม ชาวบ้านถูกเอื้อประโยชน์น้อย ลิซ่ากังวลว่าภาคใต้อาจซ้ำรอย หากไม่มีการตรวจสอบการเก็งกำไรที่ดินตั้งแต่เนิ่นๆ การกว้านซื้อ 500 ไร่จากนอมินีอาม่า อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ทุกฝ่ายต้องตื่นตัว

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการใหญ่เช่นแลนด์บริดจ์จำเป็นต้องมีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรู้ตั้งแต่ต้น และให้ชุมชนมีส่วนร่วมจริงๆ เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือของทุนใหญ่ มิเช่นนั้น ความฝันพัฒนาจะกลายเป็นฝันร้ายของชาวบ้าน

คุณคิดอย่างไรกับ “ลิซ่า” แฉ กว้านซื้อที่ดิน 500 ไร่จากบริษัทนอมินี อาม่า รอรับโครงการ “แลนด์บริดจ์”? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง ชวนเพื่อนๆ มาอ่านและแชร์ด้วยนะ เพื่อให้เสียงประชาชนดังขึ้น!

ที่มา – “ลิซ่า” แฉ กว้านซื้อที่ดิน 500 ไร่จากบริษัทนอมินี อาม่า รอรับโครงการ “แลนด์บริดจ์”

ธรรมนัส คุมเข้มยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง นำร่อง 2 จังหวัด

“ธรรมนัส” Kick-off คุมเข้ม “ยางผ่านแดน-กำหนดเขตควบคุมยาง” นำร่อง 2 จังหวัด ระนอง – ตาก เพิ่มมาตรการตรวจสอบทั้งระบบ เบรก ลักลอบยางผิดกฎหมาย หวังสร้างเสถียรภาพราคายางไทย

วันที่ 31 ต.ค. 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน Kick-off การนำยางพาราผ่านแดนและเขตควบคุมการขนย้ายยาง โดยมี นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (115) และผ่านระบบ Zoom Meeting ในพื้นที่ท่าเรือระนอง และเขตควบคุมการขนย้ายยาง ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระนอง จังหวัดระนอง รวมถึงในพื้นที่ด่านศุลกากรแม่สอด จังหวัดตาก และเขตควบคุมการขนย้ายยาง จังหวัดตาก

นำร่อง ระนอง-ตาก

ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า การ Kick-off การนำยางพาราผ่านแดนและเขตควบคุมการขนย้ายยาง เป็นก้าวสำคัญในการบริหารจัดการยางพาราอย่างเป็นระบบ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดย กรมวิชาการเกษตร (กวก.) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และชุดเฉพาะกิจพญานาคราช บูรณาการร่วมกับกรมศุลกากรออกมาตรการควบคุมการนำยางพาราจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ผ่านประเทศไทยไปยังสหพันธรัฐมาเลเซีย ในพื้นที่นำร่อง 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดระนอง และ จังหวัดตาก โดยกำหนดให้มีการตรวจสอบใบขนสินค้าอย่างละเอียด ผู้นำผ่านสินค้าต้องบรรจุยางพาราในตู้คอนเทนเนอร์และมีเครื่องติดตาม GPS ตลอดเส้นทาง อีกทั้งมีการตรวจสอบคุณภาพและเอกซเรย์โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ณ จุดต้นทางและปลายทาง ซึ่งต้องดำเนินการตามขั้นตอนและขนย้ายยางพาราผ่านแดนให้แล้วเสร็จภายใน 72 ชั่วโมง ในส่วนของการขนย้ายยางพาราภายในประเทศ ผ่านเขตควบคุมการขนย้ายยาง ทั้ง 5 จังหวัดตามประกาศของกรมวิชาการเกษตร ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตและได้รับใบอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก่อนการขนย้าย โดยมีอัตราค่าธรรมเนียมออกใบอนุญาตเพียง 25 บาทเท่านั้น

ยกระดับป้องกันสินค้าผิดกฎหมาย

“กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ และการปราบปรามการลักลอบนำเข้ายางพาราเถื่อนตามแนวชายแดนและยางสวมสิทธิมาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งกิจกรรม Kick-off ในครั้งนี้เป็นการยกระดับความเข้มข้นนโยบายทำสงครามกับสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย เพิ่มมาตรการควบคุมโดยใช้กลไกทางกฎหมายอย่างรัดกุม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรชาวสวนยาง ป้องกันการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร ตลอดจนเพื่อสร้างเสถียรภาพราคายางที่เป็นธรรมให้กับตลาดยางพาราไทย นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้มีการลงนาม MOU ร่วมกัน 4 กระทรวง ในการใช้ประโยชน์จากยางพาราในประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการรักษาเสถียรภาพราคาให้สูงขึ้น และมีแผนที่จะเจรจาความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งส่งผลให้ราคายางพาราขยับสูงขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำว่า หากพบการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามแนวทางการปฏิบัติที่กำหนดไว้ จะมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจัง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ผู้ว่าการยางฯเด้งรับลูก

ด้าน ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมดำเนินการให้บริการตรวจสอบรับรองชนิดหรือประเภทของยางพาราที่นำผ่านราชอาณาจักรให้แก่ผู้ประกอบการ ในทั้ง 2 จังหวัดนำร่อง เพื่อยกระดับการจัดการขนย้ายให้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา การยางแห่งประเทศไทยได้จัดทำประกาศ เรื่อง อัตราค่าบริการตรวจรับรองชนิดหรือประเภทของยางนำผ่านราชอาณาจักร ซึ่งระบุรายละเอียดขั้นตอน ระยะเวลาการตรวจ การยื่นคำขอรับบริการ และการออกหนังสือรับรอง ตลอดจนจัดทำคู่มือปฏิบัติงานที่ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานตรวจสอบการนำสินค้ายางพาราผ่านแดนดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง มีมาตรฐาน และโปร่งใส

ย้ำเขตควบคุม 5 จังหวัด

ด้านนายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเสริมว่า กรมวิชาการเกษตร ได้มีการใช้กลไกทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 ในการกำหนดเขตควบคุมการขนย้ายยางพารา เพื่อตรวจสอบที่มาของผลผลิตและป้องกันการลักลอบนำเข้ายางผิดกฎหมายจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 (7) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 ประกาศกำหนด 5 จังหวัดเป็นเขตควบคุมการขนย้ายยาง และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ดังนี้

1) อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

2) อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

3) อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

4) อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง

5) อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย

ธรรมนัส คุมเข้มยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง นำร่อง 2 จังหวัด

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เร่งเครื่องมาตรการควบคุม ยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง นำร่องใน 2 จังหวัดสำคัญอย่างระนองและตาก หวังยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบและป้องกันการลักลอบนำเข้ายางผิดกฎหมาย

มาตรการ ยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง นี้จะช่วยสร้างเสถียรภาพราคายางพาราในประเทศได้อย่างไร? การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นความมุ่งมั่นของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำและปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรชาวสวนยางอย่างแท้จริง

ทำไมต้อง คุมเข้มยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง?

การคุมเข้ม ยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง มีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้ายางพาราเถื่อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคายางในประเทศ การกำหนดมาตรการที่เข้มงวดจะช่วยให้สามารถตรวจสอบที่มาของยางพาราได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร

  • ตรวจสอบใบขนสินค้าอย่างละเอียด
  • ติดตั้ง GPS ติดตามตู้คอนเทนเนอร์
  • ตรวจสอบคุณภาพและเอกซเรย์ ณ จุดต้นทางและปลายทาง

นอกจากนี้ การที่กระทรวงเกษตรฯ ลงนาม MOU ร่วมกับ 4 กระทรวง เพื่อใช้ประโยชน์จากยางพาราในประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการรักษาเสถียรภาพราคาให้สูงขึ้น

การดำเนินการครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีต่อเกษตรกรชาวสวนยาง และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การควบคุม ยางผ่านแดน กำหนดเขตควบคุมยาง จะช่วยให้ราคายางพาราในประเทศมีเสถียรภาพ และเกษตรกรสามารถมีรายได้ที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “ธรรมนัส” Kick-off คุมเข้ม “ยางผ่านแดน-กำหนดเขตควบคุมยาง” นำร่อง 2 จังหวัด ระนอง – ตาก

Scroll to top