จัดตั้งรัฐบาล

“พัฒนา” มั่นใจอุปกรณ์การแพทย์ไม่ขาดแคลน หยอกสื่อ

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงที่สถานการณ์โลกตึงเครียดจากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้หลายคนกังวลเรื่องอุปกรณ์การแพทย์จะขาดแคลนหรือไม่ โดยเฉพาะในไทยที่พึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ล่าสุด พัฒนา มั่นใจอุปกรณ์การแพทย์ไม่ขาดแคลน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาให้ความมั่นใจแก่ประชาชนและสื่อมวลชน พร้อมหยอกล้อเรื่องตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่แบบน่ารักๆ ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายท่ามกลางความกังวล

พัฒนา มั่นใจอุปกรณ์การแพทย์ไม่ขาดแคลน

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2567 เวลา 10.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนา ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ โดยระบุว่าเมื่อวานนี้ (4 มีนาคม) ได้ประชุมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขระดับสูงแล้ว สั่งการให้ทุกหน่วยงานประหยัดทรัพยากรต่างๆ เพราะยังไม่รู้ว่าสงครามจะยืดเยื้อแค่ไหน และ พัฒนา มั่นใจอุปกรณ์การแพทย์ไม่ขาดแคลน แต่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากการนำเข้าและขนส่ง

เนื่องจากอุปกรณ์การแพทย์และยาบางตัวต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งปกติใช้เวลา 3-4 วัน หากสงครามขยายวง สายการบินหรือเส้นทางขนส่งอาจล่าช้า กระทรวงจึงต้องพิจารณาการสต็อกสำรองให้เพียงพอ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายความมั่นคงทางการแพทย์เพื่อประชาชนในยามวิกฤติ

การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานและงบประมาณ

ผู้สื่อข่าวถามถึงการประสานงานกับผู้ผลิตต่างประเทศ นายพัฒนาตอบว่า แต่ละหน่วยงานต้องตรวจสอบระบบจัดซื้อว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง ส่งรายงานประเมินกลับมา เพื่อดูว่าต้องปรับงบประมาณเพิ่มหรือไม่ นี่เป็นมาตรการเชิงรุกที่แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบ

  • สั่งประหยัดทรัพยากรทุกประเภท
  • ตรวจสอบการนำเข้าและเส้นทางขนส่ง
  • เสริมการสต็อกอุปกรณ์สำคัญ
  • ประเมินความเสี่ยงและปรับงบประมาณ

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่าประเทศไทยมีระบบสาธารณสุขที่แข็งแกร่ง สามารถรับมือได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน

หยอกสื่อเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรี “ไม่รู้” แบบยิ้มๆ

ระหว่างให้สัมภาษณ์ นายพัฒนายังแวะไปร่วมประชุม สส.พรรคภูมิใจไทยที่บุรีรัมย์วันที่ 8 มีนาคม ผู้สื่อถามว่าจะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีสาธารณสุขในครม.อนุทิน 2 หรือไม่ รัฐมนตรียิ้มกว้าง มองกล้องแล้วตอบติดตลก “มองกล้องแล้วตอบเลยว่าไม่รู้” ถามต่อว่าพร้อมรับตำแหน่งไหนก็ได้ ตอบย้ำ “ไม่รู้” ถามว่านายกฯ เปรยไหม ก็ “ไม่รู้” อีก หันไปหัวเราะกับข้าราชการ

แม้คำถามเรื่อง สส.เพชรบูรณ์ ก็ส่ายหน้า “ผมไม่รู้ ไม่รู้หน่ะดีที่สุด จะได้ก้มหน้าก้มตาทำงาน” แล้วยิ้ม หัวเราะ สื่อแซวว่ายิ้มแบบมีข่าวดี รัฐมนตรีร้อง “ห้ะ” แล้วบอก “โหย นักข่าวสายทำเนียบฯ น่ากลัวเป็นบ้า ล้อเล่น ผมไม่รู้ ให้ทำอะไรก็ทำ” แบบนี้แหละที่ทำให้การเมืองดูมนุษย์มากขึ้น

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงให้ความมั่นใจเรื่องอุปกรณ์การแพทย์ แต่ยังสะท้อนบุคลิกนายพัฒนาที่ถ่อมตัวและมีอารมณ์ขัน ในขณะที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การมีผู้นำที่พร้อมรับมือและไม่ตื่นตระหนกคือสิ่งสำคัญ

สำหรับประชาชน แนะนำให้ติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และเตรียมตัวเองโดยการดูแลสุขภาพพื้นฐาน เช่น ล้างมือ สวมหน้ากากหากจำเป็น สุดท้าย พัฒนา มั่นใจอุปกรณ์การแพทย์ไม่ขาดแคลน แต่เราก็ควรช่วยกันประหยัดเพื่อส่วนรวม

คุณคิดอย่างไรกับการเตรียมพร้อมของกระทรวงสาธารณสุขครั้งนี้? มีความกังวลอะไรบ้าง แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ และอย่าลืมกดติดตามบล็อกเพื่ออัปเดตข่าวการเมือง สุขภาพ และ SEO tips เพิ่มเติม!

ที่มา – “พัฒนา” มั่นใจอุปกรณ์การแพทย์ไม่ขาดแคลน หยอกสื่อ ยิ้มบอกไม่รู้ ได้นั่งเก้าอี้เดิมหรือไม่

“อนุทิน” นำ สส.บัญชีรายชื่อ ภูมิใจไทย รับหนังสือ กกต. เคาะหัวสาธุ

วันนี้ (5 มีนาคม 2567) มีข่าวการเมืองร้อน ๆ มาอัปเดตกันครับ “อนุทิน” นำ สส.บัญชีรายชื่อ ภูมิใจไทย รับหนังสือรับรองที่ กกต. ก่อนเคาะหัว 3 ทีแล้วสาธุ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่กำลังเข้มข้น หลังจากการเลือกตั้งทั่วไป พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่ง สส. แบบบัญชีรายชื่อได้ถึง 19 คน และวันนี้หัวหน้าพรรคอย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็พาทีมไปรับเอกสารรับรองอย่างเป็นทางการ บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและความภาคภูมิใจ

อนุทิน นำ สส.บัญชีรายชื่อ ภูมิใจไทย รับหนังสือรับรองที่ กกต.

“อนุทิน” นำ สส.บัญชีรายชื่อ ภูมิใจไทย รับหนังสือรับรองที่ กกต. ก่อนเคาะหัว 3 ทีแล้วสาธุ

เช้านี้ที่ทำการพรรคภูมิใจไทยคึกคักมาก สส.ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อทยอยมารวมตัว นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ก็เข้ามาประชุมเตรียมความพร้อม จากนั้นเวลา 11.45 น. นายอนุทินพาทีม 19 สส.บัญชีรายชื่อบุกสำนักงาน กกต. เลยครับ รายชื่อเด่น ๆ ที่ไปด้วยกัน เช่น นายวราวุธ ศิลปอาชา ลำดับ 3, นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ ลำดับ 5, นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ลำดับ 6, นางสาวศุภมาส อิศรภักดี ลำดับ 8, และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล ลำดับ 10 เป็นต้น

พิธีเคาะหัว 3 ครั้ง สาธุ! ความหมายลึกซึ้งเบื้องหลัง

พอเซ็นเอกสารเสร็จ นายอนุทินหยิบเล่มสีชมพูโชว์สื่อ แล้วเคาะหัวตัวเอง 3 ครั้ง พร้อมร่าย “สาธุ” เสียงดังฟังชัด! ใช้เวลาไม่ถึง 3 นาทีก็เดินออกมา แซ่บมากเลยนะครับ ท่าทีนี้แสดงถึงความเคารพต่อตำแหน่งผู้แทนราษฎรที่เรียกว่า “มีเกียรติมาก” ตามคำพูดของท่านเอง พอสื่อถาม ก็ย้ำว่า “ดีใจที่ได้เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย” และกำชับลูกทีมว่า “ต้องทำงานให้คุ้มค่ากับความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้”

อนุทิน เคาะศีรษะหนังสือรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย

หลังจากนั้น ทีม สส. รวมพลขึ้นรถบัส 6 คัน ปรับป้ายเป็น “ภูมิใจไทย” สุดเท่! มุ่งตรงอาคารรัฐสภาเวลา 13.00 น. เพื่อรายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ส่วนนายอนุทินบอกว่าจะไปรอตรงนั้นเลย ไม่ขึ้นบัสกับทีม

ประเด็นร้อน: จัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี และสถานการณ์โลก

สื่อไม่ปล่อยให้หลุดง่าย ๆ ถามถึงเรื่องจัดสรรโควตารัฐมนตรี ท่านยิ้มแล้วบอก “ใจเย็น ๆ ทีละขั้นตอน ทุกอย่างตามขั้นตอนที่พูดไว้” ไม่ยืนยันลงตัว แต่ท่าทีชิลล์มาก เมื่อถามถึงปัญหาเร่งด่วน ก็ชี้สถานการณ์ตะวันออกกลางที่รัฐบาลรักษาการต้องรับมือ เน้นลดผลกระทบต่อประชาชนไทยให้มากที่สุด “อย่าไปเพิ่มความร้อน ให้มีสติ ปัญหามีไว้ให้แก้” คำคมเลยครับ!

  • รถบัส 6 คัน พาสส.ไปรัฐสภา
  • นายอนุทินไปหารือทำเนียบฯ เรื่องตะวันออกกลางหลังรายงานตัว
  • กระทรวงต่างประเทศแถลงข่าวเย็นนี้

เหตุการณ์ “อนุทิน” นำ สส.บัญชีรายชื่อ ภูมิใจไทย รับหนังสือรับรองที่ กกต. ก่อนเคาะหัว 3 ทีแล้วสาธุ นี้ ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่สะท้อนความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยที่ได้ สส. 71 เสียง กำลังจะมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลใหม่ ท่าทีสุภาพ เคารพตำแหน่ง แถมยังมีสติเรื่องการเมืองร้อน แสดงให้เห็นผู้นำที่มั่นใจและน่าติดตาม

ในมุมมองผม การเคาะหัวสาธุ 3 ครั้งนี้น่ารักและมีความหมาย เปรียบเหมือนทำบุญรับตำแหน่งใหม่ ขอให้ สส.ทุกคนทำงานเพื่อประชาชนจริง ๆ นะครับ สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจการเมืองไทย ลองติดตามต่อว่าการจัดสรร รมต. จะออกมายังไง คอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคาดหวังอะไรจากพรรคภูมิใจไทยบ้าง!

ที่มา – “อนุทิน” นำ สส.บัญชีรายชื่อ ภูมิใจไทย รับหนังสือรับรองที่ กกต. ก่อนเคาะหัว 3 ทีแล้วสาธุ

นั่ง รมต.เดิมหรือไม่ “สุชาติ” ย้ำ รบ.อำนาจเต็ม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องข่าวฮอตฮิตในแวดวงการเมืองไทย ที่หลายคนกำลังจับตา นั่ง รมต.เดิมหรือไม่แล้วแต่ผู้ใหญ่ “สุชาติ” ย้ำสถานการณ์ตะวันออกกลาง ต้องมี รบ.อำนาจเต็ม นี่แหละครับ เป็นหัวข้อที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะ ส.ส.ชลบุรี พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2567 ที่ทำเนียบพรรค สิ่งที่คุณสุชาติพูด มันสะท้อนภาพรวมการเมืองไทยชุดใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น และความเร่งด่วนจากสถานการณ์โลกด้วยนะครับ

นั่ง รมต.เดิมหรือไม่แล้วแต่ผู้ใหญ่ “สุชาติ” ย้ำสถานการณ์ตะวันออกกลาง ต้องมี รบ.อำนาจเต็ม

มาดูรายละเอียดกันเลยครับ เมื่อถามถึงโอกาสที่คุณสุชาติจะได้นั่งรัฐมนตรีกระทรวงเดิมหรือเปล่า ท่านตอบแบบชิลๆ ว่า “เรื่องตำแหน่งเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ในพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด รอฟังนโยบายจากหัวหน้าพรรคก่อน แต่ตอนนี้ต้องเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรให้เรียบร้อย แล้วค่อยเลือกนายกรัฐมนตรี จากนั้นถึงตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นอำนาจนายกฯ ล้วนๆ” ฟังดูแล้วเน้นย้ำว่าทุกอย่างต้องตามขั้นตอน ไม่ใช่รีบร้อนเรื่องเก้าอี้ แต่พร้อมทุกตำแหน่งถ้าผู้ใหญ่ไว้วางใจ

สุชาติ ชมกลิ่น ให้สัมภาษณ์นั่ง รมต.เดิมหรือไม่ สถานการณ์ตะวันออกกลาง

ส่วนข่าวลือว่ารัฐมนตรีชุดเดิมจะนั่งต่อ คุณสุชาติก็บอกว่าถ้าได้โอกาสจากพรรค ก็พร้อมเต็มที่ เพราะที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย อย่างมีความสุข มีอิสระในการทำงาน แต่ตอนนี้อย่ายึดติดตำแหน่งเลย มอง大局ใหญ่ๆ ดีกว่า

ไทม์ไลน์ตั้งรัฐบาลใหม่เป็นยังไง?

ผู้สื่อข่าวถามต่อเรื่องไทม์ไลน์ คุณสุชาติมอง乐观มาก คาดว่าหลัง ส.ส.บัญชีรายชื่อรายงานตัวครบ 95% หรือราว 475 คน ก็เปิดประชุมสภาได้ทันที ตามนั้นเลือกนายกฯ แล้วตั้งครม. ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ไม่ล่าช้า ฟังแล้วสบายใจใช่ไหมล่ะครับ?

นี่คือขั้นตอนหลักๆ ที่คุณสุชาติคาดการณ์:

  • รายงานตัว ส.ส. ครบ 95% → เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร
  • เลือกประธานสภาและรองประธาน
  • เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี → โหวตเลือก
  • นายกฯ เสนอรายชื่อ ครม. → ถวายทอดพระพุทธเจ้า

ทำไมสถานการณ์ตะวันออกกลางถึงสำคัญขนาดนี้?

คุณสุชาติเน้นย้ำหนักๆ ว่าตอนนี้โลกวุ่นวาย สงครามในตะวันออกกลางกำลังลุกลาม ไทยในฐานะรัฐบาลรักษาการทำอะไรได้จำกัด เช่น งบประมาณ งบกลางใช้ไม่ได้เต็มที่ ถ้ามีรัฐบาลอำนาจเต็ม จะฟอร์มทีมรับมือได้ทัน เช่น ใช้งบฉุกเฉินช่วยเหลือเรื่องพลังงานที่ราคาพุ่งจากสงคราม ส่งออกที่กระทบตลาดตะวันออกกลาง หรือเยียวยาประชาชนโดยตรง นายกฯ อนุทินก็เตรียมแผนไว้หมดแล้ว

สุชาติ ชมกลิ่น พูดถึงผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อไทย

พูดถึงพรรคภูมิใจไทย เขาเป็นพรรคใหญ่ที่เคยมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลชุดก่อน คุณสุชาติเองก็เป็นตัวพ่อด้านแรงงานและทรัพยากรธรรมชาติ เคยเป็น รมว.แรงงานมาก่อน การเมืองไทยหลังเลือกตั้งครั้งล่าสุด (สมมติบริบทหลังยุบสภาใหม่) ทุกพรรคต้องจับมือกันเพื่อไทม์ไลน์นี้ ถ้าช้า ผลกระทบจากน้ำมันแพง อัตราเงินเฟ้อ สินค้าส่งออกติดขัด จะยิ่งหนัก

ในมุมผมคิดว่านี่คือสัญญาณดีที่นักการเมืองอย่างคุณสุชาติไม่ยึดติดเก้าอี้ แต่เน้นผลประโยชน์ชาติ โดยเฉพาะในยุคที่ตะวันออกกลางร้อนระอุแบบ Israel-Palestine หรือ Iran-Israel tension ที่อาจทำให้ราคาน้ำมันทะลุฟ้า ส่งผลต่อค่าครองชีพคนไทยโดยตรง รัฐบาลใหม่ต้องอำนาจเต็มจริงๆ ถึงจะแก้ได้ทัน

สุดท้ายนี้ เพื่อนๆ คิดยังไงกับเรื่องนั่ง รมต.เดิมหรือไม่แล้วแต่ผู้ใหญ่ “สุชาติ” ย้ำสถานการณ์ตะวันออกกลาง ต้องมี รบ.อำนาจเต็ม บ้าง? รัฐบาลชุดใหม่จะออกมาแบบไหน คอมเมนต์แชร์ความเห็นด้านล่างเลยครับ และอย่าลืมแชร์โพสต์นี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ! ติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองสดๆ ร้อนๆ ต่อไปครับ

ที่มา – นั่ง รมต.เดิมหรือไม่แล้วแต่ผู้ใหญ่ “สุชาติ” ย้ำสถานการณ์ตะวันออกกลาง ต้องมี รบ.อำนาจเต็ม

“ชัยชนะ” นำ 5 สส. ปชป. รายงานตัวสภาฯ ยันเอกภาพ

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแสกันอย่างมาก นั่นคือ “ชัยชนะ” นำ 5 สส. ปชป. รายงานตัวสภาฯ ยันพรรคมีเอกภาพ พร้อมเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา ซึ่งเป็นสัญญาณบวกให้เห็นถึงความสามัคคีภายในพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แม้จะมีข่าวลือเรื่องการแยกกันมารายงานตัว แต่ ส.ส. ทีมภาคใต้มั่นใจว่าพรรคยังคงเอกภาพแน่นแฟ้น

“ชัยชนะ” นำ 5 สส. ปชป. รายงานตัวสภาฯ ยันพรรคมีเอกภาพ พร้อมเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ภาคใต้ นำทีม ส.ส. เขตใต้ทั้ง 5 คน มารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เวลา 09.45 น. โดยมี ส.ส. จากนครศรีธรรมราช 4 คน และสุราษฎร์ธานี 1 คน ประกอบด้วย

  • นายทรงศักดิ์ มุกสิกร ส.ส.เขต 1 นครศรีธรรมราช
  • นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ส.ส.เขต 3 นครศรีธรรมราช
  • นางกนกพร เดชเดโช ส.ส.เขต 4 นครศรีธรรมราช
  • นายจอมไกร สวัสดิวงศ์ ส.ส.เขต 6 นครศรีธรรมราช
  • นายสมชาติ ประดิษฐพร ส.ส.เขต 4 สุราษฎร์ธานี

แม้ ส.ส.บัญชีรายชื่อจะมารายงานตัววันถัดไปคือ 6 มีนาคม แต่ชัยชนะยืนยันชัดเจนว่า “ชัยชนะ” นำ 5 สส. ปชป. รายงานตัวสภาฯ ยันพรรคมีเอกภาพ พร้อมเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน พรรคมี ส.ส. รวม 21 เสียง ทุกการตัดสินใจยึดมติพรรคและหัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหลัก ไม่มีเรื่องแอบดีลหรือตกลงลับๆ ทุกอย่างโปร่งใส

ยืนยันเอกภาพพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มี分裂

ชัยชนะชี้แจงว่าการมารายงานตัวแยกกันไม่ใช่ประเด็นการเมือง แต่เป็นการทำงานเป็นทีม พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงหลักจากภาคใต้กว่า 2 ล้านคะแนน โดยเฉพาะนครศรีธรรมราช ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กให้พรรคร่วมรัฐบาล แต่สุดท้ายต้องรอการเทียบเชิญจากพรรคแกนนำ และยึด 3 เงื่อนไขของหัวหน้าพรรค หากตรงตามจึงพิจารณา

สำหรับการโหวตเลือกประธานสภาและนายกฯ 21 เสียงของ ปชป. จะไปทางเดียวกันแน่นอน เพื่อขับเคลื่อนโยบายสำคัญ เช่น เบี้ยคนพิการ ค่าซ่อมบ้าน เรียนฟรี พรรคพร้อมรับบทบาททั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ทำเต็มที่ 100% ตามประสบการณ์ที่ผ่านมา

บทบาทพรรคประชาธิปัตย์ในสภาฯ ชุดใหม่

เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพพรรคประชาธิปัตย์ที่ยังคงแข็งแกร่ง แม้สถานการณ์การเมืองซับซ้อนหลังเลือกตั้ง ส.ส. ภาคใต้ยังเป็นฐานเสียงหลัก การตัดสินใจร่วมรัฐบาลหรือค้าน จะส่งผลต่อทิศทางนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะปัญหาคนพิการและการศึกษา ที่พรรคให้ความสำคัญ

นอกจากนี้ ชัยชนะยังย้ำว่า ส.ส. ทุกคนมาจากประชาชน ต้องฟังเสียงโหวตเตอร์ในพื้นที่ หากมติพรรคขัดกับความเห็นประชาชน ก็ต้องยึดมติพรรคก่อน เพราะเป็นหลักการสำคัญในการเมือง

ในมุมมองของผม เหตุการณ์ “ชัยชนะ” นำ 5 สส. ปชป. รายงานตัวสภาฯ ยันพรรคมีเอกภาพ พร้อมเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เป็นตัวอย่างที่ดีของความเป็นเอกภาพพรรคเก่าแก่ที่พร้อมปรับตัวเข้ากับสถานการณ์การเมืองไทย พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสแสดงศักยภาพในการตรวจสอบหรือสนับสนุนรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณคิดเห็นอย่างไร ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “ชัยชนะ” นำ 5 สส. ปชป. รายงานตัวสภาฯ ยันพรรคมีเอกภาพ พร้อมเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

“วันนอร์” เข้าทำเนียบ หารือสถานการณ์ตะวันออกกลาง

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังร้อนระอุ ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ล่าสุดมีข่าวสำคัญเมื่อ “วันนอร์” เข้าทำเนียบฯ นายกฯ เชิญแลกเปลี่ยนปมสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำไทยยึดแนวทางเป็นกลาง เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบต่อประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มมุสลิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง

“วันนอร์” เข้าทำเนียบ สถานการณ์ตะวันออกกลาง

เมื่อเวลา 08.47 น. วันที่ 5 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเริ่มจากการสักการะองค์นรสิงห์จำลองตามธรรมเนียม จากนั้นนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้นำนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา เข้าพบนายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่กำลังลุกลาม

มุมมองจากนายวันมูหะมัดนอร์ต่อสถานการณ์

นายวันมูหะมัดนอร์ เปิดเผยหลังการหารือว่า นายกรัฐมนตรีเชิญตนมาเพื่อหารือแนวทางดูแลคนไทยให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด แม้ไทยจะไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามโดยตรง แต่สถานการณ์ดังกล่าวอาจกระทบต่อคนไทยในประเทศมุสลิมและเศรษฐกิจโดยรวม ชาวมุสลิมในไทยไม่ต้องกังวล เพราะรัฐบาลยึดหลักเป็นกลาง ปฏิบัติตามข้อตกลงสหประชาชาติและอาเซียน สนับสนุนการเจรจาสันติภาพอย่างเต็มที่

ส่วนการสู้รบจะยืดเยื้อหรือไม่ ยังประเมินไม่ได้เพราะเกี่ยวข้องหลายชาติ แต่รัฐบาลต้องเร่งดูแลคนไทยในพื้นที่ให้ปลอดภัย อำนวยความสะดวกผู้เดินทางกลับ นอกจากนี้ หลายประเทศพร้อมร่วมมือกับไทย เนื่องจากภาพลักษณ์ของไทยที่รักสันติและไม่มีข้อขัดแย้งกับใคร

แนวทางการเมืองต่างของไทย

ไทยยืนยันชัดเจนว่าจะยึดแนวทางเป็นกลางในประเด็น “วันนอร์” เข้าทำเนียบ สถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยมีมาตรการช่วยเหลือดังนี้

  • กระทรวงการต่างประเทศประสานงานช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง
  • ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและแจ้งเตือนประชาชน
  • สนับสนุนสันติภาพผ่านเวทีระหว่างประเทศ
  • เตรียมรับมือผลกระทบเศรษฐกิจ เช่น ราคาน้ำมันที่อาจพุ่งสูง

โครงสร้างศาสนาและการอยู่ร่วมกัน

นายวันมูหะมัดนอร์ ยังชี้แจงโครงสร้างทางศาสนาว่า คนไทยในตะวันออกกลางกว่า 80% เป็นมุสลิมนิกายสุหนี่ ขณะที่อิหร่านส่วนใหญ่เป็นนิกายชีอะห์กว่า 90% แต่ความแตกต่างนี้ไม่ใช่อุปสรรคในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ในไทยเองก็มีมุสลิมนิกายชีอะห์ราว 10% ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ดี

การเร่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่ท่ามกลางวิกฤต

นอกเหนือจากประเด็นต่างประเทศ นายวันมูหะมัดนอร์ ยังพูดถึงการเปิดประชุมสภาหลังกกต.รับรองส.ส.ครบ โดยเลขาธิการสภาจะแจ้งเลขาธิการนายกเพื่อทูลเกล้าฯ เปิดสมัย ส.ส.ต้องปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ สำหรับการจัดตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยที่ได้คะแนนสนับสนุนสูงสุดควรเป็นแกนนำเร่งดำเนินการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะช่วงที่สถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียด รัฐบาลรักษาการอาจมีข้อจำกัดในการเจรจาระหว่างประเทศ

การหารือครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับประเด็น “วันนอร์” เข้าทำเนียบ สถานการณ์ตะวันออกกลาง อย่างจริงจัง แนวทางเป็นกลางของไทยน่าจะช่วยลดความเสี่ยงได้ดี ในมุมมองผู้เขียน การเร่งตั้งรัฐบาลใหม่จะทำให้ไทยมีเสถียรภาพในการรับมือวิกฤตทั้งในและต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น หากคุณมีประสบการณ์หรือมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ สามารถแสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย เราจะอัปเดตข่าวสารให้ทราบต่อไป

ที่มา – “วันนอร์” เข้าทำเนียบฯ นายกฯ เชิญแลกเปลี่ยนปมสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำไทยยึดแนวทางเป็นกลาง

อนุทิน ไม่ตอบวางตัว บิ๊กแดง-บิ๊กโด่ง รมว.กลาโหม

กระแสข่าวการเมืองร้อนแรงในช่วงนี้ เมื่อมีข่าวลือหนาหูว่า “อนุทิน ไม่ตอบวางตัว บิ๊กแดง-บิ๊กโด่ง” สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หลังจากมีชื่อย่อ “ด” สะพัดไปทั่วโซเชียล นักการเมืองคนสำคัญอย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล เลือกที่จะยิ้มกลบเกลื่อน ไม่ยืนยันหรือปฏิเสธอะไรทั้งสิ้น สร้างความฮือฮาให้กับสื่อและประชาชนเป็นอย่างมาก

อนุทิน ไม่ตอบวางตัว บิ๊กแดง-บิ๊กโด่ง นั่ง รมว.กลาโหม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ณ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ขณะที่นายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน นักข่าวได้ถามถึงกระแสข่าวที่ พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือ “บิ๊กแดง” อดีตผู้บัญชาการทหารบก จะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายอนุทินตอบสนองด้วยรอยยิ้มกว้าง โดยไม่พูดจาหลบหลีกหรือยืนยันใดๆ

เมื่อถามต่อเนื่องถึงชื่อย่อ “ด” ที่สะพัดในข่าว ซึ่งหลายคนคาดเดาว่าเป็น พลเอกอุดมเดช สีตบุตร หรือ “บิ๊กโด่ง” อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายกรัฐมนตรีก็ยังคงนิ่งเงียบ ยิ้มต่อเนื่อง ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าการวางตัวแบบนี้หมายความว่าอย่างไร? เป็นการยอมรับโดยปริยาย หรือแค่หลีกเลี่ยงคำตอบเพื่อไม่ให้เกิดดราม่า?

ใครคือ บิ๊กแดง และ บิ๊กโด่ง?

เพื่อให้เข้าใจบริบทมากขึ้น เรามาทำความรู้จักสองบุคคลสำคัญนี้กัน พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือ บิ๊กแดง เป็นนายทหารอาวุโสที่มีบทบาทสำคัญในกองทัพบกไทย เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก มาจากตระกูลทหารที่มีชื่อเสียง มีสไตล์การนำที่เด็ดขาดและเป็นที่เคารพในวงการทหาร ข่าวลือเรื่องการดึงตัวมารับตำแหน่งรมว.กลาโหม จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะประสบการณ์ของเขาสามารถช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กระทรวงกลาโหมได้

ส่วน พลเอกอุดมเดช สีตบุตร หรือ บิ๊กโด่ง เคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมมาแล้ว มีความใกล้ชิดกับวงการทหารและการเมือง ชื่อย่อ “ด” ที่สะพัดจึงชี้ตรงมาที่เขา การที่ชื่อทั้งสองคนถูกพูดถึงพร้อมกัน แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่อาจเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยของนายอนุทิน ซึ่งกำลังเจรจาเรื่องการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี

  • บิ๊กแดง (พลเอกอภิรัชต์): อดีต ผบ.ทบ. ผู้มีอิทธิพลในกองทัพ
  • บิ๊กโด่ง (พลเอกอุดมเดช): อดีต รมช.กลาโหม ประสบการณ์บริหารกระทรวง
  • ทั้งคู่มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับกลุ่มการเมืองทหาร
  • ข่าวนี้สะท้อนการเมืองไทยที่ทหารยังมีบทบาทสำคัญ

วิเคราะห์สถานการณ์: ทำไมอนุทินถึงไม่ตอบ?

การไม่ตอบของ “อนุทิน” สามารถตีความได้หลายแง่ ในมุมการเมือง มันอาจเป็นกลยุทธ์เพื่อรอจังหวะประกาศอย่างเป็นทางการ หรือหลีกเลี่ยงการถูกโจมตีจากฝ่ายค้านที่อาจมองว่าเป็นการแทรกแซงกองทัพ ปัจจุบันการจัดตั้งรัฐบาลใหม่กำลังเข้มข้น พรรคภูมิใจไทยมีบทบาทสำคัญ การดึงนายทหารระดับสูงมาร่วมทีม จะช่วยสร้างสมดุลอำนาจระหว่างพลเรือนและทหาร

หากมองกว้างขึ้น ข่าว “อนุทิน ไม่ตอบวางตัว บิ๊กแดง-บิ๊กโด่ง” บ่งชี้ถึงความซับซ้อนของการเมืองไทยที่ทหารยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญ แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดให้พลเรือนควบคุม แต่ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าบทบาททหารไม่เคยลดลง นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมเป็นตำแหน่ง敏感 เพราะเกี่ยวข้องกับงบประมาณมหาศาลและนโยบายความมั่นคง

ในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวหลังโควิด และปัญหาชายแดนต่างๆ การเลือกคนที่มีประสบการณ์ทหารจึงสมเหตุสมผล ผู้เชี่ยวชาญการเมืองวิเคราะห์ว่า หากเป็นจริง จะช่วยเสริมความมั่นคงให้รัฐบาลอนุทินได้มาก

อย่างไรก็ตาม ประชาชนจำนวนไม่น้อยกังวลเรื่องการแทรกแซงของทหารในโพลิติกส์ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหม่ๆ เราควรติดตามอย่างใกล้ชิด

ความเห็นส่วนตัว: การยิ้มของอนุทินนี้น่าจะเป็นสัญญาณบวกว่าข่าวนี้อาจใกล้ความจริง แนะนำให้ติดตามอัพเดทการเมืองไทยจากบล็อกนี้ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ คุณคิดเห็นอย่างไร? คอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ตอบวางตัว “บิ๊กแดง-บิ๊กโด่ง” นั่ง รมว.กลาโหม หลังข่าวสะพัดชื่อ “ด”

“โสภณ” บอก สภาฯ เปิดตั้งรัฐบาลได้เลย พรรคกล้าธรรม?

“โสภณ” บอก สภาฯ เปิดก็ตั้งรัฐบาลได้เลย ไม่รู้มี “พรรคกล้าธรรม” ร่วมหรือไม่ เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรีและ ส.ส. บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลังสภาผู้แทนราษฎรกำลังจะเปิดประชุม สถานการณ์การเมืองกำลังเข้มข้น โดยเฉพาะการนับคะแนนและการรับรอง ส.ส. จาก กกต. ที่ใกล้เสร็จสิ้น

“โสภณ” บอก สภาฯ เปิดก็ตั้งรัฐบาลได้เลย ไม่รู้มี “พรรคกล้าธรรม” ร่วมหรือไม่

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแสข่าวที่ชื่อของเขาถูกพูดถึงในตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เขายอมรับว่าไม่ทราบรายละเอียด แต่ขั้นตอนต่างๆ กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดย กกต. ได้รับรอง ส.ส. แล้ว รวมถึง ส.ส. บัญชีรายชื่อที่กำลังรายงานตัว ต่อไปเลขาธิการสภาจะแจ้งรัฐบาลเพื่อทูลเกล้าฯ เรียกประชุมสภา และเลือกประธานสภา

ผู้สื่อข่าวถามถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาลหลังสภาเปิด นายโสภณ ตอบอย่างชัดเจนว่า สภาฯ เปิดก็ตั้งรัฐบาลได้เลย แต่ต้องดูกระแสโลกด้วย ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองที่คำนึงถึงสถานการณ์ระหว่างประเทศ เมื่อถูกถามถึงตัวเลขเสียงพรรคร่วมรัฐบาลที่ 293 เสียงเพียงพอหรือไม่ เขาตอบว่าไม่ทราบรายละเอียด ส่วนคำถามสำคัญเรื่องการรวม “พรรคกล้าธรรม” (กธ.) เขาก็ย้ำว่า ไม่รู้ และยืนยันว่าทำงานร่วมกับทุกพรรคได้ หากได้เป็นประธานสภา

กระแสข่าว “มนพร” จ่อรองประธานสภา

นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่าพรรคเพื่อไทยจะเสนอนางมนพร เจริญศรี ส.ส. นครพนม รองหัวหน้าพรรค เป็นรองประธานสภาฯ ในโควตาของพรรค นายโสภณ มองว่าเป็นเรื่องภายในพรรคเพื่อไทย แต่ย้ำว่าทำงานร่วมกันได้ทุกคน โดยเฉพาะหากตัวเขาได้ตำแหน่งประธานสภา สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงการเจรจาที่เข้มข้นระหว่างพรรคใหญ่ๆ เพื่อจัดสรรตำแหน่งสำคัญ

  • ขั้นตอนการรับรอง ส.ส. เสร็จสิ้นจาก กกต.
  • สภาฯ เปิดประชุมและเลือกประธานทันที
  • ตัวเลขเสียง 293 เสียงเพียงพอตั้งรัฐบาลหรือไม่?
  • บทบาทพรรคกล้าธรรมในการรวมพรรครัฐบาล
  • โอกาสนายโสภณนั่งประธานสภา

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งกำลังเข้าสู่โหมดจัดตั้งรัฐบาลอย่างรวดเร็ว พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคอื่นๆ กำลังเคลื่อนไหวเพื่อรวมเสียงให้ได้มากที่สุด การที่นายโสภณ ย้ำถึง “กระแสโลก” แสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจต้องคำนึงถึงปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจโลก สงครามการค้า หรือสถานการณ์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอาจส่งผลต่อนโยบายรัฐบาลใหม่

สำหรับพรรคกล้าธรรมที่ถูกถามถึง นับเป็นพรรคใหม่ที่อาจมีบทบาทในสมการการเมือง หากเข้าร่วมรัฐบาลจะช่วยเสริมจำนวนเสียงให้มั่นคงยิ่งขึ้น แต่ตัวแทนพรรคภูมิใจไทยยังไม่ยืนยัน ทำให้เกิดการคาดเดาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กระแสชื่อ “มนพร เจริญศรี” ในตำแหน่งรองประธานสภา ก็เป็นจุดที่น่าจับตา เพราะจะสะท้อนถึงอิทธิพลของพรรคเพื่อไทยในสภา

โดยรวมแล้ว การสัมภาษณ์ของนายโสภณ สร้างความหวังว่ารัฐบาลใหม่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ หลังสภาเปิด แต่ยังมีหลายปริศนาที่รอคำตอบ เช่น การรวมพรรคเล็กๆ และการจัดสรรเก้าอี้สำคัญ ผู้ติดตามการเมืองควรจับตาการประชุมสภาครั้งแรกอย่างใกล้ชิด

ความเห็นส่วนตัว: การตั้งรัฐบาลที่รวดเร็วจะช่วยให้ไทยก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจได้ทันเวลา แต่ต้องระวังการเมืองแบบเก่าๆ ที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้ง ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด!

ที่มา – “โสภณ” บอก สภาฯ เปิดก็ตั้งรัฐบาลได้เลย ไม่รู้มี “พรรคกล้าธรรม” ร่วมหรือไม่

อนุทิน ยันไม่เคยบอกไม่นั่งกลาโหม พรรคร่วมกล้าธรรม

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายการเมืองทุกท่าน! วันนี้เรามีข่าวอัปเดตสุดร้อนจากวงในรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา สถานการณ์การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีกำลังเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเด็น อนุทิน ยันไม่เคยบอกว่าไม่นั่งกลาโหม ที่กลายเป็นหัวข้อฮือฮาในหมู่สื่อและนักการเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2567 ที่กระทรวงการต่างประเทศ มาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

อนุทิน ยันไม่เคยบอกว่าไม่นั่งกลาโหม พรรคร่วมมีกล้าธรรมหรือไม่ ขอไปทีละขั้นตอน

เริ่มจากเรื่องหลักเลยครับ “อนุทิน” ยันไม่เคยบอกว่าไม่นั่งกลาโหม พรรคร่วมมีกล้าธรรมหรือไม่ ขอไปทีละขั้นตอน นายอนุทิน ปฏิเสธข่าวลือที่สื่อตีพาดหัวว่าตนจะไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยย้ำชัดว่าตนไม่เคยตอบตรงๆ ว่า “ไม่นั่ง” แต่สื่อเป็นฝ่ายถามว่า “จะนั่งหรือไม่ ถ้าไม่นั่งจะคุมได้ไหม” ตนก็ตอบในฐานะนายกรัฐมนตรีว่าต้องคุมทุกกระทรวงอยู่แล้ว! เรียกได้ว่าปัดข่าวได้เนียนกริ๊บเลยทีเดียว

ส่วนประเด็นพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะ “พรรคกล้าธรรม” ที่หลายคนจับตา นายอนุทิน บอกว่าต้องรอเลือกนายกฯ ก่อน ทุกอย่างต้องไปทีละขั้นตอน ยังไม่โหวตอะไรเลย อย่าเพิ่งสรุปว่าจะมีพรรคไหนร่วมหรือไม่ ถ้าตนได้เป็นนายกฯ ก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่ทำให้ผิดหวัง ไม่ล่าช้า มีประสิทธิภาพแน่นอน

อนุทิน ยันไม่เคยบอกว่าไม่นั่งกลาโหม ชี้แจงสื่อตีความผิด

มาดูรายละเอียดเพิ่มเติมกันครับ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงข่าวลือชื่อ “บิ๊ก ด.” (น่าจะหมายถึงนายทหารคนดังคนหนึ่ง) ติดโผรมว.กลาโหม นายอนุทิน หันไปบอกนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศว่า “ตอนนี้มีแต่บิ๊กอ้วน” ซึ่งน่าจะหมายถึงตัวเองหรือบุคคลใกล้ชิด สไตล์การตอบแบบนี้ของอนุทิน ทำให้แฟนคลับยิ้มกริ่ม เพราะแสดงถึงความมั่นใจและอารมณ์ขันท่ามกลางความกดดันทางการเมือง

บริบทสำคัญคือ หลังจากที่ประธาน กกต. ประกาศรับรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อในวันที่ 4 มี.ค. 2567 ทุกอย่างจะเดินหน้าเร็วขึ้น นายอนุทิน ย้ำว่าทุกขั้นตอนต้องตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีล่าช้าแน่นอน น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล อดีตเลขานายกฯ ก็เตรียมเอกสารพร้อม ส.ส.หลายพรรคชิงไปรายงานตัวแล้ว 2-300 คน!

ขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลหลังรับรอง ส.ส.

เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ มาดูขั้นตอนที่ อนุทิน ยันไม่เคยบอกว่าไม่นั่งกลาโหม พูดถึงกันครับ:

  • รับรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ: กกต. ประกาศ 4 มี.ค. 2567
  • เลขาธิการสภาแจ้ง: เพื่อให้นายกฯ ชั่วคราว (อนุทิน) ลงนามกราบบังคมทูลเปิดสภา
  • รายงานตัว ส.ส.: ส.ส.ทุกคนต้องไปรายงานตัว ไม่รอ 3 วัน
  • โหวตนายกรัฐมนตรี: รอหลังเปิดสภา
  • จัดตั้งคณะรัฐมนตรี: พรรคร่วมตกลงแบ่งเก้าอี้ เร็วๆ นี้

เห็นไหมครับ ทุกอย่างมีกระบวนการชัดเจน พรรคภูมิใจไทยที่ได้ ส.ส. เยอะสุด กำลังเจรจาพรรคร่วมอย่างเพื่อไทย, รวมไทยสร้างชาติ และพรรคเล็กอื่นๆ พรรคกล้าธรรมจะมาร่วมหรือไม่ ต้องรอฟังข่าวต่อไป

นอกจากนี้ อนุทิน ยังพูดถึงไทม์ไลน์ว่า “ท่านพูดแล้วหรือ สาธุ ขอบคุณ” เมื่อถามเรื่อง กกต. ชิลๆ แต่ยืนยันความรวดเร็ว ถ้าประกาศบ่าย วันที่ 5 เช้า 8 โมงก็ไปรายงานตัวเลย ส.ส.บัญชีรายชื่อของภูมิใจไทยพร้อมมาก!

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้ง 2566 นี้ น่าติดตามมาก พรรคก้าวไกลหลุดวง พรรคภูมิใจไทยขึ้นแท่นนำเจรจา อนุทินกลายเป็นตัวแปรสำคัญ หากได้นายกฯ จริง เก้าอี้กลาโหมจะตกใคร? บิ๊กอ้วนคนเดิมหรือมีเซอร์ไพรส์?

ส่วนตัวผมมองว่า กลยุทธ์ “ทีละขั้นตอน” ของอนุทินฉลาดมาก หลีกเลี่ยงดราม่า ลดความขัดแย้งพรรคร่วม และเปิดช่องให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้? คิดว่าพรรคกล้าธรรมจะร่วมรัฐบาลไหม หรืออนุทินจะควบกลาโหมจริง? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ! ติดตามอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดได้ที่นี่ทุกวัน

ที่มา – “อนุทิน” ยันไม่เคยบอกว่าไม่นั่งกลาโหม พรรคร่วมมีกล้าธรรมหรือไม่ ขอไปทีละขั้นตอน

ไม่ใช่ “งูเห่า” หรือ “งูเขียว” 2 สส.กล้าธรรม ปัตตานี–นราธิวาส

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้งใหญ่ ชื่อของ ไม่ใช่ “งูเห่า” หรือ “งูเขียว” 2 สส.กล้าธรรม ปัตตานี–นราธิวาส กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามอง หลังจากมีข่าวลือเรื่องการย้ายขั้วทางการเมืองไปทั่วโซเชียลมีเดีย แต่ทั้งสองท่านได้ออกมาประกาศชัดเจนแล้วว่า จะยืนหยัดเคียงข้างพรรคกล้าธรรมต่อไป ไม่ว่าจะต้องอยู่ในตำแหน่งไหนก็ตาม

ไม่ใช่ “งูเห่า” หรือ “งูเขียว” 2 สส.กล้าธรรม ปัตตานี–นราธิวาส ยันเดินหน้ากับพรรค

วันที่ 1 มีนาคม 2567 (ตามข้อมูล) นายยูนัยดี วาบา ส.ส.ปัตตานี เขต 4 พรรคกล้าธรรม ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อยืนยันจุดยืน โดยระบุว่าตนเองและนายลุตฟี หะยีอีแต ส.ส.นราธิวาส เขต 1 ซึ่งอยู่ในกลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ไม่ใช่ “งูเห่า” หรือ “งูเขียว” ตามข่าวลือที่แพร่สะพัด คำว่า “งูเห่า” และ “งูเขียว” ในบริบทการเมืองไทย มักหมายถึงนักการเมืองที่ทรยศพรรคเดิม ย้ายข้างไปรวมกับฝ่ายตรงข้ามเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ทั้งคู่ยืนยันว่าไม่ได้มีการเปลี่ยนขั้ว และยังยึดมั่นในอุดมการณ์ของพรรคกล้าธรรมอย่างเหนียวแน่น

จุดยืนชัดเจน: เดินหน้ากับพรรคไม่ว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

“ไม่ว่าพรรคกล้าธรรม จะมีมติร่วมรัฐบาลหรือทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เราทั้งสองคนพร้อมเดินหน้าเคียงข้างกับพรรค และปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎรอย่างเต็มความสามารถ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่” นี่คือคำประกาศที่ทั้งสองท่านใช้แสดงความมุ่งมั่น

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่พรรคการเมืองหลายพรรคกำลังเจรจาจัดตั้งรัฐบาล หลังผลเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยและก้าวไกลครองความนิยมสูง ส.ส.จากพื้นที่ชายแดนใต้อย่างปัตตานีและนราธิวาส มีบทบาทสำคัญเพราะเป็นพื้นที่敏感ที่ต้องการตัวแทนที่เข้าใจปัญหาท้องถิ่น เช่น ความขัดแย้ง ความมั่นคง และการพัฒนาเศรษฐกิจ

  • นายยูนัยดี วาบา: ส.ส.ปัตตานี เขต 4 มีประสบการณ์ในการทำงานเพื่อประชาชนในพื้นที่ เน้นแก้ปัญหาความยากจนและการศึกษา
  • นายลุตฟี หะยีอีแต: ส.ส.นราธิวาส เขต 1 อยู่ในกลุ่มนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ซึ่งเป็นแกนนำสำคัญของพรรค
  • ทั้งคู่ยืนยันความจงรักภักดีต่อพรรคกล้าธรรม ที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการพัฒนาชาติ

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาการเมืองไทย โดยมีสมาชิกที่หลากหลาย รวมถึง ส.ส.จากภาคใต้ที่เข้าใจบริบทท้องถิ่นดี การที่ทั้งสองท่านออกมาประกาศเช่นนี้ ช่วยลดกระแสข่าวลือ และเสริมความน่าเชื่อถือให้กับพรรคในสายตาประชาชน

บริบทการเมืองปัจจุบัน พรรคหลายพรรคกำลังแย่งชิงที่นั่งในรัฐบาล 3 ป. หรือรัฐธรรมนูญใหม่ มีข่าวการย้ายพรรคจำนวนมาก ส.ส.เหล่านี้จึงต้องพิสูจน์จุดยืนเพื่อรักษาความไว้วางใจจากผู้เลือกตั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ประชาชนต้องการนักการเมืองที่มั่นคง ไม่ใช่ “งู” ที่เปลี่ยนสีตามสถานการณ์

นอกจากนี้ การยืนยันจุดยืนยังสะท้อนถึงความสำคัญของ ส.ส.ท้องถิ่น ที่ไม่ใช่แค่ตัวแทน แต่เป็นสะพานเชื่อมโยงนโยบายส่วนกลางสู่ท้องถิ่น ปัญหาในปัตตานีและนราธิวาส เช่น การก่อความไม่สงบ การค้าชายแดน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ต้องอาศัย ส.ส.ที่รู้จริงและมุ่งมั่น

ผู้เขียนมองว่า การประกาศของทั้งสองท่านเป็นสัญญาณบวกต่อพรรคกล้าธรรม และการเมืองไทยโดยรวม แสดงให้เห็นว่านักการเมืองรุ่นใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับหลักการมากกว่าผลประโยชน์ หากพรรคสามารถรักษาสมาชิกให้เหนียวแน่นได้ จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาลใหม่

คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของ ไม่ใช่ “งูเห่า” หรือ “งูเขียว” 2 สส.กล้าธรรม ปัตตานี–นราธิวาส นี้? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ไม่ใช่ “งูเห่า” หรือ “งูเขียว” 2 สส.กล้าธรรม ปัตตานี–นราธิวาส ยันเดินหน้ากับพรรค

Scroll to top