จัดตั้งรัฐบาล

ครม. ตั้ง “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เลขาธิการนายกฯ

“ครม.อนุทิน” นัดพิเศษ มีมติแต่งตั้ง “กวาง ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เป็น “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” ที่อายุน้อยที่สุดแล้ว

วันที่ 24 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม โดยคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งให้ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “นายกฯ น้อย” ถือเป็นตำแหน่งสำคัญที่ต้องคอยสนับสนุนการทำงานของนายกรัฐมนตรี รวมถึงการบริหารจัดการงานทั่วไป และประสานงานให้กับนายกรัฐมนตรีโดยตรง นอกจากนี้ ยังเป็นตำแหน่งที่จะต้องรวบรวมวิเคราะห์ และกลั่นกรองข้อมูลต่างๆ เพื่อนำเสนอความเห็นประกอบการพิจารณา และการสั่งการของนายกรัฐมนตรี

การตัดสินใจของ ครม. ในการแต่งตั้ง “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เป็น “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไม่น้อย หลายคนจับตามองถึงบทบาทและทิศทางการทำงานของเธอในตำแหน่งสำคัญนี้ เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของเธอส่วนใหญ่อยู่ในบทบาทของการเป็นโฆษกและเลขานุการรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม นางสาวไตรศุลี ถือเป็นผู้ที่รับตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุด ปัจจุบัน นางสาวไตรศุลี อายุ 35 ปี และเป็นลูกสาวของนายวิชิต ไตรสรณกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ เคยดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาได้ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

เส้นทางการเมืองของนางสาวไตรศุลีนั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง จากการเป็นรองโฆษกรัฐบาล สู่เลขานุการรัฐมนตรี และในที่สุดก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถและการยอมรับที่เธอได้รับจากผู้บริหารประเทศ

ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เป็น “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” แล้ว

การแต่งตั้งครั้งนี้นำมาซึ่งคำถามมากมายเกี่ยวกับความเหมาะสมและศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในการบริหารประเทศ หลายฝ่ายมองว่าการที่รัฐบาลกล้าให้โอกาสคนหนุ่มสาวเข้ามามีบทบาทสำคัญนั้นเป็นสัญญาณที่ดีของการเปลี่ยนแปลงและการเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ

ความท้าทายของ “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” ในตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีนั้นเต็มไปด้วยความท้าทายและความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ นางสาวไตรศุลีจะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอมีความสามารถในการบริหารจัดการงานต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างราบรื่น และสามารถให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อนายกรัฐมนตรีได้

นอกจากนี้ เธอยังต้องเผชิญกับแรงกดดันและความคาดหวังจากสังคมที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าในการบริหารประเทศ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการตอบสนองต่อปัญหาต่างๆ อย่างรวดเร็วและตรงจุดจะเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

  • การบริหารจัดการงานทั่วไปของสำนักนายกรัฐมนตรี
  • การประสานงานกับหน่วยงานราชการต่างๆ
  • การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี
  • การให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะแก่นายกรัฐมนตรี
  • การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของรัฐบาล

การที่นางสาวไตรศุลีได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีนั้น อาจเป็นเพราะวิสัยทัศน์และความสามารถในการสื่อสารของเธอที่เป็นที่ประจักษ์ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของเธอในตำแหน่งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำงานร่วมกับทีมงาน การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และการตัดสินใจที่ถูกต้องในช่วงเวลาที่สำคัญ

การแต่งตั้ง “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เป็น “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการเมืองไทยที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศมากขึ้น หวังว่าเธอจะสามารถใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

ที่มา – ประวัติ “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” อดีตรองโฆษกรัฐบาล สู่เลขาธิการนายกฯ “อนุทิน”

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่รัฐบาลมีต่อคนรุ่นใหม่และการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนางสาวไตรศุลีขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการ การประสานงาน และการตัดสินใจที่ถูกต้องในช่วงเวลาที่สำคัญ หวังว่าเธอจะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

ที่มา – ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เป็น “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” แล้ว

“วันนอร์” คาด แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค.นี้

“วันนอร์” ประธานสภาฯ คาด แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค.นี้ ชี้ อยู่ที่รัฐบาลพร้อม ย้ำ ต้องส่งคำแถลงให้สมาชิกรัฐสภาทราบก่อน 3 วัน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 กันยายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวที่รัฐสภา ถึงวันแถลงนโยบายของรัฐบาล ว่า ขึ้นอยู่กับการกำหนดของรัฐบาล หลังจากวันที่ 24 กันยายน 2568 ที่รัฐบาลจะเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ และประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ก็จะแจ้งมายังสภาฯ ว่ารัฐบาลพร้อมที่จะแถลงนโยบายวันใด เมื่อรัฐบาลแจ้งมาแล้วทางสภาฯ จะหารือวิป 3 ฝ่าย เพื่อกำหนดวันและชั่วโมงในการอภิปราย คาดว่าน่าจะเป็นต้นสัปดาห์หน้าหรือปลายสัปดาห์

ทั้งนี้ สภาฯ จะต้องแจ้งล่วงหน้าให้สมาชิกทราบไม่น้อยกว่า 3 วัน เพราะรัฐบาลต้องส่งนโยบายที่แถลงมาให้สมาชิกได้อ่านก่อนวันประชุม ถ้าหากทุกอย่างพร้อม ไม่มีอะไรติดขัด อาจจะเป็นวันที่ 1-2 ตุลาคม 2568 โดยจะใช้เวลาทั้ง 2 วัน ซึ่งจะเท่ากับรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับข้อตกลงของวิปทั้ง 3 ฝ่าย

ส่วนการแบ่งเวลาที่ฝ่ายค้านมีเสียงมากกว่ารัฐบาลจะแบ่งได้ลงตัวหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของวิปไปจัดการได้ ต้องมีการประชุมหารือเพื่อหาข้อตกลง แต่อย่างไรก็ต้องรอให้รัฐบาลแจ้งความพร้อมในการแถลงนโยบายมาก่อน ถ้าทุกอย่างมีความพร้อมก็คงจะเรียบร้อย.

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกำหนดการ แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. ที่กำลังจะมาถึงนี้ ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป ทุกคนต่างเฝ้ารอที่จะรับฟังนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ว่าจะมีทิศทางและแนวทางในการบริหารประเทศอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแจ้งกำหนดการ แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. ให้สมาชิกสภาฯ ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน เพื่อให้สมาชิกมีเวลาเพียงพอในการศึกษาและทำความเข้าใจนโยบายต่างๆ อย่างละเอียด ก่อนที่จะมีการอภิปรายและลงมติ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในกระบวนการประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของสมาชิกสภาฯ ในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลต้องส่งนโยบายที่จะแถลงให้สมาชิกสภาฯ ได้อ่านล่วงหน้า ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบของรัฐบาล การเปิดเผยข้อมูลนโยบายให้สาธารณชนได้รับทราบก่อนที่จะมีการแถลงอย่างเป็นทางการ จะช่วยให้ประชาชนมีโอกาสในการวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงและพัฒนานโยบายให้ดียิ่งขึ้น

“วันนอร์” คาด แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค.

การคาดการณ์ว่าการ แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. จะใช้เวลา 2 วันเต็ม ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ รัฐบาลชุดใหม่คงต้องการที่จะนำเสนอวิสัยทัศน์และนโยบายของตนอย่างละเอียด ครอบคลุมทุกด้าน และตอบข้อซักถามจากสมาชิกสภาฯ ได้อย่างชัดเจน การให้เวลาอย่างเพียงพอสำหรับการอภิปราย จะช่วยให้สมาชิกสภาฯ สามารถตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายต่างๆ ในอนาคต

ความสำคัญของการแถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค.

การ แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการทางการเมือง แต่เป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลจะได้แสดงความมุ่งมั่นตั้งใจในการบริหารประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การที่รัฐบาลสามารถนำเสนอนโยบายที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ จะช่วยสร้างความหวังและกำลังใจให้กับประชาชนในการเผชิญกับความท้าทายต่างๆ

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าเกี่ยวกับการ แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. จึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนทุกคน การทำความเข้าใจนโยบายของรัฐบาล จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบว่าเราจะสนับสนุนหรือคัดค้านนโยบายเหล่านั้น และเราจะสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้อย่างไรบ้าง

การแถลงนโยบายที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่เราต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพื่ออนาคตที่ดีของประเทศเรา

ที่มา – “วันนอร์” คาด แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. ย้ำต้องให้สมาชิกรัฐสภาทราบก่อน 3 วัน

สว.พิสิษฐ์ ถกวิป เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล

“สว.พิสิษฐ์” รอคุยวิป 3 ฝ่าย ก่อนเคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล คาดสัปดาห์หน้าใช้เวลา 2 วัน หวังรัฐบาลให้ความสำคัญกับปากท้องประชาชนมากกว่ากลั่นแกล้งฝั่งตรงข้าม-แทรกแซงคดี

เวลา 09.15 น. วันที่ 22 กันยายน 2568 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) กล่าวถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า วันอังคารหรือพุธนี้จะมีการหารือกันก่อน โดยเป็นการประชุมวิปทั้ง 3 ฝ่าย คือฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลและวุฒิสภา เพื่อกำหนดกรอบการประชุมและกำหนดเวลาของแต่ละฝ่าย ส่วนประเด็นในการอภิปรายนั้นหลักๆ คือเรื่องการแถลงนโยบายที่รัฐบาลนายอนุทินได้เสนอ และประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งนี่คือ 2 เรื่องหลักที่วุฒิสภาจะอภิปราย

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า ยังไม่มีการกำหนดคนที่จะมาอภิปราย ต้องรอดูโควตาว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และ สว. จะได้ผู้อภิปรายเท่าไหร่ คาดว่าการแถลงนโยบายน่าจะเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์หน้า เพราะนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา บอกแล้วว่าวันที่ 25 กันยายนนี้ไม่ทัน และอีกอย่างยังไม่เคยคุยกันในวิปทั้ง 3 ฝ่าย เพราะฉะนั้นอาจจะเป็นช่วง 29-30 กันยายน หรือ 30 กันยายน – 1 ตุลาคม 2568 โดยคาดว่าการอภิปรายจะจบภายใน 2 วัน เนื่องจากวันที่ 29-30 กันยายน ตรงกับวันประชุมวุฒิสภาอยู่แล้ว ส่วนวันที่ 1-2 ตุลาคม ตรงกับวันประชุมสภาผู้แทนราษฎรอาจจะใช้ฝั่งละ 1 วัน

เมื่อถามว่าวุฒิสภาคาดหวังกับรัฐบาลใหม่ที่จะอยู่เพียงแค่ 4 เดือนอย่างไรบ้าง นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า “4 เดือนน้อยมากแต่ก็ทนมา 2 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นก็หวังว่า 4 เดือนรัฐบาลจะตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ไปกลั่นแกล้ง แต่เรื่องจะกำจัดฝ่ายตรงข้าม คงไม่ต้องบอกว่าเรื่องอะไรบ้าง และอยากให้เน้นเรื่องปากท้องของประชาชนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ อยากให้รัฐบาลมุ่งเน้นเป็นหลัก 4 เดือนนี้ไม่เยอะเลย แต่ก็อยากให้เห็นผลเพราะใกล้จะปีใหม่แล้ว”

ส่วนคำถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่รัฐบาลอาจไปยุ่งเหยิงกับคดีเขากระโดง และคดีฮั้วเลือก สว. นายพิสิษฐ์ ระบุว่า คดีเขากระโดงและฮั้ว สว. ไม่ใช่หน้าที่หลักของรัฐบาล หน้าที่หลักของรัฐบาลคือเอาประชาชนเป็นหลัก ให้ประชาชนกินดีอยู่ดี นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลควรจะทำ แต่การที่จะไปยุ่งเรื่องเขากระโดงและฮั้ว สว. ไม่ใช่หน้าที่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรที่จะสนใจคือทำอย่างไรให้เศรษฐกิจดีขึ้น วันนี้มันแย่จริงๆ ภาคการท่องเที่ยวก็ลดลงเยอะ จึงอยากให้รัฐบาลเน้นตรงนี้ดีกว่า เรื่องฮั้ว สว. เรื่องเขากระโดง มีคนที่ทำหน้าที่อยู่แล้วไม่ใช่หน้าที่รัฐบาล

ขณะที่คำถามย้ำ สังคมยังกังวลใจว่ารัฐบาลจะเข้าไปแทรกแซงหน่วยงานที่รับผิดชอบ จนทำให้การแถลงนโยบายครั้งนี้อาจมีการอภิปรายเรื่องนี้ด้วย นายพิสิษฐ์ ตอบว่า เรื่องแทรกแซงคดีรัฐบาลก่อนหน้านี้ก็แทรกแซงอยู่แล้ว ทุกวันนี้สิ่งที่ทำอยู่ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล เช่น การเอากรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ไปแทรกแซงทั้งๆ ที่ไม่ไปดูความมั่นคงเป็นหลัก อย่างนี้ไม่เรียกว่าแทรกแซงหรือ แทรกแซงชัดเจน เรื่องฮั้ว สว. ก็เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่กลับเอาหน่วยงานในกำกับไปแทรกแซงการทำงาน นี่เรียกว่าแทรกแซงเต็มๆ

สว.พิสิษฐ์ ถกวิป เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ สว.พิสิษฐ์ ถกวิป เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคมนี้ โดยประเด็นหลักในการอภิปรายจะเน้นไปที่นโยบายที่รัฐบาลเสนอและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การหารือระหว่างวิป 3 ฝ่ายมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดกรอบและเวลาสำหรับการอภิปราย สว.พิสิษฐ์ ถกวิป เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล ยังเน้นย้ำถึงความคาดหวังที่วุฒิสภามีต่อรัฐบาลใหม่ แม้จะมีระยะเวลาเพียง 4 เดือน แต่ก็หวังว่าจะมุ่งเน้นการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องปากท้องและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

คาดการณ์วันแถลงนโยบายรัฐบาล

จากข้อมูลที่ได้ สว.พิสิษฐ์ ถกวิป เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล คาดการณ์ว่าการแถลงนโยบายอาจเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 29-30 กันยายน หรือ 30 กันยายน – 1 ตุลาคม 2568 โดยการอภิปรายจะใช้เวลาประมาณ 2 วัน

นอกจากนี้ นายพิสิษฐ์ยังได้กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการที่รัฐบาลอาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำงานของหน่วยงานอื่น ๆ โดยเน้นย้ำว่าหน้าที่หลักของรัฐบาลคือการดูแลประชาชนและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

การติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับ สว.พิสิษฐ์ ถกวิป เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพื่อดูว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถตอบสนองความคาดหวังของประชาชนและวุฒิสภาได้หรือไม่

โดยรวมแล้ว ข่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังและความกังวลของสังคมที่มีต่อรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” รอคุย วิป 3 ฝ่าย เคาะวันแถลงนโยบายรัฐบาล คาดช่วงปลาย ก.ย.

โสภณ เขากระโดง งงฉายา ยันไม่เคยถูก ป.ป.ช.

“โสภณ ซารัมย์” งง ยังไม่ทันทำอะไรแต่ถูกตั้งฉายา “โสภณ เขากระโดง” เมินคนโจมตี ครม.ปราสาทสายฟ้า ลั่น ภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ ยืนยันไม่มีชื่อเคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูล พร้อมทุ่มแก้ปัญหายาเสพติด

วันที่ 21 กันยายน 2568 นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวที่จังหวัดศรีสะเกษ ถึงกรณีที่ถูกตั้งข้อสังเกต “ครม.อนุทิน” เป็นปราสาทสายฟ้าคอนเนคชั่น ว่า ก็มีการหมายถึงว่าเป็นคนบุรีรัมย์ ซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย วันนี้พอพูดถึงบุรีรัมย์จะมีคนอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีอคติก็จะพูดว่าคนบุรีรัมย์จะเข้าไปทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่กลุ่มที่รู้ความจริง เหมือนที่คนบุรีรัมย์รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะฉะนั้นต้องดูที่การกระทำ เหมือนตนที่วันนี้ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลยแต่กลับถูกตั้งฉายาว่า “โสภณ เขากระโดง”

นายโสภณ กล่าวต่อไปว่า ตนเลือกเกิดไม่ได้ แต่เพราะอยู่บุรีรัมย์ ขอถามว่าที่ตนมีชื่ออยู่ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้ ก็ต้องไปดูว่าสิ่งที่จะทำในอนาคตนั้นจะเหมือนกับคำปรามาสหรือไม่ ต้องมาพิสูจน์กัน ในสังคมนี้พอพูดเรื่องดีก็ไม่เชื่อ แต่พอพูดเรื่องไม่ดีก็เชื่อไว้ก่อนว่าจะทำแบบนั้นจะทำแบบนี้ จึงเป็นจุดอ่อนของสังคมไทย และการใช้โซเชียลมีเดียที่จริงบ้างเท็จบ้างมาบั่นทอนความน่าเชื่อถือของคนที่ไม่รู้ความจริง

“วันนี้ผมก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง และไม่ใช่แค่ผมนะ แต่ สส.บุรีรัมย์ นักการเมืองของคนบุรีรัมย์ หรือมีชื่อคนบุรีรัมย์เข้าไปเป็น ครม. ต้องพิสูจน์ว่าเราไม่ได้เป็นแบบที่พวกเขาคิด ตรงนี้สำคัญ เพราะอนาคตของภูมิใจไทยมันไม่ได้อยู่ที่วันนี้ อนาคตของภูมิใจไทยอยู่ที่ว่า ถ้าเราทำในสิ่งที่ทุกคนคาดผิดหมด พวกผมก็เป็นพระเอก”

พร้อมระบุว่าเราไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ และภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ จึงต้องเดินตามครรลองของกฎหมาย เพราะเราหวังว่าจะเป็นพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันการเมือง หากพรรคใดไร้อุดมการณ์ ไม่ยึดในสิ่งที่ถูกต้องก็จะอยู่ได้ไม่นาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราและ สส.ทุ่มเทมา สิ่งที่ทำมาก็เป็นประโยชน์กับประชาชน

ส่วนที่พรรคเพื่อไทยเตรียม 4 กุมาร จะชำแหละคณะรัฐมนตรี นายโสภณ บอกว่าไม่เป็นอะไร ตนไม่ห่วงเรื่องชำแหละ แต่ห่วงว่าเราจะมีเวลาพอที่จะได้พิสูจน์การทำงานบนพื้นฐานความเป็นจริงหรือไม่ เพราะเวลา 4 เดือนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่มีการทำ MOA และรับปากกับพรรคที่สนับสนุนว่าจะยุบสภาใน 4 เดือน เชื่อว่าทำได้ แต่ในขณะเดียวกันวิกฤติของประเทศบางอย่างรอไม่ได้ และความเป็นรัฐบาลทุกวินาทีต้องทำเพื่อประเทศชาติ ต้องคู่กันไปกับการเดินหน้ายุบสภา ร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน นายโสภณ ยังกล่าวถึงภารกิจที่จะรับผิดชอบในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ว่า ตนไม่ถนัดเรื่องเศรษฐกิจ แต่ในเรื่องสังคม การศึกษา และยาเสพติดถือว่าเป็นงานที่สำคัญ โดยเฉพาะปัญหายาเสพติดซึ่งเป็นปัญหาของประเทศจริงๆ ปัญหาเศรษฐกิจทุกวันนี้ หากมองให้ดีก็เพราะคนเราไม่มีคุณภาพ ติดยา เด็กติดยาไม่เรียนหนังสือ ปัญหานี้ต้องแก้ไขเร่งด่วน ซึ่งตนสามารถทำได้แล้ว โดยในระยะ 2 ปีที่ตนเป็น สส.บุรีรัมย์ ได้เร่งแก้ปัญหายาเสพติดใน 6 อำเภอ ร่วมกับพระและภาคเอกชนและเห็นผลสำเร็จ ขอท้าสื่อมวลชนและหน่วยงานราชการไปดูที่ อำเภอลำปลายมาศ อำเภอคูเมือง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ ฯลฯ ซึ่งมีศูนย์บำบัด ติดตาม แยกผู้ป่วย และตนจะพาไปชม สิ่งที่ตนอยากเห็นคือการพัฒนาด้านการศึกษาและการแก้ปัญหายาเสพติด

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตนเคยเป็นรัฐมนตรีคมนาคม 3 ปี เคยถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2 ครั้ง และในตอนนั้นต้องยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบ แต่สุดท้ายผลการสอบก็ยกหมด และยืนยันว่าตนไม่มีเรื่อง ป.ป.ช. สำหรับใน ครม.นี้จะมีใครถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรีได้ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพราะท่านมีอนาคตทางการเมืองอยู่ ตนเชื่อว่านายกรัฐมนตรีมีกำแพงพิงที่จะไม่ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า แม้จะเป็นรัฐบาลแค่ 4 เดือน แต่ก็ไม่ควรนำชีวิตการเมืองไปผูกไว้

ส่วนภาพลักษณ์ของ ครม. จะกระทบรัฐบาลหรือไม่นั้น นายโสภณ กล่าวว่าก็ต้องพิสูจน์กัน ในทางการเมือง นักการเมืองที่อยู่วังวนเคยร่วมงานกัน แต่ในส่วนตัวความผิดต้องตัดสินด้วยกฎหมาย วันนี้ใครถูกกล่าวหาก็ต้องพิสูจน์ตามกระบวนการ แม้แต่นายกรัฐมนตรีเอง หากไม่เชื่อกฎหมายแล้วเราจะอยู่กันอย่างไร เชื่อว่าใครทำไว้สมัยนี้ไม่สามารถปิดได้ ใครทำอะไรรู้หมด ส่วนฝ่ายค้านจะทำอะไรก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของเขา และหวังว่าสังคมจะให้ความยุติธรรม.

โสภณ เขากระโดง กับฉายาที่มาพร้อมความมุ่งมั่น

จากกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ ได้รับฉายา “โสภณ เขากระโดง” นั้น แสดงให้เห็นถึงความสนใจของสังคมที่มีต่อนักการเมืองและบทบาทของพวกเขาในการบริหารประเทศ ถึงแม้ว่านายโสภณจะรู้สึกงงงวยกับฉายาดังกล่าว แต่ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ตัวเองและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์

ความสำคัญของการตรวจสอบนักการเมือง

เรื่องราวของนายโสภณ ซารัมย์ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบนักการเมืองและการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อน การที่สังคมและองค์กรต่างๆ ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการบริหารประเทศได้

แม้ว่าการถูกตรวจสอบอาจเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับนักการเมือง แต่ก็เป็นโอกาสที่จะได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์และความสามารถของตนเอง และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่านักการเมืองเหล่านั้นมีความซื่อสัตย์และตั้งใจที่จะทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง นอกจากประเด็นเรื่องฉายาแล้ว นายโสภณยังยืนยันว่าตนเองไม่เคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ซึ่งเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจและความพร้อมที่จะให้ตรวจสอบ

นอกจากนี้นายโสภณยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหายาเสพติดซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่ตนเองให้ความสนใจและผลักดันมาโดยตลอด การแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติโดยรวม และเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

การที่นายโสภณยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่ยั่งยืน และจะยึดมั่นในหลักการและความถูกต้องเพื่อเป็นประโยชน์ต่อประชาชนต่อไป

โดยรวมแล้ว เรื่องราวของนายโสภณ เขากระโดง เป็นเรื่องราวที่สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายและความรับผิดชอบของนักการเมืองในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และการทำงานเพื่อพัฒนาประเทศชาติอย่างแท้จริง การที่สังคมให้ความสนใจและตรวจสอบนักการเมืองอย่างเข้มข้น จะช่วยสร้างระบบการเมืองที่ดีและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

ที่มา – งงฉายา “โสภณ เขากระโดง” พร้อมยันไม่เคยถูก ป.ป.ช. ชี้มูล ลั่น ภท. ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ

อนุทินยันแถลงนโยบายเร็วสุด โพสต์ภาพกวนอูวางง้าว

“อนุทิน” นัดประชุม ครม. ครั้งแรกหลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ฯ 24 ก.ย. แบ่งงานรองนายกฯ จ่อแถลงนโยบายให้เร็วที่สุด ขออย่าทำนายอนาคต หลังถูกจับตาภูมิใจไทยโตขึ้น โพสต์ภาพคู่เทพเจ้ากวนอูวางง้าวกับพื้น

วันที่ 20 ก.ย. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ ว่า ในวันที่ 24 กันยายน จะนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณ เป็นวันมหามงคล เพราะเป็นวันมหิดลด้วย พวกเรารู้สึกดีใจ หลังจากนั้นก็ได้นัดไว้เบื้องต้นว่าจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก แต่ไม่ใช่การประชุมนัดพิเศษหรืออะไร เพราะเราจะได้แบ่งงาน วางหน้าที่ให้กับรองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบ รวมถึงการเสนอแต่งตั้งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทุกคนจะได้ทำงานทันที หลังจากนั้น จะนัดประธานรัฐสภาเพื่อทำการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งเราตั้งใจให้เร็วที่สุด แต่ก็แล้วแต่ความกรุณาของประธานรัฐสภา รวมถึงสมาชิกของ 2 สภา

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกรณีที่หลายคนจับตามองว่าพรรคภูมิใจไทยจะมีการขยายตัวใหญ่ขึ้น ในการเลือกตั้งครั้งหน้า รวมถึงการตั้งเป้ากวาดเก้าอี้ สส.ในหลายพื้นที่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าไปทำนายอนาคต คนที่จะกำหนดได้คือพวกตน ซึ่งจะต้องขยัน และอย่างน้อยต้องบอกว่าไม่มีวันหยุด

ถามต่อว่าพรรคภูมิใจไทยจะโตขึ้นใช่หรือไม่ นายอนุทิน ไม่ตอบคำถาม มีเพียงพยักหน้าเท่านั้น ก่อนเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

ทั้งนี้ นายอนุทิน ยังได้โพสต์รูปบนเฟซบุ๊ก เป็นการถ่ายภาพคู่กับเทพเจ้ากวนอู ว่า “เทพเจ้ากวนอูวางง้าวกับพื้น ที่วัดเทพสรธรรมาราม ปทุมธานี หลวงพ่อเจ้าอาวาสอธิบายเป็นนัยยะว่า ท่านรบชนะศึก จึงวางง้าวลงปักพื้นได้แต่ยังคงมีความพร้อมและน่าเกรงขามตลอดเวลา”

นายกฯ อนุทิน ยันจะแถลงนโยบายให้เร็วที่สุด-โพสต์ภาพคู่เทพเจ้ากวนอูวางง้าวกับพื้น

ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูลคือการเตรียมแถลงนโยบายของรัฐบาลให้เร็วที่สุด หลังจากเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ การประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกถูกกำหนดไว้เพื่อแบ่งงานและความรับผิดชอบให้แก่รองนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแต่งตั้งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเพื่อให้การดำเนินงานของรัฐบาลเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่นายอนุทินได้โพสต์ภาพคู่กับเทพเจ้ากวนอูวางง้าวกับพื้น ซึ่งอาจเป็นการสื่อถึงความพร้อมและความน่าเกรงขามของรัฐบาล แม้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทำงาน สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความท้าทายอย่างมาก และการที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการทำงานอย่างไม่หยุดหย่อน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้า

อนุทินยันแถลงนโยบายเร็วสุด เตรียมแบ่งงาน ครม.

การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแถลงนโยบายให้เร็วที่สุดเป็นสัญญาณที่ดี เพราะประชาชนและภาคส่วนต่างๆ กำลังรอคอยทิศทางและแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาลชุดใหม่ การแบ่งงานและการมอบหมายความรับผิดชอบที่ชัดเจนให้กับรองนายกรัฐมนตรีจะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่นายอนุทินขอให้ “อย่าทำนายอนาคต” เกี่ยวกับการขยายตัวของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า อาจเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลชุดนี้ต้องการที่จะมุ่งเน้นไปที่การทำงานอย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ มากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับการสร้างฐานเสียงทางการเมือง

สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้

ต่อไปนี้คือประเด็นที่น่าจับตามอง:

  • ความชัดเจนของนโยบายรัฐบาลที่จะถูกแถลงต่อรัฐสภา
  • การดำเนินงานตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้
  • ความร่วมมือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลในการผลักดันนโยบายต่างๆ
  • การตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและการแก้ไขปัญหาต่างๆ
  • การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความท้าทาย รัฐบาลชุดใหม่จะต้องทำงานอย่างหนักและมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นให้กับประเทศ การแถลงนโยบายที่ชัดเจนและการดำเนินงานที่รวดเร็วจะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความหวังให้กับประชาชน

การที่นายกฯ อนุทิน ยันจะแถลงนโยบายให้เร็วที่สุด และการโพสต์ภาพคู่เทพเจ้ากวนอูวางง้าวกับพื้น สื่อให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมที่จะนำพาประเทศไทยไปข้างหน้า เราต้องติดตามกันต่อไปว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถทำตามที่ได้ตั้งใจไว้ได้หรือไม่

ดังนั้น สิ่งที่เราในฐานะประชาชนทำได้ คือการติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด และให้กำลังใจรัฐบาลในการทำงานเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – นายกฯ อนุทิน ยันจะแถลงนโยบายให้เร็วที่สุด-โพสต์ภาพคู่เทพเจ้ากวนอูวางง้าวกับพื้น

ประวัติ โสภณ ซารัมย์ คัมแบ็กนั่งรองนายกฯ

เปิดประวัติ โสภณ ซารัมย์ อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย คนสนิทเนวิน ชิดชอบ ได้คัมแบ็กเป็นรองนายกฯ ใน ครม.อนุทิน 1 หลังจากห่างหายจากเก้าอี้รัฐมนตรีไปนาน

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และให้มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยนายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์หลายสมัย ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ใน ครม.อนุทิน 1 ครั้งนี้

ประวัติ โสภณ ซารัมย์

สำหรับนายโสภณ ซารัมย์ เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2502 ปัจจุบันอายุ 66 ปี เป็นชาวลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยกำเนิด บิดาคือ นายสนั่น ซารัมย์ มีอาชีพเป็นกำนัน มีพี่ชาย 1 คน คือ นายสมบูรณ์ ซารัมย์ ส.ส.เขต 3 บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ที่ถูกแฉปมเสียบบัตรแทนกัน แต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตีตกเนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ ทางด้านการศึกษา นายโสภณ เรียนจบครุศาสตรบัณฑิต สาขาการประถมศึกษา จากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์

ขณะที่นายโสภณ มีชีวิตสมรสกับนางอารีญาภรณ์ ซารัมย์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลลำปลายมาศ มีบุตรด้วยกัน 3 คน หนึ่งในนั้นคือนายอาณัตพณ ซารัมย์ อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเมื่อปี 2560 ขณะอายุ 30 ปี โดยหลังจากบุตรชายเสียชีวิต จึงได้ก่อตั้งมูลนิธิขึ้น และดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) เพื่อคอยช่วยเหลือสังคม

นายโสภณ เข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยรับราชการครูมาก่อน จากนั้นในปี 2544 ได้ลงสมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ ในนามพรรคชาติไทย และได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาในปี 2548 ได้ย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย และยังคงได้รับการเลือกตั้ง ส.ส. ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชาชน เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรค แต่พรรคพลังประชาชนก็ถูกตัดสินยุบพรรคอีกครั้ง

ทำให้ในปี 2550 นายโสภณ ซารัมย์ ที่ถือเป็นคนใกล้ชิดนายเนวิน ชิดชอบ ได้ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย ที่แยกจากพรรคพลังประชาชน มารวมกับ ส.ส. จากพรรคมัชฌิมาธิปไตย เพื่อสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

ส่วนตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญของนายโสภณ ซารัมย์ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการคมนาคมในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วนปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการศึกษาธิการ และล่าสุดได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ใน ครม.อนุทิน 1 ในครั้งนี้

เส้นทางการเมืองของ โสภณ ซารัมย์

การกลับมาครั้งนี้ของโสภณ ซารัมย์ นับเป็นการคืนสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปนาน การได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริหารพรรคและรัฐบาลมีต่อประสบการณ์และความสามารถของเขา

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ การกลับมาของบุคคลที่มีประสบการณ์จึงอาจนำมาซึ่งมุมมองใหม่ ๆ และการขับเคลื่อนนโยบายที่น่าสนใจต่อไปในอนาคต

ที่มา – ประวัติ โสภณ ซารัมย์ คนสนิทเนวิน บ้านบุรีรัมย์ คัมแบ็กนั่งรองนายกฯ

ศศิธร ลูกสาวโกหงวน นั่ง รมช.มหาดไทย

เปิดประวัติ “ศศิธร กิตติธรกุล” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยป้ายแดง ในครม.อนุทิน 1 ดีกรี ลูกสาว “โกหงวน” นายกฯ อบจ.กระบี่ เครือญาติ “กิตติ กิตติธรกุล” สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย ผงาดเป็น รมต.หญิงคนแรกของจังหวัด

วันที่ 19 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และให้มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดย น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล ทายาทบ้านใหญ่แห่งเมืองกระบี่ ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในครม.อนุทิน 1 ครั้งนี้

ประวัติ ศศิธร กิตติธรกุล

สำหรับ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล มีชื่อเล่นว่า ก้อย เป็นบุตรสาวของ นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ หรือ “โกหงวน” และเป็นญาติของ นายกิตติ กิตติธรกุล สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย คนกระบี่มักเรียกเธอว่า นายกก้อย เพราะเคยดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ ส่วนการศึกษาเรียนจบปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัย Louisiana State University ในสาขา B.S. International Trade and Finance ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นต่อปริญญาโท ที่ University of La Verne ในสาขา MBA. In Supply Chain Management ที่สหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน

เส้นทางการเมืองของ ศศิธร กิตติธรกุล เริ่มต้นจากการทำงานในภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวและพัฒนาธุรกิจในจังหวัดกระบี่ ก่อนที่จะเข้าสู่การเมืองท้องถิ่นและได้รับความไว้วางใจจากประชาชนชาวกระบี่ ด้วยความสามารถและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ทำให้เธอได้รับโอกาสในการทำงานในระดับประเทศในที่สุด การได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ถือเป็นก้าวสำคัญในชีวิตทางการเมืองของเธอ และเป็นความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดกระบี่

โดยก่อนจะมานั่งตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เคยดำรงตำแหน่ง ประธานเขตพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นอกจากนี้เธอยังเป็นอดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เคยมีตำแหน่งเป็นกรรมการวิทยาเขตผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตกระบี่ และอีกหลายกรรมการในจังหวัดกระบี่ อีกทั้งยังเคยเป็นเลขานุการนายกสมาคมแม่บ้านองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ รวมถึงยังเป็นคณะทำงานอีกหลายคณะ เช่น คณะทำงานติดตามประเมินการประกอบกิจการและวิถีชีวิตของประชาชนระดับจังหวัด เพื่อศึกษามาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรค คณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการควบคุมโรคจังหวัดกระบี่ (ศปก.ก.กบ.) และคณะทำงานการควบคุมกำกับการดำเนินงาน Big Cleaning Week จังหวัดกระบี่

จนล่าสุดได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลอนุทิน ซึ่งถือเป็นรัฐมนตรีหญิงคนแรกของจ.กระบี่ด้วย

ศศิธร กิตติธรกุล ถือเป็นบุคคลที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะบทบาทของเธอในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

บทบาทสำคัญของ ศศิธร กิตติธรกุล

การเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยของ ศศิธร กิตติธรกุล สร้างความหวังและความคาดหวังให้กับประชาชนชาวจังหวัดกระบี่และประชาชนทั่วประเทศ เนื่องจากเธอเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ และมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า

ความสำเร็จของ ศศิธร กิตติธรกุล เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงหลายๆ คนที่ต้องการเข้ามามีบทบาทในแวดวงการเมือง และแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกับผู้ชาย หากมีความมุ่งมั่นตั้งใจและมีความสามารถ

ที่มา – ประวัติ “ศศิธร” ลูกสาว “โกหงวน” เมืองกระบี่ ผงาดนั่ง รมช.มหาดไทย ครม.อนุทิน 1

ประวัติ จ่าเอก ยศสิงห์ สู่ รมช.อุตสาหกรรม

เปิดประวัติ จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ คนสนิท “สุชาติ ชมกลิ่น” ผงาดขึ้นสู่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พบอดีตเคยเป็นผู้สมัครนายก อบจ.คณะก้าวหน้า ค่ายสีส้ม แต่สอบตก ก่อนซบพรรครวมไทยสร้างชาติ

วันที่ 19 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และให้มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ปรากฏว่า จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ จากที่ก่อนหน้านั้น กระแสข่าวสะพัดจะได้โควตารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แต่กลับได้มานั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมแทน ทำให้หลายคนสนใจใน ประวัติ จ่าเอก ยศสิงห์

ประวัติ จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ

สำหรับประวัติ จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศเป็นคนจ.ฉะเชิงเทรา โดยกำเนิด จบการศึกษามหาบัณฑิตสาขาการบริหารงานยุติธรรมและสังคม ม.บูรพา เคยรับราชการสายสรรพาวุธทหารเรือ หลังจากนั้นได้ลาออก และเข้ามาสู่สนามการเมืองในสมัยแรกเมื่อปี 2544 ด้วยการลงสมัครสนามท้องถิ่น ในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร อบต.บางผึ้ง ก่อนต่อมาจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น นายก อบต.บางผึ้ง จ.ฉะเชิงเทรา ชนะเลือกตั้งถึง 4 สมัย ได้ครองเก้าอี้รวม 4 สมัย บวก 3 ปีเต็ม

ต่อมาในปี 2563 กระโดดเข้าสนามระดับจังหวัด ด้วยการชิงเก้าอี้นายก อบจ.แปดริ้ว ในนามคณะก้าวหน้า แต่พ่ายแพ้ให้กับนายกิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีตนายก อบจ. 3 สมัย แต่จ่าเอก ยศสิงห์ ก็ทำคะแนนไปได้สูงถึง 132,191 คะแนน และยังพาทีม ส.อบจ. คณะก้าวหน้า สอบผ่านการเลือกตั้งได้ถึง 10 คน ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนั้น ช่อ พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ไปช่วยหาเสียงด้วยตนเอง

ขณะที่ในปี 2565 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่วนในปี 2566 ได้เข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ ลงสมัคร สส.ฉะเชิงเทรา เขต 4 ในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ

แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 มติคณะรัฐมนตรี รัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้เห็นชอบแต่งตั้ง จ่าเอก ยศสิงห์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ [ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการ รมช.พาณิชย์ (นายสุชาติ ชมกลิ่น)]

กระทั่งในยุครัฐบาลอนุทิน ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ จ่าเอก ยศสิงห์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในครม.อนุทิน 1 ที่ว่ากันว่ามาจากการผลักดันของนายสุชาติ ชมกลิ่น เส้นทางการเมืองของ จ่าเอก ยศสิงห์ จึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

จากท้องถิ่น สู่ รัฐมนตรีช่วย: ประวัติ จ่าเอก ยศสิงห์

ประวัติ จ่าเอก ยศสิงห์ แสดงให้เห็นถึงเส้นทางการเมืองที่น่าสนใจ จากจุดเริ่มต้นในระดับท้องถิ่น สู่การเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงพรรค และความสัมพันธ์กับนักการเมืองสำคัญอย่าง สุชาติ ชมกลิ่น ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในวันนี้

การได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมของจ่าเอก ยศสิงห์ ถือเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจในการเมืองไทย และต้องติดตามกันต่อไปว่าเขาจะสร้างผลงานอะไรให้กับประเทศชาติ

ที่มา – ประวัติ จ่าเอก ยศสิงห์ อดีตเด็กค่ายส้ม สู่คนสนิท “สุชาติ” ผงาดได้นั่งรมช.อุตสาหกรรม

พรรคประชาชน ชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน

พรรคประชาชนเตรียมทีมอภิปรายนโยบายรัฐบาลใหม่! เน้น 4 หมวดหมู่หลัก ตรวจสอบละเอียดทุกประเด็นร้อน

“พริษฐ์ วัชรสินธุ” เผย พรรคประชาชน ตั้งทีมเตรียมผู้อภิปรายวันแถลงนโยบายในสภาฯ แล้ว โดยแบ่งประเด็นการตรวจสอบออกเป็น 4 หมวดหมู่ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เงื่อนไข MOA ไปจนถึงประเด็นที่ดินเขากระโดง และโครงการคนละครึ่ง รวมถึงรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อาจมีข้อกังขา

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ณ รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง สภาฯ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ว่าเวทีแรกที่จะทำการตรวจสอบอย่างเข้มข้นคือการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยพรรคประชาชนได้จัดตั้งทีมและเตรียมผู้อภิปรายไว้ในระดับหนึ่งแล้ว แบ่งออกเป็น 4 หมวดหมู่หลัก ได้แก่

  1. การตรวจสอบและติดตามการรักษาสัญญาตามเงื่อนไขข้อตกลง (MOA) ที่รัฐบาลได้ให้ไว้
  2. การตรวจสอบประเด็นที่สังคมยังคงตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเป็นธรรม เช่น กรณีการฮั้ว สว. และประเด็นที่ดินเขากระโดงซึ่งยังคงเป็นข้อพิพาท
  3. การตรวจสอบนโยบายเฉพาะหน้าที่คาดว่ารัฐบาลชุดนี้จะให้ความสำคัญและผลักดันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างโครงการคนละครึ่งที่มีข่าวออกมา รวมไปถึงการป้องกันไม่ให้มีการใช้งบประมาณจำนวน 69 บาท เพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง
  4. การตรวจสอบความเหมาะสมของรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ละท่าน เช่น กรณีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่เคยเป็นอดีตตำรวจในจังหวัดบุรีรัมย์ และมีความเกี่ยวข้องกับอดีตตำรวจท่านหนึ่งที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งกำลังถูกตั้งคำถามในคดีฮั้ว สว. รวมถึงจุดยืนของรัฐมนตรีท่านนี้ต่อนโยบายกัญชา

พรรคประชาชน ชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับนิติสงคราม แต่เมื่อพิจารณารายชื่อ ครม. ชุดใหม่ กลับพบว่ามีบุคคลที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และอาจมีการยื่นเรื่องให้องค์กรอิสระตรวจสอบคุณสมบัติ นายพริษฐ์ตอบว่า การใช้องค์กรอิสระในการตรวจสอบยังคงเป็นแนวทางเดิม คือหากมีการกระทำใดที่เป็นการทุจริต พรรคประชาชนมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องที่มีนิยามชัดเจน และสามารถใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการได้

อย่างไรก็ตาม จุดยืนที่พรรคประชาชนแตกต่างออกไปคือเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม เนื่องจากมองว่าเป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายอาจมีนิยามที่ไม่ตรงกัน และอาจนำไปสู่การใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ ซึ่งเป็นจุดยืนที่พรรคฯ ยึดมั่นมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และจะเป็นจุดยืนเดิมที่ใช้ในการตรวจสอบทุกรัฐบาล ไม่ว่าหน้าตานายกรัฐมนตรีหรือ ครม. จะเป็นอย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนจะยังคงตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

จับตา 4 หมวดหมู่หลักในการ ชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน

การตรวจสอบของพรรคประชาชนจะเน้นไปที่:

  • ความโปร่งใสในการดำเนินนโยบาย
  • การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ
  • ความเหมาะสมของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

การจัดตั้งทีมเพื่อชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเน้นไปที่การรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน การป้องกันการทุจริต และการส่งเสริมธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ

นี่คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคประชาชนจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่และพร้อมที่จะตรวจสอบทุกประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชน แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะประกอบด้วยพรรคการเมืองที่หลากหลาย แต่พรรคประชาชนยืนยันว่าจะยึดมั่นในหลักการและมาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบทุกรัฐบาล

การตรวจสอบอย่างเข้มข้นนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะขัดขวางการทำงานของรัฐบาล แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าทุกนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลจะอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม พรรคประชาชนเชื่อว่าการตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน ถือเป็นบทบาทสำคัญในการสร้างความสมดุลทางการเมือง และเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – พรรคประชาชน จัดทีมชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน 4 หมวดหมู่

Scroll to top