จีน

ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568 แต่อัตราเกิดยังวิกฤติ

ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568 แต่อัตราเกิดยังวิกฤติ สถานการณ์ที่น่าสนใจและน่ากังวลในเวลาเดียวกันของประเทศจีน เมื่อตัวเลขการจดทะเบียนสมรสพุ่งสูงขึ้น แต่จำนวนทารกที่เกิดใหม่กลับลดฮวบต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แม้รัฐบาลจะออกมาตรการจูงใจมากมาย

ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568 แต่อัตราเกิดยังวิกฤติ

จากรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า ในปี 2568 มีการจดทะเบียนสมรสในจีนถึง 6.76 ล้านคู่ เพิ่มขึ้น 10.8% จากปี 2567 ที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ นับเป็นสัญญาณบวกหลังจากตัวเลขการแต่งงานลดลงต่อเนื่องเกือบ 10 ปี โดยในปี 2558 เคยสูงถึง 12.25 ล้านคู่ แต่ปีล่าสุดเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568 แต่อัตราเกิดยังวิกฤติ โดยมีทารกเกิดใหม่เพียง 7.92 ล้านคน ต่ำสุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ ส่งผลให้จีนเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ปัญหานี้กระทบเศรษฐกิจและสวัสดิการสังคมอย่างหนัก

สาเหตุหลักที่ทำให้ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของการแต่งงานอาจมาจากมาตรการรัฐบาล เช่น

  • ตั้งแต่พฤษภาคม 2568 คู่รักจดทะเบียนสมรสได้ทุกที่ทั่วประเทศ ไม่ต้องกลับบ้านเกิด
  • บางมณฑลให้วันลาสมรสนานถึง 1 เดือน และเงินช่วยเหลือเงินสด
  • ผลกระทบจากโควิด-19 ที่เลื่อนงานแต่ง และปี 2567 เป็นปีมงคลไม่ดีตามปฏิทินจีน

นอกจากนี้ มุมมองคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปจากนโยบายลูกคนเดียว (1979-2015) ทำให้ขาดความผูกพันครอบครัวแบบดั้งเดิม ผู้สูงอายุคนหนึ่งกล่าวว่า “คนรุ่นหลังยุค 80 มีความเป็นตัวของตัวเองสูง การแต่งงานจึงซับซ้อน”

ทำไมอัตราเกิดยังวิกฤติแม้แต่งงานเพิ่ม

แม้ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568 แต่อัตราเกิดยังวิกฤติ เพราะปัญหาโครงสร้างสังคม เช่น

  • การว่างงานสูงและชั่วโมงทำงานยาวนาน
  • ค่าครองชีพแพง โดยเฉพาะที่อยู่อาศัย
  • ความคาดหวังสูงเรื่องอาชีพและการเลี้ยงลูก
  • การดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น

ศาสตราจารย์สจวร์ต กีเทล-บาสเทน จาก HKUST กล่าวว่า “ไม่ใช่แค่นโยบายจูงใจ แต่ต้องแก้ระบบสังคมทั้งหมด เช่น งาน ที่อยู่อาศัย และความก้าวหน้าในอาชีพ” ตัวเลขเพิ่มขึ้นอาจไม่ยั่งยืน ต้องรอข้อมูลเพิ่มเติม

สถานการณ์ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568 แต่อัตราเกิดยังวิกฤติ สะท้อนปัญหาโลก เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่เผชิญคล้ายกัน จีนซึ่งเคยมีประชากรมากที่สุดโลก กำลังเผชิญวิกฤตประชากรศาสตร์ที่อาจชะลอเศรษฐกิจ

เพื่อแก้ปัญหานี้ รัฐบาลจีนอาจต้องขยายมาตรการ เช่น ลดภาษีสำหรับครอบครัวมีลูก สนับสนุนการเลี้ยงลูก และปรับปรุงสวัสดิภาพแรงงาน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ติดตามแนวโน้มระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นบทเรียนสำหรับทุกประเทศ รวมถึงไทยที่อัตราเกิดต่ำเช่นกัน การส่งเสริมครอบครัวต้องเริ่มจากแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมฐานราก คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

ที่มา – ชาวจีนแต่งงานมากขึ้นในปี 2568 แต่อัตราเกิดยังวิกฤติ

มหาวิทยาลัยอินเดียโดนทัวร์ลงหนัก หุ่นยนต์สุนัขจีน

มหาวิทยาลัยอินเดียโดนทัวร์ลงหนัก หลังอ้างว่าหุ่นยนต์สุนัข “Orion” เป็นผลงานวิจัยของตัวเอง แต่ชาวเน็ตตาดีจับได้ว่าเป็นสินค้าจากจีน! เหตุการณ์ดราม่านี้เกิดขึ้นในงานประชุมสุดยอดด้าน AI ที่กรุงนิวเดลี สร้างความฮือฮาไปทั่วโซเชียลมีเดีย

มหาวิทยาลัยอินเดียโดนทัวร์ลงหนัก หลังอ้างหุ่นยนต์สุนัขจากจีน

ที่งาน India AI Impact Summit ซึ่งนายกฯ นเรนทรา โมดี เป็นประธานเปิดงาน มหาวิทยาลัยกัลโกเทียสนำหุ่นยนต์สุนัขมาอวดโฉม โดยศาสตราจารย์เนฮา ซิงห์ ให้สัมภาษณ์กับ DD News ว่าหุ่นยนต์ตัวนี้ชื่อ Orion พัฒนาขึ้นที่ศูนย์ความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัย แต่ความจริงแล้ว มันคือรุ่น Go2 จากบริษัท Unitree Robotics ของจีน ที่ขายทั่วไปในราคาแค่ 200,000 รูปี (ประมาณ 68,000 บาท) ชาวเน็ตเลยถล่มยับ เรียกว่านี่คือการโกหกหน้าด้าน!

เส้นทางดราม่าที่ทำให้มหาวิทยาลัยอินเดียโดนทัวร์ลงหนัก

  • จุดเริ่มต้น: ศาสตราจารย์เนฮาให้สัมภาษณ์อวดผลงาน สร้างกระแสไวรัล
  • ชาวเน็ตจับโป๊ะ: ตรวจสอบสเปก พบเป็น Unitree Go2 แท้ๆ มีขายใน AliExpress
  • มหาวิทยาลัยตอบโต้: ออกแถลงการณ์บอกว่าแค่ “เขียนโปรแกรม” ไม่ได้อ้างสร้างตัวเครื่อง และเรียกคอมเมนต์วิจารณ์ว่าแคมเปญโฆษณาชวนเชื่อ
  • ศาสตราจารย์แจง: "สื่อสารคลาดเคลื่อน หรือคุณไม่เข้าใจ"
  • ผลที่ตามมา: บูธโดนตัดไฟ ต้องย้ายออก ผู้จัดงานอับอาย วิดีโอสัมภาษณ์ถูกลบจากบัญชีรัฐมนตรี IT

ปลัดกระทรวง IT เอส. กฤษณัน ยังออกมาเตือนว่าเหตุการณ์นี้ไม่ควรบดบังความตั้งใจของผู้เข้าร่วมอื่นๆ ต้องรักษาจรรยาบรรณ งานนี้มีแขก VIP อย่างซุนดาร์ พิชัย CEO กูเกิล และตัวแทน 100+ ประเทศ แต่ดราม่านี้กลับกลายเป็นจุดเด่นเสียอย่างนั้น

ทำไมเรื่องนี้ถึงดัง? เพราะอินเดียกำลังผลักดันตัวเองเป็นฮับ AI ของโลก ด้วย India AI Mission มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ แต่การโฆษณาเกินจริงแบบนี้ทำลายภาพลักษณ์ได้ง่ายๆ หุ่นยนต์สุนัข Unitree Go2 เป็นเทคโนโลยีเจ๋งจริง มีเซ็นเซอร์ LiDAR สามารถเดินฝ่าอุปสรรค วิ่งเร็ว 5 เมตร/วินาที ใช้ในงานกู้ภัย ทหาร แต่การนำมาแสร้งเป็นของตัวเอง มันผิดจรรยาบรรณชัดๆ

มหาวิทยาลัยอินเดียโดนทัวร์ลงหนักครั้งนี้ สอนให้เห็นว่าชาวเน็ตยุคนี้ตาดีแค่ไหน โดยเฉพาะในวงการเทคโนโลยีที่ทุกอย่างตรวจสอบได้ในคลิกเดียว ถ้าจะพัฒนา AI จริงๆ ควรโฟกัสที่นวัตกรรมแท้ๆ อย่าง software หรือ application บน hardware ที่มี ไม่ใช่แกล้งอวด

คุณล่ะ คิดว่ามหาวิทยาลัยควรรับผิดชอบยังไง? หรือนี่เป็นแค่ความผิดพลาดเล็กน้อย? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวเทคโนโลยี AI ล่าสุดจากเราเพื่อไม่พลาดดราม่าหรือ breakthrough ใหม่ๆ นะ!

ที่มา – มหาวิทยาลัยอินเดียโดนทัวร์ลงหนัก หลังอ้าง “หุ่นยนต์สุนัข” จากจีนเป็นผลงานตัวเอง

งานกาล่าตรุษจีน CMG ปี 2026 สุดอลัง ยอดผู้ชมพุ่ง 677 ล้านคน

งานกาล่าตรุษจีน CMG ปี 2026 สุดอลัง ยอดผู้ชมพุ่ง 677 ล้านคน ถือเป็นมหกรรมวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบปี สร้างความประทับใจให้ผู้ชมทั่วโลกด้วยการผสมผสานระหว่างประเพณีโบราณและเทคโนโลยีล้ำสมัย ทำให้ยอดรับชมทั้งสดและย้อนหลังทะลุ 13,500 ล้านครั้ง!

งานกาล่าตรุษจีน CMG ปี 2026 สุดอลัง ยอดผู้ชมพุ่ง 677 ล้านคน

China Media Group (CMG) สื่อยักษ์ใหญ่ของจีน ได้จัดงานกาล่าตรุษจีนปี 2026 อย่างยิ่งใหญ่สมชื่อเสียง โดยมียอดผู้ชมรวมทุกแพลตฟอร์มสูงถึง 677 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาร่วมชมมากขึ้น สะท้อนถึงพลังของวัฒนธรรมตรุษจีนที่เชื่อมโยงคนทุกวัย นอกจากนี้ สื่อต่างประเทศเกือบ 4,000 แห่งทั่วโลกยังนำรายการไปออกอากาศ ทำให้อิทธิพลของงานนี้แผ่ขยายไปไกลทั่วโลก

งานกาล่าตรุษจีน CMG ปี 2026

การผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่

การแสดงในงานกาล่าตรุษจีน CMG ปี 2026 ถูกออกแบบอย่างลงตัว โดยร้อยเรียง “บทเพลงแห่งปีใหม่” ที่อบอุ่นและเปี่ยมพลัง สะท้อนความหวัง สามัคคี และอนาคตอันสดใส เน้นย้ำรากเหง้าวัฒนธรรมจีนผ่านการแสดงเด่นๆ เช่น “ลี่ชุน” ที่สื่อถึงฤดูใบไม้ผลิและพลังชีวิต “เฉลิมเทพบุปผา” ที่พาผู้ชมข้ามกาลเวลา และระบำจากเส้นทางสายไหมโบราณที่หายใจชีวิตด้วยเทคโนโลยี

ปีมะเมียหรือปีม้าถูกหยิบเป็นสัญลักษณ์หลัก ม้าที่แทนพลัง ความกล้าหาญ และการก้าวหน้า ทำให้บทเพลงและการแสดงหลายชุดเต็มเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น

เวทีงานกาล่าตรุษจีน CMG

เทคโนโลยีและมนุษยธรรมที่ลงตัว

เทคโนโลยีเป็นจุดเด่น หุ่นยนต์มนุษย์เต้นรำเคียงศิลปะต่อสู้จีน ผสาน AI กับจิตวิญญาณวัฒนธรรมพันปี บทเพลงเกี่ยวกับอนาคตดิจิทัลและละครสั้นตลกที่สะท้อนชีวิตโซเชียลมีเดีย ยังคงความอบอุ่นด้วยเพลงแม่ลูก มิตรภาพ และการยกย่องแรงงานธรรมดา เกษตรกร นักวิจัย ทหาร

  • เวทีย่อยทั่วประเทศ เพิ่มสีสันตรุษจีน จากเหนือจรดใต้
  • ศิลปินนานาชาติ ร่วมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
  • ยอดวิวพุ่ง สะท้อนวัฒนธรรมจีนที่ทันสมัย

งานกาล่าตรุษจีน CMG ปี 2026 ไม่ใช่แค่งานบันเทิง แต่เป็นกระจกสะท้อนสังคมจีนยุคใหม่ที่ยืนมั่นบนวัฒนธรรมดั้งเดิม เปิดรับเทคโนโลยีและโลกาภิวัตน์ งานนี้พิสูจน์ว่าตรุษจีนคือเทศกาลสากลที่แบ่งปันความสุขได้ทั่วโลก

หากคุณชื่นชอบวัฒนธรรมเอเชีย ลองติดตามคลิปไฮไลท์งานนี้เพื่อสัมผัสพลังด้วยตัวเอง แล้วเตรียมตัวต้อนรับปีใหม่ด้วยความหวังแบบจีนแท้ๆ!

ที่มา – งานกาล่าตรุษจีน CMG ปี 2026 สุดอลัง ยอดผู้ชมพุ่ง 677 ล้านคน

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ตรุษจีน

ร้านพลุจีนระเบิดอีกแห่ง ดับแล้ว 12 ศพ สลดเทศกาลตรุษจีน

ร้านพลุจีนระเบิดอีกแห่ง ดับแล้ว 12 ศพ สลดเทศกาลตรุษจีน เหตุการณ์สุดสะเทือนใจเกิดขึ้นในช่วงที่ชาวจีนกำลังเฉลิมฉลองตรุษจีนอย่างคึกคัก สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ให้กับครอบครัวหลายสิบครอบครัว

ร้านพลุจีนระเบิดอีกแห่ง ดับแล้ว 12 ศพ สลดเทศกาลตรุษจีน

สำนักข่าว CCTV ของรัฐบาลจีนรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวัน thứ สองของเทศกาลตรุษจีน เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่ร้านขายดอกไม้ไฟในตำบลเจิ้งจี มณฑลหูเป่ย ภาคกลางของจีน เวลาประมาณ 14.00 น. เพลิงไหม้ลุกลามครอบคลุมพื้นที่กว่า 50 ตารางเมตร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย สาเหตุยังอยู่ระหว่างการสอบสวนจากเจ้าหน้าที่

เทศกาลตรุษจีนหรือปีใหม่จีน เป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนทั่วประเทศจุดพลุและประทัดเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายและอธิษฐานขอพร แต่ในปีนี้กลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมซ้ำซาก เนื่องจากนี่เป็นเหตุร้านพลุจีนระเบิดอีกแห่งภายในไม่กี่วัน ก่อนหน้านี้เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ เกิดระเบิดที่ร้านดอกไม้ไฟในมณฑลเจียงซู ทางตะวันออก ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 รายและบาดเจ็บ 2 ราย

背景และธรรมเนียมการจุดพลุในตรุษจีน

การจุดพลุถือเป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวจีน โดยเชื่อว่าประทัดและพลุจะไล่สิ่งอัปมงคลได้ ในช่วงตรุษจีนที่เริ่มตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา เสียงดังสนั่นไปทั่ว โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและหัวเมือง แม้เมืองใหญ่เช่นปักกิ่งจะห้ามจุดพลุเพราะปัญหามลพิษทางอากาศ แต่หลายพื้นที่ยังคงอนุญาต ทำให้ร้านขายดอกไม้ไฟคึกคักสุดๆ

อย่างไรก็ตาม เหตุร้านพลุจีนระเบิดอีกแห่งนี้ ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงของการเก็บรักษาดอกไม้ไฟ ซึ่งเป็นวัตถุไวไฟและอันตราย หากขาดมาตรฐานความปลอดภัย เช่น การสูบบุหรี่ใกล้ร้านหรือการทดลองจุดพลุโดยไม่ระวัง

มาตรการจากทางการจีน

หลังเกิดเหตุ กระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินของจีนออกคำสั่งเร่งด่วนให้ร้านดอกไม้ไฟทั่วประเทศเพิ่มการตรวจสอบความปลอดภัย ยกระดับการควบคุม และเตือนประชาชนหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบสถานประกอบการอย่างละเอียดเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย

  • เพิ่มมาตรการป้องกันเพลิงไหม้ในร้านดอกไม้ไฟ
  • ห้ามทดลองจุดพลุใกล้จุดขาย
  • ห้ามสูบบุหรี่หรือใช้ไฟเปิดใกล้สินค้า
  • ตรวจสอบใบอนุญาตและคุณภาพสินค้าอย่างสม่ำเสมอ

เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่ครั้งแรก ในอดีตจีนเคยมีอุบัติเหตุคล้ายๆ กันหลายครั้ง สะท้อนปัญหาการบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยที่ยังไม่เข้มงวดพอ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่ความต้องการสินค้าพุ่งสูง

บทเรียนและความเสี่ยงจากดอกไม้ไฟ

นอกจากจีนแล้ว ทั่วโลกมีอุบัติเหตุจากดอกไม้ไฟบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในเทศกาลต่างๆ ในไทยเอง เราก็มีกฎห้ามขายดอกไม้ไฟผิดกฎหมายเพื่อป้องกันเหตุร้าย แต่ผู้คนยังลักลอบใช้ สร้างอันตรายให้ตัวเองและผู้อื่น เหตุร้านพลุจีนระเบิดอีกแห่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความสนุกต้องมากับความรับผิดชอบ

จากสถิติ ดอกไม้ไฟก่อให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตนับพันรายต่อปีทั่วโลก โดยส่วนใหญ่มาจากการเก็บรักษาไม่ดีหรือการใช้งานผิดวิธี ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ซื้อจากร้านที่เชื่อถือได้ และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์悲惨นี้ไม่เพียงสร้างความสูญเสีย แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลและผู้ประกอบการเร่งปรับปรุงมาตรฐาน หากปล่อยไว้ อาจเกิดซ้ำในปีต่อๆ ไป สุดท้ายแล้ว ความปลอดภัยต้องมาก่อนความสนุกเสมอ

หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศเพิ่มเติม สามารถคลิกติดตามที่นี่ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – ร้านพลุจีนระเบิดอีกแห่ง ดับแล้ว 12 ศพ สลดเทศกาลตรุษจีน

จีนไฟเขียวยกเว้นวีซ่าให้ชาวแคนาดา-สหราชอาณาจักร เริ่ม 17 ก.พ. นี้

จีนไฟเขียวยกเว้นวีซ่าให้ชาวแคนาดา-สหราชอาณาจักร เริ่ม 17 ก.พ. นี้

ข่าวดีสำหรับนักเดินทางชาวแคนาดาและสหราชอาณาจักร! รัฐบาลจีนเพิ่งประกาศ จีนไฟเขียวยกเว้นวีซ่าให้ชาวแคนาดา-สหราชอาณาจักร เริ่ม 17 ก.พ. นี้ ทำให้พลเมืองทั้งสองประเทศสามารถเดินทางเข้าประเทศจีนได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า เป็นเวลาไม่เกิน 30 วันต่อครั้ง เพื่อวัตถุประสงค์ท่องเที่ยว ธุรกิจ เยี่ยมญาติ หรือทรานซิต นโยบายนี้มีผลถึง 31 ธันวาคมปีนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับชาติตะวันตกท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เคียร์ สตาร์เมอร์ และนายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งในเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพื่อหารือเรื่องกระชับสัมพันธ์ทวิภาคี โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและการค้า การเจรจากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประสบความสำเร็จในหลายประเด็น รวมถึงข้อตกลงยกเว้นวีซ่านี้

รายละเอียดนโยบายจีนไฟเขียวยกเว้นวีซ่าให้ชาวแคนาดา-สหราชอาณาจักร

ตามแถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศจีน ผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาจากแคนาดาและสหราชอาณาจักร สามารถเข้าประเทศจีนได้ฟรีวีซ่า ดังนี้:

  • ระยะเวลา: ไม่เกิน 30 วันต่อครั้ง
  • วัตถุประสงค์: ท่องเที่ยว ธุรกิจ เยี่ยมญาติ/เพื่อน การแลกเปลี่ยน กิจกรรมต่างๆ หรือทรานซิต
  • มีผล: 17 กุมภาพันธ์ – 31 ธันวาคม

นโยบายนี้ไม่ครอบคลุมการทำงานหรือศึกษาต่อ ต้องขอวีซ่าปกติ และต้องมีตั๋วเครื่องบินขากลับหรือต่อเครื่องที่ชัดเจน นอกจากนี้ ยังต้องปฏิบัติตามกฎการกักตัวหรือตรวจโควิด หากมีประกาศใหม่

ประโยชน์ของนโยบายยกเว้นวีซ่าจีนสำหรับชาวแคนาดาและสหราชอาณาจักร

จีนไฟเขียวยกเว้นวีซ่าให้ชาวแคนาดา-สหราชอาณาจักร เริ่ม 17 ก.พ. นี้ จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและธุรกิจอย่างมาก โดยเฉพาะหลังโควิด-19 ที่การเดินทางระหว่างประเทศยังฟื้นตัว จีนซึ่งเป็นจุดหมายยอดนิยม มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายตั้งแต่กำแพงเมืองจีน ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ไปจนถึงกุ้ยหลินและซานตู๋งปู้ ชาวแคนาดาและอังกฤษที่ชื่นชอบวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอาหารจีน จะเดินทางได้สะดวกขึ้น

ด้านธุรกิจ นโยบายนี้ส่งเสริมการค้าขาย โดยจีนเป็นคู่ค้าสำคัญของทั้งสองประเทศ สินค้าจีนราคาถูกและคุณภาพดีจะเข้าถึงง่ายขึ้น นักธุรกิจสามารถไปเจรจา ลุยตลาดได้ทันทีโดยไม่ยุ่งยากเรื่องวีซ่า

นอกจากนี้ ยังช่วยฟื้นอุตสาหกรรมการบินและโรงแรมในจีน ซึ่งกำลังต้องการนักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นี่คือก้าวสำคัญที่จีนเปิดประเทศมากขึ้น สะท้อนถึงนโยบาย ‘การทูตประชาชน’ ที่มุ่งสร้างสะพานเชื่อมโยงระหว่างประชาชน

เคล็ดลับสำหรับนักเดินทางที่ใช้สิทธิยกเว้นวีซ่าจีน

  • ตรวจสอบหนังสือเดินทางให้มีอายุเหลืออย่างน้อย 6 เดือน
  • ซื้อประกันการเดินทางครอบคลุมสุขภาพ
  • ดาวน์โหลดแอป WeChat และ Alipay สำหรับชำระเงิน
  • ศึกษากฎหมายท้องถิ่น เช่น ห้ามถ่ายรูปสถานที่ราชการ
  • จองที่พักและตั๋วล่วงหน้า โดยเฉพาะช่วงตรุษจีน

การยกเว้นวีซ่าครั้งนี้ไม่เพียงช่วยนักเดินทางส่วนบุคคล แต่ยังเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคที่ความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ยังมีอยู่ จีนกำลังขยายนโยบายนี้ไปยังหลายชาติ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุน

หากคุณเป็นชาวแคนาดาหรือสหราชอาณาจักร รีบวางแผนทริปไปจีนเลย! อย่าพลาดโอกาสท่องเที่ยวสุดคุ้มนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถานทูตจีนในประเทศของคุณ

ที่มา – จีนไฟเขียวยกเว้นวีซ่าให้ชาวแคนาดา-สหราชอาณาจักร เริ่ม 17 ก.พ. นี้

ญี่ปุ่นยึดเรือประมงจีน จับกัปตันทะเล EEZ ตึงเครียด

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าระหว่างญี่ปุ่นกับจีนที่กำลังร้อนแรงอีกครั้ง กับเหตุการณ์ ญี่ปุ่นยึดเรือประมงจีน และจับกุมกัปตันเรือกลางทะเลในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEZ) ของญี่ปุ่น นี่แหละที่จุดชนวนความตึงเครียดรอบใหม่ระหว่างสองยักษ์ใหญ่เอเชีย สถานการณ์แบบนี้ทำให้หลายคนกังวลว่าอาจลุกลามไปมากกว่านี้

ญี่ปุ่นยึดเรือประมงจีน เกิดอะไรขึ้นบ้าง?

ตามรายงานของสำนักงานประมงญี่ปุ่น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นได้เจอเรือประมงสัญชาติจีนลำหนึ่งในเขต EEZ นอกชายฝั่งจังหวัดนางาซากิ ห่างจากเกาะเมชิมะประมาณ 165 กิโลเมตร พวกเขาสั่งให้เรือหยุดเพื่อตรวจสอบตามกฎหมาย แต่กัปตันเรือวัย 47 ปีไม่ยอมหยุด และพยายามหลบหนี สุดท้ายเจ้าหน้าที่เลยควบคุมตัวกัปตันได้สำเร็จ โดยบนเรือมีลูกเรือทั้งหมด 11 คน

นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี นับตั้งแต่ปี 2022 ที่ญี่ปุ่นต้องยึดเรือประมงจีนแบบนี้ เหตุการณ์นี้เลยกลายเป็นประเด็นร้อนทันที เพราะทั้งสองประเทศมีข้อพิพาทเรื่องทะเลมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะบริเวณหมู่เกาะเซนกากุ (Diaoyu สำหรับจีน) ในทะเลจีนตะวันออก

พื้นหลังความขัดแย้ง ญี่ปุ่นยึดเรือประมงจีน

ย้อนกลับไปปี 2010 เคยมีเหตุจับกัปตันเรือประมงจีนในพื้นที่เดียวกัน ส่งผลให้เกิดวิกฤตทางการทูตครั้งใหญ่ จีนประท้วงหนัก ญี่ปุ่นปล่อยตัวกัปตันในที่สุด แต่ความรู้สึกไม่ไว้ใจยังค้างคา ปัจจุบันสถานการณ์ยิ่งซับซ้อนเพราะประเด็นไต้หวัน

นายกฯ ญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ เพิ่งออกมาบอกว่าญี่ปุ่นพร้อมแทรกแซงทางทหารถ้าจีนบุกไต้หวัน ปักกิ่งไม่พอใจมาก จีนยืนยันไต้หวันเป็นของตัวเอง และพร้อมใช้กำลังรวมชาติ ประธานาธิบดีไต้หวัน ไล่ ชิงเต๋อ ก็เตือนว่าถ้าจีนได้ไต้หวัน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และชาติอินโด-แปซิฟิกอื่นๆ จะตกเป็นเป้าหมายถัดไป

การตอบโต้ของจีนหลังญี่ปุ่นยึดเรือประมงจีน

หลังคำพูดของทาคาอิจิ จีนเรียกทูตญี่ปุ่นมาพบ เตือนพลเมืองไม่ให้ไปญี่ปุ่น และซ้อมรบทางอากาศร่วมกับรัสเซีย นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเครื่องบิน J-15 จากเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิง ล็อกเรดาร์ใส่เครื่องบินญี่ปุ่นใกล้โอกินาวะเมื่อธันวาคมที่แล้ว

  • จีนเข้มงวดการส่งออกสินค้าทหารไปญี่ปุ่น
  • ระงับนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น
  • ส่งแพนด้าสองตัวสุดท้ายกลับจีนเมื่อเดือนที่แล้ว
  • เพิ่มกิจกรรมทางทหารในทะเลจีนตะวันออก

เห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์เย็นชาลงมาก สะท้อนจากมาตรการเหล่านี้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

เหตุการณ์ ญี่ปุ่นยึดเรือประมงจีน ครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องเรือประมงธรรมดา แต่เป็นสัญญาณของความตึงเครียดที่สะสม ถ้าลุกลาม อาจกระทบการค้าโลก เศรษฐกิจภูมิภาค และความมั่นคง ญี่ปุ่นมีพันธมิตรสหรัฐฯ จีนก็มีรัสเซีย กลายเป็นหมากรุกใหญ่

ในมุมมองผม สถานการณ์แบบนี้เตือนใจเราว่าเอเชียตะวันออกยังเปราะบางมาก ควรมีการเจรจาทางการทูตมากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ คุณคิดเห็นยังไง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านต่อ เพื่อติดตามพัฒนาการข่าวต่างประเทศแบบอัปเดต!

ที่มา – ญี่ปุ่นยึดเรือประมงจีน จับกัปตันกลางทะเลเขตเศรษฐกิจพิเศษ จุดชนวนตึงเครียดรอบใหม่

รัสเซีย–ไทยติดโผ ชาวจีนแห่เที่ยวตรุษจีนปีม้า

รัสเซีย–ไทยติดโผ ชาวจีนแห่เที่ยวต่างประเทศเทศกาลตรุษจีนปีม้า กำลังเป็นกระแสฮอตในวงการท่องเที่ยวช่วงนี้! บริษัทท่องเที่ยวจีนหลายแห่งเผยว่า สัปดาห์หน้าจะเป็นเทศกาลตรุษจีนปีม้า หรือปีนักษัตรม้า วันหยุดยาวพิเศษถึง 9 วัน ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ทำให้ชาวจีนแห่จองทริปต่างประเทศจำนวนมาก จุดหมายยอดฮิตครอบคลุมรัสเซีย ออสเตรเลีย ไทย เกาหลีใต้ และยุโรปเหนือ ขณะที่ญี่ปุ่นกลับเงียบเหงาลง

รัสเซีย–ไทยติดโผ ชาวจีนแห่เที่ยวต่างประเทศเทศกาลตรุษจีนปีม้า

เทศกาลตรุษจีนปีนี้พิเศษสุด เพราะวันหยุดยาวกว่าเดิม 1 วัน ส่งผลให้เกิดความคึกคักทั้งการช้อปปิ้ง ดูหนัง กินร้านดัง และที่สำคัญคือการท่องเที่ยว ทางการจีนคาดการณ์ "มหกรรมการเดินทาง 40 วัน" จะมีผู้โดยสารถึง 9.5 พันล้านคนเดินทาง เพิ่มจากปีก่อน 9.02 พันล้านครั้ง วันหยุดยาวนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศได้ดีทีเดียว

ทำไมไทยและรัสเซียถึงครองใจชาวจีน

ประเทศไทยกลับมาอันดับ 1 อีกครั้ง! นายโจว เหว่ยหง ผู้บริหารสปริงทัวร์จากเซี่ยงไฮ้ บอกว่าสภาพอากาศไทยอบอุ่น หนีหนาวได้สบาย ชาวจีนที่เบื่อหิมะหนาว ๆ ในบ้านเกิดจึงเลือกไทยเป็นจุดหมายหลัก รัสเซีย–ไทยติดโผ ชาวจีนแห่เที่ยวต่างประเทศเทศกาลตรุษจีนปีม้า เพราะรัสเซียยอดจองพุ่งกว่า 100% หลังยกเว้นวีซ่าให้ชาวจีนตั้งแต่ธันวาคมปีก่อน

ออสเตรเลียก็ฟื้นตัวแรง จากข้อมูล Trip.com ยอดบินไกลเพิ่ม 100% เช่นกัน ส่วนเกาหลีใต้และยุโรปเหนือก็ติดอันดับต้น ๆ แม้เศรษฐกิจจีนจะมีปัญหา วิกฤติอสังหา แต่คนจีนหันมาซื้อ "ประสบการณ์" มากกว่าของฟุ่มเฟือย ตามที่ McKinsey วิเคราะห์

ญี่ปุ่นพลาดโอกาส เพราะอะไร?

ในทางตรงข้าม ญี่ปุ่นเสียความนิยมชัดเจน จากความตึงเครียดการเมืองระหว่างจีน-ญี่ปุ่น บวกคำเตือนความปลอดภัยจากรัฐบาลจีน Flight Master รายงานเที่ยวบินจีน-ญี่ปุ่นลด 49.2% ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ มียกเลิกกว่า 58 เส้น สายการบินต้องขยายนโยบายคืนเงิน-เปลี่ยนตั๋ว

  • ไทย: อันดับ 1 อากาศดี ราคาเข้าถึง
  • รัสเซีย: ยกเว้นวีซ่า ดึงดูดทันที
  • ออสเตรเลีย: การท่องเที่ยวระยะไกลฟื้น
  • เกาหลีใต้: วัฒนธรรมป๊อปดึงดูด
  • ยุโรปเหนือ: หิมะสวยแต่หรูหรา

สำหรับท่องเที่ยวในประเทศ ชาวจีนแบ่งเป็นสองฝั่ง ไปรับแดดที่ไหหลำ หรือเล่นหิมะที่ภูเขาฉางไป๋

สรุปแล้ว รัสเซีย–ไทยติดโผ ชาวจีนแห่เที่ยวต่างประเทศเทศกาลตรุษจีนปีม้า แสดงให้เห็นเทรนด์ท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปจากปัจจัยวีซ่า สภาพอากาศ และการเมือง ไทยเรามีโอกาสทองรับนักท่องเที่ยวจีนมหาศาลปีนี้ เจ้าของธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร รีบเตรียมโปรโมชั่นพิเศษดึงดูดซะแต่เนิ่น ๆ เพื่อสร้างรายได้ก้อนโต!

ที่มา – รัสเซีย–ไทยติดโผ ชาวจีนแห่เที่ยวต่างประเทศเทศกาลตรุษจีนปีม้า ญี่ปุ่นยังลด

ปธน.ไต้หวันเร่งผ่านงบกลาโหมพิเศษ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ชี้ภัยจีน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ในเอเชียตะวันออกกันดีกว่า นั่นคือ ปธน.ไต้หวันเร่งผ่านงบกลาโหมพิเศษ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ชี้ภัยคุกคามจากจีนเพิ่มสูง ซึ่งเป็นข่าวที่กำลังเป็นกระแสอยู่เลยครับ ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ กำลังกดดันรัฐสภาที่ฝ่ายค้านครองเสียงข้างมากให้รีบอนุมัติงบยักษ์นี้ เพื่อเสริมแกร่งกองทัพรับมือแรงกดดันจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่ไม่เคยลดละ

ปธน.ไต้หวันเร่งผ่านงบกลาโหมพิเศษ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ชี้ภัยคุกคามจากจีนเพิ่มสูง

เรื่องนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปีที่แล้วครับ เมื่อปธน.ไล่เสนองบพิเศษมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.4 ล้านล้านบาทไทย เพื่ออัพเกรดอาวุธยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะการซื้อของจากสหรัฐฯ แต่รัฐสภากลับตีกลับด้วยเวอร์ชันที่ใช้งบน้อยกว่า และครอบคลุมแค่อาวุธบางตัวเท่านั้น ทำให้ทุกอย่างค้างเติ่ง

ฝ่ายค้าน KMT ยืนกรานตรวจสอบละเอียด

พรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ซึ่งเป็นฝ่ายค้านหลัก และเพิ่งมีรองหัวหน้าพรรคไปกรุงปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน บอกว่าสนับสนุนการเพิ่มงบกลาโหมนะ แต่จะไม่เซ็นเช็คเปล่า ต้องตรวจสอบทุกเม็ดก่อน พวกเขายังโยนความผิดไปที่รัฐบาลปธน.ไล่ ว่าทำให้เกิดการเมืองติดขัดเอง

ปธน.ไล่โต้กลับแบบชัดเจนเลยครับ บอกว่าไม่เคยขอให้ผ่านงบโดยไม่มีตรวจสอบ รัฐบาลพร้อมชี้แจงทุกอย่าง และย้ำหนักๆ ว่าเรื่องกลาโหมคือเรื่องความมั่นคง อธิปไตย และการอยู่รอดของชาติ พรรคการเมืองแข่งกันได้ แต่อย่ามาแข่งเรื่องนี้ ต้องรวมใจกันแสดงจุดยืนต่อโลก

สถานการณ์ตึงเครียดไต้หวัน-จีนที่กำลังร้อนระอุ

ทำไมถึงเร่งด่วนขนาดนี้? เพราะจีนเพิ่มการคุกคามหนักขึ้นเรื่อยๆ เลยครับ เครื่องบินรบ จีนบินรุกล้ำน่านฟ้าไต้หวันบ่อยครั้ง เรือรบล้อมเกาะ การซ้อมรบขนาดใหญ่ใกล้ช่องแคบไต้หวัน จีนมองไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของตัวเอง และขู่ว่าจะใช้กำลังถ้าจำเป็น ปธน.ไล่บอกชัด ไต้หวันอยากสันติ แต่ไม่ไว้ใจสถานการณ์ และการเสริมกลาโหมไม่ใช่เพื่อรุกราน แต่เพื่อปกป้องวิถีชีวิตของคนไต้หวัน 24 ล้านคน

  • จัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ: ขีปนาวุธ โดรน รถถังสมัยใหม่ เพื่อเสริมกำลังทางอากาศและทะเล
  • พัฒนาระบบป้องกัน: เรดาร์ขั้นสูง ระบบต่อต้านขีปนาวุธ เพื่อรับมือการโจมตีจากจีน
  • ฝึกอบรมทหาร: เพิ่มขวัญกำลังใจและความพร้อมรบของกองทัพ
  • โครงสร้างพื้นฐานทหาร: สร้างฐานทัพ โกดังเก็บอาวุธให้แข็งแกร่งขึ้น

งบนี้ไม่ใช่แค่นำเข้าอาวุธอย่างเดียว แต่รวมถึงการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีกลาโหมของไต้หวันเองด้วย ทำให้อุตสาหกรรมกลาโหมท้องถิ่นเติบโต สร้างงาน สร้างความมั่นใจให้ประชาชน

บริบทกว้างขึ้น สหรัฐฯ เป็นพันธมิตรหลักของไต้หวัน ส่งอาวุธให้มาตลอด แม้จีนจะกดดัน แต่ไต้หวันยังยึดหลัก ‘ไม่ยั่วยุ แต่พร้อมป้องกัน’ การเมืองภายในที่ติดขัดนี้อาจทำให้ไต้หวันเสียเปรียบ เพราะเวลากำลังนับถอยหลัง จีนไม่รอแน่นอน

ในมุมมองผมนะครับ ปธน.ไต้หวันเร่งผ่านงบกลาโหมพิเศษ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ชี้ภัยคุกคามจากจีนเพิ่มสูง เป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลไต้หวันจริงจังกับการป้องกันประเทศ แต่ฝ่ายค้านก็มีเหตุผลเรื่องการตรวจสอบงบประมาณเพื่อไม่ให้สิ้นเปลือง หวังว่ารัฐสภาจะหาทางออกได้เร็วๆ เพื่อความมั่นคงของไต้หวันและสันติภาพในภูมิภาค

คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? ไต้หวันควรทุ่มงบขนาดนี้ไหม หรือหาทางเจรจากับจีนดีกว่า? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน เพื่อติดตามสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว!

ที่มา – ปธน.ไต้หวันเร่งผ่านงบกลาโหมพิเศษ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ชี้ภัยคุกคามจากจีนเพิ่มสูง

จีนย้ำหนุน “กองกำลังรวมชาติ” ในไต้หวัน ลั่นปราบฝ่ายแบ่งแยก

จีนย้ำหนุน “กองกำลังรวมชาติ” ในไต้หวัน ลั่นเดินหน้าปราบฝ่ายแบ่งแยก สถานการณ์ในช่องแคบไต้หวันยิ่งตึงเครียด เมื่อผู้นำระดับสูงของจีนประกาศจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนกลุ่มที่เชียร์การรวมชาติ และเตรียมรับมือหนักกับฝ่ายที่ผลักดันเอกราช

จีนย้ำหนุน “กองกำลังรวมชาติ” ในไต้หวัน ลั่นเดินหน้าปราบฝ่ายแบ่งแยก

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นายหวัง หูหนิง สมาชิกคณะกรรมการประจำกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญลำดับที่ 4 ของพรรค กล่าวในการประชุมประจำปีว่าด้วยงานด้านไต้หวันว่า จีนจะผลักดันภารกิจการรวมชาติอย่างยิ่งใหญ่ โดยให้การสนับสนุนเต็มรูปแบบแก่ “กองกำลังรักชาติที่สนับสนุนการรวมชาติ” ในไต้หวัน ขณะเดียวกันจะใช้มาตรการเด็ดขาดต่อกลุ่ม “ฝ่ายแบ่งแยกดินแดน” ที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตย

คำประกาศนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางทหารที่เพิ่มขึ้น โดยกองทัพจีนได้จัดการซ้อมรบขนาดใหญ่รอบเกาะไต้หวันหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้การเยือนของนักการเมืองสหรัฐฯ และการเลือกตั้งที่พรรคประชาธิปไตยแบบก้าวหน้า (DPP) ชนะเลือกตั้ง

จีนย้ำหนุน “กองกำลังรวมชาติ” ในไต้หวัน ลั่นเดินหน้าปราบฝ่ายแบ่งแยก: ประเด็นสำคัญ

  • สนับสนุนแน่วแน่: จีนจะหนุนหลังกองกำลังรักชาติในไต้หวันที่ยึดมั่นแนวคิดการรวมชาติ ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การเงิน การเมือง และประชาสัมพันธ์
  • ปราบปรามเด็ดขาด: ใช้กฎหมายและมาตรการอื่นๆ จัดการกลุ่มที่ผลักดัน “เอกราชไต้หวัน” (Taiwan independence) ให้เด็ดขาด
  • ต่อต้านภายนอก: ป้องกันการแทรกแซงจากกองกำลังต่างชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ขายอาวุธให้ไต้หวัน
  • รักษาเสถียร: สร้างสันติภาพและความมั่นคงในช่องแคบไต้หวัน เพื่อป้องกันความขัดแย้งใหญ่

จีนยึดมั่นว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่ตามหลักการ “หนึ่งจีน” มานาน แม้รัฐบาลไต้หวันภายใต้ประธานาธิบดีไล ชิง-เทอ จะปฏิเสธก็ตาม จีนเคยเสนอโมเดล “หนึ่งประเทศ สองระบบ” คล้ายฮ่องกง แต่พรรคหลักในไต้หวันอย่าง DPP และแม้แต่ KMT (ก๊กมินตั๋ง) ก็ไม่ยอมรับ เพราะกลัวเสียอำนาจปกครอง

บริบทสถานการณ์ช่องแคบไต้หวัน

ความสัมพันธ์จีน-ไต้หวันตึงเครียดมาตั้งแต่ปี 1949 หลังสงครามกลางเมืองที่พรรคชาตินิยมย้ายฐานไปไต้หวัน จีนแผ่นดินใหญ่ภายใต้สี จิ้นผิง ยิ่งเร่งรัดการรวมชาติ โดยเพิ่มงบประมาณกลาโหมและส่งเครื่องบินรบข้ามเส้นกลางช่องแคบเกือบทุกวัน ล่าสุด จีนติดตั้งระบบขีปนาวุธและเรือรบรอบเกาะ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ “การรวมชาติโดยสมบูรณ์”

ในไต้หวัน กลุ่ม “กองกำลังรวมชาติ” หมายถึงบุคคลและองค์กรที่สนับสนุนสันนิษฐานกับจีน เช่น สมาชิกบางส่วนของ KMT หรือกลุ่มอนุรักษนิยมที่เชื่อในประวัติศาสตร์ร่วมกัน แต่เสียงส่วนใหญ่ในไต้หวัน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ สนับสนุนสถานะปัจจุบันหรือเอกราช ทำให้จีนมองว่าเป็น “ฝ่ายแบ่งแยก”

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการทูต

  • ไต้หวันเป็นผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์อันดับ 1 ของโลก TSMC ถ้าขัดแย้ง จีนอาจบล็อกเส้นทางค้าทำเศรษฐกิจโลกสะดุด
  • สหรัฐฯ สนับสนุนไต้หวันผ่าน Taiwan Relations Act ขายอาวุธมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
  • อียูและญี่ปุ่นเริ่มกังวล เสนอเพิ่มการป้องกันในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

จีนย้ำหนุน “กองกำลังรวมชาติ” ในไต้หวัน ลั่นเดินหน้าปราบฝ่ายแบ่งแยก เพื่อรักษาอธิปไตย แต่การกระทำนี้อาจยิ่งผลักไต้หวันใกล้ชิดสหรัฐฯ มากขึ้น สร้างวงจรอุบาทว์ของความตึงเครียด

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เสี่ยงต่อการปะทะโดยไม่ได้ตั้งใจ หากทั้งสองฝ่ายไม่เปิดช่องเจรจา การรวมชาติด้วยสันติภาพอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด คุณคิดอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุด!

ที่มา – จีนย้ำหนุน “กองกำลังรวมชาติ” ในไต้หวัน ลั่นเดินหน้าปราบฝ่ายแบ่งแยก

Scroll to top