ชลบุรี

ดินสไลด์ทับคนงานชาวเมียนมา ดับ 1 ศพ ขณะก่อสร้างเสาตอม่อ

ดินสไลด์ทับคนงานชาวเมียนมา ดับ 1 ศพ ขณะก่อสร้างเสาตอม่อ คนไทยเจ็บ 1 ราย

เกิดเหตุสลดใจในพื้นที่ จ.ชลบุรี เมื่อได้รับรายงานว่ามีเหตุ ดินสไลด์ทับคนงานชาวเมียนมา ดับ 1 ศพ ขณะก่อสร้างเสาตอม่อ คนไทยเจ็บ 1 ราย โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นริมถนน 331 ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา สร้างความตื่นตระหนกให้กับเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างมาก

เหตุการณ์ระทึกขวัญ ดินสไลด์ทับคนงานชาวเมียนมา ดับ 1 ศพ ขณะก่อสร้างเสาตอม่อ คนไทยเจ็บ 1 ราย

เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ่อวิน ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินท่ามกลางความโศกเศร้า เมื่อพนักงานก่อสร้างรายหนึ่งต้องมาจบชีวิตลงจากการทำงาน โดยเหตุ ดินสไลด์ทับคนงานชาวเมียนมา ดับ 1 ศพ ขณะก่อสร้างเสาตอม่อ คนไทยเจ็บ 1 ราย ครั้งนี้ เกิดขึ้นในขณะที่พวกเขาลงไปปฏิบัติหน้าที่ในบ่อเพื่อวัดระยะพื้นที่ก่อสร้าง

ผู้เห็นเหตุการณ์ซึ่งเป็นเพื่อนคนงานเล่าว่า ในจังหวะที่นาย NAY ZAR KYAW อายุ 28 ปี กำลังทำงานอยู่นั้น ดินบริเวณปากบ่อได้เกิดพังทลายลงมาอย่างรวดเร็วโดยไม่มีสัญญาณเตือน แม้เพื่อนคนงานจะพยายามเข้าช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ แต่ก็สามารถดึงคนงานชาวไทยออกมาได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนนาย NAY ZAR KYAW ถูกดินทับจนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

  • รายละเอียดผู้เสียชีวิต: นาย NAY ZAR KYAW อายุ 28 ปี สัญชาติเมียนมา
  • รายละเอียดผู้บาดเจ็บ: นายอุรุพงษ์ อายุ 43 ปี มีบาดแผลถลอกตามร่างกาย
  • สถานที่เกิดเหตุ: โครงการก่อสร้างริมถนน 331 ต.บ่อวิน จ.ชลบุรี

สำหรับการดำเนินการในขั้นต่อไป เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งรัดตรวจสอบความปลอดภัยในจุดก่อสร้าง และรวบรวมหลักฐานเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากความประมาทหรือข้อผิดพลาดทางเทคนิค เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

ข้อคิดจากเหตุการณ์นี้: ความปลอดภัยในการทำงานถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะงานก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับงานดินและฐานราก การมีมาตรการป้องกันที่รัดกุมและการตรวจสอบสภาพหน้างานอย่างละเอียดก่อนเริ่มปฏิบัติงานทุกครั้ง คือสิ่งที่ไม่ควรละเลย เพื่อปกป้องชีวิตของแรงงานทุกคนให้ปลอดภัยในทุกขั้นตอน

ที่มา – ดินสไลด์ทับคนงานชาวเมียนมา ดับ 1 ศพ ขณะก่อสร้างเสาตอม่อ คนไทยเจ็บ 1 ราย

เหยื่อไฟไหม้เมาน์เท่น บี จากสาวสวยต้องเสียโฉม 4 ปีไร้คนเหลียวแล

เหยื่อไฟไหม้เมาน์เท่น บี จากสาวสวยต้องเสียโฉม 4 ปีไร้คนเหลียวแล

เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น ณ สถานบันเทิงชื่อดังในสัตหีบเมื่อหลายปีก่อน ยังคงทิ้งร่องรอยความเจ็บปวดให้กับผู้ได้รับผลกระทบมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวของเหยื่อไฟไหม้เมาน์เท่น บี จากสาวสวยต้องเสียโฉม 4 ปีไร้คนเหลียวแล กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเมื่อคุณแม่ท่านหนึ่งออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรม หลังจากที่ลูกสาวต้องเผชิญกับชะตากรรมที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2565 ลูกสาววัย 33 ปีของนางสาวปราณี ต้องสูญเสียความมั่นใจและโฉมหน้าอันงดงามไปเนื่องจากบาดแผลจากไฟไหม้อย่างรุนแรงที่ใบหน้า มือ และร่างกายตลอดแผลเป็นที่ฝังลึก ไม่เพียงแค่ความทุกข์ทางกาย แต่ภาระค่าใช้จ่ายในการรักษากว่า 2 ล้านบาทที่ครอบครัวต้องแบกรับเอง กลายเป็นฝันร้ายที่ยังหาจุดจบไม่ได้ เพราะคดีความในชั้นศาลยังคงยืดเยื้อและไร้วี่แววของการเยียวยาที่เพียงพอ

ผลกระทบที่ไม่มีวันลืมของเหยื่อไฟไหม้เมาน์เท่น บี จากสาวสวยต้องเสียโฉม 4 ปีไร้คนเหลียวแล

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา นางสาวศิริพรเหยื่อจากเหตุการณ์นี้ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก นิ้วมือที่เหลือเพียงข้างละ 4 นิ้วและใบหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เธอไม่สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติได้อีกต่อไป เธอระบุว่าสิ่งที่ต้องการมากที่สุดในขณะนี้คือความช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาล เพราะยังต้องเข้าพบหมอเพื่อผ่าตัดและดูแลบาดแผลอยู่อย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่สังคมตั้งคำถามและต้องการความกระจ่างคือ เหยื่อไฟไหม้เมาน์เท่น บี จากสาวสวยต้องเสียโฉม 4 ปีไร้คนเหลียวแล จะได้รับโอกาสในการกลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้งได้อย่างไร โดยมีประเด็นสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งพิจารณา ดังนี้:

  • การเยียวยาที่ตรงจุด: เงินชดเชยที่เคยได้รับเพียง 150,000 บาท เทียบไม่ได้เลยกับยอดค่ารักษาที่จ่ายไปแล้วกว่า 2 ล้านบาท
  • การสนับสนุนอาชีพ: เหยื่อต้องการโอกาสในการทำงานเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ลดภาระของคุณแม่ที่เป็นเสาหลักเพียงคนเดียว
  • ความช่วยเหลือทางกฎหมาย: การติดตามความคืบหน้าของคดีให้ถึงที่สุดเพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษและรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

ในฐานะผู้เฝ้าสังเกตการณ์สังคม เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องราวนี้จะถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจจริงจัง เพื่อให้การดูแลผู้เสียหายจากการไฟไหม้ในครั้งนั้นไม่ใช่แค่เพียงชื่อในรายงาน แต่เป็นการดูแลชีวิตคนคนหนึ่งที่พยายามสู้ต่อในโลกใบเดิมด้วยร่างกายที่เปลี่ยนไป การคืนความเท่าเทียมให้เหยื่อคือบทพิสูจน์สำคัญของความยุติธรรมในสังคมไทย

ที่มา – เหยื่อโผล่ “ไฟไหม้เมาน์เท่น บี” จากสาวสวยต้องเสียโฉม 4 ปีไร้คนเหลียวแล

หมูเด้ง ร่วมสร้างสีสัน เลือก ทีมชาติอาร์เจนตินา แชมป์บอลโลก 2026

หมูเด้ง ร่วมสร้างสีสัน เลือก ทีมชาติอาร์เจนตินา แชมป์บอลโลก 2026

กลายเป็นกระแสไปทั่วโลกโซเชียลสำหรับน้อง ‘ฮิปโปแคระ’ ตัวตึงแห่งสวนสัตว์เปิดเขาเขียวอย่างน้องหมูเด้ง ที่ล่าสุดได้สร้างสีสันให้แฟนบอลต้องอมยิ้มไปตามๆ กัน ด้วยการร่วมทำนายผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 โดยการเลือก หมูเด้ง ร่วมสร้างสีสัน เลือก ทีมชาติอาร์เจนตินา จะเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความน่ารักและแสนรู้ที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วไทยต่างพากันหลงรัก

บรรยากาศที่ส่วนแสดงฮิปโปเต็มไปด้วยความคึกคัก เมื่อทางสวนสัตว์เปิดเขาเขียวได้จัดกิจกรรมทายผลการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศระหว่าง ทีมชาติสเปน และ ทีมชาติอาร์เจนตินา โดยพี่เบนซ์ผู้ดูแลได้จัดเตรียมตะกร้าผลไม้แกะสลักปักธงชาติรอไว้อย่างสวยงาม ก่อนที่น้องหมูเด้งขวัญใจมหาชนจะเดินตรงดิ่งเข้าไปหาตะกร้าของอาร์เจนตินาอย่างรวดเร็ว ทำเอาแฟนคลับที่เชียร์เจ้าฟ้าขาวต้องเฮกันลั่น

ทำไมน้องหมูเด้งถึงเลือกทีมชาติอาร์เจนตินา?

กิจกรรม หมูเด้ง ร่วมสร้างสีสัน เลือก ทีมชาติอาร์เจนตินา จะเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการทายผลบอลเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังซ่อนประโยชน์ดีๆ ไว้อีกมากมาย:

  • Animal Enrichment: การจัดกิจกรรมนี้ช่วยกระตุ้นพฤติกรรมสัตว์ตามธรรมชาติ ทำให้สัตว์ได้ออกกำลังกายและลดความเครียด
  • ส่งเสริมโภชนาการ: ผลไม้ที่ใช้เป็นอาหารเสริมพฤติกรรมมีความเหมาะสมตามหลักโภชนาการ
  • สร้างรอยยิ้ม: กิจกรรมนี้เป็นสื่อกลางในการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักท่องเที่ยวและสัตว์ภายในสวนสัตว์

อย่างไรก็ตาม ทางสวนสัตว์เปิดเขาเขียวได้ย้ำชัดเจนว่ากิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อความสนุกสนานและส่งเสริมการท่องเที่ยวเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการเล่นการพนันแต่อย่างใด การที่ หมูเด้ง ร่วมสร้างสีสัน เลือก ทีมชาติอาร์เจนตินา จะเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 จึงเป็นเพียงสีสันที่เติมพลังบวกให้คนรักสัตว์และแฟนฟุตบอลได้มีเรื่องพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

ใครที่อยากไปสัมผัสความน่ารักของน้องหมูเด้งด้วยตาตัวเอง อย่าลืมแวะไปเยี่ยมชมน้องได้ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี แล้วมาลุ้นกันว่าคำทำนายของน้องจะเป็นจริงหรือไม่ ส่วนตัวมองว่าไม่ว่าใครจะเป็นแชมป์โลก การได้เห็นน้องหมูเด้งมีความสุขและเติบโตอย่างมีคุณภาพก็ถือเป็นชัยชนะที่น่ารักที่สุดของคนไทยแล้วครับ

ที่มา – “หมูเด้ง” ร่วมสร้างสีสัน เลือก “ทีมชาติอาร์เจนตินา” จะเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก 2026

นักท่องเที่ยวร้องสื่อ อ้างถูกตำรวจพัทยาเปรียบเทียบปรับ เรียกเงินสด ออกบิลใบเสร็จปริศนา

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยอย่างรุนแรง เมื่อมีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวคูเวตออกมารวมตัวร้องเรียนกับสื่อมวลชนว่า พวกเขาได้รับประสบการณ์ที่ไม่เป็นธรรมในระหว่างการท่องเที่ยวที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยอ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกรับเงินและออกบิลใบเสร็จที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นใจของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก

นักท่องเที่ยวร้องสื่อ อ้างถูกตำรวจพัทยาเปรียบเทียบปรับ เรียกเงินสด ออกบิลใบเสร็จปริศนา

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวคูเวตอายุระหว่าง 20-30 ปี จำนวน 6-7 คน ได้เข้าแจ้งเรื่องกับสื่อมวลชน โดยระบุว่าตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา พวกเขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบเรียกจับกุมบ่อยครั้งในข้อหาทำผิดกฎจราจร แม้นักท่องเที่ยวจะยอมรับผิดและพร้อมเสียค่าปรับ แต่จุดที่น่าสงสัยคือวิธีการของเจ้าหน้าที่ที่มักจะเรียกให้ไปเสียค่าปรับในที่เปลี่ยวลับตาคน ไม่ยอมให้นำตัวไปเสียค่าปรับที่โรงพักตามขั้นตอนปกติ

เปิดพฤติกรรมเจ้าหน้าที่และบิลใบเสร็จปริศนา

นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังเล่ารายละเอียดที่น่าตกใจว่า นอกเหนือจากการเรียกเงินสดและไม่ยอมให้โอนจ่ายแล้ว เจ้าหน้าที่ยังมีการออก บิลใบเสร็จปริศนา ที่มีลักษณะคล้ายบิลร้านอาหารทั่วไป ไม่ใช่แบบฟอร์มของสำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่อย่างใด เมื่อพวกเขานำบิลดังกล่าวไปตรวจสอบที่สถานีตำรวจ ก็ได้รับคำยืนยันว่าบิลเหล่านั้นเป็นของปลอม นอกจากนี้ยังพบว่ามีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมบิลใบเสร็จเพิ่มอีก 500 บาท และยังถูกเรียกปรับในอัตราที่สูงถึง 3,500-5,000 บาท ต่อครั้งอีกด้วย

หากถามว่าทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นระดับประเทศ ก็เพราะว่าการที่ นักท่องเที่ยวร้องสื่อ อ้างถูกตำรวจพัทยาเปรียบเทียบปรับ เรียกเงินสด ออกบิลใบเสร็จปริศนา แบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้พวกเขารู้สึกหวาดกลัวและผิดหวังกับการมาเยือนประเทศไทยที่พวกเขาเคยประทับใจ ทั้งที่พัทยาควรจะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัย แต่กลับกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างความลำบากใจให้นักท่องเที่ยวผ่านพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่บางกลุ่ม

  • เรียกรับค่าปรับเป็นเงินสดเท่านั้นและไม่ยอมให้ไปชำระที่โรงพัก
  • ใช้ที่เปลี่ยวลับตาคนในการทำธุรกรรม
  • ออกบิลใบเสร็จปลอมที่ไม่ใช่แบบฟอร์มของรัฐ
  • คิดค่าปรับแพงเกินจริงและเกิดเหตุซ้ำซาก

ท้ายที่สุดนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวเพียงต้องการให้ผู้บังคับบัญชาของ สภ.เมืองพัทยา เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติกรรมนี้โดยด่วน เพราะการปล่อยให้มีการกระทำที่แอบอ้างกฎหมายเพื่อหาผลประโยชน์เช่นนี้ ไม่เพียงแต่ทำลายชื่อเสียงของพัทยา แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพรวมการท่องเที่ยวทั้งประเทศ ความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวใจสำคัญที่เจ้าหน้าที่ควรยึดถือ เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกไว้วางใจและอยากกลับมาเยือนอีกครั้ง

ที่มา – นักท่องเที่ยวร้องสื่อ อ้างถูกตำรวจพัทยาเปรียบเทียบปรับ เรียกเงินสด ออกบิลใบเสร็จปริศนา

พุทธังบังตา หนุ่มพกยาบ้า ท่องคาถาล่องหน สุดท้ายไม่เป็นผลโดนรวบเข้าคุก

พุทธังบังตา หนุ่มพกยาบ้า ท่องคาถาล่องหน สุดท้ายไม่เป็นผลโดนรวบเข้าคุก

เรื่องราวสุดแปลกปนฮาที่ทำเอาเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงกับไปไม่เป็น เมื่อเกิดเหตุการณ์พุทธังบังตา หนุ่มพกยาบ้า ท่องคาถาล่องหน สุดท้ายไม่เป็นผลโดนรวบเข้าคุก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ที่ย่านบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อชายรายหนึ่งพยายามใช้ไสยศาสตร์เข้าช่วยเพื่อหวังรอดจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่งานนี้บอกเลยว่าไม่ได้ผลอย่างที่คิดครับ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง กำลังลงพื้นที่ตรวจสอบคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ได้พบกับชายต้องสงสัยชื่อนายพีรพงษ์ อายุ 32 ปี มีท่าทีพิรุธและพูดจาวกวน คล้ายคนเสพยา เมื่อตำรวจขอตรวจค้นก็พบยาบ้าจำนวน 2 เม็ดถืออยู่ในมือทันที

เมื่อคาถาล่องหนไม่ช่วย พุทธังบังตา หนุ่มพกยาบ้า ท่องคาถาล่องหน สุดท้ายไม่เป็นผลโดนรวบเข้าคุก

ความพีคของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ นายพีรพงษ์ไม่ได้วิ่งหนี แต่กลับเลือกยกมือขึ้นประนมแล้วท่องคาถาอย่างจริงจัง พร้อมอ้างว่าตนเองมีวิชาล่องหนหายตัวได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้โอกาสท่องจนจบด้วยความใจเย็น แต่เมื่อสิ้นเสียงมนตรา ผลปรากฏว่าเขายังคงยืนอยู่ที่เดิม ตัวไม่หายไปไหน แถมยาบ้าในมือก็ยังอยู่ครบ กลายเป็นว่า พุทธังบังตา หนุ่มพกยาบ้า ท่องคาถาล่องหน สุดท้ายไม่เป็นผลโดนรวบเข้าคุก ของจริงครับ

  • ตำรวจตรวจพบยาบ้าจำนวน 2 เม็ดในที่เกิดเหตุ
  • ผลตรวจร่างกายยืนยันพบสารเสพติด
  • ผู้ต้องหารับสารภาพว่าเสพยามาจริงในช่วงเช้า

หลังจากเหตุการณ์นี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยตั้งข้อหา 2 กระทงคือ มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ยืนยันได้ว่า ไม่มีคาถาอาคมใดจะมาเหนือกฎหมายและความจริงไปได้ครับ

สุดท้ายนี้ เรื่องราวนี้ยังเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงโทษของยาเสพติด ที่มักจะทำให้ผู้เสพขาดสติจนเกิดพฤติกรรมหลงผิด งมงาย และไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของตนเองได้ หากใครที่กำลังหลงผิดขอให้รีบกลับตัวกลับใจ ก่อนที่ชีวิตจะพังทลายเหมือนกับกรณีนี้ครับ

ที่มา – พุทธังบังตา หนุ่มพกยาบ้า ท่องคาถาล่องหน สุดท้ายไม่เป็นผลโดนรวบเข้าคุก

เด็ก 1 ขวบ 4 เดือน เจ็บสาหัส ถูกรถกระบะทับขณะนั่งเล่น คนขับยอมรับ มองไม่เห็น

เชื่อว่าเหตุการณ์อุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับเด็กเล็กๆ เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีข่าวที่สร้างความสะเทือนใจอย่างมาก เกี่ยวกับกรณี เด็ก 1 ขวบ 4 เดือน เจ็บสาหัส ถูกรถกระบะทับขณะนั่งเล่น คนขับยอมรับ มองไม่เห็น ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี สร้างความเสียใจให้กับผู้ที่ได้รับข่าวเป็นอย่างมาก

เด็ก 1 ขวบ 4 เดือน เจ็บสาหัส ถูกรถกระบะทับขณะนั่งเล่น คนขับยอมรับ มองไม่เห็น

เหตุการณ์เศร้าสลดนี้เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ร.ต.ท. ปานชัย วรรณศรี รองสารวัตรสอบสวน สภ.ศรีราชา ได้รับแจ้งเหตุรถกระบะชนเด็กหญิงวัยเพียง 1 ปี 4 เดือน บริเวณซอยคุ้มตาจันทร์ บ้านหนองขาม เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงที่เกิดเหตุพบเด็กหญิงได้รับบาดเจ็บสาหัสและไม่มีชีพจร จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา เพื่อให้ทีมแพทย์ช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

รายละเอียดเหตุการณ์ รถกระบะทับเด็กเล็กขณะนั่งเล่น

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายนิมิต คนขับรถกระบะวัย 70 ปี ได้ให้การยอมรับอย่างน่าตกใจว่า ในขณะที่เขากำลังขับรถเข้ามาบริเวณใกล้เคียงกับต้นมะพร้าวที่เด็กนั่งเล่นอยู่บนรถเด็กเล่นนั้น เขามองไม่เห็นเด็กหญิงจริงๆ จนกระทั่งล้อรถได้ทับลงไปและรู้สึกผิดปกติ จึงหยุดรถลงมาดูและพบว่าได้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันขึ้นแล้ว สำหรับกรณี เด็ก 1 ขวบ 4 เดือน เจ็บสาหัส ถูกรถกระบะทับขณะนั่งเล่น คนขับยอมรับ มองไม่เห็น นี้ นับเป็นอุทาหรณ์ครั้งสำคัญสำหรับผู้ขับขี่และผู้ปกครอง

บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้ที่เราทุกคนควรตระหนัก:

  • การเพิ่มความระมัดระวังรอบตัวรถ: ก่อนออกรถหรือถอยรถ ควรสังเกตจุดอับสายตาเสมอ
  • การคลาดสายตา: เด็กเล็กมักจะมีพฤติกรรมที่ไม่คาดฝัน ผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดในพื้นที่ใกล้ถนน
  • ความเร็วในการขับขี่: การขับรถในซอยหรือเขตชุมชนควรใช้ความเร็วต่ำที่สุดเพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย

ในปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เก็บหลักฐานและดำเนินการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียดต่อไป แม้คนขับจะยอมรับว่ามองไม่เห็น แต่ความไม่ประมาทคือสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

สุดท้ายนี้ เราขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวของหนูน้อยและหวังว่าเหตุการณ์ เด็ก 1 ขวบ 4 เดือน เจ็บสาหัส ถูกรถกระบะทับขณะนั่งเล่น คนขับยอมรับ มองไม่เห็น จะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้พ่อแม่ทุกคนเพิ่มความเข้มงวดในการระวังภัยใกล้ตัว เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยของท่าน เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ในเสี้ยววินาทีหากเราขาดความระมัดระวังครับ

ที่มา – เด็ก 1 ขวบ 4 เดือน เจ็บสาหัส ถูกรถกระบะทับขณะนั่งเล่น คนขับยอมรับ มองไม่เห็น

วงจรปิดนาที กำแพงหมู่บ้านถล่ม “มวลน้ำ-ขยะเศษโฟม” ทะลัก

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามีประเด็นร้อนที่น่าตกใจจากเหตุการณ์ วงจรปิดนาที กำแพงหมู่บ้านถล่ม “มวลน้ำ-ขยะเศษโฟม” ทะลักไหลเข้าท่วมบ้านประชาชน ในพื้นที่ตำบลบ่อวิน จังหวัดชลบุรี ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนอย่างหนัก หลังจากฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา

วงจรปิดนาที กำแพงหมู่บ้านถล่ม “มวลน้ำ-ขยะเศษโฟม” ทะลักไหลเข้าท่วมบ้านประชาชน

ภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นช่วงเวลาที่น่าระทึกขวัญ เมื่อกำแพงของโครงการหมู่บ้านบุญรักษาวิว 2 ทนแรงกดดันของน้ำไม่ไหวจนพังถล่มลงมา ส่งผลให้มวลน้ำจำนวนมหาศาลพร้อมด้วยขยะเศษโฟมจากพื้นที่คัดแยกขยะที่อยู่ติดกันไหลทะลักเข้าสู่ตัวบ้านเรือน สร้างความยากลำบากให้กับผู้พักอาศัยอย่างยิ่ง

มาตรการเร่งด่วนหลังเกิดเหตุ วงจรปิดนาที กำแพงหมู่บ้านถล่ม “มวลน้ำ-ขยะเศษโฟม” ทะลัก

ทางผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ได้ลงพื้นที่ทันทีเพื่อติดตามสถานการณ์และกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้:

  • เร่งเก็บกวาดเศษโฟมและขยะที่ตกค้างในพื้นที่อย่างเร่งด่วน
  • เปิดทางระบายน้ำและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ
  • สำรวจบ้านเรือนที่เสียหายเพื่อเตรียมเยียวยาตามระเบียบของทางราชการ
  • ตรวจสอบผู้ประกอบการโรงคัดแยกขยะว่าดำเนินกิจการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

จากเหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับการจัดสรรพื้นที่และผังเมือง โดยเฉพาะการอนุญาตให้มีพื้นที่คัดแยกขยะอยู่ใกล้กับหมู่บ้านจัดสรรเกินไป ซึ่งหากไม่มีมาตรการป้องกันที่ดีพอ ความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยย่อมตกอยู่ในความเสี่ยงเสมอ ทั้งนี้ทางหน่วยงานภาครัฐได้ย้ำว่าจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดหากพบว่ามีการทำผิดเงื่อนไขการประกอบกิจการ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

หากใครกำลังประสบปัญหาหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง อย่าลืมคอยหมั่นสังเกตโครงสร้างบ้านตัวเองในช่วงหน้าฝน และหวังว่าผู้ได้รับผลกระทบทุกท่านจะได้รับการฟื้นฟูและได้รับความช่วยเหลือให้กลับมาใช้ชีวิตปกติได้โดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – วงจรปิดนาที กำแพงหมู่บ้านถล่ม “มวลน้ำ-ขยะเศษโฟม” ทะลักไหลเข้าท่วมบ้านประชาชน

ฝนถล่มบ่อวิน ขยะเศษโฟมซัดกำแพงหมู่บ้านพังเสียหายยับ

เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเจอสถานการณ์ฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมขัง แต่เหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ตำบลบ่อวิน จังหวัดชลบุรี นั้นถือว่าหนักหนาสาหัสกว่าปกติ เพราะเกิดเหตุ ฝนถล่มบ่อวิน ขยะเศษโฟมซัดกำแพงหมู่บ้านพังเสียหายยับ จนสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านอย่างหนัก วันนี้เราจะมาเจาะลึกรายละเอียดเหตุการณ์นี้กันครับ

ฝนถล่มบ่อวิน ขยะเศษโฟมซัดกำแพงหมู่บ้านพัง

เหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนักตลอดทั้งคืน ในหมู่บ้านบุญรักษาวิว 2 หมู่ที่ 7 ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี มวลน้ำมหาศาลได้หอบเอาเศษโฟมจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นของเสียจากการคัดแยกขยะตู้เย็นและตู้แช่เก่าจากพื้นที่ข้างเคียง ไหลทะลักเข้าใส่กำแพงหมู่บ้านจนพังถล่มลงมาเป็นแนวยาว

เปิดสาเหตุทำไม ฝนถล่มบ่อวิน ขยะเศษโฟมซัดกำแพงหมู่บ้านพัง ถึงรุนแรง?

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่าสาเหตุหลักไม่ได้เกิดจากเพียงกระแสน้ำเท่านั้น แต่เกิดจากปัจจัยดังนี้:

  • มีการเช่าพื้นที่ใกล้หมู่บ้านเพื่อประกอบกิจการคัดแยกขยะชิ้นส่วนตู้เย็นและตู้แช่
  • เศษโฟมจำนวนมหาศาลถูกนำมาทิ้งไว้เป็นกองโตโดยไม่มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม
  • เมื่อฝนตกหนัก กองโฟมเหล่านั้นอุ้มน้ำและกลายเป็นมวลขนาดใหญ่ที่มีแรงดันสูง จนมีกำลังกระแทกมากพอที่จะทำลายกำแพงคอนกรีตได้

ความเสียหายในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดเพียงแค่กำแพง แต่ยังรวมถึงบ้านเรือนประชาชนหลายหลังที่ได้รับผลกระทบจากน้ำที่ไหลเข้าท่วมและเศษโฟมที่กระจายเกลื่อนพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านต้องเร่งทำความสะอาดและกังวลถึงความปลอดภัยในระยะยาว

ทางด้าน อบต.บ่อวิน ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจครับ ได้รีบส่งเจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่และเปิดทางระบายน้ำทันทีเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม นี่ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่สะท้อนว่า กิจการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะหรือของเสียใกล้เขตชุมชนนั้น จำเป็นต้องมีมาตรการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดกว่านี้ ไม่เช่นนั้นเหตุการณ์ ฝนถล่มบ่อวิน ขยะเศษโฟมซัดกำแพงหมู่บ้านพัง อาจจะเกิดขึ้นซ้ำรอยได้อีก หากไม่มีการจัดการกับกองโฟมเหล่านี้ให้ถูกวิธีตามหลักกฎหมาย

สุดท้ายนี้ ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครับว่า นอกจากจะเร่งชดเชยเยียวยาชาวบ้านแล้ว การตรวจสอบสถานประกอบการประเภทนี้ให้เป็นมาตรฐานสากลถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อให้คนในชุมชนสามารถอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัยและไม่ต้องมาคอยหวาดระแวงกับขยะมหาศาลที่จ้องจะถล่มบ้านเรือนในทุกครั้งที่ฝนตก

ที่มา – ฝนถล่มบ่อวิน “ขยะเศษโฟม” ไหลทะลักซัดกำแพงหมู่บ้านพัง กระทบบ้านเรือนประชาชน

นักท่องเที่ยวตื่นตา ฝูงวาฬบรูด้า โผล่หาอาหารริมชายหาดบางแสน พบมากถึง 13 ตัว

เชื่อเลยว่าใครที่ได้เห็นภาพข่าวช่วงนี้คงต้องตื่นเต้นไม่แพ้กัน กับปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นใกล้กรุงฯ เมื่อมีรายงานว่านักท่องเที่ยวตื่นตา “ฝูงวาฬบรูด้า” โผล่หาอาหารริมชายหาดบางแสน พบมากถึง 13 ตัว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับระบบนิเวศทางทะเลในจังหวัดชลบุรีของเราครับ

นักท่องเที่ยวตื่นตา “ฝูงวาฬบรูด้า” โผล่หาอาหารริมชายหาดบางแสน พบมากถึง 13 ตัว

เหตุการณ์น่าประทับใจนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา บริเวณห่างจากชายฝั่งบางแสนเพียง 2 กิโลเมตร เหล่านักท่องเที่ยวที่ออกเรือไปต่างได้พบกับเจ้าวาฬใจดีที่พากันออกมาโชว์ตัวและหาอาหารกันอย่างคึกคัก ซึ่งทาง “ไต๋เก้า” เจ้าหน้าที่กู้ชีพทางทะเลผู้เชี่ยวชาญ ได้ให้ข้อมูลว่าปีนี้เราพบวาฬบรูด้าในพื้นที่มากถึง 13 ตัวเลยทีเดียว แบ่งกลุ่มกระจายตัวตั้งแต่เกาะสีชังไปจนถึงหน้าหาดบางแสนและอ่างศิลา

ทำไมการที่ นักท่องเที่ยวตื่นตา “ฝูงวาฬบรูด้า” โผล่หาอาหารริมชายหาดบางแสน พบมากถึง 13 ตัว ถึงเป็นเรื่องสำคัญ?

การปรากฏตัวของวาฬบรูด้าในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างสีสันให้กับการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไทยได้เป็นอย่างดี โดยวาฬที่พบในปีนี้มีขนาดใหญ่ยักษ์พอๆ กับรถโดยสารประจำทางและหนักกว่าหนึ่งตันเลยทีเดียว เรายังพบว่ามีลูกวาฬและวาฬจากถิ่นอื่นแวะเวียนเข้ามา ทำให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งอนุบาลและแหล่งอาหารที่สำคัญ

หากเพื่อนๆ มีโอกาสไปชมวาฬ ผมขอฝากข้อควรปฏิบัติเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ดังนี้ครับ:

  • รักษาระยะห่าง: ควรถอยเรือห่างจากวาฬอย่างน้อย 100-150 เมตร
  • ดับเครื่องยนต์: เมื่อวาฬเข้ามาใกล้ ควรดับเครื่องเพื่อลดเสียงรบกวน เพราะวาฬใช้คลื่นเสียงในการนำทาง
  • ไม่คุกคาม: สังเกตการณ์อย่างเงียบๆ และไม่ควรขับเรือปาดหน้าหรือกดดันฝูงวาฬ

แม้จะยังไม่พบผลกระทบจากการทำประมงพื้นบ้านมากนัก แต่การเดินเรือในยามค่ำคืนยังคงเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากวาฬมักจะพักผ่อนด้วยการหลับเพียงครึ่งสมอง ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุจากการชนกันได้ การตระหนักถึงความสำคัญของสัตว์ทะเลหายากเหล่านี้จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่ต้องช่วยกันดูแล เพื่อให้ลูกหลานได้เห็นยักษ์ใหญ่ใจดีเหล่านี้อีกนานๆ ครับ

ที่มา – นักท่องเที่ยวตื่นตา “ฝูงวาฬบรูด้า” โผล่หาอาหารริมชายหาดบางแสน พบมากถึง 13 ตัว

Scroll to top