ชายแดนไทยกัมพูชา

ปานเทพเผย บวรศักดิ์เรียกถก ปมยกเลิก MOU 43-44

“ปานเทพ” เผย “อ.บวรศักดิ์” รองนายกฯ เรียกถก คาดปมยกเลิก MOU 43-44 พร้อมยื่นปึกเอกสาร ยึดเขตขอบหน้าผาสมัย “รัชกาลที่ 5” ลั่น ไทยต้องคงเส้นคงวาไม่เปลี่ยนจุดยืน ล่าสุด เลื่อนประชุมเป็น 28 พ.ย.

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 ระหว่างไทย-กัมพูชา เปิดเผยถึงการเดินทางมาทำเนียบรัฐบาล ว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้เรียกมาหารือ คาดว่าจะเป็นเรื่องการยกเลิก MOU 2543-2544 แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นการพูดคุยเรื่องนี้หรือไม่ เนื่องจากตนเป็นหนึ่งในกรรมาธิการ (กมธ.) โดยระบุว่า รัฐบาลจะทำประชามติยกเลิก MOU ดังกล่าว ซึ่งกัมพูชารู้ว่าประเทศไทยกำลังทำประชามติ ถึงขนาดให้โฆษกกระทรวงยุติธรรมออกมาระบุว่าฝ่ายไทยยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้ แสดงว่าเขารับรู้ว่าเราประกาศเป็นนโยบาย

ส่วนรัฐบาลจะทำประชามติหรือไม่ เป็นการตัดสินใจของรัฐบาล และการดีเบตในพื้นที่ 7 จังหวัดในขณะนี้ที่จะจัดโดยกรมประชาสัมพันธ์ อยู่ภายใต้เงื่อนไขการทำประชามติหรือไม่ เพราะถ้าทำประชามติต้องประกาศการทำประชามติก่อน หลังจากนั้นกระบวนการให้ความรู้กับประชาชนจะเริ่มตามระบบที่กำหนดระยะเวลาไว้ 90 วัน แต่ปัญหาคือที่กำลังทำอยู่ตอนนี้คืออยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือไม่ และถ้ารัฐบาลตัดสินใจจะยุบสภาฯ ก่อน ก็ไม่แน่ว่าจะได้ทำประชามติเรื่องนี้หรือไม่ จึงต้องกลับมาถามทางรัฐบาลว่าหากไม่ได้ทำประชามติ รัฐบาลจะเป็นผู้ประกาศยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับเองหรือไม่ ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลจะต้องตัดสินใจ ตนเป็นเพียงส่วนหนึ่งใน กมธ.

ขณะเดียวกัน ตนได้มอบหลักฐานให้กับกองทัพภาคที่ 2 โดยตรง ให้ระวังในพื้นที่พนมดงรัก แต่ช่วงช่องบก ช่องสะงำ ความยาว 195 กิโลเมตร ไม่เคยมีหลักเขตแดนและไม่ต้องมี ซึ่งการสู้กันระหว่างไทยกัมพูชาในปี 2505 มีเอกสารหลักฐาน มีสนธิสัญญาฝรั่งเศส ไม่ใช่สันปันน้ำหลังขอบหน้าผาที่ทะเลาะกันอยู่ จึงได้มีการยื่นเอกสารพร้อมคำแปล 151 หน้าให้กับกองทัพภาคที่ 2 และจะนำเสนอนายบวรศักดิ์ ต่อไป

นายปานเทพ กล่าวต่อไปว่า เราต้องไม่เปลี่ยนจุดยืนจากเดิมที่เคยทำให้ประเทศไทยอ่อนแอลง ก่อนย้ำว่าสิ่งที่ตกลงกันมาตั้งแต่ก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นอย่างไร ต้องคงเส้นคงวาอย่างนั้นไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังการให้สัมภาษณ์เสร็จนายปานเทพ ได้เดินกลับโดยทันทีเนื่องจากนายบวรศักดิ์ เลื่อนการประชุมไปเป็นวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายนนี้

ปานเทพเผย บวรศักดิ์เรียกถก ปมยกเลิก MOU 43-44

ประเด็นการยกเลิก MOU 43-44 ระหว่างไทยและกัมพูชา กลายเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด หลังจากที่นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการหารือกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ซึ่งคาดว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

MOU ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างไร? ทำไมถึงมีการพูดถึงการยกเลิก? และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยจะเป็นอย่างไร? คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนชาวไทยควรได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน เพื่อที่จะสามารถเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และร่วมกันติดตามการดำเนินการของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด

ทำไมถึงมีการพูดถึงการยกเลิก MOU 43-44?

การที่รัฐบาลพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการยกเลิก MOU 43-44 นั้น อาจมีเหตุผลหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตีความเนื้อหาใน MOU ที่อาจมีความแตกต่างกัน หรือการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของชาติ การทำความเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของรัฐบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญ

นอกจากนี้ การทำประชามติเพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชน ก็ถือเป็นกระบวนการที่สำคัญในการตัดสินใจเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประเทศในวงกว้าง แต่ก็ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม และระยะเวลาในการดำเนินการ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน และมีเวลาเพียงพอในการตัดสินใจ

  • การทำความเข้าใจ MOU 43-44
  • เหตุผลที่รัฐบาลพิจารณาการยกเลิก
  • ผลกระทบต่อประเทศไทย

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ รัฐบาลจะมีแนวทางในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างไรต่อไป? และจะมีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบมากน้อยเพียงใด? การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราสามารถเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และร่วมกันพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต

ที่มา – “ปานเทพ” เผย “บวรศักดิ์” เรียกถก คาดปมยกเลิก MOU 43-44 ย้ำ ไทยต้องไม่เปลี่ยนจุดยืน

สลด! หนุ่มไทยดับในปอยเปต ถูกทำร้าย ช็อตไฟฟ้า

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการเจรจาและการปักปันเขตแดนจะดำเนินไปอย่างช้าๆ กองทัพไทยยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวต่อความขัดแย้ง

ขณะเดียวกัน ข่าวเศร้าก็เกิดขึ้นเมื่อมีรายงานว่าชายหนุ่มชาวไทยเสียชีวิตในประเทศกัมพูชา เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวและคนใกล้ชิดเป็นอย่างมาก

สลด! หนุ่มไทยดับในปอยเปต ถูกทำร้าย ช็อตไฟฟ้า

กองทัพไทยได้เปิดเผยผลการสำรวจและปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตแดนที่ 42 ถึง 43 บริเวณบ้านหนองจาน โดยรวมระยะเวลาสี่วัน สามารถวัดจุด GCP ได้แล้ว 56 หมุด จากทั้งหมด 128 หมุด คิดเป็นร้อยละ 43.75 ทางกองทัพย้ำว่าการปักหมุดครั้งนี้เป็นการปักตามที่ตั้งหลักเขตแดนเดิมที่เคยปักไว้ในอดีตเมื่อกว่า 120 ปีที่แล้ว ไม่ได้อิงตามหรือใช้แผนที่ 1:200,000 แต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังมีการเคลียร์ทุ่นระเบิดในพื้นที่ ซึ่งสามารถเคลียร์พื้นที่ปลอดภัยได้ 1,230 ตร.ม. จากทั้งหมด 9.98 หมื่น ตร.ม. คิดเป็นร้อยละ 1.23

อย่างไรก็ตาม ข่าวร้ายก็แทรกเข้ามา เมื่อศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน (IMF) ได้แจ้งว่ามีคนไทยเสียชีวิตในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา อีกรายหนึ่ง โดยผู้เสียชีวิตเป็นชายหนุ่มจากอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถูกทำร้ายร่างกายและถูกช็อตด้วยไฟฟ้า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพิกัดเดียวกับกรณีของสาวพังงาที่เพิ่งเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้

การปฏิบัติการสำรวจและปักหมุดไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง กองกำลังบูรพาได้ใช้โดรนในการลาดตระเวนทางอากาศเพื่อตรวจสอบพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ สถานการณ์ทั่วไปยังคงเงียบสงบ โดยไม่มีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติจากฝั่งกัมพูชา

แหล่งข่าวในพื้นที่เปิดเผยว่า ความเงียบสงบในวันนี้อาจเป็นผลมาจากการที่คณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา กำลังดำเนินการปักหมุดชั่วคราวในสองจุดสำคัญของพื้นที่ ได้แก่ บริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ทำให้ฝ่ายกัมพูชาชะลอการเคลื่อนไหวเพื่อรอดูผลการดำเนินงานของคณะทำงานร่วม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวของกำลังทหารกัมพูชาที่อาจมีการแสดงท่าทีแข็งกร้าวในบางจังหวะ รวมถึงความเสี่ยงจากกลุ่มมวลชนชาวกัมพูชาที่อาจรวมตัวกันและสร้างแรงกดดันในพื้นที่ได้ตลอดเวลา

ในส่วนของแนวชายแดนฝั่งภาคอีสาน ซึ่งก่อนหน้านี้มีความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น ยังคงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หน่วยข่าวกรองของไทยได้รับคำสั่งให้ติดตามความเคลื่อนไหวของกำลังทหารกัมพูชาอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนกำลัง การก่อสร้าง หรือการรวมตัวของชาวบ้านที่อาจเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทด้านพรมแดน

จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่หลักในการปฏิบัติการของกองกำลังบูรพา ยังคงมีการส่งโดรนขึ้นบินในรอบหลายชั่วโมงเพื่อเก็บภาพมุมสูง ตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบุคคลหรือยานพาหนะบริเวณแนวชายแดน รวมถึงพื้นที่ป่ารกทึบที่เข้าถึงยาก ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยงสำหรับการเข้า-ออกผิดกฎหมายและการแทรกซึมของกำลัง จากการตรวจสอบจนถึงช่วงสาย สถานการณ์ยังคงสงบเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น

รายละเอียดเหตุการณ์ หนุ่มไทยดับในปอยเปต ถูกทำร้าย ช็อตไฟฟ้า

เพจศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน (IMF) ได้แจ้งข่าวเศร้าเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนว่า มีคนไทยเสียชีวิตในจังหวัดปอยเปต ประเทศกัมพูชา เพิ่มอีก 1 ราย ผู้เสียชีวิตชื่อนายณรงค์ก้ำ หรือดอน เป็นชาวอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ทางศูนย์ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ทางเพจยังระบุว่า สาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยรายล่าสุดนี้มาจากการถูกทำร้ายร่างกายและถูกช็อตด้วยไฟฟ้า โดยพิกัดที่ได้รับแจ้งคือ “บัวลัย” ซึ่งเป็นพิกัดเดียวกับที่สาวพังงาเสียชีวิตก่อนหน้านี้ ทางศูนย์ฯ ยังไม่ทราบว่าร่างของผู้เสียชีวิตอยู่ที่ใด และกำลังเร่งหาข้อมูลจากผู้ที่รู้จักกับผู้เสียชีวิต เพื่อให้ได้ข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง

สถานการณ์ หนุ่มไทยดับในปอยเปต ถูกทำร้าย ช็อตไฟฟ้า สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่คนไทยจำนวนมากต้องเผชิญในการเดินทางไปทำงานหรือทำธุรกิจในต่างแดน การขาดการดูแลและความช่วยเหลือที่เพียงพอ ทำให้พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางและอาจตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมได้

หน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองคนไทยในต่างแดนอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดเช่นนี้ขึ้นอีก

ที่มา – สลดหนุ่มไทยดับในกัมพูชา ในเมืองปอยเปต ถูกทำร้ายร่างกาย ช็อตด้วยไฟฟ้า

ไทย-กัมพูชารังวัดหมุด GCP สระแก้ว

ชุดปฏิบัติงานสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา เดินหน้ารังวัดหมุด GCP และบินโดรนถ่ายภาพชายแดนสระแก้ว โดยวันนี้สำรวจที่จุดตรวจ 34 บ้านหนองหญ้าแก้ว

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 68 ทีมโฆษกกองทัพไทย ได้สรุปภาพรวมการปฏิบัติงานของกองกำลังบูรพา ร่วมกับชุดสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา รวมถึงฝ่ายปกครอง จ.สระแก้ว และ อำเภอโคกสูง จำนวน 35 นาย โดยเมื่อวานนี้ (21 พ.ย. 68) ได้ปฏิบัติงานร่วมกับฝ่ายกัมพูชา เพื่อสำรวจและปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตแดนที่ 42 ถึง 43 (ช่วงการสำรวจช่วงแรก) โดยดำเนินการกรุยแนว เพื่อวางจุด GCP ได้ 16 จุด และรังวัดจุด GCP ด้วย GPS ได้จำนวน 16 หมุด 

รวมทั้งบินโดรนถ่ายภาพ เพื่อเก็บภูมิประเทศปัจจุบัน และนำไปจัดทำแผนผังหมุดชั่วคราวประกอบการรายงานผลการสำรวจ ได้จำนวน 2 เที่ยวบิน ระยะทาง 1,300 เมตร รวมวัดจุด GCP ได้ 32 หมุด จากทั้งหมด 72 หมุด คิดเป็น 44.44% รวมเที่ยวบินได้ 5 เที่ยวบิน จากทั้งหมด 9 เที่ยวบิน คิดเป็น 55.55% รวมระยะทาง 3.4 กิโลเมตร จากทั้งหมด 7 กิโลเมตร คิดเป็น 48.5%

นอกจากนี้ สำหรับแผนในการปฏิบัติต่อไปในวันนี้ได้นัดพบกับฝ่ายกัมพูชา ดำเนินการรังวัดหมุด GCP และบินโดรนถ่ายภาพที่จุดตรวจ 34 บ้านหนองหญ้าแก้ว การดำเนินงานทุกขั้นตอนของชุดสำรวจฯ ในวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการรักษาความถูกต้องของเส้นเขตแดนตามหลักภูมิสารสนเทศที่เป็นสากล การรังวัด การวางหมุด และการจัดทำแผนผังด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและโดรน ช่วยให้การกำหนดพิกัดเขตแดนมีความแม่นยำ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และลดโอกาสการเกิดความคลาดเคลื่อนในอนาคต การปฏิบัติงานร่วมกันเช่นนี้จึงเป็นรากฐานของการสร้างเขตแดนที่ชัดเจน เสริมสร้างความเชื่อมั่น และสนับสนุนความสงบเรียบร้อยตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างยั่งยืน

วันเดียวกัน หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ร่วมกับชุดสำรวจ และจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา ชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 2 หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 14 สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา หน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนจันทบุรี และชุดรักษาความปลอดภัย ตำบลเทพนิมิตร รวม 60 นาย ได้ปฏิบัติงานร่วมกับฝ่ายกัมพูชา จำนวน 40 นาย เพื่อสำรวจและปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตแดนที่ 53–54 ได้จำนวน 3 หมุด (TM53-19 ถึง TM53-21) รวมระยะทาง 150 เมตร รวมปักได้ 136 หมุด จากทั้งหมด 166 หมุด คิดเป็น 81.93% รวมระยะทาง 6.8 กิโลเมตร จากทั้งหมด 8.3 กิโลเมตร

ในช่วงบ่าย ชุดสำรวจฯ ของทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันจัดทำรายงานประจำวันเพื่อบันทึกผลการสำรวจและปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตแดนที่ 52–59 โดยพบว่าพื้นที่ปฏิบัติงานส่วนใหญ่เป็นสวนลำไยและสวนทุเรียน ส่งผลให้ต้นไม้ขนาดใหญ่บดบังสัญญาณดาวเทียม GPS อีกทั้งยังมีบางช่วงเป็นป่าหญ้ารกทึบ ทำให้การวัดพิกัดต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบและความร่วมมือใกล้ชิดระหว่างชุดสำรวจทั้งสองฝ่าย

สำหรับแผนการปฏิบัติงานในวันที่ 22 พ.ย. เวลา 09.00 น. ทั้งสองฝ่ายได้นัดพบกันที่หลักเขตแดนที่ 58 เพื่อดำเนินการปักหมุด TM57-39 ถึง TM57-47 ตามแผนที่วางไว้ร่วมกัน การปักหมุดชั่วคราวระหว่างหลักเขตแดนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ “จัดทำเส้นเขตแดนบนพื้นดิน (land boundary demarcation)” ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ในการแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ หมุดแต่ละหมุดทำหน้าที่เป็นจุดอ้างอิงเชิงพิกัด (geodetic reference points) เพื่อยืนยันตำแหน่งของเส้นเขตแดนอย่างถูกต้องก่อนนำไปสู่การติดตั้งหลักเขตแดนถาวรในลำดับต่อไป กระบวนการนี้ต้องอาศัยการปฏิบัติร่วมกันอย่างละเอียดระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อให้เส้นเขตแดนมีความชัดเจน โปร่งใส และสามารถใช้ประกอบการบริหารพื้นที่ชายแดนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ อันเป็นประโยชน์ยิ่งต่อการรักษาเสถียรภาพ ความมั่นคง ระหว่างไทย–กัมพูชา.

ไทย–กัมพูชา เดินหน้ารังวัดหมุด GCP บินโดรนถ่ายภาพชายแดนสระแก้ว

การดำเนินงานไทย–กัมพูชา เดินหน้ารังวัดหมุด GCP บินโดรนถ่ายภาพชายแดนสระแก้ว ถือเป็นก้าวสำคัญในการรักษาความถูกต้องและแม่นยำของเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น โดรนและระบบดาวเทียม GPS ช่วยให้กระบวนการสำรวจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส นอกจากนี้ ยังเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชา

ความสำคัญของการรังวัดหมุด GCP

การรังวัดหมุด GCP (Ground Control Points) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างแผนที่และกำหนดขอบเขตพื้นที่ การใช้โดรนในการถ่ายภาพทางอากาศช่วยให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและมีความละเอียดสูง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาประมวลผลเพื่อสร้างแผนที่ที่มีความแม่นยำ การมีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนและการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้น

ความร่วมมือระหว่างไทย–กัมพูชา เดินหน้ารังวัดหมุด GCP บินโดรนถ่ายภาพชายแดนสระแก้ว ไม่เพียงแต่จะช่วยให้การกำหนดเขตแดนมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างสองประเทศ การมีเส้นเขตแดนที่ชัดเจนจะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งและสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

การดำเนินการไทย–กัมพูชา เดินหน้ารังวัดหมุด GCP บินโดรนถ่ายภาพชายแดนสระแก้ว ยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดน เมื่อมีความมั่นคงและปลอดภัย ประชาชนในพื้นที่ก็จะสามารถดำเนินชีวิตและทำการค้าได้อย่างปกติ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาในระยะยาว

ดังนั้น การที่ไทยและกัมพูชาร่วมมือกันในการรังวัดหมุด GCP และใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการสำรวจ ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสมในการจัดการเส้นเขตแดน การดำเนินงานนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เส้นเขตแดนมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – ไทย–กัมพูชา เดินหน้ารังวัดหมุด GCP บินโดรนถ่ายภาพชายแดนสระแก้ว

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สน BHQ ประชิดชายแดน

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน! ยืนยันเตรียมพร้อมรับมือขั้นสูงสุด ไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด เผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากัมพูชาส่งหน่วยรบพิเศษ BHQ ประชิดชายแดนตราดว่า เป็นเรื่องปกติทางการทหาร และไม่ได้สร้างความกังวลให้กับหน่วยงานแต่อย่างใด

จากกรณีที่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เดินทางไปยังบ้านทมอดา ประเทศกัมพูชา และมีรายงานเสียงคล้ายปืนดังขึ้น น.อ.ธรรมนูญ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการสร้างสถานการณ์จากฝ่ายกัมพูชา โดยเสียงที่ได้ยินเป็นเพียงประทัดเท่านั้น และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของ AOT ว่าอาจมีการแอบอ้างหรือมีการแต่งกายเลียนแบบเพื่อสร้างความเข้าใจผิด

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน

ต่อข้อซักถามถึงกระแสข่าวการเคลื่อนกำลังหน่วยรบพิเศษ BHQ ของกัมพูชามายังชายแดนตราด น.อ.ธรรมนูญ ตอบว่า เป็นเรื่องปกติในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง และเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อมทางทหาร อย่างไรก็ตาม ฉก.นย.ตราด ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และได้เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดเพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์

“เราไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้น” น.อ.ธรรมนูญ กล่าวอย่างหนักแน่น “ฉก.นย.ตราด เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ตลอดเวลา”

นอกจากนี้ น.อ.ธรรมนูญ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ปกครองทหารเกณฑ์สอบถามถึงการส่งบุตรชายที่เพิ่งฝึกได้ 2 เดือนไปปฏิบัติงานที่ชายแดนว่า ทหารที่ผ่านการฝึกเบื้องต้นสามารถปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนได้ แต่จะอยู่ในส่วนสนับสนุน ไม่ได้ประจำการในแนวหน้า และการมอบหมายงานจะพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดนของ ฉก.นย.ตราด

สถานการณ์ชายแดนเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การที่ ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในศักยภาพและความพร้อมของหน่วยงานในการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ แม้ว่าจะมีกระแสข่าวหรือสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความตึงเครียด แต่การมีสติและความรอบคอบในการประเมินสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญ

  • การเตรียมความพร้อมทางด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์
  • การเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
  • การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข การที่ ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน และยืนยันความพร้อมในการรับมือกับทุกสถานการณ์ ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะมีผู้ที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งหรือการกระทบกระทั่งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชายแดนอาจมีความไม่แน่นอน แต่ด้วยความพร้อมและความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถรักษาอธิปไตยและความสงบสุขของชาติไว้ได้

ที่มา – ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน ยันเตรียมการพร้อมรับมือขั้นสุด

18 ประเทศจับตา ไทย-กัมพูชา สำรวจจุดปักหมุดชั่วคราว

ความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาได้รับความสนใจจากนานาชาติ เมื่อคณะสำรวจปักหมุดชั่วคราวของกัมพูชาเดินทางมาร่วมประชุมเพื่อเตรียมบินโดรนสำรวจจุดปักหมุดชั่วคราว โดยมีคณะ IOT จาก 18 ประเทศเข้าร่วมสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด เรื่องนี้มีความสำคัญและส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงความมั่นคงในภูมิภาค

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุดสำรวจจุดปักหมุดชั่วคราวของกัมพูชาได้เดินทางมาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อร่วมบินโดรนวางภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการสำรวจร่วมเพื่อหาจุดปักหมุดชั่วคราวตามเส้นขอบเขตพื้นที่อ้างสิทธิ บริเวณหลักเขตที่ 42-43 การดำเนินการนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมที่เข้มข้นเมื่อวาน

ในการประชุมครั้งก่อน มีระเบียบวาระทั้งหมด 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ 1. การบินโดรนสำรวจพื้นที่ 2. การปักหมุดเขตแดนชั่วคราวในพื้นที่อ้างสิทธิ และ 3. การรังวัดพื้นที่บริเวณพิพาท อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมสามารถตกลงร่วมกันได้เพียง 2 ข้อ คือ การบินโดรนสำรวจพื้นที่และการปักหมุดชั่วคราว ส่วนประเด็นการรังวัดพื้นที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาต้องการที่จะเข้ามารังวัดในฝั่งประเทศไทย ซึ่งฝ่ายไทยไม่สามารถยอมรับได้

ในขณะเดียวกัน มีการประชุมคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวซึ่งเป็นทูตทหาร (IOT) จาก 18 ประเทศ ได้แก่ บรูไน แคนาดา จีน สาธารณรัฐเช็ก ฝรั่งเศส เยอรมนี อินโดนีเซีย อิตาลี ญี่ปุ่น เมียนมา เนเธอร์แลนด์ ปากีสถาน รัสเซีย สิงคโปร์ สวีเดน ตุรกี สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยมีกำหนดการประชุมเพื่อฟังสรุปสถานการณ์ชายแดนตามวงรอบการประชุม

นอกจากนี้ คณะผู้สังเกตการณ์จะลงพื้นที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้วเพื่อติดตามการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และถือโอกาสติดตามการใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่อ้างสิทธิของทั้งไทยและกัมพูชาด้วย ความร่วมมือและการเจรจาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

18 ประเทศจับตา ไทย-กัมพูชา สำรวจจุดปักหมุดชั่วคราว

ความสำคัญของการสำรวจจุดปักหมุดชั่วคราว ไทย-กัมพูชา

การที่ 18 ประเทศให้ความสนใจและส่งผู้สังเกตการณ์มาร่วมในการสำรวจจุดปักหมุดชั่วคราวระหว่างไทยและกัมพูชานั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของประเด็นนี้ในระดับนานาชาติ การหาข้อตกลงร่วมกันและการจัดการปัญหาเขตแดนอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของภูมิภาค

การบินสำรวจโดยใช้โดรนเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพในการเก็บข้อมูลทางอากาศ ซึ่งจะนำไปสู่การวิเคราะห์และวางแผนการปักหมุดที่แม่นยำยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การเจรจาและความเข้าใจระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

จุดปักหมุดชั่วคราวนี้มีความสำคัญในการกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศอ้างสิทธิ ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและการพัฒนาพื้นที่ชายแดนในอนาคต การดำเนินการทุกขั้นตอนจึงต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความไว้วางใจและความร่วมมืออย่างยั่งยืน

การที่คณะผู้สังเกตการณ์จาก 18 ประเทศเข้าร่วมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งสองฝ่าย และเป็นการส่งเสริมให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างสันติและสร้างสรรค์ การมีส่วนร่วมของนานาชาติจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาเขตแดนเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความอดทน แต่ความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างทั้งสองประเทศ รวมทั้งการสนับสนุนจากนานาชาติ จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การที่ 18 ประเทศจับตาดูการสำรวจจุดปักหมุดชั่วคราวนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของนานาชาติในการส่งเสริมความร่วมมือและแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มา – 18 ประเทศ จับตา “ไทย-กัมพูชา” บินสำรวจจุดปักหมุดชั่วคราว

บิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี จริงหรือ?

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าฝ่ายกัมพูชายังไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดหลายราย พล.อ.ณัฐพล ย้ำว่าความปลอดภัยของประชาชนและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด และไทยจะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ของตนเองต่อไป

นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังกล่าวถึงกรณีของเชลยศึกชาวกัมพูชาจำนวน 18 ราย โดยยืนยันว่าจะยังไม่ปล่อยตัว เนื่องจากต้องการใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่ากัมพูชายังไม่ได้ยุติความเป็นปรปักษ์ต่อไทยอย่างสิ้นเชิง พร้อมย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายและหลักการ ไม่ได้เป็นการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น

ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือกรณีที่ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ออกมากล่าวว่า หากไทยต้องการปิดด่าน 100 ปี ก็สามารถทำได้ ซึ่ง พล.อ.ณัฐพล ได้ตอบคำถามในประเด็นนี้ว่า สื่อมวลชนน่าจะเข้าใจความหมายของการกระทำดังกล่าวดี และขอให้พิจารณารายละเอียดในปฏิญญา Joint Declaration ที่มีการระบุถึงการงดเว้นการยั่วยุและการแสดงความมุ่งมั่นที่จะไปสู่สันติภาพ

บิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี

พล.อ.ณัฐพล กล่าวเสริมว่า ตนเองเคยกล่าวไว้ว่าไม่จำเป็นต้องพูดคุยเรื่องการเปิดด่านกับตนเองอีกต่อไป เนื่องจากประชาชนชาวไทยไม่ต้องการ และเมื่อสมเด็จฮุน เซน กล่าวว่า 100 ปี ไม่ต้องเปิดด่าน พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่าตนเองรู้สึกบิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี เพราะจะได้ไม่ต้องพูดคุยในประเด็นนี้อีกต่อไป นี่คือจุดยืนที่ชัดเจนและเด็ดเดี่ยวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ทำไมบิ๊กเล็กรู้สึกสบายใจกับท่าทีของฮุนเซน?

ความรู้สึกบิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความเหนื่อยหน่ายกับปัญหาชายแดนที่ยืดเยื้อและการขาดความจริงใจในการแก้ไขปัญหาจากฝ่ายกัมพูชา การที่สมเด็จฮุน เซน ออกมากล่าวในลักษณะดังกล่าว ทำให้ พล.อ.ณัฐพล มองว่าเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ากัมพูชาไม่ต้องการที่จะเจรจาหรือประนีประนอมในเรื่องนี้อีกต่อไป ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่สบายใจกว่าที่จะไม่ต้องเสียเวลาและทรัพยากรในการพูดคุยที่ไร้ผล

การยืนยันว่าจะไม่ปล่อยตัวเชลยศึกทั้ง 18 นาย ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงความแข็งกร้าวในการดำเนินนโยบายต่อกัมพูชาของรัฐบาลไทย แม้ว่าอาจจะถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นมิตร แต่รัฐบาลไทยมองว่าเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อการกระทำของกัมพูชาที่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ

ประเด็นเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่คาราคาซังมานาน การที่กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ทำให้ไทยต้องดำเนินการเอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชายังคงมีความตึงเครียดและเต็มไปด้วยความท้าทาย การที่บิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกสิ้นหวังในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และอาจนำไปสู่การดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวมากยิ่งขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม การรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดนยังคงเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ทั้งสองประเทศควรให้ความสำคัญ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เราหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ลั่น สบายใจ หลัง “ฮุน เซน” ท้าปิดด่าน 100 ปี ยัน ไม่ปล่อย 18 เชลยศึก

ฮุน เซน ชี้ ทหารสละชีพเพื่อชาติ ไม่แลกดินแดน

ฮุน เซน เผย ตนถือว่าทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกไทยจับกุม “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัว และยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้กำลังแลกดินแดนกับสันติ

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เป็นผู้แทนพระองค์ระดับสูงของพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ในพิธีเปิดการประชุมสมัชชาสงฆ์แห่งชาติ ครั้งที่ 33 ณ สถาบันศึกษาแห่งชาติ โดยในระหว่างนั้นเขาได้กล่าวสุนทรพจน์ถึงหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทย

ฮุน เซน กล่าวถึงกรณีทหารกัมพูชา 18 นาย ที่ถูกทหารไทยควบคุมตัวเอาไว้ว่า เขาถือว่าทหารทั้ง 18 นาย ได้สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวและญาติของทหารทั้ง 18 นาย และบอกอีกว่า นับตั้งแต่ช่วงแรกที่มีการจับกุมทหารกลุ่มนี้ ก็เป็นที่แน่ชัดว่าพวกเขาถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง ไม่ใช่เชลยศึก

“เมื่อทหารกัมพูชาถูกจับกุมในดินแดนกัมพูชาและถูกนำไปเป็นตัวประกัน กฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน? นายวิตตริ มันตาภรณ์ ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นชาวไทยหายไปไหน? ทำไมเขาถึงไม่พูดอะไรเลย? ก่อนหน้านี้เขาเคยแสดงความคิดเห็นอยู่เสมอ แต่ตอนนี้กลับเงียบ ในสงคราม การแลกเปลี่ยนเชลยศึกเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ในกรณีนี้ พวกเขาจับกุมทหารของเราในดินแดนของเราหลังจากการหยุดยิง และนำพวกเขาไปเป็นตัวประกัน ผมขอให้ประชาชนชาวกัมพูชาเข้าใจ”

“พูดตามตรง ผมเชื่อว่าการประเมินของผมถูกต้อง พูดอย่างตรงไปตรงมา ผมถือว่าพวกเขา [ทหาร 18 นาย] เป็นผู้เสียสละเพื่อชาติ เป็นที่ชัดเจนว่าพวกเขา [ฝ่ายไทย] จะใช้เรื่องนี้หรือเรื่องนั้นเพื่อต่อรองบางสิ่ง และตัวทหารเองก็รู้เรื่องนี้ ครอบครัวของพวกเขาก็รู้เช่นกัน”

ฮุน เซน ยังปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า รัฐบาลกัมพูชากำลังแลกดินแดนเพื่อสันติภาพ โดยระบุว่าเป็นการกล่าวอ้างที่เป็นเท็จและมีเจตนาให้สาธารณชนเข้าใจผิด

“ผมอยากจะถามว่า ท่านต้องการสงครามอีกหรือไม่ หรือต้องการสันติภาพ? บางคนกล่าวว่าเราแลกดินแดนเพื่อสันติภาพ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่มีข้อตกลงใดกล่าวถึงการสูญเสียดินแดนเลย ไม่มีเลยแม้แต่น้อย”

“องค์ประกอบสำคัญของการหยุดยิงคืออะไร? การหยุดยิงหมายถึงไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลและไม่มีการเสริมกำลัง ข้อตกลงสันติภาพนั้นเกี่ยวข้องกับการลดอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การต่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์ และอื่น ๆ สำหรับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดนั้น จะต้องทำร่วมกัน ไม่ใช่ทำเพียงฝ่ายเดียว และคุณไม่สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้วอ้างว่าอีกฝ่ายกำลังวางทุ่นระเบิดใหม่ได้ นั่นไม่ใช่กรณีที่เกิดขึ้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต ได้หารือเกี่ยวกับข้อตกลงนี้แล้ว รวมถึงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งจะต้องมีการประสานงาน ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงร่วมกันว่าจะมีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ใด”

“ดังนั้นอย่าเข้าใจผิดว่าเราแลกดินแดนเพื่อสันติภาพ ไม่ใช่เลยไม่ใช่อย่างแน่นอน หากสันติภาพได้มาจากการแลกดินแดน เราก็คงไม่จำเป็นต้องต่อสู้ ในเวลานั้น อีกฝ่ายขู่ว่าจะยึดปราสาทตาควาย และร้องขอปราสาทพระวิหาร หากการหลีกเลี่ยงสงครามหมายถึงการมอบปราสาทตาควาย และปราสาทพระวิหารเพื่อแลกกับสันติภาพ กัมพูชาก็สามารถมอบให้ได้ทันที คงไม่จำเป็นต้องมีการต่อสู้เกิดขึ้น”

“ดังนั้น ผมขอเตือนผู้ใช้งาน Facebook เหล่านั้น อย่าพยายามยั่วยุด้วยการแสดงความคิดเห็น สำหรับผม ผมจะไม่ปล่อยผ่าน และจะไม่ยอมรับคำขอโทษ ผมบอกคุณอย่างชัดเจน ไม่ว่าคุณจะเป็นพระสงฆ์หรือคนธรรมดา อย่ายั่วยุด้วยการแสดงความคิดเห็น และอย่าเข้าใจผิดว่าเพียงแค่แสดงความคิดเห็นในหน้าเพจของสมเด็จ ฮุน เซน เราจะติดตามคุณ ทุกความคิดเห็นในทุกเพจที่เข้าข่ายการดูหมิ่นหรือบ่อนทำลายขวัญกำลังใจของกองทัพจะไม่ได้รับการยอมรับ นี่ไม่ใช่การกระทำแบบเผด็จการ แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายต่อการดูหมิ่นและความพยายามบ่อนทำลายกองทัพของเรา”

ฮุน เซน ชี้ 18 ทหารถูกไทยจับ “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” ลั่นไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ

จากกรณีที่เกิดขึ้น สมเด็จฮุน เซน ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า ทหารทั้ง 18 นายที่ถูกจับกุม ได้ สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว และรัฐบาลกัมพูชาจะไม่ใช้ดินแดนเพื่อแลกกับสันติภาพ ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติ

ทำไมฮุน เซน ถึงกล่าวว่าทหารสละชีพเพื่อชาติ ไปแล้ว?

การที่สมเด็จฮุน เซน กล่าวเช่นนั้น อาจเป็นการแสดงออกถึงความเสียใจและความเห็นใจต่อครอบครัวของทหารที่ถูกจับกุม รวมถึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลไทยว่า กัมพูชาจะไม่ยอมอ่อนข้อต่อการต่อรองใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับดินแดน นอกจากนี้ ยังเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกรักชาติให้กับประชาชนชาวกัมพูชาอีกด้วย

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการเจรจาอย่างสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การที่ฮุน เซน ออกมาเน้นย้ำถึงการไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ เป็นการยืนยันถึงหลักการพื้นฐานในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ และความสำคัญของการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ครอบครัวของพวกเขา

ในขณะที่สถานการณ์ยังคงตึงเครียด การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อสร้างความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค

การออกมาแถลงการณ์ของฮุน เซน ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และเป็นการให้กำลังใจแก่ประชาชนชาวกัมพูชา รวมถึงครอบครัวของทหารที่ สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาและการรักษาสันติภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การที่ฮุน เซน ยืนยันว่าจะไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ ถือเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง และเป็นการส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่า กัมพูชาจะไม่ยอมจำนนต่อการคุกคามใด ๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : freshnewsasia 

ที่มา – ฮุน เซน ชี้ 18 ทหารถูกไทยจับ “สละชีพเพื่อชาติไปแล้ว” ลั่นไม่ใช้ดินแดนแลกสันติ

ผบ.ฉก.นย.ตราด ยันเฟกนิวส์โจมตีจุดบ้าน 3 หลัง

ผบ.ฉก.นย.ตราด ยันเฟกนิวส์ หลังกัมพูชาปล่อยข่าวไทยเตรียมบุกโจมตีจุดบ้าน 3 หลัง หวังกลบข่าวพบทุ่นระเบิด ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 จากกรณีสื่อมวลชนกัมพูชารายงานข่าวว่า ทหารไทยเตรียมบุกโจมตีกัมพูชาด้านบ้านทมอดา หรือบริเวณบ้าน 3 หลัง ตรงข้ามกับบ้านชำราก อ.เมือง จ.ตราด ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นั้น ล่าสุดมีการยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ได้รับข้อมูลว่า ทางหน่วยยังไม่มีแผนการบุกโจมตีตามที่สื่อกัมพูชากล่าวอ้างแต่อย่างใด รวมไปถึงยังไม่มีผู้บังคับบัญชาสั่งการใดๆ ในตอนนี้ ซึ่งข้อมูลที่สื่อกัมพูชานำเสนอ เป็นเพียงข่าวปลอมที่ต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับประเทศตัวเองเท่านั้นเอง นี่คือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวลือเรื่องไทยเตรียมบุกโจมตีจุดบ้าน 3 หลัง

น.อ.ธรรมนูญ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อวานนี้ เวลา 17.30 น. ทหารฝ่ายไทยพบทุ่นระเบิดใกล้เคียงกับพื้นที่ยุทธการบ้านชำรากในฝั่งประเทศไทย เมื่อให้หน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดเข้าตรวจสอบและเก็บกู้พบว่า ทุ่นระเบิด PMN-2 สภาพใหม่ จึงตั้งข้อสงสัยว่า การที่กัมพูชาปล่อยข่าวลือเรื่องไทยจะโจมตีจุดบ้าน 3 หลัง นั้น อาจมีสาเหตุมาจากเรื่องที่ทหารไทยพบทุ่นระเบิด PMN-2 เพื่อหวังผลในการสร้างความชอบธรรมและกลบข่าวการพบทุ่นระเบิดดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวความมั่นคงว่า ทหารกัมพูชาได้เคลื่อนย้ายกำลังพลเข้าพื้นที่บ้านทมอดา แนวชายแดนติดกับบ้านชำราก ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด แล้ว

ผบ.ฉก.นย.ตราด ยันเฟกนิวส์ หลังกัมพูชาปล่อยข่าวไทยเตรียมบุกโจมตีจุดบ้าน 3 หลัง

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนประจำประเทศไทย (ASEAN Observer Team – Thailand) จาก 4 ชาติ ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย นำโดย BG Samsul Rizal Musa – AOT-TH Leader (Malaysia) และคณะฯ รวม 7 นาย เดินทางเข้าตรวจสอบจุดที่กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิดที่ทหารกัมพูชาลักลอบมาวางในเส้นทางลาดตระเวนที่ช่องอานม้าใกล้ฐานห้วยบอน และพื้นที่เขาสัตตะโสม บริเวณฐานก้านกล้วยไปฐานสิงโต ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 ทั้งหมด

นอกจากนั้น ในพื้นที่ใกล้เคียงยังพบทุ่นระเบิดชนิดเดียวกันมีสภาพใหม่ มีซีเรียลนัมเบอร์ชัดเจน ซึ่งชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิด TMAC ได้เก็บกู้จากฐานห้วยบอน จำนวน 9 ทุ่น และพื้นที่ฐานก้านกล้วยอีกจำนวน 4 ทุ่น โดยคณะ AOT-TH ได้สนใจเป็นพิเศษถึงรูปแบบ พื้นที่ และจำนวนการวางในแต่ละจุด เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาถึงเจตนาของฝ่ายกัมพูชา

ทำไมข่าวลือเรื่องไทยเตรียมบุกโจมตีจุดบ้าน 3 หลังจึงเกิดขึ้น?

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมข่าวลือเรื่องไทยเตรียมโจมตีจุดบ้าน 3 หลังจึงเกิดขึ้น? หลายฝ่ายเชื่อว่า การปล่อยข่าวปลอมนี้มีจุดประสงค์เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากประเด็นการพบทุ่นระเบิดในฝั่งไทย และเพื่อสร้างความชอบธรรมในการเคลื่อนกำลังพลของกัมพูชาในพื้นที่ชายแดน

ถึงแม้จะมีการยืนยันจาก ผบ.ฉก.นย.ตราด ว่าข่าวการเตรียมบุกโจมตีจุดบ้าน 3 หลังเป็นเรื่องไม่จริง แต่สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การติดตามข่าวสารอย่างรอบด้าน และการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – ผบ.ฉก.นย.ตราด ยันเฟกนิวส์ หลังกัมพูชาปล่อยข่าวไทยเตรียมบุกโจมตีจุดบ้าน 3 หลัง

แม่ทัพภาคที่ 2 ติดตามเก็บกู้ทุ่นระเบิด สุรินทร์

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กำลังพลและประชาชน เดินหน้าช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางลงพื้นที่ช่องเหว บ้านไทยนิยม ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อติดตามความคืบหน้าและรับฟังผลการปฏิบัติงาน เก็บกู้ทุ่นระเบิด จากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 4 กองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีกองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี ให้การสนับสนุนภารกิจในพื้นที่อย่างเต็มที่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับทราบถึงความก้าวหน้าในการปฏิบัติภารกิจ เก็บกู้ทุ่นระเบิด ที่ดำเนินการไปแล้ว รวมถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิประเทศที่อาจเป็นอุปสรรค หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด โดยให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

นอกจากเรื่องความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่แล้ว แม่ทัพภาคที่ 2 ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดจากทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ และรู้วิธีปฏิบัติตนอย่างถูกต้องหากพบเจอวัตถุต้องสงสัย เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการลดภัยคุกคามจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้พื้นที่ชายแดนมีความปลอดภัยและพร้อมสำหรับการพัฒนาในด้านต่างๆ รวมถึงพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ภารกิจ เก็บกู้ทุ่นระเบิด นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การดำเนินการอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพจะช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายของทุ่นระเบิด และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับประชาชน

ความคืบหน้าภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ถึงแม้ว่าการ เก็บกู้ทุ่นระเบิด จะมีความคืบหน้าไปมาก แต่ก็ยังคงต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่องในการกำจัดทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ออกไปให้หมดสิ้น ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ภารกิจนี้ประสบความสำเร็จได้

  • การสนับสนุนด้านงบประมาณและทรัพยากร
  • การให้ความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชน
  • การรายงานข้อมูลเมื่อพบเจอวัตถุต้องสงสัย

ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถสร้างพื้นที่ชายแดนที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

Scroll to top