ชายแดนไทยกัมพูชา

ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลน

(แฟ้มภาพ)

โฆษก ทบ. แจงปมของบริจาค ยันกองทัพไม่ขาดแคลนสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติทางทหาร แต่ไม่ปฏิเสธน้ำใจประชาชน แม้บางชิ้นไม่ได้ใช้ แต่มีคุณค่าทางใจที่คนไทยมอบให้กัน

วันที่ 1 พ.ย. 68 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการทหารว่า กองทัพบกมุ่งมั่นแน่วแน่ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศและดูแลประชาชน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการรักษาอธิปไตยของชาติ การป้องกันไม่ให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสีย การทำให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายบรรลุผลสำเร็จ รวมถึงการสร้างความมั่นใจว่ากำลังพลทุกนายจะสามารถปฏิบัติภารกิจในสนามรบได้อย่างปลอดภัย และทำให้ประชาชนที่เฝ้าดูกองทัพรู้สึกมั่นใจ

ในส่วนของคำว่า “กองทัพไม่ขาดแคลน” ที่มีการกล่าวถึงนั้น หมายถึงสิ่งอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นในการปฏิบัติทางทหารเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่ากองทัพจะปฏิเสธความมีน้ำใจจากประชาชนหรือภาคส่วนต่าง ๆ กองทัพยังคงยินดีและขอบคุณในทุกรูปแบบของการสนับสนุน ทั้งสิ่งของอุปโภคบริโภคและสิ่งของเพื่อการดำเนินชีวิตที่อยู่นอกเหนือระบบราชการ ซึ่งล้วนมีคุณค่าทางจิตใจ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นของใช้ที่จำเป็น แต่ยังสะท้อนถึงน้ำใจ ความห่วงใย และกำลังใจที่พี่น้องคนไทยมอบให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่

ที่ผ่านมา มีบางกรณีที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากมีการนำคำพูดบางส่วนไปเผยแพร่โดยไม่ครบถ้วน ตัวอย่างเช่น กรณีที่ผมเคยกล่าวว่า “บางอย่างรับมาอาจไม่ได้ใช้” ซึ่งไม่ได้หมายถึงสิ่งของทั่วไปที่ได้รับจากผู้มีจิตศรัทธา แต่หมายถึงกรณีเฉพาะที่พบว่าผู้ให้ความอนุเคราะห์บางท่านนำแผ่นเหล็กที่มีทั่วไปในท้องตลาดมาดัดแปลงเป็นแผ่นเกราะกันกระสุนเพื่อมอบให้ทหารแนวหน้า ในกรณีเช่นนี้จึงได้ให้ข้อสังเกตว่า แผ่นเกราะลักษณะดังกล่าวอาจไม่สามารถนำไปใช้งานจริงได้ด้วยเหตุผลทางเทคนิค แต่ถึงอย่างไรก็ตาม กองทัพไม่เคยปฏิเสธน้ำใจจากผู้มีจิตศรัทธา เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดคือความตั้งใจและกำลังใจที่คนไทยมอบให้กันในยามที่ชายแดนของประเทศกำลังเผชิญวิกฤติ

กองทัพบกขอแสดงความซาบซึ้งและขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันแสดงออกถึงน้ำใจในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ แม้ว่ากองทัพจะมีการจัดเตรียมความพร้อมและสิ่งอุปกรณ์ไว้อย่างเพียงพอตามระบบราชการ แต่การที่ประชาชนยังคงเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม ทั้งในรูปของสิ่งของอุปโภคบริโภคหรือสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะหน้า ถือเป็นพลังใจอันยิ่งใหญ่ที่ช่วยเสริมขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกนาย

สำหรับข้อกังวลจากสังคมที่ต้องการให้มีการตรวจสอบและจัดทำรายการสิ่งของที่ได้รับมอบอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ส่วนตัว กองทัพเห็นด้วยและได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในส่วนกลางได้มีการบันทึกหลักฐานการรับมอบสิ่งของไว้อย่างละเอียด พร้อมจัดให้มีพิธีรับมอบและแสดงความขอบคุณต่อผู้มีจิตศรัทธาทุกรายอย่างเหมาะสม ส่วนในระดับภูมิภาคและระดับหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จะมีการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำส่งให้ส่วนกลางทราบต่อไป ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของที่ได้รับในนามหน่วยหรือนามส่วนตัว ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจและได้รับการขอบคุณจากกองทัพทั้งสิ้น

สำหรับกรณีที่อาจมีผู้ไม่หวังดีพยายามฉวยโอกาสหาผลประโยชน์จากสถานการณ์ กองทัพเชื่อมั่นว่าคนไทยส่วนใหญ่มีเจตนาดี และสังคมเองก็กำลังจับตามองอยู่ จึงไม่มีใครกล้ากระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่มีใครยอมรับได้หากเกิดเหตุเช่นนั้นขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้คือการรักษาความเข้าใจอันดีและความสามัคคีของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ควรตีความหมายหรือเข้าใจผิดไปจากเจตนาที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน สิ่งที่มีค่ามากที่สุดไม่ใช่สิ่งของหรือจำนวนการบริจาค แต่คือ “ความห่วงใยและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” ที่พวกเราทุกคนยังคงมีให้กันเสมอ

ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลน

จากกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับของบริจาคที่ส่งมอบให้กับกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาแจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลนสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังคงยินดีรับน้ำใจจากประชาชน

ทำไมกองทัพถึงยังรับบริจาค แม้จะบอกว่าไม่ขาดแคลน?

แม้ว่ากองทัพบกจะยืนยันว่า ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลนสิ่งของจำเป็นในการปฏิบัติภารกิจ แต่การรับบริจาคจากประชาชนยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสิ่งของที่ได้รับมอบนั้นเป็นเสมือนกำลังใจและความห่วงใยจากพี่น้องชาวไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่าทางจิตใจอย่างมากสำหรับผู้ปฏิบัติงาน

  • กำลังใจจากประชาชน: สิ่งของบริจาคเป็นสัญลักษณ์ของความห่วงใยและกำลังใจที่ประชาชนมอบให้
  • เสริมสร้างขวัญและกำลังใจ: ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่
  • แสดงถึงความสามัคคี: สะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ

กองทัพบกให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและบันทึกข้อมูลสิ่งของบริจาคทุกชิ้นอย่างละเอียด เพื่อความโปร่งใสและป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด กองทัพบกขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ร่วมกันส่งมอบความช่วยเหลือและกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน และขอให้ทุกท่านมั่นใจว่ากองทัพจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้นการที่ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลน ไม่ได้หมายความว่ากองทัพจะไม่ต้องการความช่วยเหลือจากประชาชน แต่เป็นการเน้นย้ำถึงความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ ควบคู่ไปกับการขอบคุณในน้ำใจไมตรีที่มีให้เสมอมา

การแสดงออกถึงความห่วงใยและส่งกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้ มาร่วมกันสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้ทหารกล้าของเรา เพื่อประเทศชาติที่มั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – โฆษก ทบ. แจงปมของบริจาค ย้ำกองทัพไม่ขาดแคลนสิ่งจำเป็น แต่ไม่ปฏิเสธน้ำใจประชาชน

พลโทบุญสินยัน ปราสาทตาควายเป็นของไทย!

พลโทบุญสิน ยืนยัน “ปราสาทตาควาย” ยังเป็นของไทย มองผู้บัญชาการทหารบก-รัฐบาล มีแนวทางในการทวงคืนตามความเหมาะสม มอง “กัน จอมพลัง” ช่วยกำลังทหารให้มีความสะดวกมากขึ้น

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 ที่สถาบันพระปกเกล้า พลโทบุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบกและอดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 ได้มีการเดินทางเข้ามาร่วมฟังการถอดบทเรียนของหลักสูตร ประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในสังคม ในหลายแง่มุม

ซึ่งภายหลังที่เสร็จสิ้นกิจกรรมการถอดบทเรียน พลโทบุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยว่า เรื่องของการทวงคืนพื้นที่ปราสาทตาควายคืนนั้น มีหนทางเอากลับมาคืนอยู่บ้าง แม้ว่าตอนนี้จะมีขีดจำกัดในเรื่องพื้นที่ หลังมีการลงมติหยุดยิง ซึ่งมีหลายพื้นที่ที่เราต้องทวงคืน และทหารไทยก็มีการยึดจุดยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุด คือภูมะเขือ ในส่วนของปราสาทตาควาย ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ เราก็ไม่เคยยอมรับว่า ปราสาทตาควาย เป็นของกัมพูชา ยังคงยืนยันว่าเป็นของประเทศไทย

ส่วนแนวทางการทวงคืนนั้น ขึ้นอยู่กับแนวทางของผู้บัญชาการและรัฐบาล ว่าจะติดตามคืนมาด้วยวิธีการประท้วง หรือเจรจาอย่างไร แม้ว่าขณะนี้จะเข้าสู่โต๊ะเจรจา ทั้งไทย และกัมพูชา ก็เหมือนว่าจะตกลงกันได้นั้น พลโทบุญสิน กล่าวว่า ในส่วนนี้ต้องขึ้นอยู่กับผู้นำและผู้ที่เกี่ยวข้องในการเจรจา ซึ่งตนเองต้องขอเป็นกำลังใจให้ทั้งกองทัพบก รัฐบาล และกระทรวงกลาโหม ในการกำหนดแนวทางที่จะต่อสู้กับเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนแล้วว่า ปราสาทตาควายเป็นของไทย ไม่ใช่กัมพูชา

ในส่วนของเนิน 677 และ ปราสาทคณานั้น ในจุดนี้ก็มีโอกาสได้คืนเช่นกัน ยืนยันว่า จุดนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องมีวิธีการและดำเนินการในการได้คืนมาตามแนวทางที่เหมาะสม และอยากให้กำลังใจรัฐบาลให้ทำอย่างเต็มที่

ส่วนการยุทธวิธีตึงกำลังในพื้นที่หลังจากนี้ จะมีความตึงเครียดมากขึ้นหรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าจะผ่อนคลายมากขึ้น เนื่องจากมีการลงนามไปแล้วในเรื่องของถอนอาวุธหนัก เก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิด ปราบสแกมเมอร์ บริหารจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นระบบ 4 ข้อตกลงของไทยที่ลงนามไว้ ซึ่งก็ต้องติดตามความจริงใจของกัมพูชา ว่าจะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องอย่างไรบ้าง

ส่วนประเด็นเรื่อง กัน จอมพลัง ในการลงมาช่วยเหลือพื้นที่ชายแดนนั้น มองว่า เป็นสิ่งที่ภาคประชาชนและภาคเอกชนมีน้ำใจที่อยากจะช่วยเหลือ เหมือนพี่น้องคนไทยที่นำของอาหารแห้งมาบริจาค แต่กันจอมพลัง มีพลังในเรื่องของเครื่องจักร ทำบังเกอร์ ทำถนน ที่เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมให้กำลังทหารมีความสะดวก

พลโทบุญสิน ยัน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย

ประเด็นเรื่องปราสาทตาควายยังคงเป็นที่สนใจของคนไทยหลายๆ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีบุคคลสำคัญออกมาแสดงความเห็นและยืนยันในเรื่องนี้ อย่างพลโทบุญสินที่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนว่าปราสาทตาควายเป็นของไทย

แล้วทำไมเรื่องปราสาทตาควายถึงสำคัญ?

เรื่องนี้มีความสำคัญในแง่ของประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ และความมั่นคงของชาติ การยืนยันสิทธิ์ในปราสาทตาควายจึงเป็นการแสดงออกถึงความหวงแหนในดินแดนและอธิปไตยของประเทศ

นอกจากนี้ พลโทบุญสินยังได้กล่าวถึงแนวทางการทวงคืนปราสาทตาควาย ซึ่งขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้บัญชาการทหารบกและรัฐบาลว่าจะใช้วิธีการทางการทูต หรือวิธีการอื่นใดในการดำเนินการเรื่องนี้ต่อไป

การที่พลโทบุญสินออกมาเน้นย้ำเรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่ากองทัพยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และพร้อมที่จะสนับสนุนรัฐบาลในการดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ปราสาทตาควายกลับคืนมา

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาเรื่องเขตแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องใช้ความรอบคอบและความอดทนในการเจรจาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

ดังนั้น การสนับสนุนและให้กำลังใจรัฐบาลและกองทัพในการดำเนินการเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ดี และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

แม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะดูผ่อนคลายลง แต่ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนยังคงเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการสนับสนุนและให้กำลังใจหน่วยงานภาครัฐจึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ

ที่มา – พลโทบุญสิน ยัน “ปราสาทตาควาย” เป็นของไทย การทวงคืน ขึ้นอยู่กับเจรจา

สกัดวุ่น! “วีระ” นำมวลชนบุกแนวรั้วบ้านหนองจาน

เกิดเหตุการณ์ตึงเครียดเมื่อ “วีระ สมความคิด” นำมวลชนบุกแนวรั้วบ้านหนองจาน เจ้าหน้าที่ต้องสกัดเข้ม หวั่นเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงที่มีทุ่นระเบิด

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์บริเวณบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศกัมพูชา โดยเกิดความตึงเครียดขึ้นเมื่อกลุ่มมวลชนนำโดย นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ได้เดินขบวนเข้าใกล้แนวรั้วสแลนของเจ้าหน้าที่ ซึ่งกั้นไว้บริเวณหน้าหมู่บ้านหนองจาน โดยจุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (คอฟ.) ตั้งแนวสกัด เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงที่มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (POMZ-2) ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันความปลอดภัยได้ทั้งหมด

สกัดวุ่น! “วีระ” นำมวลชนบุกแนวรั้วบ้านหนองจาน

ระหว่างที่มวลชนเข้าใกล้แนวรั้ว เจ้าหน้าที่ได้ประกาศเตือนหลายครั้ง แต่ นายวีระ และประชาชนส่วนหนึ่งได้ฝ่าแนวกั้นเข้าไปในพื้นที่ด้านใน บริเวณอดีตหมู่บ้านของกำนันลี ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งควบคุมสถานการณ์เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าไปลึกกว่าแนวปลอดภัย โดยมีเจ้าหน้าที่ คอฟ. ประมาณ 100 นาย รักษาความเรียบร้อยและสกัดกั้นมวลชน

เจ้าหน้าที่ได้ตะโกนเตือนให้เดินบนถนนหลักเท่านั้น เพื่อป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิด หลังจากสถานการณ์ตึงเครียด เจ้าหน้าที่ได้เชิญ นายวีระ และผู้ติดตามไปพูดคุยที่ สภ.โคกสูง ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของประชาชนที่ยังคงอยู่ในพื้นที่

มวลชนส่วนใหญ่แสดงความดีใจที่ได้ “เข้าเหยียบแผ่นดินบริเวณนั้นได้” แม้เพียงระยะทางสั้น ๆ หลายคนกล่าวว่า “รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มายืนบนผืนแผ่นดินไทย” หลังจากมีกระแสข่าวเรื่องการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่หนองจานจากฝ่ายกัมพูชา บางคนถึงกับหยอกล้อว่า “เข้ามาครั้งนี้ก็อยากลองกำลังเจ้าหน้าที่ดูว่าถ้ามีเหตุปะทะจริงจะสู้รบกับกัมพูชาได้หรือไม่”

ความกังวลเรื่องความปลอดภัย หลัง “วีระ” นำมวลชนบุกแนวรั้วบ้านหนองจาน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่รุนแรง แต่มีความห่วงใยในความปลอดภัยของประชาชน เนื่องจากพื้นที่หนองจานยังถือเป็นพื้นที่เสี่ยงจากทุ่นระเบิดที่ยังไม่ถูกเก็บกู้ครบ และมีแนวชายแดนที่ต้องระมัดระวัง เจ้าหน้าที่ยืนยันจะดูแลสถานการณ์ด้วยความอดทนและยึดหลักสันติวิธี

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการที่ “วีระ” นำมวลชนบุกแนวรั้วบ้านหนองจาน สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยของประชาชนต่อประเด็นปัญหาชายแดนและความรู้สึกรักชาติที่ต้องการแสดงออก แต่สิ่งสำคัญคือการคำนึงถึงความปลอดภัยและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาเรื่องเขตแดนและการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ จะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนได้ในระยะยาว การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน จะช่วยลดความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้

ถึงแม้ว่าการแสดงออกถึงความรักชาติจะเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง แต่การดำเนินการใดๆ ควรอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่นเป็นสำคัญ การร่วมมือกันสร้างสรรค์สังคมที่สงบสุขและปลอดภัยจึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างยั่งยืน และการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต การสื่อสารที่เปิดเผยและโปร่งใสจากภาครัฐ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชนได้

ที่มา – สกัดวุ่น “วีระ” นำมวลชนบุกแนวรั้ว บ้านหนองจาน ทวงคืนอธิปไตย

ผบ.ฉก.อรัญประเทศ ไม่ขอออกความเห็น ปมไทยรุกล้ำกัมพูชา

สระแก้ว – ผู้บัญชาการหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ (ผบ.ฉก.อรัญประเทศ) ตรวจสอบความเรียบร้อยการกู้ทุ่นระเบิด “บ้านหนองจาน” วันสุดท้าย ยืนยันไม่พบทุ่นระเบิด และข่าวเปิดด่านเขาดินไม่เป็นความจริง ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือน พร้อมทั้งไม่ขอออกความคิดเห็น ปมนายกฯ ให้สัมภาษณ์ ไทยรุกล้ำพื้นที่กัมพูชา

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผบ.ฉก.อรัญประเทศ กกล.บูรพา /ผบ.ฉก.ร.12 จ.สระแก้ว ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดวันสุดท้าย ที่บ้านหนองจาน พื้นที่โซน B ซึ่งเป็นพื้นที่เครือข่ายกำนันลี จำนวน 7 ไร่ โดยผลการตรวจหาทั้งสองวันไม่พบทุ่นระเบิดตกค้างแต่อย่างใด

พ.อ.ชัยณรงค์ เปิดเผยว่า หลังจากนี้หน่วยจะดำเนินการเก็บกู้ในส่วนของ “หลักเขตที่ 47” ต่อไป ส่วนบ้านในเครือข่ายกำนันลี จะต้องมีการรื้อถอนอยู่แล้ว แต่ยังไม่ใช่ลำดับความเร่งด่วน ขณะที่พื้นที่หลังสแลนสีดำจะต้องรอผลการประชุมในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ เพื่อปักหมุดให้แล้วเสร็จก่อนดำเนินการขั้นต่อไป

สำหรับกระแสข่าวการเปิดด่านถาวรบ้านเขาดิน นั้น พ.อ.ชัยณรงค์ ยืนยันว่า เป็นไปตามที่กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงก่อนหน้านี้ว่า “ไม่มีการเปิดด่าน” พร้อมขอให้ประชาชนรับฟังข้อมูลจากทางราชการเท่านั้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและไม่ให้เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์ว่า “ส่วนที่เราไปล้ำเขาก็มี” พ.อ.ชัยณรงค์ กล่าวว่า ไม่ขอออกความคิดเห็นในเรื่องนี้ โดยระบุว่าต้องรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงเพิ่มเติม ซึ่งภายหลังการปักหมุดในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ จึงจะสามารถทราบได้อย่างชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวมีการรุกล้ำจริงหรือไม่

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมรับมวลชนและนายวีระ สมความคิด ที่จะเดินทางมาพื้นที่ในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ พ.อ.ชัยณรงค์ กล่าวว่า ขอบคุณประชาชนที่มาให้กำลังใจ แต่ขอความร่วมมืออย่าเข้าเกินแนวที่กำหนด เพราะเจ้าหน้าที่ดำเนินการอยู่ในขั้นตอนตามแผนงานแล้ว การปักหมุดแดงหรือน้ำเงิน เป็นไปตามกระบวนการทางเทคนิค หากนำภาคประชาชนหรือรถไถเข้าไปในพื้นที่ในตอนนี้จะไม่สามารถทำได้ และอาจเกิดอันตรายได้

“อยากให้พี่น้องประชาชนเห็นใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ หากการดำเนินการไม่เป็นไปตามแผน ถึงเวลานั้นค่อยว่ากันอีกที เพราะสิ่งที่เราคำนึงมากที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชน” พ.อ.ชัยณรงค์ กล่าว

ส่วนประเด็นเรื่องการลงนามสันติภาพและการถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน พ.อ.ชัยณรงค์ ระบุว่า ขณะนี้ยังต้องรอคำชี้แจงจากกองทัพภาคที่ 1 อีกครั้ง

ผบ.ฉก.อรัญประเทศ ไม่ขอออกความคิดเห็น ปมนายกฯ ให้สัมภาษณ์ ไทยรุกล้ำพื้นที่กัมพูชา

ผบ.ฉก.อรัญประเทศ เผยความคืบหน้าปมไทยรุกล้ำกัมพูชา

ประเด็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เรื่องไทยรุกล้ำพื้นที่กัมพูชายังคงเป็นที่สนใจของประชาชน ผบ.ฉก.อรัญประเทศเลือกที่จะไม่แสดงความคิดเห็นในขณะนี้ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ การทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

ที่มา – ผบ.ฉก.อรัญประเทศ ไม่ขอออกความคิดเห็น ปมนายกฯ ให้สัมภาษณ์ ไทยรุกล้ำพื้นที่กัมพูชา⁣

จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยที่อรัญประเทศ

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 เกิดเหตุการณ์จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน บ้านป่าไร่ใหม่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยเจ้าหน้าที่พบว่ามี 3 รายไม่มีเอกสารการเข้าเมืองที่ถูกต้อง

จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 06.20 น. เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารพราน ร้อย ทพ.1202 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้ว และกำลังจากกองร้อยทหารราบที่ 932 และชุด ชปช.2 กองกำลังบูรพา ทำการจับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน บริเวณอรัญประเทศ 05 – 06 หมู่ 8 บ้านป่าไร่ใหม่ ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

การจับกุมเป็นไปตามคำสั่งของ พ.ต.อ.ภัทรกร ขาวนวล ผกก.สภ.คลองลึก โดยมี พ.ต.ท.พิพัฒน์ โกสินอภิวัฒน์ รอง ผกก.ป.ฯ, พ.ต.ท.สมัชญ์ นาคพน รอง ผกก.สส.ฯ และ พ.ต.ท.จรัญ ใจสันทัด สว.สส.ฯ กำกับดูแลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด

รายละเอียดการจับกุมชาวกัมพูชาที่ลักลอบเข้าไทย

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมประกอบด้วย ร.ท.สุวนัท เขียวตองอ่อน, จ.ส.ท.วัลลภ คชิตา, อส.ทพ.วรวุฒิ ขุมทรัพย์ จาก ร้อย ทพ.1202, พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ตม.จว.สระแก้ว ได้แก่ ร.ต.อ.เกรียงไกร เกษรปัญโญ, ร.ต.สุรภูมิ กองไพรวัลย์, ร.ต.สุรุดิ สอนอิ่มสารตร์, ด.ต.ธีระ สุขแสวง, ด.ต.วริทธิ์ธร คำแฝง, ด.ต.ประสาร บุญโย, ด.ต.ปณัชพงษ์ ตันติเพิ่มพูนผล และ ด.ต.กิตติศักดิ์ วรรณโค ผบ.หมู่ ตม. นอกจากนี้ยังมีกำลังสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย.ร.932 จ.ส.อ.ราชศักดิ์ และ ส.อ.วุฒิพงษ์ จงลือชา รวมทั้ง ร.ต.ยงยุทธ พูลสนอง จากชุด ชปช.2 กกล.บูรพา จากการตรวจสอบพบผู้ต้องหาเป็นชาวกัมพูชาทั้งหมด 7 ราย ได้แก่

  • นายเล จันลา อายุ 42 ปี
  • นายที ไลฮัว อายุ 25 ปี
  • นายวี เทือน อายุ 31 ปี
  • นายงอน สุพอน อายุ 32 ปี
  • นายชีวัน อายุ 23 ปี
  • นายพอล ทาเวย อายุ 27 ปี
  • นางเมือน จันนา อายุ 27 ปี

จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกจับกุมที่ 1, 2, 6 และ 7 มีเอกสารหนังสือเดินทาง (Border Pass) ส่วนผู้ต้องหาอีก 3 ราย ได้แก่ ผู้ถูกจับกุมที่ 3, 4 และ 5 ไม่มีเอกสารใด ๆ แสดงการเข้าเมืองอย่างถูกต้อง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาว่า “เป็นบุคคลต่างด้าว (กัมพูชา) เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับตามกฎหมาย โดยมีล่ามภาษากัมพูชาช่วยแปลให้เข้าใจสิทธิ์ในการให้การ ปรึกษาทนาย และแจ้งญาติ

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างที่เจ้าหน้าที่ออกตรวจพื้นที่เพื่อป้องกันการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองตามแนวชายแดน พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจึงเข้าตรวจสอบและควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก ดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย เหตุการณ์จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดในการเฝ้าระวังตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย

เหตุการณ์ จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการลักลอบเข้าเมืองที่ยังคงมีอยู่ แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะพยายามอย่างเข้มงวดในการป้องกันและปราบปราม แต่ก็ยังคงมีผู้ที่พยายามเสี่ยงที่จะกระทำผิดกฎหมายอยู่ดี การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเป็นระเบียบเรียบร้อย

ที่มา – จับชาวกัมพูชา 7 ชีวิต ลักลอบเข้าไทยบริเวณชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

กองทัพภาค 1 ยัน! ไม่เปิดด่านไทย-กัมพูชา สระแก้ว

กองทัพภาคที่ 1 ออกมายืนยันชัดเจนว่า ไม่มีการสั่งการให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ตามที่มีกระแสข่าวลือออกมา ทำให้ประชาชนในพื้นที่คลายความกังวลใจ และรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว

จากกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการเตรียมเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 สร้างความสับสนให้กับประชาชนในพื้นที่ ล่าสุดทางกองทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวอย่างเป็นทางการแล้ว

ทางเพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 1 ได้โพสต์ข้อความยืนยันว่า ไม่มีการสั่งการให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในความรับผิดชอบของกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว แต่อย่างใด และยังคงยึดถือปฏิบัติตามนโยบายเดิมในการควบคุมและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด

สถานการณ์ปัจจุบันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ถึงแม้จะมีการยืนยันว่า กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว แต่การค้าขายและการสัญจรระหว่างประเทศยังคงเป็นไปตามกลไกปกติผ่านช่องทางที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีการควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ

  • การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
  • การขนส่งสินค้าผิดกฎหมาย
  • การค้ามนุษย์
  • การก่ออาชญากรรมข้ามชาติ

เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยตามแนวชายแดน ปกป้องอธิปไตยของชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ประชาชนในพื้นที่ชายแดนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง หากมีข้อสงสัยหรือพบเห็นสิ่งผิดปกติ สามารถแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ได้ทันที

การที่ กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว เป็นการยืนยันว่ามาตรการควบคุมชายแดนยังคงมีความสำคัญในการรักษาความมั่นคงของประเทศ และป้องกันภัยคุกคามต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น การปฏิบัติตามกฎหมายและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน

ดังนั้นขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และร่วมกันเป็นหูเป็นตา เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนต่อไป

ที่มา – กองทัพภาค 1 ยันไม่มีการสั่งให้เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว

“ทรัมป์” สักขีพยาน ไทย-กัมพูชา ถกสันติภาพ

“อนุทิน” บินมาเลเซีย ลงนามสันติภาพ “ไทย- กัมพูชา” มี “ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยาน ขณะเดียวกัน มอบ “สีหศักดิ์” ร่วมวงเอเปกแทน ด้านแม่ทัพภาคที่ 2 หารือผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชา เห็นพ้องปรับอาวุธหนักออกจากพื้นที่ขัดแย้ง สร้างเสถียรภาพชายแดน เตรียมตั้งกลไก AOT และนัดหารือวันเริ่มปฏิบัติอีกครั้งหลัง 26 ต.ค.นี้

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 26 ต.ค.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ว่า คืนวันที่ 25 ต.ค.ตนเดินทางไปที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อลงนามในถ้อยแถลงไทย-กัมพูชา ช่วงเช้าวันที่ 26 ต.ค. ได้ประสานงาน และแจ้งถึงเหตุผลที่ขอร่นเวลาลงนามมาเป็นช่วงเช้า ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ส่วนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ (เอเปก) ที่ประเทศเกาหลีใต้ ตนขอเป็นมติ ครม.คลุมไว้ก่อนหากไม่สามารถไปได้ จะมอบหมายให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เข้าร่วมแทน แต่มีเรื่องที่จะหารือกับผู้นำหลายประเทศ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเหมือนกัน ดังนั้น พยายามจะบริหารเวลาให้ดีที่สุด เพราะนอกจากกลุ่มอาเซียนและกลุ่มเอเปก จะมีการเชิญผู้นำที่อยู่นอกกลุ่มมาด้วย และในส่วนของประเทศไทยช่วงนี้ได้รับการร้องขอในระดับผู้นำแบบทวิภาคีหลายราย ล้วนก่อให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือด้านต่างๆ ตนจะพยายามบริหารเวลาให้ดีที่สุด

ต่อมาเวลา 16.00 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานกรุงกัวลาลัมเปอร์ เวลา 21.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) มีดาโต๊ะ ซรี โมฮาเม็ด คาเล็ด นอร์ดิน รมว.กลาโหมมาเลเซีย ต้อนรับ ภารกิจวันที่ 26 ต.ค. นายอนุทินจะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง และพิธีลงนามเอกสารรับติมอร์ เลสเต เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ นายกฯมีกำหนดหารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อกระชับความร่วมมือในประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค ก่อนเข้าร่วมพิธีลงนาม “Joint Declaration by the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia and the Prime Minister of the Kingdom of Thailand” ว่าด้วยแนวทางการดำเนินการบริหารจัดการชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยของสองประเทศ มีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนถึงความจริงใจของไทยต่อการผลักดันกระบวนการสันติภาพชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ส่วนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ที่เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.-1 พ.ย. นายอนุทิน กล่าวว่า ได้ขอมติคณะรัฐมนตรีว่า ถ้าไม่มีประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ที่จะต้องให้ผู้นำประเทศร่วมหารือ จะให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ทำหน้าที่แทน ส่วนตัวมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าจะต้องอยู่ในประเทศ

ด้านนายนิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า การลงนามในคำประกาศที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นการย้ำความตกลงเรื่องเดิมที่ไทยและกัมพูชามีการประชุม JBC-GBC ได้หารือข้อตกลง 4 ข้อของฝ่ายไทยที่เสนอไปยังกัมพูชา ทั้งการถอนอาวุธหนัก การกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามคอลเซ็นเตอร์ และการจัดระเบียบชายแดน ซึ่งทั้ง 4 เรื่องได้เริ่มแล้ว ไทยหวังว่าการมีสหรัฐฯมาร่วมสังเกตการณ์จะทำให้ฝ่ายกัมพูชามีความจริงใจ ตั้งใจจริง มีสปิริตของการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และยังไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพ

ขณะเดียวกัน พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงผลการประชุมหารือระหว่างแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ณ จุดผ่านแดนช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 25 ต.ค.ในประเด็นการเห็นชอบ “แผนปฏิบัติการ (Action Plan)” ว่าด้วยการปรับอาวุธหนักและอาวุธที่มีการยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้ง เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อันเป็นผลจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Com mittee: GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 20-23 ต.ค. ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ว่า การหารือเป็นไปด้วยบรรยากาศแห่งความร่วมมือ ทั้งสองฝ่ายยืนยันความเห็นชอบในการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อนำไปสู่ผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมแท้จริง

โฆษกกองทัพบกกล่าวอีกว่า ส่วนของการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการเข้าสังเกตการณ์ผลการปฏิบัติตาม “แผนปฏิบัติการ” ในการปรับอาวุธหนักและอาวุธที่มีการยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้งของทั้งสองประเทศ ฝ่ายไทยได้ยืนยันความพร้อมว่าสามารถให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค.นี้เป็นต้นไป ส่วนฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่าอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม คาดว่าจะจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์ได้ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ และหลังจากนั้นจะเชิญฝ่ายไทยเข้าร่วมประชุมเพิ่มเติมภายใน 1-2 วัน เพื่อหารือในการกำหนดวันเริ่มปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้คณะทำงานร่วมประสานงาน อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ข้อตกลงที่มีระหว่างกันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ และคงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งความร่วมมือระหว่างกัน

วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เผยกับผู้สื่อข่าวถึงการเดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย เพื่อลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชา ในวันที่ 26 ต.ค. และเดินทางกลับประเทศไทย จากนั้น เพื่อเตรียมงานพระบรมศพของสมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน รวมทั้งยกเลิกการเข้าร่วมประชุมสุดยอดเอเปก ที่เมืองคยองจู เกาหลีใต้ มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย.

ต่อมาช่วงเย็น ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 25 ต.ค. ณ เวลา 17.00 น. ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ที่น่าสนใจคือสืบเนื่องจากการลงนามข้อตกลงของการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว โดยกำหนดให้มีการสำรวจร่วมและการวางหลักเขตชั่วคราวในพื้นที่สำคัญระหว่างหลักเขต แดนหมายเลข 42 ถึง 47 นั้น เมื่อวันที่ 24 ต.ค.กกล.บูรพา โดย ฉก.12 พร้อมด้วย พ.อ.ยุทธพล สุจริต แม่กองสนามสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน บ.หนองจาน และ บ.หนองหญ้าแก้ว เกี่ยวกับการกำหนดให้มีการปักหมุดชั่วคราว และในวันนี้ พ.อ.ยุทธพล จะปักหมุดชั่วคราว ซึ่งจากการคำนวณจากหลักหมุดที่ 42 ถึง 47 ต้องวางหมุดชั่วคราวทั้งหมด 838 หมุด จากหลักเขตทั้งสองพื้นที่ต้องปักหมุดทุก 25-50 เมตร เพื่อให้เห็นแนวของแต่ละฝ่ายที่อ้างสิทธิ์ จากนั้นจะเป็นหน้าที่ระดับนโยบายที่จะปรับการถือครองพื้นที่ต่อไป ซึ่งจะมีการคำนวณในโปรแกรม GPS เมื่อลงพื้นที่จริง หากเดินครบ 25 หรือ 50 เมตร จะมีสัญญาณดังขึ้นแล้วปักหมุดชั่วคราว เพื่อให้เห็นแนวของแต่ละฝ่ายที่อ้างสิทธิ์ และหลักหมุดอาจจะมีการทำสัญลักษณ์ เช่น กัมพูชาทาสีแดง ไทยทา สีน้ำเงิน ที่ปักหมุด ซึ่งการลงไปปักหมุดชั่วคราว จะไปพร้อมกันทั้งสองฝั่ง

สำหรับการจัดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว กองทัพภาคที่ 1 ระบุว่า ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ในการสร้างหลุมหลบภัย จำนวน 3 จุด และบังเกอร์ จำนวน 10 จุด ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 30 และได้เริ่มดำเนินการสร้างบังเกอร์เพิ่มเติมตามแผนอีก 2 จุด โดยเริ่มต้นก่อสร้างในพื้นที่ ต.ป่าไร อ.อรัญประเทศ ปัจจุบันก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 70

การลงนามสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา โดยมี “ทรัมป์” สักขีพยาน ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในภูมิภาคต่อไป

“ทรัมป์” สักขีพยาน ลงนามสันติภาพ นายกฯบินถกมาเลย์ หย่าศึกไทย-กัมพูชา

“ทรัมป์” มีบทบาทสำคัญในการลงนามสันติภาพ ไทย-กัมพูชา

การที่ “ทรัมป์” สักขีพยาน ในการลงนามสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่นานาชาติให้กับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การมีส่วนร่วมของบุคคลระดับโลกอย่าง “ทรัมป์” จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจในการดำเนินการตามข้อตกลงสันติภาพ

การลงนามสันติภาพครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการ แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสองประเทศในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน การมีกลไกและมาตรการที่ชัดเจนในการบริหารจัดการชายแดน จะช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการเกิดความขัดแย้งในอนาคต

ความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องความมั่นคงชายแดน แต่ยังครอบคลุมถึงด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว การสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ในทุกมิติ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นกระบวนการที่ยาวนานและซับซ้อน แต่การลงนามสันติภาพครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นในอนาคต การที่ “ทรัมป์” สักขีพยาน การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

“ทรัมป์” สักขีพยาน การสร้างสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากทุกประเทศในภูมิภาคร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จะสามารถสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับลูกหลานได้

การเดินทางไปมาเลเซียเพื่อร่วมลงนามสันติภาพ “ไทย-กัมพูชา” โดยมี “ทรัมป์” สักขีพยาน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลปัจจุบันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในระดับภูมิภาค

ที่มา – “ทรัมป์” สักขีพยาน ลงนามสันติภาพ นายกฯบินถกมาเลย์ หย่าศึกไทย-กัมพูชา

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว ที่หนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” เกี่ยวกับการกำหนดปักหมุดชั่วคราว เพื่อกำหนดเขตแดนที่ชัดเจนขึ้น พร้อมเริ่มสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่อันตรายต้องสงสัยที่เหลือ

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ณ เวลา 17.00 น. ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ดังนี้

สถานการณ์ด้านความมั่นคงชายแดน จ.สระแก้ว ฝ่ายไทย บ.หนองจาน มีมวลชนและกลุ่มสื่อมวลชน ประมาณ 20-35 คน ปักหลักทำกิจกรรมแสดงออกถึงความรักชาติหวงแหนอธิปไตย ไม่พบบุคคลสำคัญในพื้นที่ ส่วน บ.หนองหญ้าแก้ว ประชาชนในพื้นที่ยังใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ส่วนฝั่งตรงข้ามฝ่ายกัมพูชา จนท.ทหาร และตำรวจ ยังคงมีการตรึงกำลังและจัดกำลังเฝ้าระวังสลับเปลี่ยนเวรยามอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์และความเคลื่อนไหวของฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด ในส่วนของมวลชนชาวกัมพูชา ยังคงพบการเคลื่อนไหวในพื้นที่ สถานการณ์ทั่วไปเป็นปกติ

การปฏิบัติการที่สำคัญ สืบเนื่องจากการลงนามข้อตกลงของการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย – กัมพูชา และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป(GBC) ไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว โดยกำหนดให้มีการสำรวจร่วมและการวางหลักเขตชั่วคราวในพื้นที่สำคัญ ระหว่างหลักเขตแดนหมายเลข 42 ถึง 47 นั้น โดยวานนี้ (24 ต.ค.68) กกล.บูรพา โดย ฉก.12 พร้อมด้วย พ.อ.ยุทธพล สุจริต แม่กองสนามสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน บ.หนองจาน และบ.หนองหญ้าแก้ว เกี่ยวกับการกำหนดให้มีการกกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ ถือเป็นการกำหนดเขตแดนที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับฝ่ายไทย ทั้งนี้จะดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อยืนยันพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ภารกิจในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและสร้างพื้นที่ปลอดภัย โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 และกองพันทหารช่างที่ 2 (ช.พัน 2) จัดกำลังร่วมกับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม 1 ได้เริ่มดำเนินการสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่อันตรายต้องสงสัยที่เหลืออยู่ของบ้านหนองหญ้าแก้ว (พื้นที่ E) โดยชุดตรวจค้นและชุดเครื่องจักรกวาดล้างทุ่นระเบิด GCS 200 ผลการปฏิบัติในวันนี้ ได้พื้นที่ปลอดภัย จำนวน 3,268 ตร.ม. ยังไม่มีรายงานการตรวจพบทุ่นระเบิดเพิ่มเติม

สำหรับการจัดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 21 ต.ค.68 ที่ผ่านมา ในการสร้างหลุมหลบภัย จำนวน 3 จุด และบังเกอร์ จำนวน 10 จุด ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 30 และได้เริ่มดำเนินการสร้างบังเกอร์เพิ่มเติมตามแผน อีก 2 จุด โดยเริ่มต้นก่อสร้างในพื้นที่ ต.ป่าไร อ.อรัญประเทศ ปัจจุบันก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 70

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 จะยังคงเดินหน้าในภารกิจการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนได้ทำกิน ตลอดจนเดินหน้าสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” กองทัพบก ตามแผนที่กำหนด พร้อมยืนยันความพร้อมในทุกมิติเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งการดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และภารกิจปกป้องผืนแผ่นดินของไทยอย่างดีที่สุด

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว

กกล.บูรพา เตรียมปักหมุดชั่วคราว มีความสำคัญอย่างไร?

การดำเนินการของ กกล.บูรพา ในการเตรียมปักหมุดชั่วคราว ที่บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน การสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การวางหลักเขตแดนชั่วคราวนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน แต่ยังเป็นการยืนยันอธิปไตยของชาติ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนอีกด้วย

ที่มา – กกล.บูรพา ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้านหนองจาน- หนองหญ้าแก้ว เตรียมปักหมุดชั่วคราว

“กังฟู” พา สส. ขนน้ำดื่มช่วยทหารแนวหน้า

กังฟู” นายวสวรรธน์ พ่วงพรศรี หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ บุญประชม สส. เขต 10 อุบลราชธานี ร่วมกันสนับสนุนทหารแนวหน้าบริเวณชายแดนช่องบกและช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี โดยการมอบน้ำดื่มจำนวน 2 รถพ่วง และดำเนินการก่อสร้างถนนคอนกรีตเพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร

“กังฟู” ขนน้ำดื่ม 72,000 ขวด ช่วยทหารชายแดน

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 นายวสวรรธน์ พ่วงพรศรี หรือ “กังฟู” หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง และ นายสมศักดิ์ บุญประชม สส. เขต 10 อุบลราชธานี ได้ร่วมกันขนน้ำดื่มจำนวน 2 รถพ่วง คิดเป็น 72,000 ขวด เพื่อสนับสนุนทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนที่ยังคงประจำการอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความยากลำบากในการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาด

นายวสวรรธน์กล่าวว่า ทหารในพื้นที่ยังมีความต้องการน้ำดื่มอีกเป็นจำนวนมาก และหากประชาชนท่านใดมีความประสงค์จะสนับสนุนน้ำดื่ม สามารถนำมามอบได้ที่บริเวณทางขึ้นช่องอานม้า หรือที่วัดภูพลาญปะปัง นอกจากนี้ เนื่องจากสภาพอากาศเริ่มหนาวเย็น เครื่องนุ่งห่มกันหนาวก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทหาร หากท่านใดมีกำลังสามารถนำมามอบให้ได้เช่นกัน

สถานการณ์ชายแดนในปัจจุบันยังคงมีการเคลื่อนไหวและยั่วยุจากทหารกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง แต่ทหารไทยยังคงอดทนอดกลั้น นอกจากนี้ยังเห็นด้วยกับการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงของทุนเทาและคาสิโนที่สนับสนุนทหารกัมพูชา ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาชายแดน เช่น การสร้างถนนให้ประชิดแนวชายแดนเพื่อผลักดันทหารกัมพูชาออกจากพื้นที่ โดยไม่ต้องใช้กำลังและอาวุธ

นายสมศักดิ์ บุญประชม สส.เขต 10 อุบลราชธานี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้าการก่อสร้างถนนคอนกรีตบนพื้นที่ชายแดนช่องอานม้า ซึ่งจะใช้เป็นเส้นทางไปยังฐานปฏิบัติการที่ประชิดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ถนนเส้นนี้เดิมเป็นดินโคลนและยากลำบากในการเดินทาง จึงได้มีการปรับปรุงและเทคอนกรีตเพื่อให้มั่นคงแข็งแรง ซึ่งจะช่วยให้ทหารสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณเนิน 677 และเนิน 500 ฝั่งชายแดนช่องอานม้าและตลาด บริเวณอนุสาวรีย์ตาอม

ถนนคอนกรีตเส้นนี้มีชื่อว่า ถนนจุฬามณี อิฏฐ์ อัมพวา ได้รับการสนับสนุนจาก พระสมุทร วชิรโสภณ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 15 วัดจุฬามณี จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นถนนกว้าง 5 เมตร ยาว 400 เมตร หนา 15 เซนติเมตร ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 688,000 บาท และกำลังขยายถนนคอนกรีตเพิ่มอีกเกือบ 1 กิโลเมตร และจะเทคอนกรีตเพิ่มอีก 200-300 เมตร ไปจนประชิดชายแดน เพื่อให้ทหารสามารถปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยได้อย่างเต็มที่

ส่วนถนนที่ชายแดนช่องบก ที่หลวงตาสินทรัพย์ วัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ระดมทุนมา 15 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ภายในสิ้นเดือนนี้ เนื่องจากสภาพอากาศเริ่มดีขึ้น ไม่มีฝนตกแล้ว คาดว่าจะได้ระยะทาง 9-10 กิโลเมตร

ทำไม “กังฟู” ถึงช่วยเหลือทหารชายแดน?

การสนับสนุนทหารแนวหน้าของ “กังฟู” และพรรคไทรวมพลัง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ โดยเฉพาะทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนที่ห่างไกลและยากลำบาก การช่วยเหลือในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำดื่ม ถนน หรือเครื่องนุ่งห่มกันหนาว ล้วนเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารเหล่านี้

การที่นักการเมืองลงพื้นที่และรับฟังปัญหาของประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ การสนับสนุนจากทุกภาคส่วนจะช่วยให้ทหารสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาอธิปไตยของชาติได้อย่างเต็มกำลัง

ที่มา – “กังฟู” พา สส.ไทรวมพลัง ขนน้ำดื่ม 2 รถพ่วง สนับสนุนทหารแนวหน้า

Scroll to top