ชายแดนไทยกัมพูชา

กัน จอมพลัง โต้ปมเปิดเครื่องเสียงชายแดน ยันทำต่อ

“กัน จอมพลัง” โต้กลับนักสิทธิมนุษยชน ปมเปิดเครื่องเสียงที่ชายแดน จ.สระแก้ว ยันจะทำต่อ หายุทธวิธีที่สร้างสรรค์ ย้อนถามตอนอีกฝ่ายนำเด็ก ผู้หญิง คนแก่และพระ มาอยู่หน้าแนวปะทะ ทำร้าย-ด่าทอทหารไทย ไม่เห็นมีใครท้วงติง

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศ บริเวณบ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กัน จอมพลัง พร้อมทีมงานลงพื้นที่ร่วมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหาร พร้อมเขียนข้อความให้กำลังใจบนป้ายไวนิลที่ติดตั้งบนตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งเตรียมนำไปใช้เป็นแนวรั้วชายแดน

โดยกัน จอมพลัง กล่าวว่า ข้อความที่ตนเขียนบนป้ายฝั่งไทย มีใจความขอให้ทหาร–ตำรวจทุกคนปลอดภัย ได้กลับบ้านเจอลูกเมียทุกคน เป็นความรู้สึกที่ตนได้รับจากการลงพื้นที่ และการพูดคุยกับครอบครัวทหารซึ่งสูญเสียจากการปะทะช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจได้ร่วมกันเขียนข้อความเพิ่มเติมบนป้ายด้วย

สำหรับป้ายไวนิลฝั่งตรงข้ามที่เตรียมติดตั้งบนตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งมีข้อความฝากถึงชาวบ้านและทหารกัมพูชา กัน จอมพลัง ได้เขียนข้อความว่า “เขมรสันดานเนรคุณ” ข้อความดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับยุทธวิธีเปิดเครื่องเสียงในช่วงสองคืนที่ผ่านมา ซึ่งในคืนแรกเป็นการเปิดเสียง ที่สร้างความรบกวนไปยังพื้นที่บ้านเปยจันทร์ อ.ออโจโร จ.บันเตียเมียนเจย ของกัมพูชา เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ฝ่ายกัมพูชาส่งตัวแทนพร้อมเจ้าหน้าที่ IOT ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบในค่ำคืนที่ผ่านมา 

ขณะที่เมื่อคืนต่อมาได้มีการเปลี่ยนยุทธวิธีเป็นการเปิดประวัติความเป็นมาของบ้านหนองจาน และหนองหญ้าแก้ว รวมถึงการบรรยายการให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม ที่ฝ่ายไทยเคยปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัย โดยกัน จอมพลัง ระบุว่า คืนนี้ก็จะเปิดอีก แต่ว่าจะแตกต่างกันออกไป 

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถาม ถึงกรณีนักสิทธิมนุษยชนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของฝ่ายไทย กัน จอมพลัง ตอบโต้ว่า เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ไทยคำนึงถึงมาโดยตลอด แต่ในความเป็นจริง ฝ่ายกัมพูชาก็เคยนำเด็ก ผู้หญิงมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และพระสงฆ์ไปตั้งอยู่หน้าแนวปะทะ พร้อมกล่าวหาว่ามีการทำร้ายและด่าทอทหาร แต่กลับไม่มีนักสิทธิฯ ออกมาท้วงติงฝ่ายกัมพูชา ส่วนเมื่อฝ่ายไทยดำเนินการบางเรื่อง กลับมีนักสิทธิฯ ออกมาปกป้องชาวกัมพูชา จึงเป็นเหตุให้ตนยังยืนยันจะดำเนินกิจกรรมต่อไป และหายุทธวิธีที่สร้างสรรค์ในลักษณะที่กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บรรยากาศที่บริเวณดังกล่าว มีประชาชนทยอยเดินทางมาให้กำลังใจและนำสิ่งของมอบให้กับเจ้าหน้าที่ ส่วนความเคลื่อนไหวด้านการทหารและการตอบโต้จากฝั่งกัมพูชายังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป

กัน จอมพลัง โต้กลับ ปมเปิดเครื่องเสียงที่ชายแดน ยันจะทำต่อ

ทำไมกัน จอมพลังถึงยืนยันจะเปิดเครื่องเสียงต่อไป?

จากกรณีที่ กัน จอมพลัง ยืนยันที่จะดำเนินการเปิดเครื่องเสียงที่ชายแดนต่อไปนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะตอบโต้และแสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยต่อการกระทำของฝ่ายกัมพูชา แม้ว่าจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากนักสิทธิมนุษยชนก็ตาม การกระทำดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองทำ และความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งต้องอาศัยความเข้าใจ และการเจรจาบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน

ที่มา – “กัน จอมพลัง” โต้กลับ ปมเปิดเครื่องเสียงที่ชายแดน ยันจะทำต่อ – หาวิธีสร้างสรรค์

บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว: เช้านี้ยังเงียบสงบ


ชายแดนไทย-กัมพูชา “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” ยังเงียบสงบ หลังคณะ IOT ลงพื้นที่ฝั่งกัมพูชา จับตามวลชนจากฝั่งกัมพูชาอาจเคลื่อนไหวช่วงเที่ยงไปจนถึงเย็นวันนี้

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ด้านบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ห่างจากเส้นชายแดนเพียงไม่กี่กิโลเมตร พบว่าเช้าวันนี้สถานการณ์โดยรวมยังคงเงียบสงบ ไม่มีมวลชนทั้งสองฝ่ายออกมารวมตัวเหมือนในช่วงก่อนหน้า

เมื่อคืนที่ผ่านมา มีรายงานว่าฝั่งไทยได้มีการเปิดเสียงหลอน ๆ ตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตอบโต้เชิงจิตวิทยาต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนฝั่งกัมพูชาในช่วงก่อนหน้า ขณะเดียวกัน คณะไอโอที (IOT) ของกัมพูชาได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณฝั่งตรงข้ามกับหมู่บ้านบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ส่งผลให้เช้าวันนี้บรรยากาศทั้งสองฝั่งเป็นไปด้วยความเงียบสงบ ไม่มีสัญญาณการรวมตัวของประชาชนหรือมวลชนเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตของเจ้าหน้าที่พบว่าในช่วงเช้ามีปริมาณรถยนต์เพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ วิ่งเข้า–ออกภายในหมู่บ้านบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้วต่อเนื่องตลอดทั้งช่วงเช้า คาดว่าเป็นการเคลื่อนไหวของชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีการรวมตัวของกลุ่มใดเป็นพิเศษ

ด้านเจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาได้ใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่จากมุมสูง พบว่าบริเวณทั้งสองหมู่บ้านยังคงอยู่ในสภาวะปกติ ไม่มีความเคลื่อนไหวที่ผิดสังเกต ส่วนแนวชายแดนฝั่งกัมพูชาพบเพียงทหารประจำจุดประมาณ 5 นาย ซึ่งยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ไม่พบการจัดกำลังเพิ่มเติมหรือเคลื่อนไหวในลักษณะเตรียมพร้อมแต่อย่างใด

รายงานเพิ่มเติมระบุว่า ทหารฝั่งกัมพูชาอาจมีอาการอ่อนเพลียจากการปฏิบัติหน้าที่ตลอดทั้งคืน หลังจากเมื่อคืนเกิดเหตุเสียงดังต่อเนื่องจากฝั่งไทย โดยช่วงเช้ายังไม่มีการสับเปลี่ยนกำลังอย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่ไทยได้จัดเวรยามเฝ้าระวังแนวชายแดนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์ตึงเครียดขึ้นอีก รวมทั้งติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด

คาดว่าในช่วงเที่ยงไปจนถึงเย็นวันนี้ จะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องจับตาว่าจะมีมวลชนจากฝั่งกัมพูชาเคลื่อนไหวเข้ามาในพื้นที่อีกหรือไม่ หลังจากที่ตลอดสัปดาห์ก่อนมีความพยายามปลุกระดมให้ประชาชนเข้ามาชุมนุมใกล้แนวชายแดน เพื่อกดดันให้ไทยปล่อยตัวทหารกัมพูชาที่ถูกควบคุมตัวไว้ โดยภาพรวมขณะนี้ สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาฝั่งอำเภอโคกสูงยังอยู่ในความสงบเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายความมั่นคงและกองกำลังบูรพายังคงประจำพื้นที่อย่างเข้มงวด พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น.

เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่นี่

บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์โดยรวมที่ บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าช่วงเช้าจะยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ การเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความไม่แน่นอน

ที่มา – บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ช่วงเช้าเงียบสงบ ยังไร้สัญญาณมวลชนรวมตัว

แม่ทัพภาค 2 ไม่นิ่งนอนใจ ทหารกัมพูชารื้อรั้วลวดหนาม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เมื่อ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาแสดงความไม่นิ่งนอนใจต่อกรณี ทหารกัมพูชารื้อรั้วลวดหนามของประเทศไทย พร้อมทั้งสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างรอบคอบ หลังจากที่ กกล.บูรพา ตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN เพิ่มเติมอีก 3 จุด

แม่ทัพภาคที่ 2 ไม่นิ่งนอนใจ ทหารกัมพูชารื้อรั้วลวดหนาม

พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวถึงกรณีดังกล่าวเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ว่า ทางกองทัพไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ ทหารกัมพูชารื้อรั้วลวดหนามอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม การเข้าไปวางแนวรั้วลวดหนามใหม่ยังไม่สามารถทำได้ในทันที เนื่องจากต้องให้เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้าไปเคลียร์พื้นที่ให้เรียบร้อยเสียก่อน เพื่อความปลอดภัยของกำลังพล

แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ EOD เร่งเข้าดำเนินการตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด แม้ว่าจะยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากมีความกังวลว่าทหารกัมพูชาอาจมีการวางทุ่นระเบิดเพิ่มเติม ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อกำลังพลไทย และอาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสถานการณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์

หากการตรวจสอบพื้นที่แล้วเสร็จและปลอดภัย แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะส่งกำลังพลเข้าไปวางแนวรั้วลวดหนามในพื้นที่เดิมทันที นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดไว้ทันที หากพบว่ามีทหารกัมพูชาเข้ามารื้อรั้วลวดหนามอีก

การตรวจพบทุ่นระเบิด PMN เพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน กกล.บูรพา โดย ฉก.12 ได้รายงานผลการปฏิบัติงานประจำวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ว่า ได้ตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดระเบิดอยู่กับที่ PMN จำนวน 3 ทุ่น ในพื้นที่ปฏิบัติการ บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • ทุ่นระเบิด PMN จำนวน 1 ทุ่น ตรวจพบเมื่อเวลา 13.12 น. ในพื้นที่บริเวณพิกัด 48P 0255119
  • ทุ่นระเบิด PMN จำนวน 1 ทุ่น ตรวจพบเมื่อเวลา 16.39 น. ในพื้นที่บริเวณพิกัด 48P0255122
  • ทุ่นระเบิด PMN จำนวน 1 ทุ่น ตรวจพบเมื่อเวลา 16.48 น. ในพื้นที่บริเวณพิกัด 48P0255122

ทุ่นระเบิดทั้ง 3 ทุ่นมีสภาพพร้อมใช้งาน และเจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บกู้ตามขั้นตอนที่กำหนดเรียบร้อยแล้ว

สถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีความตึงเครียดนี้ ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ การดำเนินการอย่างรอบคอบและระมัดระวังของกองทัพจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น และรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ไม่นิ่งนอนใจ “ทหารกัมพูชา” รื้อรั้วลวดหนามไทย พบทุ่นระเบิด PMN 3 จุด

“กองทัพภาคที่ 2” พบความเคลื่อนไหวชายแดนกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด “กองทัพภาคที่ 2” รายงานการตรวจพบความเคลื่อนไหวผิดปกติจากฝั่งกัมพูชา บริเวณแนวชายแดน โดยมีการใช้โดรนจำนวนมาก รวมถึงขบวนรถยนต์ที่มุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่ชายแดน ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่

“กองทัพภาคที่ 2” พบความเคลื่อนไหว “กัมพูชา” โดรน-ขบวนรถยนต์ มุ่งหน้าเข้าชายแดน

ตามรายงานจากเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พบว่ามีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชาอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้โดรนในการบินลาดตระเวนในพื้นที่ต่างๆ

รายละเอียดการตรวจพบโดรน:

  • ช่องอานม้า: 1 ลำ
  • ปราสาทพระวิหาร: 3 ลำ
  • ภูมะเขือ: 1 ลำ
  • พลาญหินแปดก้อน: 1 ลำ
  • ปราสาทตาควาย: 23 ลำ

รวมทั้งสิ้น 29 ลำ ซึ่งถือเป็นจำนวนที่ค่อนข้างมากและอาจบ่งบอกถึงความพยายามในการสังเกตการณ์หรือลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มข้น

นอกจากโดรนแล้ว ยังมีการตรวจพบขบวนรถยนต์จำนวน 10 คัน มุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่แนวชายแดน โดยในจำนวนนี้เป็นรถพลเรือน 9 คัน และรถทางทหาร 1 คัน ซึ่งอาจเป็นการลำเลียงยุทธภัณฑ์และเสบียง โดยใช้รถพลเรือนเพื่ออำพรางการเคลื่อนที่

สถานการณ์ปัจจุบันและการเตรียมพร้อมของกองทัพไทย

ปัจจุบัน กองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง โดยฝ่ายไทยได้จัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมในการตอบโต้ตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

“กองทัพภาคที่ 2” ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้องและทันเวลา โดยขอความร่วมมือจากประชาชนในการใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล และติดตามข้อมูลจากช่องทางที่เป็นทางการของส่วนราชการ เพื่อป้องกันการรับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน บิดเบือน หรือข่าวปลอม (Fake news) ที่อาจสร้างความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนก

การตรวจพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชาในครั้งนี้ ทำให้ “กองทัพภาคที่ 2” ต้องเพิ่มความระมัดระวังและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนอย่างเต็มที่ การมีโดรนจำนวนมากและการใช้รถพลเรือนในการลำเลียงสิ่งของ อาจเป็นการพยายามหลีกเลี่ยงการตรวจจับ แต่กองทัพไทยก็พร้อมที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และความเข้าใจผิดอาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้ การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และการไม่แพร่กระจายข่าวลือจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” พบความเคลื่อนไหว “กัมพูชา” โดรน-ขบวนรถยนต์ มุ่งหน้าเข้าชายแดน

นายกฯ มั่นใจคุยสันติภาพภาคใต้คืบหน้า-กต.เจรจา

“อนุทิน” ย้ำให้ มท.ภ.4 ทำงานเต็มกำลัง สั่งการ 3 ข้อเน้นความปลอดภัยประชาชน มั่นใจพูดคุยสันติสุขคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เข้มป้องกันเหตุเน้นการข่าวปิดช่องทางธรรมชาติ แย้ม กต. คุยทีม รมต.กัมพูชา 12 ต.ค.

วันที่ 11 ตุลาคม 2568 เมื่อเวลา 11.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร กองบิน 56 จ.สงขลา โดยมี นายณัฐชนนท์ ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย นายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย นายซาการียา สะอิ สส.นราธิวาสพรรคภูมิใจไทย และนายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา พรรครวมไทยสร้างชาติ รอให้การต้อนรับ จากนั้นนายอนุทินและคณะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ต่อไปยังค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เพื่อเป็นประธานการประชุมฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ โดยพล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมประชุม โดยนายอนุทิน กล่าวว่า ตนและคณะ มาตรวจเยี่ยมหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยความห่วงใยต่อประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกคน เพราะสถานการณ์ยังมีความอ่อนไหวและมีความท้าทาย จึงขอให้แม่ทัพภาค 4 นำความผาสุกมาสู่สังคมและประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ซึ่งจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นบ่อยในระยะที่ผ่านมา ต้องขอแสดงความเสียใจต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ และขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง และพร้อมสนับสนุนหน้าที่ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และรักษาอธิปไตยของชาติไว้เหนือสิ่งอื่นใด

สั่งการ 3 ข้อเน้นความปลอดภัยปชช.

นายอนุทิน กล่าวว่า เพื่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานขอให้ 1. ยกระดับงานด้านการข่าวเชิงรุก ด้วยการทำงานให้เร็วกว่าผู้ก่อเหตุหนึ่งก้าวเสมอเป็นอย่างน้อย 2. บังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับการคุ้มครอง ขณะเดียวกัน ผู้ที่กระทำผิดและใช้ความรุนแรงจะต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาดและเข้มงวด และ 3. ผนึกกำลังทุกภาคส่วนอย่างเป็นเอกภาพ ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และภาคประชาชน ต้องทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อธิปไตยของชาติ เพราะฉะนั้น จึงให้ทุกหน่วยงานโดยเฉพาะ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า และตำรวจ ให้ความสำคัญกับภารกิจการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ โดยเฉพาะการควบคุมมิให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงที่กระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นลำดับต้น ๆ เพราะห้วงที่ผ่านมามีความถี่ของเหตุการณ์และการเกิดเหตุขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ จ.นราธิวาส และจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ช่องทางข้ามแดนต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยเอื้อในการที่ผู้ก่อเหตุใช้หลบหนี ยึดมั่นว่าความมั่นคงที่แท้จริง คือ การที่พี่น้องประชาชนสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยไม่ต้องหวาดระแวง และรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่รัฐ คือ ที่พึ่งได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีและคณะ จะเดินทางเยี่ยมกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

มั่นใจพูดคุยสันติสุขคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

ต่อมาเมื่อเวลา 13.30 น. ที่ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานี นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ว่าตนได้รับฟังสถานการณ์ในพื้นที่ และได้ให้ความมั่นใจกับทุกหน่วยงานว่า ขอให้บูรณาการการทำงานอย่างเต็มที่ ตนที่กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย ขอให้การทำงานกลับมาเป็นหนึ่งเดียวเหมือนอดีต และการบังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด ยกระดับการทำงานด้านการข่าวเน้นความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อถามถึงกรณีแต่งตั้งพล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนทำงานร่วมกับ พล.อ.สมศักดิ์ มานานตั้งแต่เป็นเลขาธิการสมช. เมื่อรมว.กลาโหมเสนอชื่อมา ก็มั่นใจว่าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ เพราะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพและมีประสบการณ์การทำงาน มั่นใจว่าการเจรจาสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับความเป็นห่วงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ตนเป็นห่วงความปลอดภัยประชาชน แต่ไม่ห่วงเรื่องความสามารถของกองทัพไทย ความสามารถในการดำเนินเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ห่วงเรื่องความตั้งใจของตน ที่จะสนับสนุนการปฏิบัติงานในฐานะหัวหน้ารัฐบาลในทุกภารกิจ ที่จะทำให้ผลลัพธ์บรรลุผลสำเร็จ

เข้มป้องกันเหตุเน้นการข่าวปิดช่องทางธรรมชาติ

เมื่อถามว่าเหตุปล้นทองที่นราธิวาส และเหตุระเบิดหลายจุดในจ.ยะลา มีการรายงานอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 9 ดำเนินการอย่างเต็มที่ และพื้นที่สามจังหวัดใต้มักเกิดเหตุบ่อยเพราะภูมิประเทศเอื้ออำนวยให้ผู้กระทำผิดสามารถข้ามแดนได้ทันทีในระยะเวลาอันสั้น สิ่งเหล่านี้เราต้องตั้งชุดตรวจลาดตระเวน ปิดช่องทางออกตามธรรมชาติให้ได้มากที่สุด และขอความร่วมมือทุกภาคส่วนให้บูรณาการการทำงานรักษากฎหมายให้เข้มข้น สำหรับการก่อเหตุในช่วงเปลี่ยนถ่ายกำลังพลถือเป็นการท้าทายหรือไม่นั้น เราอ่านใจเขาไม่ได้ อาจเป็นสิ่งที่เขาวางแผนไว้แล้ว แต่มาสอดคล้องกับจังหวะพอดีที่มีการเปลี่ยนผ่าน ทั้งแม่ทัพภาค 4 เลขาศอ.บต. ผวจ.หรือแม้กระทั่งนายกฯ เราไม่มีช่วงทดลองงาน เข้ามาต้องทำงานได้เลยจะไม่บอกว่าเพราะเราเข้ามาใหม่เกิดก่อนแล้ว 2-3 เดือนค่อยว่าใหม่ไม่ใช่แน่นอน หากมีคนที่เข้ามาใหม่ก็ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่เอาคนผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้เร็วที่สุด เมื่อถามถึงการติดตามตัวผู้ก่อเหตุที่หลบหนีไปประเทศเพื่อนบ้าน นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องใช้ทุกกลไกที่มีฝ่ายนโยบายมีหน้าที่สนับสนุน เมื่อถามว่าจะมีแผนระยะยาวป้องกันไม่ให้ผู้ก่อเหตุไปประเทศเพื่อนบ้าน มีโอกาสที่จะทำแนวรั้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า กองทัพจะดำเนินการทุกอย่างในการรักษาอธิปไตยไม่มีใครอยากให้ไปถึงจุดนั้น แต่ถ้ามีการล่วงละเมิดกฎหมายมีความอันตรายต่ออธิปไตยต่อประชาชนเราพร้อมดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น

แย้ม กต. คุยทีม รมต.กัมพูชา 12 ต.ค.

นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ กรณีนำ รมว.ต่างประเทศรวมคณะมาด้วยนั้น จะพูดคุยประเด็นอะไรถึงมาเลเซียเป็นพิเศษหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรามองประเทศมาเลเซียเป็นประเทศมหามิตร มีการแสวงหาความร่วมมือ และมีความสัมพันธ์ที่ดีระดับผู้นำประเทศ และปัญหากับกัมพูชา ทางมาเลเซียก็พยายามนำไปสู่การเจรจาสู่สันติภาพ วันนี้เรามาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ได้เชิญ รมว.การต่างประเทศเพื่อมาพูดคุยกัน วันที่ 12 ต.ค. รมว.การต่างประเทศก็จะไปมาเลเซียไปพบกับทีมของกัมพูชาในระดับรัฐมนตรี มาเลเซียเป็นผู้ดำเนินการ อะไรที่นำไปสู่การเจรจาลดความรุนแรงนำไปสู่สันติภาพเราให้ความร่วมมือ จุดยืนของเราไม่มีเปลี่ยนแปลง เราไม่พูดคุยไม่ได้ เราต้องพูดคุยไป แต่จุดยืน 4 ข้อต้องได้รับการตอบสนองก่อนการบรรลุข้อตกลงใด ๆ

จากนั้นเวลา 14.05 น. นายอนุทิน เสร็จภารกิจการประชุมมอบแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเดินทางต่อไปยังค่ายเสนาณรงค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อปฏิบัติภารกิจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่รพ.สงขลานครินทร์ ม.สงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

นายกฯ มั่นใจคุยสันติภาพภาคใต้คืบหน้า และกระทรวงการต่างประเทศเตรียมเจรจากับทีมกัมพูชาในวันที่ 12 ตุลาคมนี้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

สถานการณ์คุยสันติภาพภาคใต้คืบหน้าจริงหรือไม่?

จากข้อมูลล่าสุด นายกรัฐมนตรีแสดงความมั่นใจว่าการคุยสันติภาพภาคใต้คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าสถานการณ์ในพื้นที่ยังคงมีความท้าทายอยู่ การเจรจาที่จะมีขึ้นกับทีมกัมพูชาในวันที่ 12 ตุลาคมนี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจและหาทางออกร่วมกัน

การคุยสันติภาพภาคใต้คืบหน้าได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และประเทศเพื่อนบ้าน การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และการมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ จะเป็นหนทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

คุยสันติภาพภาคใต้คืบหน้า: รัฐบาลไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยเน้นการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนมาสู่พื้นที่

ที่มา – นายกฯ มั่นใจคุยสันติภาพภาคใต้คืบหน้า- กต. คุยทีมกัมพูชา 12 ต.ค. นี้

“กัน จอมพลัง” ลำเลียงตู้คอนเทนเนอร์ เสริมชายแดน

เสริมแนวรบ! “กัน จอมพลัง” ลำเลียง “ตู้คอนเทนเนอร์” เข้าพื้นที่บ้านหนองจาน สระแก้ว เสริมแกร่งแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ยังคงคึกคักเป็นพิเศษ หลังจากที่ “กัน จอมพลัง” หรือ กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังและนักช่วยเหลือสังคม พร้อมทีมงานจาก “มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้” ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อร่วมตรวจสอบและประสานงานในการลำเลียง ตู้คอนเทนเนอร์ จำนวน 20 ตู้ ที่ทยอยเดินทางมาจากจังหวัดชลบุรี โดยมีเป้าหมายเพื่อนำไปเสริมแนวป้องกันบริเวณหลักเขตแดนที่ 46 ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

เนื่องจากการขนย้าย ตู้คอนเทนเนอร์ ในครั้งนี้ต้องเผชิญกับเส้นทางที่ค่อนข้างแคบและมีความซับซ้อน ทำให้ต้องมีการจัดการและจัดระเบียบการเข้า-ออกของรถบรรทุกและรถเครนอย่างละเอียดและรอบคอบ ซึ่งได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากกองทัพภาคที่ 1 ที่เข้ามาช่วยประสานงานเพื่อให้การเคลื่อนย้ายเป็นไปอย่างปลอดภัยและราบรื่น

ประชาชนในพื้นที่จำนวนมากได้ออกมาให้กำลังใจทีมงานของกัน จอมพลัง พร้อมกับร่วมลุ้นให้การขนย้ายตู้คอนเทนเนอร์เข้าสู่พื้นที่เป้าหมายสำเร็จลุล่วงโดยไม่มีอุปสรรคใด ๆ ขณะเดียวกัน “กัน จอมพลัง” ยังได้มอบปัจจัยเพื่อสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิฯ และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อช่วยเสริมสร้างภารกิจในการป้องกันแนวชายแดนให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

ทางด้าน “กัน จอมพลัง” ได้กล่าวถึงความร่วมมือและพลังของพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ ที่ทำให้ขณะนี้สามารถจัดหา ตู้คอนเทนเนอร์ ได้ครบตามจำนวน 60 ตู้ และจะทยอยทำการขนส่งมายังพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าการดำเนินงานทั้งหมดนี้มีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้กับพื้นที่ชายแดน และเป็นกำลังใจให้กับทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงปฏิบัติการจิตวิทยาที่ได้ดำเนินการ โดยใช้วิธีการเปิดเสียงจำลอง เช่น เสียงเครื่องบินรบ และเสียงร้องโหยหวน ผ่านเครื่องขยายเสียง เพื่อสร้างความรบกวนและความตื่นตระหนกให้กับกลุ่มชาวกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งเขาระบุว่าจะดำเนินการควบคู่ไปกับกิจกรรมอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามได้รับรู้ถึงความจริงว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของประเทศไทย

“กัน จอมพลัง” ทิ้งท้ายว่า หลังจากนี้จะมีกิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกมากมาย เพื่อเป็นการยืนยันสิทธิ์และศักดิ์ศรีของคนไทยในพื้นที่ชายแดน พร้อมทั้งเชิญชวนให้ประชาชนร่วมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้าอย่างเข้มแข็งต่อไป

“กัน จอมพลัง” ลำเลียง “ตู้คอนเทนเนอร์” เข้าพื้นที่บ้านหนองจาน เสริมแนวป้องกันแนวชายแดน

การลำเลียงตู้คอนเทนเนอร์ของ “กัน จอมพลัง” มีความสำคัญอย่างไร

การที่ “กัน จอมพลัง” ลำเลียง “ตู้คอนเทนเนอร์” เข้ามาในพื้นที่ชายแดนนี้ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความตั้งใจที่จะช่วยเหลือสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับพื้นที่ชายแดน เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

การกระทำของ “กัน จอมพลัง” เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงพลังของภาคประชาชนในการร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศชาติ หวังว่าการช่วยเหลือในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์และสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นให้กับพื้นที่ชายแดนต่อไป

ที่มา – “กัน จอมพลัง” ลำเลียง “ตู้คอนเทนเนอร์” เข้าพื้นที่บ้านหนองจาน เสริมแนวป้องกันแนวชายแดน

“บิ๊กดุลย์” ห้ามเชื่อ! ปมผลักดันชาวกัมพูชา

จากกรณีที่มีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุด พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และสร้างความเข้าใจกับประชาชน โดยเน้นย้ำว่าอย่าหลงเชื่อข่าวลือเกี่ยวกับการผลักดันชาวกัมพูชา เพราะอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ลุกลามได้

นอกจากนี้ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้เดินทางไปเยี่ยมปั๊มน้ำมันที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบ เพื่อให้กำลังใจและมอบความช่วยเหลือ โดยทั้งสองท่านได้ร่วมกันลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน

วันที่ 11 ตุลาคม 2568 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ก่อนเดินทางต่อไปยังบริเวณภูมะเขือ เพื่อตรวจเยี่ยมและสำรวจพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ

พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ร่วมกับนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ว่า การเดินทางมาครั้งนี้ตั้งใจเดินทางมา หลังจากได้รับมอบนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการดูแลและอำนวยความสะดวกให้แก่กำลังพลประจำการในพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีความยากลำบากในการเข้าถึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่เส้นทางชำรุดและเต็มไปด้วยอุปสรรค วันนี้ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงคมนาคมที่จะดำเนินการปรับปรุงเส้นทางให้หน่วยกำลังรบสามารถเข้าถึงแนวชายแดนได้สะดวกยิ่งขึ้น เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งในด้านการเสริมกำลัง การลำเลียงยุทธปัจจัย และการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บให้รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงานจะดำเนินการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ เพื่อให้พื้นที่ชายแดนมีไฟฟ้าใช้ ครอบคลุมทั้งงานสื่อสารทางทหารและการดำรงชีวิตประจำวันของกำลังพล โดยยึดแนวคิดหลัก “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์” เพื่อให้ทหารชายแดนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามสมควรแก่อัตภาพ

พลโท อดุลย์ กล่าวอีกว่า จากการลงพื้นที่วันนี้ พบว่าถนนบางช่วงชำรุดทรุดโทรมตามสภาพและกาลเวลา จึงได้มอบหมายให้หน่วยทหารร่วมกับแขวงทางหลวงดำเนินการซ่อมแซมในระยะเร่งด่วน ก่อนจะเสริมความแข็งแรงถาวรในระยะต่อไป โดยจะเริ่มดำเนินการโดยเร็วที่สุด ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก

พร้อมย้ำว่า ปัจจุบันรัฐบาล กองทัพ และประชาชน เป็นหนึ่งเดียวกันในการดูแลความมั่นคงของประเทศ ซึ่งนับเป็นเรื่องดีที่หน่วยงานต่าง ๆ ได้รับไฟเขียวให้ดำเนินการในพื้นที่ที่เคยเป็นเขตอุทยานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อสนับสนุนภารกิจชายแดนอย่างถูกต้องตามขั้นตอน

สำหรับความกังวลของชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนศรีสะเกษ ว่าอาจเกิดเหตุลุกลามจากการผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้วนั้น พลโท อดุลย์ กล่าวยืนยันว่า ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกหรือหลงเชื่อข่าวลือ เพราะทุกหน่วยงานมีระบบการรายงานข่าวความมั่นคงอย่างใกล้ชิด โดยจะประสานงานผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เพื่อแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่อย่างทันท่วงที

พร้อมฝากถึงพี่น้องประชาชนให้งดเข้าไปในพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่กำหนดห้ามเข้า เพื่อความปลอดภัย และมั่นใจได้ว่าทุกกระทรวงได้เตรียมความพร้อมดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิดในทุกสถานการณ์

“บิ๊กดุลย์” ห้ามเชื่อ! ปมผลักดันชาวกัมพูชา

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเน้นย้ำว่า อย่าเชื่อข่าวลือเรื่อง “บิ๊กดุลย์” ห้ามเชื่อ! ปมผลักดันชาวกัมพูชา เพราะสถานการณ์ยังคงอยู่ในการควบคุม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ “บิ๊กดุลย์” ห้ามเชื่อ! ปมผลักดันชาวกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ จึงออกมาให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลและกองทัพกำลังทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน

“รมว.พลังงาน” มอบโซลาร์เซลล์ 100 จุด เยี่ยมปั๊มเสียหายจากเหตุระเบิด

ภายหลังการตรวจเยี่ยมแนวชายแดน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เดินทางต่อไปยังปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเคยได้รับความเสียหายจากเหตุระเบิดที่ยิงข้ามมาจากฝั่งกัมพูชา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย โดยมีเจ้าของปั๊มน้ำมันออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้น

หลังการพูดคุย นายอรรถพล เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้า ได้รับทราบถึงความต้องการของเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน โดยเฉพาะเรื่องของระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและภารกิจด้านความมั่นคง กระทรวงพลังงานจึงได้วางแผนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในพื้นที่ชายแดนทั้งหมด 100 จุด เพื่อให้กำลังพลในพื้นที่สามารถใช้งานไฟฟ้าได้อย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ ได้มีประธานเจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้าฝ่ายการผลิตลงพื้นที่ร่วมสำรวจ เพื่อกำหนดจุดที่เหมาะสมในการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ โดยจะให้ทหารในพื้นที่ช่วยระบุจุดที่มีความจำเป็นมากที่สุด เนื่องจากเป็นผู้รู้สภาพพื้นที่ดีที่สุด จากนั้นจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดส่งกลับมายังกระทรวงพลังงานเพื่อดำเนินการเสนอของบประมาณและเร่งติดตั้งโดยเร็วที่สุด

นายอรรถพล กล่าวเพิ่มเติมว่า หากทุกขั้นตอนดำเนินไปตามแผน คาดว่าภายในหนึ่งเดือนจะสามารถติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ครบทั้ง 100 จุด เพื่อให้ทหารตามแนวชายแดนมีไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่องและเพียงพอ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของกำลังพล พร้อมทั้งเสริมประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ

สำหรับกรณีปั๊มน้ำมันที่ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิด นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัท OR และร้าน 7-Eleven ได้เข้ามาช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่แล้ว เบื้องต้นได้มีการปรับปรุงและซ่อมแซมอาคารร้านค้าให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ซึ่งคาดว่าร้านเซเว่นอีเลฟเว่นจะกลับมาเปิดให้บริการได้ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

ส่วนความเสียหายด้านอื่น ๆ ทั้งในแง่ของทรัพย์สินและผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เจ้าของสถานประกอบการได้จัดทำรายละเอียดและตัวเลขความเสียหายส่งให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษแล้ว เพื่อให้ประสานต่อไปยังหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งทางรัฐบาลเองก็ให้ความสำคัญและพร้อมดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่

ในส่วนของความกังวลของชาวบ้านในพื้นที่ นายอรรถพลย้ำว่า “เรื่องการสื่อสารถือว่าสำคัญมาก” โดยได้หารือกับหน่วยทหารในพื้นที่ให้มีแนวทางการแจ้งข่าวสารและเหตุการณ์ต่าง ๆ ไปยังชุมชนอย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกในยามเกิดสถานการณ์อ่อนไหว พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข่าวจากหน่วยงานภาครัฐโดยตรง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทุกคนในพื้นที่ชายแดน

เจ้าของปั๊มดีใจ รมต.มาเยี่ยม หวังได้รับชดเชยตามจริง

ด้านนางสาวกมนรัตน์ พลเศรษฐเลิศ เจ้าของปั๊มน้ำมันที่ได้รับความเสียหาย เปิดเผยว่า วันนี้รู้สึกดีใจและขอบคุณรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่มาพูดคุยและให้กำลังใจ รวมถึงเข้ามาตรวจสอบตัวเลขความเสียหายเพื่อเตรียมดำเนินการเยียวยา ซึ่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษจะนำข้อมูลไปส่งต่อให้หน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยดำเนินการต่อไป หวังว่าจะได้รับเงินชดเชยที่ตรงตามความเป็นจริง เพราะตัวเลขที่ส่งไปนั้นประเมินตามข้อมูลจริงทั้งหมด

เจ้าของปั๊มยังกล่าวขอบคุณบริษัทเอกชนอย่าง CP และ ปตท. ที่เข้ามาดูแลและให้ความช่วยเหลือ พร้อมบอกว่าการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเดินทางมารับฟังปัญหาด้วยตัวเอง ถือเป็นสัญญาณที่ดีและสร้างขวัญกำลังใจให้กับคนในพื้นที่อย่างมาก เชื่อว่าทุกอย่างจะค่อย ๆ ดีขึ้น

สำหรับผลกระทบทางธุรกิจ ตอนนี้ยอดขายน้ำมันลดลงไปประมาณ 20% ซึ่งไม่ใช่เฉพาะปั๊มของตน แต่ปั๊มอื่น ๆ รวมถึงร้านค้าในพื้นที่ชายแดนต่างก็ได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน ส่วนร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในพื้นที่ปั๊ม คาดว่าจะกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบได้ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การสื่อสารที่ถูกต้องและรวดเร็วจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การรับฟังข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้และการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่ต่อ จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้เพื่อช่วยกันสร้างความสงบและความมั่นคงในพื้นที่

ที่มา – “บิ๊กดุลย์” ขออย่าเชื่อผลักดันชาวกัมพูชาแล้วเหตุจะลุกลาม-“อรรถพล” เยี่ยมปั๊มที่โดนระเบิด

“วีระ” ขีดเส้นตาย ผลักดันกัมพูชารุกล้ำแผ่นดินไทย!



ร้อนระอุชายแดน! “วีระ สมความคิด” นักเคลื่อนไหวชื่อดัง ขีดเส้นตาย 31 ตุลาคมนี้ ให้เจ้าหน้าที่เร่งผลักดันกัมพูชารุกล้ำแผ่นดินไทย ออกจากพื้นที่บ้านหนองจานและพื้นที่ใกล้เคียง หากไร้ความคืบหน้าเตรียมนำทีมชาวบ้านลงพื้นที่ด้วยตนเอง งานนี้ไม่ขอตอบโต้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หลังถูกปรามาสว่า “มีปากก็พูดไป ไม่เคยทำอะไรเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง” แต่สวนกลับด้วยคำถามเดือด!

วีระขีดเส้นตาย 31 ต.ค.นี้ ผลักดันกัมพูชารุกล้ำแผ่นดินไทย

จากสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ณ บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น และแกนนำในการต่อสู้เพื่อทวงคืนผืนแผ่นดินบ้านหนองจาน ได้ปรากฏตัวพร้อมกับชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของสถานการณ์

นายวีระกล่าวว่า หลังจากได้หารือกับชาวบ้านหนองจาน ได้ข้อสรุปว่าจะให้โอกาสเจ้าหน้าที่ภาครัฐและฝ่ายความมั่นคงในการดำเนินการผลักดันกัมพูชารุกล้ำแผ่นดินไทย ออกจากพื้นที่ที่เข้ามาบุกรุก ทั้งบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน โดยกำหนดเส้นตายไว้ภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ หากเลยกำหนดดังกล่าว และยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ตนและชาวบ้านหนองจานจะดำเนินการเข้าไปในพื้นที่ด้วยตนเอง

“ที่ผ่านมา ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะบีบคั้นหรือกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด” นายวีระกล่าว “พี่น้องชาวบ้านมีความอดทนมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี ที่ต้องเผชิญกับการรุกล้ำพื้นที่จากชาวกัมพูชา พวกเรายึดมั่นในผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ควบคู่ไปกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชน”

สำหรับพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน ถือเป็นจุดสำคัญที่จะให้เจ้าหน้าที่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่ถูกกัมพูชารุกล้ำ โดยมีหลักเขตแดนที่ชัดเจนมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบมีแผนที่และพิกัดที่ถูกต้องอยู่แล้ว ทำให้การผลักดันกัมพูชารุกล้ำแผ่นดินไทย สามารถทำได้อย่างแน่นอน

“วีระ” ลั่น! 31 ต.ค. นี้ ต้องเห็นผล ผลักดันกัมพูชารุกล้ำแผ่นดินไทย

ส่วนกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงตนว่า “มีปากก็พูดไป ไม่เคยทำอะไรเป็นประโยชน์ให้กับประเทศชาติ” นายวีระกล่าวว่า ตนไม่ขอชี้แจงหรือโต้ตอบใดๆ เพราะตนไม่เคยโกงชาติ ไม่เคยขายชาติ พร้อมกับย้อนถามนายอนุทินว่า “กล้าพูดเต็มปากหรือไม่ว่า ตลอดชีวิตไม่เคยโกงชาติ ไม่เคยขายชาติ”

ขณะเดียวกัน ตัวแทนชาวบ้านหนองจานได้กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (10 ต.ค.) ได้มีการพูดคุยกับแม่ทัพแล้ว และถือเป็นการเริ่มต้นมาตรการผลักดันกัมพูชารุกล้ำแผ่นดินไทย ออกจากอธิปไตยของไทย พร้อมทั้งยืนยันว่าจะทำหน้าที่เป็นแนวหลังในการส่งกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทหารและฝ่ายปกครองทุกฝ่าย และมั่นใจว่ากองทัพจะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ โดยหวังว่ารัฐบาลและกองทัพจะสามารถดำเนินการผลักดันกลุ่มคนกัมพูชาออกไปได้ก่อนวันที่ 26 ตุลาคมนี้

จากนั้น ชาวบ้านและผู้ร่วมงานได้ร่วมกันร้องเพลงชาติไทยและเพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อแสดงจุดยืนในการให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ และพร้อมที่จะสนับสนุนการผลักดันกลุ่มคนกัมพูชาที่รุกล้ำพื้นที่อธิปไตยของไทย ให้ออกไปจากผืนแผ่นดินไทย

ถึงแม้สถานการณ์ชายแดนจะมีความตึงเครียด แต่ความสามัคคีและความมุ่งมั่นของชาวบ้านหนองจาน รวมถึงความเด็ดเดี่ยวของนายวีระ สมความคิด ก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม และเป็นกำลังใจสำคัญให้กับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

ที่มา – “วีระ” ขีดเส้นตาย 31 ต.ค.นี้ ผลักดันกัมพูชารุกล้ำแผ่นดินไทย ไม่ขอตอบโต้ “อนุทิน”

อนุทินควงจ๋าโชว์เสน่ห์ สวมบทเชฟร้องเพลงให้ทหาร

นายกฯ อนุทิน ควงภริยา เดินถนนคนเดินสิงห์บุรี โชว์ลูกคอร้องเพลง “บ้านเกิดเมืองนอน” ส่งกำลังใจให้ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ชายแดนไทย – กัมพูชา พร้อมสวมบท “เชฟหนู” ผัดข้าวคลุกกะปิจานทอง – ไก่ผัดเม็ดมะม่วง

วันที่ 10 ต.ค. 2568 เมื่อเวลา 20:00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พาคณะพบปะประชาชน ที่ถนนคนเดินจังหวัดสิงห์บุรี ภายหลังลงพื้นที่ ตรวจราชการน้ำท่วม 3 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร ชัยนาท และสิงห์บุรี ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้มุ่งหน้ามาที่ร้านนมร้อน “อู๊ด นมสด” ที่อยู่ในตลาดคนเดินสิงห์บุรี พร้อมบอกว่า ตั้งใจจะมากินมากๆ ก่อนจะขอเหมาเมนูในร้านให้กับคณะผู้ติดตาม

นายกรัฐมนตรี ยังได้โชว์สกิล “เชฟหนู” ผัดข้าวคลุกกะปิ ซึ่งเป็นเมนูจานทอง ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศของจังหวัดสิงห์บุรี โดยมี น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยาคอยเป็นลูกมือในการจัดจาน และใส่เครื่องเคียง

จากนั้น นายอนุทิน ได้ร่วมร้องเพลงกับชมรมรักสุนทราภรณ์สิงห์บุรี ในเพลง “ทาสเทวี” พร้อมเต้นรำกับผู้สูงอายุ ก่อนที่จะขอร้องต่ออีกเพลง โดยนายกฯ ขอร้องเพลง “บ้านเกิดเมืองนอน” พร้อมระบุว่า “ขอร้องเพลงนี้ดังๆ ให้ไปถึงพี่น้องทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ชายแดน ไทย – กัมพูชา ซึ่งประชาชนร่วมร้องเพลง และเรียกเสียงตบมือ เพื่อปลุกความรักชาติ และสามัคคี

ภายหลังร้องเพลงเสร็จ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อ้ายมาช่วยแม่ค้าผัดไก่ผัดเม็ดมะม่วง ซึ่งในระหว่างนั้นมีประชาชนชาวสิงห์บุรี นำไก่จ้อ มาให้นายกรัฐมนตรีชิม ก่อนบอกว่าขอบคุณมากๆ ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในการนำโครงการคนละครึ่งพลัส กลับมา และหลังจากนั้นก็เดินตลาดแวะถ่ายรูปกับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นกันเอง

อนุทินควงจ๋าโชว์เสน่ห์ สวมบทเชฟร้องเพลงให้ทหาร

กิจกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นกันเองของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ที่เข้าถึงประชาชนในทุกระดับ สร้างความประทับใจให้กับชาวสิงห์บุรีเป็นอย่างมาก การที่นายกฯ อนุทินควงจ๋าโชว์เสน่ห์ สวมบทเชฟร้องเพลงให้ทหาร ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นอีกด้วย

อนุทินควงจ๋าโชว์เสน่ห์ สวมบทเชฟร้องเพลงให้ทหารชายแดน

การที่นายกฯ อนุทินเลือกที่จะสวมบทบาทเป็นทั้งเชฟและนักร้อง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะสร้างความสุขและกำลังใจให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป หรือทหารหาญที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ การที่ อนุทินควงจ๋าโชว์เสน่ห์ สวมบทเชฟร้องเพลงให้ทหาร ถือเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับผู้นำประเทศ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักการเมืองรุ่นใหม่

นอกจากนี้ การที่นายกฯ อนุทินให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่พบปะประชาชน ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยที่มีต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในทุกภูมิภาคของประเทศ การที่นายกฯ รับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและมาตรการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การที่นายกฯ อนุทินควงจ๋าโชว์เสน่ห์ สวมบทเชฟร้องเพลงให้ทหาร สามารถสร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับประชาชนและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนได้ ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและเป็นกำลังใจให้กับทุกคน

ที่มา – “อนุทิน” ควง “จ๋า ธนนนท์” สวมบทเชฟ ก่อนร้องเพลงส่งกำลังใจให้ทหารชายแดน

Scroll to top