ชายแดนไทยกัมพูชา

กัมพูชาแอบส่อง! ทภ.1 ลุยเก็บกู้ระเบิดหนองหญ้าแก้ว

กองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) ยืนยันพื้นที่ของไทย เดินหน้าลุยเก็บกู้ระเบิดหนองหญ้าแก้ว อย่างต่อเนื่อง เคลียร์พื้นที่ปลอดภัยไปแล้วเกือบ 40,000 ตารางเมตร เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านชายแดน

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ทภ.1 และกองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ได้ดำเนินการปฏิบัติการสำคัญเพื่อความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน แม้จะมีการแสดงความเป็นห่วงจากฝ่ายกัมพูชา โดยได้จัดชุดตรวจค้นวัตถุระเบิดถึง 4 ชุด พร้อมอุปกรณ์และกำลังสนับสนุนด้วยรถถากถางหุ้มเกราะ D5 เข้าดำเนินการตรวจสอบและลุยเก็บกู้ระเบิดหนองหญ้าแก้ว ที่คาดว่าตกค้างอยู่ในพื้นที่ บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว

รายงานระบุว่า การตัดสินใจเดินหน้าภารกิจในครั้งนี้ เป็นการเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเคลียร์พื้นที่เสี่ยงภัยให้มีความปลอดภัยสูงสุด เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับเข้าใช้พื้นที่ทำการเกษตรและดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างอุ่นใจ โดยยืนยันว่าพื้นที่ดำเนินการเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของฝ่ายไทยอย่างชัดเจน

ปฏิบัติการครั้งนี้ประสบความสำเร็จในการเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถถางพื้นที่ปลอดภัยจากวัตถุระเบิดที่ตกค้างได้เพิ่มเติมอีก 38,256 ตารางเมตร ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีความมั่นใจในความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

การใช้รถถากถางหุ้มเกราะ D5 ในภารกิจนี้ช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการทำงานของเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ระเบิด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงสูง และจำเป็นต้องใช้เครื่องมือหนักเข้าจัดการเพื่อป้องกันอันตรายจากวัตถุระเบิดที่ตกค้างมาเป็นเวลานาน การทำงานจึงเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว

การปฏิบัติการของ ทภ.1 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการรักษาอธิปไตยของชาติ พร้อมกับการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสำคัญ เป็นการยืนยันว่ากองทัพพร้อมที่จะปกป้องและดูแลประชาชนอย่างเต็มที่

ซึ่งในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ได้มีประชาชนและทหารกัมพูชาบางส่วนได้ใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพการทำงานของทหารไทยด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจในภารกิจลุยเก็บกู้ระเบิดหนองหญ้าแก้วครั้งนี้

ลุยเก็บกู้ระเบิดหนองหญ้าแก้ว

ความคืบหน้าล่าสุดในการลุยเก็บกู้ระเบิดหนองหญ้าแก้ว

ปฏิบัติการลุยเก็บกู้ระเบิดหนองหญ้าแก้วครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของกองทัพไทยในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน แม้จะมีอุปสรรคบ้าง แต่ด้วยความมุ่งมั่นและเครื่องมือที่ทันสมัย ทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี การเคลียร์พื้นที่จากวัตถุระเบิดที่ตกค้างเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและปลอดภัย

ที่มา – กัมพูชาแอบส่อง ทภ.1 ยืนยันพื้นที่ไทย ลุยเก็บกู้ระเบิด “หนองหญ้าแก้ว”

ด่วน! แก๊งแครอทกัมพูชา เคลื่อนไหวชายแดนไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง! มีรายงานข่าวว่า “แก๊งแครอทกัมพูชา” เคลื่อนไหวแล้ว โดยรวมตัวกันอย่างหนาแน่นบริเวณแนวชายแดนบ้านหนองจาน สร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เรามาอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดนี้กันค่ะ

แก๊งแครอทกัมพูชา รวมตัวแน่นชายแดนบ้านหนองจาน

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาได้ใช้โดรนในการตรวจการณ์บริเวณชายแดนบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว และพบภาพที่น่าตกใจคือ กลุ่มชาวกัมพูชาจำนวนมากกำลังรวมตัวกันอย่างผิดสังเกต บริเวณแนวรั้วชายแดนฝั่งกัมพูชา โดยมีทั้งทหารในเครื่องแบบพร้อมอาวุธ ประชาชนทั่วไป และพระสงฆ์ ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าอาจมีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้น

ลักษณะการรวมตัวของกลุ่ม “แก๊งแครอทกัมพูชา” คล้ายกับการจัดแถวและรวมกลุ่มกันเป็นจำนวนมาก โดยจุดที่รวมตัวกันนั้นเป็นบริเวณที่เคยมีปัญหาการรุกล้ำพื้นที่อยู่บ่อยครั้ง ทำให้เจ้าหน้าที่ไทยต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดอธิปไตยและรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่

แก๊งแครอทกัมพูชา


แก๊งแครอทกัมพูชา ชายแดน

มาตรการรับมือสถานการณ์ “แก๊งแครอทกัมพูชา

ภายหลังจากตรวจพบความเคลื่อนไหวของกลุ่ม “แก๊งแครอทกัมพูชา” กองกำลังบูรพาได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็ว (ชุด ค.) เข้าประจำการแนวหน้าทันที เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือหากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ให้เพิ่มการลาดตระเวนตลอดแนวชายแดน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย

  • เจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่าจะไม่ยอมให้มีการละเมิดอธิปไตยหรือการรุกล้ำพื้นที่เข้ามาในเขตประเทศไทยโดยเด็ดขาด
  • ขอให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  • ขอความร่วมมือประชาชนไม่ตื่นตระหนก และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่หากมีการร้องขอ

สถานการณ์ที่ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แม้ว่าการรวมตัวของกลุ่ม “แก๊งแครอทกัมพูชา” อาจมีหลายสาเหตุ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง การเตรียมพร้อมของเจ้าหน้าที่ไทยและการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดของประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็น

เราจะคอยอัปเดตสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้ทราบอย่างต่อเนื่อง หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม

ที่มา – “แก๊งแครอทกัมพูชา” เคลื่อนไหวแล้ว รวมตัวแน่นแนวชายแดนบ้านหนองจาน

รวบ! **จับ 8 คนไทย ลอบข้ามกลับจากกัมพูชา**

ทีมข่าว SEE TRUE ติดตามทหาร ฉก.กรมทหารราบที่ 2 อรัญประเทศ ปฏิบัติการ **จับ 8 คนไทย ลอบข้ามกลับจากกัมพูชา** พบหนึ่งในนั้นอ้างว่าถูกหลอกไปขายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และรู้เห็นเหตุการณ์ในคลิปช็อตไฟฟ้า ทำร้ายร่างกายคนไทยเมื่อ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา

ทีมข่าว SEE TRUE ไทยรัฐทีวี ติดตามการปฏิบัติการของทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 2 อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ขับรถลาดตระเวนสังเกตการณ์ตามถนนชายแดนไทย-กัมพูชา ในตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ ช่วงค่ำวันที่ 9 ต.ค. 68 ที่ผ่านมา หลังจากที่พื้นที่แห่งนี้มีขบวนการผู้มีอิทธิพลเป็นกลุ่มผู้นำท้องถิ่น นำพาทั้งคนไทย คนกัมพูชา และคนจีน ลักลอบข้ามแดนไปมาระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยไม่สนใจว่าทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 2 เฝ้าสกัดจับ และจับได้หลายครั้ง

ทีมข่าว SEE TRUE พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร พบแรงงานลอบเข้าไทย
ทีมข่าว SEE TRUE พร้อมเจ้าหน้าที่ทหาร พบแรงงานลอบเข้าไทย

ทหารที่พาทีม SEE TRUE ไปซุ่มสังเกตุการณ์ คือ ร้อยเอกเตชสิทธิ์ ฤทธิ์จรูญ ผู้บังคับกองร้อยทหารราบยานเกราะที่ 2 และจ่าสิบเอกสุรวุฒิ  พรมราช นายสิบสื่อสารกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ซึ่งมีผลงานในการจับขบวนการนี้ได้นับครั้งไม่ถ้วน

หลังจากซุ่มอยู่ใกล้หมู่บ้านโนนสาวเอ้ ตำบลผ่านศึก จนถึงเวลาประมาณตี 5 ได้ยินเสียงรถยนต์ ขับอยู่ใกล้แนวชายแดน ผู้กองเตชสิทธิ์ จึงรีบขับรถฝ่าความมืด ไปดักใกล้แนวพรมแดน ที่ได้ยินเสียงรถ และสั่งการให้ทหารที่ซุ่มวางกำลังตามจุดต่างๆ ดักเส้นทางไว้ เพราะจากการวิทยุถามกัน พบรถยนต์เป้าหมายที่เป็นสมาชิกขบวนการเข้าไปในพื้นที่

จังหวะนั้น ผู้กองเตชสิทธิ์ จอดรถ ดักริมถนนศรีเพ็ญ ส่วนผู้สื่อข่าวทีม SEE TRUE นั้น จ่าสิบเอกสุรวุฒิ พาเดินฝ่าไร่อ้อย ไปที่บริเวณรอยต่อพรมแดน ซึ่งมีคลองน้ำใสกั้นพรมแดน และพบรอยเท้าคน เพิ่งข้ามมาจากฝั่งกัมพูชาใหม่ๆ น้ำในคลองยังคงเป็นฟองอากาศอยู่ พอข้ามมาได้ ก็เดินเข้าไปในไร่อ้อย จ่าสิบเอกสุรวุฒิ จึงพาเดินตามเข้าไป พอเดินฝ่าไร่อ้อยไปได้ประมาณ 50 เมตร ทะลุไปเจอกับคลองน้ำใส ที่ตีโค้งรอบไร่อ้อย และตรงนี้ที่พบคนกำลังแอบข้ามคลองน้ำใส จากฝั่งกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย

จ่าสิบเอกสุรวุฒิ จึงตะโกนให้ทุกคนออกมา ซึ่งตอนนั้นมีคนที่ข้ามมาแล้ว 6 คน บอกว่าตัวเองเป็นคนไทย แต่ยังมีผู้ชายกับผู้หญิงอีก 2 คน ที่ยังไม่ข้ามมา ซึ่งสุดท้ายเพื่อนที่ข้ามมาแล้วก็ช่วยพาข้ามเข้ามาได้ ส่วนคนนำพาชาวกัมพูชาอีก 3 คน ซึ่งยืนอยู่ในฝั่งกัมพูชา มองซ้ายมองขวาแล้วก็เดินออกไป

หลังจากทุกคนข้ามน้ำเข้ามาในฝั่งไทยได้ นับได้ 8 คน เป็นผู้ชาย 4 คน ผู้หญิง 4 คน อายุระหว่าง 19 – 34 ปี เป็นคนจังหวัดสระแก้ว 4 คน ขอนแก่น 1 คน ระนอง 1 คน เพชรบูรณ์ 1 คน และศรีสะเกษ 1 คน โดยมีผู้ชายอายุ 28 ปี ชื่อมิน ชาวจังหวัดระนอง อ้างว่าถูกหลอกไปขายต่อให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แล้วหาทางหนีออกมา และจะข้ามกลับไทยตามช่องทางธรรมชาติ ด้วยการมีคนรู้จักกันจ่ายเงินให้ขบวนการนำพาก่อน 8,000 บาท

ส่วนคนอื่นๆ อีก 7 คน จากการสอบถามเบื้องต้น อ้างว่าสมัครใจเข้าไปทำเว็บพนันออนไลน์ ได้เงินเดือน 20,000-25,000 บาท โดยส่วนใหญ่บอกว่าเข้าไปกัมพูชาเมื่อประมาณ 4-5 เดือนก่อน ตามช่องทางธรรมชาติ ซึ่งตอนนั้นทางเว็บพนันจ่ายค่านำพาให้ก่อนคนละ 9,000 บาท ส่วนการเดินทางกลับ ก็จ่ายค่านำพาให้กับชาวกัมพูชาคนละ 9,000 บาท แต่ก็มาถูกทหารจับกุมเสียก่อน

จากนั้นเจ้าหน้าที่ทหาร ได้พาทั้ง 8 คน เข้าไปซักถามต่อที่ฐานปฏิบัติการของ ฉก.กรมทหารราบที่ 2 โดยนายมิน อายุ 28 ปี ชาวจังหวัดระนอง ที่อ้างว่าตัวเองถูกหลอกไปขายต่อให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยคนที่หลอกไปขาย คือผู้ชายที่ปรากฏภาพในคลิป เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ว่าถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ช็อตไฟฟ้าและทำร้ายร่างกาย แต่ที่จริงแล้ว ชายคนดังกล่าวชื่อ นายพี อายุ 23 ปี ชาวจังหวัดระยอง

นายมิน อ้างว่า นายพีเป็นคนไทยในปอยเปต ที่จัดหาทั้งบัญชีม้า และหลอกคนไทยไปขายให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน โดยจะขายให้กับบอสคนจีนรายหนึ่ง ซึ่งตนไม่รู้จักชื่อ แต่ว่านายพี กลับหลอกคนไทยไปขายให้บอสคนจีนรายอื่น ที่ไม่ใช่บอสคนจีนรายเดิมจำนวนหลายคน และยังอมเงินของคนที่ไปเปิดบัญชีม้า ทำให้บรรดาบัญชีม้าไม่พอใจ จึงฟ้องกับหัวหน้าที่เป็นคนไทย เมื่อตรวจสอบแชตในโทรศัพท์ พบว่า นายพี มีพฤติกรรมอย่างนั้นจริง จึงถูกหัวหน้าคนไทย และบรรดาบัญชีม้าคนไทยที่ไม่พอใจรุมซ้อม 2 ครั้ง ประมาณวันที่ 10 และวันที่ 15 สิงหาคม ส่วนตัวเองถูกนายพี หลอกไปขายให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในปอยเปต จากนั้นถูกขายต่อไปยังพนมเปญ และขายต่อไปยังเมืองบาเวต ติดชายแดนเวียดนาม แต่หนีออกมาได้

จับ 8 คนไทย ลอบข้ามกลับจากกัมพูชา

สถานการณ์การลักลอบข้ามแดนยังคงเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง การ **จับ 8 คนไทย ลอบข้ามกลับจากกัมพูชา** ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการหลีกเลี่ยงกฎหมาย และอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ

ความเสี่ยงของการลักลอบข้ามแดน

การลักลอบข้ามแดนมีความเสี่ยงหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการถูกหลอกลวง ถูกเอารัดเอาเปรียบ หรืออาจตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม ดังนั้น การเดินทางเข้าออกประเทศอย่างถูกกฎหมายจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

เรื่องราวของนายมินที่อ้างว่าถูกหลอกไปขายให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ และสะท้อนให้เห็นถึงภัยร้ายที่แฝงตัวอยู่ในการชักชวนไปทำงานในต่างแดน การตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานต่างประเทศจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

  • ตรวจสอบข้อมูลบริษัทจัดหางาน
  • สอบถามประสบการณ์จากคนที่เคยไปทำงานในประเทศนั้นๆ
  • แจ้งญาติหรือเพื่อนสนิทให้ทราบถึงแผนการเดินทาง

เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนเหตุการณ์ **จับ 8 คนไทย ลอบข้ามกลับจากกัมพูชา** เพื่อขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเป็นสิ่งสำคัญในการปราบปรามการลักลอบข้ามแดนและการค้ามนุษย์

การ **จับ 8 คนไทย ลอบข้ามกลับจากกัมพูชา** เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงปัญหาการลักลอบข้ามแดน และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ที่หลงเชื่อคำชักชวนไปทำงานในต่างแดนอย่างผิดกฎหมาย เราควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อมูลและความถูกต้องของแหล่งที่มา ก่อนตัดสินใจใดๆ เพื่อความปลอดภัยของตนเอง

ที่มา – จับ 8 คนไทย ลอบข้ามกลับจากกัมพูชา บางคนอ้าง ถูกหลอกไปขายแก๊งคอลฯ

ชายแดนตึงเครียด! ผลักดันชาวกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนสระแก้วเริ่มตึงเครียด! วันนี้เป็นดีเดย์ปฏิบัติการ ผลักดันชาวกัมพูชา ที่รุกล้ำแผ่นดินไทยออกจากพื้นที่ หลังพบมวลชนกัมพูชารวมตัวพร้อม ทหารกัมพูชาเพิ่มกำลังเท่าตัว น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

ความคืบหน้าล่าสุด สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชาจังหวัดสระแก้ว ยังคงมีความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง หลังจากทางจังหวัดได้กำหนดให้วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ชาวกัมพูชาต้องอพยพออกจากพื้นที่ฝั่งไทย

ล่าสุดในช่วงเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาได้ใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่แนวชายแดนทั้งสองจุด เพื่อประเมินสถานการณ์และความเคลื่อนไหวของมวลชนทั้งสองฝั่ง ผลการตรวจสอบพบความเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตาบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว พบกลุ่มประชาชนชาวกัมพูชาประมาณ 30–40 คนเริ่มรวมตัวอยู่บริเวณใกล้แนวรั้วลวดหนามในลักษณะรอดูสถานการณ์ บางส่วนถือกล้องโทรศัพท์ถ่ายภาพและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของตนเอง ขณะที่ฝั่งไทยยังคงมีเจ้าหน้าที่ทหารของกองกำลังบูรพา ประจำจุดคอยสังเกตการณ์อย่างต่อเนื่อง

ส่วนในพื้นที่บ้านหนองจาน ซึ่งถือเป็นแนวพื้นที่อ่อนไหวมากที่สุดจากกรณีพิพาทเขตแดนที่ผ่านมา พบว่า ทหารกัมพูชามีกำลังเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมเกือบเท่าตัว โดยเฉพาะในบริเวณ “จุดเต็นท์สีฟ้า” ซึ่งตั้งอยู่ประชิดแนวชายแดน พบกำลังพลหลายสิบนายผลัดเปลี่ยนกันปฏิบัติหน้าที่ตลอดแนว บางส่วนติดอาวุธครบมือและมีลักษณะเฝ้าระวังใกล้ชิด เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวคาดว่าเกี่ยวข้องกับการที่วันนี้เป็นวันที่ทางจังหวัดสระแก้วกำหนดให้ชาวพุทธกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทยต้องอพยพออกทั้งหมดและขนย้ายสิ่งของออกไป

ผลักดันชาวกัมพูชา: ชายแดนสระแก้วตึงเครียด

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินของหน่วยข่าวในพื้นที่ คาดว่าในช่วงสายถึงเที่ยงวันนี้ น่าจะมีมวลชนชาวกัมพูชาเดินทางเข้ามาเพิ่มอีกหลายเท่าตัว เพื่อรอดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพา และหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ยังคงวางกำลังในพื้นที่อย่างเข้มงวด พร้อมทั้งบินโดรนตรวจการณ์ต่อเนื่อง เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันและรักษาความสงบเรียบร้อยตลอดแนวชายแดน

ขณะเดียวกัน ผู้นำชุมชนฝั่งไทยและฝ่ายปกครองอำเภอโคกสูงยังคงประสานงานกับชาวบ้านในพื้นที่ให้ติดตามข่าวสารจากทางการอย่างใกล้ชิด และขอให้หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้แนวชายแดนในช่วงเวลานี้ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทุกคน

สถานการณ์ล่าสุด: การผลักดันชาวกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนยังคงตรึงเครียด และมีความเป็นไปได้ที่สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่ การผลักดันชาวกัมพูชา ครั้งนี้เป็นไปตามกำหนดการที่วางไว้ แต่ก็ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สิ่งสำคัญคือการติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย หวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน ควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด การตระหนักถึงสถานการณ์และเตรียมพร้อมอยู่เสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงและรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การพูดคุยและเจรจาอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

การพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จะช่วยลดความขัดแย้งและนำไปสู่ความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

การผลักดันชาวกัมพูชา ครั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการแก้ไขปัญหาชายแดน และยังคงมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำต่อไป เพื่อสร้างความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ที่มา – ดีเดย์ผลักดันชาวกัมพูชา ชายแดนสระแก้วเริ่มตึงเครียด ทหารกัมพูชาเพิ่มกำลังเท่าตัว

กองทัพภาคที่ 2 พบ โดรนกัมพูชา กว่า 50 ลำ บินป่วนชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 พบ โดรนกัมพูชา กว่า 50 ลำ บินป่วนชายแดน

ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจพบโดรนฝ่ายกัมพูชาจำนวนมากกว่า 50 ลำ บินวนเวียนในพื้นที่ชายแดนหลายจุด สร้างความกังวลให้กับประชาชนและหน่วยงานความมั่นคง การตรวจพบนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานสถานการณ์อย่างละเอียด เพื่อให้ประชาชนทราบและเตรียมความพร้อม

กองทัพภาคที่ 2 พบ โดรนกัมพูชา กว่า 50 ลำ บินป่วนหลายพื้นที่ชายแดน

จากข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่ามีการตรวจพบโดรนกัมพูชาในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 12 ลำ ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้ชายแดนที่สำคัญ นอกจากนี้ยังพบในอำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ 2 ลำ พื้นที่ภูผี 1 ลำ พื้นที่โดนตวล 1 ลำ พื้นที่ภูมะเขือ 14 ลำ พื้นที่พลาญหินแปดก้อน 1 ลำ พื้นที่ปราสาทพระวิหาร 5 ลำ พื้นที่ปราสาทตาควาย 20 ลำ และพื้นที่วัดหัวอ่างสามัคคี อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ 2 ลำ รวมทั้งสิ้น 58 ลำ

การบินของโดรนเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการสอดแนมหรือรบกวนพื้นที่ชายแดนไทย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทชายแดนที่ยืดเยื้อมานาน โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง กองทัพไทยจึงได้วางกำลังพลประจำจุดเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อตอบโต้หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

ความพร้อมของกองทัพไทยในการรับมือโดรนกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 ได้จัดกำลังพลและอุปกรณ์ตรวจจับทางเทคโนโลยีทันสมัย เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของโดรนเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายยังคงยึดมั่นในแนวที่ของตน โดยฝ่ายไทยเน้นการเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมปฏิบัติการตอบโต้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการบุกรุกและรักษาความมั่นคงของชาติ

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดการตรวจพบโดรนจากฝั่งกัมพูชา ในอดีตเคยมีรายงานคล้ายกันหลายครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างระบบป้องกันชายแดนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ประชาชนในพื้นที่ชายแดนควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้บริเวณดังกล่าว และรายงานข้อมูลที่น่าสงสัยให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที

ผลกระทบต่อประชาชนและข้อควรระวังจากข่าวปลอม

กองทัพภาคที่ 2 ได้ขอความร่วมมือจากประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือนที่อาจทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น แนะนำให้ติดตามข้อมูลจากช่องทางอย่างเป็นทางการ เช่น เฟซบุ๊กกองทัพภาคที่ 2 หรือเว็บไซต์กองทัพ เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัย

  • หลีกเลี่ยงการรับฟังข่าวจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • รายงานกิจกรรมน่าสงสัยให้ทางการทราบ
  • สนับสนุนความมั่นคงชายแดนด้วยการเฝ้าระวังในชุมชน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีโดรนถูกนำมาใช้ในกิจกรรมทางทหาร การตรวจพบโดรนกัมพูชาครั้งนี้สะท้อนถึงความท้าทายใหม่ที่กองทัพไทยต้องเผชิญ และจำเป็นต้องมีการพัฒนานโยบายป้องกันให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

ในฐานะพลเมืองที่ดี เราควรสนับสนุนกองทัพในการรักษาอธิปไตยของชาติ หากคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงชายแดน โปรดเตรียมความพร้อมและติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” พบ “โดรนกัมพูชา” กว่า 50 ลำ บินป่วนหลายพื้นที่ชายแดน

ทบ. แจง ทหารกัมพูชารุกล้ำปราสาทคนา สุรินทร์

ทบ. แจง ยังไม่พบข้อมูล ทหารกัมพูชารุกล้ำ-สร้างฐานทหาร ที่ปราสาทคนา จ.สุรินทร์

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังเป็นที่สนใจของประชาชน โดยเฉพาะกรณีที่เพจ Thai Burma Railway โพสต์ข้อความตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับปราสาทคนาและช่องระยี จังหวัดสุรินทร์ ว่าอาจถูกกัมพูชาเข้ายึดครอง หลังพบการสร้างบันไดไม้ กองทัพบกได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า ทบ. แจง ยังไม่พบข้อมูล ทหารกัมพูชารุกล้ำ-สร้างฐานทหาร ที่ปราสาทคนา จ.สุรินทร์ ชัดเจน หากพบข้อเท็จจริงจะดำเนินการทันที

ทบ. แจง ยังไม่พบข้อมูล ทหารกัมพูชารุกล้ำ-สร้างฐานทหาร ที่ปราสาทคนา จ.สุรินทร์

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 เวลา 13.45 น. ที่กองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้กล่าวถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่ากองทัพยังไม่ได้รับข้อมูลการรุกล้ำดังที่สื่อรายงาน เพียงแต่ได้ยินจากสื่อมวลชนเท่านั้น อาจต้องสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากหน่วยงานในพื้นที่ จังหวัดสุรินทร์ และกองทัพภาคที่ 2 เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง

โฆษกกองทัพบกย้ำว่า หากพบว่ามีการรุกล้ำจริง เช่น การสร้างบันไดไม้หรือฐานทหาร กองทัพจะต้องดำเนินการรื้อถอนทันที หากอยู่ในพื้นที่อธิปไตยของไทย โดยยึดหลักการที่ชัดเจน แม้ความละเอียดอ่อนของแต่ละพื้นที่อาจแตกต่างกัน หากเป็นฝ่ายทหาร จะใช้วิธีการทางทหาร แต่ถ้าเกี่ยวข้องกับประชาชน เช่น ในจังหวัดสระแก้ว จะใช้วิธีการแบบประชาชนเพื่อความเหมาะสม

การตรวจสอบคลิปวิดีโอทหารกัมพูชาลอดรั้วเข้ามาไทย

นอกจากนี้ ยังมีกรณีคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ภาพทหารกัมพูชาลอดรั้วลวดหนามเข้ามาฝั่งไทยเมื่อคืนก่อน โฆษกกองทัพบกเปิดเผยว่า ยังไม่ได้รับรายละเอียดการตรวจสอบ แต่ในหลักการ หากพบพฤติกรรมดังกล่าว จะต้องดำเนินการอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมในพื้นที่ชายแดน การลอดรั้วแบบนี้ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องของการปฏิบัติงานชายแดน

ส่วนคำถามว่าถึงขั้นต้องใช้อาวุธหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะหน้าของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่นั้นๆ กองทัพบกเน้นย้ำถึงการรักษาความมั่นคงชายแดนให้ดีที่สุด โดยไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ความสำคัญของปราสาทคนาและชายแดนไทย-กัมพูชา

ปราสาทคนา ตั้งอยู่ในจังหวัดสุรินทร์ เป็นหนึ่งในโบราณสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์สมัยโบราณ โดยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มปราสาทในภาคอีสานที่สะท้อนถึงอิทธิพลวัฒนธรรมขอม สถานที่แห่งนี้ไม่เพียงแต่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ชายแดนที่ไทยต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเคยเกิดขึ้นหลายครั้งในอดีต เช่น กรณีปราสาทพระวิหาร ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งและการตัดสินของศาลโลก สถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดการกล่าวหาว่าทหารกัมพูชารุกล้ำสร้างฐานทหารที่ปราสาทคนา จึงทำให้ประชาชนกังวล โดยเฉพาะหลังจากเพจ Thai Burma Railway โพสต์ภาพและข้อความที่ชี้ให้เห็นถึงบันไดไม้ที่ถูกสร้างขึ้น

  • กองทัพบกยืนยันการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด
  • หากยืนยันการรุกล้ำ จะดำเนินการรื้อถอนทันที
  • การใช้อาวุธขึ้นกับสถานการณ์เฉพาะ
  • เน้นการแก้ปัญหาแบบสันติวิธีเพื่อความสัมพันธ์ที่ดี

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ไทยเสริมมาตรการรักษาพรมแดนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นและชุมชนชายแดน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่ความตึงเครียด

บทเรียนจากเหตุการณ์ชายแดนในอดีต

จากประวัติศาสตร์ พบว่าปัญหาชายแดนมักเกิดจากความเข้าใจผิดหรือการตีความเขตแดนที่ต่างกัน ไทยควรใช้กลไกทางการทูตควบคู่กับการเฝ้าระวังทางทหาร เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรง การที่กองทัพบกออกมา ทบ. แจง ยังไม่พบข้อมูล ทหารกัมพูชารุกล้ำ-สร้างฐานทหาร ที่ปราสาทคนา จ.สุรินทร์ แสดงถึงความโปร่งใสและความพร้อมในการรับมือ

นอกจากนี้ ประชาชนในพื้นที่สุรินทร์หลายคนได้แสดงความกังวลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบและปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม กลุ่มนักอนุรักษ์โบราณสถานก็เตรียมยื่นหนังสือต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้มีมาตรการคุ้มครองปราสาทคนาให้มากขึ้น

สถานการณ์นี้ยังสะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีเฝ้าระวังชายแดน เช่น การใช้โดรนหรือกล้องวงจรปิด เพื่อให้การตรวจจับการรุกล้ำรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น กองทัพบกได้ลงทุนในเทคโนโลยีเหล่านี้มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสงบสุขให้กับประชาชน

ในที่สุด ผู้เขียนเห็นว่า ทบ. แจง ยังไม่พบข้อมูล ทหารกัมพูชารุกล้ำ-สร้างฐานทหาร ที่ปราสาทคนา จ.สุรินทร์ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงถึงการทำงานเชิงรุกของหน่วยงานความมั่นคง หากคุณสนใจติดตามสถานการณ์ชายแดนเพิ่มเติม สามารถติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ หรือแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – ทบ. แจง ยังไม่พบข้อมูล ทหารกัมพูชารุกล้ำ-สร้างฐานทหาร ที่ปราสาทคนา จ.สุรินทร์

ครบกำหนด 15 วัน ขับไล่กัมพูชาบ้านหนองหญ้าแก้ว

ครบกำหนด 15 วัน ขับไล่กัมพูชาบ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากครบกำหนด 15 วัน สำหรับการขับไล่กัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ทหารไทยในพื้นที่ยืนยันว่าพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งจากหน่วยเหนือ แต่ทุกอย่างยังคงรอการตัดสินใจจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง

ครบกำหนด 15 วัน ขับไล่กัมพูชา รุกล้ำบ้านหนองหญ้าแก้ว ทหารไทยในพื้นที่รอคำสั่งหน่วยเหนือ

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2567 พันเอกชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ กองกำลังบูรพา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการปรับปรุงถนนเส้นทางเข้าบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมในพื้นที่ชายแดน ในระหว่างนั้น นักข่าวได้สอบถามถึงกรณีปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484

จากข้อมูลที่ได้รับ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9 สาขาปราจีนบุรี ได้แจ้งความต่อสถานีตำรวจโคกสูง เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2567 ให้กัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อพยพออกไปภายใน 15 วัน ซึ่งวันนี้คือวันครบกำหนด ครบกำหนด 15 วัน ขับไล่กัมพูชา รุกล้ำบ้านหนองหญ้าแก้ว ทหารไทยในพื้นที่รอคำสั่งหน่วยเหนือ จึงกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง

พันเอกชัยณรงค์ กล่าวย้ำว่า หลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย แต่ยังไม่ทราบกำหนดการที่ชัดเจน ขณะที่ฝั่งกัมพูชาเตรียมรับมือ โดยนำคณะผู้สังเกตการณ์จาก IOT (คณะกรรมการชายแดนไทย-กัมพูชา) กาชาด และกลุ่มเด็กๆ เข้ามาในพื้นที่ คาดว่าเป็นกลยุทธ์ใช้ ‘โล่มนุษย์’ เพื่อป้องกันการดำเนินการจากฝั่งไทย เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

ความพร้อมของทหารไทยและกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย

ในส่วนของกองกำลังบูรพา ยืนยันว่ามีความพร้อมเต็มที่ในการปฏิบัติ แต่ต้องรอคำสั่งจากกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งขึ้นอยู่กับกองทัพบกและรัฐบาล การดำเนินการเกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เช่น จังหวัด กรมป่าไม้ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และอื่นๆ พันเอกชัยณรงค์ เน้นว่า “ทุกอย่างอยู่ที่กระบวนการบังคับใช้กฎหมายตามปกติ”

หากมีการปฏิบัติจริง จะดำเนินคดีตามกฎหมายทั้ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีอำนาจหน้าที่อยู่แล้ว แม้ฝั่งกัมพูชาจะยังไม่ส่งแผนอพยพกลับมา แต่หากไม่ปฏิบัติตาม ก็พร้อมดำเนินการทันที

นอกจากนี้ จากการสำรวจด้วยโดรนเมื่อเวลา 10.30 น. พบว่าคณะ IOT ได้เข้าสังเกตการณ์ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วแล้ว ซึ่งแสดงถึงการเตรียมการจากฝั่งกัมพูชา โดยคาดว่าวันที่ 10 ตุลาคม ซึ่งเป็นกำหนดของบ้านหนองจาน พวกเขาอาจใช้มาตรการเดิมอีกครั้ง

  • ทหารไทยพร้อมปฏิบัติตามคำสั่ง
  • รอการตัดสินใจจากรัฐบาลและกองทัพ
  • กัมพูชาใช้กลยุทธ์โล่มนุษย์
  • ดำเนินคดีตามกฎหมายหากไม่ยอมถอนตัว

พันเอกชัยณรงค์ ยังกล่าวถึงคำพูดของแม่ทัพภาคที่ 1 ว่าหมายถึงการปฏิบัติต้องได้เปรียบทั้งในด้านยุทธวิธีและภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ ไม่ให้เสียเชิงใดๆ

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นมานาน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการแก้ไขควรเน้นการเจรจาผ่านช่องทาง外交 เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจลุกลาม แต่ในขณะเดียวกัน การรักษาอธิปไตยของชาติก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้

จากมุมมองส่วนตัว สถานการณ์ครบกำหนด 15 วัน ขับไล่กัมพูชา รุกล้ำบ้านหนองหญ้าแก้ว นี้อาจเป็นโอกาสให้รัฐบาลแสดงจุดยืนที่ชัดเจน หากดำเนินการอย่างเด็ดขาดแต่มีสติ จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและป้องกันการรุกล้ำในอนาคต ผู้สนใจควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อเข้าใจบริบทที่แท้จริง

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย

ที่มา – ครบกำหนด 15 วัน ขับไล่กัมพูชา รุกล้ำบ้านหนองหญ้าแก้ว ทหารไทยในพื้นที่รอคำสั่งหน่วยเหนือ

แม่ทัพภาค 1 ยื่นคำขาด เลื่อนถก RBC ชายแดน

แม่ทัพภาค 1 ยื่นคำขาด เลื่อนถก RBC หากไร้แผนอพยพคนกัมพูชาพ้นบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อแม่ทัพภาคที่ 1 ออกมาส่งสัญญาณชัดเจนเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC ที่กำลังจะมีขึ้นในช่วงวันที่ 10-12 ตุลาคมนี้ ล่าสุด กองทัพภาคที่ 1 ได้ส่งหนังสือตอบกลับไปยังฝ่ายกัมพูชา โดยยืนยันว่าจะเลื่อนการประชุมออกไป หากไม่มีวาระหารือเรื่องแผนการอพยพชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ในอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว

แม่ทัพภาค 1 ยื่นคำขาด เลื่อนถก RBC หากไร้แผนอพยพคนกัมพูชาพ้นบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ฝ่ายกัมพูชาเชิญกองทัพภาคที่ 1 ไปประชุม RBC ที่บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา เพื่อติดตามผลจากข้อตกลงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา หัวข้อหลักที่เคยหารือกัน ได้แก่ การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการจัดระเบียบชายแดน แต่สำหรับการประชุมครั้งนี้ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้สั่งการให้ทีมงานยื่นข้อเรียกร้องชัดเจน หากไม่มีแผนอพยพประชาชนกัมพูชาออกจากพื้นที่ดังกล่าว ก็ไม่จำเป็นต้องประชุม

ผลกระทบจากการเลื่อนประชุม RBC

การตัดสินใจของแม่ทัพภาคที่ 1 ครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หากกองทัพภาคที่ 1 ไม่สามารถจัดการประชุม RBC ได้ กองทัพภาคที่ 2 และกองบัญชาการกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด (กปช.จต.) ก็จะไม่มีการประชุมเช่นกัน จนกว่าจะมีความชัดเจนทั้งหมด นอกจากนี้ การประชุมระดับสูงอย่าง GBC ระหว่าง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย กับ พล.อ.เตียเซรยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ก็จะไม่สามารถดำเนินการได้ หากการประชุม RBC ใน 3 พื้นที่ชายแดนยังไม่แล้วเสร็จ

ปัญหาที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้วนี้เป็นประเด็นละเอียดอ่อนมานาน ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการบุกรุกชายแดน และอาจเชื่อมโยงกับกิจกรรมผิดกฎหมายอื่นๆ การอพยพประชาชนเหล่านี้ออกจากพื้นที่จึงเป็นกุญแจสำคัญในการคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ แม่ทัพภาคที่ 1 ยื่นคำขาดครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดของฝ่ายไทยในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงชายแดน

  • ประเด็นหลัก: แผนอพยพชาวกัมพูชาจากบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว
  • วันที่ประชุมเดิม: 10-12 ตุลาคม 2568
  • สถานที่: บันเตียเมียนเจย กัมพูชา
  • ผลกระทบ: เลื่อนทุกการประชุมที่เกี่ยวข้อง

จากข้อมูลของกองทัพภาคที่ 1 เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 แหล่งข่าวยืนยันว่าหนังสือตอบกลับได้ถูกส่งไปแล้ว และฝ่ายกัมพูชาจะต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่วาระ หากต้องการให้การประชุมเดินหน้าต่อ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบันยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในจังหวัดสระแก้วที่เป็นจุดร้อนประจำ

นอกจากนี้ การจัดการปัญหาชายแดนยังเกี่ยวข้องกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ซุกซ่อนอยู่ในพื้นที่ชายแดน การเก็บกู้ทุ่นระเบิดจากสงครามเก่าๆ ก็เป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญที่ต้องเร่งรัด ในความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ การยื่นคำขาดจากแม่ทัพภาคที่ 1 ครั้งนี้เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพื่อกดดันให้กัมพูชาแสดงความจริงใจในการแก้ปัญหา หากปล่อยให้ยืดเยื้อ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น

สำหรับประชาชนที่อาศัยใกล้ชายแดน ควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง หากคุณสนใจประเด็นความมั่นคงชายแดน แนะนำให้ติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด สถานการณ์นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชา

ที่มา – แม่ทัพภาค 1 ยื่นคำขาด เลื่อนถก RBC หากไร้แผนอพยพคนกัมพูชาพ้นบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว

สถานทูตจีน ปฏิเสธส่งอาวุธให้กัมพูชา

สถานทูตจีน ปฏิเสธส่งอาวุธให้กัมพูชา ย้ำสนับสนุนวิถีอาเซียน

ในสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา สถานทูตจีน ปฏิเสธส่งอาวุธให้กัมพูชา อย่างชัดเจน โดยโฆษกสถานทูตจีนประจำประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัดเกี่ยวกับการส่งอุปกรณ์ทางทหารไปยังกัมพูชาเพื่อใช้ในเหตุปะทะชายแดน จีนยืนยันจุดยืนที่มุ่งเน้นสันติภาพและการแก้ปัญหาตามหลัก “วิถีอาเซียน” ซึ่งเป็นแนวทางที่อาเซียนใช้ในการจัดการข้อพิพาต โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข่าวเท็จที่อาจนำไปสู่ความวุ่นวายในภูมิภาค

สถานทูตจีน ปฏิเสธส่งอาวุธให้กัมพูชา อย่างเป็นทางการ

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 เพจเฟซบุ๊กของ Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความตอบคำถามจากผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับรายงานข่าวที่อ้างว่ากัมพูชาใช้จรวดที่ผลิตจากจีนในการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา และกล่าวหาว่าอาวุธจีนเปลี่ยนแปลงสถานการณ์สงครามระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน จีนได้ชี้แจงชัดเจนว่า ไม่มีการส่งอุปกรณ์ทางทหารใดๆ ไปยังกัมพูชาเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว โดยอุปกรณ์ที่กัมพูชามีอยู่ล้วนมาจากโครงการความร่วมมือทวิภาคีระหว่างจีนและกัมพูชาที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้

จีนในฐานะเพื่อนบ้านและมิตรของทั้งไทยและกัมพูชา ได้พยายามทำงานเบื้องหลังเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ โดยไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวในความขัดแย้งนี้ จีนสนับสนุนให้ทุกฝ่ายใช้การแก้ปัญหาทางการเมืองตาม “วิถีอาเซียน” ซึ่งเน้นการเจรจา การไกล่เกลี่ย และการรักษาสันติภาพในภูมิภาค โดยจีนยินดีสื่อสารอย่างใกล้ชิดกับไทย กัมพูชา มาเลเซีย และประเทศอาเซียนอื่นๆ เพื่อส่งเสริมการหยุดยิงอย่างยั่งยืนและฟื้นฟูความสงบสุขบริเวณชายแดน

จีนเรียกร้องให้หลีกเลี่ยงข่าวเท็จที่ปลุกปั่น

ในแถลงการณ์ โฆษกสถานทูตจีนได้เรียกร้องให้บุคคลที่เกี่ยวข้องคำนึงถึงสันติภาพ เสถียรภาพในภูมิภาค และความผาสุกของประชาชน โดยควรทำสิ่งที่เป็นบวกและสร้างสรรค์เพื่อแก้ไขสถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชา แทนที่จะเผยแพร่ข่าวเท็จอย่างมีเจตนาเลวร้ายที่อาจจุดชนวนความวุ่นวายเพิ่มเติม สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็น敏感ที่ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะในยุคที่อาเซียนกำลังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก เช่น การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์

การปฏิเสธของ สถานทูตจีน ปฏิเสธส่งอาวุธให้กัมพูชา นี้ สะท้อนถึงนโยบายต่างประเทศของจีนที่มุ่งเน้น “ชุมชนที่มีอนาคตอันร่วมกัน” สำหรับมนุษยชาติ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนได้แสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ผ่านการสนับสนุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การค้า และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับประเทศอาเซียน ซึ่งช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจและลดความขัดแย้ง

  • จีนย้ำจุดยืนเป็นกลาง ไม่แทรกแซงความขัดแย้งชายแดน
  • สนับสนุน “วิถีอาเซียน” ในการแก้ปัญหา
  • เรียกร้องให้หยุดเผยแพร่ข่าวลือที่ไม่เป็นธรรม
  • พร้อมร่วมมือกับทุกประเทศในภูมิภาคเพื่อสันติภาพ

จากมุมมองกว้างขึ้น สถานการณ์นี้เป็นตัวอย่างของการแพร่กระจายข้อมูลเท็จในยุคดิจิทัล ที่สามารถจุดชนวนความตึงเครียดได้อย่างรวดเร็ว ผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนเผยแพร่ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและสันติภาพในภูมิภาค นอกจากนี้ ไทยและกัมพูชาควรใช้กลไกอาเซียน เช่น การประชุมสุดยอดหรือคณะกรรมการชายแดนร่วม เพื่อเจรจาหาทางออกที่ยั่งยืน

ในฐานะที่จีนเป็นคู่ค้าสำคัญของอาเซียน การยืนยันจุดยืนนี้ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของจีนในฐานะมหาอำนาจที่รับผิดชอบ โดยไม่เลือกข้างในข้อพิพาตระหว่างสมาชิกอาเซียน ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่านี่เป็นก้าวสำคัญในการป้องกันการขยายตัวของความขัดแย้งสู่ระดับภูมิภาค

สุดท้ายนี้ เราควรสนับสนุนให้รัฐบาลไทยและกัมพูชาเร่งรัดการเจรจา เพื่อให้ประชาชนทั้งสองฝั่งได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข หากคุณสนใจประเด็นนี้ ลองติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสันติภาพผ่านโซเชียลมีเดียของคุณ

ที่มา – “สถานทูตจีน” ปฏิเสธส่งอาวุธให้กัมพูชา ย้ำสนับสนุนให้แก้ปัญหาตาม “วิถีอาเซียน”

Scroll to top