ชายแดนไทยกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 ยัน! ช่องบก อุบลฯ ปกติ

“กองทัพภาคที่ 2” ยืนยันสถานการณ์ในพื้นที่ “ช่องบก” จังหวัดอุบลราชธานี เป็นปกติ ไม่มีการปะทะ และขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่อย่าตื่นตระหนกต่อข่าวลือต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ยันสถานการณ์ช่องบก อุบลฯ ปกติ

จากกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการปะทะในพื้นที่ชายแดนบริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า สถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นปกติ ไม่มีการปะทะใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊กแฟนเพจ กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความเพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์ที่แท้จริง โดยระบุว่า “พื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี สถานการณ์ปกติ ไม่มีการปะทะแต่อย่างใด ขอประชาชนในพื้นที่อย่าตื่นตระหนก” ข้อความนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความมั่นใจและลดความกังวลของประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ที่ปกติในพื้นที่ “ช่องบก” นี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสงบสุขและความเป็นอยู่ของประชาชน การที่กองทัพภาคที่ 2 ออกมายืนยันความจริงอย่างรวดเร็ว ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนได้

การดำเนินงานของกองทัพภาคที่ 2 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการสื่อสารที่รวดเร็วและชัดเจน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความเชื่อมั่นของประชาชน

ทำไมข่าวสารที่ถูกต้องจึงสำคัญ?

ข่าวสารที่ถูกต้องแม่นยำ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจและการดำเนินชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อาจมีความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยง การได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ช่วยให้ประชาชนสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม และตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล

  • ป้องกันความเข้าใจผิด: ข่าวลือและข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความสับสน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจและการกระทำ
  • ลดความตื่นตระหนก: การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา ช่วยลดความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวในสถานการณ์ที่อาจมีความเสี่ยง
  • ส่งเสริมความร่วมมือ: ข้อมูลที่ถูกต้อง ช่วยส่งเสริมความร่วมมือและการทำงานร่วมกันระหว่างประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาและรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ

ดังนั้น การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลและความถูกต้องของข่าวสาร ก่อนที่จะเชื่อถือและเผยแพร่ต่อ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

กองทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่สงบสุขและมั่นคง

การยืนยันสถานการณ์ปกติในพื้นที่ “ช่องบก” โดยกองทัพภาคที่ 2 เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม เราควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” ยืนยันพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี สถานการณ์ปกติ ไม่มีการปะทะ

รัฐบาลย้ำยึดมั่นสันติวิธี ซัดกัมพูชาเฟกนิวส์

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุดรัฐบาลไทยได้ออกมาย้ำยึดมั่นสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง พร้อมทั้งตอบโต้ข้อกล่าวหาจากกัมพูชาเกี่ยวกับการเตรียมประกาศภาวะสงคราม

รัฐบาลย้ำยึดมั่นสันติวิธี ซัดกัมพูชาเฟกนิวส์ กุข่าวไทยจ่อประกาศภาวะสงคราม

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้แถลงถึงกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่อ้างว่าประเทศไทยเตรียมประชุมรัฐสภาเพื่อประกาศภาวะสงครามกับกัมพูชา โดยนายจิรายุยืนยันว่า “รัฐบาลขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เป็นการจงใจสร้างเฟกนิวส์ข่าวเท็จบิดเบือนข้อมูลอย่างร้ายแรง โดยหวังสร้างความเข้าใจผิดต่อประชาชนและประชาคมโลก”

รัฐบาลย้ำยึดมั่นสันติวิธีและยืนยันว่าไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่จะนำไปสู่ภาวะสงคราม การประชุมรัฐสภาของไทยเป็นไปตามปกติ สมาชิกวุฒิสภาประชุมทุกวันจันทร์และอังคาร ส่วนสภาผู้แทนราษฎรประชุมในวันพุธและพฤหัสบดี

“การกล่าวหาว่าไทยไม่ต้องการสันติภาพ หรือจะโจมตีกัมพูชา เป็นการป้ายสีที่บิดเบือนอย่างเลวร้าย และอาจสร้างผลเสียหายต่อการแก้ไขความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ” นายจิรายุ กล่าว

ประเทศไทยย้ำยึดมั่นสันติวิธีในการแก้ไขปัญหา ผ่านกลไกทวิภาคี มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสร้างสรรค์ และพร้อมเข้าร่วมการประชุมในทุกเวที รวมถึงการผลักดันการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน โดยหวังว่ากัมพูชาจะเข้าร่วมการหารือด้วยความจริงใจ

รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชน

รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชน อย่าหลงเชื่อ แชร์ หรือส่งต่อข้อมูลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ หากพบข้อมูลที่น่าสงสัย ขอให้ตรวจสอบกับหน่วยงานรัฐหรือช่องทางราชการที่เกี่ยวข้องก่อนเผยแพร่ เนื่องจากการบิดเบือนข่าวสารจะเป็นอันตรายต่อประชาชน

ประเทศไทยยังคงย้ำยึดมั่นสันติวิธีและความร่วมมือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในภูมิภาค หน่วยงานราชการได้ตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้จงใจสร้างข่าวเท็จและนำไปเผยแพร่ต่อจำนวนมากแล้ว

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและการสร้างความตื่นตระหนกในสังคม

ที่มา – รัฐบาลย้ำยังยึดมั่นสันติวิธี ซัดกัมพูชาเฟกนิวส์ กุข่าวไทยจ่อประกาศภาวะสงคราม

“เสธเบิร์ด” ถาม ความลับฮุนเซน หรือเชลย อันไหนแซ่บ?

กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เมื่อ “เสธเบิร์ด” พล.ต.วันชนะ สวัสดี ได้โพสต์ข้อความพร้อมคลิปวิดีโอลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยตั้งคำถามชวนคิดว่าระหว่าง ความลับฮุนเซน หรือความลับจาก 18 เชลยกัมพูชา อันไหนแซ่บกว่ากัน เรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตามองในหลายแวดวง

ความลับฮุนเซน หรือความลับจาก 18 เชลยกัมพูชา อันไหนแซ่บกว่ากัน?

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 “เสธเบิร์ด” ได้โพสต์คลิปขณะกำลังทอดไข่เจียว พร้อมระบุข้อความที่กระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ว่า “หลังจากนี้ความลับที่จะหลุดออกจากปากฮุนเซนกับความลับที่ออกจากปากเชลยศึก 18 คนอันไหนจะแซ่บกว่ากัน” ประเด็นนี้สร้างความฮือฮาและเกิดการถกเถียงในโลกออนไลน์

ความน่าสนใจอยู่ที่ความไม่แน่นอนของข้อมูลที่ฮุนเซนเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ว่าจะมีการเปิดเผยความลับบางอย่าง แต่ก็ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าความลับนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ และถ้ามี จะมีความน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน ในขณะเดียวกัน ความลับจากปากเชลยศึกทั้ง 18 คน ก็เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากเช่นกัน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด และประเด็นเรื่องเชลยศึกทั้ง 18 คน ก็มีความซับซ้อน เนื่องจากพวกเขาอาจรู้สึกไม่ปลอดภัยหากถูกส่งตัวกลับไปยังกัมพูชา ทำให้มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาอาจต้องการเปิดเผยข้อมูลบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย

เสธเบิร์ด ยังได้กล่าวติดตลกในโพสต์ดังกล่าวว่า จะไปทอดไข่เจียวเป็นอาหารเสริมให้กับเชลยศึกทั้ง 18 คน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและห่วงใยในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ทำไมคนถึงสนใจ ความลับฮุนเซน หรือความลับจาก 18 เชลยกัมพูชา อันไหนแซ่บกว่ากัน?

สาเหตุที่ประเด็นนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก อาจเป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับข้อมูลที่ถูกปกปิดไว้ ทั้งจากฝ่ายฮุนเซน และจากเชลยศึกกัมพูชา ประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ที่มีความซับซ้อน ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนอยากติดตามข่าวสารเหล่านี้อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ การที่ “เสธเบิร์ด” เลือกใช้ภาษาที่เข้าถึงง่ายและเป็นกันเอง ทำให้โพสต์ของเขาสามารถดึงดูดความสนใจจากคนทั่วไปได้เป็นอย่างดี

  • ความลับฮุนเซน: อาจเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง, ธุรกิจ, หรือเรื่องส่วนตัว ที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • ความลับจาก 18 เชลย: อาจเป็นข้อมูลเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหาร, เครือข่ายอาชญากรรม, หรือข้อมูลอื่นๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของประเทศไทย

การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเชลยศึก ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนควรให้ความสนใจ เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย

ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่รู้ว่า ความลับฮุนเซน หรือความลับจาก 18 เชลยกัมพูชา อันไหนแซ่บกว่ากัน แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ประเด็นนี้จะยังคงเป็นที่จับตามองต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้

ไม่ว่าความลับที่กำลังจะเปิดเผยจะเป็นเรื่องใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านและใช้วิจารณญาณในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง

ที่มา – “เสธเบิร์ด” โพสต์ถามความลับฮุนเซน หรือ ความลับจาก 18 เชลยกัมพูชา อันไหนแซ่บกว่ากัน

กองทัพบกให้ติดอาร์มธงไตรรงค์ ยืนหยัดเพื่อชาติไทย

กองทัพบกอนุมัติให้กำลังพลประดับแผ่นธงชาติไทยบนบ่าชุดฝึกและชุดสนาม เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของทหารไทย ปลูกฝังอุดมการณ์ ความรักชาติ ความสามัคคี และแสดงออกถึงเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของนักรบทุกนาย งานนี้ทำเอาหลายคนฮึกเหิม พร้อมยืนหยัดเพื่อชาติไทยยิ่งขึ้นไปอีก!

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 แฟนเพจทีมโฆษกกองทัพบก ได้โพสต์ภาพและข้อความว่า เตรียมพร้อม แสดงอัตลักษณ์นักรบไทย “ธงไตรรงค์บนบ่าคือหัวใจที่พร้อมยืนหยัดเพื่อชาติ” ข้อความนี้กินใจสุดๆ ไปเลยครับ

กองทัพบกอนุมัติให้กำลังพลประดับแผ่นธงชาติไทยบนบ่าชุดฝึกและชุดสนาม เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของทหารไทย ปลูกฝังอุดมการณ์–ความรักชาติ–ความสามัคคี และแสดงออกถึงเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของนักรบทุกนาย การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะยืนหยัดเพื่อชาติไทยของกองทัพ

โดยให้ติดบริเวณไหล่ด้านซ้ายของเครื่องแบบฝึกหรือเครื่องแบบสนามจนกว่าสถานการณ์ชายแดนจะกลับสู่ภาวะปกติ หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง เรียกว่าเป็นสัญลักษณ์ที่เตือนใจให้ระลึกถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีต่อประเทศชาติ

กองทัพบก อนุมัติให้กำลังพลติดอาร์มธงไตรรงค์บนบ่า พร้อมยืนหยัดเพื่อชาติไทย

การติดอาร์มธงไตรรงค์บนบ่าของกำลังพลนั้น มีความหมายที่ลึกซึ้งมากกว่าแค่เครื่องประดับ แต่เป็นการแสดงออกถึง:

  • ความรักชาติ: ธงไตรรงค์คือสัญลักษณ์ของประเทศไทย การติดธงบนเครื่องแบบจึงเป็นการแสดงออกถึงความรักและความภาคภูมิใจในชาติ
  • ความสามัคคี: ธงไตรรงค์เป็นสิ่งที่รวมคนไทยทุกคนเข้าด้วยกัน การติดธงบนเครื่องแบบจึงเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
  • ความเสียสละ: การเป็นทหารคือการเสียสละเพื่อชาติ การติดธงบนเครื่องแบบจึงเป็นการเตือนใจให้ระลึกถึงความเสียสละที่ยิ่งใหญ่นี้

ทำไมกองทัพบกถึงอนุมัติให้ติดอาร์มธงไตรรงค์บนบ่า พร้อมยืนหยัดเพื่อชาติไทย

เหตุผลหลักๆ ก็เพื่อปลูกฝังอุดมการณ์ ความรักชาติ และความสามัคคีในหมู่กำลังพล รวมถึงเป็นการแสดงออกถึงเกียรติยศและศักดิ์ศรีของนักรบไทยทุกคน นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามชายแดนอีกด้วย

การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ อย่างการติดอาร์มธงไตรรงค์นี้ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในจิตใจของคนได้ การที่ทหารทุกคนได้เห็นธงชาติอยู่บนบ่าตลอดเวลา จะช่วยเตือนใจให้พวกเขาระลึกถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีต่อประเทศชาติ ทำให้พวกเขามีกำลังใจที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ และพร้อมที่จะยืนหยัดเพื่อชาติไทยเสมอไป

นอกจากนี้ การติดอาร์มธงไตรรงค์ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกองทัพบก ทำให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกภาคภูมิใจในทหารของชาติ และมั่นใจในความสามารถของกองทัพในการปกป้องประเทศชาติ

ในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย การที่กองทัพบกแสดงออกถึงความรักชาติและความสามัคคีเช่นนี้ เป็นสิ่งที่น่ายกย่องและสนับสนุนอย่างยิ่ง ผมเชื่อว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพบก และทำให้ประเทศไทยของเรามีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น

การติดอาร์มธงไตรรงค์บนบ่าของกำลังพล อาจดูเหมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการแสดงออกถึงความรักชาติ ความสามัคคี และความเสียสละ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของทหารไทยทุกคน และเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาสามารถยืนหยัดเพื่อชาติไทยได้อย่างภาคภูมิ

ที่มา – กองทัพบก อนุมัติให้กำลังพลติดอาร์มธงไตรรงค์บนบ่า พร้อมยืนหยัดเพื่อชาติไทย

กมธ.ทหาร เปิดตัว “รองเท้านิลมังกร” ลดสูญเสียทหาร

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร วุฒิสภา เปิดตัวนวัตกรรม “รองเท้านิลมังกร” หรือ Spider Boots ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยลดความสูญเสียของทหารแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนตามตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีความหวังว่าจะสามารถลดอัตราการสูญเสียขาและอวัยวะอื่นๆ ของกำลังพลกองทัพภาคที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะกรรมาธิการการทหาร และประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านไซเบอร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ วุฒิสภา ได้แถลงถึงรายละเอียดของต้นแบบรองเท้านิลมังกร (Spider Boots) ซึ่งมีจุดประสงค์หลักเพื่อลดความสูญเสียที่เกิดจากแรงระเบิดสังหารบุคคล โดยนายวุฒิพงศ์กล่าวว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ทหารไทยจำนวนมากต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกวางไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจและส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของทหาร

จากข้อมูลที่มีการเผยแพร่เกี่ยวกับรองเท้าที่ทหารต่างชาติใช้ในสงครามรัสเซีย-ยูเครน พบว่าเป็นรองเท้าสไปเดอร์บูท (Spider Boots) ที่ถูกคิดค้นขึ้นตั้งแต่ก่อนปี ค.ศ. 2000 โดยประเทศแคนาดา และกองทัพยูเครนได้นำไปใช้ในสนามรบจริง ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดการสูญเสียอวัยวะและการบาดเจ็บล้มตายได้อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ทหารยูเครนและประชาชนทั่วไปต้องสูญเสียขาไปประมาณ 20,000 คนต่อปี แต่เมื่อนำสไปเดอร์บูทมาใช้ ทำให้จำนวนผู้สูญเสียขาลดลงอย่างมาก เหลือไม่ถึง 10 คนต่อปี

รองเท้านิลมังกร: นวัตกรรมเพื่อทหารไทย

“เราจึงได้ทำการถอดแบบจากสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าว โดยใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แบบสามมิติ และประสานงานกับโรงงานที่มีศักยภาพในการพิมพ์ระบบสามมิติ ซึ่งได้รับการตอบรับและความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยทางโรงงานยินดีที่จะสนับสนุนการออกแบบและการประกอบเป็นรูปร่างโดยไม่คิดมูลค่า คาดว่าจะได้ต้นแบบตัวจริงภายในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งจะมีการติดตั้งคราดที่มีความแข็งแรงเพื่อต้านทานแรงระเบิด” นายวุฒิพงศ์กล่าว

อธิบายเพิ่มเติมว่า หากทหารสวมรองเท้าคอมแบททั่วไป เมื่อเหยียบถูกระเบิดสังหารบุคคลชนิดฝังกลบในดิน มักจะถูกตัดที่ข้อเท้าพอดี แต่รองเท้านิลมังกรนี้ ถูกออกแบบให้ยกพื้นสูงขึ้นจากพื้นดินที่เหยียบ ทำให้หน่วยลาดตระเวนที่สวมใส่จะไม่ได้รับบาดเจ็บ หรือหากได้รับบาดเจ็บก็จะลดความรุนแรงลง และหากนำไปใช้กับทหารที่เดินนำแถว จะสามารถลดแรงกระแทกได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการลดความสูญเสีย

ลดการสูญเสียด้วยรองเท้านิลมังกร

นายวุฒิพงศ์กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าการสวมใส่ในช่วงแรกอาจจะยังไม่คุ้นชินและต้องฝึกเดินให้เกิดความชำนาญก่อนที่จะนำไปใช้ในการลาดตระเวนในพื้นที่สุ่มเสี่ยง แต่สิ่งประดิษฐ์นี้จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารแนวหน้า และทำลายขวัญของศัตรูที่วางทุ่นระเบิด เนื่องจากรองเท้านิลมังกรจะช่วยลดประสิทธิภาพของทุ่นระเบิด

หลังจากที่ได้ต้นแบบสามมิติเสร็จสมบูรณ์แล้ว จะมีการนำแบบไปแจกจ่ายให้กับโรงงานต่างๆ ที่มีความพร้อมในการผลิต ซึ่งหลายโรงงานได้ยืนยันแล้วว่าจะให้การสนับสนุน โดยจะส่งต้นแบบไปที่กองทัพภาคที่ 2 เพื่อทำการทดสอบการใช้งานต่อไป

รองเท้านิลมังกร ถือเป็นอีกหนึ่งความหวังในการช่วยปกป้องทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัยตามแนวชายแดน การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดความสูญเสียเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ทหารเหล่านี้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ที่มา – กมธ.ทหาร วุฒิสภา เปิดตัว “รองเท้านิลมังกร” หวังช่วยลดความสูญเสียทหารลาดตระเวน

ไทยคู่ฟ้ารายงาน สถานการณ์ปกติ 11 พื้นที่ 7 จังหวัด

“ไทยคู่ฟ้า” รายงานเช้านี้ สถานการณ์ปกติ 11 พื้นที่ 7 จังหวัด กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 จุด เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องและเตรียมความพร้อมในการตอบโต้สถานการณ์

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้าได้โพสต์ข้อความว่า รัฐบาลไทยเดินหน้าเพื่อรักษาอธิปไตยและความถูกต้องในสังคมโลก โดยวันนี้กองบัญชาการกองทัพไทยจะนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ลงพื้นที่สังเกตการณ์ในพื้นที่ บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เพื่อสังเกตการณ์และรับทราบข้อเท็จจริงของปัญหาการรุกล้ำอธิปไตยของไทยในพื้นที่

สำหรับการสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา 7 จังหวัด ตั้งแต่เวลา 18.00 น. วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 ถึงเวลา 06.00 น. วันนี้ (วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2568) เหตุการณ์ปกติ วันนี้ (ศุกร์ 22 สิงหาคม 2568) เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ทั้ง 7 จังหวัด เหตุการณ์ปกติ กองทัพไทยคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 จุด เพื่อเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องและเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติและป้องกันไม่ให้ใครล่วงล้ำ

“ไทยคู่ฟ้า” รายงานเช้านี้ 11 พื้นที่ 7 จังหวัด สถานการณ์ปกติ

สรุปข่าวสารจาก “ไทยคู่ฟ้า” ในเช้าวันนี้ (22 สิงหาคม 2568) สถานการณ์ที่ชายแดนไทย-กัมพูชาใน 7 จังหวัดยังคงเป็นปกติ โดยกองทัพไทยยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวังตามแนวที่มั่นสำคัญ 11 จุดทั่วพื้นที่

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของกองบัญชาการกองทัพไทย ยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาอธิปไตยและดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ที่มีปัญหาการรุกล้ำอธิปไตย โดยมีการส่งคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาใน 7 จังหวัดยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ กองทัพไทยยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในการเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงถึงสถานการณ์ล่าสุดและยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

  • การตรึงกำลังของกองทัพไทย: ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องใน 11 จุดสำคัญ
  • การตรวจสอบพื้นที่รุกล้ำ: คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง
  • การแถลงการณ์ของรัฐบาล: ยืนยันความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด การรายงานสถานการณ์ที่ถูกต้องและแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจถึงความพยายามของรัฐบาลในการรักษาความมั่นคงของชาติ “ไทยคู่ฟ้า” รายงานข้อมูลที่สำคัญเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงสถานการณ์ปัจจุบัน

การที่สถานการณ์ใน 11 พื้นที่ 7 จังหวัดยังคงเป็นปกติเป็นสัญญาณที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันยังคงเป็นสิ่งจำเป็น กองทัพไทยและรัฐบาลยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อให้ประเทศชาติปลอดภัยและมั่นคง

การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน ข่าวสารที่มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่าง “ไทยคู่ฟ้า” ช่วยให้ประชาชนเข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบันและสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล

ในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายและความไม่แน่นอน การมีข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์เป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่ง สถานการณ์ “ไทยคู่ฟ้า” รายงานเช้านี้ 11 พื้นที่ 7 จังหวัด สถานการณ์ปกติ จึงเป็นข่าวดีที่สร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

ที่มา – “ไทยคู่ฟ้า” รายงานเช้านี้ 11 พื้นที่ 7 จังหวัด สถานการณ์ปกติ ตรึงกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 จุด

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา เริ่มแล้วที่สระแก้ว

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ระดับภูมิภาคได้เริ่มต้นขึ้นแล้วที่จังหวัดสระแก้ว โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชายแดน บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นมิตร ภายใต้ความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายที่จะลดความตึงเครียด สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และผลักดันให้ความร่วมมือพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากสโมสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 (ค่ายสุรสิงหนาท) อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ระหว่างไทย–กัมพูชา อย่างเป็นทางการ การประชุม ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

ฝ่ายไทยนำโดย พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานฝ่ายไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานด้านความมั่นคงต่างๆ ฝ่ายกัมพูชา นำโดย พลเอก แอก ซ็อมโอน ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 ในฐานะประธานฝ่ายกัมพูชา เข้าร่วมหารือถึงแนวทางการประสานความร่วมมือด้านความมั่นคงและการปฏิบัติร่วมกันตามแนวชายแดน

สาระสำคัญของการประชุมมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชายแดนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันการลักลอบเข้า–ออกประเทศโดยผิดกฎหมาย ปัญหาการค้ามนุษย์ การลักลอบนำแรงงานต่างด้าวเข้าเมือง รวมถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงการเสริมสร้างความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและการค้าชายแดน เพื่อให้การอยู่ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย การ ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา จึงครอบคลุมหลายมิติที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

บรรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นมิตร สองฝ่ายต่างแสดงความตั้งใจที่จะลดความตึงเครียด สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน และผลักดันให้ความร่วมมือพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นไปอย่างเปิดอก และมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา

พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 จะเป็นผู้แถลงผลการประชุมและสรุปสาระสำคัญต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการในช่วงบ่ายของวันนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงและความร่วมมือต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการประชุม

ความคืบหน้าล่าสุดจากการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สโมสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 ได้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ในระดับแม่ทัพ โดยฝั่งกองทัพภาคที่ 1 ฝ่ายไทยนำโดย พลโทอมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา นำโดย พลเอกแอก ซอมโอน ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง ในช่วงต้นได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนบันทึกภาพ ก่อนเชิญออกเพื่อเข้าสู่วาระการประชุม

ทั้งนี้ มีรายงานยืนยันว่า ในวงประชุมวันนี้ จะมีการหารือในประเด็น 13 + 3 ข้อตกลง คือ 13 ข้อจากเดิม GBC เพื่อนำสู่การปฏิบัติ และข้อเสนอใหม่ของฝ่ายไทย 3 ข้อ ซึ่ง 2 ข้อแรก เป็นจุดยืนที่ไทยเสนอต่อ GBC มาแล้ว คือ

  • ให้ 2 ฝ่ายเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน
  • ร่วมปราบสแกมเมอร์

และข้อ 3 เป็นข้อเสนอใหม่จากปัญหาชุมชนที่รุกล้ำพื้นที่จังหวัดสระแก้ว จึงเสนอจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ถูกต้องร่วมกัน

การ ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน และส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งสองฝั่ง การหารือที่เป็นไปในบรรยากาศฉันมิตรและความเข้าใจซึ่งกันและกัน เป็นสัญญาณที่ดีต่อความสัมพันธ์และความมั่นคงในภูมิภาค

การให้ความสำคัญกับปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ และยาเสพติด สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยของทั้งสองประเทศต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน การร่วมมือกันปราบปรามสแกมเมอร์ และการจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ถูกต้อง เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ และสร้างความมั่นคงในระยะยาว

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งจะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศในอนาคต

ที่มา – เริ่มแล้ว ประชุม RBC ไทย–กัมพูชา ระดับภูมิภาค บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญที่จังหวัดสระแก้วได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 01.09 น. ของวันที่ 22 สิงหาคม 2568 โดยที่ประชุมได้เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม และเตรียมดำเนินการต่อเนื่องในช่วงเช้าของวันเดียวกัน ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่น่าจับตามอง

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม

กองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (Regional Border Committee – RBC) จัดการประชุม ณ สโมสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 ค่ายสุรสิงหนาท อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยมีผู้แทนจากกองทัพภาคที่ 1 ของไทย และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชาเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้มี พลตรีสุรวิชญ์ แดงจันทร์ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 เป็นประธานฝ่ายไทย และ พลโทซอ กีมปะ (Sar Kimpak) รองผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 กัมพูชา เป็นประธานฝ่ายกัมพูชา โดยทั้งสองท่านได้ร่วมลงนามรับรองร่างบันทึกการประชุมร่วมกัน

เหตุผลของการเลื่อนเวลาการประชุม

ก่อนเริ่มการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ฝ่ายกัมพูชาได้ขอเลื่อนเวลาเข้าร่วม เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร ทำให้การเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านด่านคลองลึกเกิดขึ้นในเวลา 23.56 น. และเดินทางถึงสโมสรนายทหาร มทบ.19 ในเวลาประมาณ 00.05 น.

เมื่อเดินทางถึง พลตรีสุรวิชญ์ แดงจันทร์ ได้ให้การต้อนรับ พลโทซอ กีมปะ และนำเข้าสู่ห้องรับรองเพื่อหารือเบื้องต้น ขณะเดียวกัน คณะทำงานกองเลขานุการฯ ไทย–กัมพูชา ได้ร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของร่างเอกสารการประชุม การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา จึงเริ่มต้นขึ้นในเวลา 01.09 น. ตามที่กำหนดไว้

ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นสำคัญตามระเบียบวาระ และกล่าวปิดประชุมในเวลา 02.12 น. จากนั้นจึงมีพิธีลงนามรับรองร่างบันทึกการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (RBC) และแลกเปลี่ยนแฟ้มเอกสารระหว่างผู้แทนระดับสูงของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเสร็จสิ้นในเวลา 02.19 น.

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการ คณะฝ่ายกัมพูชาได้เดินทางกลับประเทศ และมีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมอีกครั้งในเวลา 10.00 น. ของวันเดียวกัน เพื่อหารือในประเด็นที่เหลือตามกำหนดการ เนื้อหารายละเอียดของร่างบันทึกการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา อยู่ระหว่างการเรียบเรียง และจะมีการเผยแพร่ให้ทราบต่อไป

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความตั้งใจของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกัน การเห็นชอบร่างบันทึกการประชุมถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค

การที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารก่อนการลงนาม แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเจรจาและความร่วมมือระหว่างประเทศ หากร่างบันทึกการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา มีผลบังคับใช้ จะส่งผลดีต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว จะเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย การติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการตามร่างบันทึกการประชุมจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจ

ที่มา – เริ่ม 01.09 น. ประชุม RBC ไทย-กัมพูชาที่สระแก้ว เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม

ศิลปินวาดภาพ “แม่ทัพภาค 2” ประมูลช่วยทหาร

เรื่องราวสุดประทับใจเกิดขึ้นเมื่อศิลปินวาดภาพ ได้วาดภาพของ “แม่ทัพภาคที่ 2 พลโทบุญสิน พาดกลาง” และนำออกประมูลเพื่อนำเงินช่วยเหลือทหารแนวหน้า โดยสามารถระดมทุนได้ถึง 52,000 บาท!

ศิลปินใจดี วาดภาพ “แม่ทัพภาค 2” ช่วยทหารแนวหน้า

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เรื่องราวดีๆ ถูกแชร์ต่อกันในโลกออนไลน์ เมื่อคุณวันศุกร์ ศิลปินนักวาดภาพจากเพจ วันศุกร์ – Wansook ได้สร้างสรรค์ภาพวาดของ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 โดยใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงในการวาด โดยไม่มีภาพต้นแบบอ้างอิง

หลังจาก完成ภาพ คุณวันศุกร์ได้เปิดประมูลภาพดังกล่าวเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พร้อมข้อความที่ระบุว่า รายได้ทั้งหมดจากการประมูลจะนำไปแบ่งปันให้กับเหล่าทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวชายแดน และจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

ภาพวาดสีอะคริลิกบนผ้าใบขนาด 100*80 ซม. มีชื่อว่า “แม่ทัพภาคที่ 2 พลโทบุญสิน พาดกลาง” ซึ่งศิลปินยกย่องให้ท่านเป็นหนึ่งในชายชาติทหารที่อยู่ในดวงใจของคนไทยทั้งชาติ โดยเริ่มต้นการประมูลที่ราคา 4,999 บาท และเพิ่มราคาครั้งละ 100 บาท กำหนดปิดประมูลในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 9.00 น.

ผลปรากฏว่าการประมูลสิ้นสุดลงด้วยยอดเงินสูงถึง 52,999 บาท! ผู้ชนะการประมูลคือคุณตุ๊บ ซึ่งหลังจากนั้นคุณวันศุกร์ได้ทำการโอนเงินทั้งหมดให้กับมูลนิธิกันจอมพลัง เพื่อนำไปช่วยเหลือทหารแนวหน้าเป็นที่เรียบร้อย

ภาพวาด “แม่ทัพภาค 2” ส่งถึงมือแม่ทัพ

เรื่องราวความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะคุณตุ๊บ ผู้ชนะการประมูล มีความประสงค์ที่จะมอบภาพวาดอันทรงคุณค่านี้ให้กับแม่ทัพภาคที่ 2 เอง คุณวันศุกร์จึงได้เป็นธุระในการประสานงาน กระทั่งมีนายทหารท่านหนึ่งเข้ามาให้ความช่วยเหลือ และนำภาพวาดดังกล่าวส่งมอบให้กับ พลโทบุญสิน พาดกลาง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สร้างความประทับใจให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

การกระทำของคุณวันศุกร์ ศิลปินผู้สร้างสรรค์ภาพวาด การสนับสนุนจากผู้เข้าร่วมประมูล และความตั้งใจของคุณตุ๊บที่ต้องการมอบภาพให้กับแม่ทัพภาคที่ 2 ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรัก ความห่วงใย และความกตัญญูที่คนไทยมีต่อทหารผู้เสียสละที่ปกป้องประเทศชาติของเรา

เรื่องราวนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สวยงามของการรวมพลังกันเพื่อช่วยเหลือสังคม และเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อพวกเราทุกคน เราขอชื่นชมทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์เรื่องราวดีๆ เช่นนี้

แน่นอนว่าเรื่องราวของศิลปินที่วาดภาพ “แม่ทัพภาค 2” แล้วนำไปประมูล กลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนหันมาช่วยเหลือสังคมในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน สิ่งของ หรือแม้แต่การใช้ความสามารถของตนเองในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อการกุศล

การช่วยเหลือทหารแนวหน้า เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนสามารถทำได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เพราะพวกเขาสมควรได้รับความขอบคุณและการสนับสนุนจากพวกเราทุกคน

สุดท้ายนี้ เราขอเป็นกำลังใจให้ทหารทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า ขอให้ทุกท่านปลอดภัยและมีสุขภาพแข็งแรง

ที่มา – ประทับใจ ศิลปินวาดภาพ “แม่ทัพภาค 2” เปิดประมูลได้เงิน 5.2 หมื่นให้ทหารแนวหน้า

Scroll to top