ชายแดนไทยกัมพูชาล่าสุด

ด่วน! ทหารไทย ยิง SR-4 ตอบโต้กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียด! มีรายงานว่า ทหารไทย ยิงจรวดหลายลำกล้อง SR-4 122 mm. เปิดฉากตอบโต้กลับ ทหารกัมพูชา อย่างดุเดือด

จากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม ล่าสุดมีรายงานความคืบหน้าสำคัญออกมา

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 แฟนเพจเฟซบุ๊ก Army Military Force ได้โพสต์ข้อความด่วนเมื่อเวลา 17.50 น. แจ้งว่า ทหารไทย ได้ทำการตอบโต้ด้วยการระดมยิงจรวดหลายลำกล้องแบบ SR-4 122 mm. เข้าใส่เป้าหมายทางทหารของกัมพูชาอย่างหนักหน่วง

ทหารไทย ยิงจรวดหลายลำกล้อง SR-4 122 mm. เปิดฉากตอบโต้กลับ ทหารกัมพูชา

สถานการณ์บริเวณชายแดนยังคงน่าติดตาม และยังไม่มีรายงานความเสียหายที่แน่ชัดในขณะนี้ การตอบโต้ด้วยอาวุธหนักเช่นจรวดหลายลำกล้อง แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เหตุผลที่ต้องตอบโต้กลับด้วยจรวด SR-4

การตัดสินใจใช้จรวดหลายลำกล้อง SR-4 ในการตอบโต้ สะท้อนให้เห็นถึงการประเมินสถานการณ์ที่ตึงเครียดอย่างมากของฝ่ายทหารไทย จรวด SR-4 เป็นอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง และมักถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการตอบโต้การโจมตีด้วยความรวดเร็วและรุนแรง เพื่อลดความสูญเสียของฝ่ายตนเอง และสร้างความเสียหายให้กับฝ่ายตรงข้ามให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การเลือกใช้อาวุธชนิดนี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความปลอดภัยของประเทศ

อย่างไรก็ตาม การใช้จรวดหลายลำกล้อง SR-4 ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้สถานการณ์บานปลายมากยิ่งขึ้น และอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าที่รุนแรงมากขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ ดังนั้น การตัดสินใจใช้จรวด SR-4 จึงเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ และต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่จะตามมาอย่างรอบคอบ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีมายาวนาน การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันของทั้งสองฝ่าย การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก และอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม การเจรจาและหาทางออกทางการทูตเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศและหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น

การตอบโต้ของทหารไทยในครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในระยะยาว

สถานการณ์ล่าสุดนี้ยังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้โดยเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียที่ไม่จำเป็นและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

การรายงานข่าวนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชนเท่านั้น และไม่มีเจตนาที่จะยุยงให้เกิดความขัดแย้งหรือความแตกแยกใดๆ ทั้งสิ้น ขอให้ทุกท่านใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่างใกล้ชิด

การตอบโต้ด้วยอาวุธหนักอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

ที่มา – “ทหารไทย” ยิงจรวดหลายลำกล้อง SR-4 122 mm. เปิดฉากตอบโต้กลับ “ทหารกัมพูชา”

แจ้งเลี่ยง! ถนนโนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก)

ขอแจ้งให้ทราบและวางแผนการเดินทางล่วงหน้า หากคุณมีแผนจะเดินทางบนถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนที่ไม่ปกติ

จากสถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แขวงทางหลวงบุรีรัมย์ได้แจ้งให้ประชาชนเลี่ยงการเดินทางบนถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายกลับสู่สภาวะปกติ เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน

แจ้งเลี่ยงเดินทางถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก)

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ โดยตลอดทั้งวันยังคงได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่ได้อพยพไปยังบ้านญาติและศูนย์อพยพแล้วกว่า 80% ส่วนที่เหลือยังคงเป็นห่วงทรัพย์สินและมีผู้นำชุมชนพร้อมชุด ชรบ. คอยดูแลความปลอดภัย

นายประเสริฐ แต่งพลกรัง ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่าได้จัดเวรยามเฝ้าระวังในแต่ละหมู่บ้าน โดยมีผู้นำชุมชนและชุด ชรบ. คอยดูแลเพื่อให้ลูกบ้านที่อพยพไปแล้วรู้สึกอุ่นใจว่าทรัพย์สินจะไม่สูญหาย และยังดูแลสัตว์เลี้ยงโดยการจัดหาอาหารให้

สำหรับชาวบ้านที่ยังไม่ได้อพยพ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในหลุมหลบภัยของหมู่บ้าน จากการตรวจสอบพบว่ามีไม่เกิน 10 หลังคาเรือนที่ยังคงอยู่ในพื้นที่ ผู้นำชุมชนเข้าใจถึงเหตุผลของแต่ละครอบครัวที่ไม่สามารถอพยพได้ จึงให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกทั้งกลางวันและกลางคืน

นายอิ๊ว จันทร์ประโคน อายุ 62 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหลุมหลบภัย เล่าว่าเขาพักอาศัยอยู่ที่หลุมหลบภัยเป็นคืนที่สองแล้ว เนื่องจากอยู่ใกล้บ้านและเป็นพื้นที่ปลอดภัย สามารถเดินทางไปกลับได้สะดวก เขาและชาวบ้านประมาณ 20 คนจะมาหลบภัยที่นี่ในช่วงกลางคืนหรือช่วงที่สถานการณ์รุนแรง

เมื่อคืนที่ผ่านมาได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังตั้งแต่เที่ยงคืน และดังอีกครั้งในช่วงตีสี่ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงปืนใหญ่ ผู้ที่อยู่ในหลุมหลบภัยจะต้องตื่นขึ้นมาเพื่อตรวจสอบชนิดของปืน แต่โดยส่วนตัวเขามองว่าสถานการณ์เริ่มคุ้นชินแล้วและไม่ค่อยตื่นตระหนก

เส้นทางเลี่ยง ถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก)

สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปยัง สระแก้ว, ปราจีนบุรี, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี และตราด สามารถใช้เส้นทางเลี่ยงดังนี้:

  • ใช้ทางหลวงหมายเลข 24 (โชคชัย-เดชอุดม)
  • ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 304 (ปักธงชัย-กบินทร์บุรี)

ทางเลือกนี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัยและเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น โปรดติดตามข่าวสารและประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดเพื่อรับทราบข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์และเส้นทางที่ควรหลีกเลี่ยง

โปรดตรวจสอบสภาพรถและเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไกล หากจำเป็นต้องใช้เส้นทางเลี่ยง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

การหลีกเลี่ยง ถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) ในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ เป็นการตัดสินใจที่รอบคอบ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและผู้ร่วมเดินทาง ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ

ที่มา – แจ้งเลี่ยงเดินทางถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) จากเหตุปะทะแนวชายแดน

ทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดทำลายคลังจรวด BM-21 อุดรมีชัย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา กองทัพอากาศไทยได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งสำคัญ โดยการส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 เข้าทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดทำลายคลังจรวด BM-21 อุดรมีชัย ซึ่งเป็นเป้าหมายทางทหารของกองทัพกัมพูชา

ทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดทำลายคลังจรวด BM-21 อุดรมีชัย

กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ภาพการปฏิบัติการดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเครื่องบินรบ F-16 ที่ทำการทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ แบบ GBU-12 Paveway II เข้าใส่คลังเก็บจรวด BM-21 และอาวุธหนักของกองทัพกัมพูชาในกรุงสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย

ผลจากการโจมตี ส่งผลให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับเป้าหมายทางทหารของกัมพูชา การปฏิบัติการนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมรบของกองทัพอากาศไทยในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

รายละเอียดปฏิบัติการ ทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดทำลายคลังจรวด BM-21 อุดรมีชัย

  • เครื่องบินรบ: F-16
  • อาวุธ: ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU-12 Paveway II
  • เป้าหมาย: คลังเก็บจรวด BM-21 และอาวุธหนัก
  • สถานที่: กรุงสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา
  • วันที่: 9 ธันวาคม 2568

การใช้ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU-12 Paveway II แสดงให้เห็นถึงความแม่นยำในการโจมตี ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อพลเรือนและทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะมีความตึงเครียด แต่กองทัพอากาศไทยได้ปฏิบัติการด้วยความระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่ไม่จำเป็น

เหตุการณ์ทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดทำลายคลังจรวด BM-21 อุดรมีชัย นี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการรักษาความมั่นคงของประเทศ และพร้อมที่จะตอบสนองต่อภัยคุกคามทุกรูปแบบ การปฏิบัติการนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังประเทศเพื่อนบ้านให้ตระหนักถึงขีดความสามารถทางทหารของไทย

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นแนวทางที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ

การพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพอากาศอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงในอนาคต การลงทุนในเทคโนโลยีและยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันประเทศ และรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ท่านคิดเห็นอย่างไรกับการปฏิบัติการครั้งนี้? ร่วมแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลย!

ที่มา – ทอ. ส่ง F-16 ทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ ทำลายคลังเก็บจรวด BM-21 จ.อุดรมีชัย

ส่องอาวุธหนัก กองทัพกัมพูชา อานุภาพการทำลายถึงไทย

กองทัพกัมพูชา (Royal Cambodian Armed Forces: RCAF) มีการจัดหายุทโธปกรณ์ที่หลากหลาย โดยส่วนใหญ่นำเข้าจากกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียต/รัสเซีย และจีน ซึ่งรวมถึงอาวุธหลักที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูงบางชนิด

 อาวุธหลักของกองทัพกัมพูชา

กองทัพกัมพูชามียุทโธปกรณ์หลายประเภทตั้งแต่อาวุธประจำกายไปจนถึงระบบปืนใหญ่หนัก:

  • ระบบจรวดหลายลำกล้อง (Multiple Rocket Launcher Systems – MLRS):
    • BM-21 Grad (ขนาด 122 มม.): เป็นระบบจรวดที่ไม่นำวิถี (ส่วนใหญ่) เน้นการยิงแบบ ปูพรมในพื้นที่กว้างมีท่อยิง 40 ลำกล้อง ระยะยิงประมาณ 20-40 กิโลเมตร อานุภาพทำลายล้างสูงในพื้นที่เป้าหมาย
    • RM-70: พัฒนาจาก BM-21 ถือเป็นหนึ่งในอาวุธปืนใหญ่ที่ทรงพลังที่สุดของกัมพูชา
    • PHL-03 (ขนาด 300 มม. – จรวดพิสัยไกล): เป็นระบบที่จัดหามาจากจีน มีขีดความสามารถที่น่าจับตามองมาก ระยะยิงไกลถึง 70 – 130 หรือ 160 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับชนิดจรวด) สามารถใช้จรวดนำวิถีได้ และมีอำนาจทำลายล้างพื้นที่ขนาดใหญ่ได้อย่างราบคาบ ถือเป็นอาวุธพลิกเกม 
  • ปืนใหญ่สนามลากจูง:
  • มีการใช้งานปืนใหญ่หลายขนาด เช่น Type 59-1 (ขนาด 130 มม.) จากจีน, D-30 (ขนาด 122 มม.) จากโซเวียต/รัสเซีย
ส่องอาวุธ
  • ยานเกราะและรถถัง:
  • มีการใช้งานรถถังหลักรุ่นเก่า เช่น T-54/55 และรุ่นลอกแบบ Type 59 รวมถึงยานรบทหารราบ BMP-3 และรถลำเลียงพลหุ้มเกราะ BTR-60PB นอกจากนี้ยังมีรายงานการจัดซื้อรถถังหลักรุ่นใหม่ VT-4 และปืนใหญ่อัตตาจร SH1 (155 มม.) จากจีน

ปืนเล็กยาวและอาวุธประจำกาย:

  • ส่วนใหญ่เป็นอาวุธที่มาจากอดีตโซเวียตและจีน เช่น AK-47, Type 56/81, และปืนที่มาจากตะวันตก เช่น M16A1
ส่องอาวุธ

อานุภาพการทำลาย

อาวุธที่น่ากังวลที่สุดในบริบทชายแดนคือ ระบบจรวดหลายลำกล้อง (MLRS) เช่น BM-21 Grad และ PHL-03

  • BM-21 Grad: แม้จะขาดความแม่นยำสูง (เน้นการยิงปูพรม) แต่การยิงจรวดพร้อมกัน 40 ลูกในพื้นที่เป้าหมายจะก่อให้เกิด ความเสียหายรุนแรงในวงกว้าง ทั้งต่อกำลังพล อาคารบ้านเรือน และโครงสร้างพื้นฐานในแนวหลัง
  • PHL-03: ด้วยพิสัยการยิงที่ไกลและจรวดที่มีตัวเลือกนำวิถี จะทำให้อำนาจการยิงของกัมพูชา ครอบคลุมพื้นที่ลึกเข้าไปในประเทศไทยได้มากขึ้น และสามารถทำลายล้างพื้นที่ขนาดใหญ่ได้

เคยยิงมาฝั่งไทยหรือไม่ และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง

มีการรายงานอย่างเป็นทางการว่าอาวุธของกัมพูชาเคยยิงเข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทย ในเหตุการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีการปะทะหลายครั้งในช่วงปี พ.ศ. 2554 (กรณีปราสาทพระวิหาร) และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง

  • เหตุการณ์ในอดีต (เช่น ปี พ.ศ. 2554/2568):
    • มีการรายงานการใช้ เครื่องยิงจรวด BM-21 Grad ยิงเข้ามาในพื้นที่พลเรือนลึกในฝั่งไทย
    • ตัวอย่างเช่น ใน เหตุการณ์ปะทะไทย-กัมพูชาเมื่อกรกฎาคม พ.ศ. 2568 มีรายงานว่ากระสุนจาก BM-21ตกลงใส่ สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในเขตอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนประชาชน

การอ้างอิงในปัจจุบัน:

  • ล่าสุดใน เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 มีรายงานการปะทะกันอย่างหนักบริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี/ศรีสะเกษ ซึ่งกองทัพบกไทยได้ประณามการกระทำของกัมพูชาที่ใช้อาวุธยิงสนับสนุนต่างๆ ยิงมายังแนวทหารและ เคยยิงใส่พื้นที่เป้าหมายพลเรือนฝ่ายไทย ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต (อ้างอิง: Line Today, The101.world) นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงว่ากัมพูชาได้ยิง BM-21 ลงพื้นที่บ้านเรือนประชาชนฝั่งไทย ในจังหวัดบุรีรัมย์ (อ.บ้านกรวด)

ข้อตกลงในการถอนอาวุธ:

  • ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ได้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ระหว่างไทยและกัมพูชา และมีข้อตกลงร่วมกันในการ ถอนอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ออกจากแนวชายแดนเป็นระยะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาวุธเหล่านี้เคยถูกนำมาประจำการในบริเวณดังกล่าว

ที่มา :https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2900666

ทบ. เผยเหตุผลที่ยังคุมปราสาทคนาไม่ได้เบ็ดเสร็จ

กองทัพบก เปิดสาเหตุ ยังไม่สามารถเข้าควบคุมพื้นที่ ปราสาทคนา ได้เบ็ดเสร็จ ส่วนบ้านหนองหญ้าแก้ว อยู่ระหว่างกวาดล้าง ขณะที่วันนี้เน้นลุยพื้นที่ที่ยังกวาดล้างไม่สำเร็จ

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 10.00 น. พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม ที่ผ่านมา การปะทะขยายวง ครอบคลุมในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และสระแก้ว ซึ่งกัมพูชาใช้อาวุธทุกประเภทเข้าโจมตี ฝ่ายเรา ทั้งอาวุธกล อาวุธยิงสนับสนุน ปืนใหญ่จรวดหลายลำกล้อง โดรนทิ้งระเบิด กองทัพบกใช้แผนเผชิญเหตุ โดยมีความมุ่งหมายป้องกันตัวเอง ควบคู่การผลักดันพื้นที่ที่เราถูกรุกล้ำอธิปไตย และที่สำคัญเราต้องทำลายศักยภาพการโจมตีของทหารกัมพูชา เพื่อไม่ให้สามารถกลับมาเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยได้อีก

ผลการปฏิบัติที่สำคัญที่ผ่านมา ในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 วันนี้ได้ทำลายตึกกาสิโนร้าง ซึ่งเป็นเครือข่ายสแกมเมอร์ ที่เราพบว่าใช้เป็นที่ตั้งทางทหาร จุดปล่อยโดรน รวมถึงอาวุธสนับสนุนต่างๆ ในพื้นที่ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี รวมถึงเราได้ตัดกำลังทำลายสัญญาณแอนตี้โดรนในพื้นที่ อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ

ส่วนพื้นที่กวาดล้าง ที่ถูกรุกล้ำ ช่องระยี ที่อยู่ทางทิศตะวันออกของช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ อยู่ระหว่างปฏิบัติการ

รวมถึงเราได้ผลักดันทหารกัมพูชา ที่ปราสาทคนา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยปัจจุบันยังไม่สามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ เนื่องจากพบว่าฝ่ายกัมพูชาใช้สนามทุ่นระเบิดจำนวนมาก ในบริเวณดังกล่าว ปัจจุบันยังอยู่ในความพยายาม

ส่วนพื้นที่ปราสาทตาควาย วันนี้เราได้ทำลายกระเช้าที่ใช้ในการส่งเสบียง บริเวณ เนิน 350 เป็นที่สำเร็จ ซึ่งขณะนี้ยังมีความพยายามเข้ากระทำต่อพื้นที่ต่อไป

ส่วนพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 วานนี้ เราได้เปิดปฏิบัติการผลักดัน เพื่อควบคุมแนวเส้นปฏิบัติการใน 3 พื้นที่ ทั้งบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง และบ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว โดยสามารถทำลายที่มั่นดัดแปลง ของฝ่ายกัมพูชา ได้บางส่วน และที่น่ายินดีคือเมื่อ 17:00 น. วานนี้ สามารถยึดและควบคุมพื้นที่บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ในห้วงของการกวาดล้าง ล่าสุดมีรายงานแล้วว่าช่วงการกวาดล้างเจอทุ่นสังหารบุคคล

ทั้งนี้ในวันนี้สำหรับพื้นที่ที่ยังปฏิบัติการไม่สำเร็จก็ยังมีความพยายามอยู่ต่อเนื่อง

ทั้งนี้ขอรายงานว่าตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา มีกำลังพลของกองทัพบก เสียชีวิตในการรบ 1 นาย บาดเจ็บ 29 นาย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด โดยเฉพาะประเด็นที่กองทัพบกยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ปราสาทคนาได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการที่ฝ่ายกัมพูชาวางทุ่นระเบิดจำนวนมากในบริเวณนั้น ทำให้การเข้าควบคุมเป็นไปอย่างยากลำบาก และต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การแก้ไขปัญหาจึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของทั้งสองฝ่าย

ทบ. เผยเหตุผลที่ยังคุมปราสาทคนาไม่ได้เบ็ดเสร็จ

ทำไมถึงยังคุมปราสาทคนาไม่ได้เบ็ดเสร็จ?

สาเหตุหลักที่กองทัพบกยังไม่สามารถควบคุมปราสาทคนาได้อย่างเบ็ดเสร็จคือการที่ฝ่ายกัมพูชาวางทุ่นระเบิดจำนวนมากในบริเวณดังกล่าว การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความเชี่ยวชาญ เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสีย การดำเนินการจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง

นอกจากนี้ การเจรจาและการประสานงานกับฝ่ายกัมพูชาเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหา การพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน จะช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการปะทะที่อาจเกิดขึ้นได้

สถานการณ์เช่นนี้ต้องการความอดทนและความเข้าใจจากทุกฝ่าย การแก้ไขปัญหาปราสาทคนา ไม่ได้เบ็ดเสร็จต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

การให้กำลังใจทหารและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง พวกเขาเหล่านี้เสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และสมควรได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากประชาชน

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

การมีส่วนร่วมในการสนับสนุนและให้กำลังใจทหารที่เสียสละปก้องชาติเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง การช่วยกันทำให้พวกเขามีกำลังใจในการปฎิบัติหน้าที่เพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดน ต้องใช้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน การแก้ไขอย่างสันติวิธี คือสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ

การวางแผนการช่วยเหลือและเยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

การปกป้องอธิปไตยของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน เป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่เเค่ทหารเเละเจ้าหน้าที่เท่านั้น

สุดท้ายนี้ หวังว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และขอเป็นกำลังใจให้ทหารและเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

ที่มา – ทบ. เผยเหตุผล ที่ยังคุมปราสาทคนา ยังไม่ได้เบ็ดเสร็จ

ทบ. เผยเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ทหารเสียชีวิต

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นที่จับตามอง ล่าสุด กองทัพบกได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าและสรุปความสูญเสียจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นาย

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ว่า จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน (7-8 ธ.ค. 68) มีกำลังพลจากกองทัพภาคที่ 1 และ 2 ได้รับผลกระทบ โดยมีผู้เสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บถึง 18 นาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง

สรุปเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นาย

สรุปรายละเอียดผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว:

วันที่ 7 ธันวาคม 2568: บาดเจ็บ 2 นาย

  • ส.อ. อนุชาติ เรือนคำ (กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 6 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6): ถูกยิงที่ขาซ้าย
  • พลทหาร พรชัย จำปาจูม (กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 6): โดนแรงอัดกระสุนปืนเล็ก

วันที่ 8 ธันวาคม 2568: เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 13 นาย

พื้นที่ฐานป้องไพร ช่องบก

  • จ.ส.อ. ศตวรรษ สุจริต (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): เสียชีวิต
  • พลทหาร ยุทธภูมิ ปริปุรณะ (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณใบหน้า
  • พลทหาร พีรวัส ตะเพียนทอง (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณขาทั้งสองข้าง
  • จ.ส.อ. นภา เถื่อนไพล (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): ถูกโจมตีจากอาวุธยิงสนับสนุน มีอาการแน่นหน้าอก
  • พลทหาร ธนวัฒน์ แก้วหาญ (กรมทหารราบที่ 16): โดนแรงระเบิดแน่นหน้าอก
  • พลทหาร ดำรง มูลสาร (กรมทหารราบที่ 16): โดนแรงระเบิดแน่นหน้าอก

พื้นที่ฐานแดนไกล ช่องอานม้า

  • ส.อ. ธรรมวัฒน์ ศรีหมอก (กองพันจู่โจม): ถูกสะเก็ดที่ต้นขาทั้งสองข้าง
  • ส.อ. ชนะพงษ์ สถิตป่าแขม (กองพันจู่โจม): ถูกสะเก็ดบริเวณต้นขาทั้งสองข้าง
  • พลทหาร วิรัก อรุณประสิทธิชัย (กองพันจู่โจม): โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณขาขวา

บริเวณฐานเนิน 527

  • อส.ทพ. สนิท หวังลาภ (กรมทหารพรานที่ 23): อาการบาดเจ็บที่นิ้วมือ
  • พลทหาร ศรายุทธ พินิจภาระ (กองพันทหารม้าที่ 17 กรมทหารราบที่ 1): อาการบาดเจ็บที่นิ้วมือ

พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม

  • พลทหาร ธีรพัฒน์ พรมเย็น (กองพันทหารม้าเฉพาะกิจที่ 20): โดนแรงอัดจากระเบิด

พื้นที่พระร่วง

  • พลทหาร กิตติโชติ ศรีสุลัย (กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 106 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6): โดนแรงอัดจากระเบิด

พื้นที่ปราสาทคนา

  • ส.อ. สมเกียรติ กาละพันธ์ (กองพันทหารช่างที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6): โดนแรงระเบิดจาก RPG

พื้นที่กองทัพภาคที่ 1

  • ส.อ. นพชัย คลังแสง (ร.112): ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณปาก และมีอาการแน่นหน้าอก
  • ส.อ. ธีรวัฒน์ วงด้วง (ช.พัน.2): ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะ มีอาการแน่นหน้าอก หูอื้อจากแรงระเบิด
  • จ.ส.อ. สิรวิชญ์ อะมะมูล (ช.พัน.2): ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะ บริเวณสะโพกจากแรงระเบิด

สถานการณ์เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นายนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่ทหารไทยต้องเผชิญในการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ จ.ส.อ. ศตวรรษ สุจริต และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทุกนายหายโดยเร็ว

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียที่ไม่จำเป็น และสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

ที่มา – ทบ. เผย เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นาย

พปชร. แนะ! ตัดความสัมพันธ์ถาวรกับกัมพูชา

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ออกโรงแนะรัฐบาลใช้ยาแรง ตัดความสัมพันธ์ถาวรกับกัมพูชา เป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนชาวไทย หวังจบปัญหาภายในสิ้นเดือนธันวาคมนี้ หลังเกิดเหตุการณ์ปะทะชายแดนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พปชร. แนะ ตัดความสัมพันธ์ถาวรกับกัมพูชา

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ว่าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมานาน และถึงเวลาที่เราต้องใช้มาตรการที่เด็ดขาด คือการ ตัดความสัมพันธ์ถาวรกับกัมพูชา

นายสุรเดชกล่าวต่อไปว่า การปะทะล่าสุดและการที่เรา “ไปทิ้งระเบิดที่คาสิโน” ซึ่งเป็นแหล่งสนับสนุนสำคัญของสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และเป็นศูนย์กลางของแก๊งสแกมเมอร์และการพนันออนไลน์ เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ แม้ว่าที่ผ่านมาเราจะใช้มาตรการต่างๆ เช่น ตัดเน็ต ตัดไฟ หรือปิดด่านชายแดน แต่สถานทูตกัมพูชายังคงอยู่ในประเทศไทย และยังคงมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอยู่ ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดคือการปิดสถานทูตกัมพูชาในประเทศไทยอย่างถาวร และเรียกเจ้าหน้าที่สถานทูตไทยในกัมพูชากลับประเทศให้หมด

นอกจากนี้ นายสุรเดช ยังเสนอให้ยกเลิกความสัมพันธ์ทางการทูตทั้งหมด รวมถึงเวทีทวิภาคีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น JBC, GBC, RBC หรือ MOU ต่างๆ “ถ้ากัมพูชารังแกเราเมื่อไหร่ เราก็ตอบโต้ทันที” เขากล่าว

มอบอำนาจให้ ผบ.ทสส. ตัดสินใจ

นายสุรเดช ยังเรียกร้องให้รัฐบาลมอบอำนาจการตัดสินใจให้กับผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ในการดูแลกองทัพทั้งหมด เพื่อให้กองทัพมีอำนาจเต็มที่ในการตอบโต้หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน “วัดกันไปเลย แล้วดูซิว่านายฮุนเซน จะว่าอย่างไร” เขากล่าว

“ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ผมเชื่อว่าทุกคนในพรรคคิดเหมือนกัน เราตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อเป็นผู้แทนของประชาชน จึงขอวิงวอนทุกพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล สามัคคีและมาร่วมมือกันรักษาอธิปไตยของประเทศ ไม่ให้ต้องสูญเสียผืนแผ่นดินไทยไปแม้แต่ตารางนิ้วเดียว” นายสุรเดชกล่าว

เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า “เราจะไม่ยอมให้กัมพูชามาหยาม หรือตบหน้าเราอีกแล้ว เราต้องตอบโต้ และ ตัดความสัมพันธ์ถาวรกับกัมพูชา ไม่ต้องไปค้าขายกับกัมพูชาแล้วเพราะเขาไม่มีความจริงใจกับเรา”

นายสุรเดช ยังเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศแจ้งให้สหประชาชาติ (UN) ทราบว่าประเทศไทยจะไม่ทนต่อการรุกล้ำอธิปไตยของกัมพูชาอีกต่อไป รวมถึงแจ้งไปยังประเทศต่างๆ ที่เป็นผู้สังเกตการณ์ในการหารือระหว่างไทย-กัมพูชา เช่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย และจีน

เขาทิ้งท้ายโดยฝากไปยังนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ให้แสดงความเด็ดขาดด้วยการ ตัดความสัมพันธ์ถาวรกับกัมพูชา และทำตามคำเรียกร้องของประชาชน เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทย โดยต้องทำให้สำเร็จภายในเดือนธันวาคมนี้

การตัดสินใจ ตัดความสัมพันธ์ถาวรกับกัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะสั้น แต่ในระยะยาว อาจเป็นทางออกเดียวที่จะรักษาอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย

ที่มา – พปชร. แนะใช้ยาแรง ตัดความสัมพันธ์ถาวร กับกัมพูชา

Scroll to top